เทศน์เช้า วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๓
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดไง ลูกเกิดจากปาก เกิดจากการเทศนาว่าการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อสัตว์ขนสัตว์ เวลาโปรดสัตว์ เห็นไหม อุบาสก อุบาสิกาได้บรรลุธรรม บรรลุธรรม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปเทศนาว่าการ มีเหตุวิกฤตินะ อย่าทำพ่อฉัน อย่าทำพ่อฉัน พ่อของเขาคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปิดหัวใจของเขา เปิดหัวใจของเขาให้เห็นสัจธรรมอันนั้น
ถ้าเห็นสัจธรรมอันนั้น รื้อสัตว์ขนสัตว์ไง เราเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ สุวรรณสาม หาบพ่อหาบแม่ไว้คนละข้าง ในพระไตรปิฎกนะ เอาพ่อไว้ข้างหนึ่ง เอาแม่ไว้ข้างหนึ่ง ให้ถ่ายรดบนร่างกาย แล้วเช็ดถู เช็ดถู มันยังไม่ได้บุญเท่ากับ เห็นไหม เท่ากับพาพ่อพาแม่ไปวัด แล้วเปิดตาพ่อ เปิดตาแม่ได้ เวลาพ่อแม่ เวลามีลูกมีเต้าขึ้นมา ก็อยากให้ลูกมีความมั่นคง เวลาจะไปวัดไปวาขึ้นมา ถ้าลูกจะไปบวชให้บวชเป็นประเพณี ถ้าบวชเลยไม่ให้ แต่ให้ตามประเพณีนะ อยากพึ่งผ้าเหลือง อยากพึ่งผ้าเหลือง
นี่ไงเวลาเปิดตาพ่อเปิดตาแม่ได้ ถ้าเปิดตาพ่อเปิดตาแม่ได้นะ เวลาเลี้ยงกันเลี้ยงในชาตินี้ไง มันมีในพระไตรปิฎกมากมายเลย เวลาลูกหลานหรือพ่อแม่ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม แล้วมอง “เราได้มาจากใคร เราได้มาจากใคร” เราได้มาจากลูก ได้มาจากพ่อแม่ที่พาลูกไปวัด ได้จากลูกที่พาพ่อแม่ไปวัด เปิดหูเปิดตา พอเปิดตาขึ้นมา เวลาบุญกุศลไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม มันเลี้ยงข้ามภพข้ามชาติ เราเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้แต่ชาตินี้นะ ชาตินี้เรากตัญญูกตเวทีกับพ่อกับแม่ แต่ถึงเวลาเราทำบุญกุศล เห็นไหม เปิดตามันไปภพชาติต่อไปเลย
นี่พูดถึงว่าถ้าเป็นบุญกุศล แล้วถ้าเป็นธรรมะ ธรรมะนะ ธรรมะไม่ต้องเทศน์อะไรเลย คำขวัญวันเด็ก คำขวัญวันเด็ก เป็นธรรม เป็นธรรม ให้เด็กฉลาด ให้ชาติเจริญ อย่าไปยุ่งกับยาเสพติด แล้วมันทำหรือเปล่า ถ้าเป็นธรรมะ ธรรมะ คำขวัญวันเด็กนั่นน่ะ แล้วเราก็ได้มาทุกคนนะ เราเป็นเด็กมาก่อน เราก็ได้คำขวัญนั้นมา แล้วได้คำขวัญนั้น สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามไง
มีมากมายนะ เวลาครูสอนนักเรียน นักเรียนห้ามสูบบุหรี่ ครูมันดูดเฉยเลย ไอ้ครูก็นั่นน่ะสอนเขา ตัวเองยังดูดอยู่นั่นน่ะ แต่เด็กมันไม่กล้า เดี๋ยวมันโดนทำโทษ เด็กนี่กลัวมาก กลัวเวลาสอบตก มันขู่เลยนะ อย่าเถียงนะ เถียงเดี๋ยวให้ตก ตกน่ะกลัวมากไง
เวลาเราโตขึ้นมา สัจธรรมๆ คำขวัญวันเด็กนั่นแหละ คำขวัญวันเด็กที่เราให้แต่เด็กๆ ถ้าผู้ใหญ่ทำตามนั้น ถ้าผู้ใหญ่ทำตามนั้นนะมันทำไม่ได้ ถ้าทำตามนั้น เด็กเวลามันไร้เดียงสาไง เวลาจะโตขึ้นมาพ่อแม่บอกเลยมันอ่อนต่อโลก มันไม่ทันโลก เวลาเป็นสัจธรรม ความไร้เดียงสา สิ่งที่เป็นคำขวัญสัจธรรมอันนั้นเป็นความจริงทั้งสิ้น
แต่เด็กมันอ่อนต่อโลก เวลาแชร์ลูกโซ่ แชร์ลูกโซ่ เราเห็นเขาสัมภาษณ์กันนะ สัมภาษณ์กัน เขาโกงแชร์ลูกโซ่ โอนกันทำไม แล้วทำไมไม่เห็นข่าวหรือว่าเขาโกงกัน เห็น รู้ ติดตามหมด แล้วทำไมโอนให้เขาล่ะ ก็นึกว่าเราจะไม่โดนไง
มันรู้นะ มันมองไปทั่ว เขาโกง เขากิน เขาทำร้ายกัน เขาฉ้อฉลกัน เวลาตัวเองความโลภ ให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ ดีแต่เขาโกงแต่คนอื่น เขาไม่โกงเราหรือ เราเป็นคนดี ทุกคนต้องส่งเสริม มันอ่อนต่อโลก มันไม่เท่าทันโลก
ถ้ามันไม่เท่าทันโลก เห็นไหม เวลาเราฝึกเราสอนกัน เวลาสัจจะความจริง สัจจะความจริงอย่างนั้นน่ะ เวลาคำขวัญก็ไปเอาคำขวัญมาจากพระไตรปิฎก เอาคำขวัญมาจากในธรรมะในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คติธรรม คติธรรมในพระพุทธศาสนา มันก็มาจากพระไตรปิฎกทั้งนั้น
สิ่งที่พระไตรปิฎกนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ก่อน ยกตัวอย่างไง เวลายกตัวอย่าง ปุถุชน ปุถุชนก็เหมือนเด็กๆ ไร้เดียงสา ไร้เดียงสาภาวะกับเรื่องธรรมะ เก่งกล้าสามารถทางโลก แต่ไร้เดียงสาจากสัจธรรม แล้วเวลาสอนก็สอนไง สอนสัจธรรมอันนั้นไง แล้วสัจธรรมอันนั้น เวลา เห็นไหม ไร้เดียงสา ไร้เดียงสา ความไร้เดียงสาขึ้นมา คำขวัญของโลก ถ้าเด็กทำตามนั้น เด็กทำตามนั้น นั่นสัจธรรมแท้จริงไง
แต่ถ้ามันอ่อนต่อโลก มันไม่ทันโลก มันโตขึ้นมา นี่สังคมที่โหดร้าย โหดร้าย เราต้องการให้ลูกหลานเรามีที่ยืนในสังคมนั้นไง
เวลาลัทธิเต๋า เห็นไหม หยินกับหยาง ความสมดุลไง หยินกับหยาง แล้วหยินกับหยาง ความสมดุล เวลายาจีน ยาร้อน ถ้ายาร้อนร่างกายมันร้อนก็ต้องกินยาเย็น ถ้ากินยาเย็นไม่ได้ เดี๋ยวมันจะร้อนเกินไป หยินกับหยางไง นั่นน่ะร้อนกับเย็นไง
แล้วเวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ทางสายกลาง ทางสายกลางมันมีผู้กระทำ มันมีสัจจะมีความจริง หยินกับหยาง หยินกับหยาง ความสมดุล ความพอดี ความสมดุล ความพอดี นี่ไงคำขวัญวันเด็กไง คำขวัญวันเกิด ดีไปหมด แต่เวลามันอ่อนต่อโลก อ่อนต่อโลก มันอยู่กับโลกเขา มันจะทันโลกเขาไหม
เราเป็นคนมีศีลมีธรรมนะ เราเป็นคนมีศีลมีธรรม เราไม่เอารัดเอาเปรียบใคร เรามีหัวใจที่เป็นธรรม เราจิตใจที่สูงกว่า คนจมน้ำ เราโดดลงไปไม่ได้ เราต้องเอาเชือกโยนลงไป เราต้องเอาห่วงโยนลงไป เราต้องเอาไม้ให้เขาจับขึ้นมา คนตกน้ำ เราโดดลงน้ำไม่ได้ โดดลงไปมันกอดตายเลย จะไปช่วยคนจมน้ำ คนจมน้ำเยอะมากนะ
เวลาเห็นแล้วมันเศร้าใจ คนที่จิตใจดีงามไปช่วยเหลือเขา ช่วยเหลือไอ้คนจมน้ำรอด ไอ้คนลงไปช่วยตาย จิตใจเขาดีงามมาก แต่เขาทำ เขาทำไม่ถูกต้องวิธีการ ไอ้คนจะจมน้ำมันกลัวตายตายห่า พอมันกลัวตายมีสิ่งใดมันโดดเกาะ มันโดดเกาะเลย มันไม่จับเบาๆ ให้จูงเข้าฝั่งแม่น้ำหรอก มันโดดเกาะเลย ฉะนั้น เราจะช่วยเขา เราต้องเอาห่วงโยนลงไป เอาสิ่งต่างๆ โยนลงไป คนจะช่วยเขาเป็นไง โลกมันโหดร้ายนัก
สิ่งที่เป็นจริง เป็นจริง มัชฌิมาปฏิปทาเขาฝึกอย่างนี้ หยินกับหยาง หยินกับหยาง มันก็เป็นสัจจะความจริงอย่างนั้น แต่ถ้าหยินกับหยาง หยินกับหยางมันเป็นความสมดุล มันเป็นความพอดี สมดุลพอดี สีขาวกับสีดำไงมันพอดี แต่หัวใจมันทุกข์ กิเลสมันเกาะครอบงำไง เราเขียนให้มันพอดี ๕๐ - ๕๐ เวลาตกลงเจรจากัน ๕๐ - ๕๐ เท่ากัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ พอกาลเวลามันผ่านไป ไอ้นั่นกินไป ๖๐ แล้ว ๗๐ ๘๐ หมดเลย อ่อนต่อโลก
แต่ถ้าเรามีศีลมีธรรม เรามีสติปัญญานะ เราไม่ใช่อ่อนต่อโลก แต่เราก็ไม่เอารัดเอาเปรียบใครหรอก เรายิ่งเมตตาโลกนะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่แบกโลก ไม่แบกไว้ให้หนักหลังให้หลังหัก ไม่คอนโลก วางโลกไว้ตามความเป็นจริง
ถ้าวางโลกตามความเป็นจริง นี่ไงครูบาอาจารย์เวลาสอนประพฤติปฏิบัติไง มันต้องทำความสงบของใจเข้ามาก่อน พอใจสงบแล้วมันมีสติมีปัญญามากน้อยแค่ไหน คำขวัญวันเด็กมันควรจะทำอย่างนั้นน่ะ แต่มันควรจะทำอย่างไร เวลาอยู่กับโลก เห็นไหม กาลเทศะ อยู่ที่กาล อยู่ที่เวลา เวลาอย่างนี้ใช้ปัญญา ใช้ความโอบอ้อมอารีอย่างนี้ไม่ได้
ดูสิ เห็นไหม โตมาจากไม้เรียว ลูกๆ น่ะโตมาเพราะอะไร ฉลาดเพราะอะไร ครูตี ครูตีมา แล้วเขาตีทำไม เขารักหนู เวลาโตขึ้นมาแล้วประสบความสำเร็จทางชีวิตไง ไปเอาของขวัญ เอาของไปเคารพครู ขอบคุณ ขอบคุณไง แต่เวลาตีน่ะ ครูตี ครูตี แต่ถ้ามันประสบความสำเร็จขึ้นมามันคิดถึงครูของมัน เขาตีเพื่ออะไร เขาตีเพราะรัก เขาตีเพราะว่าให้สติให้ปัญญา มันต้องฝึกต้องสอนไงนี่กาลเทศะ เวลาโตขึ้นมาตีมันได้ไหมล่ะ ตีขึ้นมามันหลุดจากตำแหน่งเลยนะ อยู่ไม่ได้ มันเป็นกาลเวลา เห็นไหม
คำขวัญวันเด็ก มันไร้เดียงสา คำว่า “ไร้เดียงสา” คือมันไม่มีกิเลส ไม่มีสิ่งใดเข้าไปเจือปน มันก็พูดได้ ทำได้ทั้งสิ้น แต่คนเรามีความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าไปแล้ว มันจะเป็นตามที่เราพอใจหรือไม่ ถ้ามันไม่เป็นตามความพอใจ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ไง เวลาชื่นชมหยินกับหยาง พอดี พอดี มันก็พอดี มันเป็นทางการแพทย์ ทางการแพทย์สิ่งใดที่มันสมดุลพอดีแล้ว ความเจ็บไข้ได้ป่วยมันจะไม่มี พอความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีเพราะอะไร เพราะการรักษาร่างกายของตน
แล้วหัวใจล่ะ หัวใจ เห็นไหม ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความที่มันเอารัดเอาเปรียบกัน มันเอารัดเอาเปรียบอย่างไร ไม่มีใครเอารัดเอาเปรียบหรอก กิเลสมันเอารัดเอาเปรียบเราเอง เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดนะ เห็นเขาทำดี ทำชั่ว สาธุก็เรื่องของเขานะ แต่หัวใจของเราล่ะ เวลาความทุกข์ความยากมันเกิดมาในหัวใจ ถ้าเรามีสติปัญญา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง มันเป็นปัจจัตตัง ปัจจัตตังรู้จำเพาะในหัวใจของเรา หัวใจของเราเท่านั้นมันรู้ได้ แต่มันรู้ไม่ได้ไง มันรู้ไม่ได้เพราะอะไร เพราะคำขวัญวันเด็กไง เอาความเป็นเด็กก็ไปยื่นให้เขาไง บอกว่าต้องเสมอภาค เสมอภาค เสมอภาค
ความเสมอภาคไม่เสมอภาคนะ แล้วอย่างเช่น ความมั่นคง ความมั่นคงจะใสซื่อสะอาด จบ เป็นไปไม่ได้หรอก ความมั่นคงเขามีความลับที่ลึกซึ้ง ความลับปานกลาง ความลับที่เปิดเผยได้ ความเปิดเผยได้ เปิดเผยไม่ได้ ความเปิดเผยได้มันต้องเอาให้รอดกันก่อนไง เพราะอะไร
เพราะสิ่งที่เป็นจริง เป็นจริงขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาไปห้ามญาติรบกันแย่งน้ำ ข้างพ่อ ข้างแม่รบกันแย่งน้ำ ชีวิตกับน้ำใครมีค่ากว่ากัน ชีวิตมีค่ามากกว่าก็เลิกกันไป แต่สุดท้ายแล้วด้วยความกดดัน รบราฆ่าฟัน ญาติข้างพ่อ ญาติข้างแม่ รบราฆ่าฟันกันตายเป็นเบือเลย
เวลาความมั่นคง ความมั่นคงไง ความมั่นคงเวลาจะแก้ไขจะให้เขารู้ไม่ได้ มันยังพาอย่างไรให้พ้นวิกฤติไปก่อน นี่ไงกาลเทศะ แล้วกาลเทศะอย่างนี้มันมาจากไหนล่ะ กาลเทศะขึ้นมา ถ้าใจมันเป็นธรรม ใจเป็นธรรม บางคราวเราต้องยอมเสียสละ ยอมเสียสละจากการดูถูก ดูหมิ่นเดียดฉันท์นินทาจากชาวบ้าน เราต้องยอมให้เขาดูถูกเหยียดหยาม ต้องอดทนให้เขาย่ำยี เพื่อความมั่นคง ความมั่นคง นี่ไงเสมอภาคไหม หยินกับหยางหรือ หยินกับหยางมันเป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นทางการแพทย์ มันเป็นอย่างนั้นได้ กิเลสไม่เป็นอย่างนั้นหรอก
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ ถ้าลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ เวลาพ้นจากโลก เหนือโลกไง เขาบอกว่าไม่แบกโลกไว้ ไม่คอนโลกไว้ ไม่อยู่บนโลกไว้ เหนือไปอีก ทิ้งโลกนี้ไว้ วิวัฏฏะ วิวัฏฏะมันเกิดมาจากไหนล่ะ
มันเกิดมาจากศรัทธาความเชื่อ เรามีศรัทธาความเชื่อ มีศรัทธาความเชื่อก็ค้นคว้า การค้นคว้าก็มีสุตมยปัญญา เวลาเราพยายามประพฤติปฏิบัติมันก็เป็นจินตมยปัญญา จินตนาการไปเรื่อย จินตนาการมันไม่มีผลตอบแทน มันไม่มีผลถึงที่สุดหรอก
แต่เวลาผลมันที่สุด เห็นไหม ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา มัชฌิมาปฏิปทามันเกิดที่นู่นแน่ะ มัชฌิมาปฏิปทามันเกิดจากการกระทำ มันมีเจ้าของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ ในภพในชาติ ในชาติในภพนั้น ในสัตว์ตัวนั้นเขามีสติ มีปัญญาสามารถรื้อค้นฟื้นฟูหัวใจของเขาขึ้นมา ฟื้นฟูหัวใจของเขาขึ้นมาแล้ว เขามีสติ มีปัญญาสามารถ จนกว่าเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา เป็นสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องดีงามในพระพุทธศาสนา
ในพระพุทธศาสนา เห็นไหม ในบ้านเรามีปู่ มีย่า มีพ่อ มีแม่ มีลูก มีเต้า มีหลาน มีเหลน สิทธิในบ้านแตกต่างกันไหม เวลาขึ้นมาอะไรมาก็ให้ปู่ย่าก่อน ปู่ย่าบอกว่าให้หลานก่อน ไอ้คนกลางต้องหาทั้งปู่ทั้งย่า แล้วหาทั้งลูกทั้งหลาน หามาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในครอบครัวของเรา
นี่ก็เหมือนกัน มัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทาตรงไหน อะไรมัชฌิมาปฏิปทา ไอ้หยินกับหยาง ไอ้ความสมดุลพอดี สมดุลพอดีตรงไหน อะไรเป็นความสมดุลพอดี
เวลาธรรมะ เวลาปริยัติท่องกันได้ คำขวัญวันเด็กไง ต้องมีกตัญญูกตเวที ต้องรักชาติ ต้องรักพ่อ รักแม่ ยาเสพติดอย่าไปยุ่งกับมัน เราต้องมีการเสียสละ มึงทำหรือเปล่า มึงทำอย่างนั้นไหม มึงซื่อสัตย์หรือเปล่า คำขวัญวันเด็กให้กับเด็กมัน ธรรมะให้กับเด็ก มีปัญหาขึ้นมาต้องแก้ไขที่เด็ก เราก็เห็นด้วยนะ แต่เวลาพูด พูดให้ผู้ใหญ่คิดด้วยไง ให้เด็กแล้วมึงก็เอาไว้ด้วยนะ ให้เด็กเราคิดด้วย แล้วทำอย่างนั้นด้วย ถ้าทำอย่างนั้นหนึ่งตัวอย่างดีกว่าร้อยคำสั่ง
ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในเวลากิริยาการนอน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านอนสีหไสยาสน์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยนอนแบบพวกเราเลย ชีวิตทั้งชีวิต เวลานอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอนแบบสีหไสยาสน์ นอนเพื่อจะลุกขึ้น พักร่างกาย พักธาตุขันธ์เท่านั้นที่จะต้องโปรดสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ ชีวิตที่แบบอย่าง ชีวิตเป็นตัวอย่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด
แล้วในสมัยปัจจุบันนี้เรานี้ หลวงตาเรา ใช่มันจะไม่เป็นพวกเดียวกัน จะว่าเป็นพวกเดียวกัน เชื่อแต่พวกเดียวกันก็ถูกต้อง แต่เพราะอะไร เพราะพวกอื่นเราก็เข้าไปสัมผัสมาเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น เวลาหลวงตาท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น ทุกอย่างท่านเสียสละ ท่านทำให้เห็น ของมันเห็นๆ ตำตา แล้วของเห็นๆ ตำตา ได้สิ่งใดมาให้ลูกศิษย์ลูกหาก่อน มันเกิดคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ่งที่มันขาดแคลน ได้ผ้าได้ผ่อนมาให้ลูกศิษย์ก่อน
หลวงตาท่านบอกว่า “แล้วอาจารย์ล่ะ แล้วตัวหลวงปู่มั่นล่ะ”
“ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มันมีเอง เด็กมันไม่มีใครดูแล เด็กมันทุกข์มันยาก”
ได้อะไรมาส่งให้เด็ก ส่งให้เด็ก ส่งให้ลูกศิษย์ทั้งนั้น หลวงตาท่านเป็นคนอุปัฏฐาก ท่านเป็นคนเก็บของ ท่านเห็นหมดน่ะ
นี่ไงเวลาท่านเชิดชู เห็นไหม คนจนผู้ยิ่งใหญ่ เวลายิ่งใหญ่ขึ้นมามันไม่มีทรัพย์สมบัติสิ่งใดเป็นของตนเลย แต่! แต่คุณธรรมยิ่งใหญ่ อยู่ในป่าในเขานะมีความสุข ความสงบระงับ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี หัวใจที่มันสงบระงับ วิมุตติสุข
แล้วมันก็เป็นความรู้สึกเราอันนี้แหละ ความรู้สึกที่มันทุกข์มันยาก ความรู้สึกที่มันกดดันเรานี่ ความรู้สึกอันนี้มันวิมุตติสุขได้อย่างไรล่ะ แล้วถ้ามันวิมุตติสุขมันจะแตกต่างกันอย่างไรล่ะ แต่ไอ้เวลาทุกข์เวลายากไม่ต้องถาม ประชุมอภิปรายเรื่องความทุกข์ มันพูดไม่จบเลยน่ะ มันพูด ให้คนเดียวพูด ๕ วันยังไม่จบนะ อภิปรายเรื่องความทุกข์
นี่ไงเวลามันบีบคั้น บีบคั้นอย่างนั้นนะ แล้วมันสุขล่ะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แม้แต่สัมมาสมาธิ เวลาพระปฏิบัติเข้าใจผิดว่าเป็นนิพพานทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่มันแค่สงบระงับเข้ามา แค่ถึงหัวใจของตนเท่านั้น มันมหัศจรรย์ขนาดนั้น เราเกิดภาวนามยปัญญา เวลามันเกิดการกระทำขึ้นมา เวลามันคลายออก มันคลายไง มันคลายมันจางของมันออกไปเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป
นี่ไงมัชฌิมาปฏิปทาตรงนี้ ความสมดุลพอดีของมรรค สติชอบ ปัญญาชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความชอบธรรมอันนั้น แล้วความชอบธรรมอันนั้น นี่ไงมันไร้เดียงสาหรือ มันไม่รู้ตัวมันเลยหรือ มันไม่รู้ตัวมันจะรักษาสมบัติอย่างนี้ได้อย่างไร มันไม่รู้ตัวมันจะรักษาสมาธิไว้ในหัวใจได้ใช่ไหม แล้วเวลาเกิดภาวนามยปัญญาที่มันต่อเนื่องกันไป
เวลาไฟขยะ ขยะกิเลส ขยะพิษ ขยะความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วมัชฌิมาปฏิปทาที่มันแผด มันเผา มันทำลาย ถ้ามันยังไม่สิ้นสุดมันทำต่อเนื่องอย่างไร แล้วเวลาเชื้อมันหมดแล้ว เวลามันดับหมดมันดับอย่างไร แล้วดับแล้วใครไปเหลืออะไร ขยะในโลกนี้ไม่มี พลาสติกไม่มี สิ่งสารเป็นพิษในโลกนี้ไม่มี ในโลกนี้มีแต่ความสมดุลพอดี มีแต่ความสุขความสงบ ความดีไปหมดเลย มันหาที่ไหนล่ะ หาหัวใจดวงนี้ไง
เวลาพูดถึง เวลาคำขวัญ มันขำ เป็นคำขวัญวันเด็ก แหม! เราสุดยอดมากเลย แต่ผู้ใหญ่มันทำหรือเปล่าวะ แต่มันทำหรือไม่ทำ ถ้ามันพูดถึงภาษาเรานะ ไม่อ่อนต่อโลก อ่อนต่อโลก อ่อนต่อสังคม เราไม่ใช่ว่าเราพยายามศึกษาเพื่อเอาเปรียบใคร เราศึกษาให้รู้เท่าทัน ให้รู้เท่าทันแล้วให้รู้เท่าทันกิเลสภายใน เวลารู้เท่าทันขึ้นมาย้อนกลับมานะ เวลามันมองน่ะ
เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดนะ เวลาไปธุดงค์กัน “ทำไมเขาทำอย่างนั้น ทำไมเขาทำอย่างนั้น” เขาทำอย่างนั้นเพราะกิเลสมันบีบรัดหัวใจเขา เขาทำอย่างนั้นเพราะว่ามันลุ่มหลงไปในกิเลสในใจของเขา เขาทำเพราะความมืดบอดในใจของเขา เขาทำเขายังไม่รู้เลย แต่ครูบาอาจารย์เราท่านไปนะ “ทำไมเขาทำอย่างนั้น เขาทำอย่างนั้น”
หลวงตาท่านพูดบ่อย ไปตามวัดตามวาขึ้นมา เห็นเขาทำอย่างนั้นนะ แล้วบอกกับตัวเองเลยนะ “อย่างนี้เราจะไม่ทำเด็ดขาด อย่างนี้ทำไม่ได้”
แต่พวกเราไม่ใช่อย่างนั้น พอไปเห็นเขาทำอย่างนั้น เออนี่เป็นกลอุบาย เราจะต้องทำให้ดีกว่านี้ มันไปศึกษามาไง เหมือนคนติดคุก ออกจากคุกมันได้วิชาตัวมันทั้งนั้นน่ะ ไอ้คนเข้าคุกมันไปเรียนมหาวิทยาลัยของมัน ออกมาแล้วชำนาญกว่าเก่าเยอะเลย
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ไปเห็นเขาทำอย่างนั้นนะ กิเลสมันพาทำ เขาเป็นคนด้อยคุณภาพ รักษาตัวเองไม่ได้ ให้กิเลสมันครอบงำด้วยความอยาก แล้วมีการกระทำอย่างนั้น ไปเลียนแบบมันทำไม อย่างนี้เราไม่ทำ อย่างนี้เราไม่ทำ เวลาครูบาอาจารย์ท่านไปนะ “อย่างนี้เราไม่ทำ อย่างนี้เราไม่ทำ” ท่านพูดบ่อยหลวงตานี่ อะไรที่มันกินใจ มันฝังใจท่านจะพูด
เวลาหลวงตาท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นนิพพานไปแล้ว หลวงปู่มั่นเล่าอะไรให้ฟังมาก มาถ้ำสาริกา มาที่หลวงปู่มั่นตรัสรู้ธรรม มันไม่เป็นแบบที่หลวงปู่มั่นบอกเลย แบบหลวงปู่มั่นมันเกือบ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้เขาตัดโล่งไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นสนามกอล์ฟหมดแล้ว นี่ไงไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาท่านพูดเราก็ไปสังเกต สังเกตตามที่ท่านพูด มันเป็นอย่างนั้น แต่นี่ไงคำขวัญวันเด็กไง เป็นคำขวัญเฉยๆ ใช่ไหม
แต่เป็นการพิสูจน์ตรวจสอบ เป็นการศึกษา เป็นการค้นคว้า ตามไปดู ตามไปดูนั่นน่ะ มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น แล้วมันเป็นความคิดของเรา สาธุ! ถ้ามันถึงกัน เท่าทันกันแล้ว เป็นอันเดียวกันไง เริ่มจากคำขวัญวันเด็กมันดีไปหมดล่ะ ทุกคำขวัญเลย ประโยชน์มากเลยล่ะ แต่ให้เด็กมันนะ แต่ผู้ใหญ่เอาไว้ก่อน แล้วเวลาต่อไปถ้าจะเอาอย่างนั้นจริงๆ โดยทางโลกเรา เห็นไหม เราไม่อ่อนต่อโลก ไม่อ่อนต่อสังคม เรามีศีล มีธรรม แต่เพื่อประโยชน์กับเรา นี่สัจธรรม เอวัง