เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๗ พ.ย. ๒๕๖๒

เทศน์เช้า วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะนะ ฟังธรรมๆ มันธรรมโอสถๆ ไง ธรรมโอสถต่อเมื่อหัวใจมันได้ดื่มกินไง แต่นี่หูมันฟังอยู่ มันเข้าไม่ถึงใจไง

เวลาหลวงตาท่านสอนไง เวลาพูดนะ พูดจนชินปาก แต่ใจมันด้าน ใจมันด้านไง

เพราะใจมันด้านมันเข้าไม่ถึงไง ถ้ามันเข้าไม่ถึงนะ มันไม่สะเทือนหัวใจหรอก แต่ถ้าธรรมโอสถถ้ามันสะเทือนหัวใจขึ้นมานะ ธรรมโอสถๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ สัจธรรมนี้สุดยอด มันเป็นสัจธรรมที่ใครๆ ก็ไปบิดเบือนมันไม่ได้

แต่เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่นี่ ที่มันยังเหลวไหลกันอยู่นี่ ธรรมปฏิรูป คือมันทำตามความพอใจของตนไง ถ้าทำตามความพอใจของตนก็เป็นธรรม ถ้ามันขัดแย้งใจของเราไม่เป็นธรรม

แต่หลวงตาท่านไม่พูดอย่างนั้น หลวงตาบอกว่า นั่นน่ะเป็นกิริยาของธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบสัจธรรมอันนี้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมมีรัตนะ ๒ มีพระพุทธกับพระธรรม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ แสดงธรรมๆ ขึ้นมา สิ่งที่เป็นวิธีการนั่นแหละ เป็นกิริยา เป็นอาการของธรรมๆ เวลาแสดงธรรมขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีปฏิกิริยาในหัวใจนั้นน่ะ ธรรมโอสถๆ มันสะเทือนหัวใจอันนั้นน่ะ

เวลามันสะเทือนหัวใจอันนั้น “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” พอรู้แล้วมันรู้ในหัวใจไง มันไม่ได้รู้ที่ความจำ ไม่ได้รู้ที่สัญญา ไม่ได้รู้ที่วิชาการ ไม่ได้รู้ที่วิเคราะห์วิจัย ไม่ได้รู้ที่พูดเก่ง ไม่ใช่

มันรู้ มันรู้ขึ้นมาในหัวใจไง นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

ถ้าปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เธอทำอะไรกันอยู่ วันคืนล่วงไปๆ ถ้าวันคืนล่วงไปๆ วันคืนล่วงไป วันเวลานี้มีค่ามาก

มีค่ากับธนาคาร ดอกเบี้ยมันฟื้นฟู มันเฟื่องฟูเต็มที่ วันเวลาน่ะ เวลามันผ่านไปๆ เวลาเด็กน้อยไร้เดียงสา เราก็อุ้มชูมันมา ดูแลมันมา เวลามันโตขึ้นมา วันเวลามันผ่านไปๆ นะ เวลาผ่านไป เราปากกัดตีนถีบเพื่อเลี้ยงชีพของเราๆ นี่การเลี้ยงชีพ

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การเกิดนี้เป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐ การเกิดเป็นมนุษย์นี้มีอริยทรัพย์ มีคุณค่ามาก

แต่เราก็เกิดเป็นมนุษย์กันน่ะ เฮ้ย! ทำไมมันทุกข์ขนาดนี้วะ คนเกิดเป็นมนุษย์ทุกข์ยากมากนะ ความทุกข์ความยาก ปากกัดตีนถีบ เราพยายามทำของเราไง ถ้าทำของเรานะ เวลามันทุกข์มันยากนะ มองไปดูสิ คนไร้บ้านอยู่ข้างถนนน่ะ แล้วคนที่ไร้บ้านเขาเป็นเถ้าแก่เก่าก็เยอะแยะไป

เราเคยเห็นเขาไปสัมภาษณ์คนไร้บ้าน เขาบอกเขาเคยมีธุรกิจของเขา แล้วมันล้มลุกคลุกคลาน มันเสียหายไป เขาเลยกลายเป็นคนไร้บ้าน

คนไร้บ้านเขาผ่านประสบการณ์ชีวิตของเขามานะ เขาเคยเป็นผู้ที่มีเงินมีทอง แต่เขาทำความผิดพลาดในธุรกิจของเขา กลายเป็นคนไร้บ้าน เป็นคนไร้บ้านๆ เขาอยู่ตามริมทาง

มองอย่างนั้นแล้วก็มองถึงชีวิตเราไง ถ้ามองถึงชีวิตเรา เรายังมีบ้านมีเรือนนะ ถึงจะเช่าเขาอยู่ ถึงจะเป็นกระต๊อบห้องหอ มันก็เป็นของเรา เราก็มีที่คุ้มหัวน่ะ

สิ่งที่ทำมาปากกัดตีนถีบเพื่อมาเลี้ยงชีพๆ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเลี้ยงหัวใจไง

ถ้าหัวใจ หัวใจที่เป็นธรรมๆ นะ ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนา บวชเป็นพระสิ ภิกษุบวชมาแล้ว สิ่งที่ว่าเอ็งต้องปากกัดตีนถีบปัจจัยเครื่องอาศัย นั่นน่ะเราอาศัยสังคมเขา บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

อุบาสก อุบาสิกาที่ดีงามเขาแสวงหา เขาต้องการของเขาอยู่แล้ว มันขาดแต่คนจริงเท่านั้นแหละ มันขาดแต่คนที่จะเอาจริงเอาจังขึ้นมาในหัวใจอันนั้นไง

แล้วถ้าเราบวชมาเป็นภิกษุ บวชเป็นนักรบ รบกับกิเลสของตน คนที่เขาจะเชิดชูบูชา เขาจะส่งเสริมมากมายมหาศาลจนล้น

หลวงตาท่านบอก เป็นภาระๆ

เวลามาถวายทาน ส่วนใหญ่ท่านไม่ค่อยรับหรอก ถ้ารับเสร็จแล้ว ตอนหลังพอมาโครงการช่วยชาติฯ เปิดคลังไว้เลย วันๆ หนึ่งรถตู้ของโรงพยาบาล ๑๖ คัน ๑๘ คันเข้ามาขนทุกวันเลย เห็นไหม มันเป็นภาระ เป็นภาระที่เราจะแจกจ่าย มันเป็นภาระที่เราจะสร้างประโยชน์ขึ้นมา

นี่พูดถึงวัตถุนะ เรื่องของที่เราปากกัดตีนถีบกันอยู่นี่ ที่เราแสวงหามาเพื่อความมั่นคงของชีวิตนี้ แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราว่าเป็นภาระ

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาไง

วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เธอทำอะไรอยู่

เช้าขึ้นมาพระอาทิตย์ขึ้น แล้วพระอาทิตย์ตก เรายังแข็งแรง เรายังทำสิ่งใดได้ เราก็นอนใจ

เราเห็นคุณค่ามาก วันเวลา เห็นคุณค่าเพราะอะไร เห็นคุณค่าเวลาคนป่วยไง เวลาคนติดเตียง เวลาคนจะสิ้นอายุขัย วันเวลามีค่ามาก แค่หายใจเข้าและหายใจออก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า “เธอระลึกถึงความตายวันละกี่หน”

เวลาระลึกถึงวันตายนะ ปีหนหนึ่ง เดือนหนหนึ่ง วันหนหนึ่ง

ท่านบอกช้าไป ต้องระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ระลึกถึงวันตายทุกลมหายใจเข้าออก

นี่พูดถึงนักบวชแล้ว นักรบแล้ว เราเป็นฆราวาสยังไม่ต้อง

เป็นฆราวาสบอก “อู๋ย! อะไรก็ยุ่งยากไปหมด อะไรก็ลำบากไปหมด ทุกอย่างลำบากไปหมดเลย”

ความลำบากหรือความอุดมสมบูรณ์มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน เวลาคนมีบุญเกิดๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด ย่างได้ ๗ ก้าว แล้วมีดอกบัว ๗ ดอกรองอยู่น่ะ

เขาว่ามันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปได้อย่างไร

นกมันบินได้ สิ่งที่บินได้ คนที่มีบุญมันเป็นหนคราวหนึ่ง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ มาฆบูชา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑,๒๕๐ องค์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ๘๐,๐๐๐ องค์ ๘๐,๐๐๐ องค์เพราะท่านอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ท่านสร้างสมบุญญาธิการของท่านมา

แล้วทุกองค์จะมีเหตุการณ์อย่างนี้หนหนึ่ง ยมกปาฏิหาริย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทุกๆ พระองค์จะได้แสดงให้เห็นสัจจะให้เห็นความจริง นี่มันเป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้า มันเป็นธรรมดาของคนที่สร้างบุญกุศลมามากมายมหาศาล ความมากมายมหาศาลมันเป็นทิพย์ เป็นสิ่งที่เห็นได้

แต่ทุกคนบอก จะพูดเป็นวิทยาศาสตร์ไง นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่มี นั่นก็ไม่จริง ไม่มีอะไรจริงสักอย่างหนึ่งเลย เวลาวิเคราะห์วิจัยไปแล้วก็ชาตินี้ชาติสุดท้าย มีชาติเดียวเท่านั้นน่ะ สิ่งมีชีวิตมันจะเกิดอีกไม่ได้ๆ

แต่เวลาภาวนาไป บุพเพนิวาสานุสติญาณ วิชชา ๓ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาระลึกชาติตั้งแต่พระเวสสันดรไป จุตูปปาตญาณ จิตที่มันไม่เคยตาย เวลามันต้องไปเกิดอีกของมันน่ะ นี่ไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สัจจะเป็นความจริงอยู่แล้ว มันจริงล้านเปอร์เซ็นต์ แต่เพราะเราไม่มีวุฒิภาวะจะรู้ได้ เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็พยายามเอาวิทยาศาสตร์ไปเปรียบเทียบ พอวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบ มันจะเป็นไปได้อย่างไร สิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตมีชีวิตอย่างไร

แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะที่ว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณ ไม่มีต้นไม่มีปลาย มันก็พัฒนามาตั้งแต่นั่นน่ะ แล้วมันพัฒนาขึ้นมาแล้วมาเป็นจิตเดิมแท้ พอจิตเดิมแท้ มันมีเวรมีกรรมของคนแต่ละบุคคลไง เวลาเวรกรรมของแต่ละบุคคล สายบุญสายกรรมมันพาดพิงกันแน่นอน ถ้าพาดพิงแน่นอน ถ้ามันส่งเสริมกัน มันเป็นคุณงามความดีต่อกัน มันก็มีคุณค่าต่อกัน แต่ถ้ามันมีบาป มีเวรกรรมต่อกันนะ มันทำให้สะเทือนใจแน่นอน ถ้าทำให้สะเทือนใจแน่นอน เห็นไหม

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

การไม่จองเวร ไม่จองเวรจองกรรมใดๆ ทั้งสิ้น เราบำรุงรักษา เราเสียสละ เราทำให้มันสมบูรณ์ในภพในชาตินี้ ถ้ามันมีเวรมีกรรมต่อกันมากน้อยแค่ไหนก็เสียจากตามเวรตามกรรมนั้น แล้วเราก็มีสติปัญญาเข้ามาที่หัวใจของเรานี่ไง หัวใจของเราไม่ให้มันทุกข์มันยากไปกับมันไง

ถ้ามันทุกข์มันยาก เพราะมันเป็นสัจจะเป็นความจริงแน่นอน เป็นผลของวัฏฏะๆ ผลของวัฏฏะคือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแล้วแต่เวรแต่กรรมที่มันประสบพบกัน

เวลาประสบพบกัน พบกันแล้วเหมือนสวะ ลอยไปตามแม่น้ำแล้วมาพบกัน แล้วก็แยกจากกันไป นี่ก็ชาติหนึ่งเรามาพบกัน พบกันแล้ว สิ่งที่มันมีเวรมีกรรมต่อกันบังคับให้เรามาเผชิญหน้าต่อกัน เวลาเผชิญหน้าต่อกัน เราจะสร้างคุณงามความดีต่อไปหรือเราจะสร้างเวรสร้างกรรมต่อไป

ถ้าสร้างคุณงามความดีต่อไป เราเสียสละ เราทำเพื่อคุณงามความดี จะมีเวรมากน้อยแค่ไหน จะเป็นสิ่งที่มีบุญกุศล เราก็ส่งเสริมกันไป จะเป็นบาปอกุศล เราก็เสียสละไป แล้วรักษาหัวใจของเรา

แต่ในปัจจุบันนี้โลกเจริญๆ โลกเจริญขึ้นมา เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มนุษย์โง่กว่าสัตว์ โง่กว่าสัตว์เพราะอะไร สัตว์มันมีอิสรภาพของมันตามธรรมชาติของมันในป่าในเขา

มนุษย์ต้องสร้างกติกาขึ้นมา เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์เอารัดเอาเปรียบกัน เวลาตั้งกติกาขึ้นมา โซ่ตรวนที่มันจะมารอนสิทธิ์ รอนสิทธิ์ของเราไง ถ้ารอนสิทธิ์ของเรา ในปัจจุบันนี้มันมีกฎหมาย สิ่งใดที่มันทุกข์มันยาก มันผิดพลาดสิ่งใด เอาปัจจุบันธรรม เอาปัจจุบัน

บอก “โอ๋ย! เราเป็นหนี้เวรหนี้กรรม ให้เขาไปเลย”

ไม่ใช่ ถ้ามันผิดพลาด มันมีการฉ้อโกงกัน มันก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย ถ้ากฎหมาย มันสิ้นสุดตามกฎหมายแล้ว สิ่งต่างๆ แล้วจบ เออ! เราได้ทำหน้าที่ของเราแล้วในปัจจุบันนี้ไง ในปัจจุบันชาติ

เวรกรรม เวรกรรมมันมีแน่นอน แล้วใครรู้

หลวงปู่ตื้อพูดเลย ใครมาถามเรื่องอดีตชาติยิ่งดึกดำบรรพ์ยิ่งดี เพราะอะไร เพราะถ้าพันปีที่แล้วมึงไม่รู้หรอก

ไอ้พวกที่มาอวดว่าชาติที่แล้วๆ

ชาติที่แล้วมันมีอยู่จริง มันเป็นสัจจะเป็นความจริง แต่เขาเก็บไว้ในใจไง เขาเก็บไว้ในใจ เขาไม่เอามาหากินกันหรอก เขาไม่เอามาพูดเพื่อผลประโยชน์ของตนหรอก

มันเห็นแล้วมันสังเวช เห็นอดีตชาติที่รุ่งเรืองมา ทุกข์ยากมา เห็นแล้วน้ำตาตกนะ เห็นในหัวใจที่น้ำตาตก

ไอ้ที่พูดพร่ำๆๆ อันนั้นเอาไว้เชิดชูบูชาตัวเอง อยากจะออเซาะฉอเลาะให้เขาเคารพคุณงามความดี

ไม่ใช่ คุณงามความดี ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ทุกข์ในหัวใจของเขา ทุกข์มากทุกข์น้อยมันเป็นสัจจะเป็นความจริง ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันเป็นอริยสัจอยู่แล้ว

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งที่เป็นอนิจจังคือเป็นวิทยาศาสตร์ สิ่งที่โลกนี้มีอยู่ สสารนี่อนิจจัง มันอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป แล้วถ้าเป็นอนัตตาๆ

อนิจจัง เพราะมันอนิจจังใช่ไหม เราถึงได้ทุกข์ใช่ไหม เพราะสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเรา สมมุติหมด มันแปรสภาพของมันตลอดเวลาใช่ไหม มันเป็นหัวโขนใช่ไหม เรามาเราทำหน้าที่การงานได้มากน้อยแค่ไหน เราก็ได้ตามสัจจะ ได้ความจริง ได้แต่เวรแต่กรรม แต่ความสามารถ แต่วิริยอุตสาหะ แต่ความเพียรของเรา นี่อนิจจัง โลกนี้มันเป็นสมมุติ มันต้องแปรสภาพไปเป็นธรรมดา

แล้วมันทุกข์ไหม

ทุกข์

พอทุกข์ขึ้นมา คนมีสติปัญญาขึ้นมา กำหนดทุกข์ขึ้นมา แล้วพยายามทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบแล้ว ใจสงบ ใจเป็นสัมมาสมาธิ เห็นไหม แล้วถ้าจิตเห็นอาการของจิต นี่เกิดขึ้น นี่มันจะเข้าสู่อนัตตาไง

ไอ้อนิจจังมันทำลายตัวตนไม่ได้หรอก อนิจจังมันเป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นให้เรารู้สัจจะความจริงไง ให้มันเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของมันไง สิ่งที่เป็นอนิจจังๆ เป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นวัตถุสสาร มันเป็นเรื่องโลกๆ ไง แต่จิตนี้มันก็ธาตุรู้ มันก็สสาร สสารที่เป็นนามธรรม สสารที่ละเอียด สสารที่คนที่มีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหนไง เพราะมันทุกข์

นี่เราเกิดมาแล้วไง อริยทรัพย์ เกิดเป็นมนุษย์มีคุณค่ามากนะ

ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด

ในบรรดาสัตว์สองเท้ามีสติมีปัญญาสามารถที่จะทำคุณงามความดีได้ แต่เวลาถ้ากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันทำความชั่วของมัน นี่เรื่องโลกๆ นี่อนิจจัง แล้วคนอนิจจังมันเป็นทุกข์ พอเป็นทุกข์ขึ้นมา คนมีวาสนาไหม มีวาสนานะ โลกนี้มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์เท่านั้น

นี่ไง ฝึกหัดภาวนาของเราๆ ถ้าฝึกหัดภาวนาของเรา ถ้าจิตมันสงบ ความคิดทั้งหมดทั้งหลายเป็นสมุทัย ผลของมันเป็นทุกข์

ทำความสงบของใจเข้ามา พอใจมันสงบแล้ว จิต เห็นอาการของจิต เป็นมรรค ผลของจิตเห็นจิตเป็นนิโรธ

หลวงปู่ดูลย์ชัดเจน พระอรหันต์พูดไม่มีผิดหรอก ชัดๆ

แต่เวลาคนที่มันไม่เคยปฏิบัติมันคิดแบบโลกไง คิดแบบอนิจจังไง พอมันคิดแบบอนิจจังคิดเป็นสสารนะ เพราะสสารในโลกนี้มันหมดไปจากโลกได้ไหม มันเปลี่ยนแปลงของมันตลอดเวลา นี่ธรรมชาติของมัน มันเป็นอนิจจัง แล้วมันก็จินตนาการ อนัตตา ไม่เป็นหรอก ไม่เห็นด้วย แล้วไม่เป็นด้วย แล้วพูดไป เห็นไหม

ธรรมะจะรู้ได้ต่อเมื่ออ้าปาก ถ้าอ้าปากแล้ว ถ้าคนเป็นนะ เราอยู่กับหลวงตา เราเก็บเล็กผสมน้อยนะ เวลาท่านพูด ท่านไปฟังเทศน์ของใครที่มันขัดหูขัดตานะ ท่านพูดหลังไมค์ไง ดูสิ พูดมาได้อย่างไร อย่างนี้ๆ มันผิดหมดน่ะ แต่มันผิดของผู้รู้จริงไง แต่มันถูกของเขา เขารู้ได้แค่นั้นไง เขาพูดในวงของอนิจจังนี่ไง นี่ไง สิ่งที่เป็นอัตตา อนัตตามันอยู่ในวงนี้ แล้วก็เถียงกันปากเปียกปากแฉะกันอยู่นี่

แต่ถ้าเป็นจริงแล้วไม่มีเถียง ธรรมะมีหนึ่งเดียว ไม่เถียงหรอก แล้วมันเป็นความจริงด้วย แต่เพราะคนที่จะพูดถึงความจริงได้มันต้องรู้จริงก่อน

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเขาไม่มีเหตุมีผลของเขา เขาจะเข้าถึงจุดนี้ได้อย่างไร ถ้าเขาไม่มีเหตุมีผล เขาจะรู้จริงของเขาได้อย่างไร ถ้าเขารู้จริงขึ้นมา พูดเมื่อไหร่มันก็เป็นความจริงไง ถ้าเป็นความจริงแล้ว อริยสัจมีหนึ่งเดียว

เวลาความคิดทั้งหลายทั้งหมด จะมีปัญญามากน้อยแค่ไหน จะสูงส่งขนาดไหน เทวดา อินทร์ พรหมขนาดไหน มันเป็นสมุทัยทั้งหมดเลย เกิดจากความคิด ผลของมันคือเป็นความทุกข์

ดูจิตๆๆ จนจิตเห็นอาการของจิต

จิตๆๆ จิตที่สงบระงับแล้ว จิตที่สงบระงับแล้ว สงบระงับแล้วถ้ามันทำของมันไม่ได้มันก็กาฝากอยู่นั่นแหละ มันทำไม่ได้มันก็อยู่กับโลกนี้ ปีนแล้วตก ปีนแล้วตกไง ขึ้นบันได ขึ้นแล้วตกๆ ขึ้นไม่ได้

แต่ถ้าพอมันจับบันไดของมันมั่นคงขึ้นมา มันจับของมันได้ มันรู้ตัวมันได้นะ จิตเห็นอาการของจิต เวลามันขึ้นไปบนบ้านแล้ว บันไดไม่จำเป็นต้องใช้ คนอยู่บนบ้านไม่แบกบันไดไว้บนคอ คนขึ้นบ้านได้แล้ว บันไดเขาไม่เอาขึ้นไปบนบ้านหรอก บันไดเขาเอาวางไว้นั่น

แต่ขึ้นอย่างไรล่ะ บันไดอะไรล่ะ หรือขึ้นลิฟท์

เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์เจริญนะ พยายามพูดจะปลดเปลื้อง พูดจะเอาว่าตัวเองถูก พูดว่าจะเอาตัวเองทำแล้วมันชอบธรรม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ โดยชอบ มันชอบในตัวของมันเอง ไม่ใช่โดยชอบแล้วต้องให้แก้ไขคนนู้น คอยชี้คอยแนะ ไม่ชอบ ถ้าตรัสรู้เองโดยชอบ บรรลุธรรมโดยชอบ เงียบ สนิท

เวลาคนแม้แต่แค่ทำสมาธินะ เวลาไปหาหลวงตาจะให้แก้ๆ พูดไม่ได้

“ไม่ต้องพูด เรารู้”

ความจริงนะ มันพูดไม่ได้หรอก ความจริง สมมุติบัญญัติมันแค่นี้ ความรู้สึก ความทุกข์ความยากของเราใหญ่โตขนาดไหน อธิบายจบไหม แล้วความรู้ในหัวใจที่มันลึกซึ้งกว่านั้นใครจะรู้ได้ แต่ผู้ที่มีบุญกุศลรู้ ถ้าไม่รู้ แก้กิเลสไม่ได้

ต้องรู้จริงเห็นจริง เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกในหัวใจทุกๆ ดวงที่เรามีชีวิต ไม่มีใครสูงกว่าใคร ต่ำกว่าใครในความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครสูงกว่าใคร ต่ำกว่าใครในทางหัวใจ มันจะสูงมันจะต่ำด้วยจริตนิสัย คือบุญกุศลที่ได้สร้างมามากน้อยแค่ไหน พวกเราถึงได้ขวนขวายกันไง

ฝรั่งมันมาดูนะ บอกคนไทยสร้างถาวรวัตถุเป็นสิ่งที่สิ้นเปลือง แต่หัวใจที่ยิ่งใหญ่ หัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่เขาทำเพื่อบุญกุศลในใจของเขา ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐินะ เป็นความถูกต้องดีงามนะ ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิที่เอามาหลอกเอามาลวงกัน

แต่ถ้ามันเป็นความจริงสัมมาทิฏฐิ สิ่งที่หัวใจเขายิ่งใหญ่ หัวใจเขายิ่งใหญ่ถึงสละสิ่งที่เป็นวัตถุที่เอ็งเห็นแล้วขาสั่นเลยน่ะ แต่ใจที่ยิ่งใหญ่เขาทิ้งหมด สละทานคือการทิ้ง ทิ้งไปไว้ในโลก ทิ้งไว้ให้กับพระพุทธศาสนา นี่หัวใจที่ยิ่งใหญ่

แต่เขาไม่วัดมูลค่ากันทางเศรษฐกิจ ไม่วัดคุณค่าทางนั้น ถ้าวัดคุณค่าทางเศรษฐกิจนั่นก็เป็นเรื่องของโลก แต่ถ้าวัดมูลค่าของธรรม ชีวิตนี้มีค่ามาก แล้วชีวิตนี้เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง