เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๔ พ.ย. ๒๕๖๒

เทศน์เช้า วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันพระ เวลาฟังธรรมๆ นะ ฟังธรรม เราเกิดเป็นมนุษย์ อย่างไรก็แล้วแต่ คิดอย่างไร คิดจินตนาการอย่างไรมันก็เป็นโลกียะวันยังค่ำ

คำว่า “โลกียะๆ” เรื่องนี้มันเป็นประเด็นไง เป็นประเด็นคนที่ภาวนาไม่เป็น คนที่ภาวนาไม่เป็นคือคนที่ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดแล้วจะพูดออกไป มันรู้ในตัวหนังสือ รู้ในพระไตรปิฎกก็รู้ในพระไตรปิฎก รู้ในพระไตรปิฎกมันก็เกิดจากโลกนี้ไง เกิดจากแท่นพิมพ์ไง เกิดจากการเขียนไง

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้ ตรัสรู้ในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาตรัสรู้แล้ว เวลาสิ่งที่เป็นประเด็นๆ ประเด็นที่ทางโลก นิพพานเป็นอัตตา เป็นอนัตตา หนึ่ง แล้วก็นรกสวรรค์มีหรือไม่มี วัฏฏะมีหรือไม่มี แล้วก็โลกียะ โลกุตตระ มันเป็นประเด็นทั้งหมด เพราะพูดแค่นี้ก็รู้ได้แล้วว่าพวกนี้ภาวนาไม่เป็นทั้งสิ้น

เวลาถ้าคนเป็นๆ เห็นไหม เวลาคนเป็น คนเป็นมันก็กลับไปเห็นคนที่ทำไม่เป็นเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เป็นเรื่องที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันไง

เวลาคนเป็นๆ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็น ท่านทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อนก็เข้ามาตรงนี้ไง ตรงที่ว่าสรรพสิ่งในโลกนี้ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง คำว่า “อนิจจังๆ” ใครๆ ก็เข้าใจได้

แล้วเวลาไอ้พวกเขียนนิยายธรรมะน่ะ พระพุทธเจ้าเห็น ไอน์สไตน์รู้ ไอน์สไตน์รู้มันก็รู้เรื่องอนิจจังนี่ เพราะอนิจจัง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

ในโลกนี้มันเป็นอนิจจัง มันมีของมันอยู่แล้วใช่ไหม ไม่ต้องมีใครไปแสวงหามันก็มีอยู่แล้ว ทางวิชาการทางทฤษฎีต่างๆ มันมีอยู่แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์เขาวิเคราะห์วิจัยจนเข้าไปสู่เห็นคลื่นที่เรามองไม่เห็นด้วยสายตา เราก็ใช้เป็นทางวิชาการจับได้ สิ่งที่เห็นด้วยตาและสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตา นี่ไง อนิจจังไง แล้วมันก็ไปเข้ากับอริยสัจ

อริยสัจนะ เวลาอริยสัจ หลักอริยสัจ หลักในพระพุทธศาสนา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ไง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ๆ เวลาหลวงตาท่านเทศน์ เรานั่งขำนะ หลวงตาท่านเทศน์ ท่านเทศน์ด้วยความเมตตาไง ด้วยความไร้เดียงสาของโลกไง เวลาทุกข์ๆๆ ไม่มีใครเคยเห็นทุกข์หรอก ท่านบอกเลยนะ กิเลสมันตื่นขึ้นมามันก็ไปถ่ายบนหัวใจของสัตว์โลก มันไปขี้มันไปถ่ายมูลไว้บนหัวใจของสัตว์โลกคือความคิดไง ท่านบอกเลยนะ กิเลสมันขี้ทิ้งไว้ที่ภวาสวะ ขี้ทิ้งไว้ที่ภพ ขี้ไว้ที่จิต แล้วมันก็ไปแล้ว มันไปนอนสามตื่นนะ ไอ้พวกนี้บอก “เฮ้ย! ทุกข์” นี่มันไม่เห็นไง

หลวงตาท่านพูดประจำว่า เวลากิเลสๆ กิเลสมันขับถ่าย ไอ้พวกทุกข์ๆๆ นั่นน่ะมันขับถ่ายสิ่งที่เหตุให้เกิดทุกข์ไว้บนหัวใจ แล้วทุกข์ จะว่าทุกข์น่าดูเลย แต่ทุกข์มันก็จบไปแล้วไง มันเป็นอดีตไปแล้วไง มันเป็นอาการไง มันหายไปแล้วนะ มันก็อยู่ในขั้นของกฎอนิจจังนี่แหละ อนิจจังเพราะอะไร

อนิจจังเพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง เพราะมันมีสสารไง มันมีของมันอยู่แล้วใช่ไหม มันก็เกิดดับๆ นี่ไง แล้วก็อธิบายกันเป็นเชิงวิชาการซับซ้อนยอดเยี่ยม

นี่ไง แล้วมันก็เข้ากับหลวงปู่ดูลย์ ความคิดทั้งหมด ความคิดทั้งหมดที่คิดได้ระลึกได้ ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย ผลของสมุทัยเป็นทุกข์

นี่ไง เราทำความสงบของใจเข้ามา ครูบาอาจารย์ของเรา ครูบาอาจารย์ของเราให้ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจมันสงบแล้ว ถ้าสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ สงบแล้วคือเห็นทุกข์แล้ว เห็นชั่วครั้งชั่วคราว เห็นแล้วมันก็หลุดไม้หลุดมือไป

การเห็น การค้นคว้า การเห็นกาย การเห็นเวทนา การเห็นจิต การเห็นธรรม การเห็นทุกข์ นี่ลาภอันประเสริฐ เพราะเราเห็นเจ้าหนี้ เราเห็นตัวตนของมันไง ถ้ามันเห็นขึ้นมา เกิดขึ้น มันจะเข้าไปสู่ไตรลักษณ์ไง สู่อนัตตาๆ อนิจจัง อนัตตา

เขาบอก อนิจจัง อนัตตามันเหมือนกัน

โลกคิดอย่างนั้นน่ะ โลกคิดอย่างนั้น คนไม่รู้จักแล้วไม่เคยเห็น แต่ถ้าคนรู้จักนะ ไอ้นิพพานเป็นอัตตา เป็นอนัตตานี่จบ นรกสวรรค์นี่จบ นี่ไง โลกียะ โลกุตตระจบ มึงไม่ต้องไปให้ชื่อมันหรอก มันเป็นโดยข้อเท็จจริงในตัวของมัน มันเป็นจริงในการกระทำนั้น ไม่ต้องไปให้ชื่อให้เสียง การให้ชื่อให้เสียงมึงตั้งให้ทั้งนั้นน่ะ มันไม่เป็นความจริง

ถ้ามันเป็นความจริงนะ เวลามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

เวลาเกิดขึ้น เวลาที่เขาพูดไง “สมาธิเป็นตัวตนนะ สมาธิเป็นตัวตนนะ” เกิดขึ้นไง เพราะอะไร เพราะธรรมะมันทำลายตัวตนไง มันทำลายอีโก้ ทำลายการยึดมั่นถือมั่นในใจของเราไง ถ้าไม่เป็นตัวตนก็ไม่ได้ไปชำระมันน่ะสิ คำว่า “เป็นตัวตน” นะ เป็นตัวตนเป็นที่ให้เห็นไง

นี่เขาบอกว่า สมาธิไม่สำคัญๆ ทำความสงบไม่สำคัญ

เออ! เรื่องของเอ็ง มันเป็นไปไม่ได้

แล้วเขาตบท้ายนะว่า สมาธิจะเกิดขึ้นต่อเมื่อใช้ปัญญาไปแล้ว

เอาสมาธิไปตบท้ายไว้ข้างหลังนู่นน่ะ แต่ความจริงสมาธิเป็นบาทฐาน เป็นจุดเริ่มต้น เป็นจุดเริ่มต้นเพราะอะไร เพราะภวาสวะไง สมถกรรมฐานไง ฐานที่ตั้งแห่งการงาน เราจะทำงานไง

งานนะ โบราณของชาวพุทธเขากราบไหว้พระไตรลักษณ์นะ โบราณเขาถือเรื่องพระไตรลักษณ์ เขาถือเรื่องอนัตตา เขาว่าพระไตรลักษณ์ ใครเห็นพระไตรลักษณะ นี่สำคัญมาก เพราะอะไร เพราะมันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกไง มันเป็นสมบัติของหัวใจดวงนั้นไง มันเป็นสมบัติของหัวใจ มันเป็นการแก้กิเลสของบุคคลคนนั้นไง

ถ้าบุคคลคนใดเป็นผู้รู้ผู้เห็น บุคคลคนนั้นเป็นผู้ชำระล้าง บุคคลคนนั้นเป็นผู้สำรอก บุคคลคนนั้นเป็นผู้ดับกิเลสในใจของตนไง มันถึงเป็นปัจจัตตังไง มันถึงเป็นสันทิฏฐิโกเฉพาะใจดวงนั้นไง แล้วมันไม่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มี เพราะอะไร เพราะเป็นธรรมเหนือโลกไง เหนือวัฏฏะไง เหนือการเกิดการตายไง

สิ่งที่เรายังพูดถึงเรื่องการเกิดการตาย ก็เข้าโรงพยาบาล มึงก็ตาย ก็ห้องดับจิตนั่นน่ะ เดี๋ยวเขาก็เอาศพไปเผา เดี๋ยวสัปเหร่อก็เผาให้ แล้วจิตวิญญาณก็ไปต่อ นี่การเกิด การตาย โลกวิทยาศาสตร์เห็นไง ใครๆ ก็รู้ ใครๆ ก็เห็นไง แต่มันถอนกิเลสไม่ได้หรอก เพราะกิเลสมันอยู่ลึกกว่านั้น

นี่พูดถึงนะ สิ่งที่ว่าสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันเป็นอนิจจังทั้งสิ้น แล้วก็อธิบายกันเรื่องอนิจจัง มันเกิดดับเหมือนกัน แต่มันเกิดดับของสสาร มันเกิดดับของโลก มันมีของมันอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน แล้วเป็นอจินไตยด้วย โลกนี้เป็นอจินไตย

แต่ถ้าเป็นความจริงๆ นะ ความจริงพระไตรลักษณ์เกิดขึ้นเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ที่นี่ ถ้าตรัสรู้ที่นี่นะ สิ่งที่เกิดขึ้นๆ ไง อานาปานสติกว่ามันจะเกิดขึ้น เวลาเกิดขึ้น บุพเพนิวาสานุสติญาณเกิดขึ้นแล้วส่งออก ส่งออกย้อนอดีตชาติไป เวลาเกิดขึ้น จุตูปปาตญาณรู้ไปหมดน่ะ เวลาอาสวักขยญาณในหัวใจอันนั้นน่ะ แล้วพอหัวใจอันนั้น นี่มันถึงว่าเวลาสิ่งที่เกิดขึ้น ไตรลักษณะ สิ่งที่เป็นอาสวักขยญาณ ญาณที่ชำระล้างกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน

แล้วถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญาอีก ไอ้เรื่องภาวนามยปัญญาที่ว่าโลกุตตรปัญญาๆ ไม่มีหรอก เป็นไปไม่ได้หรอก

ในวงกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ของเราเวลาท่านสนทนาธรรม ท่านสนทนาธรรมกันอย่างนี้ เวลาเป็นความคิดความเห็นต่างๆ ไร้สาระ

มันเป็นประโยชน์นะ พูดถึงคำว่า “เป็นประโยชน์” เป็นประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธเรา เวลาชาวพุทธเรา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์อนุปุพพิกถา เทศน์ฆราวาส เขายังไม่รู้จักอะไรเลย ให้เขารู้จักเสียสละทานๆ มันสำคัญคือสดมภ์ของการปฏิบัติ คือหัวใจ ความรู้ความเห็นในตัวตนของตน

แล้วสิ่งที่เราก็เห็นเรื่องการเสียสละทาน เรื่องการถือศีล ไอ้นี่มันคือกิริยาทั้งนั้นน่ะ ความกิริยา กิริยาเข้ามาเพื่ออะไร กิริยาเข้ามาเพื่อหาใจของตนไง ถ้าจิตมันสงบเข้ามานะ พอจิตสงบเข้ามา โอ้โฮ! สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีๆ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี สมาธิทั้งนั้นน่ะ แล้วขั้นของปัญญาสำคัญมาก สำคัญเวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านให้อุบายไง

เวลาไปบวช เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ แล้วก็เอามาเถียงกัน เอามาโชว์กัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มันก็หนังตึงเดี๋ยวมันก็เหี่ยว เดี๋ยวมันก็เหี่ยวย่น เดี๋ยวตายไปน้ำเหลืองมันก็ไหล มันก็เป็นอนิจจังอยู่วันยังค่ำเพราะอะไร เพราะคิดโดยปุถุชนไง คิดโดยความเห็นของเราไง

แต่พอถ้าทำความสงบของใจเข้ามา การทำความสงบของใจเข้ามามันเอาชนะตนเอง การทำสมาธิคือการเอาชนะตนเอง เอาหัวใจของเราไว้ในอำนาจของเรา เราสั่งได้ อารมณ์สิ่งใดขึ้นมาเราปัดทิ้งได้หมดเลย เราปัดเราทิ้งถ้าสติปัญญามันดีไง ถ้าสติปัญญาไม่ดีมันปัดทิ้งไม่ได้

แล้วเวลาการปัดทิ้ง ปัดทิ้ง ปัญญาอบรมสมาธิ นี่ไง อันนี้ก็อนิจจัง มันยังไม่ไปไหนหรอก สิ่งที่ความรู้สึกนึกคิดมันอนิจจังทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าทำบ่อยครั้งเข้าๆ บ่อยครั้งเข้าจนมีความชำนาญของมันไง

เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านสอนไง เวลาคนฟังฟังร้อยแปด ถ้ากำหนดตามข้อกระดูก เราก็พิจารณากระดูก พิจารณากาย ไม่ใช่

ท่านพูดบ่อย หลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาท่านพูดเหมือนกันหมด คำว่า “เหมือนกันหมด” หมายความว่ามันผ่านขั้นตอนของมันมา มันรู้ว่าขั้นตอนไหนเป็นขั้นตอนเริ่มต้นใช่ไหม

เราไปวัดไปวาขึ้นมา เราไปทำทาน ทำทานขึ้นมาให้หัวใจมันผ่องแผ้ว ให้มันมีกำลังใจของมัน เราถือศีล เราจะทำความสงบของใจเข้ามา ให้ใจมันสงบเข้ามาเถอะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เห็นพุทธะคือเห็นหัวใจของเรา คือเห็นธาตุรู้ไง

มหายานบอก พุทธะอยู่ในทุกสรรพสิ่ง อยู่ในสัตว์ อยู่ในสัตว์เพราะมันมีชีวิตไง มันมีจิตวิญญาณไง พุทธะมีหมด แต่เวลาพุทธะมีหมดแล้วเห็นพุทธะตัวเองไหม ถ้าเห็นพุทธะตัวเองนะ ไม่กล้าเหยียบย่ำสมาธินะ เพราะอะไร ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะ นั่นคือพุทธะนะ พุทธะคือพระพุทธเจ้าในใจของเรา แต่ในการปฏิบัติเรายังไม่เริ่มต้น

เวลาเริ่มต้นนะ นั่นเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราเจอโดยข้อเท็จจริง เวลาเราเจอโดยข้อเท็จจริงมันมหัศจรรย์ไง มหัศจรรย์กว่าอารมณ์ว่างๆ ว่างๆ

อารมณ์ว่างๆ เวลาคนเขาไปพักผ่อนตามชายทะเล ตามภูเขา เขาก็ว่างๆ เขามีความสุขของเขานะ เขาว่างๆ ของเขา ว่างๆ มันก็เหมือนกันน่ะ มันต่างกันตรงไหน แต่ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ใจมันสงบนะ เวลาสถานที่ปฏิบัติอยู่ริมทะเล อยู่บนเขา ไอ้ริมทะเล บนเขา ไร้สาระ จิตใจมันสุขสงบมากกว่า

เราจะประพฤติปฏิบัติที่ไหนนะ ที่มีความทุกข์ความยาก มันยิ่งชัดเจนนะ เวลาเราปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นอารมณ์ของเรา ฟังสิ คำว่า “ยึดมั่นถือมั่น” ยึดมั่นถือมั่นมันเป็นอารมณ์ เราไปยึดมั่นถือมั่นความทุกข์หรือ

ก็ยึดมั่นจริงๆ เพราะมึงโง่ เราจะไปยึดมั่นทำไม เราก็รู้อยู่แล้วมันเป็นความทุกข์ สัญญาอารมณ์เป็นความทุกข์ ความเจ็บช้ำน้ำใจทั้งนั้นน่ะ แล้วบอกว่าเรายึดมั่นถือมั่น เราเป็นคนฉลาดนะ เราปรารถนาความสุขนะ เราจะคิดแต่เรื่องดีๆ เราไม่คิดเรื่องความทุกข์นะ แล้วเอ็งยึดมั่นถือมั่นหรือเปล่า ไม่ ไม่แล้วมันเกิดได้อย่างไรล่ะ

การเกิดของมันนั่นน่ะเห็นไหม ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีที่มาที่ไปทั้งนั้นน่ะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เลื่อนลอย แล้วเวลามันเกิด มันเกิดที่ไหนล่ะ มันก็เกิดบนข้อมูล บนใจของมึงนั่นแหละ

สัญญาในขันธ์ ๕ กับสัญญาในปฏิจจสมุปบาท

สัญญาในขันธ์ ๕ คือสามัญสำนึกของมนุษย์ที่เรารู้กัน อายตนะ ความสัมผัส มันเป็นความปกติของมนุษย์ไง แต่ถ้าจิตมันสงบลงไปๆ เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดไง ทุกคนมันต้องมีที่มาที่ไป อวิชชาที่เราว่าอวิชชาๆ อวิชชามันมาจากไหน ไอ้ความไม่รู้ ไอ้เจ้าวัฏจักรมันมาจากไหน

หลวงปู่มั่นเฉลย อวิชชาเกิดบนฐีติจิต เกิดบนจิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้เป็นที่อยู่ของอวิชชา อวิชชาถึงครองสามโลกธาตุ ครองวัฏจักรจากหัวใจของพวกเอ็งไง

นี่ถ้าพูดถึงอนัตตาๆ นะ เวลาเราศึกษาธรรมะก็ศึกษาธรรมะ เวลามีอุดมการณ์อยู่กับความเท็จ ทั้งๆ ที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เป็นความจริงในเนื้อหาสาระของเขา แต่ด้วยอุดมการณ์ที่เป็นความเท็จ เพราะมันเท็จ ใจมันเท็จ มันไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น มันก็บิดเบือนให้ตามความพอใจของความเป็นเท็จนั้น

แต่หลวงปู่มั่นมีอุดมการณ์ แล้วสัจธรรมทำความจริงขึ้นมาในใจของตน ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แล้วความจริงเปรียบเทียบได้

ความจริงๆ ดูสิ หลวงตาพระมหาบัว มหาเขียน ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคทั้งนั้นน่ะ ไม่มีใครคัดค้านได้เลยล่ะ แล้วเวลาหลวงตากับครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นมหา มหาเส็ง ปุสโส ๖ ประโยค ไปอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่กล้าพูดเรื่องบาลีนะ

เวลาหลวงตาท่านพูดเลย เหมือนนักภาษาศาสตร์ไม่กล้าพูดภาษากับเจ้าของภาษาเขาน่ะ เจ้าของภาษาเขา เขารู้ถึงวัฒนธรรมประเพณีที่มาของมัน รู้ถึงว่าภาษานี้มันเกิดขึ้นมาจากคำไหน ไอ้เราไปจำของเขามา แล้วก็มาอวดรู้ว่ากูนี่ แหม! กูเก่งอักษรศาสตร์ บาลีสันสกฤตรู้หมด รู้จำ มีอุดมการณ์กับความเท็จ

เวลามีอุดมการณ์กับความจริง หลวงปู่มั่น เวลาหลวงตาท่านพูดนะ ถ้าการแปลโดยทางวิชาการมันกลัวผิดกลัวพลาด กลัวว่ามันจะผิด มันสมาส มันไม่เข้ากัน มันไม่เป็นไป แต่เวลาหลวงปู่มั่นแปลมาท่านบอก อู้ฮู! ถ้าเราแปล ไม่ได้ขี้ตีน ว่าอย่างนั้นเลย แต่เวลาท่านแปลของท่านออกมา ท่านบอกเลยนะ หลวงปู่มั่นแปลบาลีมาตีหัวกิเลส ตีหัวอวิชชา นี่ไง ที่เกิดจากฐีติจิต

คำว่า “ฐีติจิต” พวกเรานะ พวกเราเหมือนส้ม ส้มมันมีเปลือกใช่ไหม ไอ้เราบอกว่ามีฐีติจิต มีไหม มีอยู่ที่แกนส้มนั่นน่ะ แต่เรามีเนื้อส้ม มีเม็ดส้ม มีใยของส้ม มีเปลือกส้ม แล้วบอกมีฐีติจิต...ไม่ใช่ เปลือกส้ม จิตสามัญสำนึก มึงไม่เคยเห็นหรอก มึงไม่รู้จักจิตมึงหรอก

มึงจับแต่ส้มทั้งใบ โอ้โฮ! นี่จิตเดิมแท้ๆ แล้วก็เลยงงนี่ไง เพราะมันไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น มีอุดมการณ์กับความเท็จ ความเท็จที่มันบิดมันเบือน มันแปลของมัน ทั้งๆ ที่ธรรมะจริงนะ ทั้งๆ ที่ธรรมวินัยของจริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ

เวลาผู้ที่มีอุดมการณ์กับความจริง อุดมการณ์กับความจริงมันอันเดียวกัน การประพฤติปฏิบัติมันเป็นสิ่งเดียวกัน เวลามันซาบซึ้งหัวใจ มันเคารพบูชาอย่างนั้นน่ะ นี่มีอุดมการณ์กับความจริง

ทีนี้ความจริงของครูบาอาจารย์เรา ความจริงท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้ว ท่านเสียเวลามาแล้ว เห็นไหม หัวใจเราเหมือนกลอยผลหนึ่ง กลอยผลหนึ่งกว่าจะกินได้ กว่าจะใช้ได้ เราก็ไปแช่น้ำ เราก็ไปล้างพิษของมันใช่ไหม

นี่ก็เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ของเราใช่ไหมท่านก็บอกเลย พยายามทำความสงบของใจเข้ามาๆ ไอ้พวกเราไม่พอใจ กลอยก็จะกิน ต้องทำเดี๋ยวนี้ ต้องเป็นปัจจุบัน กินเสร็จแล้วมันก็เมา ดิ้นพราดๆ อยู่นั่นน่ะ มันกินเข้าไปแล้วมันยังไม่รู้เลย บอก อู้ฮู! กลอยนี้แสนอร่อย กินแล้ว แหม! สุขภาพดี

มันเป็นพิษ ดิ้นพราดๆ อยู่นั่นเพราะอะไร

เพราะจิตมันเป็นนามธรรม คำว่า “ดิ้นพราดๆๆ” เพราะเรามีร่างกายของความเป็นมนุษย์ เพราะมันมีสารพิษ แต่ความเห็นผิด ความเป็นเท็จ มันเป็นนามธรรมในหัวใจนั่นน่ะ มันดิ้นพราดๆๆ

ดิ้นพราดๆ ตรงไหน

ดิ้นพราดๆ ตรงที่ว่าใครทำไมไม่เห็นความจริงของกูวะ ทำไมไม่เห็นมีใครเชื่อกูเลยวะ นี่มันดิ้นพราดๆ

แต่หลวงปู่มั่นไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ท่านอยู่ในป่าในเขาของท่าน กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมมันหอมทวนลม บอกเทวดา อินทร์ พรหมมาฟังเทศน์

เขาบอกว่าไม่มีหรอก เป็นตัวๆ ไม่มี มันไม่มี อะไรมันไม่มีหรอก

นี่ไง อุดมการณ์กับความเป็นเท็จ ความรู้สึกไม่มีหรือ ความรู้สึกของคนฆ่าทำลายได้ไหม ความรู้สึกของคนฆ่าทำลายไม่ได้ เวลาตายไปแล้วความรู้สึกมันก็ยังมีของมันอยู่ สิ่งที่ความรู้สึกมันมีของมันอยู่

สิ่งที่ความรู้สึกมันมีของมันอยู่ กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กันน่ะ มันทำกรรมดีและกรรมชั่ว มันฝังไปในใจดวงนั้นไง ในชาติปัจจุบันนี้เราทำสิ่งใดเราจำได้เพราะมีสัญญา สัญญานี้มีกายกับจิต มันสื่อสารเข้าไปเก็บข้อมูลไว้ในจิต เวลาตายไปปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิต อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ นั้นคือข้อมูลอย่างละเอียด ข้อมูลอย่างละเอียดที่ว่ามันข้ามภพข้ามชาติ

ฉะนั้น ทำบุญกุศลมันข้ามภพข้ามชาติที่ว่าเป็นทิพย์สมบัติๆ มันย่อยละเอียดไปอันนั้น แต่เวลาคนไปเกิดใหม่มันก็จำไม่ได้แล้ว เพราะมันอยู่ที่ฐีติจิต แต่เวลาเกิดแล้ว เราเกิดมาเราเป็นเหมือนผลส้ม มันมีสิ่งที่บังไว้นะ ตั้งแต่เนื้อส้ม น้ำส้ม ผิวของส้ม ใยของส้ม แล้วยังมีเปลือก เปลือก เปลือกคลุมมันอีก หาไม่เจอหรอก แล้วก็งงนะ มีอุดมการณ์กับความเป็นเท็จ

ถ้ามีอุดมการณ์กับความเป็นจริง อุดมการณ์กับความเป็นจริงนะ ไม่ต้องไปดิ้นพราดๆๆ รู้ถูกรู้ผิด เจ็บช้ำน้ำใจ การประพฤติปฏิบัติล้มเหลวแล้วล้มเหลวเล่า ไม่ต้อง หลวงปู่มั่นท่านรับผิดชอบให้ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หรือบริกรรมพุทโธๆๆ ไป เข้าถึงแกนของเรา เข้าถึงความสงบของเรา เข้าถึงพุทธะของเรา เห็นไหม

สิ่งที่ว่าพุทโธๆ มันก็อนิจจังทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร มันก็เกิดดับ มันก็เป็นสสาร เพราะอะไร เพราะเรามีชีวิตไง เรามีไออุ่น มีพลังงานกับเวลาหนึ่งอายุขัย สิ่งนี้มันก็เป็นสสาร เพราะเป็นโอกาส นี่ไง การเกิดของเราถึงมีคุณค่าไง

เกิดมาร้อยปีก็มีการทำดีทำชั่วได้ร้อยปี คนที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ สิ่งที่มีชีวิต การเคลื่อนไหวได้ใช่ไหม มีการกระทำได้ แก้ไขความเห็นผิดเห็นถูกได้ไง ถ้ามันมีสติปัญญา มีสัมมาทิฏฐิความเห็นที่ดีงาม ให้มีอุดมการณ์ แล้วหาครูบาอาจารย์ที่เป็นความจริงไง ไม่ใช่มีอุดมการณ์แล้วหาอาจารย์ที่เป็นความเท็จ

ความเท็จนะ เราใช้ว่าความเท็จ แต่ความจริงมันเป็นความชั่วร้าย ความชั่วร้ายของใจดวงนั้น แล้วยังชั่วร้ายไปดิ้นพราดๆ

เราไม่เคยเห็นผู้มีคุณธรรมนะ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเขาจะเริ่มสงบ เริ่มนิ่ง ไม่มีดิ้นพราดๆ กลัวไม่มีใครรู้จัก โอ้โฮ! มันดิ้นพราดๆ เพราะความเป็นเท็จไง เพราะไม่รู้จักไง ถ้าเป็นความจริงแล้วสงบหมด มันสงบตรงไหนรู้ไหม

มันสงบว่า คนที่รู้จักเห็นกิเลสตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ มันจะรู้จักกิเลส พอรู้จักกิเลสแล้ว เวลาหลวงปู่มั่น เวลาหลวงตาท่านบอกเลย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของมนุษย์ กิเลสนะ มันทำให้ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ ทำให้มีการฉกการฉวย การทำลายกัน กิเลสมันร้ายนัก แล้วสิ่งที่กิเลสในใจของเขาถ้ามันมืดมันบอด มันจะฟังเราหรือ

สิ่งที่มันจะฟังเราอยู่บ้างก็คนที่ใฝ่ดี คนที่ทำดี มันรู้จักกิเลสของคน มันไม่ดิ้นพราดๆๆ จะให้ใครมาเชื่อมันหรอก เพราะเขาเคารพสิทธิ เคารพความคิดของบุคคลอื่น เคารพถึงหัวใจของเขาที่เขามีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน เว้นไว้แต่สายบุญสายกรรมที่เห็นแล้วมันปิ๊ง มันยอมรับ อันนั้นก็เป็นอำนาจวาสนาอันหนึ่ง เห็นไหม

นี่พูดถึงว่าวันนี้วันพระ ขยายความว่า ผู้ที่มีอุดมการณ์และมีความจริง ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ความจริงแท้ ความจริงแท้มันเป็นอัตตสมบัติ เป็นธรรมธาตุกับใจดวงนั้น เอวัง