กลัวจริง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๔๗. เรื่อง “ขอขมา”
กราบขอขมาหลวงพ่อที่ลูกทำอะไรผิดกระเทือนท่าน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจตลอดที่ผ่านมาเจ้าค่ะ
ตอบ : ขอขมานี่ให้ขมามาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ
เวลาพระทำวัตรสวดมนต์ สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาไปครอบจักรวาล อยากให้สรรพสัตว์มีแต่ความสงบสุขไง
นี่ก็เหมือนกัน ไม่ติเตียนใคร ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดทั้งนั้น มันเป็นภาระแบกหามเหนื่อย วางหมด ไม่ติดใจใดๆ ทั้งสิ้น เว้นไว้แต่เฉพาะหน้าที่มีปัญหาต้องแก้ไข
เพราะหลวงตาท่านบอกไว้ วัดป่าบ้านตาดมันเปรียบเหมือนสระน้ำ สระน้ำ ถ้ารักษาสระน้ำไว้ให้มันสะอาดบริสุทธิ์ ใครหิวกระหายมามันได้ดื่มได้กิน มันมีความสุขของมัน ถ้าสระน้ำนั้นมีใครมาก็เอาแต่ทิฏฐิมานะของตนมากีดมาขวางกัน มันก็เหมือนมูตรเหมือนคูถในสระนั้น ใครจะมาใช้น้ำนั้นมันก็ขยะแขยง
ฉะนั้น ถ้าเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าจัดการหมด แต่ถ้าเป็นการขอขมาลาโทษ ไม่ถือโทษโกรธใครใดๆ ทั้งสิ้น เป็นสุขๆ เถิด อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๔๘. เรื่อง “ขอรบกวนถามหลวงพ่อเจ้าค่ะ”
น้อมกราบหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง หนูขอรบกวนหลวงพ่อถามคำถามเจ้าค่ะ
เมื่อครั้งก่อนที่ถามมามีอาการตึงติดกันหลายครั้งที่หู เหมือนจิตจะออกอาการที่นั่งสมาธิแล้วกลัว ที่หลวงพ่อบอกว่าเป็นอาการของจิตเท่านั้น
ทีนี้เมื่อวันก่อนหนูภาวนาพุทโธอยู่ อาการนั้นกลับมาอีกเจ้าค่ะ มันเหมือนเสียงลม มันเหมือนจะเหาะพึ่บ! เลย จากขวาไปซ้าย จากซ้ายไปขวา ติดกัน ๓–๔ รอบเจ้าค่ะ ตอนแรกก็ตกใจ แต่จำคำหลวงพ่อได้ว่าเป็นอาการของจิตแบบหนึ่ง หนูก็พยายามวางแล้วพุทโธต่อ สักพักกลับมาดีเหมือนเดิม ดีได้อยู่แป๊บหนึ่ง อาการใหม่มาเจ้าค่ะ
ทีนี้เหมือนจิตที่รวมมันมีพลังแล้วมันเบา มันเบาลอย ขนาดที่คิดว่ากำลังจะได้ไปอีกภพหนึ่งเจ้าค่ะ ในใจคิดถึงหลวงพ่อ แล้วบอกกลัว กลัว กลัวจริงๆ แล้วคิดว่า กลับมามองที่ร่างกายสิ ตอนนี้เป็นอย่างไร เผื่อจะได้ประโยชน์อะไร
เพราะจิตน่าจะมีกำลังอยู่ กลับมาจับที่แขน กลับมาจับที่กายแทน แล้วก็เห็นขาที่เป็นเหน็บอยู่ไกลๆ ขาเป็นเหน็บ ใจไม่เป็นทุกข์ แล้วมันก็แยกกันอยู่ห่างๆ เหน็บอยู่ตรงนั้น เราสบายดีเจ้าค่ะ สักพักคนจะเข้ามา ก็เลยออกจากสมาธิเจ้าค่ะ
วันต่อมา มานั่งใหม่อีกรอบ มันก็เหมือนจิตจะมารวมแล้วก็เบาขึ้น หนูก็กลัวอีกรอบเจ้าค่ะ ทำให้ภาวนาได้ไม่เต็มที่ ก่อนหน้านี้หนูเคยมีนิมิตเหมือนจิตออกจากร่าง แล้วไปนั่งอยู่ที่มุมบ้าน แล้วเห็นเทวดาด้วยเจ้าค่ะ หนูเหมือนเห็นว่าออกจากร่างหลายครั้ง มันไปเองส่วนใหญ่เจ้าค่ะ
หนูขอสอบถามหลวงพ่อดังนี้
๑. หนูนั่งสมาธิแล้วมีจิตมีพลังแล้วจะลอยแบบนี้ หนูควรจะพุทโธต่อไปอยู่ตรงนั้น อย่าไปกลัวใช่ไหมคะ ไม่ควรกลับมาจับที่แขนแทน หรือตอนกลับมาจับแขนตอนนั้น หนูกลัวฟุ้งซ่านเลยพุทโธไม่ค่อยต่อเนื่อง มันเลยไม่ค่อยมีอะไร
๒. หนูกลัวว่าตัวเองออกจากร่างแล้วจะกลับเข้ามาไม่ได้เจ้าค่ะ มันจะไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหมเจ้าคะ หนูจะได้บอกตัวเอง มันไม่ไปไหนหรอกเจ้าค่ะ
๓. ที่จิตไม่ดีรอบก่อน หนูพุทโธผ่านไป ๒–๓ วัน จนกระทั่งมีพุทโธหนึ่งที่หนูเห็นว่า เอ๊ะ! นี่มันตัวอยากของเรานี่ มันจับได้เลยเจ้าค่ะ แล้วความทุกข์หนูก็จางไปอย่างเห็นได้ชัดเจน
ตราบใดที่หนูถือศีล สมาธิ ปัญญา เดินจงกรม แล้วยึดพุทโธไว้ ทุกข์หนูจะดับลงทุกครั้ง แบบนี้คือการเดินทางตามมรรคของพระพุทธเจ้าใช่ไหมเจ้าคะ
ตอบ : นี่คำถามว่า จะเป็นถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
คำถามๆ เนาะ อารัมภบท อารัมภบทว่า เวลาหนูนั่งไปแล้วหนูมีความกลัว หนูมีความทุกข์ความยากร้อยแปดพันเก้า
นี้อาการอย่างหนึ่ง
เวลาอาการอย่างหนึ่ง เริ่มต้นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน คำว่า “ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน” มันจะเข้าสู่แนวทางพระพุทธศาสนา ในแนวทางพระพุทธศาสนา ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔
ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ถ้าแนวทางสติปัฏฐาน ๔ มันต้องเกิดจากศีล สมาธิ แล้วมันจะเกิดปัญญา ถ้าจะเกิดปัญญา แนวทางสติปัฏฐาน ๔ คือตัวจิตมันมีกำลังของมัน ถ้ามีกำลังของมัน ถ้าไปรู้เห็นสิ่งใดขึ้นมามันจะเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔ โดยศีล สมาธิ ปัญญา
แต่โดยทั่วไป โดยทั่วไปมีการศึกษาขึ้นมา เราศึกษาพระพุทธศาสนา แล้วก็บอกว่าในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ แนวทางสติปัฏฐาน ๔ เราก็นึกของเรา กาย เวทนา จิต ธรรม ในสติปัฏฐาน ๔ คือกาย เวทนา จิต และธรรม เราพิจารณาของเราไปมันก็เป็นปัญญาโลกๆ ไง เราถึงใช้คำว่า “มันเป็นสติปัฏฐาน ๔ จอมปลอม สติปัฏฐาน ๔ นึกเอา สติปัฏฐาน ๔ เราจินตนาการของเราไป” ถ้าจินตนาการไปมันก็อยู่ในวงของการจินตนาการ อยู่ในวงของโลก อยู่ในวงทางปริยัติ การศึกษาอย่างนั้นไง
แนวทางสติปัฏฐาน ๔ แนวทางสติปัฏฐาน ๔
แต่ถ้าทำความสงบของใจเข้ามาก่อนไง พอจิตสงบแล้วถ้ามันไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง มันจะเห็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้ามันเห็นอีกอย่างหนึ่ง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ถ้าจิตมันสงบแล้ว ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงบอกว่าให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ถ้าเรามีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นนะ ถ้ามันเป็นปัญญาของเรา มันทำแล้วมันมีความสุข มันทำแล้วมันมีความพอใจ ก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ก็ไม่เสียหาย คำว่า “ไม่เสียหาย” คือมันเป็นโลกไง ผลของมันก็คือสมถะ ผลของมันก็คือสัมมาสมาธิไง
สมาธิ ก็ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจก็ทำสมาธินั่นไง ถ้าทำสมาธิ ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป พอทำสมาธิ มันจะเกิดอาการที่คำถามที่ผู้ถามถามมามากมายมหาศาล มันจะไปรู้ไปเห็น ไปสิ่งต่างๆ แล้วแต่ มันมีปรากฏการณ์ เห็นไหม มันมีพระหรือผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติไง เวลาทำความสงบของใจเข้ามามันจะเห็นจิตออกจากร่างนี้ไป แล้วก็กลับมามองว่า โอ้โฮ! เรานั่งอยู่นั่น เราเห็นอย่างนั้น
ฉะนั้น คำถามนี้ ผู้ที่ถามนี้ก็บอกว่าเขาก็เคยเป็น แล้วเวลาเป็น เวลาเขาเป็น เขาเป็นไปโดยธรรมชาติของมันไง มันออกเอง มันออกของมันไปเอง มันรับรู้ของมันไปเอง
แล้วถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ มันจะเป็นความจำเป็นหรือไม่ มันจะเป็นผู้วิเศษหรือไม่ มันเห็นว่ามันเป็นผู้วิเศษ แต่มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ มันเป็นอาการของจิตอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นอาการของจิตอย่างหนึ่งที่มันออกไปแล้ว ออกไปแล้วมันได้อะไร มันเกี่ยวอะไรกับแนวทางสติปัฏฐาน ๔
การฝึกหัดปฏิบัติในพระพุทธศาสนาในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ถ้าในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ นะ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม แล้วถ้าจิตออกจากร่างไป จิตเห็นอะไร แล้วจิตเห็นโดยสติปัญญาหรือไม่
แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง เวลาอารัมภบท เวลาเขานั่งไปแล้วมันมีความวิตกกังวล มีความอะไรไปร้อยแปดพันเก้า แล้วก็ไหลตามไป ทีนี้พอไหลตามไปนะ ระลึกถึงคำพูดหลวงพ่อ
ระลึกถึงคำพูดหลวงพ่อ นั้นเวลามันส่งออก
เวลาปกติเรานั่งแล้วเราคิดของเรา มันก็คิดโดยธรรมชาติของมัน แต่ถ้าเวลาฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าจิตมันสงบแล้วนะ ถ้ามีความคิดของมัน มันมีความคิด อ้าว! มันคนละเรื่องนะเนี่ย
นี่เหมือนกัน เวลาถ้ามันไหลตามความรู้สึกมันไป นี่มันไปตามอาการ มันแปลก
ทีนี้ระลึกถึงคำพูดหลวงพ่อได้ว่ามันเป็นอาการของจิต พอเห็นอาการของจิต มันปล่อยหมดเลย มันเท่าทันเลย
นี่คืออะไร
นี้คือสติ นี้คือการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา
แต่เวลาเรานั่งไปแล้วก็เคลิบเคลิ้มไปหมดเลยน่ะ นั่นน่ะเป็นโลกหมดน่ะ นี่ส่งออก ส่งออกคืออะไร
ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้น เราจะรู้สึกได้อย่างไรว่านั้นคือความรู้สึกนึกคิด แล้วความรู้สึกนึกคิดมันเกิดจากใครล่ะ ก็จิตไปรับรู้ไง ถ้าจิตไปรับรู้ จิตมันก็ส่งออกไปหมดไง มันก็ไปตามอาการนั้นทั้งสิ้นไง
แต่ถ้าระลึกได้ หลวงพ่อเคยบอกว่านั่นคืออาการ คืออาการ คืออารมณ์ที่มันไปรับรู้กับตัวเรา
ถ้ามันมีสติ มันมีสติรู้เท่าทันความคิดของตนนะ มันจบ แล้วถ้ามันจบมันจะเป็นตัวมันเองไง ทีนี้พอตัวมันเองขึ้นมา มันก็เกิดปรากฏการณ์ มันปล่อยหมดเลย มันว่างหมดเลย
นี่ไง สัมมาสมาธิ นี่ล่ะคือตัวมัน แล้วถ้าคือตัวมันแล้วเราไม่ตื่นเต้นไปกับมัน ถ้าเราไม่ตื่นเต้นไปกับมัน เพราะอะไร เราจะเห็นเลยว่า ถ้ามันตามอารมณ์ไปมันจะเป็นแบบนี้ ถ้ามีสติปัญญายับยั้งมันจะเป็นแบบนี้ มันมีมิจฉากับสัมมา
สมาธิๆ สมาธิที่ผิดมากมายมหาศาล “ว่างๆ ว่างๆ”
ว่างๆ ว่างๆ มันก็เป็นอารมณ์ไปทั้งหมดนั่นแหละ ว่างๆ ว่างๆ แล้วใครรู้ว่าว่างล่ะ ไอ้คนที่รู้ว่าว่างมันคือใครวะ ไม่มี ไม่รู้จัก ถ้าวันไหนเรารู้ได้ว่าใครมันรู้จักว่างวะ ใครเป็นคนบอกว่าว่าง เพราะมันมีตัวตน มีเราแล้ว กับความว่างอยู่ข้างนอก แต่ “ว่างๆ ว่างๆ” มันไปหมดไง
ถ้ามันมีสติ ฝึกหัดบ่อยๆ นี่คือปรากฏการณ์ นี่คือประสบการณ์ของการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วถ้าปรากฏการณ์ฝึกหัดการประพฤติปฏิบัติ แค่สมาธินี่
เวลาหลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตามหาบัวท่านคุยกันไง หลวงปู่เจี๊ยะท่านวิตกวิจารณ์มาก ทำไมพระปฏิบัติมันหายไปหมดเลย มันไม่มีใครเป็นชิ้นเป็นอัน ใครตั้งตัวขึ้นมาได้เลย
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด “แม้แต่สมาธิยังทำกันไม่เป็น มันจะภาวนาอะไรกัน”
เราก็นั่งฟังอยู่ด้วย
“แม้แต่สมาธิยังทำไม่เป็น”
โดยพื้นฐาน แล้วเราก็พูดอยู่ทุกวัน สมาธิมันทำไม่เป็น คือมันทำเป็นสัมมาสมาธิความถูกต้องชอบธรรมไม่มี เร่ๆ ร่อนๆ ไปตามแต่อารมณ์ความรู้สึกของตน ตามแต่จินตนาการร้อยแปดพันเก้า แล้วก็เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งหมดเลย
แล้วถ้ามันเป็นจริง เหมือนคำถามนี้ “เวลาระลึกถึงคำของหลวงพ่อว่ามันคืออาการ”
อาการไม่ใช่เรา ปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ธรรมดา แต่ตัวเรา เรายังหาไม่เจอไง แต่ถ้ามีสติปั๊บ นั่นแหละเห็นตัวเรา แล้วนี่อารัมภบทมาหมดเลย โอ้โฮ! มันว่างหมดเลย โอ้โฮ! มันดีขึ้นเลย เวลาเป็นเหน็บ เหน็บมันอยู่ข้างนอก เราอยู่ข้างใน
ถ้ามีสติแล้วเราดูแลของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คนที่ไม่เห็นผิดมันก็ไม่รู้จักถูก คนที่ประพฤติปฏิบัติมาก็ดันทุรังกันอยู่อย่างนั้นน่ะ “ว่างๆ ว่างๆ ของเขามีขณะ ของเราไม่มีขณะก็ได้ ว่างๆ ว่างๆ” ดันทุรังกันไปอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ
เวลามีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เราต้องมาพิสูจน์กันว่าไอ้ว่างๆ ว่างๆ ผลของมันมีความสงบสุขมากน้อยขนาดไหน แต่มีสติแล้วเท่าทันความว่าง โอ้โฮ! มันปล่อยวางหมดเลย มันมีกำลังหมดเลย แล้วน้อมไปที่กายของตัว เห็นไหม นั่นน่ะถ้าน้อมไปที่กายของตัว นี่แนวทางสติปัฏฐาน ๔ น้อมไปที่กาย เห็นกาย สติสัมปชัญญะ จิตตภาวนา จิตมันรู้จิตมันเห็นโดยข้อเท็จจริงในแนวทางสติปัฏฐาน ๔
ไม่ใช่ละเมอเพ้อพกแล้วจินตนาการกันไป ก็อยู่อย่างนั้นน่ะ มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะนี่เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกเฉพาะผู้ที่ถาม เฉพาะผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ
นี่อารัมภบทนะ ทีนี้เข้าสู่คำถาม
“๑. หนูนั่งสมาธิแล้วมันมีพลัง แล้วมันเหมือนจะลอยได้ หนูควรจะพุทโธต่อไปอยู่ตรงนั้น อย่าไปกลัวใช่ไหมเจ้าคะ ไม่ควรกลับมาจับที่กายแทน หรืออาจจะตอนกลับมาจับกายแทนตอนนั้น หนูกลัวจะฟุ้งซ่าน เลยพุทโธไม่ค่อยต่อเนื่องค่ะ”
ไอ้นี่เวลาแนวทางในการประพฤติปฏิบัติไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เริ่มต้นที่เราจะทำความสงบสุข การฝึกหัดปฏิบัติไง เราจะทำความสงบสุข เราทำความสงบเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตมันสงบ หลวงตาพระมหาบัวท่านใช้คำว่า “จิตมันอิ่มเต็มของมัน”
โดยธรรมชาติของเรา เราเป็นปุถุชนคนหนา จิตมันหิวมันกระหาย มันทุกข์มันยาก มันแบกมันหาม มันทุกข์ร้อน อะไรเข้ามามันหยิบจับหมด มันกว้านหมดน่ะ ผู้ที่หิว ผู้ที่กระหาย ผู้ที่ทุกข์ที่ยาก เห็นอะไรจะพึ่งพาได้มันโดดเกาะหมดน่ะ
แต่เราพุทโธๆ หรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าจิตมันสงบมันเป็นสมถกรรมฐาน จิตมันอิ่มของมัน จิตเป็นปกติสุขของตน ถ้าจิตเป็นปกติสุขของตนนะ ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม จากสมถกรรมฐานจะเป็นวิปัสสนากรรมฐาน
แต่วิปัสสนากรรมฐานมันจะต้องมีสมถกรรมฐานเป็นฐานที่ตั้งแห่งการงาน
ถ้าไม่มีสมถกรรมฐาน มันเป็นโลก มันไปกว้านมรรคผลนิพพานมาไว้ในจิตตั้งแต่ก่อนปฏิบัติ “ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งเฉยๆ เลย มันก็เป็นพระอรหันต์” ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันทั้งสิ้นไง เพราะมันหิว มันกระหาย มันอยากได้ มันไปกว้านมาเป็นสมบัติของมัน เพราะมันเป็นนามธรรม คิดได้ จินตนาการได้ร้อยแปดพันเก้า
แต่พยายามพุทโธๆ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิเข้ามา มันจะไปรู้ไปเห็น ไม่ตามไป ไปรู้ไปเห็นต่างๆ นั่นน่ะมันส่งออก แล้วมันใช้พลังงานไปโดยสูญเปล่า
เราพยายามทำความสงบของใจให้มากขึ้น ทำความสงบของใจของเราที่เราทำอยู่นี่ แล้วถ้ามันเป็นความสงบของใจตามความเป็นจริง ถ้ามันตามความเป็นจริง เห็นไหม เวลาที่ว่าระลึกถึงคำหลวงพ่อ หลวงพ่อว่านี่คืออาการ ไม่ไปตามมัน
เห็นไหม มันจะกลับมาที่ตัวมันแล้ว
ถ้ามันกลับมาที่ตัวมัน คำถาม เวลาน้อมไปเห็นกาย เห็นอะไร มันแยกหมดเลย ทำไมมันเป็นอย่างนั้นล่ะ
ถ้ามันเห็นจริง ผลของความเป็นจริง กับผลที่เคยนึก เคยจินตนาการ เคยปฏิบัติมา ต่างกันไหม มันต่างกัน มันจริงกับปลอมไง ถ้าปลอมมันก็ไปกว้านเอาอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ถ้าเป็นจริงนะ เอาไว้ไม่อยู่ เอาให้อยู่กับเราก็ไม่อยู่ เพราะมันเป็นความจริง แต่ความจริงมันยังชั่วคราวไง มันเป็นผลชั่วคราว ชั่วคราวตลอด
ฉะนั้น สิ่งที่บอกว่า ถ้าหนูฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเวลาปฏิบัติไปเหมือนจิตมันมีพลังเหมือนมันจะลอยได้
มันจะลอยไปไหน ไม่ลอยไปไหน คืออาการทั้งนั้น พุทโธอย่างเดียว นี่คือผลของสมถกรรมฐาน
แต่คำถามเขาถามว่า “แล้วควรจะไปเห็นกายหรือไม่”
มันควรจะไปเห็นกายต่อเมื่อ มันจะลอยอย่างไร เราก็ให้อยู่กับพุทโธ จะลอยต่างๆ มันมีผลบวก แต่มีผลบวกมันก็มีอาการลอยอย่างนี้ ทำให้เราลังเลเหมือนกัน
แต่ถ้ามีสติปัญญานะ มันจะลอยไปไหน ลอยเพราะเราไปหลงอยากจะลอยหรือไม่ลอย แต่ถ้ามันมีสติปัญญา ลอยหรือไม่ลอยมันก็อยู่ปกติ ลอยหรือไม่ลอย จิตมันจะเป็น มันจะไป
แล้วพอมันจะเป็น มันจะไป มันก็เหมือนสมุทัย เหมือนกิเลสเข้ามาล่อ ล่อให้เราจะลอย อยากเหาะเหินเดินฟ้าไหม อยากจะอยู่ปกติไหม นี่มันเป็นการวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ลูบๆ คลำๆ
การปฏิบัติมันจะพัฒนาขึ้นมาเรื่อย แต่มันก็มีความลังเลสงสัยขึ้นมาตลอดเวลาเหมือนกัน ลังเลสงสัยเพราะอะไร เพราะเราไม่เคย เราไม่เป็นไง
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์นะ ไร้สาระ หยุมหยิมมาก ปลายอ้อปลายแขม ไม่สนใจเลย ไม่สนใจ อาการจะลอยหรือไม่ลอย จบ แต่จิตมันสงบและมีกำลังของมัน
ถ้าจิตสงบมีกำลังของมัน เห็นไหม สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงานมั่นคง แล้วถ้าน้อมไปเห็นกาย จากสมถกรรมฐานจะเป็นวิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐานไม่มั่นคง สมถกรรมฐานที่ทำงานของเรายังโยกยังคลอน ยังสั่นยังไหว จะไปทำอะไร มันจะลอยหรือไม่ลอย เกี่ยวอะไรกับเราล่ะ แต่ที่มันเกี่ยวเพราะอยากจะลอยหรืออยากจะไม่ลอยไง แล้วมันจะลอยหรือมันจะไม่ลอยล่ะ
นี่คือความจอมปลอมของสมุทัย เราเองไม่เด็ดขาด
ถ้าจะลอย อยากจะลอย อ้าว! ทดสอบ พุทโธๆ ไปให้มันลอยเลย
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเหาะเหินเดินฟ้าเป็นเรื่องธรรมดา นี่มันเป็นอภิญญา มันเป็นของประจำโลก แล้วในปัจจุบันนี้ไม่ต้องตกใจ อยากจะลอยนะ ซื้อตั๋วเครื่องบินไปถึงอเมริกาได้เลย ไร้สาระ
ถ้าเราบอกว่าไร้สาระ มันจะลอย มันจะไม่ลอย จบครับ มันมาแหย่เราไม่ได้ แต่เพราะเราสนใจ เพราะความสนใจของเรานี่แหละมันเกิดอาการไปร้อยแปด ถ้ามันไม่มีความสนใจ อาการแบบนี้จบ
ฉะนั้น คำถามที่ ๑. ไง “หนูนั่งสมาธิแล้วจิตมีพลังเหมือนมันจะลอยได้ หนูควรจะพุทโธต่อไป แล้วอย่าไปกลัวใช่ไหมเจ้าคะ ไม่ควรไปจับที่กายแทนหรือเจ้าคะ”
นี่มันสับสน เพราะอะไร เพราะเรายังทำไม่เป็น ยังทำไม่ได้ เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันต้องมีครูบาอาจารย์คอยชี้คอยแนะนี่ไง เพราะว่ามันจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก แล้วอาการมันเข้ามาเผชิญหน้าเต็มไปหมด แล้วจะไปทางไหน
ถ้าเราจะเอากำลัง เราก็พุทโธๆ มันจะลอยจะไม่ลอย ไม่สนใจ จนจิตมันมีกำลังของมัน คือมันสงบสุขเต็มที่แล้ว ทำสัมมาสมาธิจนจิตมันอิ่มหนำสำราญ น้อมไปที่กาย ตอนนี้พิจารณากายไป จิตมีกำลังแล้ว มันจะพิจารณาของมันเป็นกิจจะลักษณะ วิปัสสนารู้แจ้งแทงตลอดในกายของตน นี่ข้อที่ ๑. นะ จบ
“๒. หนูกลัวว่าถ้าตัวเองออกจากร่างแล้วจะกลับเข้ามาไม่ได้เจ้าค่ะ มันจะไม่เป็นแบบนั้นใช่ไหมเจ้าคะ หนูจะได้ไม่ต้องไปให้มันหลอกอีกเจ้าค่ะ”
ไอ้นี่เหมือนกัน โดยธรรมชาติปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กิเลสตัณหาความทะยานอยากเป็นนามธรรมที่มันอยู่ที่ภวาสวะ อยู่ที่ภพ อยู่ที่หัวใจของตน มันเป็นอวิชชา มันเป็นความไม่รู้ มันฝังอยู่ที่จิตใต้สำนึกนั้น จะฝึกหัดปฏิบัติอะไรขึ้นมา เกิดสิ่งใดปรากฏการณ์ขึ้นมา มันก็ลูบๆ คลำๆ แล้วมันเป็นนิวรณธรรม ๕ ทั้งนั้น
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าถ้ามันออกจากร่าง ออกไปไหน ออกจากร่างมันออกไปโดยที่มันพลั้งเผลอ คือมันไม่มีสติปัญญาไง
เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าออก เข้าออก สมาบัติ ๘ ถ้าเข้าฌานสมาบัติได้ ไอ้เรื่องที่ว่ามันจะออก มันจะไม่ออก มันจะเป็น ไร้สาระ เป็นไปได้หมด ทำได้ทั้งนั้น แล้วทำด้วยสติสัมปชัญญะด้วย
แต่ถ้าเป็นคนมีกิเลสนะ ก็ทำฌานสมาบัติเหมือนกัน แล้วเข้าออกได้เหมือนกัน แต่วิตกกังวลปุ๊บ จบเลย มีกิเลสอย่างหนึ่ง คือทำฌานสมาบัติก็ได้เหมือนกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พญามาร ชำระล้างสิ้นไป ไม่มีกิเลส จะทำอย่างไรก็ได้ จะอย่างไรก็ได้ ได้ทุกอย่าง เพียงแต่จะทำหรือไม่ทำเท่านั้นน่ะ
นี่พูดถึงหนูกลัวไง แล้วไปกลัวอะไรล่ะ ถ้ามันออกจากร่างไปแล้วมันจะกลับมาได้หรือไม่ได้
เพราะมันออกไปก็ไม่มีสติไม่มีปัญญา ไม่มีใครควบคุมดูแล มันก็ไปของมันเอง แล้วมันต้องกลับมาแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์
ว่าออกไปแล้วจะเข้าไม่ได้
ได้ ได้เพราะอะไร ได้เพราะสายบุญสายกรรมอันนั้นมันยังไม่จบไม่สิ้น มันไม่ใช่คนตาย มันออกไปมันก็เหมือนกับทางโลกๆ เวลาความรู้สึกนึกคิด เวลาคนมีเซนส์มันรู้ล่วงหน้า รู้ต่างๆ ร้อยแปด ได้ชั่วคราว เดี๋ยวก็ไม่รู้แล้ว
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน มันเป็นข้อเท็จจริงของจิต จะออกไปไหนมันกลับได้หมดน่ะ สายใย สายของกรรมไม่มีวันจบวันสิ้น เว้นไว้แต่หมดอายุขัย
ฉะนั้นบอก ออกแล้วมันจะเข้าไม่ได้
เพราะอะไร เพราะมันไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่ครูบาอาจารย์ของเรามีต้นสายปลายเหตุ มีการกำหนด กำหนดแล้วควบคุมดูแลให้มันเป็นไปตามนั้นๆ ได้ทั้งนั้นน่ะ นี่พูดถึงว่าคนที่เขาทำได้จริงมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ไอ้เราพอทำแล้วสงสัยไปหมดเลย ฉะนั้น วาง มันไม่สามารถพูดให้เข้าใจได้ มันจะเข้าใจได้ต่อเมื่อมันทำเป็น แล้วทำแล้วมันรู้มันเห็น
ฉะนั้น “มันจะเข้าได้ไม่ได้เจ้าคะ เวลาจิตมันออกจากร่างไป”
ไร้สาระ ตั้งสติของเราไว้ ถ้ามันจะเป็นจะไป รั้งไว้ด้วย ไม่ให้มันไป เราจะควบคุมดูแลหัวใจของเราเอง เราจะทำให้เป็นสัมมาทิฏฐิในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในมัคโค ทางอันเอกในพระพุทธศาสนา
ไอ้ที่ว่าเหาะเหินเดินฟ้ามันเป็นเรื่องโลก มันเป็นเรื่องอภิญญา มันเป็นการนอกลู่นอกทางในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ มันไม่เกี่ยวกัน จบ
“๓. ที่จิตไม่ดีรอบก่อน หนูพุทโธฝ่าไปได้ ๒–๓ วัน จนกระทั่งมีพุทโธหนึ่งที่รู้ว่า เอ๊ะ! นี่มันตัวอยากของเรานี่ แล้วจับได้เลยค่ะ แล้วความทุกข์หนูก็จางไปเห็นได้ชัดเลย”
ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ไอ้นี่ไง เอ๊ะ! นี่มันตัวอย่าง อย่างนี้ใช่มรรคหรือไม่ใช่มรรคเจ้าคะ
การที่ว่าผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติจะชำระล้างกิเลส ไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นกิเลส
เราพูดทุกวันเลย ไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นกิเลส มันจะฆ่ากิเลสได้อย่างไร เราไม่รู้จักว่าเราเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคอะไร เราจะหายจากโรคนั้นได้อย่างไร
นี่เหมือนกัน ถ้าจิตมันสงบนะ ว่าจิตรอบก่อนที่มันพุทโธหลายวันๆ เข้า จนมันไปเอ๊ะ! ไปรู้ไปเห็น
ไอ้นี่นะ มันแค่เงาๆ รู้เงาๆ
ถ้ามันรู้จริง รู้อย่างไรแล้วนะ เห็นจริงนะ มันก็หลุดไม้หลุดมือไป
คนที่ฝึกหัดปฏิบัติเวลาเห็นกายไง แล้วพิจารณากายจนมันปล่อยมันวาง นี่ชั่วคราวๆ ไอ้ชั่วคราวๆ มันถึงไม่มีขณะไง ไม่มีนิโรธไง ไม่มีการดับสิ้นไง
แล้วดับสิ้น ดับอย่างไร แล้วถ้าไม่รู้ ไม่รู้อย่างไร แล้วถ้ารู้ มันรู้อย่างไร รู้แล้วจับต้องได้ไหม จับต้องแล้ววิปัสสนา คือใคร่ครวญมันในแนวทางที่ถูกต้อง มันทำอย่างไร มันเห็นแล้วมันจะพิสูจน์ตรงไหน แล้วมันจะพิสูจน์อย่างไร
มันพิสูจน์ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง
นี่ไง ถ้าฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าไม่เห็นทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ แล้วเวลามันดับ ดับด้วยอะไร แล้วมันดับ มันดับอย่างไร
ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม แค่ฝึกหัดปฏิบัติเขาก็ดูแลรักษาแล้ว ถ้าให้เป็นข้อเท็จจริงไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม
ฉะนั้นถึงบอกว่า สิ่งที่ว่า เอ๊ะ! เอ๊ะ! นี่สำคัญมากเลย ตั้งแต่เริ่มต้นมา ตั้งแต่ว่าเวลาพุทโธๆ ไป เวลามันมีอาการต่อไป หลวงพ่อว่ามันเป็นอาการ นี่สติปัญญาเข้ามา มันก็เป็นผลประโยชน์กับผู้ปฏิบัติ แล้วมีวาสนานะ เพราะการฝึกหัดปฏิบัติมันต้องปฏิบัติต่อเนื่อง มันปฏิบัติของมันไปมันถึงเป็นประโยชน์ไง
ไอ้นี่เหมือนกัน เวลามันพัฒนาขึ้นมา เวลามัน เอ๊ะ! เพราะว่าอะไร เพราะกิเลสน่ะ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของคน แล้วกิเลสในใจของคนมันเห็นแก่ตัวที่สุด มันทำลายตัวมันเองโดยตัวเองไม่รู้สึกตัวเลย
แล้วถ้าเวลามันพัฒนาขึ้นนะ เอ๊ะ! เพราะทุกคนว่าเราถูกต้อง เราดีงามทั้งนั้น เราทำดี เราเป็นคนดี เราประเสริฐที่สุด เวลามัน เอ๊ะ! เอ็งดีจริงหรือ เอ็งประเสริฐจริงๆ หรือ เวลามัน เอ๊ะ! ขึ้นมา
ถ้าเราเห็นข้อบกพร่องของตน สิ่งนี้เป็นประโยชน์ สิ่งนี้พอมันจับได้
“ความทุกข์หนูจางลงทันที”
แค่เห็นตัวมันนะ แค่เห็นตัวมัน มันก็อายแล้ว แล้วมันก็หลบซ่อน เวลามันอายมันหลบมันซ่อนไป เราก็คิดว่าเป็นผลงานของเรา เพราะอะไร เพราะความทุกข์หนูมันจางหมดเลย
ความทุกข์คือกลิ่น คือความสกปรกของกิเลส เวลามันรู้มันเห็นตัวมัน มันเช็ดนะ มันทำให้กลิ่นมันหอมเลย ความสกปรกมันทำให้สะอาดเลย แล้วเราเห็นมันไหม มันก็กิเลสเหมือนกันไง ดีหรือชั่ว
อัพยากฤตนะ นี่เขาบอกไง อุเบกขานั่นน่ะตัวสำคัญ อุเบกขานั่นน่ะสำคัญ
อุเบกขาคืออุเบกขา ทุกข์กับสุขตัวกลางๆ แต่จริงๆ แล้วมันต้องเป็นมรรค ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมอันนั้นต่างหาก
แล้วไอ้นี่มันชอบธรรมไหม ถ้าชอบธรรม เขียนมาถามยังงงอยู่นี่ไง
แต่การรู้การเห็น ตั้งแต่ถามปัญหามา วันนี้รู้สึกว่ามันมีเนื้อมีน้ำมากขึ้น มันดีขึ้นไง
มันดีขึ้นๆ อยู่ที่การเราฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปมันจะไปรู้ไปเห็นสิ่งใด มันไม่ใช่ว่าเราเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เรารู้รอบแล้ว...ยัง นี่แค่ฝึกหัดปฏิบัติเท่านั้น แล้วฝึกหัดปฏิบัติไป ถ้ามันจะละเอียดลึกซึ้งขึ้นต้อง เอ๊ะ! ต้องมีสติ แล้วคิดว่าที่รู้ที่เห็นนี้มันคืออะไร แล้วสำคัญที่สุดคือทำอย่างไร ตั้งสติอย่างใด ทำความสงบอย่างใด มันถึงมีกำลังมารู้ เอ๊ะ! รู้เห็นสิ่งนี้
นี่แค่สตินะ ลึกๆ ไปจะมีมหาสติ กิเลสมันจะลึกซึ้งกว่าที่คำถามมานี้อีกหลายชั้นหลายตอนนัก แต่คำถามนี้ตั้งแต่ตอบปัญหามา มันดีขึ้นมาตลอดไง ถ้ามันดีขึ้นมาตลอดแล้ว เราจะต้องทำให้เต็มไม้เต็มมือ อย่าปล่อยวาง คิดว่าถ้ามันดีขึ้นแล้ว เราวางมือได้ เรารามือได้ พอความเพียรมันเบาบางลงนะ เดี๋ยวกิเลสมันกลับมานะ
เพราะผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติโดยข้อเท็จจริงมันมีเจริญแล้วเสื่อม กับอีกเรื่องหนึ่ง ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบ ไม่รู้จักรักษาไว้
หลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ ชำนาญในวสี ชำนาญในการดูแลรักษา เข้าก็ได้ ออกก็ได้ แล้วรักษาไว้ให้ดี
โดยธรรมชาติมันก็เจริญแล้วเสื่อม สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง การฝึกหัดปฏิบัติ ธรรมะเป็นอนัตตาๆ ที่เราทำกันอยู่นี่มันแปรสภาพทั้งนั้นน่ะ แล้วเราจะรักษาไว้ไม่ให้เป็นอนัตตา ให้เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เราจะต้องบำรุงรักษา นี้เวลาแนวทางการฝึกหัด ครูบาอาจารย์ของเราท่านดูแลรักษาด้วยความรอบคอบ
ไอ้เราพอได้อะไรแล้วมันตื่นเต้นไป เวลาต่อไปมันทำได้ยากไง เราจะควรดูแลและรักษามันให้ดี
ฉะนั้น สรุปคำถามไง “ตราบใดที่หนูถือศีล นั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วยึดพุทโธไว้ ทุกข์หนูก็จะลงทุกครั้ง แบบนี้เป็นการเดินตามมรรคหรือไม่เจ้าคะ”
มรรคหยาบ มรรคละเอียด โดยสัมมาอาชีวะไง โดยสัมมาอาชีวะ การทำมาหากินด้วยความถูกต้องชอบธรรม นี้เป็นสัมมาอาชีวะ ในการฝึกหัดปฏิบัติ อารมณ์ความรู้สึกที่ดีและชั่ว เพราะจิตมันเสวยอารมณ์ จิตนี้มีอารมณ์เป็นอาหาร
ถ้าเป็นปุถุชนคนหนาหิวและกระหาย หยิบจับทุกเรื่องที่เป็นเรื่องทุกข์ยาก ถ้าทำให้มันสงบสุขขึ้นมา มันจะเลือกแล้ว เอาแต่สิ่งที่ดีๆ เอาความคิดที่เป็นบุญเป็นกุศล เป็นบาปอกุศลไม่เอา
ฉะนั้น สิ่งที่ว่ามันเป็นมรรคหรือไม่เป็นมรรค มันเป็นมรรคของใคร เพราะมรรค บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค มรรค ๔ ผล ๔ เห็นไหม
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า “ที่หนูทำอยู่นี้มันเป็นมรรคหรือไม่”
ถ้าบอกไม่เป็นเลย มันเป็นมรรคของฆราวาส มรรคของที่เราต้องมีสัมมาอาชีวะ ทำให้มันถูกต้องชอบธรรม สัมมาอาชีวะไม่ค้าอาวุธ ไม่ค้าเครื่องมึนเมา ไม่ทำมิจฉาอาชีวะ นี่อาชีวะแบบฆราวาส
นักปฏิบัติคิดผิด นั่นแหละมิจฉา คิดถูกนั่นน่ะสัมมา เพราะจิตมันเสวยอารมณ์ เสวยความคิด อาชีวะในการฝึกหัดปฏิบัติ ทำสัมมาสมาธิความถูกต้องชอบธรรมในหัวใจของตน มันถึงเป็นมรรค
มรรคของใครล่ะ
ฉะนั้น สรุปว่า “มันเป็นมรรคหรือไม่”
เป็นมรรคแบบฆราวาสธรรม เป็นมรรคของโลก
ปุถุชน กัลยาณชน บุคคล ๔ คู่ มรรคหยาบ มรรคละเอียด ค่อยๆ ฝึกหัดไป มันจะเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้อยู่ที่กลางหัวใจ มันถึงจะสิ้นสุดแห่งทุกข์ เอวัง