ค้นหา
คำค้น 
จาก 
หมวดหมู่ 


- แผนที่วัดป่ามหาบัว ญาณสัมปันโน ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดป่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต.ระบำ อ.ลานสัก จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าตะนาวศรี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าพุทธธรรม ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าสมสงัด บ้านเขาควง ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม(ที่พักสงฆ์) ต.ไล่โว่ อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี

 
 เทศน์พระ เรื่อง ใจบอด เทศน์เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2561  Audio  คลิกดาวน์โหลด  pdf

 

ใจบอด
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมเพราะพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เราก็บวชเป็นพระ บวชเป็นพระเห็นไหมเป็นสมมติสงฆ์ ถ้าสมมติสงฆ์ ในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ให้ลงอุโบสถ คำว่าลงอุโบสถ อุโบสถศีลมันเป็นธรรมและวินัย มันเป็นศีลที่เราจะต้องทบทวนๆ การทบทวนโดยลงอุโบสถเห็นไหม ถ้าจิตใจของเรามันเป็นธรรมๆ สิ่งนี้มันเป็นกรอบ มันเป็นเครื่องชี้ทาง ชี้ทางให้เราแสวงหา แสวงหาสัจจะความจริงในใจของเรา 

เวลาเราแสวงหาสัจจะความจริงในใจของเรา เราจะเอาอะไรแสวงหา เราแสวงหาเห็นไหม เวลาคนหลงทาง เวลาคนหลงทางยังต้องพยายามกระเสือกกระสนหาหนทางออก ออกจากทางที่เราหลงให้ไปสู่เส้นทางที่เราต้องการปรารถนา คนหลงป่า เวลาคนหลงป่าเห็นไหม สิ่งที่หลงป่า ถ้าไม่มีใครช่วยเหลือมันจะหมุนเวียนซ้ำรอยเดิมอยู่ในป่านั้น จนตายอยู่ในป่านั้น คนหลงป่าๆ มันก็ต้องมีนายพรานป่า นายพรานป่าเขาจะพาออกจากป่านั้น 

นี่ก็เหมือนกัน อุโบสถศีลมันเป็นเครื่องชี้นำ ถ้าคนที่มีใจเป็นธรรม มันเป็นกรอบให้กิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันจะดิ้นรนให้ดิ้นออกไปไม่ได้ การลงอุโบสถๆ เห็นไหม เพื่อให้ความอยู่สุขสงบในสังฆะในสงฆ์ ถ้าในสงฆ์ สิ่งที่เป็นกรอบอันเดียวกันเห็นไหม เราลงอุโบสถๆ ให้เป็นกรอบ ให้เป็นแนวทาง แนวทางในการที่เราจะแสวงหาสัจธรรมความจริงในใจของเรา เราไม่บวชพระ ธรรมวินัยก็มีอยู่ เราบวชพระหรือว่าเราสึกไป หรือเราตายจากโลกนี้ไปเห็นไหม ห้าพันปีๆ จะลงอุโบสถกันไปอย่างนี้ ของมันมีอยู่โดยธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราแค่เข้ามาในชีวิตของเราเท่านั้นนะ 

ถ้าเราเข้ามาในชีวิตของเราแล้ว ถ้าเรายังมีอำนาจวาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนานะ จิตใจมันยอมรับ จิตใจสิ่งนั้นมันเป็นเครื่องอยู่ๆ เห็นไหม แล้วความเป็นเครื่องอยู่ขึ้นมา เรายังมีศาสดา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเธอๆ ธรรมและวินัยเห็นไหม อุโบสถศีลจะเป็นศาสดาของเรา จะเป็นผู้ชี้นำทางให้เรา จะเป็นเครื่องป้องกันภัยให้เรา ถ้าเป็นเครื่องป้องกันภัยให้เราเห็นไหม เราลงอุโบสถ 

สิ่งที่อุโบสถ เรามาฟังมาทำมาอบรมบ่มเพาะใจของเราให้มันอยู่ในกรอบ ไม่ให้กิเลสมันดิ้นรนของมัน กิเลสมันจะชักนำของมันไป ถ้ากิเลสชักนำของมันไปเห็นไหม สิ่งนี้ทำให้เราเสียหาย ในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเรายังลงใจในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นไหม เรายังมีช่องทางอยู่ แต่ถ้าศีลอุโบสถไม่มีใครเชื่อฟัง ไม่มีใครดูแลเลย ทำแต่ตามความพอใจของตนนะ เหมือนสัตว์ตาบอด เหมือนสัตว์ตาบอดนะ สัตว์ตาบอดมันไปตามแต่สัญชาตญาณของมัน แล้วธรรมชาติของมันเป็นสัตว์ สัตว์เห็นไหม ถ้าไปแล้วมันก็เป็นเหยื่อ เป็นเหยื่อของสัตว์นักล่า มันเป็นเหยื่อไปทั้งนั้นเพราะมันเป็นสัตว์ตาบอด มันช่วยตัวมันเองไม่ได้ไง 

แต่ถ้ามันลงในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงจะเป็นสัตว์ มันไม่ตาบอดของมันเห็นไหม มันมีสายตามีการหลบภัยของมันได้ มันทำเพื่อเอาชีวิตของมันรอดได้ เพื่อหาอาหารของมันได้ เพื่อทำประโยชน์ของมันได้เห็นไหม ถ้ามันเป็นจริงๆ นะ แต่ถ้าเราเป็นมนุษย์ล่ะ คน เห็นไหม คน สัตว์มันทำลายกัน มันทำลายกันด้วยเขี้ยวเล็บมันเท่านั้น มันทำลายกัน มันล่ากันด้วยความสามารถของมัน 

แต่มนุษย์เรามีปัญญาๆ ไง มนุษย์เรามีปัญญาขึ้นมา เราบวชเป็นพระๆ ขึ้นมาด้วยเห็นไหม ถ้าใจมันบอด ถ้าใจมันบอดใจมันไม่ยอมรับ ใจมันบอดเห็นไหม มันดิ้นรนของมันไป ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นไหม ศีลสมาธิปัญญาๆ ปัญญาเพื่ออะไร ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร ปัญญารอบรู้ในความคิดไง ความคิดความกระหายในหัวใจที่กิเลสมันดิ้นรนอยู่ สิ่งที่มันมีปัญญาๆ 

ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิๆ มันก็เท่าทันกับความรู้สึกนึกคิดของเรา เท่าทันกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันยุแหย่ในใจของเรา แต่ถ้ามันมืดบอดๆ เห็นไหม ถ้าใจมันบอด ใจมันบอดมันปลิ้นปล้อน คำว่าเป็นปัญญาๆ มันก็เป็นกะล่อน ความกะล่อนปลิ้นปล้อนของมัน ความกะล่อนปลิ้นปล้อนของกิเลส มันก็พลิกแพลงของมันไป แล้วพลิกแพลงของมันไปก็บอกสิ่งนั้นว่ามันเป็นปัญญาๆ ปัญญาอย่างนั้นเหรอ นั่นกิเลสทั้งนั้น สร้างเวรสร้างกรรมทั้งนั้น 

การสร้างเวรสร้างกรรมขึ้นมา มโนกรรมๆ ถ้ามันคิดอย่างนั้นมันทำอย่างนั้น มันก็จะเป็นจริตเป็นนิสัย ความย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ เพราะความย้ำคิดย้ำทำ ย้ำคิดย้ำทำอันนั้น นี่เวลาใจมันบอด เวลาใจมันบอด ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นไหม นั้นก็เป็นกฎหมาย กฎหมายอยู่ข้างนอกนั่น มันเข้าไม่ถึงตัวเรา เพราะมันเป็นความคิดจากในใจของเราเห็นไหม มโนกรรมๆ เวลามันเกิดการกระทำในหัวใจขึ้นมา 

นั่นน่ะเวลาใจมันบอด เวลาใจมันบอดขึ้นมามันสร้างแต่เวรแต่กรรม ไม่เป็นประโยชน์กับตนเองเลยนะ ไม่เป็นประโยชน์กับตนเองตรงไหน ตรงใจมันบอดแล้วมันห่างจากธรรมวินัยออกไปเรื่อยๆ เวลาห่างจากธรรมวินัยออกไปเรื่อยๆ นี่ เพราะอะไร เพราะว่าคำว่ากิเลสตัณหาความทะยานอยาก กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันมักใหญ่ใฝ่สูง มันต้องการความสะดวกสบายในใจของมัน มันว่ามันเป็นความสะดวกสบายไง 

มันว่าเป็นความสะดวกสบาย แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมามันยากลำบากตรงไหน สิ่งที่การสะดวกสบายๆ มันก็ตัณหาความทะยานอยาก มันล้นฝั่งนั่นไง แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาๆ ธุดงควัตรเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส ธุดงควัตรเป็นเครื่องขัดเกลา ธรรมวินัยเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสเห็นไหม เป็นเครื่องขัดเกลา 

นี่ที่ว่าถ้าลงในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันมีคนชี้บอก มันมีแนวทาง มันมีการกระทำ มันเข้าไปสู่ธรรมในใจของเรา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตใจที่มันทำมันทำเข้ามาที่นี่ ถ้ามันทำเข้ามาที่นี่ นี่ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร ถ้าปัญญารอบรู้ในกองสังขาร สิ่งที่มันจะดิ้นรน สิ่งที่มันจะชักนำออกไปตามความพอใจของมัน ตามแต่ตัณหาความทะยานอยากนั่นน่ะ มันจะเบาบางลง เพราะมันมีสติมันมีปัญญา ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร รอบรู้ในความคิดของเรา 

ถ้าปัญญารอบรู้ในกองสังขารมันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญามันรู้เท่า รู้เท่าทันความคิดมันก็หยุดคิด แล้วถ้ามันหยุดคิดๆ หยุดคิดได้มันก็ใช้ปัญญาหยุดคิดอย่างนั้น ถ้ามันหยุดคิดขึ้นมาแล้ว ถ้ามันหยุดคิด พอหยุดแล้วทำไงต่อ หยุดคิดก็พุทโธต่อเนื่องไปๆ ให้มันตั้งมั่นของมัน ถ้ามันไม่ตั้งมั่นมันก็แฉลบออกคิดอีก ถ้าเราคิดอีกเราก็ใช้ปัญญาไล่เข้าไป มันก็จบลง จบลงเดี๋ยวมันก็คิดอีก ปัญญารอบรู้ในกองสังขารๆ ถ้าปัญญารอบรู้ในกองสังขาร นี่คือปัญญา 

แต่ถ้ามันเป็นสัญญา สัญญามันก็อ้างอิงไง บังเงา อ้างธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อมาเสริมกิเลสของตนให้ยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่ของมันนั่นใจมันบอด สัตว์ตาบอดๆ มันก็เป็นสัตว์นะ สัตว์เป็นสัตว์เดรัจฉานมันก็แค่ชีวิตของมันเท่านั้น แต่ถ้ามนุษย์ใจบอดแล้วมาบวชเป็นพระ พระยิ่งบอดเข้าไป 

เวลาท่องบ่น เวลาสวดปาฏิโมกข์ๆ สวดปาฏิโมกข์มันมีเนื้อหาสาระ ความมีเนื้อหาสาระ เรามีเนื้อหาสาระ เราจะทำตามนั้น เหมือนกฎหมาย กฎหมายบังคับใช้ทุกคนมีเท่ากัน เราก็อยู่ในกรอบของกฎหมายนั้น ถ้าเราทำสิ่งใดเราก็ไม่แฉลบ ไม่แซงหน้าแซงหลัง ไม่เหยียบย่ำใคร ไม่ทำลายใครทั้งสิ้น เราจะทำลายกิเลสของเรา มันก็บอกลำบาก ลำบาก มันคับแคบ มันไม่กว้างขวาง กว้างขวางนั่นมันกะล่อน เวลามันกะล่อนมันปลิ้นปล้อนขึ้นไป มันทำตามแต่ใจของมัน มันทำตามแต่ใจของมัน 

เห็นไหม สวดปาฏิโมกข์ๆ สวดปาฏิโมกข์มันก็เป็นกิริยา สวดปาฏิโมกข์มันเป็นกฎหมาย มันเป็นธรรมวินัยที่เราท่องบ่น แต่ถ้ามันมีเนื้อหาสาระ เวลาท่องปาฏิโมกข์ได้เราก็รู้ใช่ไหม ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ เสขิยวัตรต่างๆ เราต้องทำตามนั้นๆ แล้วมันมีน้ำใจ มันมีน้ำใจนะ มันเห็นความละเอียดรอบคอบ เห็นใจ เราเห็นใจพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา นี่ก็เหมือนกัน เราเป็นภิกษุในสมัยกึ่งกลางพุทธศาสนา เราจะเห็นใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นใจศาสดาของเรา ศาสดาของเรานะปิดกั้นไว้ทุกอย่างเลย หลวงตาท่านสอนบ่อย เวลาจิตใจของเรามันจะเอื้อมไปจับฟืนจับไฟนะ ครูบาอาจารย์ท่านตบมือไว้ๆ เห็นไหม มือเราจะไปจับสิ่งใด จะไปสร้างเวรสร้างกรรมสิ่งใด ท่านจะอย่า อย่า เหมือนกับเราจะจับสิ่งใดนะ ท่านก็พยายามยับยั้งไว้ๆ

นี่ก็เหมือนกัน ธรรมและวินัย ปาฏิโมกข์ที่เราสวดกันอยู่นี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตบไว้ๆ ป้องกันไว้ ดูสิ มันจะซาบซึ้งในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันจะซาบซึ้งถึงน้ำใจ ซาบซึ้งถึงการรื้อสัตว์ขนสัตว์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคุ้มครองดูแลเราเห็นไหม บอกเป็นแนวทางไว้ อย่าทำ ไม่ได้ ไม่ควรทำ ทำไม่ได้ๆ แล้วสิ่งที่ควรทำๆ สิ่งที่ส่งเสริมเห็นไหม ให้ประหยัด ให้มัธยัสถ์ ให้อยู่ในที่สงัดวิเวก ให้อยู่ในเรือนว่าง 

ให้พยายามทำ สร้างสม สร้างสมศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา สร้างสมปัญญาขึ้นมา สร้างสมสติปัญญาขึ้นมาให้เข้มแข็งขึ้นมา ให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา ให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นมา พอจิตใจเข้มแข็งขึ้นมาเห็นไหม มันมีความสุข ความสงบ ความระงับ ความสุขความสงบความระงับ มันมีความอบอุ่นในหัวใจ ถ้าอบอุ่นในหัวใจเห็นไหม มันจะเป็นอาวุโส เป็นพี่ใหญ่ขึ้นมา เป็นพี่ใหญ่ขึ้นมาก็คุ้มครองดูแลน้องๆ คุ้มครองผู้ที่มาบวชใหม่ ผู้ที่มาบวชใหม่ เราเป็นแบบอย่างให้เขาไปในแนวทางที่ดี 

นี่ไง ถ้ามันมีเนื้อหาสาระเห็นไหม มันเนื้อหาสาระสวดปาฏิโมกข์ สวดปาฏิโมกข์เราก็ได้ข้อเท็จจริงด้วย แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้บัญญัติไว้ๆ ถ้าบัญญัติไว้ บัญญัติไว้เพราะอะไร เพราะมีพระทำผิดไง เพราะมีพระแซงหน้าแซงหลังไง เพราะมีพระเห็นแก่ตัวไง นี่ไง ในนิสสัคคิยปาจิตตีย์นั่นน่ะ เห็นไหม มันมีพระแซงหน้าแซงหลังทั้งนั้น ไปจับจองไว้ ที่จะจำพรรษา เอารองเท้าไปวางไว้ เอาเครื่องหมายไปวางไว้ ข้าขอจำพรรษาด้วย เวลาถึงคราวกฐินก็ถึงจะมาแบ่งลาภสักการะด้วย เห็นไหม 

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ห้ามๆๆ ให้จำพรรษาในที่เดียว ไม่ให้จำพรรษาซ้อนกัน สิ่งต่างๆ นี่พระพุทธเจ้า ถ้าศึกษาแล้วเราใคร่ครวญเราจะเห็นความเมตตา เห็นการคุ้มครองดูแลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หมู่สงฆ์เราอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ถ้าอยู่ร่มเย็นเป็นสุขเห็นไหม ลิ้นกับฟันมันกระทบกระเทือนเป็นธรรมดา เราอยู่ด้วยกันนะ การกระทบกระเทือนกันบ้าง แต่ แต่มันไม่ใช่เจตนา ไม่ใช่การวางยา เราให้อภัยต่อกัน ความพลั้งเผลอความผิดพลาดมันมีเป็นเรื่องธรรมดาทั้งนั้น

แต่ถ้าเป็นการทำลายกันๆ มันก็ไม่ควร นี่ไง เวลาใจมันบอด มีน้ำใจต่อกัน มันบอกว่าเสียเปรียบ แต่ถ้ามันจะเอาชนะคะคานคนอื่น มันบอกว่านั่นน่ะปัญญา นี่ไง เวลาใจมันบอด เวลากิเลสมันท่วมท้นมันเป็นอย่างนั้น สวดปาฏิโมกข์ๆ ก็สวดกันไปอยู่ข้างนอกผิวเผินไง แต่ในใจเราล่ะ ในใจเรามันคิดอะไร ทำอะไร ถ้าในใจเราคิดอะไร ทำอะไรเห็นไหม สวดปาฏิโมกข์ ที่เราลงอุโบสถศีลต่อกัน เราลงอุโบสถศีลต่อกัน สิ่งที่ไม่ลงใจๆ เห็นไหม เหมือนสัตว์ตาบอดๆ สัตว์ตาบอดมันหลงใหลไป หลงป่า ไม่มีสิ่งใดเป็นประโยชน์กับมันทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่มันเกิดเป็นสัตว์นะ 

แต่เราเกิดเป็นสัตว์ประเสริฐๆ เราเป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วย มนุษย์เป็นผู้มีสมอง มนุษย์ที่มีสติปัญญา แล้วยังเห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระด้วย มาบวชเป็นพระด้วยเห็นไหม เราก็ศึกษาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราท่องบ่นของเราได้ เราจะทำประโยชน์กับหมู่สงฆ์เห็นไหม เราก็จะมีหน้าที่สวดปาฏิโมกข์ แล้วสวดปาฏิโมกข์ เนื้อหาสาระในคำสวดนั้น เนื้อหาสาระอันนั้น เนื้อหาสาระเราก็มาใคร่ครวญของเราเห็นไหม ตรึกในธรรมๆ เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ตรึกในธรรม 

ถ้าตรึกในธรรมก็ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บัญญัติไว้ คุ้มครองดูแลพวกเราอยู่นี่ เรามาตรึกใคร่ครวญเพื่อประโยชน์กับเราไง ถ้ามาตรึกใคร่ครวญเพื่อประโยชน์กับเราแล้วมันเห็นคุณค่านะ ถ้ามันเห็นคุณค่าขึ้นมา สวดมันก็ได้บุญกุศลอยู่แล้ว ทำหน้าที่แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะการสวดปาฏิโมกข์ เริ่มต้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้แสดงเองๆ แต่พระไม่สะอาดบริสุทธิ์เข้ามา แสดงไปแล้วจะเป็นบาปเป็นกรรม ท่านถึงให้หมู่สงฆ์เป็นผู้สวดกันเอง “ต่อไปนี้ให้ภิกษุสวดปาฏิโมกข์กันเถิด เราตถาคตจะไม่สวดอีกแล้ว” แล้วเราก็ทำหน้าที่กันมาเห็นไหม มันได้บุญได้กุศล เวลาเป็นบุญเป็นกุศลนะ

เวลาทางโลกเขา เขาแสวงหานะ เขาทำบุญกุศลเขาต้องแสวงหาที่นาที่ดีๆ เขาแสวงหาครูบาอาจารย์ที่น่าไว้วางใจได้ ของเราก็เหมือนกัน เราบวชมาเป็นพระ บวชเป็นพระขึ้นมาแล้ว เห็นไหม เราจะเป็นเนื้อนาบุญของโลก เราจะเป็นเนื้อนาบุญในใจเราได้หรือไม่ ถ้าเราจะเป็นเนื้อนาของใจเราได้ เราต้องไว้วางใจเราได้ ถ้าเราไว้วางใจไม่ได้คือหัวใจมันบอด หัวใจมันมืดบอด มันไว้ใจตัวเองไม่ได้ ถ้าหัวใจไว้ใจตัวเองไม่ได้เห็นไหม ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรึกในธรรมๆ ตรึกในธรรม ตรึกในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วดูสิหัวใจเรามันเข้ากันได้ไหม หัวใจเราเห็นชอบไหม หัวใจเราเห็นดีงามไปด้วยไหม ศึกษาแล้วส่วนใหญ่แล้วไม่ได้

นี่มันสองพันกว่าปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้โลกเจริญ มันทำไม่ได้ๆ มันทำไม่ได้เพราะกิเลสมันหนา แต่ถ้าคนทำได้เพราะเราจะฆ่ากิเลส สิ่งนี้มันเป็นประโยชน์ มันเป็นอาวุธที่จะไปต่อสู้ปะทะกับกิเลส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายื่นอาวุธไว้ให้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคอยคุ้มครองดูแลเราอยู่ แล้วบอกว่าสิ่งที่เป็นอาวุธ สิ่งที่เป็นศาสตราวุธที่จะไปต่อสู้กับกิเลสนั้นมันเป็นของล้าสมัย เป็นของครึ ของล้าสมัย สิ่งที่เป็นโลก สิ่งที่ความเจริญรุ่งเรืองเป็นความทันสมัย ความทันสมัย เดี๋ยวนี้โลกมันเจริญ เราต้องพัฒนาๆ พัฒนาเข้าไปสู่กิเลสใช่ไหม 

แต่ถ้ามันจะเป็นความจริงนะ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์เป็นสัจจะ ทุกข์เป็นความจริง ตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลด้วย แล้วสมัยพุทธกาล หมดศาสนาไปพระศรีอารย์จะมาตรัสรู้ข้างหน้า ทุกข์มันจะเป็นความจริง อริยสัจมันเป็นอริยสัจวันยังค่ำ สมุทัยควรละ สมุทัยควรละ ตัณหาความทะยานอยากนี่สมุทัย ถ้าสมุทัยควรละมันละยังไง ขว้างทิ้งโยนทิ้งยังไงมันก็ไปไม่ได้ ยิ่งขว้างทิ้งมันยิ่งเป็นสมุทัยซ้อนสมุทัย สองชั้นสามชั้น 

ในการประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน ความอยาก อยากพ้นทุกข์ๆ เวลามันประพฤติปฏิบัติขึ้นมาความอยากคือสัญชาตญาณอันหนึ่ง เวลาอยากพ้นทุกข์มันก็เป็นอยากสอง สมุทัยซ้อนสมุทัย ตัณหาซ้อนตัณหา เพิ่มพูนขึ้นไป ทั้งๆ ที่จะมาชำระล้างมัน แต่เวลามาปฏิบัติแล้ว หลงใหลให้กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันท่วมท้น แล้วบอกเป็นนักรบ นี่เวลาใจมันบอด 

เวลาใจเราไม่บอด เราตรึกในธรรมๆ เห็นไหม นี่มันเห็นด้วยไหม ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันครึมันล้าสมัยไปที่ไหน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ เราเองต่างหากมืดบอด หลงใหลได้ปลื้ม ด้วยคนสายตาสั้น คนตาบอดสี คนใจบอด คิดว่าโลกมันเจริญ ความเป็นอยู่นี้มันเจริญเจริญตรงไหน อาหารๆ เดี๋ยวนี้มันพัฒนาขึ้นมาจนเป็นอาหารสำเร็จรูปหมดแล้ว มันพัฒนาขึ้นไปเรื่อย 

เวลาพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ดูการเก็บสะสมสิ แต่ถ้าเป็นสมัยโบราณเห็นไหม เราต้องปลูกเองหาเอง จะถนอมอาหารเก็บไว้ได้ยังไง ก็ด้วยสติปัญญา เชาวน์ปัญญาของท้องถิ่นอย่างนั้นที่ทำกันขึ้นมา สิ่งนี้มันเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย แต่เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันอยู่ในหัวใจเรานี้สิ สิ่งที่เราจะมาประพฤติปฏิบัติมาชำระล้าง แล้วเอาอะไรไปประพฤติปฏิบัติ เอาอะไรไปเทียบเคียงกับมัน ถ้าเอาอะไรไปเทียบเคียงกับมัน สิ่งที่ว่ามันทันสมัยๆ นั่นน่ะ มันไม่มีสิ่งใดที่จะไปบรรเทากิเลสได้เลย เพียงแต่ดำรงชีพเท่านั้น 

แต่ธรรมวินัย ธรรมวินัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมโอสถนี่สำคัญ ถ้าเราตรึกในธรรมๆ เห็นไหม มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เห็นคุณค่า เห็นคุณค่าแล้วนะ เวลาครูบาอาจารย์ ดูหลวงตาท่านกราบพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์สิ ท่านกราบมาจากไหน ท่านกราบมาจากหัวใจ เวลาหลวงตาท่านบรรลุธรรมเห็นไหม กราบแล้วกราบเล่า กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยน้ำตานองหน้า ด้วยความระลึกถึงบุญถึงคุณ รู้ได้ยังไง้ รู้ได้ยังไง มันรู้ได้ยังไง แต่ แต่ขณะที่ท่านรู้ได้ยังไงท่านรู้แล้วไง ท่านรู้แล้วแต่ท่านรู้ขึ้นมาในใจ โอ้ มันซาบมันซึ้ง มันเห็นคุณค่า 

กว่าเราจะรู้ได้ กว่าที่หลวงตาจะรู้ได้ กระเสือกกระสนขนาดไหน หลวงปู่มั่นชี้ให้ไปอยู่ป่าไหนก็ไป หลวงปู่มั่นแนะนำให้ทำยังไงก็ทำๆ เพราะอะไร เพราะว่าจิตเสื่อมมาๆ เข้าไปหาท่าน จิตเสื่อมมา ตัวของเราแก้ไขตัวเองไม่ได้ ตัวของเราเองรักษาตัวเองไม่ได้ ตัวของตัวเองไม่มีช่องทางจะออกได้ แต่เวลาหลวงปู่มั่นท่านชี้นำ ฝืนกล้ำกลืนจะทุกข์ทนลำบากขนาดไหน พุทโธๆ สามวันแรกอกแทบระเบิด ก็ฝืนทน ฝืนกระทำ ในเมื่อครูบาอาจารย์เราท่านชี้นำ ท่านบอก ฝืนๆ ฝืนจนมันได้ดี ฝืนจนมันสงบได้ โอ้โห ท่านสอนเหมือนเด็กๆ 

นี่ไง เวลาครูบาอาจารย์ท่านแนะนำสั่งสอน ท่านแนะนำสั่งสอนอย่างนั้นเพราะอะไรล่ะ เพราะท่านได้ผ่านวิกฤติอย่างนั้นมาแล้ว นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราศึกษา เราตรึกในธรรมๆ ตรึกในธรรมก็ให้ใจมันลง ให้ใจมันลงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันจะลงต่อเมื่อมีเหตุมีผลไง ลงด้วยปัญญา ปัญญาวิเคราะห์วิจัยในเหตุในผลนั้น ถ้าปัญญาวิเคราะห์วิจัยในเหตุในผลนั้นกิเลสสู้ไม่ได้หรอก กิเลสจริงๆ มันกลัวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลามันหลอกเรา มันบิดเบือนว่ามันเป็นธรรมแล้วมันบังเงาไง กิเลสมันอ้างธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเรารู้ เราชำนาญ เราเป็นผู้รอบคอบ รอบคอบแล้วกิเลสมันก็ขี่หัวแล้ว เพราะอะไร เพราะมันยังไม่ทำอะไรเลยไง 

แต่ถ้าบอกว่าเรากำลังศึกษาอยู่ เราพยายามวิเคราะห์อยู่วิจัยอยู่ นั่นคือการกระทำ นั้นคือว่าเราพยายามให้ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานในหัวใจของเราให้มาใคร่ครวญ การใคร่ครวญนั้นในการกระทำ แต่เวลามันพลิกแพลงไง กิเลสมันบังเงาไง มันบอกมันรู้แล้ว มันเข้าใจแล้ว ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้เอง เป็นอย่างนั้นเอง อย่างนี้เอง ถ้าอย่างนี้ก็มีเรามีเขา ไม่เป็นความจริงไง คนที่ปัญญาอ่อนด้อยไง กิเลสมันบังเงาๆ อ้างธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าเรานักปฏิบัติขึ้นมานะ มันต้องให้เป็นจริงเป็นจังกับเราขึ้นมาจากเราใช่ไหม เราต้องฝึกหัดของเราอย่าให้ใจบอด ถ้าใจบอดแล้วนี่ทันสมัย ทันโลก เป็นพระผู้เป็นนักปราชญ์ เป็นผู้รอบรู้ 

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ไม่เคยทำอย่างนั้นเลย ศึกษามาแล้วนะ นี่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางไว้ก่อน ของเราเราต้องฝึกหัด เราต้องกระทำขึ้นมา ถ้ามันขึ้นมาเป็นความจริงแล้วค่อยไปเทียบธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค่อยไปเทียบ นี่ไง หลวงปู่มั่น เห็นไหม ท่านลงมา ท่านประพฤติท่านศึกษาเอง ท่านปฏิบัติเอง เวลาท่านปรึกษาท่านก็ลงมาปรึกษาเจ้าคุณอุบาลีฯ ลงมาที่วัดสระปทุม มาทดสอบ หลวงปู่เสาร์ท่านก็ลงมา ท่านลงมา เราประพฤติเอง เราปฏิบัติเอง 

ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาก็เป็นจริงในใจของเราเอง แล้วก็มาเทียบเคียงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เห็นไหม มันลงกันได้ไหม มันเป็นความจริงหรือไม่ ที่มันเกิดขึ้นมามันเป็นจริงหรือไม่ เกิดมาในใจเรา มันเป็นอย่างนั้นหรือไม่เป็นอย่างนั้น แล้วถ้าเราศึกษาเอง เราเข้าใจเอง เราค้นคว้าเอง เราก็ต้องบอกว่าใช่ๆๆๆๆ ท่านถึงหาพยานไง หาบุคคลที่สามไง เจ้าคุณอุบาลีฯไง ให้เป็นคู่วินิจฉัยไง ไม่ใช่ว่าเราวินิจฉัยว่าเราถูกคนเดียว นี่ไง ถ้าเราวินิจฉัยก็ถูกทั้งนั้นน่ะ 

เวลาเราประพฤติปฏิบัติกิเลสก็บังเงา กิเลสในหัวใจของเรา ใช่ โอ้หู เหมือนกันเลย อันเดียวกันเลย ถ้าเราวินิจฉัยมันก็ต้องใช่อยู่แล้ว ให้บุคคลที่สามด้วย แล้วเวลาพิจารณาแล้ว เพราะการภาวนานะ เวลาคนที่ปฏิบัติแล้ว เวลาถามปัญหาหลวงตาไปเห็นไหม ท่านทำมาอย่างนี้ถูกไหม ถูก แล้วทำไงต่อ ซ้ำไง ทำซ้ำ ทำซ้ำแล้วตรวจสอบ

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าคนเราประพฤติปฏิบัติใช่ไหม ถ้าจิตมันสงบได้มันก็สงบได้ สงบได้ เราก็พยายามทำให้มันชำนาญในวสี เข้าสมาธิ ออกสมาธิ แล้วฝึกหัดใช้ปัญญาขึ้นไป ทำซ้ำๆ การทำซ้ำมันจะเห็นความบกพร่อง ไอ้ที่ว่าใช่ๆ นั่นน่ะ ครั้งที่มันเป็นไปได้ๆ ครั้งที่สองมันเป็นไปได้หรือเปล่า ครั้งที่สามเป็นไปได้หรือเปล่า พอเราเข้าไปแล้วออกมาได้หรือเปลา ออกแล้วเข้ามันมีประโยชน์ยังไง แล้วพิจารณาไปแล้วมีวิธีพิจารณาด้วยปัญญา พิจารณาไปแล้วมันจะจริงหรือไม่จริง ถ้ามันเป็นจริงมันปล่อยวางมันมีรสชาติยังไง แล้วถ้าพิจารณาไปแล้วซ้ำ ทำไมมันพิจารณาไม่ได้ มันไม่ได้เพราะเหตุใด 

นี่ไง มันต้องมีความชำนาญของมันในการกระทำนั้น ถ้ามีความชำนาญในการกระทำนั้น มันตรวจสอบของมัน ทำซ้ำๆ นั่นน่ะ การปฏิบัติซ้ำไง นี่ไง การทำงานสิ่งใดเสร็จแล้วเห็นไหม ให้กลับไปทำซ้ำอีกทีว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า มันเป็นจริงได้หรือไม่ ถ้ามันเป็นจริงได้ขึ้นมา เป็นจริงเพราะอะไร 

กิเลส มันแก่นของกิเลสนะ ถ้าไม่เป็นแก่นของกิเลสไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเห็นไหม เรายังไม่ได้เกิดมา การลงอุโบสถมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลสองพันกว่าปีแล้ว เราเพิ่งมาเกิดกันไม่ถึงร้อยปี แล้วก็จะตายหมด ถ้าตายไปแล้วพุทธศาสนายังมีอยู่ ก็ยังมีการลงอุโบสถต่อเนื่องไป เราก็ว่าเราเป็นใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ ไง แต่ แต่บุพเพนิวาสานุสสติญาณ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเคยได้เกิดเป็นมนุษย์ไหม เราเคยได้พบพระพุทธศาสนาไหม เราเคยได้สร้างคุณงามความดีอะไรมาหรือไม่ 

ถ้ามันมีการสร้างคุณงามความดีมา มันก็จะซาบซึ้งในพุทธศาสนา คนที่ใกล้ชิดพุทธศาสนาขึ้นมา เวลามาเกิดใหม่ๆ เกิดมาถ้าเกิดในประเทศอันสมควร มันก็เป็นประโยชน์ตรงนั้น แต่ถ้าคนเราเคยทำกัน เคยเบียดเบียนกันไว้ เวลาเข้ามาใกล้พุทธศาสนามันก็มีแรงต่อต้านทั้งนั้น นี่มันจริตนิสัยของหัวใจไง ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้ว ถ้ามันตรวจสอบในใจแล้ว ในใจแล้วเห็นไหม มันมีบุญหรือมันมีบาป ถ้ามันมีบุญขึ้นมาเห็นไหม บุญก็ส่งเสริมๆ ทั้งนั้น เพราะในพระไตรปิฎกเรื่องนี้มีมาก ผู้ที่ส่งเสริมพุทธศาสนาแล้วหมดอายุขัยไป แล้วมาเกิดใหม่เห็นไหม มาเกิดใหม่ท่ามกลางพุทธศาสนา พอเกิดขึ้นมามีความใกล้ชิด มีการกระทำ มีโอกาส โอกาสเนี่ย 

ไอ้เนี่ยเราเกิดเป็นมนุษย์นะ เวลาเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต เวลากราบธรรมๆ ธรรมะที่มันมีคุณค่า ศีล สมาธิ ปัญญา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตมันสงบระงับขึ้นมาแล้ว มันอยู่ที่ไหนมันก็มีความสุขของมันเห็นไหม อยู่ในป่าในเขา อยู่ในเงื้อมผาใด มีแต่ความสุขๆ ความสุขทั้งนั้น สุขเพราะเกิดจากจิต สุขเพราะเกิดจากหัวใจเรา มันไม่ได้สุขเพราะเกิดขึ้นมาจากโลกพัฒนาแล้ว 

กรรมฐานจรวด กรรมฐานดาวเทียม โอ้โห เดี๋ยวนี้นะ ธุดงค์ด้วยกระเป๋าล้อเลื่อน โอ้โห เห็นแล้วทุเรศมาก ธุดงค์ด้วยกระเป๋าล้อเลื่อน โลกมันเจริญไง เห็นแล้วรับไม่ได้เลยนะ โลกมันเป็นเรื่องของโลก เอ็งยังหัวโล้นๆ อยู่ บริขาร ๘ ก็คือบริขาร ๘ บริขาร ๘ ถุงบาตรๆ ก็เป็นถุงบาตร มันจะไปน่าอายตรงไหน บวชเป็นพระแล้วมันน่าอายเหรอ บวชเป็นพระแล้วมันไม่เท่าทันโลกใช่ไหม ถ้าโลกมันเจริญมันก็เรื่องของโลกไง 

นี่ไง อริยสัจๆ จิตใจของคนๆ จิตใจของคนที่สัมผัสสัมพันธ์ จิตใจคนที่เข้ามาเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ใครจะเชื่อไม่เชื่อมันเป็นสิทธิ์ของคน แต่ถ้ามันมีอย่างนั้น หัวใจของเขามันจะผูกพัน หัวใจของเขามันจะสงวน มันจะรัก มันพอใจอะไรนั่นน่ะจริตของเขา นี่ไง เวลาเอตทัคคะ ๘๐ องค์ไง ความถนัดของพระอรหันต์แต่ละชนิด ความถนัดของพระอรหันต์คือเขาผูกพันอย่างนั้น เขาพอใจอย่างนั้น เขารักของเขาอย่างนั้น มันเป็นธรรมดาของเขา นกมีปีก นกบินได้ ไอ้นี่ภาวนาแล้วจะเหาะ นกมันบินได้โดยธรรมชาติของมัน เว้นไว้แต่นกที่บินไม่ได้ เช่น นกกระจอกเทศ นกกระจอกเทศมันบินไม่ได้ นกที่บินได้มันบินได้เป็นธรรมดาของมัน 

นี่ก็เหมือนกัน จิตใจของคนที่มันมีอำนาจวาสนา มันผูกพันกับพุทธศาสนา มันรักนะ มันรัก มันสงวน มันพอใจ แล้วทำแล้วมีความสุข แต่ถ้ามันต่อต้าน มันต่อต้านแสดงว่าเรามีเวรมีกรรมต่อกัน มีเวรมีกรรมต่อกัน รับไม่ได้ ถ้ารับไม่ได้แต่ แต่รับไม่ได้มันเป็นนิสัย 

อริยสัจมีหนึ่งเดียว ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จะมีอำนาจวาสนามากอำนาจวาสนาน้อย นั้นมันเป็นกรรมของสัตว์ แต่เกิดเป็นมนุษย์แล้ว สิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อริยสัจมันก็เป็นสัจจะความจริง ใครจะมีสติมีปัญญา มีความสามารถมากน้อยแค่ไหน พยายามฝึกหัด ประพฤติปฏิบัติ ทำตามความเป็นจริงให้เกิดขึ้นมาเป็นสมบัติของจิตดวงนี้ในปัจจุบันนี้ จิตดวงนี้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพุทธศาสนานี้ มันเป็นสิ่งที่มีอำนาจวาสนาถึงได้มาบวชเป็นพระ 

บวชเป็นพระมาแล้ว ยังท่ามกึ่งกลางพุทธศาสนาๆ การประพฤติปฏิบัติกำลังเจริญรุ่งเรือง ถึงมันจะเป็นแนวทาง ถ้าเราไม่มีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง ที่เป็นผู้ชี้บอก มันก็ยังเป็นแนวทางที่หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านวางไว้ ยังเห็นร่องเห็นรอยเห็นไหม ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเธอ ตู้พระไตรปิฎกค้นคว้าได้ พยายามศึกษาได้ แล้วนี่ไง ในอรรถกถา ในฎีกาเห็นไหม อธิบายในพระไตรปิฎกมาให้เราค้นคว้าได้ ในสมัยปัจจุบันประวัติหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ประวัติครูบาอาจารย์ ท่านใช้ชีวิตของท่านค้นคว้ามาทั้งชีวิตเลย เรามีโอกาสที่ได้วิเคราะห์วิจัยเพื่อประพฤติปฏิบัติ มันเป็นร่องเป็นรอยให้เราได้มีการกระทำไง 

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ในสมัยปัจจุบันนี้ สัจธรรมกึ่งกลางพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มันมีโอกาสในการประพฤติปฏิบัติ มีโอกาสในการกระทำ เรากระทำของเราให้มันเป็นจริงของเราขึ้นมาในใจ มันจะมีคุณธรรมขึ้นมาในหัวใจนะ ถ้าคุณธรรมขึ้นมาในหัวใจนะ สิ่งที่เป็นโลกๆ ที่เขาแย่งชิงกัน แสวงหาอยู่กัน มันเป็นเรื่องข้างนอก มันเป็นเรื่องเปลือกๆ แต่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง เราต้องอาศัยปัจจัยเครื่องอาศัยไง 

ศรัทธาไทยๆ นะ ภิกษุทำให้ศรัทธาไทยตกล่วงเป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนามารื้อสัตว์ขนสัตว์ วางธรรมวินัยไว้ พยายามสร้างสมให้เขาศรัทธา ให้เขามีความตั้งมั่นในพุทธศาสนา ถ้าเขามีความตั้งมั่นในพุทธศาสนาเห็นไหม เราบวชเรียนมาเราบวชเรียนมาเพื่อประพฤติปฏิบัติ เพื่อค้นคว้าสัจธรรมความเป็นจริงในใจของเรา ถ้าเราค้นคว้าสัจธรรมความเป็นจริงในใจของเรา เราเองเราจะเป็นแก่นของพุทธศาสนา 

คำว่า “เป็นแก่นของพุทธศาสนา” เพราะมันมีคุณธรรมในใจ การที่มีคุณธรรมในใจอันนั้นมันจะเป็นหลักชัย มันจะทำให้การแสดงออก มันทำให้ความเข้าใจในธรรมนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง มันมีผล พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระธรรมๆ ไง สัจธรรมที่เป็นนามธรรมเห็นไหม ศาสนธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะมันเป็นคำสั่งสอน มันเป็นนามธรรม แล้วผู้ที่กระทำๆ แล้วมันก็ปากเปียกปากแฉะ พวกตาบอด พวกสัตว์ตาบอด มันก็อ้างไปนั่น โดยกิเลสบังเงาๆ มันก็พูดไปทั้งหมดๆ แต่มันแสวงหาภายนอก 

แต่เวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันเป็นสัจจะความจริงในใจของเขาแล้ว สิ่งที่เขาแสวงหาอยู่ข้างนอกท่านไม่สนใจเลย สิ่งที่ข้างนอกมันไม่มีคุณค่าเท่ากับคุณธรรมในใจอันนั้นไง ถ้าคุณธรรมในใจนั้นมันมีคุณค่าแล้ว มีคุณค่า สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี สุขอื่นใดเท่ากับจิตสำรอกคายกิเลสออกไปไม่มี จิตที่สำรอกคายกิเลสออกไปเป็นคุณธรรมล้วนๆ คุณธรรมในหัวใจ ในหัวใจหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น คุณธรรมในหัวใจครูบาอาจารย์ของเรานั่น มันมีคุณค่าขนาดไหน ถ้ามันมีคุณค่าๆ แล้วมันจะไปตะครุบเงา มันจะไปแสวงหาอะไรจากภายนอก ถ้ามันเป็นความจริงๆ ขึ้นมาอย่างนั้น

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพุทธศาสนา เกิดในปัจจุบันนี้ไง มันเป็นสิทธิ์ มันมีสิทธิเสรีภาพที่เราจะกระทำไง ถ้าเรากระทำ เราพยายามประพฤติปฏิบัติกันอยู่นี่ เราพยายามกระทำกันอยู่นี่ ให้มันเกิดขึ้นมาตามความเป็นจริง ให้มันเกิดขึ้นมามันจะเป็นจริตเป็นนิสัยเป็นแนวทางของเราก็ให้มันเป็นจริงๆ ขึ้นมา เราจะได้อธิบายได้ว่าหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง สองบวกสองเป็นสี่ เป็นแปด เป็นสิบ มันเป็นอย่างใด มันชัดเจนอย่างใด ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสาม สามบวกสามเป็นแปดอะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่ มันอธิบายไม่ได้ 

ถ้ามันอธิบายได้ มันมีความเป็นจริงในใจ ศีลสมาธิปัญญามันเกิดอย่างใด มันเป็นอย่างใด แล้วเวลามันพิจารณาไปแล้วมันปล่อยยังไง มันวางยังไง มันวางแล้วเรามีการกระทำต่อไป นี่คือเหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้ามันไม่มีเหตุ การกระทำธรรมอันนั้นก็จำมาทั้งนั้น ธรรมอันนั้นก็กิเลสบังเงาไง แล้วถ้ากิเลสบังเงานะ เราพูดปากเปียกปากแฉะ พูดด้วยเห็นไหม เวลาสวดปาฏิโมกข์ๆ เราสวด มันเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราอธิบายได้หมด แต่ตัวตนของเรา กิเลสของเราตัวใหญ่ๆ เลย มันตัวใหญ่ มันทุกข์มันยากไง กิเลสของเรามันบีบบี้สีไฟในหัวใจเราไง มันไม่เป็นความจริงไง 

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ เราได้สวดปาฏิโมกข์ด้วย เราซาบซึ้งพระเมตตาปัญญาคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เราซาบซึ้งถึงหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านพยายามทบทวน ฟื้นฟูกลับมาขึ้นมาให้พวกเราได้มีแนวทาง เราจะชื่นชมครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นหลักคอยปะทะ คอยยับยั้งสิ่งที่รุกรานเข้ามาจากทางโลก โลกจะรุกราน โลกจะกลืนกิน กลืนกินสัจธรรม กลืนกินคุณธรรม กลืนกินสิ่งต่างๆ ด้วยมารยาสาไถย ด้วยการพลิกแพลงไง ด้วยเวลาใจมันบอดไง 

เวลาใจมันบอดมันพลิกไปนะ เห็นสมณศักดิ์ เห็นหน้าที่ตำแหน่ง เห็นตำแหน่งหน้าที่ เห็นการเชิดชู เห็นการกระทำ อันนั้นเป็นสิ่งที่โหยหา อันนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการ แต่เวลาความเป็นจริงๆ เห็นไหม เราก็จะดัดจริต อวดเขาซะหน่อยนึงว่าเป็นพระปฏิบัติ เป็นพระป่า เป็นผู้ปรารถนาน้อย เป็นผู้ไม่ต้องการ แต่ในใจจริงๆ มันปรารถนา ถ้ามันปรารถนา นั่นไง เวลากิเลสมันบังเงาไง เวลากิเลสมันพลิกแพลงไง 

แต่ถ้าเราทำจริง เรามีคุณธรรมจริงๆ นะ หลวงปู่มั่นทั้งชีวิตนะ ครูบาอาจารย์เราทั้งชีวิต ตั้งแต่เริ่มบวช ชีวิตตั้งแต่อยู่ในป่า เห็นไหม เวลาปฏิบัติขึ้นไปปฏิบัติในป่า เวลาเป็นจริงขึ้นมาก็เป็นจริงทั้งในหัวใจด้วย ทั้งในป่าด้วย แล้วเห็นความสงบ ความสงบระงับนั้นมันเป็นการเห็นไหม เป็นสัปปายะ เป็นสถานที่ที่เป็นชัยภูมิที่จะฝึกทายาท แล้วครูบาอาจารย์ท่านจะทิ้งสนามอย่างนั้นเพื่อไปอยู่ในความสุขสบายในความเป็นจริงของท่าน แล้วให้ศาสนทายาทที่จะเจริญงอกงามขึ้นมามันมืดบอด มันไม่มีครูบาอาจารย์คอยคุ้มครองดูแล มันเป็นไปได้ยังไง 

ถ้าครูบาอาจารย์นะ ท่านมีความเป็นจริงของท่านเห็นไหม สิ่งใดที่เป็นสัปปายะ สิ่งที่จะให้มันเกิดให้เกิดคุณธรรม แล้วถ้ามันเกิดมาแล้ว เกิดความเป็นจริงขึ้นมาแล้วสักดวงใจหนึ่ง หรือสองสามดวงใจ มันก็จะเป็นประโยชน์กับศาสนา มันเป็นประโยชน์กับศาสนธรรม มันเป็นประโยชน์กับธรรมที่ได้แสดงออก ธรรมๆ เห็นไหม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัจธรรมอันนั้นจะได้กังวาน ไม่มีกาล ไม่มีเวลา ไม่มีความเว้นวรรค แต่ถ้าคนทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ สิ่งนั้นมันมีของมัน สัจจะมันมีของมัน แต่เราทำไม่ได้มันก็ไม่มีใครสื่อออกมาได้ เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านทำท่านทำอย่างนั้น 

ฉะนั้น เวลาเรามาฟังเทศน์ เรามาลงอุโบสถ ลงอุโบสถแล้วให้มันได้เนื้อหาสาระ ถ้าเป็นสัตว์ตาบอดไม่มีสิ่งใดคุ้มครองดูแล นั้นมันก็เป็นกรรมของสัตว์ แต่ถ้าสัตว์มันไม่ตาบอด เพราะมันลงในปาฏิโมกข์ ลงในธรรมวินัยนั้น มันก็ไม่ใช่สัตว์ตาบอด มันก็มีผู้คุ้มครองดูแลใช่ไหม เราเป็นมนุษย์ เราบวชมาเป็นพระ ถ้าใจมืดบอด มันก็มองว่าโลกเจริญ ความพัฒนานั้นเจริญ พวกเราหมดยุคหมดสมัย แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ ขึ้นมาเห็นไหม ยุคสมัยมันอยู่ที่ไหน สิ่งใดๆ ในโลกนี้มนุษย์เป็นผู้สร้างทั้งนั้น มนุษย์เป็นคนทำ แล้วมนุษย์ถ้ามีสติมีปัญญา มนุษย์ที่มีคุณธรรม เขาทำเพื่อความเจริญของโลกด้วยน้ำใสใจจริง แต่ถ้ามนุษย์ที่เห็นผลประโยชน์ เขาก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของเขา 

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม ไม่มีกำมือในเรา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแบตลอดให้กับบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พยายามขวนขวาย แสวงหา ประพฤติปฏิบัติ กระทำขึ้นมาให้เป็นสมบัติของตน ถ้าเป็นสมบัติของตน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นสมบัติแท้คือปัจจัตตัง สันทิฐิโก รู้จำเพาะตนในใจดวงนั้นถึงจะมีคุณค่า นี่ไง มันถึงสมบูรณ์ด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 

เราเป็นพระสงฆ์นะ เรามาลงอุโบสถ เรามาร่วมสังฆกรรม ทำสามีจิกรรมเพื่อความเป็นธรรมๆ อันนี้เพื่อประโยชน์ ประโยชน์กับหมู่สงฆ์ แล้วประโยชน์กับเราล่ะ ประโยชน์กับเรา ในหัวใจเรารื่นเริงอาจหาญหรือไม่ ในหัวใจเรามีความสุขหรือไม่ ในหัวใจเรามันมีมุมมองที่ดีหรือไม่ ในหัวใจเราเพื่อประโยชน์กับหัวใจดวงนี้ไง แล้วกลับไปแล้วค้นคว้า ตรึกในธรรมๆ ตรึกในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนถึงเป็นสมบัติของเรา เอวัง

ติดต่อสอบถาม 032-240-666 , 0830382477 Copyright © 2009-2018, สงวนลิขสิทธิ์โดย www.sa-ngob.com