เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒ พ.ย. ๒๕๖๒

เทศน์เช้า วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ทีนี้ฟังธรรมะ ฟังธรรมะเพื่อเหตุเพื่อผลนะ เพื่อเหตุเพื่อผล เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้ธรรมๆ ตรัสรู้ธรรมด้วยสัจจะด้วยความจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนพระอรหันต์ ๖๑ องค์ รวมทั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “ภิกษุทั้งหลาย เธอกับเราพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและเป็นทิพย์”

บ่วงที่เป็นโลกๆ โลกธรรม ๘ บ่วงที่เป็นโลกๆ

บ่วงที่เป็นทิพย์ๆ สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลเป็นทิพย์สมบัติ

เขาว่าทิพย์สมบัติ ทิพย์สมบัติไม่มี อะไรไม่มีทั้งสิ้น บุญกุศลไม่มี มีชาตินี้ชาติเดียว อันนั้นมันเรื่องของเขา

เราจะบอกว่า เวลาบอกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขาบอกเป็นอันเดียวกัน ไม่ใช่ อนิจจัง สรรพสิ่งทางวิทยาศาสตร์ อนิจจังมันมีอยู่แล้วใช่ไหม เพราะมันอนิจจัง สรรพสิ่งในโลกนี้เปลี่ยนแปลง เราเกิดมามีการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ทุกข์คือความทนอยู่ไม่ได้ มันเปลี่ยนแปลง นี่อนิจจัง เพราะอนิจจังเป็นทุกขังๆๆ ทุกขังเพราะอะไร เพราะสิ่งที่อยากได้ก็ไม่ได้ สิ่งที่ต้องการปรารถนาให้เป็นก็ไม่เป็น ไม่เป็นสิ่งที่พอใจทั้งสิ้นเลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้ว รู้ถึงเวลาทำทุกรกิริยามา ๖ ปี ท่านทำทุกอย่างมาทั่ว ท่านแบ่งได้ไง ทุกรกิริยา ทุกรกิริยามันเป็นเรื่องของอนิจจัง เป็นเรื่องของร่างกาย เป็นเรื่องของการสร้างขึ้นมา เพราะเรามีมาตั้งแต่เราเกิด เรามีมาตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์ ในไข่ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ มันมีของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปค้นไปคว้ามันก็มีของมันอยู่แล้ว อนิจจังน่ะ แต่คนสมัยนั้นก็ยังไม่เข้าใจไง คนสมัยนั้นไม่เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา’

แล้วบอกอนิจจังกับอนัตตาเป็นอันเดียวกัน...ไม่ใช่

อนิจจังมันมีของมันอยู่แล้ว มีของมันอยู่แล้ว ที่เราจะช่วยเหลือเจือจานกันมันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ เราจะไปยับไปยั้งมันไม่ได้ เราจะไปปฏิเสธให้มันไม่มีไม่ได้ มันจะมีของมันเพราะมันมีเหตุมีผลของมัน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ การเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมาก็มีเหตุ มีเหตุเพราะอะไร เพราะเราได้สร้างบุญสร้างกรรมของเรามา

ถ้าเราไม่สร้างบุญสร้างกรรมของเรามา จิตของเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เป็นไก่ เป็นสัตว์นรกอเวจี เป็นทั้งนั้นน่ะ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์เป็นพระโพธิสัตว์ท่านก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ท่านเห็นมาทั้งนั้นน่ะ ท่านรู้มาทั้งนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เราก็เป็นอย่างนั้นทั้งสิ้น สิ่งที่มันเป็นของมันอยู่ กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน เกิดมาเป็นคนขึ้นมา มีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน ความเห็นแตกต่างกัน ความแตกต่างกันนี่เป็นอนิจจัง นี่พูดถึงว่าเป็นโลกไง แล้วสิ่งที่เป็นอนิจจังเป็นทุกข์หมดเลย

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปฝึกไปฝนกับเขามาทั่ว ไปฝึกมา ฌานสมาบัติ สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ก็ทำมาแล้ว ไปทำกับใครก็ทำมาแล้ว พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปทำกับสัญชัยก็ไม่มี ไม่มี ไม่มี ไม่ใช่ ไม่ใช่ ก็ทำมาแล้ว นี่ไง อนิจจังเพราะมันมีของมันอยู่แล้วไง

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ปฏิบัติมาขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอำนาจวาสนาบารมี พออำนาจวาสนาบารมี ที่ฝึกหัดค้นคว้ามา ๖ ปีไม่ใช่ทางแล้วล่ะ เราจะกลับมาค้นคว้าของเราเอง

กลับมาค้นคว้าของเราเองนะ เวลาบุญกุศล สภาคกรรมๆ เวลาเกิดร่วมๆ ไง ร่วมกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นางสุชาดาก็คิดว่าจะไปแก้บน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคิดว่าจะฉันอาหาร

บุญกุศลที่มีผลมากมีอยู่สองคราว คราวหนึ่งเราฉันอาหารของนางสุชาดา เราถึงซึ่งกิเลสนิพพาน กิเลสๆๆ กิเลสนิพพานไง กับอีกคราวหนึ่งเราฉันอาหารของนายจุนทะ เราถึงซึ่งขันธนิพพานๆ

ขันธ์ เวลาพระอรหันต์มันยังมีธาตุมีขันธ์อยู่ ยังมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ แต่รู้สึกนึกคิดที่สะอาดบริสุทธิ์เพราะไม่มีอวิชชา ไม่มีใครควบคุมไง

แต่ก่อนที่จะฉันอาหารของนางสุชาดามีแต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากเทียบเคียงมาแล้ว พอเทียบเคียงมาแล้วต่างๆ ทางโลกๆ ทางวิทยาศาสตร์ใครๆ ก็เข้าใจได้ อนิจจังแปรสภาพทั้งสิ้น มันเป็นผลเวรผลกรรม แต่ตอนนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ไง ยังไม่รู้ว่ามันเป็นมาอย่างไรไง แต่เพราะมีการสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันมาไง เวลาสร้างกุศลร่วมกันมาก็มีความรู้สึกนึกคิดให้ทำอย่างนั้น เวลาทำอย่างนั้น ฉันอาหารของนางสุชาดาแล้ววันนี้ถ้าเรานั่งปฏิบัติแล้ว ถ้าไม่สิ้นกิเลส เราจะไม่ยอมลุกจากที่นั่งเลย

นี่เวลาเสี่ยงทายเสี่ยงบุญกันแล้ว พอเสี่ยงทายเสี่ยงบุญกันแล้ว เวลานั่งไป บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ

บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ คนมันมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น จิตที่เวียนว่ายตายเกิดมันก็มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น แต่ยังไม่มีใครรู้ได้ไง เวลาถึงที่สุดแล้วอาสวักขยญาณ เกิดสัจจะ เกิดความจริงขึ้นมา เกิดๆๆ เกิดไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์จะเกิด เกิดที่นี่ เกิดที่หัวใจไง เกิดขึ้น

ไอ้ที่เราไม่เกิดขึ้นๆ เราบอกอนิจจังกับอนัตตามันอันเดียวกัน มาอธิบายให้เหมือนกัน อนัตตาๆ

อนิจจังเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นโลก เป็นสสาร เป็นสิ่งที่เราเห็นโดยวัตถุ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ ไง รื้อสัตว์ขนสัตว์จิตปฏิสนธิวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง

แต่ในปัจจุบันนี้เกิดมาเป็นเรานี่ไง เกิดเป็นเรา เราก็พ่อแม่ตั้งให้ ไปหาหมอก็ดีเอ็นเอ พันธุกรรม อ้าว! แล้วนิสัยใจคอล่ะ ฝึกหัดกันอย่างไรล่ะ แล้วทำอย่างไรล่ะ แล้วเชื่อไม่เชื่อล่ะ เชื่อแล้วทำได้หรือไม่ได้ล่ะ ร้อยแปด เกิดขึ้นไม่ได้

หลวงปู่ดูลย์ถึงบอกไง ความคิดทั้งหมดที่ส่งออกเป็นสมุทัย ผลของสมุทัยเป็นทุกข์ ความคิด ความรู้สึก ความนึกคิดต่างๆ ที่ว่า แหม! หลับตาลืมตาแล้วเข้าใจไปหมดเลย มีจรณะ ๑๕ ๑๘ ๒๐ นั่นน่ะ ลืมตา อนิจจัง มันเป็นเรื่องของโลก

นี่ไง สิ่งที่เป็นโลก ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย ความคิดที่ส่งออกทั้งหมดเป็นสมุทัย อนิจจัง ผลของสมุทัยเป็นทุกข์

นี่ไง ปัญญาอบรมสมาธิ พุทโธๆ อานาปานสติ เวลาจิตมันสงบแล้ว จิตสงบแล้วจิตเห็นจิต อนัตตาจะเกิดอย่างนี้ แล้วคนที่ไม่เคยเกิดไม่มี

เราไปดูสิ หมู่บ้านที่ไม่มีคนเกิดมันก็จะรกร้างไป สิ่งที่มันไม่มีการเกิดขึ้นมามันจะไม่รู้ว่าที่มาๆ มันเป็นอย่างไร มันเลยหมุนซ้ายหมุนขวา งูๆ ปลาๆ ครึ่งๆ กลางๆ บ้าบอคอแตกไปอย่างนั้นน่ะไม่มีวันจบสิ้น

หลวงปู่มั่นท่านถึงบอกไง การประพฤติปฏิบัติ ถ้าเอาปริยัติ ปฏิบัติมารวมกัน ปริยัติ ปฏิบัติมารวมกันมันจะเตะมันจะถีบ คือมันมีแต่การคาดการหมาย ทิ้งไปไม่ได้ ทิ้งจากโลกนี้ไปไม่ได้ เรื่องโลกทั้งสิ้นเลย

เวลาคิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด ความหยุดคิดต้องใช้ความคิด ใช้ความคิดไง เวลามันจะหยุดคิดแล้วไง ถ้ามันใช้ความคิดมันเห็นของมัน นี่ไง เกิดขึ้น การเกิดขึ้น จิตเห็นจิตเป็นมรรค ผลจากจิตเห็นจิตเป็นนิโรธ นิโรธ นิโรธคือดับทุกข์ไง ดับกิเลสไง พอมันดับกิเลส ทำลายกิเลสไปแล้ว นี่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนิจจังเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องโลก อนัตตามันไม่มีหรอก มันไม่มี มันเกิดขึ้นไม่ได้ พอเกิดขึ้นไม่ได้มันถึงหลับตาลืมตาไม่มีไปหมด บ้าบอคอแตกไปเลย

แต่ถ้ามีนะ เวลาหลวงตา ครูบาอาจารย์เราท่านไปที่ไหนก็แล้วแต่ ท่านจะฟังพระเทศน์หรือผู้ที่ปฏิบัติ คนที่ปฏิบัติลึกซึ้งมาแล้วท่านบอก โห! ปฏิบัติอย่างนี้ยังมีอยู่หรือ

ปฏิบัติอย่างนี้ยังมีอยู่ แสดงว่าผลของการปฏิบัติมันเกิดขึ้น ถ้าผลของการปฏิบัติไม่เกิดขึ้นเป็นวิทยาศาสตร์ เข้าได้กับโลก เข้าได้กับทุกอย่าง ตรรกะทุกอย่างรู้หมดเลย แต่ถ้าเป็นไตรลักษณ์ เฉพาะตนนะ พอเฉพาะตนขึ้นมา ถ้ามันไม่มีขึ้นมาก็คือเกิดขึ้นไม่ได้ไง

นี่พูดถึงว่าปริยัติ ปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียน การศึกษาเล่าเรียนมีความจำเป็นไหม มีความจำเป็น จำเป็นแล้ว ยิ่งศึกษามันก็ทิฏฐิมานะธรรมดา อย่างเรา เราศึกษา ถ้าเราไม่ได้เป็นดอกเตอร์ เราไม่ได้เป็นศาสตราจารย์ เราก็ดูด้อยๆ เนาะ วันไหนเขาใส่หมวกให้ ได้ดอกเตอร์ ได้ศาสตราจารย์นะ ได้ค่าวิชานะ ศาสตราจารย์ นี่ไง พอใส่หมวกเข้าไปแล้ว อู้ฮู! มันยิ่งใหญ่

คำนี้เป็นคำพูดของหลวงตา หลวงตาท่านบอกเวลาท่านจบมหานะ อืม! เป็นถึงมหาเชียวนะ แต่เวลามหาขึ้นมา จะปฏิบัติขึ้นมา ไปหาหลวงปู่มั่น จิตมันเสื่อมไง เกือบเป็นเกือบตาย เกือบเป็นเกือบตาย มหาวิชาการพร้อม หันรีหันขวาง

คำว่า “หันรีหันขวาง” คนยังไม่ปฏิบัติจะไม่เข้าใจ

เวลาหลวงตาท่านพูดนะ คนเรา เราไม่มีเงินไม่มีทอง เราไม่มีสิ่งใดเลยมันก็เป็นเรื่องธรรมดานะ วันไหนเรามีข้าวของเงินทอง เรามีทุกอย่างพร้อมเลย แล้วล้มละลายไป เขาฉ้อโกงไปหมดเลย ทุกข์มาก เวลาจิตมันเจริญขึ้นมาเป็นสัมมาสมาธินะ จิตมันมีความสงบร่มเย็นของมันนะ เดินไปไหนเหมือนลอยไป คนตัวเบาๆ ไง

เราเดินด้วยตัวหนัก เดินด้วยความหนักความหน่วง ความทุกข์ความยาก เดินไปด้วยความเศร้าความสร้อย ความหงอยความเหงา เดินด้วยความกดดันของหัวใจทั้งสิ้น เราพุทโธๆๆ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิจนกว่ามันว่างหมด มันวางของมันน่ะ เดินไปไหนนะ เหมือนไม่ได้เดิน มันสุขกาย มันสบายใจ มันมีความปลื้มใจ มันมีความสุขทั้งนั้นน่ะ เดินไปเดินมาเหมือนลอยไปลอยมากลางอากาศ

เวลามันเสื่อมหมดไปไง เวลาเสื่อมหมดไป คนอยากได้ อยากไขว่คว้า อยากแสวงหา ทุกข์แสนทุกข์ นี้คือจิตเสื่อม เวลาจิตเสื่อมขึ้นไป จิตเสื่อมตั้งแต่พรรษาแรกไปหาหลวงปู่มั่นไง

โฮ้! จิตนี้เหมือนเด็กๆ มันต้องการอาหารของมัน ถ้าไปไล่ตามเด็ก เด็กมันก็วิ่งหนี ยิ่งหนีไกลเกินไปใหญ่ เราเตรียมอาหารไว้สำหรับเด็ก อาหารของมันคือพุทโธๆ คำบริกรรมไง พุทโธต่อเนื่องไป พุทโธต่อเนื่องไปนะ

เวลาพุทโธไปๆ เออ! จิตมันหิวมันกระหาย คนมันหลุด มันเพ้อพร่ำรำพันว่าอยากได้อยากดีนะ มันก็มีแต่ความทุกข์ จะเก็บไว้ จะแก้จิต จะทำลายจิตนะ มันไปหมดน่ะ เวลาพุทโธๆ มันกลับมาพุทโธ เออ! สงบได้ สงบได้จริงๆ พอสงบได้จริงๆ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดถึงผู้ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล ท่านบอกว่ามันขาดคำบริกรรม

เหมือนกับงานศิลปะ งานการกระทำ เขาต้องละเอียดรอบคอบ งานศิลปะนั้นมันถึงจะอ่อนช้อย มีจิตวิญญาณ รูปพูดได้เลยล่ะ

นี่ไง นวกรรมของจิตไง พุทโธๆๆ มันมีของมัน มันมีนวกรรมของมัน มันมีการกระทำของมัน มันมีปัญญาอบรมสมาธิของมัน มันดูแลรักษาของมัน เห็นไหม

คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ก็ต้องปล่อยวางให้ได้ พอปล่อยวางให้ได้ จิตเห็นจิตเป็นมรรค จิตเห็นจิต นั่นน่ะเกิดขึ้น

ที่ว่าจิตเห็นจิต พอเวลาเราฟังเขาพูดกันไร้สาระ “ดูจนมันไม่มี ดูจนหายไปเลย ยิ่งไม่มียิ่งดีใหญ่เลย”

การเสียสละ เศรษฐีธรรมนะ เวลาหลวงตาท่านพูด เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นไป ว่าอวิชชาเป็นยักษ์เป็นมาร เวลามันไปถึงขั้นของอนาคามิมรรค มันขึ้นอรหัตตมรรค มันว่างหมดเลย มันสว่างไสว แล้วจิตมันมีกำลัง

คำว่า “จิตมีกำลัง” นะ จิตนี้มันมีกำลังของมันเพราะมันพร้อมแล้ว พร้อมทุกอย่าง มันกำหนดเมื่อไหร่ก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ กำหนดแล้วว่างหมดเลย เขาบอกว่ามันก็พาให้เคลิบเคลิ้มอยู่นานน่ะ

ท่านบอกคนที่ประพฤติปฏิบัติถ้าเป็นความจริงนะ มันเข้าไปยอมจำนนกับอวิชชา ทุกคนอยากฆ่า อยากทำลาย อยากชี้หน้ามันนะ แต่ไปเจอมันนะ “สวัสดีครับ นิพพานเป็นอย่างนี้เอง” ไปสงบอยู่นั่นน่ะ ไปยอมจำนนที่นั่นน่ะ ไปยอมจำนน เห็นไหม นี่ไง อวิชชาๆ ไง

เวลาถึงที่สุดแล้วหลวงปู่มั่นท่านก็แก้ของท่านๆ ต้องแก้ให้ได้ พอแก้ได้ขึ้นมา เวลาจับนะ ท่านบอกว่า อวิชชาว่าเป็นยักษ์เป็นมารเป็นผี ท่านบอกว่ามันสวยยิ่งกว่านางสาวจักรวาล ว่างหมดเลย

เราเป็นคนดี เห็นไหม ว่าง นี่ไง เกิดขึ้น อัตตาไง ดีแสนดีไง เราก็ติดในดีไง ข้ามพ้นความดีไปไม่ได้ไง กลัวว่าทำดีแล้วเราจะหลุดโลกไปไง มันไม่กล้าทำลายหรอก แต่พอมันไปเจอความจริงขึ้นมา ทุกข์ ยิ่งทุกข์ยิ่งทำลายเลย ทำลายความดีทั้งหมด ข้ามพ้นดีและชั่ว

เราติดดีกันไง มาวัดมาวาก็จะเป็นคนดี ใช่ เป็นคนดีในระหว่างเดินทาง ในระหว่างเดินทางเราต้องอาศัยมรรค อาศัยผล อาศัยศีล อาศัยสมาธิ อาศัยปัญญาเดินหน้าไป การเดินหน้าไป สิ่งใดที่มันเป็นความจริง ครูบาอาจารย์จะคอยบอกคอยชี้คอยแนะ คอยบอกคอยชี้คอยแนะให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา เราทำตรงนั้นไง ถ้าทำตรงนั้นให้มันเป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม

ปริยัติ ปฏิบัติ

ปฏิบัติไม่เป็นไม่รู้หรอก มันพูดได้ในวงของวิทยาศาสตร์ ในวงของโลก ในวงของสิ่งที่มีอยู่คือตรรกะ แล้วโลกก็รู้กันนะ นิยายธรรมะฟังแล้ว แหม! มันซาบซึ้งๆ พอพูดความจริงขึ้นมา

“กีดขวาง ไม่เป็นความจริง พูดซ้ำๆ ซากๆ”

ซ้ำๆ ซากๆ สิบปียี่สิบปีมึงยังทำกันไม่เป็นเลย คำว่า “สมาธิ” คำเดียว ชาตินี้ยังทำกันไม่ได้เลย

แล้วได้สมาธิแล้ว สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นนะ นั่นน่ะเกิดภาวนามยปัญญา เพราะคำว่า “เกิดภาวนามยปัญญา” จะเห็นค่าเลย

สุตมยปัญญา นักวิชาการ การศึกษาเล่าเรียนเป็นสุตมยปัญญา ปัญญาให้สิ่งที่โลกนี้เจริญงอกงามขึ้นมา ถ้าไม่มีจินตนาการ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้เป็นบางครั้งบางคราว แต่การจินตนาการโดยกิเลสก็จินตนาการบ้าบอคอแตก จินตนาการไปจนทำลายตัวเอง จนตัวเองไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเลย

สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา จินตนาการแล้วจินตนาการเล่ามันฆ่ากิเลสไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้น เพราะมันไม่มีผู้รู้ผู้เห็น ไม่มีสติไม่มีปัญญา ไม่มีการกระทำที่เป็นจริงขึ้นมา เวลาเป็นจริงขึ้นมามันจับของมันได้ มันวิปัสสนาของมันขึ้นมานะ นี่ไง ภาวนามยปัญญาๆ

ภาวนามยปัญญา ปัญญาไม่ใช่เกิดกัน เราศึกษามาจบ ๙ ประโยค เป็นศาสตราจารย์ รู้ทุกอย่าง ศึกษามีที่มาที่ไปหมดเลย เวลาเกิดภาวนามยปัญญา “เฮ้ย! มันมาจากไหน เฮ้ย! มันไม่ผิดไปแล้วหรือนี่ ถ้าอย่างนี้มันหลุดโลกนะ มันไม่เป็นความจริงนะ” กลัวไง รั้งไว้ไง ติดอยู่นั่นน่ะ ไปไหนไม่รอดหรอก

มันจะเป็นจะตาย ใครตายก่อน ซัดกันเต็มที่ เวลาภาวนามยปัญญาเกิดขึ้น แล้วภาวนามยปัญญาอยู่ได้ไม่ยั่งยืน มันจะเสื่อมลงมาเป็นอนิจจัง เป็นโลกไง แล้วถ้ามันเป็นขึ้นไป มันถึงรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ สังโยชน์เบื้องบน สังโยชน์ที่ละเอียด ไม่มีใครรู้จักหรอก เพราะอะไร เพราะไม่เคยเห็นไง ไม่รู้หรอก แต่ถ้าพอมันเห็นแล้ว รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

แต่รู้ไม่ได้ นกแก้วนกขุนทองนั่นน่ะ เพราะอะไร เพราะมันเป็นจินตนาการ มันเป็นปริยัติ ปฏิบัติ อ้างว่าปฏิบัติๆ ไม่มี ไม่มีหลักมาตรฐานการปฏิบัติเลย

แต่กรรมฐานเรามีมาตรฐานตั้งแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ มาตรฐานที่สนทนาธรรมกัน มาตรฐานที่ว่าหลวงปู่มั่นแก้ลูกศิษย์ลูกหามา นี่มันมีมาตรฐานไง มาตรฐานบุคคล ๔ คู่ที่เป็นสัจจะเป็นความจริงไง แล้วไม่ต้องพูดเรื่องตำรา ใบไม้ในกำมือกับใบไม้ในป่า

ในตำราพระพุทธเจ้าบอกแล้ว เป็นแค่ใบไม้ในกำมือเท่านั้นน่ะ กำมือเดียว กับในป่าที่จะเป็นความจริงระหว่างฐีติจิต ระหว่างจิตของบุคคลผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติอีกมากมายมหาศาล

แต่ผู้รู้จริง ใบไม้ในกำมือกับใบไม้ในป่าก็ใบไม้เหมือนกันเว้ย มันเหมือนกันหมดแหละ มันเข้าใจได้หมดแหละ ไม่ใช่นกแก้วนกขุนทองไง ถ้านกแก้วนกขุนทองก็เป็นเรื่องนกแก้วนกขุนทองนะ

นี่พูดถึงว่า ถ้ามันปริยัติ ปฏิบัติ แล้วเราจะเป็นวัดปฏิบัติ ทำให้มันเรียบง่าย ถึงจะมีกฐิน จะมีสิ่งใดก็แล้วแต่ ก็ให้มันเป็นธรรม เป็นธรรมคือมันเสมอภาค เป็นธรรมคือมันเป็นข้อเท็จจริง มันก็แค่ทำบุญเท่านั้นแหละ

แต่ว่ามันจะมีบุญที่โลกว่ามันยิ่งใหญ่ มันควรจะเป็น อันนั้นมันก็มีคุณค่าของมัน แต่ข้ามพ้นดีและชั่ว อย่าไปเจออวิชชาแล้วสวัสดีมันนะ ไปเจอกิเลสแล้วสวัสดีครับ ไปยอมจำนนอยู่กับมันไง แต่ถ้ามีสติปัญญามันจะเข้าใจได้ มันมีการกระทำได้

เราทำคุณงามความดีมาตลอด ทำคุณงามความดีทิ้งเหว ความดีเป็นความดีวันยังค่ำ ดีและชั่ว กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน กรรมจำแนก กรรมดีต้องให้ดี กรรมชั่วต้องให้ชั่ว ทำคุณงามความดี ทำคุณงามความดีของเราต่อเนื่องไป ดีอย่างหยาบ ดีอย่างกลาง ดีอย่างละเอียด ดีอย่างละเอียดสุด ดีจนชนะตัวเองได้ เอวัง