เทศน์เช้า วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
เวลาพันธุ์พืช เห็นไหม เวลาพันธ์พืช พวกพันธุ์พืช เวลาไปลงที่ไหน มันอยู่ที่อากาศ อยู่ที่น้ำ พันธุ์พืชชนิดเดียวกันนะ แต่เวลาลงในสถานที่อุดมสมบูรณ์มันจะเกิดเจริญงอกงามมาก ไปอยู่ในที่แห้งแล้ง เห็นไหม เกิดเหมือนกัน แต่มันแกร็นไง ต้นมันแกร็นๆ ต้นมันเล็ก แต่มันเป็นพันธุ์เดียวกัน เห็นไหม แม้แต่พันธุ์พืชชนิดเดียวกัน แต่ลงในสถานที่ต่างกัน อากาศต่างกัน ดินต่างกัน มันก็มีความต่างกัน
นี่ก็เหมือนกัน มนุษย์เกิดมาเป็นคนเหมือนกัน แต่หัวใจมันต่างกัน แล้วหัวใจที่ต่างกันนี้มันพลิกได้ตลอดเวลา พลิกได้ตลอดเวลา เห็นไหม เวลาเราดีใจ เราเสียใจ มันพลิกไปตลอดเวลาของมัน ตามแต่ใจมันจะเป็นไป สิ่งที่ใจมันเป็นไป แล้วการบำรุงรักษา บำรุงรักษาด้วยธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาตรงนี้ไง ให้เห็นสภาพของใจก่อน เริ่มต้นจากกายกับใจ กายกับใจ จับไปที่ไหนในร่างกายเรานี่มีแต่หัวใจ ความรู้สึก ความรู้สึกว่ามีหัวใจทั้งหมดเลย
นี้เราจับไปที่ร่างกายของเรานะ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าเวลามันส่งออก ความรู้สึกคิดไปตั้งแต่เทวดา อินทร์ พรหม มันจินตนาการไปได้หมดนะ พรหมเป็นอย่างนั้น เทวดา สวรรค์เป็นอย่างนั้น มันส่งออกไปขนาดนั้นน่ะ นี่เวลามันไปได้ไกลขนาดนั้น ทำไมเรามองไม่เห็น แต่เวลาเราจับที่ตัวเรา เห็นไหม ความรู้สึกนี้คือหัวใจ ความรู้สึกคือหัวใจ มันไม่เห็น เพราะอะไร เพราะมันไม่เกิดสัมมาสมาธิ จิตไม่เป็นเอกัคคตารมณ์ จิตมันไม่ตั้งมั่น
ถ้าจิตตั้งมั่น เห็นไหม คนที่ทำสมาธิได้มันจะมีความมหัศจรรย์กับใจดวงนี้ ใจดวงนี้สงบเข้ามา เป็นอย่างนี้หรือ ความรู้สึกเป็นอย่างนี้หรือ แล้วมันจะยืนยันว่าจิตมี จิตมี จิตความรู้สึกนี่มี แต่มีเป็นนามธรรมที่มันส่งออกไป เมล็ดพันธุ์พืชอันนี้สำคัญมาก สำคัญเพราะอะไร เพราะมันมีเชื้อไขไง เชื้อที่เป็นพิษก็ได้ เชื้อที่เป็นคุณก็ได้ เชื้อเป็นคุณ เห็นไหม ธรรมกับกิเลสอยู่ที่ใจ เวลากิเลสมันรุ่งเรืองขึ้นมา กิเลสมันมีอำนาจมาก มันฉุดกระชากลากไป มันคิดแต่เรื่องความเห็นของมันทั้งหมดนะ มันบีบบี้หัวใจให้อยู่ในอำนาจของมัน
เวลาธรรมมันเกิดก็เกิดจากหัวใจนั่นแหละ เมล็ดพันธุ์นี้ถ้ามันเกิดเป็นสิ่งที่ดี เวลาธรรมมันเกิด เวลาวิปัสสนาขึ้นมาปัญญามันเกิดขึ้นมา มันไล่ต้อนความคิดออกไป มันไม่มีกิเลสเลยนะ มันว่างหมด มันปล่อยวางหมดนะ สิ่งที่ปล่อยวางหมด กิเลสมันยุบยอบตัวลง มันซุกตัวลง เพราะมันกลัวอำนาจของธรรม อำนาจของธรรมนี้เกิดขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว เพราะเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราสร้างสมขึ้นมา เพราะปัญญามันเกิดขึ้น เหมือนเรากินข้าว เห็นไหม เวลาเรากินข้าวอิ่มใหม่ๆ เราจะอิ่มท้อง เราจะมีความสุขมาก แต่อาหารมันย่อยไปแล้วเราก็เลยหิวอีก อยากกินอีกเหมือนกัน
ธรรมก็เหมือนกัน เราสร้างขึ้นมาไง เรามีศรัทธา มีความเชื่อ เห็นไหม เรามีศรัทธา มีความเชื่อขึ้นมา ศรัทธาความเชื่อแล้วเราได้สละทาน เราได้ถือศีลขึ้นมา ศีลมันละเอียดเข้าไป สิ่งที่ละเอียดเข้าไป มันเป็นทอดๆ เข้าไป ทานให้เป็นอามิสก่อน ให้เป็นวัตถุก่อน สิ่งที่เป็นวัตถุ วัตถุทาน เห็นไหม ธรรมทาน เห็นไหม ครูบาอาจารย์เรื่องการให้สละทาน ให้ธรรมทานนี้สำคัญที่สุด ถึงว่าเป็นครูเป็นอาจารย์สำคัญมากเพราะอะไร
เราให้วิชาการเขา เราให้ความรู้เขา ความรู้นี่ในตะวันออกเราถึงยอมรับว่าความรู้นี้ การให้กันนี้เป็นทานเป็นบุญอย่างสูงสุด แต่ในทางตะวันตกเขาบอกนี่คือวิชาการ นี่คืออาชีพไง สิ่งที่อาชีพเขาไม่มีบุญมีคุณ ตัวศาสนาสอนเข้าไปให้เห็นความละเอียดอ่อนของความรู้สึก แต่ในเมื่อครูบาอาจารย์ของเรามาเห็นความละเอียดอ่อนอันนี้ ถึงเข้าใจอันนี้ ให้ธรรมเป็นทาน สิ่งที่ให้ธรรมเป็นทาน พอให้ธรรมเป็นทานแล้วรักษาศีลล่ะ ธรรมเป็นทาน เรามีวิชาการมาก มีวิชาการน้อยขนาดไหน มีความรู้มาก ความรู้น้อยขนาดไหน ถ้าเป็นคนดีมันจะเป็นความดีมาก ถ้าเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เป็นคนที่เบียดเบียนคนอื่น ไอ้วิชาการอันนี้มันครอบครองโลกได้นะ
ศาสตราจารย์ เห็นไหม โปรเฟสเซอร์นี่ทางตะวันตกเขาเกรงใจมาก เกรงใจมากเพราะพวกนี้เป็นนักวิชาการ เป็นพวกที่ว่าชี้นำสังคมไง แต่ถ้าเขาเป็นคนโกง เห็นไหม ทำไมเขาไปโกงวิทยานิพนธ์ของลูกศิษย์ได้ล่ะ ลูกศิษย์ทำวิทยานิพนธ์ ทำวิชาการขึ้นมา ทำไมเขาไปโกงวิชาการนี้เป็นของเขาล่ะ เพื่อเอาชื่อเสียง เอาตำแหน่งของเขา เห็นไหม มันก็ไปโกงของเขา ไปทำลายของเขา แล้วนี่นักวิชาการมีเท่าไหร่ เวลาเขาประสบความสำเร็จมีขนาดไหน นี่เป็นวิชาการทางโลก สิ่งที่เป็นทางโลก เห็นไหม ถ้ากิเลสมันพาใช้
แต่ถ้าคุณธรรมมันพาใช้ล่ะ คุณธรรมพาใช้นะใครก็ทำคุณงามความดีได้ สิ่งที่ว่าเห็นเวลาสัตว์ เห็นไหม สัตว์มันรักลูกของมัน มันเมตตาของมัน เวลาสัตว์มันยังปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า สัตว์บางตัวนะมันปกป้องสัตว์ที่อ่อนแอกว่ามัน ไม่ให้ฝูงนี้ไปทำลายมัน ไปรังแกตัวที่อ่อนแอกว่า เห็นไหม สัตว์มันมีคุณธรรม มันยังทำคุณงามความดีเลย
แล้วเวลาคนที่มีคุณธรรมในหัวใจ เห็นไหม ครูบาอาจารย์เราชักนำ เห็นไหม สภาคาบัติ อาบัติ เวลาอาบัติส่วนบุคคล ความผิดส่วนบุคคลเป็นความผิดส่วนบุคคล ความผิดส่วนรวม สิ่งที่เกิดส่วนรวมใครเป็นคนสร้างขึ้นมา บุคคลสร้างขึ้นมาก็ได้ ความเห็นของความเห็นผิดของสังคมนั้นก็ได้ ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย เห็นไหม ถ้าเรายกคะแนนเสียง ยกมือขึ้นมา มันจะเป็นความถูกต้องหรือ ในเมื่อเขายกคะแนนเสียงขึ้นมา กฎหมายออกมา กฎหมายทำไมเบียดเบียนสังคมล่ะ กฎหมายบางกฎหมาย ออกมาเป็นกฎหมายที่ดีล่ะ เวลาคนที่ออกกฎหมาย ประชาธิปไตย ความเห็นที่ผิดไง สภาคาบัติสิ่งที่เป็นความผิดอันนั้น
แต่ถ้าเป็นธรรมมันไม่เป็นอย่างนั้น ธรรมมันจะเป็นความถูกต้องตลอดไป แต่ความถูกต้องก็มรรคหยาบๆ เห็นไหม ความถูกต้อง เราทำทาน เราอยากจะทำทาน เราต้องหาวัตถุสิ่งของเข้ามา แล้วเวลาทำทานขึ้นมา แล้วเวลาปฏิบัติล่ะ มันไม่ต้องใช้สิ่งใดเลย ใช้แต่ความรู้สึกของใจ เวลาไปวัด เห็นไหม เขาบอกให้เอาหัวใจมาด้วย ไม่ใช่มาแต่ตัวไง เวลามาวัดนี่ร่างกายมาวัดแต่หัวใจไว้บ้านไง คิดถึงบ้านตลอดเวลา คิดถึงสิ่งของที่ยังไม่ได้เก็บ ไม่ได้รักษา มาแต่ตัว ใจอยู่ที่บ้านไง เพราะมันกังวลไปอยู่ที่บ้าน
ถ้ามาวัดด้วย ใจก็มาด้วย เอาตัวมาด้วย เอาใจมาด้วย เห็นไหม แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เอาใจมาด้วย พอเอาใจมาด้วยศีลก็ปกติ เห็นไหม เพราะใจอยู่กับเรา ไม่ใช่ตัวอยู่ที่นี่ ใจอยู่ที่บ้าน มันส่งออกอย่างนั้น ว่า ใจอยู่ในร่างกายเรา ใจอยู่ในร่างกายเรา มันสิ่งอยู่ร่างกายนั้นนั่นคือตัวชีพ ตัวชีวะ ตัวผู้รู้ แต่อาการที่มันส่งออกไป จิตกับขันธ์มันคนละอันกัน เวลามันส่งออกไป มันส่งออกไปข้างนอก แต่ถ้าสงบ สงบขึ้นมา มันลดตัดทอนจากภายนอกเข้ามา มันจะตัดทอนจากข้างนอก มันจะสงบเข้ามาจากภายใน จิตนี้จะตั้งมั่นขึ้นมา
สิ่งที่ตั้งมั่นขึ้นมา เห็นไหม ทาน มีศีลให้มันปกติ ความทำสมาธิมันเป็นศีลอันละเอียด มันละเอียด ศีลอันละเอียด ศีลนี้มันเป็นศีล อธิศีล เห็นไหม อธิศีล ศีลที่มันปกติของมัน มันปกติ มันไม่มีเจตนา เราทำผิดศีลกัน เราเวลาผิดศีล เราทำอะไรตกล่วงไป เราทำลายสัตว์ เราทำถึงตาย ถึงผิดศีล เป็นข้างนอก
แต่ถ้าเป็นอธิศีล เห็นไหม ถ้าจิตมันสงบมันมีความนิ่งของมัน มันไม่มีความคิดส่งออกไป นี่มันเป็นปกติของมัน เวลาถ้ามันออกไปล่ะ ออกไปนี่เจตนามันเกิดขึ้น ถ้าเจตนาสิ่งที่คิดเบียดเบียนเขา คิดเบียดเบียนตัวเอง ทำความเห็นผิดของตัวเองก่อน นี่เป็นอาบัติ อาบัติของอธิศีลนะ ศีลก็มันเคลื่อนไหว เจตนามันเกิดไง มันทำให้กระเพื่อมไง มันทำให้เกิดหวั่นไหวไง มันทำให้เกิดสิ่งนี้เคลื่อนออกมา เห็นไหม
ศีล สมาธิ สิ่งที่เป็นสมาธิมันละเอียดเข้าไป แล้วเกิดปัญญาล่ะ นี่ปัญญาอย่างนี้มันเป็นปัญญาจากใจดวงนั้นมันเกิดขึ้นมา จะทำลายกิเลสของมันเอง เมล็ดพันธุ์พืชไปตกลงที่ไหนก็แล้วแต่ต้องมีดิน มีน้ำ สิ่งต่างๆ อากาศสมควรแล้วมันจะเกิดเจริญงอกงามของมันขึ้นมา
แต่ถ้าหัวใจของเรา เรารดด้วยอะไร เรารดน้ำหัวใจของเราด้วยอะไร น้ำที่รดไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญารดไปที่หัวใจ ศีล สมาธิ ปัญญานะ ตัวปัญญานี่ตัวขับเคลื่อน ตัวขับเคลื่อนให้จิตนี้มันพัฒนา จากที่มรรคหยาบๆ เป็นมรรคละเอียดขึ้นมา มรรคละเอียด มรรคละเอียดเข้าไปเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป แล้วมันจะกำจัดสิ่งที่เป็นสารพิษ สิ่งที่เคลือบในหัวใจนั้นเป็นสารพิษ คือกิเลสตัณหาความทะยานอยากออกไป สิ่งนี้เป็นแรงขับดับ ถ้าขับดันยังมีการเกิด การตายอยู่นี้ มันจะเกิดตายตลอดไป
แต่ถ้าสิ่งนี้เข้าไป เห็นไหม สิ่งนี้เป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ละเอียดลึกลับนัก แต่ในปัจจุบันนี้นักวิชาการของเราเอาสิ่งนี้เป็นตัวตั้งขึ้นมา แล้วเป็นสัญญาอารมณ์คาดหมายทั้งหมดเลย สิ่งที่คาดหมาย อาการจะเป็นสภาวะแบบนั้น สิ่งที่เป็นสภาวะแบบนั้น เห็นไหม สิ่งที่เป็นสภาวะเราสังเกตได้ไหม สิ่งที่โบรชัวร์ที่เขาโฆษณาสินค้า รูปภาพสวยงามมาก สิ่งที่สวยงามเราก็มองสภาวะแบบนั้น แล้วเรานึกเอา แต่เราไปเจอสินค้าเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้นะ
นี่ก็เหมือนกัน ในหัวใจนี่สิ่งที่คาดหมายมันมีสัญญาอารมณ์ไง หัวใจมันเป็นความลึกลับ ลึกลับอย่างนี้ มันสร้างภาพได้ มันจินตนาการสถานะนั้นได้ สิ่งที่สถานะนั้น คนทำอย่างนี้ สอนเขาได้ด้วยนะ สอนว่า “ให้ทำอย่างนี้ ให้ตั้งอารมณ์อย่างนี้ มันปล่อยวางอย่างนี้ สิ่งนี้เป็นโสดาบัน สิ่งนี้เป็นสกิทาคามี สิ่งนี้เป็นอนาคามี” นี่มันคาดหมายได้ขนาดนี้ ตัวเองก็คาดหมายสภาวะแบบนั้น แล้วคนอื่นก็คาดหมายสภาวะแบบนั้น สิ่งนี้เป็นสัญญา สิ่งนี้เป็นความก็อปปี้ แล้วมันจะเป็นสูตรสำเร็จ “ต้องทำอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้จะได้อย่างนี้”
ครูบาอาจารย์ที่ไม่มีหลักเกณฑ์ แล้วจะสอนให้เป็นสเต็ปขึ้นไปอย่างนั้น แต่ถ้าครูบาอาจารย์ที่มีดวงตาเห็นธรรมตามความเป็นจริงนะ จะพูดอย่างนี้ไม่ได้เลย ไม่ได้เพราะอะไร เพราะจริตนิสัยของจิตมันต่างกัน เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ แม้แต่เป็นโรคเดียวกัน มันก็มีอาการต่างกัน แล้วเกิดในที่ตรงไหน ให้ผลได้มากได้น้อย ไกลหัวใจ ใกล้หัวใจต่างกัน เวลาเลือดมันสูบฉีดเข้าไปในหัวใจ เห็นไหม มันจะให้ผลต่างกัน
นี่ก็เหมือนกัน การประพฤติปฏิบัติในแง่มุมเดียวกัน แต่ในต่างบุคคล จะไม่เหมือนกัน สิ่งที่ไม่เหมือนกัน จะให้เป็นแบบสูตรสำเร็จ เป็นรูปแบบอย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วสิ่งที่ให้เป็นไปได้มันก็เป็นวัตถุ เห็นไหม เป็นวัตถุ เป็นธาตุ เป็นสิ่งต่างๆ มันไม่เป็นนามธรรม นามธรรมมันย้อนกลับเข้ามาในหัวใจดวงนั้น ถึงต้องปล่อยให้เป็นปัจจัตตัง
สิ่งที่เป็นปัจจัตตัง ขอให้จิตนั้นมันสัมผัสของมันเอง อกาลิโก ไม่มีกาล เห็นไหม ไม่มีกาลอาศัยกาลก็ไม่ได้ว่าต้องเป็นกี่ชั่วโมง ต้องทำสภาวะแบบไหน นี่เอาเวลาเข้าไปจับก็ไม่ได้ เอากาลเข้าไปจับไม่ได้ ให้มันเป็น เห็นไหม โอปนยิโก ร้องเรียกสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ร้องเรียกอาการของใจที่มันทำปฏิกิริยาต่อกัน ในเมื่อปัญญามันเกิดขึ้น มันทำปฏิกิริยาต่อกันในหัวใจนั้น สิ่งที่หัวใจนั้นมันเกิดขึ้นมา สภาวธรรมที่มันสัมปยุตเข้าไป วิปปยุตคลายตัวออกมา สิ่งที่สัปปยุตเข้าไปนั้นมันเป็นภาวนมยปัญญา สิ่งที่ภาวนามยปัญญา ย้อนกลับเข้าไปทำลายหัวใจดวงนั้น
สิ่งที่ทำลายหัวใจดวงนั้น ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น คนเรา เห็นไหม ทำอยู่กับมือ รูปแบบตั้งต้นขึ้นมาจากมือ จากการกระทำของเรา แล้วเราเป็นคนการกระทำ เราจะไม่สามารถอธิบายการกระทำของเราเป็นไปได้ไหม มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ขณะจิตที่มันเป็นไป มันแปรสภาพไป มันทำลายกิเลสอย่างไร มันปล่อยวางอย่างไร สภาวะเป็นอย่างไร เห็นสัมปยุตเข้าไป วิปปยุตคลายตัวออกมา แล้วแปรสภาพออกไป สิ่งที่แปรสภาพออกไป นี่จิตมันถึงพ้นออกมาจากอริยสัจ จิตนี้โดนกลั่นออกมาจากอริยสัจ เห็นไหม อาสะเวหิ อาสวะจากจิตนี้หลุดไป จิตตานิ จิตตานิ ตัวจิตนี้ วิมุจจิงสูติ จิตตัวนี้ตัววิมุตติวิมุตติออกไป
แต่ถ้าไม่มีหลักการขึ้นมา จิตตัวนี้มีก็เป็นอัตตา เห็นไหม แต่มันมีสภาวะของมัน มันจะหมุนตัวไปตามสภาวะของมัน นี่คือตัวปัญญา เห็นไหม ความเจริญเติบโต พืชพันธุ์มันเติบโตของมัน แต่จิตที่มันเติบโตของมันเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไป มันมีขั้นตอนของมัน มันมีความเป็นไปของมัน มันต้องมีความเป็นไป เพราะอะไร เพราะมันมีสถานะรองรับ
สถานะ เห็นไหม จากเริ่มต้น เห็นไหม เรานี่เวียนตายเวียนเกิดไม่มีสถานะรองรับ แม้แต่สร้างบุญกุศลขนาดไหนก็แล้วแต่ บุญนี้เป็นอามิส บุญนี้ขับเคลื่อนไป แล้วมันหมดไป เกิดดี เกิดชั่วสลับสับเปลี่ยนกันไป แต่สถานะรองรับ โสดาบันรองรับ รองรับนี้มันไม่ตกอบาย มันไม่ตกอบายเพราะมันเป็นอกุปปธรรม มันจะไม่มีการเสื่อมสภาพ ไม่มีการแปรปรวน
สิ่งที่ไม่แปรปรวนเกิดจากธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กุปปธรรมคือธรรมเจริญแล้วเสื่อม ธรรมเจริญแล้วเสื่อม อกุปปธรรม อะคือไม่เป็นไป เป็นไปไม่ได้ที่มันจะเสื่อมไป สิ่งนี้มันจะมีอยู่โดยดั้งเดิมอยู่กับใจที่สร้างขึ้นมาอันนั้น นี่มันจะพัฒนาขึ้นไป จนถึงที่สุด มันถึงที่สุดมันปล่อยวางทั้งหมด สิ่งที่อกุปปะ อกุปปะนี้ปล่อยทั้งหมด ถึงที่สุดมันเป็นวิมุตติไง มันพ้นจากสมมติไง สิ่งนี้เป็นสมมติบัญญัติที่ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งขึ้นมา เพราะมันอกุปปธรรมเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ถึงที่สุดมันทิ้งหมด มันปล่อยวางหมด ปล่อยวาง
นี่ความเจริญเติบโตของใจ เมล็ดพันธุ์ของใจ ใจที่มันขับเคลื่อนมา ความเป็นไปของใจ สูงๆ ต่ำๆ วุฒิภาวะของใจสูงๆ ต่ำๆ ตลอดไปทุกคน ถึงที่สุดมันมีขั้นมีตอนของมัน จนถึงที่สุดมันพ้นจากวุฒิภาวะอะไรทั้งหมด เพราะวุฒิภาวะ ฐีติจิตมันคือที่ตั้งของความคิด มันเป็นที่ตั้งของจิตปฏิสนธิมันยังเกิดอีก แม้แต่ทิ้งขันธ์มาทั้งหมด จิตนี้เป็นตัวจิต อวิชชาเฉยๆ มันจะไปเกิดบนพรหม มันยังไปโอปปาติกะ มันยังเกิดได้บนพรหม เพราะพรหม ๕ ชั้นนั้นแล้วจะสุกไปข้างหน้า ในเมื่อมีตัวฐีติจิต ตัวจิต ตัวตอของจิต ตัวอวิชชาอยู่ มันยังขับเคลื่อนไป จะต้องทำลายตรงนี้ ถึงที่สุดแล้วมันจะหมดจากสภาวะแบบนั้นไป มันพ้นออกไปจากกิเลสทั้งหมด เอวัง