เทศน์เช้า

ธาตุ ๖

๑๑ ธ.ค. ๒๕๔๒

 

ธาตุ ๖
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์เช้า วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๒
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

พระพุทธเจ้าเกิดแต่ละครั้งพระองค์เดียว เห็นไหม อย่างครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน หัวหน้าไง เป็นพระแล้วยังเป็นหัวหน้าอีก หัวหน้าดูแลหมู่คณะ งานหลวงปู่มั่น เขาไปนิมนต์อาจารย์มหาบัว “ถ้านิมนต์เรา ต้องนิมนต์พระทั่วประเทศไทย” เห็นไหม ถ้าจะนิมนต์หลวงตาต้องนิมนต์พระทั่วประเทศไทยเลย ท่านรับผิดชอบหมู่คณะทั้งหมดไง นี่มันถึงว่าบารมีใหญ่ บารมีใหญ่เราก็ต้องคิดอย่างนั้น นี่หลักของศาสนา ถ้าท่านมาต้องควรเป็นอย่างนั้นก่อน ดูอย่างนั้นเลย เรามันพวกเล็กน้อยกัน

บุญกุศลข้างนอกนะ เราชาวพุทธ บุญกุศลเป็นบุญกุศล แต่นี่บุญกุศลมันเป็นเครื่องขับพาให้เราดำเนินไป เห็นไหม บุญกุศลอาจารย์บอกว่า “ถ้าเรายังตาย-เกิดอยู่ ให้บุญกุศลพาเกิด มันจะได้ไม่ต้องทุกข์ยากมากนัก” คนต้องตายต้องเกิดทั้งหมด บุญกุศลพาเกิดไง เราก็อาศัยบุญกุศลไป

แต่พอภาวนาเข้าไป ภาวนาเข้าไป คนถามบ่อยเลย “ตอนเช้านี่กำลังภาวนาจะดีเลย จะต้องขึ้นมาใส่บาตร อะไรมีคุณค่ามากกว่ากัน?” บอก “นั่นกิเลสมันหลอก!” ลุกใส่บาตรเลย เวลานั่งทั้งคืนมันไม่ลง แต่เวลาจะทำคุณงามความดีมันจะลง อันนั้นกิเลสมันหลอก

แต่ถ้าเราลงนะ มันจะลงมันลงไปเลย ปล่อยให้มันลงไป เพราะว่าให้ทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับมีศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ศีลบริสุทธิ์ร้อนหนพันหนไม่เท่ากับสมาธิหนหนึ่ง เห็นไหม จิตเข้าในความสงบหนหนึ่ง อันนี้บุญกุศลมันก็มีตรงนี้ด้วยนะ ผ่านข้ามพ้นจากบุญและบาปไง บุญกุศลทำให้เราอยากได้ อยากทำ

แต่มันเป็นจริง มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด อย่างเช่นฟังธรรม เห็นไหม เราฟังธรรม “มหาภูตรูป ๔” ดิน น้ำ ลม ไฟ มหาภูตรูป ๔ เห็นไหม ธาตุ ๔ ไง คนเรานี่ทุกคนจะบอกเลยว่า เราเข้าใจกันอยู่แล้วเรื่องคนนะ กายกับใจ ไอ้ความรู้หยาบๆ ความรู้จำมา แล้วเวลามันเป็นบัญญัติ เห็นไหม มีธาตุ ๔ คนเราเกิดมานี่มีขันธ์ ๕ กับธาตุ ๔ ธาตุนี่เป็นรูปๆ มหาภูตรูป ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไฟนี่เป็นพลังงานใช่ไหม? ไฟนี่เป็นพลังงาน เวลาคนตายนี่ลมขาดก่อน เห็นไหม ลมขาด ไฟ ไฟที่เผาให้ร่างกายอบอุ่นนี่มันก็น้อยไปๆ จนแข็ง เห็นไหม ธาตุไฟ ธาตุลม

ทีนี้ถ้าเราว่าถ้าพลังงาน ธาตุไฟนี่ต้องเป็นพลังงานไหม? เป็น เป็นพลังงานธาตุ เห็นไหม เราว่าพลังงาน เวลาเทศน์กันเขาสอนกันเรื่องพลังงาน เรื่องความคิด เรื่องอะไรนี่เป็นพลังงานไป เป็นวัตถุไป แต่มันมีอีกอันหนึ่งไง ธาตุ ๖ ไง ธาตุรู้กับอากาศธาตุ ลม ลมกับอากาศคนละอัน ลมเป็นลมนะ ลมมันแปรปรวนมันแปรปรวน แต่ถ้าอากาศธาตุ อวกาศ พอออกไปออกซิเจนมันไม่มีน่ะอวกาศ อากาศในโพรงกระดูก กับธาตุรู้ เห็นไหม ธาตุรู้กับพลังงานกับธาตุไฟอันเดียวกันหรือเปล่า? ธาตุรู้กับธาตุไฟ เห็นไหม ธาตุไฟ ธาตุทั่วไป แต่ธาตุรู้ ไอ้ตัวรู้ที่ว่าพระสารีบุตรพูดไว้ในพระไตรปิฎกไง ชีวิตคืออะไรไง “ชีวิตคือไออุ่น”

ไออุ่นกับไฟมันคนละอัน เพราะไออุ่นนั้นมันมีชีวิตไง พลังงานที่มีชีวิต พลังงานที่รับรู้สุขรู้ทุกข์ กับธาตุไฟ ไฟมันเผาอะไรไปมันไม่รู้เรื่องเลย ตัวไฟมันเผาอะไรไปไม่รู้เรื่องเลย มันเผาไปๆ มันทำลายหมด

แต่คนที่มีสติมีสัมปชัญญะ คนที่ฉลาด ควบคุมไฟนั้นอยู่ในขอบเขต เป็นประโยชน์กับโลก เห็นไหม ควบคุมไฟนั้นเป็นประโยชน์ เพราะไฟนั้นมันไม่รู้สุข มันไม่รู้ในตัวมันเอง มันเป็นธาตุเฉยๆ แต่สสารของธาตุรู้มันเป็นธาตุที่มีชีวิตไง มันคนละธาตุใช่ไหม มันถึงว่าเป็นธาตุรู้กับธาตุไฟ ถึงว่าธาตุ ๖ ไง

คำว่าธาตุ ๖ ถ้าเราว่าพลังงานของโลก คือว่าเวลาเข้าใจไง ถ้าเราเข้าใจเรื่องธรรมะ เราฟังเข้าใจ หยาบ กลาง ละเอียด เห็นไหม ความหยาบๆ คือว่าเราศึกษาสุตมยปัญญาเข้ามา แล้วพอมาวิปัสสนาไป เห็นไหมว่าธาตุไฟ มันจะน้อยอกน้อยใจตรงนี้ไง ดิน น้ำ ลม ไฟ เห็นไหม มันก็ดิน น้ำ ลม ไฟมีอยู่

มนุษย์เราก็เหมือนดิน น้ำ ลม ไฟ มันมองคุณค่าของศาสนาต่ำเกินไป แทบจะไม่มีอะไรเลย ดิน น้ำ ลม ไฟเหรอ ร่างกายเราเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ แต่มันคลุกเคล้ากันไปด้วยกรรมไง กรรมทำให้เกิดเป็นมนุษย์ แต่มันแปรสภาพกลับไปแล้วนี่ ทีนี้สถานะของมนุษย์มันได้มา

แต่ถ้าเอาธรรมเอาบัญญัติเข้ามา ปรมัตถ์เข้ามาแยกแยะมนุษย์ไง ระหว่างธาตุ ๔ กับขันธ์ ๕ ออกไป เห็นไหม ขันธ์ ๕ นั่นคือธาตุรู้ล่ะ เพราะธาตุรู้มันเป็นไออุ่น มันเป็นความคิดออกมา มันรู้สุขรู้ทุกข์ขึ้นมา แต่เวลาแยกเข้าไปเป็นธาตุ ๖ อีกธาตุหนึ่ง เป็นธาตุ ๖ เห็นไหม แต่ถ้าเป็นธาตุ ๔ มันออกมาเป็นธาตุ ๔ มันก็เป็นวัตถุไปหมด ความเข้าใจของใจที่จะไปแก้ทุกข์มันเข้าถึงไม่ได้ มันไปติดอยู่ที่เปลือกไง ติดที่ระบบไง ติดอยู่ที่ภายนอก

แต่ถ้าเราพิจารณากาย เวลาเขาพิจารณากายกันเพื่ออะไร ให้เห็นความแปรสภาพของกาย เห็นไหม ธาตุ ๔ มันเป็นกาย มันไม่ใช่ใจ แต่ใจวิปัสสนากาย วิปัสสนากายจนกายนั้นแปรสภาพออกไป ความเข้าใจของใจต่างหาก มันไปปล่อยสภาพกายอันนั้น ธาตุทั้ง ๔ นั้นเขาไม่รู้เรื่องของเขาเลย เขาเป็นไปตามความเป็นไปของเขา ความเป็นไปของเขา เขาแปรสภาพของเขาอยู่อย่างนั้น เขาเพียงแต่ว่ามีส่วนหนึ่งผสมมาเป็นเราเท่านั้นเอง ส่วนหนึ่งของธาตุดิน เห็นไหม

เวลาคนมนุษย์ตายไป ที่ว่าเกิด-ตาย เกิด-ตายในวัฏจักร พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า “คนๆ หนึ่งเกิดมานั่งอยู่บนกองกระดูก” นั่งอยู่บนกองกระดูกนะ ทุกข์อยู่บนกองกระดูก เพราะคนเราเคยเกิดเคยตายซับซ้อนกันมา ธาตุดินมันซับซ้อนกันมา มันแปรสภาพมาตลอดอยู่อย่างนั้น แล้วการเกิดที่ไม่มีวัฏฏะอันนั้นมันสะสมเข้าไปอยู่ที่ธาตุรู้ ตัวที่ธาตุรู้ เห็นไหม ถึงว่าจิตมันมี ๒ ชนิด

ความรู้วิญญาณมี ๒ ชนิด มีจิตมีวิญญาณ วิญญาณในขันธ์ ๕ วิญญาณรับรู้ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ วิญญาณรับรู้ วิญญาณรับรู้นี่เพราะเราเป็นมนุษย์ เราถึงมีขันธ์ ๕ แล้วเทวดามีขันธ์ ๔ ความรับรู้เขาก็ต่างออกไปแล้ว พรหมก็มีขันธ์ ๑ ความผัสสะของเขาต่างออกไปกับเราแล้ว เวลาที่การเกิดการตายออกมาอย่างนี้ สถานะของการรับรู้ขันธ์ ๕ นี่มันถึงว่าครอบไว้ ครอบอะไร?

วิญญาณมี ๒ วิญญาณ ก็วิญญาณตัวที่ว่าธาตุรู้ตัวนั้นไง นั้นคือปฏิสนธิวิญญาณไง จิตปฏิสนธิวิญญาณที่ว่ามันย่อยสลายออกไป เห็นไหม สัญญาความจำได้หมายรู้ในชาตินี้ จำมาๆ แล้วมันก็เก็บเข้าไป ลงเข้าไปรวมอยู่ที่ใจ ใจนั้นแทบจะไม่รับรู้อะไรเลย ต้องคิดขึ้นมามันถึงจะออกมากระทบออกมาเป็นสัญญา แล้วค่อยใคร่ครวญออกมาข้างนอก นั่นคือว่ามันเป็นขอบเขตของมนุษย์ไง

เราคิดได้กับขอบเขตของมนุษย์ สิ่งที่เราเคยไป สัญญามันจะจำได้หมายรู้กับสิ่งที่ว่าเราเคยไป เราเคยเห็น เราเคยพบมา ทีนี้ไอ้สิ่งที่ว่ามันมากกว่านั้น มันอยู่ในใจที่เราเข้าไปไม่ถึง เห็นไหม นั่นน่ะวิญญาณปฏิสนธิ ถึงว่านั่นคือตัวอวิชชา ธาตุรู้มันอยู่ตัวนั้น ตัวธาตุรู้ แต่ธาตุรู้กับธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มันคนละธาตุ ถึงแบ่งเป็นธาตุ ๖ กับธาตุ ๔ นี้เราคิดแต่ว่าธาตุ ๔ มันจะให้เห็นว่าตัวธาตุไฟกับตัวธาตุรู้มันคนละตัว มันคนละชนิดกันเลย มันไม่เกี่ยวกัน ไอ้ตัวธาตุรู้ในหัวใจเรานี่

ถ้ามันคิดทางวิทยาศาสตร์มันก็คือธาตุไฟ มันให้พลังงานเหมือนกัน ให้พลังงานมาให้ใจนี้อบอุ่น แต่เวลาพลังงานที่มันกินเข้าไป อย่างเช่นธาตุไฟ ของร้อนเข้าไปให้ร่างกายอบอุ่น ต่างกันไหม? นี่ธาตุไฟ อันนั้นเป็นธาตุไฟ แต่ธาตุรู้มันก็เหมือนธาตุไฟ เพียงแต่สื่อไง มันสื่อยากตรงนี้ไง

มันถึงว่าให้เห็นเข้าไปว่ามันคนละอันกัน ถึงว่าพลังงานที่ว่าทางวิทยาศาสตร์เขาบอกไง ว่ามนุษย์เท่ากับถ่านไฟฉายก้อนหนึ่ง ตัวพลังงานทำให้มนุษย์หรือคอมพิวเตอร์ จะทำให้มนุษย์มีแค่พลังงานตัวนั้นตัวเดียว พลังงานตัวนั้นเป็นพลังงานมันก็เท่ากับธาตุไฟ มันเท่ากับธาตุไฟนะ ธาตุไฟเพราะไฟพลังงานนี้พลังงานปฐมเราเกิดขึ้นมา เราหาขึ้นมาได้ แต่ไอ้ตัวธาตุรู้ที่มันรับรู้ขึ้นมา แล้วมันยังมหัศจรรย์นะ มันยังหมุนไป หมุนเวียนไปตายในวัฏสงสาร หมุนเวียนของมันออกไป ไอ้ตัวธาตุรู้ไง

นี่ฟังธรรมแล้วพิจารณาเข้ามา ถึงสุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ความเห็นตามภาวนามยปัญญาอันนั้น ความเห็นตามภาวนามยปัญญามันต้องย้อนกลับเข้าไป ทีนี้มันไม่มีเริ่มต้น มันมีว่าแค่ไหนเป็นปริยัติไง ถ้าปฏิบัติไปแล้วเขาว่าตรงนี้เป็นปริยัติ คือว่าความจำ ทีแรกไม่ให้คิด พอไม่ให้คิดก็ไม่คิดเลย พอจิตมันเริ่มสงบเข้าไป จะคิดก็คิดไม่ได้แล้ว เพราะว่าความไม่ให้คิด มันเป็นมรรคหยาบเข้ามา

แต่พอเวลามันละเอียดเข้าไป มันไม่ใช่คิด แต่มันไม่มีคำพูดว่าคิดไง มันเป็นการรำพึงไง จิตเป็นสมาธิเข้าไป เราจะรำพึงได้ เราควบคุมจิตได้ไง ไม่ใช่ว่าจิตเป็นสมาธิเข้าไปแล้วสมาธินี้จะควบคุมไม่ได้ สมาธินี้ควบคุมได้นะ สมาธินี่นึกได้น้อยๆ อันนั้นคือรำพึง นึกได้น้อยๆ พอรำพึงขึ้นมา มันมีความเป็นสมาธิอยู่แล้ว มันมีความเป็นสมาธิอยู่ แล้วมันนึกภาพขึ้นมาที่เห็นธาตุ ๔ อันนั้น พอเห็นธาตุ ๔ อันนั้น ธาตุ ๔ นั้นแปรสภาพ เห็นไหม ธาตุ ๔ ข้างนอก ดิน น้ำ ลม ไฟมันแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา ขนาดเขาขุดดินขุดอะไรกัน เขาทำเป็นคลองเป็นอะไรไป เขาทำได้ เขาแปรสภาพได้ มันก็เป็นเรื่องของเขา

แต่ธาตุ ๔ ของเรา ธาตุ ๔ ในกายของเรา เห็นไหม แล้วจิตวิปัสสนามันมาเห็นธาตุ ๔ เห็นภายในนี่ มันสะเทือนถึงหัวใจไง เพราะหัวใจมันเกาะเกี่ยวไว้ อุปาทานน่ะ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ แต่รู้อยู่ด้วยสัญญา รู้อยู่ด้วยการจำมา มันไม่เห็นจริงไง รู้อยู่กับความรู้จริง เห็นไหม ความรู้จริงและความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งหมายถึงว่าพอรู้แจ้งใจอันนี้ ใจมันจะควบคุมใจมันได้ มันจะสลดหดหู่นะ นี่ธรรมสังเวช

ธรรมเกิดขึ้น มันจะสังเวชในความยึดมั่นถือมั่น มันจะสงสารตัวเองไง สงสารตัวเองว่าทำไมความคิดเมื่อก่อนเราคิดแบบนั้น ความคิดนี่มันปกคลุมไว้ มันทำไมคิดแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้พอมันเข้าใจแล้ว ทำไมเมื่อก่อนไม่คิดอย่างนี้?

นั่นมันเกิดขึ้นจากอะไร? เกิดขึ้นจากวุฒิภาวะของใจที่มันเจริญขึ้นใช่ไหม? ใจวิปัสสนาแล้วเจริญขึ้นใช่ไหม? ใจที่วิปัสสนาเจริญขึ้น มันต้องย้อนเข้ามาถูกทางไง ย้อนกลับเข้าไปถูกทางของมัน ถ้าไม่ถูกทางของมัน มันก็วนอยู่นั่น ความวนอยู่นั่นมันไม่พัฒนาขึ้นไป นั่นคือมรรคหยาบ ถ้ามรรคละเอียดขึ้นมา แบกเงินมา ถ้าไม่ทิ้งเงินก็ไม่ได้ทอง เห็นทองอยู่ข้างหน้า แบกมาหนัก ต้องทิ้งเงินถึงได้ทอง แบกทองมาไปเจอเพชร ต้องทิ้งทองถึงจะเอาเพชร

ภาวนาก็เหมือนกัน ถ้ามันเริ่มต้นไม่ให้คิด มันคือไม่ให้คิด เพราะคิดแล้วมันเป็นโลกหมดเลย ความคิดนี้เป็นโลกหมดเลย เห็นไหม ความเห็น โลกที่แปรไปมันก็เป็นโลกหมดเลย ไม่ให้คิดหรอก ทีแรกไม่ให้คิด แต่จิตพอมันสงบแล้วถ้ามันไม่คิด จิตสงบแล้วมันจะวิปัสสนาได้อย่างไร? สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เห็นไหม วิปัสสนากรรมฐาน ไม่ให้คิดทีแรก ให้มันสงบเข้ามาก่อน ให้มันเป็นอิสระตัวมันเอง

ทีนี้พอมันคิดอีกทีมันถึงจะเป็นปัญญา ถ้าคิดทีแรกนะมันเป็นสัญญา ความคิดที่เป็นสัญญากับความคิดที่เป็นปัญญา อาศัยไหน? อาศัยความสงบของเรานี่แบ่ง แล้วใครรู้? ปัจจัตตังรู้จำเพาะตน ถ้าคิดแบบโลกของเขา เห็นธาตุ ความรู้ธาตุของเขา รู้แล้วได้อะไรขึ้นมา? ความรู้รู้ตลอดเวลาไม่ได้อะไรขึ้นมา

แต่ถ้าจิตมันสงบเข้ามา ไอ้ธาตุรู้ตัวที่ธาตุ ๖ นั้นมันเข้าใจ มันเข้าใจนะ มันสะเทือนถึงไง ถ้าจิตสงบถึงฐีติจิต เห็นไหม สะเทือนถึงตัวธาตุรู้นั้น ธาตุรู้นั้นเป็นพลังงานแฝงอยู่ข้างใน เหมือนพลังงานข้างในคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีไฟ คอมพิวเตอร์ทำงานไม่ได้เลย ถ้ามีไฟ คอมพิวเตอร์ถึงทำงานได้ ถ้าไม่มีจิตเรา ธาตุ ๔ ก็คือดิน น้ำ ลม ไฟเหมือนกัน มันเป็นธาตุเปลือกๆ ข้างนอกนั้น คนตายแล้วก็ร่างกายเหมือนกัน คนตายใหม่ๆ เห็นไหม ร่างกายยังอบอุ่นอยู่ มันยังอ่อนยังไม่แข็ง ก็มีธาตุ ๔ เหมือนกัน เหมือนกันเลย แต่ไม่มีตัวธาตุรู้ตัวจิตตัวนี้

ทีนี้ถ้าเราพิจารณากาย เห็นไหม มันต้องให้สะเทือนถึงกันไง คือว่าความสัมพันธ์ ใจที่วิปัสสนาเข้าไป ปัญญาที่หมุนกลับเข้าไปเดี๋ยวนั้น มันสะเทือนถึงเดี๋ยวนั้น มันไปแก้เดี๋ยวนั้น ถึงว่าเป็นปัจจุบันธรรม ทำไมถึงบอกว่าแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น? ถ้าวิปัสสนานี่ขาดได้ ความเข้าใจเดี๋ยวนั้นไง แต่ขณะที่เราเสริมขึ้นไปนี่มันยากมาก การเสริมขึ้นไป การดันใจเราขึ้นไป การดันใจเราขึ้นไปถึงมรรคหยาบๆ เห็นไหม

ถึงว่าการถึงที่สุดแล้วมันข้ามพ้นจากบุญและบาป บุญนี้มันก็เป็นบุญ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกุศล แต่ตัวนี้นะ คำว่าข้ามพ้นแล้วไม่ใช่ว่าสูญหายนะ ข้ามพ้นส่วนข้ามพ้น ข้ามพ้นคือข้ามพ้นกิเลส เห็นไหม พระอรหันต์เหมือนกัน ทำไมพระสีวลีถึงว่าเป็นพระที่มีลาภมากที่สุด พระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลที่เป็นลูกศิษย์พระสารีบุตร เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน แต่ไม่เคยฉันข้ามอิ่มแม้แต่มื้อเดียวเลย เห็นไหม ความข้ามพ้นนี่ข้ามพ้นเหมือนกัน แต่บุญกุศลที่อยู่นี้บารมี

การสร้างบุญกุศลมา มันจะถึงว่าบารมีว่าพระองค์ไหนมีลาภมาก มีหมู่คณะมาก เห็นไหม เป็นผู้ที่สั่งสอนเขามาก ปรารถนามาไง คือว่าถ้าปรารถนาจะมาสั่งสอนเขา ปรารถนาจะมาเป็นอย่างนั้น มันต้องสะสมมา ในพระไตรปิฎกมีพวกโยมไปถามว่า

“พระพุทธเจ้านี่มีคนนับถือมาก แล้วก็มีลาภมากเพราะเป็นพระพุทธเจ้า”

พระพุทธเจ้าบอก “ไม่ใช่ มีเพราะท่านสร้างมา” พระพุทธเจ้าสร้างเป็นพุทธภูมิมา คิดดูสิ สละทั้งชีวิต สละให้ทานมาทั้งหมด เห็นไหม ให้ทั้งครอบครัว ให้ทั้งลูก ให้ทุกอย่างเลย ให้เขาหมด ถ้าชีวิตนี้ให้ได้ก็ให้ แต่ชีวิตนี้ให้ไม่ได้เพราะอะไร เพราะชีวิตมันสืบต่อ ชีวิตนี้เป็นผลไง เป็นตัวธาตุรู้ไง มันเป็นตัวที่รับรู้ไง เป็นตัวที่ตัวสะเทือนถึงไง แล้วพอข้ามพ้นเหมือนกัน

นี่วิสัยไง วิสัยของพระพุทธเจ้านั้นถึงว่าพุทธวิสัย แล้วก็สาวกวิสัยมันต่างกัน ต่างกันมหาศาลเพราะสร้างบุญกุศลมาต่างกัน การทำมาถึงได้ต่างกัน แต่ความสะอาดไง ความสะอาด การทำจิตนี้ข้ามพ้นนี้เท่ากัน นี่ถึงว่าข้ามพ้นทั้งบุญและบาป แต่ข้ามพ้นแล้ว ถ้าไม่มีบุญและบาปมันก็มาตรงนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเราติดอยู่เราก็ไปไม่ได้

ถึงว่าได้บุญมา เราใช้บุญของเราไป นี่บุญสั่งสมมา แต่ข้ามไปแล้วอันนี้กลับมีผล ๒ ชั้น ถ้าข้ามไปแล้วนะ เพราะอะไร เพราะพลังงานจิตนี้บริสุทธิ์ พอจิตนี้บริสุทธิ์แล้วมันใช้งานนั้นได้ไง สิ่งนั้นจะเสริมเข้ามา สิ่งที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว มันให้ผลมีกี่เท่า เหมือนกับว่าอาจารย์บอกว่า “จิตของอาจารย์นี่เวลาที่ข้ามพ้นแล้วจิตเหมือนน้ำอมฤต น้ำอมตะไง น้ำอมตธรรมในหัวใจนั้นตักจ้วงไม่มีวันหมด”

แต่ถ้าเป็นสัญญานะ เป็นความคิด เป็นความจำนะ พอใช้หมดไปมันลืม มันหายไป เห็นไหม แต่น้ำอมฤตนั้นตักไม่มีวันหมด แล้วบวกเข้าไปกับผลบุญกุศลที่สร้างมา บวกเข้าไปสิ จิตนั้นบริสุทธิ์แล้วบวกเข้าไปกับผลบุญกุศลที่สร้างมา มันจะให้คุณค่าขนาดไหนกับสิ่งที่ว่าเป็นกับชาวโลกไง ถึงว่าต้องเป็นที่พึ่งของตนให้ได้ก่อนไง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนพึ่งตนเองได้แล้ว เห็นไหม แล้วทุกอย่างมันจะเป็นที่พึ่งของทุกๆ ฝ่าย ทุกที่จะไปพึ่งหลักใจอันนั้นไง

บุญกุศลข้ามพ้นแล้วไม่ใช่ว่าพ้นแล้วหมดไป แต่จะหมดไปต่อเมื่อเราตายไป หรือว่ามันจะส่งผลไปข้างหน้านั้น นี่ข้ามพ้นทั้งบุญบาป ข้ามพ้นในความยึดมั่นถือมั่น มันไม่ได้ข้ามพ้นด้วยความสลัดทิ้งหรอก มันสลัดทิ้งไม่ได้ ของที่มีหามาแล้ว มันสลัดทิ้งไปไม่ได้ มันมีอยู่ต่อไป อย่างเช่นภาวนา เวลาภาวนาไปจิตสงบจะไปเห็นนรก-สวรรค์ก่อน อันนั้นเป็นอะไร?

เพราะจิตนั้นมันสร้างบุญกุศลมา ของเขานะทำไมจิตเวลาภาวนาไป จิตสงบไป บางจิตนี้จะเห็นกาย จะรู้เรื่องต่างๆ บางคนสงบไปสงบเฉยๆ นี่เพราะความสร้างมาต่างกัน วาสนาบารมีมาต่างกัน แต่ถ้าคนที่มีวาสนาบารมีนะ พอจิตมันสงบ จิตนี้มันสงบ จิตนี่มีความคึกคะนอง จิตนี่รับรู้ต่างๆ ไป ใช้ตรงนั้นก่อนไง รับรู้ตรงนั้นก่อนไง สิ่งที่เป็นประโยชน์กลับเป็นโทษ เห็นไหม เป็นโทษเพราะอะไร? เป็นโทษเพราะมันจะหลงทางไปไง มันไม่เข้าทางสิ่งที่ถูกต้อง

ฉะนั้นเข้าทางที่ถูกต้องคือเข้าทางอริยมรรคทั้งหมด อริยมรรค งานชอบ ความเพียรชอบ เพราะความชอบนี้มันถากถางกิเลส มันไม่ใช่รับรู้ สิ่งที่ไปรับรู้ สิ่งที่ส่งออกนั้น สิ่งที่ไปรับรู้ข้างนอกนั้นคือการรับรู้ เห็นไหม พลังงานที่ส่งออก เห็นไหม พลังงานเหมือนกันแต่รับรู้ๆๆ

ถ้าพลังงานอย่างนั้น ดูอย่างพลังงานของโทรศัพท์ เห็นไหม เคลื่อนที่ไปได้ด้วยสื่อวิทยุ เขาโทรศัพท์ถึงกัน แล้วโทรจิตล่ะ? นี่มันต่างกันไหม พลังงานนั้นมันก็เคลื่อนที่ไปได้ มันส่งแสงได้ แสงเลเซอร์ก็ยิงไปได้ ใจนี้ก็รับรู้ได้เหมือนกัน เท่ากับส่งออกนั้นเท่ากับพลังงานอันนั้น เพราะอะไร เพราะเป็นพลังงานส่งไป แต่มันรู้สุขรู้ทุกข์

คลื่นวิทยุต่างๆ ความเห็นต่างๆ ในการสื่อสารนั้น ตัวมันเองไม่รู้เรื่องเลย คนที่รับรู้ข่าวสารนั้นถึงจะได้ประโยชน์ใช่ไหม? ตัวมันเองมันรับรู้อะไร? มันเป็นแค่พลังงานอันหนึ่ง นี่ธาตุไฟ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตมันสงบเข้าไปอย่างนั้น เราจะทำจิตให้เราส่งออกรับรู้มา มันมีธาตุรู้เป็นธาตุที่ ๖ อยู่ มันรับรู้อยู่ใช่ไหม? มันก็มีความตื่นเต้นว่าฉันเป็นผู้วิเศษ ฉันเหนือคนไง นี่หลงไหม? นี่บุญกุศล

ถ้าไม่อยู่ในอริยมรรค ใช้ออกไปมันก็ทำให้เราผิดพลาดได้ นี่ข้ามพ้นทั้งบุญและบาป บุญนั้นถึงต้องวางไว้ก่อน เห็นไหม วางไว้เพื่อจะข้ามพ้นตรงสังโยชน์ตรงยึดมั่นถือมั่นมัน ตรงที่มันยังทำให้เราควบคุมตัวเองเอาไว้ได้ นั่นเราข้ามพ้นตรงนั้น ถ้ายังข้ามไม่ได้ก็วางไว้ วางไว้ ไม่ให้มันออกมาทำให้เราผิดช่องทางไป นี่ถึงว่าเข้ามาอริยมรรค นี่การถากถางกิเลส กิเลสมันอยู่ที่ธาตุรู้นั้น

ธาตุ ๔ นั้นมันแปรสภาพ แต่ธาตุรู้มันอยู่รับรู้อีกอันหนึ่ง ธาตุไฟเป็นธาตุไฟ ธาตุไฟมันเผาไหม้อยู่เพื่อให้ชีวิตนี้สืบต่อไปเท่านั้น จนตายธาตุไฟกับธาตุลมออกไปก่อน ธาตุรู้หลุดก่อนเพื่อนเลย เพราะตายนั้นจิตหลุดออกไป จิตหลุดออกไปแล้วธาตุไฟถึงได้จางไปๆ เห็นไหม

นี่ไงถึงว่าให้กลับมาดูที่ว่าถ้าอธิบายว่าธาตุรู้นี้เป็นเหมือนสสารทั่วไป มันทำให้เราเข้าใจผิด แล้วเราก็จะว่าทำไมมันเหมือนกัน อย่างเช่นที่ว่าในศาสนาเรา เรื่องอากาศกับลมนี่ผิดต่างกันไป เห็นไหม ลมกับอากาศ ธาตุ ๔ ถึงว่าดิน น้ำ ลม ไฟ ลมเป็นลม อากาศเป็นอวกาศ อวกาศนั้นอยู่เป็นอวกาศอยู่ในโพรงกระดูก เห็นไหม โพรงกระดูกมันให้ผลอะไร? แต่มันก็เป็นส่วนที่ละเอียดกว่าลม

ธาตุรู้ก็เหมือนกัน เป็นพลังงานเหมือนกัน พลังงานมีชีวิต ไม่ใช่พลังงานแบบทั่วไป พลังงานแบบนั้นมันพลังงานของโลกเขา พลังงานของวัตถุ พลังงานวัตถุนั้นมันแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา มันมีอยู่ไง มันถึงว่าสิ่งนั้นก็มีอยู่ มนุษย์ก็มีอยู่ มนุษย์ต้องเป็นอย่างนั้นเหรอ?

มนุษย์ต้องประเสริฐกว่านั้นสิ มนุษย์ประเสริฐกว่านั้นเพราะมนุษย์มีจิตใจ มนุษย์มีธาตุรู้ แล้วมนุษย์มาพบพระพุทธศาสนา ศาสนาสอนอย่างนั้นไง สอนให้เข้ามาถึงตรงนี้ไง เราเดินเข้าไปแล้วเราก็จะถึง เราถึงแล้วเราก็จะพ้นจากความสงสัยทั้งหมด สิ่งที่สงสัย ถ้าจะแก้ว่าไม่ให้สงสัยเลยแล้วทำเลย ศึกษาเพื่อไม่ให้สงสัยเลย เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตัณหาอุปาทานมันอยู่ที่นั่น มันยิ่งศึกษามันยิ่งสงสัย มันสงสัยของมันไปเรื่อยๆ ต้องแก้สงสัยไปเรื่อย แล้วก็จะอ๋อไปเรื่อยๆ อ๋อจนมันละเอียดอ่อนมาก

เรื่องธรรมะนี้เรื่องละเอียด ละเอียดจริงๆ แต่เพราะเราไม่เข้าใจกัน เราศึกษามาแล้วเราว่าเราเข้าใจนะ ถ้าเราว่าเราเข้าใจ เราต้องเห็นธรรมสมควรแก่ธรรม มีพระนะไปภาวนาอยู่ ถ้าลองเข้าไปถึงข้างใน จะสลดสังเวชมากแล้วจะร้องไห้นะ น้ำตาจะไหลพรากๆ ทำไมเมื่อก่อนเราไม่เห็นอย่างนี้ เราศึกษามา

เหมือนกับพวกเรานี่แหละ ถ้าเราภาวนาไม่ได้ขนาดนั้น เราอ่านหนังสือนี่ อ่านหนังสือไป อ่านหนังสือไป เพราะว่าอ่านซ้ำเข้าไป ทำไมเมื่อก่อนเราไม่เห็นอย่างนี้? ทำไมตรงนี้มันข้ามพ้นไปได้อย่างไร? ความเห็นมันละเอียดขึ้นไป ละเอียดขึ้นไป

มันไม่ติใครหรอก มันกลับมาติเราเอง กลับมาติเราเองนะ กลับมาติเราๆๆ ธรรมะนั้นถึงประเสริฐอยู่แล้ว เราเข้าไม่ถึงเอง เราไม่เข้าใจเอง เราต้องพัฒนาใจของเรา แล้วเราจะรู้ตามความเป็นจริงอันนั้นออกไป มันก็จบ

ถ้ามันจบจากข้างในนะ ข้างนอกนี้จะเป็นประโยชน์หมด ถ้ามันไม่จบจากข้างในนะ พยายามจะให้จบข้างนอก เห็นไหม ข้างนอกจะให้จบ แต่ข้างในนี้กองขยะ ความคิดของเรานี่หมกมุ่นอยู่ในหัวใจ มันไม่จบหรอก ถ้าข้างในจบ โลกนี้ก็มีต่อไป พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วในกัปนี้ ๔ พระองค์ พระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ต่อไป โลกนี้ไม่มีวันสิ้นสุดหรอก

โลกถึงว่าเป็นอจินไตย ๔ ไง โลก ฌาน กรรม พุทธวิสัย ยังมีต่อไปๆ แล้วเราจะห่วงโลก ห่วงอย่างอื่นไม่ได้ ทีนี้เราห่วงอยู่ เห็นไหม โลกคือหมู่สัตว์ เราติดในครอบครัว ติดทุกอย่างเลย แล้วโลกมันเป็นอย่างนี้ต่อไป เราห่วงโลกหรือห่วงใจ ใจของเราที่รับรู้โลก ถ้าเข้าใจเรื่องข้างในจบ จบที่ใจแล้วข้างนอกจะจบอัตโนมัติเลย อยู่ไปสักแต่ว่า เห็นไหม

ฟังสิ! พระสารีบุตรไปลาพระพุทธเจ้า เห็นไหม “แล้วแต่สมควรกับกาลเวลาเถิด” แล้วพระอรหันต์นี่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ได้ ถ้าจะดับขันธ์นี่ไม่อย่างนั้นเพราะว่ามีค่าเท่ากัน ไม่ทำลายตัวเองหรอก ทำลายไม่ได้ เพียงแต่ว่าถึงเวลาจะปล่อยให้ตายหรือว่าจะอยู่ มีแต่จะสืบต่อไปๆ เพื่อประโยชน์ของโลกเขา

แต่เราอยู่กับโลกด้วยความว่าเป็นขี้ข้าของโลกเขา ต่างกันมากเลย เพื่อประโยชน์ของโลกเขา มันก็จบแค่นั้นเอง เอวัง