มีครู
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๔๑. เรื่อง “อาคารธรรมทายาท”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่ให้ทีมงานเว็บไซต์พัฒนาหนังสือประวัติครูบาอาจารย์เป็นไฟล์เสียงอ่าน ช่วยให้โยมเข้าถึงเนื้อหาได้โดยไม่ต้องฝืนกำลังสายตา
หวังเป็นอย่างสูงว่าข้อมูลในเว็บไซต์จะอยู่ยั่งยืนไปถึงที่สุด ๕,๐๐๐ ปีของพุทธสมัยนี้ จากเว็บ sa-ngob.com ที่โยมอาศัยเป็นที่พึ่งในการสืบค้นคำสอนของหลวงพ่อได้อย่างสะดวก และสามารถส่งสารถึงหลวงพ่อผ่านการส่งปัญหาธรรม หากไม่สามารถสืบค้นเองได้ด้วยตัวเอง โยมก็คิดเองว่า อาคารธรรมทายาทก็คงมีการแฝงปริศนาธรรมหลายประการไว้เพื่อส่งต่อให้วงกรรมฐานรุ่นต่อๆ ไปเพื่อให้เด่นชัดที่สุด
ที่เห็นเด่นชัดที่สุดเรื่องหนึ่งคือ พระอาจารย์ทั้งสามขี่ช้างเผือกสามตัวที่เกี่ยวข้องกับนิมิตของหลวงปู่มั่น หากโดยโยมคาดเดาวิเคราะห์ น่าจะเกี่ยวข้องกับความผูกพันระดับราชวงศ์ในอดีตชาติที่ส่งต่อมาจนถึงความถึงที่สุดแห่งธรรมในปัจจุบันชาติ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็น ให้คิดต่อไปว่า ทำไมไม่มีช้างเผือกตัวที่ ๔ ที่เป็นการคาดเดาปริศนาธรรมในอาคารธรรมทายาทของโยมเอง ตามกำลังของปุถุชนครับ
ตอบ : นี่คือคำถาม คำถามๆ มันเป็นการส่ง ส่งอารัมภบทถึงความรู้สึกนึกคิดของเขา ถ้าคนที่มีความรู้สึกนึกคิดที่เป็นธรรมๆ ไง ถ้าเป็นธรรม ธรรมเข้ากับธรรม กิเลสเข้ากับกิเลส เข้ากันโดยธาตุ ถ้าธาตุเป็นธรรมๆ พอมันสัมผัสความเป็นธรรม มันจะดูดดื่มมันไป ถ้าธาตุเป็นกิเลส ธาตุเป็นกิเลสมันจะต่อต้าน อยากดัง อยากใหญ่ อยากจะครอบงำโลก คิดไปนู่นนะ
แต่ความเป็นจริงนะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา เวลาเอาชีวิตเข้าแลกมา ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ทำฟากตายทั้งนั้นน่ะ เอาชีวิต เอาความตายแลกมา เอาชีวิต เอาความตายแลกมา แล้วมันจะมีอะไรที่จะมาโกหกมดเท็จโลกอีก
แต่เอาชีวิตและเอาความตายแลกมา แต่จะเอาสิ่งที่เป็นธรรมๆ มาจุนเจือโลก โลกก็ปฏิเสธ โลกก็เข้าใจไม่ได้ โลกก็ทำไม่เป็น แล้วโลกก็เห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่มีความสุข ความสะดวก ความสบายนั้นเป็นความสุข เป็นข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา ไอ้ที่ว่าเป็นทุกข์เป็นยาก เป็นทุกข์เป็นยากนั่นเป็นอัตตกิลมถานุโยค ไอ้พวกนั้นทำแล้วมันลำบากเปล่า สู้เราไม่ได้ เรามีความสุขของเรา ไอ้พวกทุกข์พวกยากมันก็ทุกข์ยากอยู่อย่างนั้นน่ะ นี่ถ้าเป็นทางโลกไง
ฉะนั้น ถ้ามันเป็นธรรมๆ ธรรมมันเข้ากับธรรม กิเลสมันเข้ากับกิเลส การเห็นแก่ตัวเข้ากับการเห็นแก่ตัว
การเห็นแก่พระพุทธศาสนาไง เกิดในธรรมๆ นะ หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลส กราบแล้วกราบเล่าๆ กราบแบบเหมือนคนบ้าเลย มันบ้าธรรม มันระลึกถึงบุญคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันระลึกถึงบุญคุณของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่เป่ากระหม่อมเรามา
เวลามันทุกข์มันยาก มันมืดมันบอดนะ คนจนตรอก อดทั้งอาหาร อดทั้งการหลับนอน ชีวิตเหมือนจะตาย ชีวิตเหมือนจะขาดสิ้นไปเลย แล้วมันยังไปอีกไม่ได้ไง
ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ บอกถึงผลของวัฏฏะ เหมือนคนเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายแล้วล้มลง แล้วชีวิตยังต้องไปต่อ มันไปอย่างไร นี่ในพระไตรปิฎก แล้วคนที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเอาชีวิต เอาความทุกข์ความยากแลกมา แล้วแลกมา พอแลกมา พอมันเป็นธรรมๆ ไง เวลาคนมันกลัวเป็นกลัวตาย กลัวทุกข์กลัวยากทั้งนั้นน่ะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง เวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติ “เหมือนจะตาย เหมือนจะตาย แต่ไม่ตาย กิเลสมันตาย เราเห็นกิเลสมันตายไง” นี่ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติมานะ
แต่ในสมัยปัจจุบันนี้เวลาฟังธรรมะครูบาอาจารย์ไปแล้ว “บรรลุธรรมๆ” ร้อยแปดพันเก้า ไม่เห็นมีอะไรตาย
หลวงตาท่านพูดไง “กิเลสมันจะถลอกปอกเปิกบ้างยังไม่มีเลย แค่เลือดซิบๆ ที่มันโดนธรรมะถากถางก็ไม่เคยเห็น”
เพราะอะไร เพราะมันภาวนาไม่เป็น
ถ้ามันภาวนาเป็นๆ ไง สิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์กับพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์ที่ท่านทุ่มเทมาทั้งชีวิต เอาชีวิตแลกมาทั้งนั้นน่ะ ธรรมะอยู่ฟากตาย เอาความตายแลกกับคุณธรรมในหัวใจมา แล้วมันจะลวงโลกไหม มันจะมีอะไรมีค่าบ้าง
ยศถาบรรดาศักดิ์ที่เขาจะประเคนให้มันเรื่องไร้สาระมากเลย แล้วท่านไม่สนใจด้วย หลวงปู่มั่นไง อยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เขาให้เป็นอุปัชฌาย์ เป็นพระครู เวลาท่านจะจากที่นั่นไปไง “พระครู พระครูเฝ้าโบสถ์ไว้นะ หลวงตามั่นจะเข้าเป่าเข้าเขาแล้วล่ะ”
ท่านสละโดยที่ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องบอกใคร เขาให้มาด้วยประสงค์ดีกับพระพุทธศาสนา ให้คนที่มีหลักเกณฑ์เพื่อจะจรรโลงกุลบุตรสุดท้ายไปหลังต่อไป แต่ในความเห็นของท่านไง สิ่งที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนามันต้องจรรโลงด้วยการกระทำเป็นตัวอย่าง การดำรงชีวิตของท่าน เห็นไหม
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด ท่านเป็นผู้อุปัฏฐากหลวงปู่มั่นเอง ท่านถือธุดงควัตร ท่านไม่เคยเห็นพระองค์ใดทำได้อย่างนี้ แล้วทำได้อย่างนี้ต่อหน้าพระทั้งหมด ให้พระสงบมันเห็นเป็นแบบอย่าง ให้พระมันเห็นนะ เพราะอะไร
เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราท่านอยู่ในป่าในเขาท่านเอาชีวิตแลกมาหมดแล้ว สิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต เราเอาชีวิตนี้แลกมาแล้ว มันไม่มีอะไรมีคุณค่าไปกว่านี้อีกแล้ว แล้วดำรงชีวิตเป็นแบบอย่างไร
ฉะนั้น สิ่งที่บอกว่า ในประวัติครูบาอาจารย์ ที่ทำมาในเว็บไซต์เพื่อคุณประโยชน์ๆ
ก็เห็นบุญเห็นคุณไง กตัญญูกตเวทีแก่พระพุทธศาสนาไง แล้วทำไว้ให้มันเป็นธรรมๆ
ในเว็บไซต์เรา ตั้งแต่สมัยเริ่มต้นมาเลย ๒๐–๓๐ ปีที่แล้ว มีเว็บไซต์ดังๆ ทั้งนั้นน่ะมาขอ จะเอาไปลงๆ เราไม่ให้ ใครๆ ก็มาขอ ตอนวิทยุ ตอนที่คลื่นวิทยุเริ่มต้น มีวิทยุศาสนามากมายจะขอเอาเทปไปออก ไม่ให้ ไม่ให้
เพราะให้ไปแล้ว พอเขาได้ไปแล้ว ไอ้พวกซาตานมันพลิกมันแพลง แค่ให้ไปมันก็เอาไปโฆษณาแล้วว่าพระสงบเห็นคุณค่าของเรา จะเชิดชูบูชาเรา ให้เรามาเพื่อประโยชน์กับเรา แล้วมันก็ไปทำเป็นธุรกิจ แล้วมันก็ไปทำเป็นการค้า แล้วมันก็จะไปลวงโลก มันน่าสงสารชาวพุทธที่หาที่พึ่งที่อาศัยไง
เราอยู่กับหลวงตามานะ ทุกคนจะมาบอกท่านเลยว่า หนังสือต้องพิมพ์ขาย ต้องทำเพื่อประโยชน์ ท่านไม่ให้ทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร ท่านพิจารณาแล้วว่ามันเป็นธุรกิจ มันเป็นประโยชน์กับคนที่เอาไปบริหารจัดการ แล้วถ้ามันจะให้ถูกใจโลกมันก็ต้องเป็นธรรมะประจบสอพลอเพื่อจะให้โลกเขาชื่นชม มันไม่เป็นประโยชน์กับใครหรอก
นี่ในเว็บไซต์ก็เหมือนกัน เราทำไว้นะ ถ้าทางโลกมีคนมาตีโพยตีพายกันเยอะแยะเลยว่าคับแคบ ทำแล้วไม่กว้างขวาง ไม่เป็นประโยชน์กับใคร
คับแคบแต่เป็นน้ำใสสะอาด มันเป็นประโยชน์กับการดื่มกินเว้ย กว้างขวางไปมันมีแต่สารพิษ มันมีแต่ทำให้คนจะได้ประโยชน์ก็แค่เอามาลูบตัวให้มันร่มเย็นเท่านั้นน่ะ
นี่พูดถึงเว็บไซต์
ฉะนั้น เวลาทำเป็นเนื้อหาเป็นเสียง เขาจะทำของเขาไป แล้วเรื่องอาคารธรรมทายาทว่าถ้ามันจะเป็นประโยชน์ๆ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นหน้าที่ของเรา
หลวงตาท่านพูดเรื่องนี้ไว้มาก ไอ้ช้างสามตัวๆ แล้วเขาถามว่า “ใช่หลวงตาไหม”
“เดี๋ยวตบปากเลยล่ะ”
ทั้งๆ ที่เป็นตัวท่านน่ะ เพราะท่านเป็นการอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านไม่ต้องการอะไร
เพราะสิ่งนี้ เพราะหลวงปู่มั่นเป็นคนสั่งท่านเอง เป็นคนทำเอง แล้วด้วยความมักน้อยสันโดษ ด้วยคุณธรรมในใจของท่าน ท่านก็ทำ ส่วนใหญ่แล้วหลวงตาพระมหาบัวท่านทำสิ่งใดท่านทำใต้ดิน ก่อนโครงการช่วยชาติฯ ท่านช่วยโลกมานานแล้ว แต่ท่านไม่ให้ใครรู้ทั้งนั้น ใครจะมาขอออกสื่อออกอะไร ท่านไล่ออกจากวัดทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาโครงการช่วยชาติฯ มันเพื่อชาติ มันก็ต้องเรียกสื่อกลับมา แล้วให้ประชาสัมพันธ์ออกไป
ฉะนั้น เวลาการกระทำอย่างนั้น เพราะว่าในนิมิตของท่าน ท่านบอกเลย ท่านจะต้องช่วยพระพุทธศาสนาก่อน แล้วในนิมิตของท่านว่าท่านพรมน้ำมนต์ไป โอ้โฮ! ประชาชนเต็มไปหมด นั่นน่ะช่วยโลก
นี่คืออำนาจวาสนาบารมีของท่าน ที่หลวงปู่มั่นบอกไว้แล้วว่า “จะมีพระองค์หนึ่งเหมือนท่านเจี๊ยะแต่ไม่ใช่ท่านเจี๊ยะ ดีทั้งภายนอกและภายใน”
ภายนอกและภายใน ทั้งโลกและทั้งธรรม จะเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนา แต่ก็เป็นการพูดกับหลวงปู่มั่น พูดกับหลวงตาพระมหาบัวเลยล่ะ
แต่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยเป็นธรรมของท่าน เวลาใครไปถาม “ใช่ท่านไหม” ท่านบอก “เดี๋ยวตบปาก ตบปาก”
ฉะนั้น อาคารธรรมทายาทมันก็เป็นภาระและหน้าที่ที่เราทำให้มันเป็นสัญลักษณ์ เป็นสัจธรรมความจริง ใครจะติฉินนินทา ใครจะว่าอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เพราะอะไร เพราะสิ่งก่อสร้างนั้นมันก็คืออิฐหินทรายปูน ที่อื่นเขาก็สร้างกันทั้งนั้นน่ะ แล้วก็เดือดร้อนกันไปทั้งประเทศ ไอ้ของเราก็สร้าง แล้วระหว่างเรากับช่าง คนอื่นไม่เกี่ยว
สร้างเพื่อตอบแทนบุญคุณ สร้างเพราะเห็นบุญคุณของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เห็นบุญคุณของหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ที่ได้อบรมบ่มเพาะสั่งสอนเรามา ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์สั่งสอนเรามา เราก็ยังดื้อแพ่ง แล้วเอาแต่ความเห็นของตัวตามแต่กิเลสมันจะปลิ้นปล้อนหลอกลวงเรา ไอ้เราก็หลงตัวเองว่ายิ่งใหญ่ยอดเยี่ยม นั่นแหละเปรต
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงเราก็ทำของเรา เราก็ทำเพื่อพระพุทธศาสนา นี่พูดถึงว่าตอบแทนบุญคุณพระพุทธศาสนา แล้วให้อยู่ในความเป็นจริง ได้มากได้น้อยแค่ไหนมันก็เป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์
สัตว์โลกถ้ามันเป็นธรรมมันรู้มันเห็นเอง น้ำมันเข้ากับน้ำมัน น้ำเข้ากับน้ำ น้ำมันกับน้ำเข้ากันไม่ได้ โลกกับธรรมมันเป็นเรื่องโลกๆ มันก็กระจายไปเป็นการประชาสัมพันธ์ ดูสิ ตอนนี้หลอกลวงออนไลน์หลวกลวงไปหมดน่ะ ถ้าเชื่อก็จบสิ้นทั้งสิ้น
สื่อก็คือสื่อ แต่เนื้อหาสาระนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เป็นธรรมก็คือเป็นธรรม แต่ทางโลกมันขัดใจไง “ไม่สมความปรารถนา ไม่เป็นความยิ่งใหญ่ ไม่เป็นการแสดงตน”
มึงจะบ้า ตนนั่นแหละคือตัวกีดตัวขวาง
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระพุทธศาสนานี้ ใครแสดงธรรมได้เป็นความจริงมันก็เป็นสัจจะความจริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วธรรมะนั้นทำให้เอ็งหูตาสว่างขึ้นมา ให้เอ็งไม่ทุกข์ไม่ยากจนเกินไป แล้วสิ่งที่เป็นจริงนั้นน่ะเอ็งประกาศออกไป ให้มันเป็นความจริงของมันขึ้นมา
แล้วถ้ามันเป็นความจริง เห็นไหม มันเป็นหน้าที่เพื่อไม่ให้โลกนี้ปั่นป่วน เพื่อไม่ให้ใครเอาไปย่ำยี เพื่อไม่ให้ใครเอาไปหลอกลวง เพื่อไม่ให้ใครเอาไปซื้อขายต่อไปไง ถึงทำเป็นสัญลักษณ์ไว้สามตัว
แล้วถ้ามันมีตัวที่ ๔
ตัวที่ ๔ ที่ ๕ ถ้าเขาทำได้จริงมันก็เป็นประโยชน์กับเขา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจไง
นี่พูดถึงว่าสิ่งที่เป็นการกระทำไง เขาถามเรื่องอาคารธรรมทายาท
มันเป็นหน้าที่ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ ทำเสร็จแล้ว ทำให้มันเป็นประโยชน์กับพระพุทธศาสนา จะได้มากได้น้อยมันเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม
ใครมีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่นัก เราจะบอกว่า สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสุขๆ เถิด เป็นสุขๆ เถิด เธอจงหาสิ่งที่เธอพอใจตามแต่อำนาจวาสนาของเธอ ตามสบาย
แต่ถ้าเป็นเราชาวพุทธไง เราต้องมีศีลมีธรรม เราต้องซื่อสัตย์สุจริต เพราะเราจะเอาความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน
ฉะนั้น อาคารธรรมทายาทมันเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องสรุปให้มันจบเป็นสัญลักษณ์ในยุคของกรรมฐาน แล้วต่อเนื่องไป ดูพฤติกรรม ดูกิริยา ดูการกระทำ มันเป็นกรรมฐานจริงหรือเปล่า
หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้ “ต่อไปภายภาคหน้า วัดป่าจะกลายเป็นวัดบ้าน วัดบ้านจะกลายเป็นวัดบ้า วัดป่าจะกลายเป็นวัดบ้าน”
มีคนไปหาหลวงตาพระมหาบัวไง ว่าชื่นชมลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาก ชื่นชมลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาก
ท่านกลัวเวลาเข้าไปเห็นโทษแล้วกลัวเขาจะเสียใจไง
“เราเชื่อมั่นว่า...” นี่คำพูดหลวงตาพระมหาบัวนะ “เราเชื่อมั่นว่า ในลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีทั้งดีและเลว”
แล้วเลวมากกว่าดีเยอะด้วย แต่ถ้าดี ดีหรือเลวมันอยู่ที่การกระทำของเขา มันอยู่ที่วาสนาของเขา มันอยู่ในหัวใจของเขา ถ้าเขาเป็นธรรมๆ มันไม่แซงหน้าแซงหลัง มันไม่เก่งกว่าอาจารย์ มันเคารพบูชา มันเคารพครูบาอาจารย์ของมัน
แต่ถ้ามันแซงหน้าแซงหลัง “หลวงปู่มั่นชมว่าเรานี่เป็นพระประเสริฐ หลวงปู่มั่นเคยชื่นชมเราว่ายอดเยี่ยม”
นั่นน่ะความเห็นผิดของเขา เอาครูบาอาจารย์เราไปเป็นสินค้า นั่นเป็นเรื่องกรรมของสัตว์ จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๔๒. เรื่อง “ลูกศิษย์”
หนูภาวนาจนจิตสงบระดับหนึ่ง ที่เห็นความคิดที่เกิดขึ้นดับไป ก็พิจารณาเห็นความคิดนั้นว่าถ้าเรายึดเราก็ทุกข์ ก็มีคำพูดผุดขึ้นมาว่า “อุปาทานในขันธ์ ๕ คือทุกข์” ก็พิจารณาต่อไปเรื่อยๆ
ที่ผ่านมาเรายึดเอาความคิดที่เกิดขึ้นแล้วทุกข์ หลงตามไปโดยไม่รู้ตัว มันก็สะเทือนใจ การยึดในขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันทุกข์ มันเข้าใจลึกซึ้งกว่าที่ผ่านมา ที่เคยได้ยินได้ฟังคำพูดนี้มาหลายครั้งก็เข้าใจแต่ไม่ลึกซึ้งเท่าครั้งนี้ ทบทวนไล่กาย เวทนา ความคิดไปเรื่อยๆ มันเกิดแล้วก็ดับตลอด เราโง่มากที่ยึดมาตลอด พิจารณาไปก็ยิ่งสะเทือนใจ น้ำตาก็ไหลเรื่อยๆ เลยค่ะ กราบหลวงพ่อช่วยชี้แนะด้วยค่ะ
ตอบ : นี่คือภาคปฏิบัติๆ เวลามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วมีครูบาอาจารย์ที่สอนการฝึกหัดปฏิบัติ เราก็ชื่นใจ เราก็ศรัทธา เราก็มีความสงบสุขของเรา ไปวัดไปวาแล้วมันขื่นบาน นั่นก็เป็นบุญกุศล ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็พยายามทำความสงบของใจให้ได้ ถ้าทำความสงบของใจไม่ได้ก็ใช้ปัญญาพิจารณาธรรมะพระพุทธเจ้าไป เวลาพิจารณาไปๆ ธรรมมันเกิด เวลาธรรมมันเกิด มันมีสิ่งใด มันมีความคิดอะไรเกิดขึ้น เราก็มีความสุขของเรา มันก็มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นถ้าฝึกหัดปฏิบัติไปโดยความถูกต้องชอบธรรม
แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปแล้วมันจะมีตัวเร้า ตัวเร้าคือกิเลสมันขับมันดันในใจของตน
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมๆ ท่านบอกว่า เราไม่ต้องรีบเร่ง เราไม่ต้องกระหืดกระหอบ เราไม่ต้องเป็นไอ้บ้าหอบฟางพยายามจะขวนขวายเอาพระธรรมๆ มาเป็นสมบัติของเรา เราพยายามฝึกหัดของเราให้เป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมา ให้ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ให้ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าใจมันสงบบ้าง ทำความสงบบ้าง มันสงบระงับเข้ามา ฝึกหัดให้จิตใจเราเข้มแข็ง
ถ้าจิตใจเราเข้มแข็งขึ้นมา เวลามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา เวลาจิตสงบนะ แล้วมันไปรู้ไปเห็น มันจะมีอาการอย่างคำถามของโยมที่ถามมานี่
แต่ถ้าจิตมันไม่สงบ มันก็มีความคิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่มันไหลไปไหลมา ผ่านไปผ่านมา มันจืดชืดไง มันจืดมันชืด รสชาติมันไม่ซึ้งใจ
แต่ทำความสงบๆ พอมันสงบมันก็มีความสุขแล้ว พอมีความสงบบ้าง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ บริกรรมพุทโธๆๆ ของเรา เพราะเรามีศรัทธา เรามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจของท่าน ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
ไอ้เราเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่นี่ ไอ้เรา เราก็ทุกข์เราก็ยากของเราอยู่นี่ ไอ้เราก็มีความคิดรู้สึกอย่างนี้ แล้วเราก็มีความศรัทธาพระพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่ทำไมมันจืดมันชืด ทำไมมันไม่ดูดดื่มเข้าถึงหัวใจของตน แล้วเราก็หันรีหันขวาง ไปไหนมา สามวาสองศอก ไปข้างหน้าก็ไม่ใช่ ถอยข้างหลังก็ไม่ใช่ ไปทางไหนก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นทั้งนั้นเลย การฝึกหัดปฏิบัติทำไมมันเท่าเดิม บางทีมันเหนื่อยเปล่า
แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ เวลาถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติมันเท่าเดิม มันไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ท่านก็พยายามทำของท่านไง อย่างเช่นหลวงปู่มั่นเวลาพิจารณาไปแล้วมันก็จืดมันก็ชืด สุดท้ายแล้วท่านลาความเป็นพระโพธิสัตว์ด้วย ทำความสงบของใจเข้ามาด้วย พอจิตสงบแล้วมันไปเห็นกายขึ้นมา พอมันพิจารณาไป เออ!
มันเหมือนคำถามของโยมนี่ เออ! มันลึกซึ้งกว่า มันแปลกประหลาดกว่า
มันแปลกประหลาดกว่าตรงไหนล่ะ
มันแปลกประหลาดกว่าตรงจิตมันตั้งมั่น จิตมันมีกำลังของมัน ถ้าจิตมันไม่มีกำลังมันก็คิดได้ มันก็ทำได้
นักประพันธ์นะ เขาเขียนหนังสือจนเขาได้รางวัลโนเบลเลยนะ มันจินตนาการได้ทั้งนั้นน่ะ แล้วยิ่งถ้าหัวใจของเรานะ มันมีจินตนาการไปร้อยแปดพันเก้า
ฉะนั้น สิ่งที่เวลาฝึกหัดปฏิบัติๆ มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาเป็นบุญกุศล ศรัทธานี้เป็นอริยทรัพย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าศรัทธาๆ นี้เป็นอริยทรัพย์ เพราะว่าศรัทธาแล้วมันจะศึกษา แล้วมันจะค้นคว้า แล้วมันมีการกระทำ
ทีนี้การกระทำมันเป็นโลกหรือเป็นธรรมล่ะ
การกระทำเริ่มต้นมันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงว่ามีโลกียะกับโลกุตตระ โลกียะ โลกียะคือเรื่องโลกๆ คือเรื่องปัจจุบัน เรื่องวิทยาศาสตร์ นี่โลกียะเรื่องโลก โลกคืออะไร โลกคือภวาสะ คือภพ คือจิต เพราะเกิดจากจิตไง จินตนาการจากเราไง เรื่องโลกทั้งนั้นน่ะ
ทีนี้ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจมันสงบระงับบ้าง ใจมันสงบระงับบ้างนะ พอสงบมันก็มีความสุขแล้ว เพราะว่าอะไร เพราะมันแบกหามเหมือนไอ้บ้าหอบฟาง แล้วมันวางได้
ความรู้สึกนึกคิด ทิฏฐิมานะ อีโก้ จะยึดมั่นถือมั่นทั้งหมด มันวางน่ะ ถ้ามันไม่วางมันก็ไม่สงบไง พอมันวางมันสงบไง มันเบา มันเป็นอิสระ มันไม่มีใครขี่หัว มันไม่มีใครกดทับ เออ! มันมหัศจรรย์ นี่สัมมาสมาธินะ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนานะ ที่ว่าโลกียะกับโลกุตตระ สัมมาสมาธิเป็นตัวแบ่งระหว่างโลกกับธรรม
ไอ้ที่ว่านั่นเป็นโลก ไอ้นี่เป็นธรรม ไอ้นั่นมันจินตนาการ แล้วก็ปากเปียกปากแฉะไป เป็นเรื่องไร้สาระมากๆ
แต่ถ้ามันเป็นจริงๆ นะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คนคนนั้นรู้เอง แล้วรู้เองแล้วมหัศจรรย์ในตัวเอง แล้วถ้ามหัศจรรย์ในตัวเอง มันจะเข้าใจว่า อ๋อ! โลกียะ โลกเป็นอย่างนี้ โลกุตตระ เราเริ่มจิ่มๆ แล้ว เราเริ่มพยายามจะเข้าไปสู่เป็นสัจจะความจริงในหัวใจของตน แล้วเวลาธรรมจักรมันหมุนไปนะ เราจะเกิดความมหัศจรรย์อีกมหาศาลในการประพฤติปฏิบัติ นี่พูดถึงมันจะก้าวเดินต่อไปอีกมหาศาลในการประพฤติปฏิบัตินะ
ฉะนั้น เอาคำถาม “หนูภาวนาจิตสงบในระดับหนึ่ง แล้วเห็นความคิดที่เกิดขึ้นดับไป ก็พิจารณาให้เห็นความคิดนั้น ถ้าเรายึดเราก็ทุกข์ ก็มีคำพูดผุดขึ้นมาว่า”
เห็นไหม “คำพูดผุดขึ้นมา” นี่ธรรมเกิด ผุดขึ้นมา เห็นไหม มันเป็นข้อเท็จจริง ถ้านักปฏิบัติมันมีความซื่อสัตย์ มีศีลมีธรรม แล้วไม่คดไม่โกง ถ้าไม่คดไม่โกง มันก็เสมอภาคเสมอตัว แล้วมันจะได้ธรรม
ถ้ามันคดมันโกงนะ ถ้าไม่มีคนที่รู้เท่านะ “มันก็มีคำผุดขึ้นมาว่า อุปาทานในขันธ์ ๕ คือทุกข์” แน่ะ! มันมีเป็นธรรม เป็นคำพูดขึ้นมา มันผุดขึ้นมา ถ้าไปอุปาทานหมู่นะ “บรรลุธรรม เพราะมันผุดขึ้นมา”
แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมเกิด มันไม่ได้เกิดจากสติปัญญา มันเกิดจากคำพูดผุดขึ้นมา ธรรมผุดไง ธรรมเกิดไง
หลวงตาพระมหาบัวท่านใช้คำว่า “กิเลสเกิด”
เพราะเวลาคนมันทุกข์มันยาก เวลาธรรมเกิดมันเหมือนได้น้ำเย็น ได้ความสุข พอมันได้แล้วคนหิวกระหาย แล้วมีอาหารกิน มันก็อยากกินอีก นี่คือกิเลส คืออยากได้อยากเป็นอีก แล้วก็หลงในความอยากได้อยากเป็น แล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน แล้วก็นั่งร้องไห้ นั่งเจ็บปวด มันไม่เกิด มันอยากเกิด นี่กิเลสเกิด
แต่ถ้าเป็นธรรมนะ เวลาธรรมผุด สาธุ บุญกุศล ผ่านไปแล้ว เดินต่อหน้าไป เดินไปข้างหน้า
ฉะนั้น สิ่งที่ “อุปาทานในขันธ์ ๕ คือทุกข์” นี่ธรรมเกิด
เราพูดบ่อยมาก เพราะว่าเราพยายามจะพูดไว้ให้เป็นสัญลักษณ์ ให้คนที่มีอะไรเกิดขึ้นได้เอาไปใช้ประโยชน์
บอกว่า เวลาธรรมเกิดมันไม่ใช่มรรค เพราะธรรมเกิด มันเกิดแบบเพ้อฝัน แบบปัจจุบัน แบบผุดขึ้น เหมือนเห็ดเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นมรรค มันเกิดจากว่าเราเป็นคนเพาะเห็ดเลย เราเพาะเห็ด มีเชื้อเห็ด มีความชื้น ต้องรดน้ำ แล้วเวลาเห็ดมันเกิด ถ้าเป็นมรรค เราต้องมีสติชอบ งานชอบ ดำริชอบ สติชอบ ความชอบ มันรู้ นี่โลกุตตระ
แต่ถ้ามันผุดขึ้นมา มันเกิดเอง ทีนี้มันเกิดเอง แต่ที่เกิดขึ้นมันก็เป็นจริตเป็นนิสัย จะบอกว่าผิดก็ไม่ใช่ จะบอกว่าถูก มันก็เป็นบุญกุศลครั้งหนึ่ง มันเป็นการเกิดดับหนหนึ่ง ถ้าคนมีวาสนามันก็จะเกิดดับ และเล็กหรือใหญ่ด้วย ถ้าใหญ่ๆ เกิดขึ้นมา โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์เลยนะ
แล้วมหัศจรรย์ จะมหัศจรรย์หรือไม่มหัศจรรย์ บุคคลคนนั้นต้องมีสติสัมปชัญญะ มีความสุข มีความอิ่มเอม มีความพอใจ แต่มันก็เป็นบุญของเราไง แล้วเราก็ไม่ตื่นเต้นไม่หลงระเริงไปกับเรื่องสิ่งนี้ ถ้าตื่นเต้นหลงระเริง สติมันก็เผอเรอ การกระทำนั้นมันเออร์เรอร์ไปใหญ่เลยนะ ถ้ามีสติ ไม่เผอเรอ ไม่เออร์เรอร์ แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้เข้าสู่มรรค
ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล
ใครปฏิบัติไม่ตามข้อเท็จจริงนั้น ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุที่ไม่สมดุล เหตุที่ไม่พอดี เหตุที่เป็นมิจฉา มันจะไปสู่สัมมาได้อย่างไร
มันต้องฝึกหัดให้เป็นสัมมาสมาธิ สัมมากัมมันโต งานชอบ เพียรชอบ ทุกอย่างชอบ ให้เป็นสัมมาถูกต้องชอบธรรม มันถึงจะเป็นมรรค ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมัน
ไอ้นี่พูดถึงคำถามไง คำถามเรื่อง “ลูกศิษย์” ว่า หนูภาวนาอย่างนี้ แล้วหนูมีธรรมผุดขึ้นมาอย่างนี้ แล้วก็ฝึกหัดปฏิบัติต่อเนื่องไป รู้สึกว่ามันลึกซึ้ง ไม่เหมือนกับความรู้สึกนึกคิดโดยปกติ
ความรู้สึกนึกคิดโดยปกติมันก็เป็นปุถุชนคนหนาไง
เขาบอกว่า “หนูภาวนาจนจิตสงบระดับหนึ่ง”
มันมีกำลังของสมาธิ มีกำลังของจิตที่มันสะอาด มันไม่ใช่ซาตาน มันไม่ใช่โดนครอบงำของกิเลสโดยมืดบอด แล้วก็คิดแบบโลกๆ เป็นวิทยาศาสตร์คำนวณเอา
แต่ถ้าจิตมันสงบ เห็นไหม “หนูภาวนาจนจิตสงบระดับหนึ่ง”
ถ้าจิตสงบระดับหนึ่งมันจะมีอาการแบบนี้เกิดขึ้น แล้วจิตสงบระดับหนึ่ง มีอาการเกิดขึ้น มันจะเกิดความลึกซึ้ง ความกระทบถึงหัวใจ มันแตกต่างกัน ระดับของจิตไง
หลวงปู่มั่นสอนไว้ “ต้นต้องตรง ท่ามกลางตรง ปลายมีผล”
ต้นมันคด เกิดขึ้นก็จินตนาการเอา เกิดขึ้นก็พยายามจะสวมรอยให้มันเป็นไปได้ เพราะศึกษาธรรมะมามาก นี่ต้นมันคด คดในข้อ งอในกระดูก พอมันคด มันคดในข้อ งอในกระดูก มันก็ไปตามกิเลสหมดน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน ต้นมันเกิด เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราต่อเนื่องไป สิ่งที่ทำมาแล้วมันเป็นข้อเท็จจริงของคำถามนี้ว่า เขาทำความสงบระดับหนึ่งแล้วมันเกิดอุปาทานในขันธ์ ๕ ว่าคือทุกข์ แล้วเขาก็พิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันรู้สึกลึกซึ้ง มันรู้สึกถึงความผูกพัน มันรู้สึกแตกต่างกับการที่ประพฤติปฏิบัติมา
มันรู้สึกแตกต่างเพราะทำความสงบของใจ แล้วเวลาถ้าไม่เข้าใจมันก็จะใช้ปัญญาต่อเนื่องไป ถ้ามันใช้ปัญญาต่อเนื่องไป มันจะฟั่นเฝือ มันจะเออร์เรอร์
วาง กลับมาพุทโธๆ นี่ เพราะถ้าหนูไม่ภาวนาจนจิตสงบระดับหนึ่ง อาการอย่างนี้ไม่เกิด มันจะเกิดอาการแบบโลกๆ ที่เราเคยคิดเคยเป็นนั่นน่ะ โลกเป็นแบบนั้น แต่ถ้าจิตมันสงบลงบ้าง จิตมีกำลังบ้าง เห็นไหม อาการของธรรม เพราะมันผุดขึ้น ธรรมเกิด เห็นไหม
นี่คือบุญกุศลนะ แล้วฝึกหัดแบบนี้ต่อเนื่องไปให้มันลึกซึ้งกว่านี้ ให้มันมีสติปัญญา ใช้ฝึกหัดสติปัญญา
คนเราจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยสติและด้วยปัญญา คนฝึกหัดประพฤติปฏิบัติด้วยสติด้วยปัญญามันจะไปละลายพฤติกรรม ชอบไอ้นู่น ติดไอ้นี่ มันจะวางหมดน่ะ เพราะมันเป็นภาระรุงรัง มันทำให้การภาวนาเราเนิ่นช้า อะไรที่มันไม่เป็นประโยชน์ มันจะวางของมันเอง มันจะรู้ มันเห็นโทษไง เห็นโทษและเห็นประโยชน์ มันพยายามจะทำคุณงามความดี จะทำประโยชน์กับตน แล้วมันจะฝึกหัดเพื่อจะเอารสที่มันลึกซึ้งกว่านี้ ที่ประณีตกว่านี้ ที่หัวใจได้สัมผัส ด้วยบุญด้วยกุศล
ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกนะ เราจะรู้เอง เราจะได้รับรสเอง บุคคลคนเดียว
จิตดวงนี้มหัศจรรย์ เวลาฝึกหัดไปแล้ว หลวงปู่มั่นถึงถาม “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร” เพราะมันเป็นจิตตภาวนา ภาวนาโดยจิต ไม่ใช่สมอง ไม่ใช่ประสบการณ์โลก ตัวจิตมันเป็น
แล้วถ้ามันเป็นไปโดยข้อเท็จจริงนะ มันจะดีขึ้น พัฒนาขึ้นโดยการฝึกหัด ด้วยอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ถ้าทำถูกต้องชอบธรรม อย่างน้อยได้เป็นพระอนาคามี ถึงสิ้นกิเลสได้ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติโดยความถูกต้องชอบธรรม เอวัง