เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๓ ก.พ. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะนะ ตั้งใจฟังธรรมะ เพราะคำว่า ตั้งใจ” มันเปิดหัวใจไง ภาชนะที่คว่ำไว้ ถ้วยชามคว่ำไว้ ฝนตกแดดออกมันไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าหงายมันขึ้นมาไง ถ้าหงายมันขึ้นมา ฝนตกแดดออกมันก็จะได้น้ำ ได้เศษน้ำ ได้ฝุ่น ได้ตะกอนต่างๆ ลงสู่ถ้วยชามนั้นบ้าง 

หัวใจของเรา หัวใจของเราไง ถ้ามันคว่ำ ด้วยทิฏฐิมานะ ด้วยความเห็นของตน ธรรมะเป็นของเก่า ของล้าสมัย ของครึ เดี๋ยวนี้สมัยใหม่ สมัยใหม่เขาไปดาวเทียมกันแล้ว มันมีจรวด วิทยาศาสตร์เจริญมาก วิทยาศาสตร์เจริญมาก โลกเจริญๆ เจริญด้วยฟืนด้วยไฟ ด้วยฟืนด้วยไฟ ไฟโทสะ ไฟโมหะ เผาลนหัวใจของตนไง ถ้าไฟโมหะ ไฟโทสะจะเผาลนหัวใจของตน ธรรมโอสถ ธรรมโอสถ ถ้าธรรมโอสถ เห็นไหม ธรรมโอสถที่เข้าไปชำระล้าง เข้าไปทำให้หัวใจเราร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาบ้าง ร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาบ้างนะ 

เวลาเกิดไฟป่า ไฟป่า ถ้าใครดับไฟป่าได้ เขาปลื้มใจ เขาภูมิใจ เพราะเขาได้ดับไฟป่าอันนั้น เพราะเราเห็นไง แต่ไฟโทสะ ไฟโมหะในหัวใจเราไม่มีใครเห็นไง แต่มันเผาแต่เร่าร้อนอยู่ในหัวใจของเรานี่ไง ฟังธรรม ฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อทำเหตุนี้ไง ฟังธรรมเพื่อเหตุนี้ คนถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมามันจะมีการกระทำ ถ้าไม่มีการกระทำ สิ่งการกระทำต่างๆ สิ่งที่เป็นอาหาร ปัจจัยเครื่องอาศัย ปัจจัยเครื่องอาศัย เลี้ยงชีวิต ธรรมโอสถสัจธรรมอันนั้นจะเลี้ยงหัวใจของตนไง แต่ทำกันไม่เป็นน่ะ ทำกันไม่ได้ พอทำกันไม่เป็น ทำกันไม่ได้ เราก็พยายามตะเกียกตะกาย 

ดูสิภาชนะที่คว่ำไว้ เราจะหงายมันขึ้นมา หงายขึ้นมาด้วยความทุกข์ความยาก หงายขึ้นมาด้วยความยากลำบากมหาศาล เราหงายไม่เป็น มันก็หงายไม่ได้ไง 

เวลาบ้านเรือนของเรา เห็นไหม สิ่งที่เป็นขยะมูลฝอย เราใช้ไม้กวาด ไม้กวาด ไม้กวาดนั่นเขาไว้ทำความสะอาดนะ แต่ถ้าบ้านใครเป็นบ้านที่ปูพรม เขาใช้เครื่องดูดฝุ่น เครื่องดูดฝุ่นน่ะ เครื่องดูดฝุ่นมันดูดฝุ่นอันนั้น แต่ของเรา เราไม่มีทั้งเครื่องดูดฝุ่น ไม่มีสิ่งใดเลย เราผ้าปูที่นอน เวลาเราทำความสะอาดเราก็ซัก ถ้ามันไม่สะอาดเราก็ตากแดด เราเอาไม้ตีเอาก็ได้ นี่พูดถึงว่าในการทำความสะอาด ในการทำความสะอาด สิ่งที่เราใช้สอยมันมีหลากหลายมันมีหยาบ มีละเอียด เห็นไหม 

ในหัวใจของเราก็เหมือนกัน สิ่งที่เราพูด เราคิด เราเห็น เราพิจารณา ดูจิต ดูจิต ดูอารมณ์ทั้งนั้นน่ะ อารมณ์มันเกิดจากจิต โลกทัศน์ โลกทัศน์ เห็นไหม ฐีติจิต จิตเดิมแท้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีอวิชชาครอบงำมัน เวลาด้วยบุญด้วยกุศลได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมา เห็นไหม มนุษย์มีค่าเท่ากัน มนุษย์เหมือนกัน มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มนุษย์มีร่างกายและมีความคิด  ความคิด ความคิดเกิดจากจิตจากใจ เราไม่เคยเห็นจิตไง ไม่เคยเห็น แล้วไม่รู้จักด้วย ไม่รู้จักเพราะมันไม่มีเครื่องมือเข้าไปสู่หัวใจอันนั้นไง

แต่ถ้าเครื่องมือนะ สติ มีสติมีสัมปชัญญะ เราทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา เราจะหงายภาชนะของเราขึ้นมาไง ถ้าเราจะหงายภาชนะของเราขึ้นมา เวลาหงายขึ้นมาแล้ว สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้ามันเข้าไปสะเทือนหัวใจ สะเทือนหัวใจ ขนลุกขนพอง เวลามันเป็นจริงของมันขึ้นมา 

แต่เวลาเราเชื่อมั่นของเรา ว่าเรามีสติ มีปัญญาของเรา เวลาเราคันไง ผลัดกันเกา เกาหลัง ผลัดกันเกาหลัง มันเกาหลังมันก็แค่ผิวหนัง มันจะเข้าไปถึงหัวใจได้อย่างไร นี่ก็เหมือนกัน เวลาคนเกิดมา เกิดมา เกิดด้วยอำนาจวาสนาของคนนะ คนเกิดมา เห็นไหม เกิดมาด้วยนาสว่าง พ่อแม่มีสถานะต่างๆ เกิดมาลูกก็มีความสะดวกสบายพอสมควร แต่เวลาเราเกิดมา เห็นไหม 

หมอชีวกโกมารภัจจ์ เวลาเกิดมาแล้วเขาไปทิ้งในถังขยะ ทิ้งเลยนะในถังขยะ การทิ้งในถังขยะมันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว เวลาทิ้งถังขยะ เวลากษัตริย์ไปเจอเข้า เอาไปชุบเลี้ยงไว้ในพระราชวังไง แล้วพอโตขึ้นมา พอถามว่า เกิดมาจากไหน เกิดมาจากไหน” “เกิดมาจากถังขยะ ด้วยความเศร้าใจ ด้วยความปมด้อยของตนไง ก็ขอให้ไปศึกษา ก็ศึกษาจนเป็นหมอชีวก หมอประจำองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านู่นน่ะ 

เวลาคนมันขวนขวาย มันขวนขวายขึ้นมา ปัจจัยเครื่องอาศัยเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพ ความเลี้ยงชีพมันเกิดมาด้วยบุญด้วยกุศล ด้วยบุญด้วยกุศลคืออำนาจวาสนา คือจังหวะและโอกาสของคน เวลาจังหวะและโอกาสของคนมันมาพอดีทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นไป

ไอ้ของเรามันขัดสน ขัดสน กรรมเก่า กรรมเก่า กรรมเก่าสิ่งที่ทำมาแล้วมันเป็นทัศนคติ กรรมเก่าใครเป็นคนทำ จิตนั้นเป็นคนทำ จิตเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่มันทำสิ่งนั้น เพราะมันเกิดจากเจตนา เกิดจากใจของมัน 

ใจของมันเวลากิเลสมันเร่าร้อน ความโลภ ความโกรธ ความหลงมันเผาลนหัวใจของเรานะ เราก็อยากทำให้สมความปรารถนาของมัน พอทำเร็จแล้ว กิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์คือการกระทำของตน ผลมันตกกับใคร กิเลสไม่ได้รับนะ กิเลสมันตัวยุตัวแหย่ ตัวกระตุ้น แล้วเราก็ทำตามมัน ทำตามมัน พอทำตามมัน แล้วมันตกที่ไหนล่ะ ตกที่ฐจิตไง ตกที่ภวาสวะ ตกที่ภพของเรานี่ไง วิญญาณปฏิสนธิที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง 

แล้วเวลาเรามาเกิดเป็นเรา เป็นเรา ด้วยบุญกุศลได้เกิดเป็นมนุษย์ สิ่งที่ว่าพูดถึงเรื่องกรรม เรื่องกรรม เรื่องกรรมเห็นว่าที่มาที่ไปของมันไง เหตุและปัจจัยไง ไม่มีอะไรลอยมาจากฟ้าไง คนจะมีความรู้สึกนึกคิดมีการกระทำสิ่งใด กรรมเก่า กรรมใหม่ทั้งสิ้น กรรมเก่าคือการกระทำมา ที่เป็นจริต เป็นนิสัย ความชอบ ความชอบ ความไม่ชอบ ความปฏิเสธต่างๆ นี่กรรมเก่า 

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครๆ ก็รู้ว่าดีทั้งนั้นน่ะ แต่มันทำไม่ได้ ทำไม่ได้ เพราะมันขัดแย้งกับความรู้สึกนึกคิด เวลาไปวัดไปวาก็ผลัดกันเกาหลัง มันคัน มันคัน แต่สติมันอยู่ในหัวใจนะ สติขึ้นมาจากความระลึกรู้นะ แล้วถ้ามันเป็นสมาธิ สมาธิเกิดจากใจของเรานะ ถ้าเกิดจากใจของเรา เห็นไหม เวลาจะเป็นสัจจะความจริง วัดปฏิบัติ วัดปฏิบัติ เห็นไหม วัดปฏิบัติเวลาเราไปวัดที่ปฏิบัติของเขา ปฏิบัติของเขา เขาฝึกหัดสติ เขาตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา นี้การสิ่งใดมันต้องตื่นตัวไง 

ไม่ใช่ไปวัดโดยทั่วไป วัดทั่วไปเขาก็ไปรื่นเริง ไปมหรสพสมโภชพอใจ มันสะดวกมันสบาย สบายทุกอย่างเลย มันสบายกิเลสไง กิเลสมันไม่โดนขีดวงไว้ มันอิสระ 

แต่พอกิเลสมันขีดวงไว้ เห็นไหม มันเริ่มอึดอัดขัดข้องไปหมดเลย กิเลสมันชักไม่พอใจแล้ว อยากจะเป็นอิสระ พออิสระแล้วนะเราก็ไม่พอใจเหมือนกัน ทุกคนต้องการของดี ความดี สิ่งคุณงามความดีทั้งสิ้น แล้วคุณงามความดีมาจากไหนล่ะ ก็มาจากมโนกรรม จากความรู้สึกนึกคิดของเรา มันเริ่มต้นมาจากที่นี่ไง ถ้าที่นี่ขึ้นมา เห็นไหม เครื่องมือที่เราจะเข้าไปค้นคว้าหาหัวใจของเรา เครื่องมือที่เราจะปฏิบัติของเรา มันต้องมีเครื่องมือของมัน 

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมัน มันไม่ลอยมาจากฟ้าหรอก ลอยมาจากฟ้านั่นน่ะ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปริยัตินั่นน่ะ ทฤษฎีนั่นน่ะ เกาหลัง พอมันเกานะ มันทุกข์ยากนะ มันคันเกาแล้วหายนะ แต่ต้องเกาให้ถูกที่คันนะ ถ้าเกาไม่ถูกที่คัน ยิ่งเกานะ ยิ่งเกายิ่งไม่หายคัน ยิ่งเกายิ่งคันสองที่สามที่ไปเลย นี่ไงศึกษามาแล้วก็สงสัย สงสัยมันจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างนู้น แล้วเถียงกันปากเปียกปากแฉะเลยนะ 

พุทธพจน์ พุทธพจน์ พุทธพจน์ สาธุ! สิ่งที่ว่าพุทธพจน์เราก็ศึกษานะ ครูบาอาจารย์เราก็ศึกษา ศึกษามาเป็นคุณงามความดีทั้งสิ้น ถ้าศึกษาเป็นคุณงามความดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว่าจะได้สิ่งนี้มานะ ดูสิพระปัจเจกพระพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ แต่ไม่ได้วางธรรมวินัยนี้ไว้ไง ว่าสั่งสอนไม่ได้ สั่งสอนไม่ได้ ได้!ได้ในทางที่ท่านสื่อสารความหมายของท่านได้ขณะนั้น 

แต่ถ้าเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม ธรรมและวินัยที่วางไว้ สิ่งที่จะได้สิ่งนี้มา สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติเป็นพระโพธิสัตว์ มันน่าเห็นใจ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ตายซับตายซ้อน ตายแล้วตายเล่า นี่ไงกรรมเก่าไง ซับสมมา เสียสละมา สละชีวิต สละทุกอย่าง สละเป็นหัวหน้าพาหมู่คณะ ถ้าเป็นฝูงสัตว์ก็เป็นหัวหน้าสัตว์ พาสัตว์ฝูงนั้นพ้นจากการไล่ล่าของพราน 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำมาอย่างนี้ ทำมาอย่างนี้ พอทำมาอย่างนี้ จนถึงพระโพธิสัตว์ เวลาสร้างสมมา สร้างสมมายาวนานมาก พอยาวนานมาก พอมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยอริยสัจ ๔ ด้วยสัจจะด้วยความจริง ด้วยอาสวักขยญาณในใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันนี้ไงที่มันรื้อค้น รื้อค้นถอดถอนอวิชชา คือพญามาร เวลาพญามารองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไปแล้วนะคอตก เพราะไม่มีใครเคยรอดพ้นจากมือไปไง จนขนาดว่าลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลง นางตัณหา นางอรดีเห็นเข้า ก็ไม่เคยเห็นว่าพ่อคอตกอย่างนี้ ไม่เคยเห็นพญามารคอตก เห็นแต่เป็นเจ้าอำนาจบาตรใหญ่ เหยียบย่ำทำลาย ๓ โลกธาตุ ทุกคน ทุกหัวใจ ทุกมีความรู้สึกอยู่ในใต้อำนาจของมันหมดเลย วันนี้พ่อคอตกเลย 

ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ” 

โอ้! เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไปแล้วแหละ สิ่งที่พ้นจากมือไปนี่เสียใจมาก เสียใจมาก 

ลูกสาวบอก ไม่ต้อง ไม่ต้องเสียใจ เดี๋ยวจะไปยั่วไปยวนไปเอากลับคืนมาเอง”  

เวลาไปยั่วยวนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มารเอย แม้แต่พ่อของเธอ พ่อของเธอ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เรือน ๓ หลัง ยอดเรือน ๓ หลังคืออวิชชา เราได้หักมันแล้ว” 

หักยอดเรือน เรือนยอดของอวิชชา สัจจะความจริงมันเป็นอย่างนี้ มันมีคุณค่าขนาดนี้ไง ถ้ามีคุณค่าขนาดนี้ เวลามันจะมีการกระทำขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสมบุญญาธิการมาขนาดนั้น เวลาทำขึ้นมาเป็นสัจจะความจริงแล้ว เป็นความจริงแล้วเป็นวิมุตติสุข พ้นจากทุกข์ไป 

ถ้าพ้นจากทุกข์ไป เราเป็นชาวพุทธ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง จะมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เราก็มีโอกาส เวลาเห็นเขาร่ำเขารวย ก็อยากร่ำอยากรวยไปกับเขา นี่ไงเวลาเขาประพฤติปฏิบัติพ้นจากทุกข์ไปก็อยากจะเป็นอย่างนั้น ก็ทำสิ ถ้าทำได้อย่างนั้นน่ะ เห็นเขาเป็นอย่างนั้น ก็ทำอย่างนั้นสิ แล้วทำอย่างนั้นทำไมทำไม่ได้ล่ะ เวลาจะทำขึ้นมามันก็อยู่ที่กรรมเก่า กรรมเก่าถ้าสร้างสมบุญญาธิการมานะ เราทำคุณงามความดีของเรามานะ มันเห็น ความดีเข้ากับความดีไง เข้ากันโดยธาตุ 

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมไง เวลาลูกศิษย์ของพระสารีบุตรพวกปัญญาชน พวกชอบปัญญานี่ปัญญาวิมุตติ ถ้าลูกศิษย์ของพระโมคคัลลานะชอบฤทธิ์ชอบเดช เป็นเจโตวิมุตติ เข้ากันโดยธาตุ แล้วเข้าแล้วมันพูดมันเข้าใจ มันรู้กัน มันไปทางเดียวกันหมดเลย ลูกศิษย์เทวทัตลามกหมดเลย เพราะหัวหน้าคิดแต่โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ คิดแต่ยศถาบรรดาศักดิ์ คิดถึงแต่การปกครองสงฆ์ คิดแต่ข้างนอก คิดแต่หมู่คณะ คิดแต่จะเอาชนะเขา

แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เห็นไหม จะเอาชนะกิเลส เวลาไปฟังธรรมของพระอัสสชิ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เวลาเราจะดับกิเลสต้องดับที่เหตุนั้น แล้วเหตุอยู่ไหนล่ะ ผลัดกันเกาหลังใช่ไหม 

เวลาภาวนาน่ะ คันตรงนู้น คันตรงนี้ แล้วก็เกา เกาอยู่นั่นน่ะสิ มันอยู่ที่ผิวหนัง มันไม่เข้าไปถึงหัวใจหรอก แล้วที่เราไปวัดปฏิบัติ ปฏิบัติ เพราะวัดปฏิบัติเขาพยายามจะเข้าหาหัวใจองเขา เขาพยายามรักษาของเขา เขาถึงมีข้อวัตรปฏิบัติของเขา เขาจะตื่นตัวตลอดเวลา การตื่นตัวเพื่อไม่ให้กิเลสมันครอบงำ ถ้าไม่ให้กิเลสมันครอบงำนะมันต้องตื่นตัว 

เวลาหลวงตาท่านสอน พระต้องเป็นพระก้นเบา ลุกง่าย ไปง่าย ต้องทำได้ ทุกอย่างได้ อย่าไปอืดอาดยืดยาด อืดอาดยืดยาดมันพอใจนะกิเลสยิ้มแล้วน่ะ กูวางยามันแล้ว เดี๋ยวมันก็จะบอก อู๋ย! เดี๋ยวก่อน นอนไปพักหนึ่งก่อน มันวางยาแล้ว พอกิเลสวางยาไปเชื่อมันแล้ว เพราะอะไร เพราะเราสบายไง เราสบาย เราสบายกิเลสมันก็วางยามันก็ชอบใจไง 

แต่ถ้าเราเชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง ให้ก้นเบา ให้ลุก ให้การกระทำ ให้กระฉับบกระเฉง ให้ตื่นตัวตลอดเวลา” นี่การฝึกหัด ฝึกหัด ฝึกหัดจากข้างนอกนะ ข้างนอกเขาเกาหลังกันไง 

แต่เราทำความจริงมันตรงข้ามกับเขาไง เวลาตรงข้ามกับเขา เพื่ออะไร ก็เพื่อฝึกหัด เพื่อเป็นจริตนิสัย เพื่อการค้นคว้า เพื่อการจะเข้ามาสู่ใจของตน การเข้าสู่ใจของตน ใจมันนิ่มนวลอ่อนหวานขนาดไหน ในหัวใจของตนมันเป็นนามธรรม นามธรรมน่ะ แล้วเอาอะไรไปจับมัน เอาอะไรไปจับมัน นี่ไงเวลาเขาทำความสะอาดบ้าน เขาต้องมีไม้กวาด มีเครื่องดูดฝุ่น เขามีผ้าเช็ดถู เช็ดโต๊ะต่างๆ เขามีหมด แล้วยังมีแอลกอฮอล์เช็ดกระจกอีกนะ 

นี่ก็เหมือนกัน หัวใจเราจะเอาอะไรไปทำมัน ถ้าไปทำมันเราก็ฝึกหัดของเราอย่างนี้ ถ้าเราฝึกหัดอย่างนี้ เวลาทำอย่างนี้แล้วมันก็เหมือนเราตักอาหารใส่ภาชนะ เรามีถ้วย มีจาน เราตักอาหารใส่ เราก็มีอาหารของเรา นี่ก็เหมือนกัน เรามีการกระทำของเรา เราก็ตัก เราตักคุณงามความดี ตักศีล ตักสมาธิ ตักปัญญาเข้าสู่หัวใจของเรา เราไม่ได้ตัก ไม่ได้เติมต่อสิ่งใดเลย เราจะมีอะไร ก็มีภาชนะเปล่าๆ ไง ภาชนะเปล่าๆ มันภาชนะที่บุญกุศลมันสร้างมา ให้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี่ไง 

ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์เพราะมีกายกับใจ กายกับใจ เราถึงรู้สึกวิธีการค้นคว้าหาใจของตนไง ถ้าไม่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม ไปดูลัทธิศาสนาอื่นสิ รอพระเจ้าตัดสิน รอวันชี้ชะตา ฮะ! เฮ้ยเราทำความดีทำไมต้องให้คนอื่นชี้ชะตาด้วย ของเราไม่มี 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านปฏิเสธหมดนะ เทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย ไม่มี อยู่ที่การกระทำของเราทั้งนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบรรลุธรรมหมดแล้ว ตรัสรู้ธรรมแล้ว เทวดา อินทร์ พรหม เทวดา อินทร์ พรหมน่ะ ที่ว่ารอมาตัดสิน รอมาตัดสิน ยังมาขอฟังเทศน์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราเลย 

นี่ไงฟังเทศน์ ฟังเทศน์ อยากฟังเทศน์เรื่องอะไร อยากฟังเทศน์ คนอยู่ในชั้นพรหมก็พรหมวิหาร ๔ อยู่ในชั้นของเทวดา เห็นไหม เทวดาเป็นเรื่องทิพย์สมบัติ เรื่องทาน เรื่องต่างๆ เรื่องอภัย เวลาหลวงปู่มั่นท่านสอนไง 

หัวใจที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะที่มีบุญกุศลอย่างนี้ แล้วมาเกิดเป็นเราอยู่นี่ พอเกิดเป็นเรา เรามองไม่เห็นนะ เราเห็นแต่โลกธรรม ๘ ธรรมะเก่าแก่ของดั้งเดิม มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตมันต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย ต้องดำรงชีพอยู่แล้ว เราก็หาดำรงชีพเพื่อดำรงชีพ แล้วมีสติปัญญาเหนือกว่านั้นไง 

เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ดูสิดูพระอัญญาโกณฑัญญะ เวลาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้ว เข้าอยู่ป่าอยู่เขาเลย มันเหนือโลกไง เหนือโลกธรรม เหนือลาภ เหนือสักการะ เหนือทุกอย่าง 

แต่ถ้าเป็นธรรม เป็นธรรมนะ อย่างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็เหนือทุกอย่าง เหนือทุกอย่างแต่ว่าท่านเกิดจากธรรม เกิดจากธรรมไง ครูบาอาจารย์ของเรานะ เวลามันทุกข์มันยาก ทุกคนมันมีประจำหัวใจทั้งสิ้น ความทุกข์ความยากมันบีบมันคั้น แหมมันทุกข์มากนะ แล้วเวลากิเลสมันอ้อยมันอิ่ง มันวางยาแล้วมันกระทืบซ้ำ แหม! เจ็บซ้ำน้ำใจ 

จนหลวงตาเวลาท่านปฏิบัติ เห็นไหม เวลาอดอาหาร ไปบิณฑบาตไม่ไหว จนท่านบอกว่าโอ้โฮ! จนร้องไห้ น้ำตาไหลมันทุกข์ยากขนาดนั้นนะ นี่เวลากว่าจะมาเป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ เออ! มึงเอากูขนาดนี้นะ ถ้าวันไหนกูตั้งลำได้ กูจะเอาให้เต็มที่เลย นี่ไงมันถึงเดินจงกรมได้ทั้งวันทั้งคืนไง มันถึงมีสัจจะความจริงไง เพราะมีสัจจะความจริงขึ้นมา ภาชนะที่หงายขึ้นมาแล้วไง ภาชนะที่หงายขึ้นมาแล้ว 

เราจะเอาสัจจะ เอาความจริง เราจะประพฤติปฏิบัติเราทำเพื่อใคร ถ้ามันทำเพื่อเรา เราเห็นว่าทำเพื่อเรา เราเห็นว่าเป็นประโยชน์กับเรา เราเห็นว่าจิตมันฟุ้งซ่านมันเป็นอย่างนี้ เวลาจิตสงบมันเป็นอย่างนี้ เวลาจิตมันยกขึ้นสู่วิปัสสนา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิตของเราอย่างนี้ ปัญญาที่เกิดจากจิต จิตที่มีอำนาจวาสนา จิตที่มันกระทำ ปัญญามันหมุนติ้วๆ โอ้โฮระหว่างธรรมะกับกิเลสมันต่อสู้กลางหัวใจ

ละกิเลสแต่ไม่เคยเห็นกิเลส ภาชนะก็ไม่ต้องคว่ำ ไม่ต้องหงาย ปล่อยให้มันจมดินอย่างนั้นน่ะ แหม! ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว โอ้ย! ธรรมะนี้สิ้นสุด” 

ตลก! โลกเป็นอย่างนั้น ด้วยอำนาจวาสนาของคนที่อ่อนแอ เชื่อง่าย เห็นแต่เปลือกภายนอก แล้วก็คล้อยตามกันไป ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสดงกาลามสูตร ไม่ให้เชื่อใครทั้งสิ้น ไม่ไว้ใจใครเชื่อใครทั้งสิ้น 

เราฟังธรรม ฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อสร้างศรัทธา ให้ความมั่นคงในใจของเรา แล้วเราก็พยายามจะประพฤติปฏิบัติของเรา ทุกคนต้องหายใจด้วยจมูกของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง ถ้ามันหายใจด้วยจมูกของตน มีสัจธรรมในใจของตน มันต้องมีสัจธรรมก่อน มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มันจะมีความสุข โอ๋ย! มันมหัศจรรย์ เวลามันทุกข์ มันทุกข์ยากอย่างนั้นน่ะ แล้วเวลาไฟความโลภ ความโกรธ ความหลงมันบีบคั้นหัวใจ มันทุกข์มันยาก มันเจ็บแสบปวดร้อนขนาดไหน

เวลาเกิด เห็นไหม เกิดมหาสติ มหาปัญญาขึ้นมา เหยียบหัวมันน่ะ แล้วเหยียบหัวมันจมดินเข้าไป แล้วพิจารณากันน่ะ เวลาหลวงตาท่านสอน โอ้โฮ!มหัศจรรย์ เห็นกับตา เห็นกับตา สดๆ ร้อนๆ นะ ถ้ามันไม่เกิดขึ้นบนจิต ไม่ใช่มรรค ถ้ามันไม่เกิดขึ้นบนจิต ไม่มีการกระทำ ถ้ามันไม่เกิดขึ้นบนจิต ไม่มีภาวนามยปัญญา 

ถ้ามันเกิดขึ้นบนจิตแล้ว พอมันเกิดบนจิตบนใจดวงนั้นแล้ว แล้วอะไรมันจะเป็นความลึกลับล่ะ อะไรจะเป็นความซับซ้อนล่ะ ที่ว่าใจที่ไม่เคยหา หาไม่เจอ เวลามันเป็นจริงๆ อะไรมันลึกลับ มันซับซ้อน ก็เราทำเองทั้งสิ้น ของในครัวเรามีอะไรลึกลับซับซ้อน เพราะเราก็เป็นคนสะสมไว้เอง ข้าวปลาอาหาร แล้วเราก็ไปเปิดมาทำเอง เราไปเปิดมาปรุงเอง เป็นอาหารเราก็กินเอง มันลึกลับซับซ้อนตรงไหน 

แต่ถ้าคนไม่มีสิ เราไม่มีบ้านไม่มีเรือนเลย หาจิตตัวเองไม่เจอเลย ลึกลับซับซ้อนนะ ตัวเองหาไม่เจอ ประตูเข้าออกก็ไม่รู้จัก สิ่งที่จะปรุงอาหารก็ไม่มี เวลามีสมาธิ สมาธิก็พร้อมที่จะสร้างปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้นมา ทำขึ้นมาให้มันเป็นของเรา เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันมหัศจรรย์อย่างนั้นไง ถ้ามหัศจรรย์อย่างนั้น มันถึงมีคุณค่าในชีวิต สิ่งที่เป็นสมบัติของเรา สมบัติของเรา เราแสวงหาอย่างนี้เพื่อประโยชน์ของเรา ฟังธรรม ฟังธรรม 

ถ้าโดยทั่วไป ใช่! เราไปทำบุญกุศลที่ไหนก็ได้ ผลัดกันเกาหลัง เวลาคันไง เวลามันทุกข์มันยากมันก็อยากจะสร้างบุญบารมี เวลามันทุกข์มันยากมันก็อยากจะพ้นจากทุกข์ ผลัดกันเกาหลัง แต่ถ้าจะเอาจริงเอาจัง เรามีไม้กวาด เราต้องซื้อไม้กวาด เราต้องถักของเรา เรามีผ้าเช็ดต่างๆ เราเตรียมตัวของเราไว้ เช็ดถูบ้านเรือนของเรา เรากระทำของเรา ถ้าละเอียดอ่อนก็ใช้เครื่องดูดฝุ่น ใช้แอลกอฮอล์เช็ด เดี๋ยวนี้มีเชื้อโรค เช็ดๆๆ เลย

หัวใจมันก็สะอาดแวววาว แวววาวจากอะไร ลงมือทำทั้งนั้น ลงมือทำด้วยความรู้สึกนึกคิดจากภายใน ภายในนะ มันคิดงาน คิดงาน คิดงานคิดออกมา คิดเป็นหน้าที่รับผิดชอบ เวลาคิดค้นคว้าในสัจธรรม ตรึกในธรรม ตรึกในธรรม จนถึงที่สุดแล้วนะ จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นความรู้สึกนึกคิด ความคิด ความคิด จิตมันเห็นหมดเลย จิตมันจับได้หมด ถ้ามันจับไม่ได้มันจะแยกแยะอะไร มันจะเป็นสติปัฏฐาน ๔ ตรงไหน มันจะแยกกิเลสอย่างไร 

มันไม่รู้ไม่เห็นน่ะ ผลัดกันเกาหลังอยู่นั่นน่ะ แล้วก็ยกยอปอปั้นกัน แต่เวลาครูบาอาจารย์ หลวงตา ใหม่ๆ ใครไปชื่นชมท่าน ท่านถามรู้ได้อย่างไร จิตใจ หัวใจที่มันไม่เคยรู้เคยเห็น มันจะมาชมเรา มันจะบอกว่าเอ็งดี เอ็งยอด ไอ้นี่สอพลอนี่หว่า นี่ไง ท่านไม่ชอบ ไม่รู้ก็ว่าไม่รู้ 

ถ้ารู้แล้วพยายามขวนขวาย พยายามกระทำ เห็นไหม สร้างคุณงามความดี หงายภาชนะเราขึ้นมา แล้วสร้างประโยชน์กับหัวใจของเรา เอวัง