เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๒ ก.พ. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมะเพื่อเป็นมงคลชีวิตกับเรา มงคลชีวิตนะ เวลาโบราณเขาถือ เห็นไหม เขาเรียกว่าของที่มันมีขวัญ เขาเรียกขวัญ เรียกขวัญเรียกกำลังใจของเราไง 

นี่ก็เหมือนกัน ฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อมงคลชีวิต ถ้าเป็นมงคลกับเรานะ ถ้ามงคลกับเรา เรามีสติมีปัญญา ถ้ามีสติมีปัญญานะ สิ่งใดที่มันอยู่ในชีวิตประจำวันขึ้นมา ทุกข์ร้อยแปด เวลามารำพันเรื่องความทุกข์ ความทุกข์ ความทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ถ้าความทุกข์ ความทุกข์ ความทุกข์เป็นสัจจะเป็นความจริงไง ความทุกข์เป็นอริยสัจไง 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ละ ให้ละที่ เห็นไหม ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ ไอ้ที่เป็นความทุกข์ ความทุกข์มันเป็นปลายเหตุ มันเป็นปลายเหตุเพราะว่าอารมณ์ความรู้สึก เรานึกคิดขึ้นมามันก็เป็นความทุกข์ ความทุกข์น่ะ มันมีเหตุมีที่มามีที่ไป เวลามีเหตุมีที่มามีที่ไป เพราะเราขัดสน เราขาดตกบกพร่อง มันถึงเป็นความทุกข์ ความทุกข์ไง นี่พูดถึงว่า ความคิดความเห็นทางวิทยาศาสตร์ ความคิดความเห็นทางโลกไง 

แต่ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะเป็นสัจจะเป็นความจริง ภายนอก ภายใน แล้วเป็นภายในเป็นความทุกข์ ความทุกข์มันมาจากไหน ทุกข์ควรกำหนดไง แต่เราไม่เคยเห็นความทุกข์ของเราไง สิ่งที่เรารำพันรำพึงว่าสิ่งที่เป็นความทุกข์ ความทุกข์ ความทุกข์นี้เป็นเพราะเราไม่ได้สมความปรารถนา ความทุกข์นี้เพราะเราผิดหวัง เป็นความทุกข์ ความทุกข์ไง แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ ทุกข์ควรกำหนด เพราะเราไม่เห็นความจริงว่าทุกข์มันเป็นอย่างไรไง ทุกข์มันเป็นสิ่งที่ทนอยู่ไม่ได้ ทุกข์สิ่งที่เราไปยึดไปมั่นกับมัน 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ละที่สมุทัย ตัณหาความทะยานอยาก อยากได้ อยากดี อยากเป็น นั่นน่ะคือละตรงนั้น

ถ้าละตรงนั้น ละตรงนั้นคนไม่เห็นตรงนั้นไง คนไม่เห็นตรงนั้นมันถึงต้องมีการอนุปุพพิกถา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ ให้เขารู้จักเสียสละๆ คนเราถ้าไม่รู้จักตัวเอง มันมองแต่คนอื่นทั้งสิ้น ความผิดพลาดของคนอื่นทุกๆ คนเห็นได้หมด แต่ความผิดพลาดของเรา เราไม่รู้ไม่เห็นไง ถ้าไม่รู้ไม่เห็นขึ้นมา ต้องมีศรัทธามีความเชื่อของเรา มีศรัทธาความเชื่อของเรา 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมเพราะอะไร

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้ธรรมด้วยหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ๖ ปี กระเสือกกระสน พยายามค้นคว้า พยายามแสวงหา มันไม่ได้สัจจะความจริงมาสักที 

แต่เวลาได้สัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ เวลามันดับทุกข์ไง ดับทุกข์สิ้นไปแล้ว เห็นไหม มันมีแต่วิมุตติสุข วิมุตติสุข สัจธรรมอันนั้นมันเกิดที่ไหน มันเกิดบนหัวใจนะ 

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เพราะมันมีอวิชชา มีความไม่รู้ในตัวของมันเอง ความไม่รู้ในตัวของมันเอง ทั้งๆ ที่เราทำบุญกุศลนะ ใครทำบาป ทำบุญขนาดไหน กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน กรรมมีอำนาจเหนือกว่าไง เหนือกว่าหัวใจดวงนั้นไง ถ้ามีหัวใจดวงนั้น เห็นไหม แล้วเราไม่รู้เท่าทันตัวเราเอง มีกรรมอันนั้นมันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง 

แต่ด้วยบุญด้วยกุศลเราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เวลาเกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคืออะไร พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาบารมีเต็มแล้วมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เวลาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว ท่านเห็นนะ คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้ามที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย 

ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย การแสวงหาอันนั้น เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา ความชราคร่ำคร่า มันไม่แก่ได้ตรงไหน มันแก่ของมันโดยธรรมชาติของมัน แต่มันแก่โดยธรรมชาติของมัน ถ้าเรามาแก้ไขที่ปฏิสนธิจิตนี้ แก้ที่จิตนี้แล้ว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของมัน มันเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดาต่อเมื่อที่เราแก้ไขที่หัวใจของเรานี้ได้แล้ว ที่หัวใจที่มันทุกข์มันยากอยู่นี่ 

หัวใจนี้มันทุกข์มันยากมันแบกรับภาระไว้มหาศาล เวลาไปกว้านฟืนกว้านไฟเอามาเผาตัวเอง สิ่งนั้นว่ามันเป็นความจำเป็น มันเป็นหน้าที่ของเรา มันเป็นหน้าที่ หน้าที่ แต่หน้าที่ของหัวใจล่ะ เราทิ้งขว้างหัวใจของเราไปนะ เราทิ้งขว้างหัวใจของเราไป แล้วเราก็ว่าเป็นหน้าที่ เพราะเรามองไม่เห็น เราไม่รู้จักมันไง แต่เรารู้หน้าที่ของความเป็นมนุษย์นี่ไง ความเป็นมนุษย์ที่แสวงหา แสวงหา มันความเป็นมนุษย์เราก็แสวงหาของเราใช่ไหม ใช่! นี่คือปัจจัยเครื่องอาศัย 

เวลาพระบวช เห็นไหม มีบริขาร ๘ บริขาร ๘ มีอาหาร มีสถานที่อยู่อาศัย นั้นน่ะบริขาร ๘ บริขาร ๘ เพราะสิ่งมีชีวิตมันต้องมีอาหาร สิ่งชีวิตต้องมีการดำรงชีพ การดำรงชีพของมัน เราก็ดำรงชีพของเราไง ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา คนที่มีอำนาจวาสนาเกิดมา เราประสบความสำเร็จในชีวิตต่างๆ ก็แล้วแต่ สิ่งนั้นเป็นสมบัติสาธารณะ เป็นสมบัติของประจำโลก สมบัติของโลก ข้าวของเงินทองอยู่กับโลกนี้มันไปกับเราไม่ได้ แต่สิ่งที่จะไปกับเราได้คือความดี ความชั่ว สิ่งที่จะไปกับเราได้คือผลของคุณงามความดีของเรา ถ้าคุณงามความดี เราถึงแสวงหากันนี่ไง 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้สอน ทาน ศีล ภาวนา ทาน ศีล ภาวนา หากว่าทำทาน ศีล ภาวนา คนที่มีจิตใจเข้มแข็งแก่กล้าขึ้นมาสามารถเสียสละได้ คนที่มีจิตใจที่อ่อนแอเสียสละไม่ได้ มันยึดมันมั่นของมัน ว่าของเรา ของเรา ของเรา มันเสียสละไปไม่ได้ ถ้าเสียสละไปได้ขึ้นมา เห็นไหม จิตใจมันก็อ่อนแอของมัน เห็นไหม ถึงต้องฝึกหัด ฝึกหัดของเรา ถ้าฝึกหัดของเรา ถ้าเราทำได้ จิตใจคนที่ยิ่งใหญ่ มันเสียสละได้มากน้อยขนาดไหน มันเสียสละออกไป สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ ประโยชน์กับใจดวงนั้น เสียสละ เห็นไหม

การเสียสละมันไม่ต้องเสียสละแต่วัตถุข้าวของเงินทอง มันเสียสละ ให้ธรรมเป็นทาน ให้ธรรมเป็นทาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธแสดงธรรมจักร นั่นน่ะธรรมทาน ธรรมทานขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม สัจจะความจริง 

นี่ก็เหมือนกัน ทางวิชาการเราสั่งสอน อบรมสั่งสอน ให้เขามีสติ ให้เขามีปัญญา ให้เขามีความรู้ของเขา ให้เขาสามารถดำรงชีพของเขา อันนี้ก็เป็นบุญ แล้วบุญที่ยิ่งใหญ่ด้วย บุญที่เขาเลี้ยงตัวเขาได้ด้วย บุญเพื่อสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขด้วย อันนี้เป็นว่าการให้ทาน การให้ทานไง การให้ทาน การเสียสละของเรา การกระทำของเรา ทำคุณงามความดีของเรา เพื่อหัวใจของเราไง

ถ้าเป็นความจริง สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิคือหัวใจที่มันดีงาม สัมมาทิฏฐิมันเห็นสิ่งถูกต้องดีงามทั้งสิ้น คนเราเกิดมาปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ ถ้าปรารถนาความสุข ความสุขมีมากน้อยขนาดไหน ความสุขของโลก กามคุณ ๕ สิ่งที่ได้มา ในศีล ๕ สมบูรณ์แบบของมัน แต่คนที่มีจิตใจที่ประพฤติพรหมจรรย์ ถือศีล ๘ แล้ว ศีลยิ่งมีมากมายมหาศาล ไม่กินข้าวเย็น ไม่กินข้าวมันก็ตัดทอนไปแล้ว เห็นไหม

เวลามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระฉันมื้อเดียว เวลาฉันมื้อเดียวแล้ว การประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้ว จิตมันยังสงบไม่ได้ เขาอดนอนผ่อนอาหาร สิ่งที่ว่ามันเป็นประโยชน์ สิ่งที่ว่าเป็นความสุข ความสุขของโลกของเขา ถ้าคนเราไม่รู้จักจับจ่ายใช้สอย มันก็เป็นโทษกับมันไง เวลาเราเสียสละ เสียสละเพราะจิตใจมันเข้มแข็งแล้วมันเห็นหัวใจของเราไง ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ทับจิต ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ทับจิต 

ความรู้สึกนึกคิดของเรา สัญญาอารมณ์ที่เรายึดมั่นถือมั่น มันทับหัวใจของเรา มันทับหัวใจของเรา ย้ำคิดย้ำทำ ย้ำคิดย้ำทำไง ถ้ามันรู้จักเสียสละทาน เสียสละทาน เห็นไหม ความตระหนี่ถี่เหนียวต่างๆ ขึ้นมามันกดทับหัวใจของเรา มันตกทุกข์ได้ยาก ของเราแม้แต่เล็กแต่น้อย ถ้ามันขาดตกบกพร่องไป เสียใจ เสียใจ เสียใจ แต่ถ้าคนจิตใจที่ยิ่งใหญ่นะ เขาเสียสละของเขาแล้ว เขามีบุญกุศลของเขา

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาธาตุขันธ์ทับจิต ธาตุขันธ์ทับจิต ความรู้สึกนึกคิดที่เรายึดมั่นถือมั่นมันทับหัวใจของเรา มันทับหัวใจของเรา แล้วเราไม่รู้นะ นี่ไงดูจิต ดูจิต มันก็ดูที่อารมณ์นั่นน่ะ มันเห็นจิตของมันหรือ ถ้ามันเห็นจิตมันจะรู้เลย จิตส่งออก จิตส่งออกนอกเป็นอย่างไร ถ้าเห็นจิต เห็นจิตของตนนะ  ทำสมาธิมันยังทำไม่ได้ ทำไม่เป็นอยู่นั่นไง มันอยู่ที่สัญญาอารมณ์คือเงา 

เงาคืออะไร เงาคือคนเกิดมา คนเกิดมามีกายกับใจ มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ โดยบุญกุศลโดยความเกิดเป็นมนุษย์ไง มันมีของมันอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติความเป็นมนุษย์มันก็มีอารมณ์ความรู้สึก ความรู้สึกเป็นจิตหรือ เราก็ติดตรงนั้นไง แล้วก็ดูแต่อารมณ์นั่นไง แล้วก็ดูจิต ดูจิต เพ่งจิต มันเป็นการวิปัสสนึกเอาทั้งสิ้นน่ะ มันไม่เป็นความจริงหรอก คนที่เขารู้เขาหัวเราะเยาะด้วย แต่เขาไม่พูด มันพูดไม่ได้ มันพูดไม่ได้เพราะอะไร เพราะความรู้สึกของคน สติปัญญาของคนสูงต่ำแตกต่างกัน

คนที่ปัญญาที่อ่อนแอ ปัญญาที่เชื่อถือง่าย เขาก็ว่าแค่นั้นเป็นการกระทำของเขา แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเรา มันยังอีกไกล คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ต้องหยุดคิด ความหยุดคิด หยุดคิด หยุดคิดแล้วอยู่กับอะไรล่ะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกกรรมฐาน ๔๐ ห้องไง การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ การทำความสงบ ๔๐ วิธีการเพราะอะไร เพราะคนเกิดมามันสร้างเวรสร้างกรรมมาไม่เหมือนกัน ความรู้สึกของคนไม่เหมือนกัน กรรมที่ทำมาก็ไม่เหมือนกัน ความชอบของคนก็ไม่เหมือนกัน ถึงให้แสวงหาด้วย ๔๐ วิธีการ อะไรก็ได้ อะไรก็ได้ขอให้จิตสงบเข้ามา 

ถ้าจิตสงบเข้ามา เห็นไหม สิ่งที่ว่าสัญญาอารมณ์มันทับจิต ทับจิตน่ะ สิ่งที่เราคิดยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นความทุกข์ ความทุกข์ บอกว่า ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ ไอ้ทุกข์ร้อยแปด มันไม่รู้จักทุกข์มันหรอก มันทุกข์โดยสามัญสำนึก ทุกข์โดยสภาวะของความเป็นมนุษย์ ทุกข์โดยกิเลสมันแหย่ ทุกข์โดยกิเลสมันเผาลน ก็ทุกข์ ทุกข์  แต่ไม่เห็นทุกข์จริง ถ้าเห็นทุกข์จริงสะอึกเลย

หลวงตาท่านถึงพูดไง คนที่ภาวนาเป็นท่านพูดเป็นคติธรรมนะ กิเลสมันขี้รดหัวใจเราแล้วน่ะ แล้วมันก็ไปแล้วน่ะ แล้วเราก็มาบ่นกันว่าทุกข์ ทุกข์ กิเลสมันไปแล้วนะ 

เหมือนโจรลักของ มันลักของไปแล้วน่ะ เรามาเช็กได้ว่าของเราหายทีหลัง แล้วก็มาเสียใจ เสียใจ โจรมันเอาไปใช้จ่ายใช้สอยสนุกมันอยู่ที่บ้านมันน่ะ ไอ้เรายังทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ มันไม่เห็นทุกข์ไง ถ้าเห็นทุกข์ตามความเป็นจริงนะ มันสะอึก พอมันสะอึกเข้าไป เพราะอะไร เพราะนี่คือต้นเหตุ ต้นเหตุที่ทำให้เรามืดบอด ต้นเหตุที่ทำให้เรามืดบอด แล้วเราก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วพอเกิดเป็นมนุษย์ ก็สถานะของมนุษย์ก็ไปแย่งชิงสถานะของโลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ไปแย่งชิงกันที่นู่น แล้วแย่งชิงกันอยู่ที่นู่น แล้วเป็นอะไร 

แต่เวลาเจ้าชายสิทธัตถะจะได้สถาปนาเป็นกษัตริย์แล้วทิ้งเลย เราต้องเป็นเช่นนี้หรือ เราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายใช่ไหม ถ้าเราเกิด แก่ เจ็บ ตายไปกับเขา เราก็เกิดภพชาติหนึ่ง สูญเปล่าไปชาติหนึ่ง ท่านเสียสละอันนั้น แล้วท่านแสวงหาของท่าน เวลาแสวงหาของท่าน ท่านค้นคว้าของท่าน คนที่ในการปฏิบัติเขามีอยู่แล้ว ก็ไปแสวง ไปเรียนไปศึกษากับเขา ศึกษากับเขาด้วยวุฒิภาวะ ด้วยอำนาจวาสนานะ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ 

แม้แต่อุทกดาบส อาฬารดาบส รับประกันเลย เจ้าชายสิทธัตถะได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เท่าเรา เป็นอาจารย์สอนได้ อาจารย์ยกย่องสรรเสริญขนาดนั้น เป็นพวกเราหลงหมดแล้วแหละ ถ้าหลงหมดแล้วก็จะไม่เกิดพระพุทธศาสนาหรอก แต่ด้วยอำนาจวาสนาที่ท่านสร้างสมมา ไม่เชื่อ ไม่ใช่ เพราะอะไร เพราะยังสงสัยอยู่ เรายังไม่รู้ว่าเราเกิดอย่างไร แล้วเราตายแล้วจะไปไหน เรายังไม่รู้เลย ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ก็ไม่รู้ เวลาสงบก็สงบเฉยๆ อย่างนั้นน่ะ แล้วเกิดตายก็ยังไม่เห็นน่ะ 

แต่เวลาท่านมาทำความดีของท่านขึ้นมา ใช้สติปัญญาของท่าน เวลามันเกิดสัจจะความจริงนะ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกอดีตชาติ ความว่า ระลึกอดีตชาติ มันเป็นการยืนยันว่า สิ่งที่คนเกิดมามันมีเวรมีกรรมของมันมา แต่ละภพแต่ละชาติได้ทำสิ่งใดมา แล้วถ้ามันไม่ถึงที่สุดมันก็จุตูปปาตญาณ มีการกระทำคือมีกรรม ถ้ามีกรรมคือมีเหตุ มีเหตุ มีการขับดันไป มันก็ต้องไปของมันข้างหน้าตลอดไป นี่ไปรู้ไปเห็น ไปรู้ไปเห็น นี่ไงผลของวัฏฏะ ผลของธรรมชาติที่มันแปรปรวนของมัน มันหมุนเวียนของมันโดยธรรมชาติของมัน มันมีของมันอยู่แล้วโดยดั้งเดิมไง 

แต่แต่เรามาเกิดเป็นคน เรามาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วเรามาศึกษาเล่าเรียน มาศึกษาค้นคว้า ถ้าเราศึกษาค้นคว้า ค้นคว้าในตำรับตำราก็เป็นทฤษฎี ค้นคว้าที่ไหนมันก็เป็นสมบัติของคนอื่น  

ถ้าเราค้นคว้า เราต้องค้นคว้าที่ใจของเรา เพราะปฏิสนธิจิต จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคยเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ นรกอเวจีท่านก็เคยหมุนเวียนมาทั้งสิ้น เวลาคนทำคุณงามความดีแล้ว เราไม่ทำอย่างนั้น อบายมุข ดูสิอบายมุขมันก็ไปสู่อบายภูมิ ศีล ๕ ก็บังคับไว้ไม่ให้เข้าไปใกล้ชิดมัน เราจะสร้างแต่คุณงามความดีของเรา

สร้างคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อคุณความดี ทำความดีเพื่อชีวิตนี้ เห็นว่าชีวิตนี้มีคุณค่า เห็นว่าหัวใจที่มีคุณค่า เราพยายามสร้างความดีของเรา ใครจะติเตียน ใครจะติฉินนินทา ใครจะว่าโง่เขลาเบาปัญญา นั่นน่ะปากกิเลสมันพูด ปากกิเลสมันแข่งขัน 

เราทำความดีเพื่อเรา ทำความดีเพื่อเรา ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราทำความดีนั้น ความดีนั้นมันจะส่งผลกับพฤติกรรมของเรา ทำความดีนั้นเพื่อหัวใจของเรา ทำความดีนั้น กลิ่นของศีล กลิ่นของธรรมมันต้องหอมทวนลม แต่คุณงามความดี ความดีคุ้มครองเรา 

ผู้ใดปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม เขาจะหาของขลังห้อยคอไง เราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ให้ธรรมะคุ้มครองเราไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์คุ้มครองหัวใจของเราไง ฟังธรรมเพื่อขวัญ เพื่อกำลังใจเพื่อหัวใจดวงนี้ไง ถ้าหัวใจดวงนี้ ทำดีต้องได้ดี ได้ดีที่ไหน ได้ดีที่ความรู้สึกของเรานี่ กาลามสูตรอย่าเชื่อ อย่าเชื่อว่าอาจารย์พูด อย่าเชื่อว่าใครพูดทั้งสิ้น ต้องพิสูจน์จากการกระทำของเรา ถ้าการกระทำ มันสงบจริงๆ แล้วสงบเป็นอย่างไร 

อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้นน่ะ จะทำวิธีการใด ทำอย่างใดก็แล้วแต่ ถ้ามันสงบเข้ามามันจะรู้สัจจะความจริงของมัน ขิปปาภิญญาเขาต้องมีมรรค ๘ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาเหมือนกันทั้งสิ้น ผู้ที่ปฏิบัติยากรู้ยาก ทุกข์เข็ญขนาดไหน เวลามันจะเป็นสัจจะความจริงขึ้นมา มันก็ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญาเหมือนกัน อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มรรค ๘ เป็นอันเดียวกัน อันเดียวกัน จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจไง 

ถ้าใครจะมาปลิ้นมาปล้อน มรรค ๘ มรรค ๗ มรรค ๖ ว่าของเขา ไอ้นี่สัจธรรมปฏิรูป มันคิดของมันเอง คิดของมันเอง สร้างอารมณ์เอง สร้างโลกของตัวเอง แล้วจะบังคับให้คนเชื่อนะ เวลามันสร้างโลกขึ้นมาแล้ว นิพพานเป็นอย่างนี้ มันสร้างโลกอีกโลกหนึ่งขึ้นมาไง แล้วมันก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างไร เป็นไปไม่ได้ 

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เวลาศึกษาสัจธรรม สัจธรรมเป็นสัจธรรม ถ้าสัจธรรมเป็นสัจธรรมอันเดียวแล้วน่ะ สิ่งที่เป็นความจริงๆ ไง เวลาหลวงตาท่านไปแก้พระภิกษุที่ปฏิบัติ มันแก้ มันแก้ มันรู้อยู่ รู้อยู่ว่าจิตใจของเรามันยังมีอะไร มีความสงสัยอยู่ มันยังมีตะกอนในใจอยู่ แต่มันไปไม่ได้ แล้วทำอย่างไร ทำอย่างไรไง เวลาเรียนน่ะเก่งนัก เวลาปฏิบัติขึ้นมามันรู้ไปหมด เวลาจะไปอย่างไร 

แต่คนที่เขาไปแล้ว เขาไปได้ ตะกอนในแก้วน้ำนะ ถ้าตั้งไว้มันก็นอนก้น ขยับปั๊บมันก็ฟุ้งกระจายตัวของมันแน่นอน ของที่มันมี จะปฏิเสธว่าไม่มีอย่างไร มันก็คือมี มันมีของมันอยู่แล้ว เราขยับความรู้สึกนึกคิด เวลาวันนี้อารมณ์ดีมากเลย คิดดีมากเลย พอคิดไป คิดไป เดี๋ยวมันก็คิดทางเลวทรามไปของมันอย่างนั้นน่ะ มันเป็นของมันอยู่โดยธรรมชาติของมัน แล้วออกอย่างไรล่ะ 

สมาธิยังทำไม่เป็น แก้วน้ำยังไม่เห็น ตะกอนก็ไม่รู้จัก แล้วบอกว่ากิเลสมันเป็นนามธรรมไม่รู้จะเห็นมันได้อย่างไร สิ่งที่เป็นนามธรรมไง รู้ได้แต่ตัวหนังสือไง รู้ได้แต่ตำราเน่าๆ นั่นไง รู้ได้แต่ตัวเองชี้บอกไง

แต่เวลาหัวใจที่เป็นธรรม เวลาจิตสงบแล้วไง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เวลามันสว่างมันไสว มันกระจ่างแจ้งในหัวใจ มันมีความสุข มันเบาตัว เบากาย ความเบาตัว เบากาย มันเป็นแขนงหนึ่งในการปฏิบัติเท่านั้นแหละ แต่มันเป็นพื้นฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน 

คนจะทำหน้าที่การงาน เขาทำที่บนหัวใจดวงนี้ เพราะหัวใจดวงนี้ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเป็นต้นเหตุ แล้วเขาต้องไปแก้ที่ต้นเหตุนั้น ถ้าแก้ที่ต้นเหตุนั้น จนอวิชชา จนความไม่รู้ในใจของมันหมดสิ้นไปมันจะไปไหน 

เรารู้ตัวอยู่นะว่าเราขยับไปไหนมันมีแต่ของร้อน เราจะไปไหน เราก็นั่งอยู่โดยปกติของเราสิ เราจะลุกไปทำไม ข้างหน้ามีแต่ฟืนมีแต่ไฟทั้งสิ้น ถ้ามันรู้ที่ต้นเหตุ มันเข้าใจของมันแล้ว มันจะไปไหน มันไม่ไปไหนมันก็ไปเกิดไง แล้วมันอยู่ไหนล่ะ มันอยู่ในหัวใจของพวกเรานี่แหละ 

เรานี่ เราเกิดเป็นมนุษย์ ต้นเหตุคือจิตของเรามาเกิดจากพ่อจากแม่นี่แหละ มีค่าที่สุด มีคุณค่ามากที่สุดคือชีวิตของเรา แล้วชีวิตของเราที่มันยังหลงมันยังใหลอยู่ เพราะมันขาดสติ ขาดการฝึกฝน ธรรมะรู้จักมันทั้งสิ้น แต่ยังขาดการฝึกฝน ขาดการกระทำ แล้วฝึกฝน ฝึกฝน ไม่ต้องอะไรเลย 

หลวงปู่ฝั้นท่านบอก ลมหายใจทิ้งเปล่าๆ มนุษย์ต้องมีลมหายใจ ขาดออกซิเจนไม่ได้ แต่ออกซิเจนถ้าจิตมันจับลมนะเป็นอานาปานสติ หายใจแล้วระลึกรู้ตามลมหายใจนั้นน่ะ ลมหายใจมันต้องหายใจเพื่อชีวิตนี้อยู่แล้ว แต่ไม่มีสติปัญญาเอามันเป็นประโยชน์ขึ้นมาจากการประพฤติปฏิบัติ ให้ค้นคว้าหาใจของตน 

เพราะใจของตนเกาะลม เกาะลม เกาะลมจนมันปล่อยลม จนมันเป็นตัวของมันเอง ใจของเรามันยืนขึ้นมาได้ ใจของเรามันเป็นสัจจะขึ้นมาได้ แล้วใจของเราถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน แล้วถ้างานมันเกิดขึ้น มันจะเกิดธรรมจักร 

เวลาปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้น พูดไม่ถูกหรอก แล้วพูดไม่ได้ด้วย แล้วไม่มีในตำราด้วย ตำราเขียนแต่ชื่อมัน ภาวนามยปัญญา แต่เวลามันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจริง เกิดขึ้นอย่างไร คนไม่รู้พูดไม่ได้ คนไม่เคยเห็นผี บอกผีไม่ได้ คนไม่เคยโดนผีหลอก ฟังแต่ว่าผีหลอก ผีหลอก แต่ไม่เคยโดนผีหลอก มันไม่รู้ว่าผีเป็นอย่างไร คนยังไม่เห็นจิตของตน ไม่เกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา มันก็เหมือนกับคนโดนผีหลอกแต่มันไม่เคยเห็นผี 

แต่ถ้ามันเป็นจริงๆ นะ สัจธรรมมันเกิดขึ้น แล้วมันเกิดขึ้นเป็นความจริงในใจของตน มรรค ๔ ผล ๔ แล้วใจที่มันเป็นจริง

วันนี้วันพระ วันพระ วันพระ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักร พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม 

เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัจจะเป็นที่พึ่ง สัจจะความจริงอันนี้เป็นที่พึ่ง ถ้าเราพึ่งของเรา แล้วเราปฏิบัติของเราแล้ว ใจของเราเองมันจะเป็นสงฆ์เองไง พุทธะก็พระพุทธเจ้า ถ้าเป็นสังฆะมันก็ใจเราเป็น ถ้าใจเราเป็นขึ้นมา แล้วความทุกข์มันจะอยู่ที่ไหนล่ะ ความทุกข์มันจะเข้ามาไม่ได้เลย ถ้าเรามีสติมีปัญญารักษาหัวใจของเรา นี่ไงพระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้ไง 

ฟังธรรมเป็นมงคลชีวิต มลคลชีวิต แล้วฟังแล้วกลับไปพิจารณา กลับไปใคร่ครวญของเรา กาลามสูตรอย่าเชื่อ ความเชื่อ การฟังธรรม ฟังธรรม ให้ธรรมเป็นทาน ให้ธรรมเป็นทาน 

การฟังธรรม ฟังธรรมเสร็จแล้วเราไปพิจารณาขึ้นมาเพื่อให้เป็นปัญญาของเรา ให้เป็นความคิดของเรา แล้วถ้ามันคิดได้ มันก็จะรักษาใจของมันได้ คนคิดเอง คนทำเอง คนแสวงหาเอง ผู้นั้นจะเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เอวัง