ค้นหา
คำค้น 
จาก 
หมวดหมู่ 


- แผนที่วัดป่ามหาบัว ญาณสัมปันโน ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดป่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต.ระบำ อ.ลานสัก จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าตะนาวศรี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าพุทธธรรม ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าสมสงัด บ้านเขาควง ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม(ที่พักสงฆ์) ต.ไล่โว่ อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี

 
 เทศน์พระ เรื่อง วัวลืมตีน เทศน์เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2560  Audio  คลิกดาวน์โหลด  pdf

 

วัวลืมตีน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ วันนี้ฟังธรรมะด้วยความชุ่มชื่นแจ่มใสเพราะอากาศร่มเย็น อุณหภูมิสูงมีแต่ความร้อนใจไง นี่ร้อนจากข้างนอกร้อนจากข้างใน เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดนะ มีครูบาอาจารย์ท่านพูด แล้วเรา พวกเราลูกศิษย์ลูกหาก็จำต่อๆ กันมา ว่าอยู่ในครรภ์ถึง ๙ เดือนๆ เดือนนะ เวลาเรามีความทุกข์ความยากให้คิดถึงอยู่ในครรภ์ไง อยู่ในครรภ์ตั้ง ๙ เดือนนะ เวลา ๙ เดือนนั้นนะ แม่กินอาหารที่เป็นพิษนะ แม่กินอาหารที่เผ็ดนะ ไอ้ลูกนี่ก็ดิ้นอยู่ในท้อง เวลาพ่อแม่กินอาหารเข้าไปนะเพราะมันอยู่ในท้องใช่ไหม อยู่ในท้องนะสถานที่แค่นั้นนะ เราก็ต้องทนอยู่อย่างนั้นจน ๙ เดือน กว่าจะได้คลอดออกมา แต่บางคนไม่ได้คลอดด้วย

นี่เป็นธรรมะของครูบาอาจารย์ที่ท่านพูดต่อๆ กันมาใช่ไหม เวลาเราเทศนาว่าการก็เอาสิ่งนั้นมาเตือนสติ มาเตือนสติว่า เวลาเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นยาก สิ่งต่างๆ เราคิดเพราะอะไร เพราะเราเป็นนักรบ เวลาทางโลกนะ เวลาพูดไปทางวิชาการ วิชาการก็พูดกันเป็นวิชาการเป็นสัมมนากัน เป็นการยิ้มแย้มแจ่มใส ว่าเราก็รู้ธรรมๆ แต่มันขาดสติ แต่มันก็ยังหยำเปอยู่อย่างนั้น มันหยำเปเพราะอะไร หยำเปเพราะกิเลสมันอยู่ข้างในไง เวลาพูดก็พูดธรรมะกันปากเปียกปากแฉะ แหม ทำเป็นสังคม ทำเป็นหน้าชื่นตาบาน เนี่ยโลกมันเป็นอย่างนั้น มันเรื่องโลกๆ พูดเอาเก๋ พูดเอาเท่ห์ พูดเอาคนชื่นชม

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งต่างๆ เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดท่านพูดออกมาจากใจนะ เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดออกมาจากใจ ว่าเราหลงอยู่ในหนังเขานี่ หนังหุ้มไว้นี่ หลงกันอยู่อย่างนั้น เวลาหลง คนเราเวลาหลงมันเป็นครั้งเป็นคราว แต่เวลามันไม่หลงก็พูดปากเปียกปากแฉะ เวลาตัวเองเป็นขึ้นมานะหน้ามืดตามัว นี่พูดถึงเวลามันลืมตัวลืมตนไง เพราะมันลืมตัว

ถ้ามันไม่ลืมตัวนะ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราบวชมาเป็นพระเป็นเจ้า เราบวชเป็นพระขึ้นมาแล้ว เห็นไหม พระเป็นนักรบ เวลานักรบ เห็นไหม ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่านักรบสำคัญมาก ถ้าพระเราทรงธรรมทรงวินัยไม่ได้ใครจะทรง แล้วทรงธรรมทรงวินัยมันก็ต้องทรงด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้ทรงด้วยความกะล่อนปลิ้นปล้อน พูดอย่างทำอย่าง ถ้าพูดอย่างทำอย่างนะ มันปลิ้นปล้อน นี่วัวลืมตีน ถ้าวัวลืมตีนเห็นไหมมันล้มลุกคลุกคลานอย่างนั้น ดูวัวสิ เวลาที่มันมั่นคงขึ้นมา มันไม่ลืมสัญชาตญาณของมัน เวลาวัวนะมันกินอะไรไม่อร่อยเท่ากินหญ้าหรอก เวลากินหญ้าขึ้นมาแล้วเห็นไหม ถ้าถึงฤดูผสมพันธุ์มันก็ผสมพันธุ์ของมัน เวลามันมีลูกขึ้นมามันก็ปกป้องดูแลลูกของมัน นี่เวลา เห็นไหม นี่ที่วัวมันไม่ลืมตีนมันก็สมฐานะของความเป็นวัว นี่วัวไม่ลืมตีนใช่ไหม ถ้ามันวัวลืมตีนนะ ทำชูคอ เดี๋ยวเขาก็เอาไปเชือด

แต่ถ้ามันเป็นจริง เป็นจริง เห็นไหม เรามีสติปัญญาของเรา ถ้ามันมีสติปัญญาของเรา เห็นไหม เรามาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระขึ้นมาแล้วจิตใจที่ละเอียดอ่อนนะ มันจะสงวนรักษาศีลธรรมของตน เราบวชใหม่ๆ อยู่กับหมู่คณะนี่เรื่องศีลสำคัญมาก ต่างคนต่างรักษา ต่างคนต่างรังเกียจ ถ้าใครที่ศีลด่างพร้อย ศีลที่ไม่เสมอตัวมันรังเกียจทั้งนั้นเลย ถ้ารังเกียจ เห็นไหม เวลารังเกียจนะเวลาเป็นธรรม เวลาพูดถึงธรรม เห็นไหม ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อ เวลาเพ้อเจ้อๆ ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ เพ้อเจ้ออยู่อย่างนั้น มันมีประโยชน์อะไรขึ้นมา

ถ้าผู้ที่ปฏิบัตินะ เขารังเกียจ เขารังเกียจของเขา แล้วเขาถึงว่ามีความสงบระงับของเขา เขาอยู่ด้วยความไม่คลุกคลี เขารักษาหัวใจของเขา ถ้ารักษาหัวใจของเขา ถ้ารักษาหัวใจอันนั้นได้อยู่ที่ไหนมันก็มีความสุขทั้งนั้นน่ะ เวลาบอกว่า “สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี” ถ้าจิตมันมีสติรักษา มีคำบริกรรมรักษาไว้ มีพุทโธรักษาไว้ นี่มันอยู่ที่ไหน เห็นไหม เวลาเขามองเรา นี่เป็นพระเป็นเจ้านะ อยู่โคนไม้อยู่ป่าอยู่เขา วันคืนล่วงไปๆ เขาอยู่กันได้อย่างไงๆ โลกเขาสงสัยนะ โลกเขามีการรื่นเริง มีนักขัตฤกษ์ เขามีมหรสพ เขายังรอวันรอคืน แต่เอ๊ะไอ้พระเรา เห็นไหม แล้วถ้ามีอยู่แล้วนี่ ศีล ๘ ไม่ดูการละเล่นฟ้อนรำ นี่ก็เหมือนกัน เวลานักเลงการพนัน นักเลงกลางคืน ที่ไหนมีก็ไปที่นั่น

แล้วดูสิ บวชมาแล้วแห้งแล้ง บวชมาเป็นพระอยู่ป่าอยู่เขาไม่เห็นมีสิ่งใดมาเป็นที่น่าชื่นชมเลย แต่ถ้าเราฝึกหัดของเรา เรามีสติปัญญาของเรา เรามีคำบริกรรมของเรา นี่รักษาหัวใจของเรา มันเห็นตรงข้ามหมด เห็นว่าทำไมมันหยำเปกันได้อย่างนั้น นี่โลกชาวพุทธมันเป็นไปได้อย่างนั้น เวลานักวิชาการเวลาบอกว่าชาวพุทธ เห็นไหม เช้าก็ตักบาตร ตกเย็นก็ตีไก่ กลางคืนก็เล่นไพ่ เอ๊ะ ชาวพุทธทำไมเป็นอย่างนั้น นี่ชาวพุทธๆ เราไง

แต่ถ้าเป็นผู้ที่เขามีศีลมีธรรม เห็นไหม ผู้ที่ทรงศีลทรงธรรมเขาก็ไปวัดไปวาของเขา เขาก็ดูแลใจของเขา เขาฝึกหัดภาวนาของเขา แล้วเขามีความสุขของเขา นี่ถ้าพูดถึงไม่ถึงคราว เห็นไหม เขาเรียกว่าสภาคกรรม กรรมร่วมกันไง เกิดร่วมสมัยกับใคร ถ้าเกิดร่วมสมัยกับคนที่ปากเปียกปากแฉะนะ เวลาไปจำศีลมันก็ไปนินทากันอยู่อย่างนั่นนะ เวลานินทามันก็รำคาญ เวลาคนมาจากโลกเขาเบื่อหน่ายนะ คนมาจากโลกเขาเร่าร้อนมาเขาเบื่อหน่ายทางโลกมาแล้วนี่ ไปวัดไปวาเขาก็ต้องการความสงบระงับทั้งนั้น ผู้ที่คุ้นชิน พอคุ้นชินขึ้นมาหนังหนา พอหนังหนาขึ้นมานี่แล้วเที่ยวนินทากาเลอยู่อย่างนั้นน่ะ ไอ้คนที่เขามาเขาก็รำคาญ พอรำคาญเขามีมารยาทไง เขาไม่พูดของเขา เขาเก็บไว้ในใจของเขา

นี่กรรม อยู่กับคนพาลมันเป็นความทุกข์อย่างยิ่งของคนผู้ที่มีศีลมีธรรม เวลาเขาคิดเขาคิดของเขาอย่างนั้นนะ ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเรา เรารักษาของเรา นี่มันพิสูจน์จากภายใน ถ้ามันพิสูจน์จากภายใน ถ้ามันทุกข์มันยากๆ ตั้งแต่เราบวชมานี่ พอบวชมา เห็นไหม เขาเรียกว่า นิสัยฆราวาส นิสัย นิสัยเราคุ้นชินอยู่กับการใช้ดำรงชีวิต เห็นไหม นิสัยคุ้นชินกับการกินข้าววันละ ๓ มื้อ นิสัยไง คนที่จะบวชขึ้นมาเขาก็ฝึกหัดก่อน หัดกินข้าวมื้อเดียว หัดต่างๆ ขึ้นมา เขาหัดของเขามา นี่ฆราวาสธรรม นิสัยของฆราวาส

พอมาบวชเป็นพระขึ้นมานี่ นิสัยของฆราวาสมันก็นิสัยฆราวาส ก็ต้องมาฝึกหัดให้ได้นิสัยๆ พอได้นิสัยขึ้นมา เห็นไหม นิสัยของสมณะๆ เขาก็ต้องการความสงบระงับ ถ้าต้องการความสงบระงับ ที่ใดก็ไม่กระทบกระเทือนกัน ไอ้นี้สำคัญมาก ไม่กระทบกระเทือนกันนะ ต่างคนต่างมีน้ำใจต่อกัน ต่างคนต่างเห็นใจต่อกัน นักรบด้วยกันๆ มันต้องการชัยภูมิไง ดูสิ เวลาศึกสงครามขึ้นมานะ ใครที่มีชัยภูมิที่ดีกว่า เห็นไหม เขาได้เปรียบ การรบทัพจับศึก ถ้าใครมีชัยภูมิที่ดีกว่า ใครมีความพร้อมที่ดีกว่า ใครมีอาวุธที่ดีกว่า เขาได้เปรียบทั้งนั้นนะ

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราเป็นนักรบๆ เห็นไหม สัปปายะ สิ่งที่สงบสงัดเป็นชัยภูมิที่ดี ชัยภูมิที่มีการประพฤติปฏิบัติ แล้วเราก็เลือกอย่างนั้น เห็นไหม เราเลือกมาบวช บวชแล้วเรามาอยู่ป่าอยู่เขาของเรา เวลาอยู่ป่าอยู่เขาของเรา เราเลือกชัยภูมิที่ดี ถ้าชัยภูมิที่ดีแล้วทำไมจิตใจมันไม่ดีด้วยล่ะ ถ้าชัยภูมิที่ดีนะจิตใจที่มันดีมันยึดชัยภูมิอย่างนั้นได้มันต้องมีความพอใจสิ ถ้ามีความพอใจมันมีความพอใจต่อเมื่อ ต่อเมื่อใครฝึกหัด นี่ไง จากนิสัยฆราวาสๆ เห็นไหม เราฝึกหัดของเรา มันก็ได้นิสัยของสมณะ

นิสัย เห็นไหม การเหยียด การคู้ การดื่ม การฉัน การก้าวการเดิน มันมีนิสัยๆ ถ้านิสัยขึ้นมา เห็นไหม นี่มันระวังขึ้นมา ชัยภูมิจากข้างนอกมันก็ชัยภูมิจากข้างในไง นี่นิสัยของสมณะ ถ้านิสัยของสมณะขึ้นมาแล้วนี่มันจะรักษาขึ้นมา เห็นไหม มันไม่ใช่วัวลืมตีนไง ถ้าวัวลืมตีนมันก็อยู่อย่างนั้น หยาบๆ อยู่อย่างนั้นนิสัยฆราวาส นิสัยของคฤหัสถ์เขา ถ้านิสัยของคฤหัสถ์ขึ้นมานะ คฤหัสถ์ที่เขาสงบระงับ เขามีมารยาท เขายังทำได้ละเอียดอ่อนกว่านั้น

ถ้าเราเป็นนักรบ เห็นไหม เราเป็นพระ ถ้าเป็นพระนี่การแสดงออกนี่มันเป็นการยกธงขึ้น เวลาเราห่มผ้ากาสาวพัสตร์นะ ธงชัยพระอรหันต์ การยกธงขึ้นๆ คือกิริยาการกระทำของเรานี่แหละ ความเป็นอยู่ของเรานะ สังคมเขาจับจ้องทั้งนั้น เขาจะพูดหรือไม่พูดนี่อีกเรื่องหนึ่ง ดีหรือชั่วเขารู้ได้ทั้งนั้น คนเราอยู่ด้วยกันมันเห็นทั้งนั้น ดูสิ ขนาดไม่เห็น ดูสิ เราอยู่วัดกัน เห็นไหม ข่าวคราวมันมาตลอด ที่นั่นเป็นอย่างนั้น ที่นี่มันเป็นอย่างนี้ ข่าวคราวมันมาตลอด เราไม่ต้องไปมันยังลอยมาเลย

ฉะนั้น เวลาหลวงตาท่านพูด เห็นไหม เราได้ยินแว่วๆ เวลาคนไปฟ้องท่าน ท่านบอก เราได้ยินแว่วๆ เราก็พูดแว่วๆ ไว้ก่อนไง แต่ถ้าวันไหนนะ ถ้ามันชัดเจนขึ้นมามันก็จบไง แต่ถ้ามันแบบมันแว่วๆ ท่านก็พูดแว่วๆ การที่พูดแว่วๆ นะคือเตือน การพูดแว่วๆ มันหมายถึงมันมีโอกาสคุยกันอยู่ได้ แต่ถ้ามันแว่วๆ จนมันไม่ไหวแล้วนี่มันก็จบ ถ้ามันจบ เห็นไหม เราไม่ต้องไปสืบข่าวที่ไหนเลย มันยังแว่วๆ มาตลอดเลย แล้วชีวิตของเรานี่มันไม่แว่วๆ เหรอ มันไม่ขจรขจายไปเหรอ ดีก็เป็นดี ชั่วก็เป็นชั่ว ถ้าเป็นสมณะก็เป็นสมณะไง นี่ถ้าเป็นวัว เห็นไหม วัวที่มีหลักมีเกณฑ์ วัวที่เขามันมั่นคงขึ้นมา มันไม่ลืมตีนมันนะ มันก็ไม่ทำให้ชีวิตมันตกต่ำไป

นี่ก็เหมือนกัน ชีวิตของสมณะ เราไม่ใช่วัวลืมตีน เราต้องมีศีลมีธรรมของเรา เรามีข้อวัตรปฏิบัติของเรา เราทำสิ่งใดก็เพื่อหัวใจของเรา ทำแล้วเป็นของเราทั้งหมด เวลานี่ภิกษุเป็นผู้ที่ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ธงชัยพระอรหันต์ ยกธงขึ้นๆ ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ เราปฏิบัติเข้าไปนี่ไม่ต้องไปอวดใครหรอก เขารู้ทั้งนั้น อยู่ที่ไหนก็รู้ เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูด เห็นไหม หลวงตาท่านพูดประจำ “ขอให้มีคุณธรรมเถอะ ไปอยู่ในถ้ำไหน ป่าไหนทั้งนั้นนะ ไม่มีทางปิดได้หรอก” ไม่มีทาง แต่ยกธงขึ้นแล้วยกชูไว้ตลอด ลืมตีนนะ โอ้โฮ แหม ไปเลย มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก มันก็เป็นการฉาบฉวย มันเป็นเรื่องโลกๆ

เรื่องโลกๆ มันก็เป็นแบบนั้น โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เห็นไหม มีลาภอยากมีลาภอยากมียศ นี่สรรเสริญนินทา อยากมีอย่างนั้นนะ ตรงข้ามทั้งนั้นนะเพราะมันมีแล้วมันก็ตรงข้าม มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มันเป็นธรรมดาของมันอยู่แล้ว แล้วเราไปแสวงหาสิ่งที่มันจะเสื่อมสภาพ แล้วไปแสวงหามันทำไม แต่ถ้าเรามีคุณธรรมของเรา ไม่ใช่วัวลืมตีน เรามีข้อวัตรปฏิบัติของเรา เรามีคุณธรรมของเรา เราทำเราปฏิบัติของเรา มันจะขจรขยายไปมากน้อยขนาดไหน กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมมันหอมทวนลม มันทวนกระแสลมขึ้นไป นี่มันรู้อยู่แล้ว มันรู้ของมันโดยธรรมชาติของมัน มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ใช่กลองจัญไร ไม่มีใครตี ตูมตามๆ เขาวิ่งหนีหมด กลองมันต้องให้เขาตีสิ ถ้าเขาตีขึ้นมา เห็นไหม มันถึงจะมีเสียงดัง

นี่ไง นี่ก็เหมือนกัน เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเขาทุกข์เขายากมา เรามีอะไรไปรื้อเครื่องตอบรับเขา สิ่งที่ตอบรับเขาได้ก็ตอบรับเขาด้วยประสบการณ์จริง ประสบที่ปฏิบัติมานี่ ถ้าเรารู้จริงเห็นจริงแล้วมันเป็นสมบัติของเรา มันอยู่ในใจของเรานี่ มันจะชักขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ดาบ ถ้าเรามีดาบอยู่นะเราจะชักขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ นี่ก็เหมือนกัน ขอให้มันเป็นจริงขึ้นมา ถึงตอนนั้นมันถึงเป็นประโยชน์ไง ถ้ามันยังไม่เป็นประโยชน์นะ เราคมอยู่ในฝัก ถ้าคมอยู่ในฝักมันก็จบสิ้นไง ไอ้นี่ไม่อย่างนั้น วัวลืมตีน มันแบบว่ามันเอาสีข้างเข้าถู มันเสียหายไปทั้งนั้น เสียหายทั้งสังคม เสียหายทั้งเราด้วย

ถ้ามันไม่เสียหายทั้งสังคมและไม่เสียหายทั้งเรา เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ท่านสอนๆ ให้พยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดขึ้นมามันก็เหมือนกับเราทำทางวิชาการ ทำการวิจัยในหัวใจของเรา ถ้าเราทำวิจัยในหัวใจของเรานี่ เราเป็นคนทำวิจัยเสียเอง เรารู้เราเห็นของเราเสียเอง เราเป็นเสียเอง นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเป็นปัจจัตตัง มันชัดๆ ชัดเจนอยู่อย่างนี้ ถ้ามันชัดเจนอยู่อย่างนี้ มันเป็นความจริงอยู่อย่างนี้

แต่เราไม่ทำอย่างนี้ไง แล้วโลกกับธรรม เราเกิดมากับโลกเราปฏิเสธโลกไม่ได้หรอก เราเกิดมากับโลก เรามีพ่อมีแม่ ถ้าไม่มีพ่อมีแม่เราจะเกิดเป็นคนมาได้อย่างไง เราเกิดเป็นคนขึ้นมาแล้ว เห็นไหม แต่เรามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เรามาบวชของเรา พ่อแม่ก็คือพ่อแม่ นั้นน่ะเป็นเรื่องโลกๆ เห็นไหม นี่ปฏิบัติแล้วพระเราสามารถบิณฑบาตเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้ ผู้หญิงพระห้ามจับต้อง เว้นไว้แต่แม่ แต่เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยนะ เว้นไว้แต่แม่

ถ้าเราบวชมาทั้งชีวิตของเรานี่ เราศึกษาเรื่องนี้ได้มันเป็นสมบัติของเราไง มันเป็นสมบัติของเรา มันอบอุ่นในใจของเรา ขอให้ถึงเวลานั้นเถอะ ทำไมเราจะไม่รักพ่อรักแม่ ถ้าพ่อแม่เรามีพี่น้องหลายคน เพราะมีพี่น้องดูแลนั่นก็จบ เราไม่ควรทำ ไม่ควรทำเพราะมันเป็นโลกวัชชะ โลกเขาจะติเตียน แต่ถ้ามันไม่มีใครดูแลรักษา ทำไมเราจะทำไม่ได้ ถ้าเราคมในฝักนี่ ทำไมมันจะทำไม่ได้ เราทำได้ทั้งนั้นนะ แต่เรามีพี่มีน้องมีคนที่ดูแลอยู่เราก็ไม่ควรทำ ถ้ามันถึงเวลาที่มันจะเป็นประโยชน์กับเรา มันเป็นประโยชน์ทั้งนั้นนะ ถ้าเรามีคุณธรรมในใจของเรา เราทำความจริงของเราขึ้นมา เราไม่ลืมตัวลืมตนไง ไม่ลืมตัวลืมตนแล้วมันไม่หวั่นไหวด้วย มันไม่หวั่นไหวใดๆ

นี่ครึ่งๆ กลางๆ เวลาพูดก็ห่วงโลกห่วงนู่น ห่วงคนนั้น ห่วงคนนี้ ห่วงไปหมดเลย แล้วเวลาจะปฏิบัติก็ไม่ได้เรื่องแล้วเพราะมันส่งออก เวลามาถึงเราก็เป็นพระ อันนั้นมันเรื่องโลก เราอยู่กับโลก เราเกิดมากับโลก แต่อยู่กับโลก โลกกับธรรม แต่ตอนนี้มันเป็นหน้าที่ มันเป็นเวลาที่เราจะประพฤติปฏิบัติใช่ไหม เป็นเวลาที่เราจะวิจัยในหัวใจของเราใช่ไหม เราจะทำความเป็นจริงขึ้นมาในใจของเรา ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาในใจของเราขึ้นมานี่ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานี่ มันเป็นเวลาของเรา คนเราเวลาจะเติบจะโตขึ้นมานี่มันก็ต้องมีการศึกษา มันต้องมีปัญญา มันต้องมีหน้าที่การงาน

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราเป็นพระๆ เห็นไหม ดูสิ หลวงตาท่านพูดประจำ เราเป็นผู้น้อยมาก่อนๆ เวลาเป็นผู้น้อยนะ ท่านบอกว่า “เหมือนบ๋อยกลางวัดเลย” อยู่หนองผือนะรับผิดชอบทุกๆ อย่างเลย เราเป็นผู้น้อยมาก่อน เราฟังแล้วสะเทือนใจทุกที เราเป็นผู้น้อยมาก่อนนะ คนที่จะเป็นผู้ใหญ่ ถ้ามันเป็นผู้น้อยมาก่อนมันศึกษามาก่อน มันศึกษามา มันฝึกหัดของมันมานะ เวลามันเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมานี่มันบริหารจัดการได้ ไอ้นี้ผู้น้อยก็ไม่ได้เป็น เป็นผู้น้อยก็ไม่ยอมเป็นผู้น้อย เป็นผู้น้อยก็อยากจะเป็นผู้ใหญ่ จะให้เป็นผู้ใหญ่มันก็ไม่เป็นอีก ให้บริหารก็บริหารไม่ได้ ให้ทำก็ทำไม่ได้ เวลาให้เป็นผู้น้อยก็เป็นไม่ได้ ให้เป็นผู้ใหญ่ก็เป็นไม่ได้ นี่วัวลืมตีน เป็นอะไรเป็นไม่ได้สักอย่าง ไม่มีความดีสักอย่าง

แต่ถ้ามันฝึกหัดของเรา เราเป็นผู้น้อยๆ เวลาของเรานะ เวลานี่หายากมาก เพราะเราบวชใหม่ๆ เราก็แสวงหาอย่างนี้ แสวงหาเวลาปฏิบัตินะ ไปวัดไหนก็แล้วแต่ ถ้าธุดงค์ไปอยู่ด้วยตัวคนเดียวก็สะดวกสบาย แต่เวลามันไป เห็นไหม มันอย่างที่ว่าหลวงตาท่านเวลาธุดงค์ไป เราจะไปซักผ้า ท่านบอกไว้เลยถึงเวลา ๑๔ ค่ำจะไปซักผ้าวัดไหนๆ มันก็ต้องเข้าไปทั้งนั้น เวลามันเข้าวัดเข้าวามันมีหมู่คณะ เวลาหมู่คณะชักชวนกันไป เห็นไหม

สิ่งที่ว่าเราก็แสวงหาอย่างนี้ เราก็สังเกตว่ามันมีเวลาหรือไม่ ถ้าเป็นพระน้อยๆ นะ เป็นผู้น้อยมาก่อน เวลาเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่มีเวลาหรอก พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาแล้วนะเรื่องปฏิสันถาร ภิกษุทำให้ศรัทธาไทยตกล่วงเป็นอาบัติปาจิตตีย์ เวลาโยมที่เขามาวัดมาวานี่ เห็นไหม เราไปโต้แย้งกับเขา ไปมีปัญหากับเขานี่ เวลาถ้าเขาโกรธ เขาไม่พอใจเรื่องของศาสนานี่มันเป็นอาบัติกับพระองค์นั้นเลยนะ ภิกษุทำให้ศรัทธาไทยตกล่วง

ฉะนั้นเวลาเราเป็นผู้ใหญ่ เห็นไหม เวลาที่ใครเขาเข้ามานี่ ถ้าเขามา ถ้าเราเป็นธรรมๆ นะ ถ้าเขาเป็นโลก เป็นโลกก็ระดับของทาน ทำทานก็ทำทาน เราไม่ไปกระทบกระเทือนกับเขา ถ้าเขามีระดับของทาน ระดับของภาวนา ใครภาวนาติดขัดมา เห็นไหม ทันทีเลย นี่คมในฝัก มันพร้อมอยู่แล้วอยากจะชักอยู่แล้วแหละมันไม่เคยชักสักที เพราะมันไม่มีประโยชน์ ชักมาทำไมก็ไม่รู้ ชักมาเดี๋ยวมันบาดมือตัวเอง แล้วถ้ามันมีคนที่อยากจะถามปัญหานะ พร้อมเสมอเลย ถ้าอย่างนั้นมันก็เป็นประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย เห็นไหม ไอ้นี่มันไม่มี ได้แต่ข่าวลือ เขาเล่าว่า เขาว่าอย่างนั้น เขาฟังอย่างนี้ ร่ำลือกันแล้วก็อยากอวด อยากจะลิ้มรสของธรรม อยากจะฟังธรรม มาถึงน่ะอาจารย์เทศน์ให้ฟังซะหน่อย เอ็งรู้จักเทศน์เหรอ เอ็งน่ะอะไร นั่นมันมีประโยชน์ไหม

นี่บอกว่าถ้าเราทำศรัทธาไทยให้ตกล่วงเป็นอาบัติ แต่นี้มันเป็นศรัทธาๆ ที่เขาศรัทธาศาสนาจริงเหรอ เขามาทำไม เขามาเพื่ออะไร เอาศาสนาบังหน้าแล้วก็เฮกันไปเฮกันมาอย่างนั้นเหรอ นี่เขาต้องการธรรมะเหรอ เขาฟังธรรมะยังไม่เป็นเลย เขายังไม่รู้เลยว่าธรรมะคืออะไร พูดไปเขาไม่รู้เรื่องด้วย ไอ้คนที่เขาอยากรู้สิ ไอ้คนที่เขาต้องการสิ ถึงเวลานี่พูดคำเดียวเขารู้เลย เข้าใจครับๆ ไอ้ที่ไม่รู้นี่มันไปพูดเรื่องอะไรกัน

นี่พูดถึงเรื่องโลก ถ้าเป็นเรื่องธรรมล่ะ เรื่องธรรม เห็นไหม ผู้ที่เขาแสวงหา ผู้ที่เขาเป็นธรรมๆ นี่เขาต้องการครูบาอาจารย์ที่สงบระงับ เขาต้องการครูบาอาจารย์ที่ชี้ทางเขาได้ ถ้าชี้ทางเขาได้ เวลาเขาไปปฏิบัติที่ไหนมา เห็นไหม สำมะเลเทเมา เวลาไปเจอครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงขึ้นมาฟังแล้วมันเข้าใจ ถ้าจิตใจมันยังสำมะเลเทเมาอยู่นี่ ฟังความเป็นจริงไม่เข้าใจเขาก็ยังสำมะเลเทเมาอยู่อย่างนั้นเป็นโลก แต่ถ้าผู้ที่เป็นจริงๆ เขาสำมะเลเทเมามาพอแล้ว เขาต้องการความจริง พอเขาต้องการความจริง เขาเห็นกิริยาเขาก็เข้าใจได้ พอเขาเข้าใจได้นี่ถ้าเป็นธรรมขึ้นมา เห็นไหม มันเป็นธรรม

มันเป็นธรรมๆ มันไม่มีอะไรกระทบกระเทือนทั้งสิ้นเลย มันดีสำหรับเราเลย แล้วเราตอนนี้เราเป็นผู้น้อยๆ นี่ เราก็แสวงหาของเราสิ เวลามันทำ มันปฏิบัติขึ้นมานี่มันตกทุกข์ได้ยาก เห็นไหม เวลาปฏิบัติขึ้นมาจิตมันคิดอย่างนี้ เราเนี่ยตกทุกข์ได้ยาก ปฏิบัติมันจะได้สมปรารถนาหรือไม่สมความปรารถนา วิตกกังวลไปเท่าไหร่มันก็ได้แค่นั้นนะ มันจะเป็นสิ่งใดนั่นมันก็แล้วแต่วาสนา แต่ขณะที่กระทำๆ ขณะที่อยากได้เพราะอะไร ที่อยากได้มันยืนยันไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไว้แล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติของท่านมา นี่ศึกษาประวัติได้ หลวงปู่เสาร์ท่านเกิดที่ไหน หลวงปู่มั่นท่านเกิดที่ไหน ท่านปฏิบัติมานะกี่พรรษา กี่พรรษาที่ท่านสมบุกสมบันมา มันมีตัวตน มันมีผู้ปฏิบัติได้จริงไง

นี่ก็เหมือนกัน ย้อนกลับมาที่เรา นี่เราเกิดที่ไหน คิดจะบวชเมื่อไหร่ บวชเมื่อนั้น บวชแล้วได้อะไร ถ้าบวชแล้วมีกระทำนะ แล้วมันตกทุกข์ได้ยากๆ ย้อนกลับไปเลย มองไปโลก ดูสิ คนที่ปรารถนาอยากประพฤติปฏิบัติเขาไม่มีโอกาสทั้งนั้นเลย เขาแหงนหน้ามองหาเลย แหงนหน้าคอยมองเลยว่าผู้ที่ปฏิบัติเขามีโอกาส ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินี่เขาจะบรรลุธรรม ผู้ที่ปฏิบัติขึ้นมานะ เขาพยายามแสวงหาสิ่งนี้เลย แล้วเราเป็นผู้มีโอกาสอยู่นี่ เราเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่นี่ เขาต้องการความเป็นอยู่แบบเรานี่ แล้วเวลาเป็นอยู่แบบเรานี่ ในทางจงกรม ในนั่งสมาธิภาวนามันได้ผลหรือไม่ มันเป็นจริงอย่างที่เขาปรารถนาหรือไม่ มันคิดย้อนกลับไง

นี่ไง ถ้ามันไม่ได้หน้าได้หลัง เวลาไม่ได้หน้าได้หลังนะ สิ่งใดๆ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้นเลย ไอ้นั่นเขาเป็นโลกๆ ก็เป็นเรื่องของเขา ไอ้นี่ของเราเป็นธรรมไง ถ้าเราเป็นธรรมๆ แล้วเราพยายามประพฤติปฏิบัติอยู่ เราจะหาความจริงในใจของเราไง ถ้าหาความจริงของเรา เห็นไหม เขาปรารถนาเขาต้องการให้เป็นแบบเรา เขาอยากให้ประพฤติปฏิบัติแบบเรา แล้วเวลาเราปฏิบัติในจริงๆ ของเรานี่ ปฏิบัติแล้วมันมีความสุขไหม จิตมันสงบไหม มันเร่าร้อนไหม เราคิดแบบพระหรือคิดแบบโลก คิดแบบธรรมหรือคิดแบบโลก คิดก็ต้องคิดแบบธรรมๆ เราต้องทำได้สิ

เราแสวงหาโอกาสอย่างนี้ใช่ไหม โอกาสอย่างนี้ที่เราแสวงหา แล้วโอกาสมันมาถึงเราแล้ว เรานี่ไฟสุมขอน จะให้มันเผาใจเราอยู่ตลอดไปอย่างนี้เหรอ มันเป็นนักรบแล้ว เป็นนักรบแล้วมีโอกาสรบแล้วนี่ แล้วถ้ามันไม่รบนี่มันเสียชาติเกิด นักรบ เวลาเข้าไปเผชิญกิเลสแล้วมันรบไม่เป็น รบไม่ได้ นักรบอะไรจะเข้าไปรบกับกิเลส เข้าไปเผชิญหน้ากับมันสิ ในทางจงกรมนั่งสมาธิภาวนานี่ นี้นักรบไพล่ไปไง วัวลืมตีน เป็นวัวแต่มันลืมตีนมันไง หญ้าก็ไม่กิน จะกินอะไร จะไปไหน

นี่ก็เหมือนกัน หน้าที่ของพระไม่ทำ หน้าที่ของพระไม่ปฏิบัติ หน้าที่ของพระแล้วไม่จริง ถ้ามันจริงขึ้นมานี่ เราเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา พยายามทำของเรา ถ้ามันน้อยเนื้อต่ำใจนะๆ มันมีทุกคน เวลาครูบาอาจารย์ เห็นไหม เราฟังมาตลอด หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตานี่ เวลาเดินจงกรมอยู่ในป่า เวลาเขามีนักขัตฤกษ์ เขาไปเที่ยวกันนะ โอ้ เขามีความสุขเนาะ โลกเขายังมีความสุขอยู่ ไอ้เรามันทุกข์ยากขนาดนี้ๆ แต่มันก็มีปัญญา มีปัญญาไล่มาเลยนะ เราไม่เคยทำเหรอ เอ็งไม่เคยเที่ยวงานอย่างนี้เหรอ

ถ้าเราเป็นชุมชนอยู่อย่างนี้ เราอยู่ในหมู่บ้านอย่างนี้ งานนักขัตฤกษ์งานประจำปีก็มีอยู่ทุกปี เราก็เคยทำมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยนี่ เราก็เคยมาแล้ว ไปเที่ยวกลับมาแล้วพรุ่งนี้นอนไม่ตื่น ร่างกายอ่อนแอไปหมด มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นนะ แล้วจะมีความสุขตรงไหน แต่กิเลสมันก็เสี้ยม โอ้ เขามีความสุขกันเนาะ มันจะมีแต่ขี้ทุกข์ขี้ยากเรานี่ มาเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาอยู่คนเดียวนี่ มีแต่ความทุกข์อยู่คนเดียวนี่ เวลากิเลสมันแหย่ๆ ด้วยอำนาจวาสนาของท่านทั้ง ๒ องค์ ท่านบอกว่า เวลามันขึ้นปั๊บ ปัญญามันไล่มาแล้ว เราก็เคยเป็นมาแล้ว เราก็เคยเที่ยวมา แล้วเที่ยวมาแล้วมันได้อะไรขึ้นมา

เวลาเรามาบวชเป็นพระ เห็นไหม เราก็เคยเป็นมาอย่างนั้น แล้วเรามาศึกษานี่มันซาบซึ้งในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลามาประพฤติปฏิบัติอยู่นี่ เราประพฤติปฏิบัติอยู่นี่เพื่อจะละจะถอดจะถอนมัน เวลาปัญญามันไล่เข้ามาๆ เห็นไหม พอไล่เข้ามาเวลามันโล่งมันโถงมัน เฮ้อ! แต่ถ้าไม่เท่าทันมันนะ มันจะย่องไปกับเขานะ ดูสิ เวลาไปดูนักขัตฤกษ์กับเขา ไปเที่ยวกับเขา มันไม่สมกับเพศของสมณะเลย

เพศของสมณะเป็นเพศของผู้ที่สงบระงับ เป็นเพศของผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร เป็นเพศที่เราจะต่อสู้กับกิเลส ถ้ามันเห็นภัยในวัฏสงสารมันจะย้อนกลับมาที่นี่ไง แล้วการเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนามันก็ราบรื่นไง แล้วเวลามันเอาใจของเราไว้ เห็นไหม เวลาเราได้ยินเสียง ได้ยินสิ่งที่เขาเพลิดเพลินกันอยู่มันก็แฉลบไปกับเขา แวบไปกับเขา มันก็ฟุ้งซ่านในใจ เวลามีสติปัญญาไล่มันทัน เห็นไหม โอ้ มันเย็นลงๆ นะ มันเบาลง สิ่งที่มันคิดไปๆ มันเริ่มจางลงๆ จนมันปล่อยหมด เฮ้อ นี่คืออะไร เห็นไหม

เวลานักรบๆ มันจะรบอย่างนี้ เวลานักรบๆ มันต้องมีสติปัญญา ใครว่าฉลาดๆ ไอ้ฉลาดๆ แกมโกง ไอ้ฉลาดอย่างนั้นฉลาดโดยกิเลสไง นี่ไง เวลาฉลาดโดยกิเลส เราก็ทำได้ อย่างนู้นเราก็ทำได้ อย่างนี้เราทำได้ โธ่! ครูบาอาจารย์เราดีๆ นะ อย่างนี้เราไม่ทำ นี่ใครจะทำไม่ได้ ใครก็ทำได้ทั้งนั้นนะ แต่เราไม่ทำ มันทำไปทำไม มันเป็นเวรเป็นกรรมทั้งนั้นนะ เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม ทำไมเราทำสมาธิไม่ได้ ทำไมเราไม่เกิดญาณวิถี ว่าอย่างนั้นเลยนะ เวลาเราเกิดปัญญาๆ นี่ ปัญญามันเริ่มต้นมันฝึกหัด เวลามันจะสรุปลง มันสรุปโดยญาณวิถีเลย จิตที่ละเอียดลึกซึ้ง ถ้าเวลาเป็นอย่างนั้นทำไมเราไม่ทำ ไอ้ที่ว่าทำได้ๆ ทำไปเพื่ออะไร ไอ้ทำได้ๆ นี่ เวลาจะมาประพฤติปฏิบัติก็ว่ามันทำไม่ได้ๆ เพราะอะไร เพราะว่าจิตมันหยาบๆ จิตมันส่งออกไปอย่างนั้นนะ จิตมันส่งออกแล้วสิ่งที่คิดๆ อยู่นั้นที่ว่าฉลาดๆ สัญชาตญาณ สัญชาตญาณมันคิดได้ทั้งนั้นนะ

สัญชาตญาณ เห็นไหม มันเกิดขึ้นจากจิตทั้งนั้นนะ สิ่งที่สัญชาตญาณมันเกิดอย่างนั้น ๆ นะ แล้วเราย้ำคิดย้ำทำอยู่อย่างนั้นนะ สัญชาตญาณมันก็มีอำนาจของมันขึ้น สัญชาตญาณที่เลวทรามนะ ไอ้วัวลืมตีนนะ มันก็จะทำให้ใจดวงนี้ไปกับมันอยู่ในอำนาจกับมัน มันจะมีประโยชน์อะไรกับมัน

นี่คนที่มีสติปัญญาต่างหากจะยับยั้งมันๆ นะ ยับยั้งมันด้วยพุทธานุสติ ยับยั้งมันด้วยปัญญาอบรมสมาธิ ยับยั้งจนมันสงบระงับ พอมันสงบระงับขึ้นมามันเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา เห็นไหม มันโล่งมันโถงหมดมันปล่อยวางหมด เวลามันปล่อยวางหมดมันพิจารณาของมันไป นี่ปัญญา ปัญญามันเกิดขึ้น ถ้ามันมีอำนาจวาสนาถ้ามันไม่คิดไปแบบเราทำได้ๆ เราอยากทำ เรามีปัญญาๆ การคดการโกงนะ เพราะการคดการโกงมันทำความหน้าด้านให้กับจิต มันทำหน้าด้านๆ ให้กับหัวใจของตน พอหัวใจของคนนะมันหน้าด้าน มันก็ทำแต่สิ่งที่หน้าด้าน

แต่ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม เป็นจริงขึ้นมาด้วยสติด้วยปัญญาขึ้นมา มันปล่อยวางๆ เข้ามา ถ้ามันปล่อยวางเข้ามา ไอ้สิ่งที่ว่าจะทำๆ มันถึงไม่ทำไง เพราะสิ่งที่มันทำๆ นะ มันพันธุกรรมของจิตมันทำให้หยาบช้าไปเรื่อยๆ เพราะจิตมันหน้าด้าน มันทำให้หยาบช้าๆ มันเกิดกรรมๆ มันเกิดการหมักหมมๆ มันจะสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาได้อย่างไง เวลาบอกภาวนาๆ มันจะเอาจริงเอาจัง เอาจังเอาจริงมาจากไหนถ้ามันทำแต่กรรมชั่ว นี่ไงแล้วถ้ามันจะทำความจริงๆ ขึ้นมามันต้องมีสติปัญญาขึ้นมาสิ ถ้าสติปัญญาขึ้นมา เห็นไหม คำว่าสติปัญญาๆ นี่ก็บอกว่านักรบไง นี่เป็นธรรมไง ธรรมกับโลกไง แล้วสิ่งที่ว่าเป็นโลกๆ ก็ว่าตัวเองฉลาดไง

โลกมันฉลาดแกมโกง คำว่า โลกนี่มันมีอวิชชา ฉลาดอย่างนั้นนะมันว่ามันฉลาด แต่โดยธรรมมันโกงหมดเลยนะ แต่ถ้าโดยธรรม เห็นไหม เสียสละหมดเลย ปัญญาทุกอย่าง สิ่งใดทุกอย่างมันเป็นอนัตตา ทำสิ่งใดก็แล้วแต่ทำให้มันสะอาดบริสุทธิ์ ทำให้มันจบสิ้นกระบวนการของมันไป โดยสติด้วยปัญญา มันถอดมันถอนของมันออกหมด มันเวิ้งว้างของมันไปหมด

ถ้าเวิ้งว้างของมันไปหมด เห็นไหม ธรรมทั้งหลายๆ สิ่งต่างๆ มันเป็นอนัตตา ความที่เป็นอนัตตาเป็นไตรลักษณะ สิ่งที่เป็นไตรลักษณะนี่ พระไตรลักษณ์ๆ เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาด้วยปริยัติ เห็นไหม เขาเคารพบูชาเขากราบไหว้พระไตรลักษณญาณ เขาว่าอย่างนั้นนะ โอ๊ย เคารพบูชากันนะ แต่เวลามันเป็นจริงๆ ขึ้นมามันก็เป็นอารมณ์ของเราทั้งนั้นนะ มันเป็นในหัวใจของเรานี้ เป็นไตรลักษณ์อย่างไง อะไรเป็นไตรลักษณ์ อะไรเป็นอนิจจัง อะไรเป็นทุกขัง อะไรเป็นมันอนัตตา แล้วมันเป็นที่ไหน แล้วมันเป็นอย่างไง นี่เวลามันเป็นจริงๆ เห็นไหม นักรบ ถ้าเป็นนักรบมันต้องรบอย่างนี้ มันไม่เสแสร้ง

สิ่งที่คนมันจะเสแสร้งเป็นเพราะว่าบารมีมันอ่อน พอบารมีมันอ่อนมันคิดอย่างนั้นทำอย่างนั้น พอคิดอย่างนั้นมันทำอย่างนั้นเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นนะ มันไม่มีสิ่งใดเป็นประโยชน์กับการกระทำนั้น ไม่มีสิ่งใดเป็นประโยชน์กับคุณธรรมในใจเลย แล้วมันไม่เป็นประโยชน์ให้ใจนี้เข้มแข็งมั่นคงขึ้นมาเลย ถ้าจิตใจที่มันเข้มแข็งมั่นคงขึ้นมานะ มันมีแบบอย่าง ดูสิ เริ่มต้นก็มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนี่แหละ แล้วมันก็มีครูบาอาจารย์นะ เราก็เที่ยวมาเยอะเหมือนกันนะ เวลาสายหลวงปู่ฝั้น ในกลุ่มหนึ่งมันก็มีความชำนาญมีทัศนคติอย่างหนึ่ง

สายของหลวงตามหาบัวนี่ท่านมีทัศนคติอย่างหนึ่ง ท่านเป็นปัญญาชนอย่างหนึ่ง นี่สายหลวงปู่ขาว เวลาสายหลวงปู่ขาว เห็นไหม ดูสิ หลวงปู่จันทาต่างๆ นี่สายหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านก็มีบารมีนะ ท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่มั่นคงนะ สิ่งที่มั่นคงๆ เพราะอะไรล่ะ เพราะท่านมีจุดยืนของท่าน หลวงปู่ขาวๆ นี่ เห็นไหม มีสิ่งใด เห็นไหม เดี๋ยวด้ามพร้าๆ เลย ลูกศิษย์ขึ้นมาถ้ามาโต้แย้งนะ ด้ามพร้านะ เวลาครูบาอาจารย์ท่านเป็นจริงท่านเป็นจริงอย่างนั้น เห็นไหม สิ่งที่เป็นจริงๆ นะที่เราได้ศึกษามา เราได้อยู่ร่วมกับครูบาอาจารย์มา สิ่งใดๆ มันเป็นอุดมการณ์ มันเป็นความรู้ความเห็นจากภายใน มันมีที่มาที่ไปทั้งนั้น

ทีนี้เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่ได้หลักได้เกณฑ์เท่านั้นเอง ครูบาอาจารย์ที่ดีท่านเป็นหลักเป็นเกณฑ์ แต่เราปฏิบัติแล้วเราไม่ได้หลักได้เกณฑ์ขึ้นมามันก็ไม่มีสิ่งใดเป็นคุณธรรมในใจขึ้นมา แล้วไม่มีคุณธรรมในใจขึ้นมานี่วัวลืมตีนนะ หน้าไหว้หลังหลอก เวลาหน้าไหว้หลังหลอกทำเสียหายเลย ทำเสียหายมันก็ทำเสียหายกับใจดวงนั้นนะ ใจดวงนั้นมันจะออกห่างจากสัจธรรมไปเรื่อยๆ เพราะมันทุศีล มันเป็นอกุศล มันไม่เป็นความจริงเลย แล้วก็หน้าชื่นอกตรมนะ หน้าชื่นตาบานเชียว นี่มันจะเป็นจริง

เพราะว่าสิ่งที่ว่านี่ สิ่งที่ว่าเรามีศีลมีธรรมของเรา เราประพฤติปฏิบัติของเรา เห็นไหม ที่ว่าข่าวมันแว่วๆ มานี่ ในสังคมของมนุษย์ ปากของคนมันไว ปากต่อปากมันไปของมันเรื่อยแหละ ฉะนั้นปากต่อปาก เห็นไหม มันก็มีถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเราทำของเรานี่ ไอ้ที่เขาพูดๆ กันไปนี่มันต้องใช้เวลา สิ่งที่ว่าความดี ความดีกว่าที่มันจะปรากฏนี่มันต้องอาศัยเวลา แต่ความชั่ว ลองผิดสิตำรวจจับเลย ลองผิดน่ะมันไปสิ่งใดมันรวดเร็ว แต่ความดีนะ โอ้โฮ ต้องใช้เวลา ต้องกว่าจะ.. ไอ้นั่นมันเรื่องของสังคม แต่เป็นจริงๆ แล้วนี่เราไม่ต้องการตรงนั้น เราต้องการดูแลใจเรา เราต้องการรักษาหัวใจเราใช่ไหม นี่ที่มาๆ มารักษาอะไร รักษาๆ หัวใจเรานี่ ค้นคว้าหาใจของเราให้เจอนี่ ถ้ามันเจอใจของเรา ถ้าจิตมันสงบเข้ามานี่ สิ่งนี้มันสงบระงับ มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นประโยชน์กับเราไง อันนี้มันผลประโยชน์เฉพาะหน้า ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ปัจจัตตังมันได้ตรงนี้

ชีวิต เห็นไหม ดูสิ มองไปชีวิตของแต่ละคน เห็นไหม ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ดูสิชีวิตมีการเกิดขึ้นมาเหมือนสวะ ลอยไปตามน้ำ สิ่งใดแล้วแต่น้ำขึ้นน้ำลง ถ้าเวลาน้ำลงมันก็ไปแห้งอยู่กลางท้องน้ำนั้นนะ เวลามีน้ำมานี่ถ้ามันยังไม่ย่อยสลายมันก็ไปของมัน เห็นไหม นี่พูดถึงว่าชีวิตนี้เปรียบเหมือนสวะ ผลของวัฏฏะมันหมุนของมันไปอย่างนั้นนะ แล้วเราล่ะ นี่ชีวิตสิ่งที่เราเติบโตมาเราเห็นมาหมดแล้ว

อย่างที่ว่านี่ หลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาท่านพูดเหมือนกัน ท่านเล่าเหมือนกัน แต่คนละสถานที่ ท่านเล่าให้เราฟังเอง เดินจงกรมๆ อยู่เนี่ย เวลาเขาจะไปเที่ยวกันนี่ ทำไมเขามีความสุข ทำไมโลกนี้เขามีความสุข ทำไมเราทุกข์อยู่คนเดียว นี่เวลากิเลสมันยังหลอกอยู่ กิเลสยังบีบคั้นอยู่นะ แต่ท่านก็บอกว่า ถึงเวลาแล้วท่านก็มีปัญญา ปัญญาของท่านก็ไล่ แต่ละองค์นะ เวลาปัญญาก็ไล่เข้ามาเลย เราไม่เคยเป็นอย่างนั้นใช่ไหม เราถึงขาดแคลนอย่างนั้นใช่ไหม เวลาปัญญาไล่เข้ามามันไม่เหมือนเราไง เวลาถ้าคิดอย่างนั้นแล้วไหลเลย ไปดีกว่า ด้อมๆ มองๆ ไปกับเขาแล้ว ไอ้อย่างนั้นเพราะมันแพ้ไง มันพ่ายแพ้กิเลส

ไอ้ที่เราสู้เราจะสู้กับกิเลสของเราไง ถ้าสู้กับกิเลสของเราถ้ามันเกิดปัญญาขึ้นมา มันเกิดศีล เกิดสมาธิ เกิดปัญญา สิ่งที่ว่าปัญญาๆ ปัญญาเกิดจากสติ เกิดจากสมาธิ ไม่ใช่ปัญญาสัญชาตญาณ ไอ้ปัญญาคดโกงอย่างนั้นนะ ปัญญาคิดโกงอย่างนั้นปัญญาโลกๆ เห็นไหม เวลาเราเกิดมานี่ โลกียปัญญา โลกุตตรปัญญา โลกียปัญญานี่ปัญญาโลกๆ ปัญญาคดปัญญาโกง ปัญญาเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ

ปัญญาธรรมมีแต่เสียสละ ช่วยเหลือเจือจาน มีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน เราปรารถนาความสุขเกลียดความทุกข์ ทุกคนก็ปรารถนาความสุขเกลียดความทุกข์ ใครบ้างปรารถนาความทุกข์เกลียดความสุข ทุกคนแล้วเวลาทุกคนขึ้นมานี่ สิ่งใดที่เราไม่ชอบเขาก็ไม่ชอบ สิ่งใดเขาต้องการความสงบระงับ เขาต้องการศีล ต้องการสมาธิ ต้องการปัญญา เราก็ต้องการ ฉะนั้นเวลาใครมาประพฤติปฏิบัติมันต้องสาธุ แล้วเราต้องหลบต้องหลีกต่อกัน ให้เห็นน้ำใจต่อกัน

นี่เราอยู่กับครูบาอาจารย์ สมัยที่เราเที่ยวอยู่นะ ถ้าไปเจอหมู่คณะที่ดีนี่ โอ้โฮ เรื่องอย่างนี้ส่งเสริมกันมาก คอยระวัง คอยระแวดระวังต่อกัน คอยให้ความสะดวกกัน โอ๊ย ซาบซึ้งนะ หมู่คณะที่ดีๆ แหม คิดถึงมากเลย ไอ้ไปแล้วโดนเขาขัดแข้งขัดขาก็เยอะ ไอ้ที่เขาขัดแข้งขัดขานี่ก็เบื่อ เราพูดบ่อย เวลาใครไปเจอสภาพแบบนั้นนะ ออกจากวัดนั้นแล้วนะ เวลาปัสสาวะกูจะไม่หันหน้ามาทางนี้อีกเลย คิดอย่างนี้ทุกคน เราก็คิด นี่เวลาคิดๆ อย่างนั้นนะ เวลามันขัดแข้งขัดขากันมันเบื่อหน่ายเบื่อไปทั้งนั้นนะ แต่เวลาไปเจอหมู่คณะที่ดีนะ โอ้โฮ มันซาบซึ้ง มันระลึกถึงนะ

นี่ก็เหมือนกัน จิตใจของเรา ชีวิตของเรา เราต้องแสวงหาของเรา ถ้ามีสติปัญญามันไม่เป็นวัวลืมตีน ถ้าไม่เป็นวัวลืมตีนการประพฤติปฏิบัติของเรา ชีวิตความเป็นภิกษุของเราก็จะไม่เศร้าหมอง ถ้าวัวมันมั่นคงของมัน มันรักษาชีวิตของมัน มันรักหมู่รักคณะรักฝูงของมัน มันก็เป็นวัวที่ดี เป็นภิกษุเป็นภิกษุที่ดี เป็นภิกษุ เห็นไหม มีหมู่มีคณะ ถึงเวลาแล้ว เห็นไหม สิ่งใดมีน้ำใจต่อกันๆ อย่าเบียดเบียนกัน อย่าทำร้ายกันๆ เรื่องของกิเลส เรื่องของโลกทั้งนั้นน่ะ มีอะไรส่งเสริมกันได้ส่งเสริม ถ้าส่งเสริมไม่ได้อันนั้นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา กรรมของสัตว์ ความชอบความผูกพันคนมันไม่เหมือนกัน

แต่ก็ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังต่อกันๆ มีนั้นมันเรื่องของเรา ไอ้นี่มันเรื่องของเรา เราจะทำคุณงามความดีของเรา ถ้าสิ่งใดถ้ามันเป็นบุญกุศล มันเป็นสิ่งเป็นประโยชน์บ้าง นี่ถ้าเตือนได้ก็เตือน ถ้าเตือนไม่ได้ก็เรื่องของเขา สาธุ มันเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราจะทำคุณงามความดีของเรา เรื่องของเราเราจะแสวงหาของเรา

เนี่ยฟังธรรมๆ เน้นย้ำลงไปในใจของเรา เน้นย้ำลงไปในบุญในกุศลของเรา เน้นย้ำลงไปถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประพฤติปฏิบัติให้สมควรแก่ธรรม เราจะต้องมีเป้าหมายมีความเป็นจริงในชีวิตนี้ ชีวิตนี้ๆ น่าเศร้า เดี๋ยวก็ตายหมดแล้ว แต่ใครมีสมบัติอะไรติดตัวไปบ้าง นี่เดี๋ยวก็ตาย เอวัง

ติดต่อสอบถาม 032-240-666 , 0830382477 Copyright © 2009-2016, สงวนลิขสิทธิ์โดย www.sa-ngob.com