เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๗ ม.ค. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะนะ เราตั้งใจฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อสัจธรรม เพื่อหัวใจของเราไง เราก็แสวงหาความจริง ความจริงทุกวัน เราแสวงหาความจริงก็ความจริงของเรา ความจริงของโลก ความจริงของโลกนะ เราอยู่กับความจริงของโลก ความจริงของโลก ทางวิทยาศาสตร์เขายังคิดค้นคว้ากันอยู่ตลอดไป ถ้าคิดค้นค้นคว้าตลอดไป ใครคิดได้ก่อน ใครได้ประโยชน์ก่อน สิ่งนั้นคือปัญญาทางโลก 

ปัญญาทางธรรม ปัญญาทางธรรม รู้เท่าทันตัวเอง เราดูข่าวนะเศร้าใจ อารมณ์ชั่ววูบ อารมณ์ชั่ววูบ ก็อารมณ์ชั่ววูบมันควบคุมตัวเองไม่ได้ไง อารมณ์ชั่ววูบเพราะว่ากิเลสเวลามันกระตุ้นด้วยความโกรธ กระตุ้นด้วยความหลง อารมณ์ชั่ววูบก็คือชั่ววูบ ธรรมะมาควบคุมตรงนี้ 

แต่ธรรมะจะมาควบคุมตรงนี้นะมันก็ต้องมีสัจจะ มีความจริง สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรม กราบธรรม สัจธรรมอันนั้นมันเป็นธรรมจริงในหัวใจ มันเอโก ธมฺโม หนึ่งไม่มีสองไง 

แต่เรานี่สอง ดีหรือชั่ว ผิดหรือถูก เราคิดเป็นสอง เป็นสองตลอดไง 

แต่เอโก ธมฺโม มันหนึ่งเดียวเท่านั้น มันหนึ่งเดียวของมัน เป็นสัจจะความจริงของมัน มันเป็นวิมุตติ มันไม่เกี่ยวกับสมมุติเลย ถ้าไม่เกี่ยวกับสมมุติเลยแล้วมันมาจากไหนล่ะ ก็มาจากหัวใจพวกเรานี่ มาจากจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ พอจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเวลาสร้างสมมา สร้างสมมา สร้างสมบุญญาธิการมา ถ้าคนมีศรัทธามีความเชื่อ มีศรัทธาความเชื่อนะ เห็นอะไรมันก็สะดุดใจไง 

ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติเวลาใบไม้ใบหนึ่งหลุดจากขั้วนั่นก็เป็นสัจธรรมอันหนึ่ง มีพระนะสำเร็จจากการเห็นใบไม้หลุดจากขั้ว พระสำเร็จเห็นจากฝนตกแล้วไปเจอฟองน้ำ น้ำมันแตก มันแตก เพราะอะไร เพราะมันเกิดขึ้นมันก็ดับไปต่อหน้าเดี๋ยวนั้นไง นี่ไงธรรมะเป็นธรรมชาติ 

ธรรมชาติเป็นธรรมชาติของมัน เป็นธรรมะของมันอยู่แล้ว แต่เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสร้างเวรสร้างกรรมมา กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์คือเธอย้ำคิดย้ำทำเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ ความที่เป็นจริตเป็นนิสัยคือความรู้สึกนึกคิดอันนั้น 

ถ้าความรู้สึกนึกคิดอันนั้นมันฝังรากไว้ด้วยอวิชชา ด้วยพญามาร ด้วยการครอบงำหัวใจนี้ หัวใจนี้จะเป็นที่อยู่ของพญามารไง เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดไง อวิชชา อวิชชาเกิดที่ไหน อวิชชาเกิดจากฐีติจิต คือจิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้ อวิชชามันเกิดที่นั่น เกิดที่นั่น ควบคุมที่นั่น เราดูแลที่นั่น รักษาที่นั่น จนจิตนี้อยู่ใต้อำนาจของมัน เห็นไหม พญามาร พญามารไง 

เวลาหลวงตาท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านบอกเลยนะ จิตนี้มันยิ่งใหญ่ครอบ ๓โลกธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ๓ ภพ นิพพานครอบหมดเลย ยิ่งใหญ่กว่านั้นไง เพราะอะไร เพราะจิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง เกิดในแต่ละภพแต่ละชาติ เวลาเกิดแต่ภพแต่ละชาติโดนพญามารมันครอบงำไว้ ก็ไม่รู้สิ่งนั้น ไม่รู้สิ่งนี้ ก็รู้แต่พญามารมันขับดันเท่านั้น 

เวลาพญามารขับดันเท่านั้น เรามีศรัทธามีความเชื่อ เราก็ทำบุญกุศลของเรา การทำบุญกุศลของเรา เห็นไหม มันไม่เสียหาย มันไม่เสียหลาย มันเป็นการตบแต่งพันธุกรรมของจิต พันธุกรรมของจิต มันขัดมันขวาง มันดิ้นมันรน มันทุกข์มันยาก เราพยายามฝืนมัน พยายามทำมัน เราตัดแต่งพันธุกรรมของมัน

เวลาหลวงตาท่านพูดไง เวลาจะเข้าพรรษานะ อย่างน้อยก็ให้ใส่บาตรสักองค์หนึ่ง องค์หนึ่ง ใส่บาตรสักองค์หนึ่ง มันฝึกมันหัด มันพลิกมันแพลง มันมีการกระทำ เพราะอะไร เพราะใส่บาตร อู้ฮู! ต้องไปหาอาหารมาใส่ ต้องดิ้นต้องรน นี่มันเป็นการกระทำทั้งนั้น ตัดแต่งมัน ตัดแต่งมัน แล้วมันเบื่อมันหน่าย มันไม่ชอบ มันไม่ทำ 

ถ้านอนเฉยๆ ดี มันชอบนอน ชอบอยู่สุขอยู่สบายของมันไง ถ้ามันอยู่สุขสบายของมันนะ เราเกิดมาแล้ว เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีความสำคัญ มีสัจจะ มีความจริงอย่างนี้ แต่ความจริง ความจริง มันความจริงที่หัวใจนี้ไง ที่เรามาวัดมาวากัน เรามาฝึกหัดกัน ฝึกหัดกัน เขาบอกว่าปฏิบัติที่ไหนได้บ้าง ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ที่บ้านก็ได้ ที่ไหนก็ได้ 

หลวงปู่ฝั้นท่านบอกเลย คนชาวกรุงเทพฯ นั่งรถเมล์ เวลานั่งรถเมล์ไปทำงาน หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ อย่าหายใจทิ้งเปล่าๆ การกระทำของเรา อยู่ที่ไหนถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมา เรากำหนดทันทีขึ้นมา มันก็เป็นภาวนาทันที ถ้าเรามีสติ เรารู้ลมหายใจเข้าออกก็เป็นอานาปานสติไง 

แต่ถ้าเราไม่มีสตินะ มันก็หายใจของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ หายใจโดยธรรมชาติ หายใจโดยความเกิดเป็นมนุษย์ โดยความสมมุตินี้ มันต้องอยู่จนชั่วอายุขัยของมัน ก็ต้องหายใจ หายใจ หายใจไป หายใจทิ้งเปล่าๆ ไง 

แต่ถ้ามีสติปัญญากำหนดปั๊บ อานาปานสติเกิดแล้ว อานาปานสติเกิด อานาปานสตินั่นเป็นวิธีการการปฏิบัติไง อานาปานสติจนลมหายใจละเอียด ลมหายใจหยาบ ลมหายใจสั้น หายใจยาว จิตมันรับรู้ ถ้ามันสั้น มันยาว มันละเอียด แสดงว่าจิตมันรู้ จิตมันละเอียดขึ้น 

แต่เวลาพุทโธ พุทโธ หรือลมหายใจจับไม่ได้เลย จับต่างๆ ไม่ได้ ใจมันหยาบ ใจมันหยาบเพราะลมมันละเอียดกว่า ใจมันหยาบกว่าลม แต่พอเรากำหนดลม กำหนดลม จิตใจของเรามันละเอียดเท่ากับลม มันก็รู้เท่าลม พอรู้เท่าลม จิตใจมันก็เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในใจของเราเอง ทั้งๆ ที่อาศัยลมนั่นน่ะ เวลามันพิจารณาไปจนลมหายหมด ขาดหมด มันเป็นตัวของมันเอง นี่อานาปานสติ 

นี่พูดถึงหัวใจไง ใจที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าใครทำได้แบบนี้มันก็มหัศจรรย์ ถ้าไม่มีศาสนาพุทธมันก็พูดถึงฤๅษีชีไพร ในการประพฤติปฏิบัติของศาสนาประจำอยู่ในโลกนี้ 

แต่ถ้ามันมีพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาบอก กำหนดอานาปานสติให้จิตสงบระงับเข้ามาเป็นสัมมาสมาธิ แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา นั่น! พระพุทธศาสนาสอนฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามากขึ้นไปไง ถ้าปัญญามันรู้เท่า ถ้ามีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มีความสงบระงับเป็นพื้นฐาน ที่เรามีปัญญาอยู่นี่มันอารมณ์ชั่ววูบ อารมณ์ชั่ววูบ มันฝึกหัดอย่างนี้ แล้วสิ่งที่เป็นอารมณ์ชั่ววูบมันเกิดไม่ได้ มันมีสติปัญญาเท่าทันไง 

เวลามันจะโกรธก็โกรธ ถ้ามันพลั้งเผลอมันก็ไปก่อน เวลาโกรธอารมณ์ชั่ววูบทำสิ่งใดไปแล้ว แล้วมาคิดได้เสียใจ เสียใจเพราะอะไรล่ะ เพราะเราบกพร่อง เพราะเราควบคุมไม่ได้ เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นบนหัวใจนี้ แล้วดูแลหัวใจนี้ไง ถ้าหัวใจนี้มันดูแลขึ้นมา พัฒนา เห็นไหม 

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ท่านถึงแสวงหาที่สงบสงัด ท่านพยายามขวนขวายของท่าน ท่านดูแลรักษาของท่าน เวลาจิตมันเจริญ จิตมันเป็นสมาธิ จิตมันเป็นปัญญาขึ้นมา เหมือนเศรษฐีธรรม เศรษฐีธรรม ยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่ที่ไหนก็ได้ เราเห็นคนอื่น ดูถูกเขาอีกนะ ไอ้พวกนั้นมันโง่ ไม่เท่าเรา เดี๋ยวมันยังไม่เสื่อม ไอ้นู่นโง่ไม่เท่าเรา เพราะอะไร เพราะมันไม่มีสติปัญญารักษาของเรา 

อันนั้นมันก็เป็นศรัทธา ศรัทธาจริต ศรัทธาของโลก ถ้ามีศรัทธามากขึ้นเขาก็จะรักษาของเขาดีขึ้น มันเป็นศรัทธาเป็นความเชื่อของคนนั้น มันเป็นอำนาจวาสนาของคนเท่านั้น เวลาเราคิดไม่ได้ เราคิดไม่ถึง เราก็เป็นแบบนั้นน่ะ แต่ตอนนี้เราคิดได้ เราคิดถึง เราก็เป็นแบบนั้น แต่เราพัฒนาขึ้นมาจนเป็นแบบนี้ 

เราก็มองเขามองโลก เวลามองโลกทำไมเขาเกิดเป็นคน ทำไมเขาไม่สนใจหัวใจเขาเอง ทำไมเขาเกิดเป็นคน เขาไม่รักษาสมบัติของเขา เขาเป็นคนขึ้นมาทำไมเขาไม่พัฒนาหัวใจของเขา มันมหัศจรรย์ มันคิดได้หมด ถ้าจิตใจมันดีนะ ถ้าวันไหนมันเสื่อม ขอร่วมด้วยคนสิ ขอร่วมด้วย ขอร่วมสนุกด้วย เฮฮาไปกับเขาด้วย 

มันเจริญแล้วเสื่อมอย่างนี้ไง มันเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม เราถึงต้องรักษาความรักษาของเรานะ ถ้ามันดีขึ้นนะ เวลาหลวงตาท่านสอน ถ้าจิตมันดีขึ้น มีปัญญาขึ้น ให้เหยียบคันเร่ง ให้เหยียบคันเร่งคือพยายามขวนขวายกระทำของเรา แต่เวลาอารมณ์ชั่ววูบ เวลามันขาดสติ มันทำไม่ได้ ให้เหยียบเบรกไว้ เหยียบเต็มที่เลย 

เวลาเหยียบเบรกไว้มันอึดอัดขัดข้องไปหมดเลย ถ้ามีสติสัมชปัญญะมันจะเหยียบไว้ได้บ้าง มันก็ไม่ไปก่อกรรมทำเข็ญกับหัวใจของเราไง ก่อกรรมทำเข็ญนะจะทำกับใครก็แล้วแต่ที่เราได้เป็นผู้ชนะ เราได้เป็นผู้ที่ทำลายใครทั้งสิ้น นั้นน่ะก่อกรรมก่อเวรทั้งนั้น ถ้ามีสิ่งใดที่เราทำไปแล้วเราเป็นผู้ชนะ เราเป็นผู้ได้ นั่นน่ะก่อกรรมทำเข็ญทั้งสิ้น

แต่ถ้าเรามีสติปัญญาเรายับยั้งไว้ ยับยั้งไว้ เราไม่ทำ ถ้าเราจะทำเราต้องทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลง ไอ้ที่ว่ามันโกรธ เวลาที่มันฟุ้งเข้ามาในหัวใจ พยามยามยับยั้งมัน แล้วทำความสงบของใจให้ได้ แล้วจับมันมาพิจารณาใคร่ครวญ เห็นไหม

นี่นักรบ เวลานักรบ นักรบ รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตนไง รบกับความผิดพลาด รบกับความขี้เกียจ รบกับความขี้คร้าน รบกับความที่หากิเลสไม่เจอ หากิเลสไม่เจอ ทำอะไรไม่ได้หรอก หากิเลสไม่เจอมันก็เป็นอย่างนี้ มันก็เป็นไสยศาสตร์ มันก็เป็นเหมือนทำความสงบของใจเข้ามา พอทำมีปัญญาเข้ามา เดี๋ยวก็คลายออกก็เท่านั้นน่ะ

เหมือนกับฤๅษีชีไพร ฤๅษีชีไพรที่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาทำสมาธิของเขาได้ เขามีฤทธิ์มีเดชของเขาได้ เขารู้วาระจิตได้ เขาเหาะเหินเดินฟ้าได้ แต่เขาไม่มีมรรค ไม่มีมรรคคือไม่มีปัญญา ไม่มีปัญญารู้เท่ากับฐีติจิตที่เขาทำความสงบ แล้วเหาะเหินเดินฟ้ากันอยู่นั่นไง แล้วพอเหาะเหินเดินฟ้าก็ไปภูมิใจ ดีใจกับผลงานที่การกระทำของตนไง ไอ้นั่นเป็นอภิญญา นี่โลกียะ โลกียะเป็นอภิญญา มันถึงเป็นอยู่กับโลกไง มันไม่ฝึกหัดใช้ปัญญาไง 

ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดสมาธิแล้วฝึกหัดใช้ปัญญา แล้วใช้อย่างไรล่ะ เวลาฝึกหัดใช้ปัญญานะ น้อมไป ถ้าคนมีอำนาจวาสนา มีอำนาจวาสนาเพราะอะไร เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เวลาพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองใช่ไหม เรานับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนถึงภาวนามยปัญญา เวลาจิตถ้ามันสงบแล้วมันจะเห็นกายโดยบุญกุศลของมันเลย เห็นปั๊บ แต่จับไม่เป็นหรอก เห็นแล้วมันก็แบบว่าทำไปโดยอัตโนมัติ ทำไปโดยบุญวาสนา แต่แต่มันทำไป มันก็ทำเป็นการยืนยันทั้งสิ้น 

แต่ถ้ามันมีสติปัญญานะ เวลามันทำไปมันควบคุมดูแลไง ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย พอมันเห็นของมันเป็นสัจจะความจริงขึ้นมา มันพิจารณาแยกแยะขึ้นมา มันถึงมีไตรลักษณะไง มันต้องมีไตรลักษณ์ ไม่มีไตรลักษณ์จิตมันจะรู้ได้อย่างไร จิตที่มันจะสำรอก มันจะคายออกมันต้องมีไตรลักษณ์ เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะจิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ขุดคุ้ยหากิเลสไง ถ้ามันเห็นกิเลสของมัน มันใช้ปัญญาพิจารณาของมันไป ภาวนามยปัญญาไง 

ถ้าภาวนามยปัญญาเกิดขึ้น เกิดขึ้นใช้ปัญญาพิจารณาของมันไป เวลามันย่อยสลาย มันแปรสภาพ อุคคหนิมิต วิภาคะ การแยก การขยายส่วนของมัน กิเลสเป็นกิเลส ขันธ์เป็นขันธ์ ทุกข์เป็นทุกข์ พิจารณาของมัน ปล่อยวางแล้วปล่อยวางเล่า ปล่อยวางขนาดไหน ปล่อยวางขนาดไหน ถ้ามันไม่มีสัจจะความจริงขึ้นมา มันไม่สันทิฏฐิโกขึ้นมา เราก็ทำซ้ำของเราไปเรื่อย ทำซ้ำ เพราะถ้าเรามีวาสนานะ มีวาสนาหมายถึงมันทำได้ พอทำได้มันภูมิใจ 

หนึ่ง ภูมิใจ สอง มหัศจรรย์ มหัศจรรย์กับสิ่งที่เกิดขึ้น มหัศจรรย์อยู่แล้ว แต่มหัศจรรย์ขนาดไหน ก็มหัศจรรย์ แต่สติสมาธิมันต้องสูงกว่า พอมหัศจรรย์แล้วมันจะปล่อยไง มหัศจรรย์มันจะปล่อยว่า อู๋ย! ฉันแน่ ฉันยอด ฉันเยี่ยม พอมหัศจรรย์มันให้คะแนนตัวมันเองมากเกินไปไง พอมันให้คะแนนตัวเองมากเกินไป สิ่งที่จะมหัศจรรย์มันก็เลยเป็นไปโดยโลกอนิจจัง มันแปรสภาพของมันไปโดยที่เรายังจับต้องอะไรไม่ได้ แล้วเวลามีความสำนึกได้ว่า อ๋อ! เราต้องรักษาไว้  ต้องการทำใหม่ ต้องกลับมาทำความเพียรใหม่ 

นี่ไงจิตเสื่อม จิตเสื่อม เวลาเสื่อมไปเสื่อมไปโดยไม่รู้ตัว เวลาพิจารณาไปแล้วด้วยความหลง หลงไปแล้วก็คิดว่านี่เป็นความจริง ก็หลงไป พอหลงไปแล้วนะ สิ่งที่ว่าทำไปแล้ว ติดในความหลงนั้นอีก หลงแล้วนะ ยังติดในความหลง ก็มันว่างๆ มันเป็นไปแล้ว หลงแล้วยังติด คำว่า  ติด ติดแล้วนะแก้ไม่ได้ อย่างมนุษย์เราคนบ้า คนบ้านะเวลาไปส่งโรงพยาบาล วิกฤติการณ์ เขาเอาชุดจับคนบ้า จบเลย แล้วยกไปไหนก็ได้ ไหนมาติดสิ มา คนบ้ามาได้เลย 

แต่ถ้าหัวใจมันติด ใครจะไปยกมัน ใครจะไปฟื้นฟูมัน มีแต่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านแก้ลูกศิษย์ลูกหาของท่านไง แก้จิต แก้จิตไง มันเกิดทิฏฐิเกิดมานะ เกิดความอหังการว่าเราเป็น เราเป็น แต่มันไม่เป็นหรอก แล้วจิตลึกๆ มันก็สงสัยในตัวมัน สงสัยแน่นอน 

แต่มันพยายามกลบเกลื่อนไม่ให้มันเกิดขึ้น เอาแต่ความคุณงามความดีของเรา เอาแต่ปัญญาของเรา เอาแต่ความว่างที่มันเคยทำ สัญญาทั้งนั้นน่ะ เพราะมันเคยทำ แต่ไม่เป็นความจริง ไม่เป็นความจริง มันไม่เป็นปัจจุบัน เพราะมันเป็นอดีตไง พอพิจารณาปล่อยแล้วมันก็วาง วาง วางแต่มันก็เป็นอดีต มันไม่เป็นปัจจุบัน ไม่เป็นปัจจุบันมันก็มีความสงสัยอยู่ในใต้สำนึกนั้นไง แล้วก็สงสัยไปอยู่อย่างนั้นน่ะ เราก็รักษาของเรา 

มันติด ติดว่านี่คือคุณธรรมไง เวลามันติดนะ ติดอยู่อย่างนั้นน่ะ หลงแล้วติดอีกต่างหาก แล้วพูดไม่ได้ด้วย ลำเอียง ไม่เชื่อ ไม่จริง 

เวลาเป็นความจริงนะ ความจริงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ความจริงพิสูจน์ได้ ที่ไหนก็พิสูจน์ได้ แล้วมันเป็นความจริงในตัวมันเองอยู่แล้ว คนที่ไม่เชื่อจะทำลายอย่างไร ทำลายความจริงอันนั้นไม่ได้ เพราะทำลายไม่ได้ นั่นน่ะสัจธรรม สัจจะความจริงมันไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง มันไม่มีความสงสัยในหัวใจ ถ้าสัจจะความจริงมันเกิดขึ้นมาไง 

พูดถึงถ้าเป็นภาวนามยปัญญา สัจจะความจริงที่มันเกิดขึ้นในหัวใจ มันจะเป็นความจริงในใจดวงนั้น เราขวนขวาย ได้มาก ได้น้อย ทำบุญกุศลมันก็เป็นบุญกุศลของเรานะ ทำบุญกุศลเป็นวาสนาของคน จะได้มาก ได้น้อยนะ ไอ้ของน้อยไม่สำคัญหรอก สำคัญแต่เจตนาที่ดีงาม ถ้าเจตนาที่ดีงาม ปฏิคาหกไง ให้ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ไง 

เวลาเราอ่านเจอในพระไตรปิฎกเองนี่แหละ ทำบุญทิ้งเหว ทำบุญทิ้งเหว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนมากมาย แต่เวลาคำว่า ทำบุญทิ้งเหว คืออย่าไปติด ไปยึดมัน ยิ่งไปติด ไปยึดมัน สิ่งที่ได้มา ความติด ความยึดนั่นน่ะมันทอน ทอนความเป็นจริงในผลบุญอันนั้น 

แต่ถ้าภาษาเรานะ ทำบุญทิ้งเหว เหมือนเราเขวี้ยงทิ้ง เราขว้างทิ้ง แต่ไม่ได้ขว้าง เทิดทูนบูชาแล้วเสียสละไป แต่ความรู้สึก ทำบุญทิ้งเหว ขาดไปแล้ว จบ นั่นคือความดีของเราจบสิ้น ตัดแต่งพันธุกรรมของจิตไง เพราะจิตมันติด จิตมันยึด จิตมันมั่น พันธุกรรมของมันไง 

เวลาเราเสียสละ เราทำ นั่นน่ะมันไปตัดแต่งหัวใจของตนไง มันพัฒนาขึ้น พัฒนาขึ้นหรือไม่ ถ้าพัฒนาขึ้นเราดีขึ้นหรือไม่ สิ่งที่ดีขึ้น เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเวียนว่ายตายเกิดสร้างบุญกุศลมามากน้อยขนาดไหน ถ้ามากน้อยขนาดไหน เกิดมาสว่างไปมืด เกิดมาแล้วไม่ตัดแต่ง ไม่ทำคุณงามความดี ตัดแต่งก็แต่งทางลบ ทำแต่ทางลบไป 

เกิดมามืดแต่ไปสว่าง เกิดมามืดเราก็ทำของเรา พยายามขวนขวายของเรา กระทำของเรา สว่างไป เกิดมามืดสว่างไป สว่างไป สว่างไป สว่างไปจนหัวใจสว่างโพลง มันมีความเชื่อ มีความศรัทธานะ ไม่ต้องมีใครบอกหรอก พอมันเห็นแล้วมันอยากทำอย่างนั้น อยากจะดีอย่างนั้น อยากจะทำคุณงามความดีอย่างนั้น มันจะเป็นความดีของหัวใจไง เราแสวงหาของเรา แล้วถ้าเป็นความจริงขึ้นมามันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกกลางหัวใจเรานี่ เอวัง