เทศน์บนศาลา

ลอกคราบกิเลส

๘ ต.ค. ๒๕๕๕

 

ลอกคราบกิเลส
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์บนศาลา วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นเครื่องจรรโลงชีวิตนะ ธรรมะทำให้เราพ้นจากทุกข์ เราเกิดมา เราเจอแต่ความทุกข์ ความทุกข์เป็นความจริง ความทุกข์เป็นอริยสัจ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราเกิดมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งความเป็นจริงคือความรับรู้สึก คือความรับรู้ทั้งนั้น

เวลาเราเกิดมาเป็นเด็ก นั้นก็เป็นโลกแห่งความเป็นจริงเหมือนกัน ทำไมทารกมันรับรู้ได้ภาษาของมันล่ะ นี่ ๓ ขวบ ๔ ขวบ เขาก็รู้ภาษาของเขา ความไร้เดียงสาของเขา แต่ถ้ามันโตขึ้นมา นี่โลกแห่งความเป็นจริงทั้งนั้นน่ะ แต่จิตใจของคน ระดับของคน ความรู้สึกของคน นี่คนเหมือนกัน แต่วุฒิภาวะมันไม่เหมือนกัน ถ้าวุฒิภาวะของเด็ก ในเมื่อเด็กของเขาก็มีความรับรู้ได้แค่นั้น ถ้าทำความดีความชั่วของเขาก็ได้ของเขาแค่นั้นน่ะ แต่ถ้ามันโตขึ้นมาล่ะ นี่มันมีสังคม ภาระของสังคมในครอบครัวของเรา แล้วเรื่องส่วนตัวของเราล่ะ

นี่เราเกิดมาในโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราอย่าเพ้อฝัน ถ้าเพ้อฝัน ความเพ้อฝันของเรานะมันไม่เป็นความจริง ถ้าความเพ้อฝัน เห็นไหม แม้แต่การศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เพราะอะไร เพราะความไม่รู้ของเราไง เราเพ้อฝันของเราไป แม้แต่เราบวช เราศึกษาเริ่มต้น เราก็จะเชื่อของเราแล้วว่านรกสวรรค์มีจริงหรือไม่มีจริง ทั้งๆ ที่ว่ามีจริงๆ ก็สงสัยทั้งนั้นน่ะ ถ้าสงสัยทั้งนั้น เห็นไหม แล้วจริตนิสัยของคนไม่เหมือนกัน บางคนสัมผัสได้รับรู้ได้สิ่งที่เหนือโลก สัมผัสได้รับรู้ได้ คนที่สัมผัสไม่ได้ รับรู้ไม่ได้ ว่าจะเป็นความจริงไม่เป็นความจริง คนที่เป็นความจริง ก็สิ่งที่เป็นความจริงต้องเก็บไว้ในใจไม่กล้าพูดให้ใครฟังไง แต่ถ้าไม่เป็นความจริงของเขา เขาก็ไม่เชื่อของเขา เห็นไหม

แม้แต่ความเชื่อเรื่องโลกๆ ยังไม่เหมือนกัน ถ้าความไม่เหมือนกันอย่างนี้ แล้วเราจะให้ว่า ตีค่าในเรื่องของสังคม ในเรื่องของภาษา ในเรื่องของความรับรู้ มันจะตีค่าได้อย่างไร ฉะนั้น ความตีค่าไม่ได้ การศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ฉะนั้น ทั้งๆ ที่กิเลสมันพาให้เราเกิดนะ ถ้าเราอยู่กับโลกแห่งความเป็นความจริง มันจะไม่เป็นเหยื่อของใคร ถ้ามันไม่เป็นโลกของความจริง มันเป็นเหยื่อทั้งนั้นน่ะ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา นี่ความสุขนะ ธรรมะมันให้ความสุขความร่มเย็น มันให้ความสุข แม้แต่จะเหนื่อยยาก คำว่า “เหนื่อยยาก” เหนื่อยยากสายตัวแทบขาดนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่พุทธกิจ ๕ เห็นไหม เช้าขึ้นมาเล็งญาณ ออกบิณฑบาตไปโปรดสัตว์ โปรดสัตว์ขึ้นมา ตอนเช้าเทศนาว่าการให้กับญาติโยมเขา ให้กับผู้ที่เป็นบริษัท ๔ พอถึงหัวค่ำ เทศน์สอนพระสอนเจ้า แล้วตอนดึกขึ้นมาเทศน์สอนเทวดา นี่ตอนเช้าเล็งญาณ เหนื่อยสายตัวแทบขาดนะ แต่ทำไมท่านมีความสุขล่ะ เหนื่อยสายตัวแทบขาด คือพุทธกิจ ๕ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ในใจมันเหนื่อยหน่ายไหมล่ะ? ในใจมันไม่เหนื่อยหน่ายไปด้วยหรอก สิ่งที่ไม่เหนื่อยหน่ายในหัวใจนั้นเพราะอะไร เพราะจิตใจนั้นเป็นธรรม

ถ้าจิตใจนั้นมันมีความสุขมาก ความสุข เห็นไหม เพราะว่าเขามีความทุกข์กัน เรามีความสุขนะ แล้วมองโลกดูสิ โลกเขาทุกข์เขายาก เขาต้องดิ้นรนของเขา แต่ถ้าหัวใจของเราล่ะ เราก็ต้องดิ้นรนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงไง โลกของความเป็นจริง ปัจจัยเครื่องอาศัยต้องมี ชีวิตอยู่ได้เพราะอาหาร อยู่ได้เพราะปัจจัย ๔ ในเมื่อปัจจัย ๔ เราก็แสวงหาปัจจัย ๔ ของเรา นี่โลกแห่งความเป็นจริง แต่เราไม่ตื่นไปกับเขา เราไม่แบกรับภาระไปกับเขา เขาต้องหาปัจจัย ๔ แต่ด้วยความวิตกกังวล ด้วยความตื่นกลัว ด้วยความไม่เข้าใจ มันมีแต่ความทุกข์ไปทั้งหมดล่ะ เห็นไหม นี่โลกแห่งความเป็นจริง

โลกแห่งความเป็นจริง ที่เขาอยู่เป็นโลกๆ นั่นก็โลกแห่งความเป็นจริงของเขา แต่โลกแห่งความเป็นจริงด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันมีแต่ความสุข ความทุกข์ ความยากของเขา ถ้าเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริงของเราขึ้นมานะ โลกแห่งความเป็นจริงของเรา เราก็อยู่ของเรา เราก็มีปัจจัยเครื่องอาศัยเหมือนกัน

ดูพระสิ เวลาบวชมา บริขาร ๘ นั่นแหละปัจจัย ๔ นี่สมบูรณ์เลย แล้วเวลาเราปฏิบัติของเรา เห็นไหม นี่เหมือนนกมีปีกกับหาง บิณฑบาตมาเพื่อเลี้ยงชีพ พอเลี้ยงชีพ เช้าขึ้นมาปฏิสังขาโย นี่สิ่งที่ได้มา สิ่งนี้ของมันคืออะไรล่ะ

อาหารมันเน่ามันบูด อาหารมีคุณภาพไม่มีคุณภาพ อยู่ที่คนพอใจและคนไม่พอใจ นี่กิเลสมันจะงอกงามขึ้นมาแล้ว กิเลสมันจะพองโตขึ้นมาแล้ว พระองค์นี้มีศักยภาพ บิณฑบาตมาได้แต่ของดีของวิเศษ พระองค์นี้เป็นคนทุกข์จนเข็ญใจ ไม่มีใครเหลียวแลเลย นี่กิเลสมันจะพองขึ้นมาแล้ว อาหารมันก็คืออาหาร มันก็เป็นปัจจัย ๔ เครื่องดำรงชีวิตทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีชีวิตมีสติปัญญา เห็นไหม

เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เราบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง สิ่งที่เราบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เราได้มาด้วยอะไรล่ะ? ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เห็นไหม ถ้าเรามีอำนาจวาสนาขนาดไหน มันก็เป็นเวรเป็นกรรมของเราที่เราสร้างของเรามา ถ้าเราสร้างของเรามา สิ่งที่มีคนมาดูมาแลมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่มีคนมาดูแล เราก็มีอาหารดำรงชีวิต ถ้ามีอาหารดำรงชีวิต จิตใจมันไม่วอกแวกวอแว ถ้าไม่วอกแวกวอแว กิเลสมันก็ไม่โตขึ้น

นี่ปฏิสังขาโย เราได้สิ่งใดมา การใช้สอยต้องมีปฏิสังขาโย คือมีสติแล้วใช้สอย ถ้าไม่มีสติแล้วใช้สอยไป เห็นไหม เราบิณฑบาตมาเพื่อดำรงชีวิต นี่ปัจจัย ๔ เครื่องอาศัย เราอาศัยมันหรือมันจะข่มขี่เราล่ะ ถ้าเราอาศัยมัน เห็นไหม เราแค่อาศัย อาศัยชีวิตนี้ดำรงอยู่เท่านั้น ไม่ให้มันมาข่มขี่ ไม่ให้กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันพองขึ้นมา นี่ไม่ได้อย่างใจ โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ดี ไม่ดีไปหมดล่ะ ไม่ดี แล้วชีวิตนี้ล่ะ ชีวิตนี้มันอาศัยล่ะ ชีวิตนี้อาศัยปัจจัย ๔ เท่านั้น ถ้าปัจจัย ๔ มันพออยู่พอกินมันก็เรื่องธรรมดาน่ะ มันก็พอแล้วแหละ

ถ้ามันพอของมัน เห็นไหม นี่กิเลสมันทนไม่ได้เพราะอะไร? ปฏิสังขาโย พิจารณาก่อนใช้ พิจารณาก่อนฉัน พิจารณาก่อนต่างๆ ทั้งนั้นน่ะ ถ้าพิจารณาแล้ว กิเลสมันโตขึ้นมาไม่ได้นะ ถ้ากิเลสมันโตขึ้นมาไม่ได้ เราก็มีสติปัญญา เราก็รักษาชีวิตของเราไว้ ถ้ารักษาชีวิตของเราไว้ การประพฤติปฏิบัติของเราจะง่ายขึ้น เห็นไหม ศากบุตรพุทธชิโนรส เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เรามาบวชเป็นพระนะ เราออกประพฤติปฏิบัติกัน เห็นภัยในวัฏสงสาร ถ้าเราเห็นภัยในวัฏสงสาร แล้วสิ่งนั้นมันเป็นภัย แล้วเราไปยึดมั่นถือมั่นมันทำไม ทำไมไม่ปล่อยวางมันซะ

นี่มันมีค่าที่ความรู้สึกของเรานี้นะ เราต้องแก่เฒ่าไปแน่นอน เราต้องตายแน่นอน ชีวิตเราต้องมีการพลัดพรากเป็นที่สุด ถ้าชีวิตมีการพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งที่มีความจำเป็น ความสำคัญกับเราคือสติปัญญา สติปัญญาขึ้นมานี่สิ่งใดก็ไร้ค่าไปทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าสติมันอ่อนแอสิ่งนั้นมันก็มีค่าไปทั้งหมดล่ะ มีค่าเพราะอะไร ประดับกิเลสไง ประดับเกียรติ อยากมีเกียรติ อยากมีศักดิ์ศรี นี่กิเลสทั้งนั้นน่ะ

แล้วสิ่งที่กิเลสเอามาบีบคั้นหัวใจ นี่ว่ามีเกียรติไง เวลาออกไปต้องสมบูรณ์บริบูรณ์ไปนะ ก็มีพร้อมหมดเลย ไปดักหน้าไว้เลยนะ จะมีสัปทนนะ เวลาจะออกธุดงค์น่ะ พระถือสัปทนให้ ไปไหน อู๋ย! มีคนดูแลให้ ทุกอย่างพร้อม...ไอ้นั่นมันเป็นการตลาด เขาไปเพิ่มกิเลสกันน่ะ ไปเพิ่มกิเลสเพื่ออะไร? เพื่อให้คนศรัทธานับถือ มันเป็นภาระรุงรังไปทั้งนั้นน่ะ

เวลาเขาปฏิบัติไป เวลาครูบาอาจารย์ของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกบิณฑบาต นี่ไปแบบนอแรด ไปองค์เดียว เวลามีปัญจวัคคีย์นี่ไปอุปัฏฐาก ปัญจวัคคีย์จะทิ้งไป อยู่องค์เดียว คนเดียวทั้งนั้นน่ะ ไปแบบนอแรด ถ้าไปแบบนอแรด ใครจะมาดูมาแลล่ะ ก็อำนาจวาสนาของเราล่ะ เราทำของเราขึ้นมา ไม่ต้องอาศัยใครเลย ต้องไปอาศัยใคร? อาศัยปลีแข้งนี่ไง อาศัยความจริงขึ้นมาสิ จะมีวาสนาแค่ไหนก็เท่านั้นน่ะ ถ้ามีวาสนาแค่นั้นก็แค่นั้น เห็นไหม กิเลสมันโตขึ้นมาไม่ได้

แต่ถ้ามันอ่อนแอ มันจะหวังพึ่งเขาไปหมดน่ะ นี่กิเลสทั้งนั้น หวังพึ่ง หวังให้คนมาดูแลรักษา ให้คนมาเชิดหน้าชูตา จะให้คนมาเป็นขี้ข้า...ใครไม่เป็นขี้ข้า แม้แต่กิเลสเรามันยังหลอกใช้อยู่ขนาดนี้ ใครจะเป็นขี้ข้าใคร ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำดีคนนั้นได้ดี ใครทำชั่วคนนั้นได้ชั่ว นี่มันเป็นความดีความชั่วทางหัวใจทั้งนั้นน่ะ

ถ้าหัวใจ เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้วมันจบ นี่อยู่กับโลกเท่านั้นเอง ถ้าอยู่กับโลกเท่านั้นเอง มันเหนือโลก แล้วมันไม่เป็นภาระรุงรัง ถ้ามันเอาเรื่องโลกๆ มามันเป็นภาระรุงรังหมดล่ะ เราเกิดมาเป็นโลกนะ เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความเป็นจริงของสมมุติ สมมุติบัญญัติ แต่ความเป็นจริงของเรามันไม่มี ถ้าความเป็นจริงของเราไม่มี

ใครมันจะมาหลอกเราไม่ได้หรอก ข้อมูลข่าวสารนี่ขยะ ขยะมันล้นโลก แล้วเราจะไปรับรู้อะไรเรื่องขยะนั้น เรื่องของตัวเองยังไม่รู้ เรื่องของตัวเองน่ะทำอะไรบ้าง ความดีของเรามีสักขี้ตีนไหม ทำอะไรเป็นความดีของตัวเองบ้าง ถ้าความดีของมันมีขึ้นมานี่มันต้องไปฟังใคร มันมีความจำเป็นต้องให้ใครต้องมาสยบ นี่มีความจำเป็นอะไร? นี่เพราะมันต้องการให้คนมาสยบนี่สิมันถึงวุ่นวายไง มันวุ่นวายเพราะอะไร เพราะมันเป็นปัญหาสังคมไง

เราอยู่ในโลกของความเป็นจริงนะ ไม่ใช่อยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน มันจะเพ้อฝันไปไม่มีวันจบวันสิ้นน่ะ นี่ถ้ามันเป็นความเพ้อฝันไม่มีวันจบสิ้น ยิ่งคนกิเลสหนานะ เวลากิเลสมันปอกลอกไง ดูคนเวลาไปอยู่กับโลก ตัวเองก็ไม่มีที่พึ่ง ตัวเองก็ไม่มีจุดยืนของเรา ไปเจออะไรนี่เขาหลอกหมดน่ะ ใครเสนออะไรมาไปทั้งนั้นน่ะ นี่เวลาคนเขาหลอกไปลอกคราบ เขาไปลอกคราบกันในโรงแรม เห็นไหม เขาเอาอะไรไปลอกคราบล่ะ? ก็เอามารยาสาไถยนั่นไปลอกคราบ นี่เอามารยาสาไถยนะ ชวนกันไป แล้วถึงเวลาเขาวางยานะ หมดเลย

เวลากิเลสมันลอกคราบนะ มันปลดเปลื้องหมดน่ะ

เห็นไหม ดู ๑๘ มงกุฎ มันตกทองสิ มันเอาอะไรมาล่ะ? มันก็เอาทองมาตกไว้ พอเอาทองมาตกไว้ เส้นใหญ่ๆ ทั้งนั้นน่ะ เราก็เห็นว่ามันมีทองมา อยากได้เส้นใหญ่ แบ่งคนละครึ่ง เราเห็นพร้อมกัน นี่ถอดสร้อยของเราให้ไปเลยนะ ถอดทองคำแท้ ทองคำที่อยู่ในคอเรานี่ เพราะเราซื้อของเรามาเอง นี่อยากจะได้ทองคำเส้นใหญ่ เห็นไหม เวลากิเลสมันปอกลอกเพราะอะไร เพราะความโลภ อยากได้เส้นใหญ่ อยากได้อยากดี อยากของเขา

เขาบอก เวลาปฏิบัติอย่ามีความอยากนะ ถ้าปฏิบัติมีความอยาก มันเป็นกิเลสทั้งนั้นน่ะ...ก็นี่ไง ดูสิ ของอยู่กับตัวแท้ๆ ยกให้เขาไป แล้วไปเอาแต่ของที่เขาทิ้งแล้วเอามาล่อเหยื่อ เอามาเป็นของเรา นี่ไง อย่าปฏิบัติด้วยความอยากนะ เพราะว่ามันมีความอยาก ถ้าไม่มีความโลภ ใครจะมาหลอกลวงเราได้ ใครมันจะมาหลอกลวงเรา เพราะเราโลภ เราอยากได้เอง พออยากได้เอง นี่กิเลสมันจะลอกคราบ

เวลาจะได้ขึ้นมา เห็นไหม มีมารยาสาไถยทั้งนั้นน่ะ เขาเป็นทีมของเขาเลยนะ ต้องแบ่งกัน คนนั้นมาพูดอย่าง คนนี้มาพูดอย่าง...งงน่ะ เพราะอะไร เพราะกิเลสมันมา เห็นไหม นี่พูดถึงว่าสังคมนะ

แล้วถ้าเป็นภายในล่ะ นี่เวลากิเลสมันจะลอกคราบนะ มันลอกหมด ความดีของเรานี่มันเอาไปเกลี้ยงเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย นี่เราจะทำคุณงามความดี เวลาเราเกิดมา เราเกิดมาโดยบุญกุศลนะ ถ้าเราเป็นมนุษย์ มนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ อริยทรัพย์จริงๆ เพราะอะไร เพราะมนุษย์มันขวนขวายได้ ขวนขวายดีก็ได้ ขวนขวายชั่วก็ได้ ทำสิ่งใดก็ได้มนุษย์นี่ แต่ถ้ามันขาดสติ นี่ขาดสติ ขาดปัญญา นี่กิเลสมันลอกคราบ

เวลาปฏิบัตินะ ปฏิบัติธรรมๆ ปฏิบัติธรรมอะไรน่ะ ปฏิบัติธรรมเป็นโลก เป็นไสยศาสตร์ ปฏิบัติธรรม เวลาปฏิบัติธรรมนี่กิเลสมันลอกคราบ เพราะกิเลสมันหลอกหมดเลย ไหนว่าศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วไง มีธรรมวินัยเป็นเครื่องชี้นำไง นี่พุทธพจน์ๆ พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดล่ะ แล้วปฏิบัติไปไหนล่ะ? มันก็นอนจมกิเลสอยู่นั่นไง

กิเลสมันลอกความดีไปหมดเลย มันเอาแต่กิเลสตัณหาทะยานอยากกดทับหัวใจไว้ แล้วยังภูมิใจนะว่าอย่างนี้ปฏิบัติธรรมๆ...ปฏิบัติโดยกิเลสไง ปฏิบัติธรรมโดยกิเลส แล้วกิเลสมันปลิ้นปล้อน มันก็อ้างธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธพจน์ๆ ไง พุทธพจน์เพราะมันพอใจไง ถ้าพอใจนี่เป็นพุทธพจน์ ถ้าไม่พอใจ สิ่งนี้มันปลอมปนเข้ามาในศาสนา มันปลอมปนเข้ามา สิ่งที่มันปลอมปนเข้ามาในศาสนาแล้วมันไม่พอใจ แต่ถ้าพอใจน่ะ พุทธพจน์นี่ถูกต้องเลย

แม้แต่พุทธพจน์ กิเลสมันก็จะเอามาอ้าง อ้างทำลายตัวเอง นี่กิเลสมันลอกคราบ คุณงามความดีจะมีขึ้นมาบ้างมันก็เอาไปเกลี้ยง คุณงามความดีจะมีขึ้นมาเพื่อหัวใจ เพื่อความยั่งยืน ถ้าคนยั่งยืนแล้วมันสงบ มันนิ่งของมัน ดูสิคนที่เขามีปัญญา เห็นไหม เขาไม่หวั่นไหวไปกับกระแสสังคม นี่คนที่เขามีปัญญานะ คนที่มันไม่มีปัญญาต่างหาก นั่นล่ะมันขี้ตื่น มีอะไรมันไปกับเขาหมด นี่เพราะมันไม่มีปัญญาของมันไง

แล้วไม่มีปัญญาขึ้นมา เห็นไหม นี่กิเลสเราก็มี คนที่เกิดมาในโลกนี้ เห็นไหม คนดีก็มี คนชั่วก็มี คนดีเขาก็ส่งเสริม คนดีเขาเห็นแล้วเขาสังเวชนะ คนที่เขาเป็นคนดี คนที่เขามีปัญญา เขาเห็นแล้วสังเวชมาก เวลาเห็นเขาหลอกกันน่ะ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา ถ้าไม่ใช่หน้าที่ของเรา แล้วเราเข้าไปยุ่งในเหตุการณ์นั้น เขาก็ว่าไปโต้แย้งกับเขา เกิดเป็นโทษเป็นภัยขึ้นมา

แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ล่ะ เขาทำตามหน้าที่ของเขา ถ้ามีใครฉ้อโกงกัน ใครทำอะไร เจ้าหน้าที่เขาต้องจัดการ แล้วเวลาเจ้าหน้าที่เขาจัดการ ดูสิ เจ้าหน้าที่เขามีทั้งนั้นล่ะ ตำรวจก็มี กฎหมายก็มี ทุกอย่างก็มี ดูสังคมสิมันยุ่งยากขนาดไหน สังคมมันมีแต่ปัญหามากน้อยขนาดไหน เพราะอะไรล่ะ

ในเมื่อมันมี เห็นไหม คนที่มัน ๑๘ มงกุฎนะ มันปลิ้นปล้อนไป มันเลาะไปตามช่องกฎหมายทั้งนั้น มันไปได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันไปแล้วมันเป็นประโยชน์อะไรกับเรา ทำไมเราต้องไปยุ่งวุ่นวายกับเขา นี่ไงถ้าคนมีปัญญา เห็นไหม เขายืนยิ้ม...“มันไม่น่าจะหลอกกันได้ขนาดนี้ แล้วไอ้คนที่โดนหลอกก็ทำไมโง่ได้ขนาดนี้” นี่เขายืนยิ้มของเขานะ

แล้วเขายืนยิ้ม เห็นไหม ธรรมสังเวช มันเห็น ถ้าคนมีสติปัญญาเขามองเป็นธรรมนะ ดูสิ ผลร้ายของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้ามันมีกิเลสขึ้นมานี่มันหลงตัวมันเอง โง่ก็ว่าฉลาด ไม่มีปัญญาก็ว่าคนดี นี่ถ้ากิเลสมันเต็มหัวใจนะ มันไม่มีอะไรเป็นประโยชน์หมดล่ะ โง่อย่างกับหมาตาย มันว่ามันเป็นนักปราชญ์นะ มันว่ามันเป็นคนเก่งนะ กลิ่นหมาตายมันเหม็นมันเน่ามันคลุ้งกระจายไปทั่วล่ะ แต่มันบอกว่านี่กลิ่นหอมหวานนะ กลิ่นนี้กลิ่นเกสรดอกไม้ กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่ดี นี่เวลากิเลสมันปิดหูปิดตาน่ะ

แต่ถ้ามันเป็นความจริงล่ะ ดูดอกไม้ป่าสิ เห็นไหม ดอกไม้ กล้วยไม้ป่า ทุกคนแสวงหามันมานะ มันอยู่ในป่า เวลามันเกาะอยู่บนต้นไม้ มันออกของมันมานี่มันสวยงามมาก คนอยากได้มัน ต้องปืนขึ้นไป ต้องไปเอาต้นมันมา เอามาเพาะเลี้ยงไว้ที่บ้าน เอามาเพาะเลี้ยงไว้เพราะอะไร เพราะมันสวยงาม

ของมันมีคุณค่า ถ้าของมีคุณค่าน่ะเขาต้องขวนขวาย เขาขึ้นไปเอาดอกไม้ป่ากัน เขาแสวงหากัน เขาเอามาเพาะพันธุ์ของเขา เอามาทำเพื่อประโยชน์ของเขา เพราะเขาเห็นคุณประโยชน์ของมัน นี่ถ้ามันของดี คนเขาวิ่งเข้าไปหาเอง เขาไปจัดการของเขามา ไม่ต้องไปแส่ไปหาใครหรอก ไม่ต้อง! ไอ้นั่นมันโง่เหมือนหมาตาย หมามันตาย กลิ่นมันเหม็น พอกลิ่นมันเหม็นนี่ไม่มีใครต้องการหรอก แต่ไม่ต้องการ แต่มันก็พยายามจะว่าของมันดีๆ น่ะ

ของมันดี เขามีประโยชน์ของเขา ถ้าเขามีประโยชน์ของเขา เขาไม่ทนให้ตนเป็นเบี้ยล่างใครหรอก คนนะไม่มีใครเป็นเบี้ยล่างใครหรอก สิ่งที่เขายอมเป็นเบี้ยล่าง เพราะเขาต้องการสิ่งใด เขาต้องการอะไร นี่เห็นไหม เวลากิเลสมันลอกคราบ มันลอกคุณงามความดี ลอกต่างๆ ในหัวใจเราไปทั้งหมดเลย ทั้งปฏิบัติธรรมนะ เวลาจิตมันมาปฏิบัติ นี่มาปฏิบัติ กำหนดพุทโธหรือปัญญาอบรมสมาธินี่ ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา ความจริงมันจะเป็นความจริงนะ ถ้าเป็นความไม่จริงขึ้นมา เห็นไหม กิเลสมันลอกคราบ

เวลาปฏิบัติไป หลงใหลกันไป ปฏิบัติไปแล้วมันจะเป็นความจริงขึ้นมาไหม ถ้าปฏิบัติมันไม่ได้ผล ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา เราก็ต้องมีความเพียรสิ มีขันติ มีความเพียร ขันติคือความอดทน คนเราปฏิบัตินี่ไม่มีความอดทนเลยหรอ

ดูนักกีฬาสิ นักกีฬา เห็นไหม การฝึกฝน การจะเป็นนักกีฬา สิ่งที่เป็นบรรทัดฐานที่ต้องมีอันดับแรกเลยคือใจ คือใจสู้ ถ้าใจมันไม่เอา ใจมันไม่สู้ นักกีฬาคนนั้นน่ะ ถึงจะมีพรสวรรค์ขนาดไหนนะ พอมันถึงเวลาเอาเข้าจริงนะ มันสู้เขาไม่ได้หรอก เพราะอะไร เพราะใจไม่สู้ ถ้าใจสู้ นี่อันดับหนึ่งเลย จะทำงาน จะทำสิ่งใดต้องใจสู้ พอใจมันสู้ขึ้นมาแล้ว เห็นไหม เราฝึกฝนอย่างอื่นนี่มันตามมา เพราะอะไร เพราะใจมันสู้ มีความขยัน มีความอดทน นี่มันมีขันติธรรมของเขา

นี่ก็เหมือนกัน เวลาปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันไม่ได้ ไม่ได้ ทำไมถึงไม่ได้ มันไม่ได้เพราะเหตุใด ทำไมคนอื่นเขาทำได้ ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำได้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านผ่านไปแล้ว ท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง อ้าว! เพราะท่านสร้างอำนาจวาสนาบารมีมา เราไม่ได้ทำสิ่งใดมาเลย เราเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ทุกข์ๆ ยากๆ อยู่นี่ แล้วท่านเกิดเป็นมนุษย์หรือเปล่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นมนุษย์หรือเปล่า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นก็เป็นมนุษย์ทั้งนั้นน่ะ แล้วเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ถ้าเป็นมนุษย์เหมือนกัน ท่านสร้างคุณงามความดีมา เราก็สร้างคุณงามความดีของเรามา ถ้าไม่สร้างคุณงามความดี เราจะเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร

แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์แล้วเรา เรายังมีสติปัญญา เรายังมีความใฝ่ฝัน เรายังมีความวิริยอุตสาหะที่อยากจะประพฤติปฏิบัติของเรา แม้แต่เราคิดปฏิบัติขึ้นมา เพราะงานทางโลก คนทำงานก็อยากจะทำงานสะดวกสบายทั้งนั้นน่ะ ทำอะไรสะดวกสบายแล้วก็ได้เงินตอบแทนมากๆ ทำสิ่งใดก็ได้ให้มีเงินทองไหลมาเทมา นี่คิดอย่างนั้นทุกคนน่ะ แล้วเวลาเขาทำงานกัน เขายังคิดอยากจะสะดวกสบายของเขา แล้วเวลาทำไปแล้วมันสะดวกสบายจริงหรือเปล่าล่ะ นี่งานทางโลกเขานะ

แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติเพื่อจะเอาให้พ้นจากกิเลส ถ้าเราไม่มีความขยันหมั่นเพียร ถ้าเราไม่มีความจริงจังของเรา แล้วเราปฏิบัติไปล่ะ มันเอาความจริงจังของเรา ปฏิบัติไปมันเป็นความจริงไหมล่ะ พอเป็นความจริง เห็นไหม ทำสิ่งใด สิ่งนี้เป็นธรรมๆ เพราะมันให้คะแนนตัวเองทั้งนั้นน่ะ กิเลสมันลอกคราบนะ กิเลสมันลอกคราบมันจะให้คะแนนของเรารุดหน้าไปตลอดเลย ให้กำลังสอง ให้บวกเข้าไปเลยตลอด คะแนนจะเพิ่มให้ตลอดเวลาเลย แล้วเพิ่มแล้วได้อะไรมาล่ะ? ก็กิเลสมันลอกคราบไง ได้สิ่งเพ้อเจ้อไง ได้สิ่งเพ้อฝันมาไง มันไม่ได้มีอะไรเป็นความจริงของมันในหัวใจเลย

ถ้ามันเป็นความจริงล่ะ ถ้าเป็นความจริงนะ ดูนะ การปฏิบัตินะ ดูสิ ผีเสื้อ มันผสมพันธุ์ ผสมพันธุ์เสร็จแล้วมันจะวางไข่ พอมันวางไข่ เห็นไหม พอมันเกิดมามันจะเป็นตัวหนอน พอตัวหนอน มันจะกินของมัน จะกินให้ทันกาลเวลาของเขา เวลามันเป็นดักแด้ มันก็รอกาลเวลา เวลามันลอกคราบออกมา เห็นไหม มันจะให้ปีกมันแข็ง พอปีกมันแข็ง มันจะบินของมันไป ผีเสื้อมันจะบินของมันไป บินของมันไปตามการอพยพของมัน แล้วมันผสมพันธุ์ แล้วมันก็จะวางไข่ พอมันวางไข่ ถึงเวลามันก็วางไข่เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของมัน ถึงเวลามันเป็นตัวหนอน มันพยายามจะกินของมันเพื่อให้มันเจริญเติบโตขึ้นมา มันจะชักใยเป็นดักแด้ เวลามันลอกคราบออกมา มันจะเป็นของมัน นี่มันมีที่มาที่ไปหมดล่ะ

ฉะนั้น เวลาเราเกิดมา เราเป็นนักปฏิบัติ เราเกิดมาเราเป็นมนุษย์ใช่ไหม เป็นมนุษย์แล้วเรามีหัวใจใช่ไหม เรามีหัวใจ เรามีกายกับใจ ใจมันจะเป็นผู้ที่สัมผัสธรรม เรามีสติ เรามีอำนาจวาสนา เราถึงมีความใฝ่รู้ เราอยากประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

พระเราออกมาออกบวช เพราะเราอยู่ในวัฏสงสาร เราเกิดเราตาย เราก็เห็นว่าการเกิดการตาย เห็นไหม ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง เกิดมานี่มีความทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่เป็นอริยทรัพย์ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ที่มีจิตและใจนี่ แต่ถ้ามันเอาหัวใจนี้ เอาร่างกายนี้เพื่อโลก มันก็ได้แต่เรื่องโลกนี้มา ทำบุญกุศล ผลบุญกุศลนั้นก็ส่งให้เป็นอามิส มันก็เกิดในวัฏฏะ คุณงามความดี เห็นไหม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เวียนตายในวัฏฏะ แต่เราประพฤติปฏิบัติธรรมขึ้นมา เราจะปฏิบัติของเรา เรามีความเห็นภัยในวัฏสงสาร เราบวชเป็นพระขึ้นมา เราจะปฏิบัติตามความจริงของเรา ถ้าประพฤติปฏิบัติตามความจริงของเรา เราปฏิบัติของเรา

ในเมื่อมีใจ มันมีหัวใจ ใจนี้สัมผัสธรรมๆ เวลาผีเสื้อมันจะมีของมัน มันก็มีพ่อแม่ของมัน มันก็มีการวางไข่ของมัน มันถึงฟักตัวมันออกมา มันถึงว่าเป็นหนอน มันจะกินใบไม้ของมันเพื่อความเติบโตของมัน มันจะชักใยของมันเป็นดักแด้ มันกาลเวลาของมัน มันถึงลอกคราบมันออกมา มันเป็นผีเสื้อ เห็นไหม รอให้ปีกแข็งแล้วมันก็บินของมันไป

จิตใจที่เป็นมนุษย์ จิตใจที่ฝักใฝ่ออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมา นี่เรามีหัวใจอยู่ เรามีจิต จิตใจที่มันประพฤติปฏิบัติขึ้นมานี่มันจะฟักไข่อย่างไร มันจะเริ่มต้นของมันขึ้นมาอย่างใด มันจะมีของมันขึ้นมาไง มันไม่มาจากฟ้า มันไม่มาจากที่ว่าพุทธพจน์ๆ แต่ไม่มีที่มาที่ไปเลย เวิ้งว้างว่างเปล่า นี่เป็นการเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน นั่นกิเลสมันลอกคราบ กิเลสมันลอกคราบออกไปหมดเลย

แล้วลอกคราบไปแล้ว แล้วมันทำอะไร ก็ปฏิบัติไปแล้วน่ะ สิ่งนี้เป็นธรรมๆ...นี่ให้คะแนนตัวเอง คาดหมายกันไป เชื่อมั่นในหัวใจของตัวเองไป นี่กิเลสมันเหยียบย่ำหัวใจ แล้วสิ่งนี้ถึงเวลาแล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ มันเป็นความจริงไหมล่ะ ถ้ามันไม่เป็นความจริงนะ มันจะไม่เป็นประโยชน์กับเรา ไม่เป็นประโยชน์กับเราในชาตินี้ แต่ในการประพฤติปฏิบัติ เวลาปฏิบัติบูชาๆ ทาน ศีล ภาวนา ภาวนาแล้วพยายามจะให้ได้ เห็นไหม

ฉะนั้น สิ่งที่เขาทำงาน หน้าที่การงานต่างๆ สิ่งที่เขาจะสู้กัน เขาสู้กันด้วยหัวใจของเขา สู้กันที่หัวใจของเขา สู้ที่ใจสู้ ใจสู้ ใจมันมีสติ ไม่ใช่มาท้อแท้น้อยเนื้อต่ำใจ แล้วทำสิ่งใดมันก็ล้มลุกคลุกคลานไปหมดน่ะ มันก็ทำสักแต่ว่าทำ ทำพอเป็นพิธีกันไปทั้งนั้นน่ะ นี้ถ้าใจมันสู้ ถ้ามันปฏิบัติบูชา ปฏิบัติของเรา ถ้ามันเป็นจริง เราจะลอกคราบกิเลสนะ ถ้าลอกคราบกิเลส มันจะเป็นความจริงขึ้นมาจากหัวใจ เพราะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เห็นไหม มันจะมีความจริงขึ้นมาในหัวใจนั้น

หัวใจน่ะ เราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็ศึกษาได้ ศึกษา เราศึกษานี่มันมีศรัทธานะ ถ้าเราศึกษาเข้าไป ถ้ามันกระเทือนหัวใจ นี่ธรรมสังเวช มันธรรมสังเวช มันก็เป็นเรื่องโลกทั้งนั้นน่ะ เราเกิดมากับโลก เราอยู่กับโลก นี่เรื่องของโลก โลกเป็นความจริง แล้วถ้าเราปฏิบัติล่ะ เราจะลอกคราบกิเลส ลอกคราบกิเลสมันก็ต้องมีที่มาที่ไป ถ้าเรื่องของโลกมันก็อยู่ที่โลกนี่แหละ อยู่ที่เราศึกษาขึ้นมา เห็นไหม นี่ปฏิภาณไหวพริบ

เวลาเราหมดอายุขัยไป นี่ผลของวัฏฏะเวียนตายเวียนเกิด แต่ถ้าเราทำคุณงามความดีของเรา เราประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้ามันจะเป็นความจริง มันจะลอกคราบกันที่นี่ มันจะลอกคราบกิเลสออกไปเลย ถ้ามันเป็นกิเลสที่ในหัวใจที่มันเข้มแข็ง กิเลสมันลอกคราบนะ ลอกคุณงามความดี เพราะกิเลสมันเป็นใหญ่ สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ขึ้นมานี่มันลอกคราบหมดเลย เอาแต่กิเลสนี่สะสมไว้ในหัวใจ

แต่ถ้าเรามีสติปัญญา ถ้าสติปัญญามันก็เป็นกิเลส แต่ถ้าเราอยากประพฤติปฏิบัติ เราอยาก จะพ้นทุกข์ เห็นไหม ถ้าเราทำขึ้นมานี่มันเป็นมรรค มรรคเพราะอะไร มรรคเพราะความอยาก เขาบอกว่า “ถ้าเป็นความอยากอย่างนี้มันก็ตกทองน่ะสิ เวลาปฏิบัติขึ้นไป พอกำหนดไป จิตมันว่างๆ นี่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อันนี้มันตกทอง” นี่กิเลสมันลอกคราบ

แล้วถ้ามันมีความอยากอยู่ แล้วถ้าปฏิบัติโดยที่ไม่มีความอยากมันถึงไม่ใช่ลอกคราบ แล้วถ้าความอยากอย่างนี้ ถ้ากิเลสมันลอกคราบมันก็ไม่มีอะไรสิ่งใดจะเป็นประโยชน์กับเราเลยสิ มันก็เป็นความจอมปลอม มันก็เป็นการหลอกลวงตัวเอง มันก็ไม่มีอะไรเป็นมรรคเป็นผลน่ะสิ ถ้าไม่มีมรรคผล นี่ไง เวลากิเลสมันมีกำลังนะ มันก็ตีโพยตีพายไปอย่างนั้นแหละ

แต่ถ้าเรามีขันติ เรามีใจสู้ หัวใจที่มันเข้มแข็ง หัวใจที่ประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม เราศึกษามาหมดแล้ว ถ้าเราศึกษามาหมดแล้ว แนวทางเราก็รู้แล้ว มันขาดแต่ความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นมากับเรา ถ้ามันจะขาดความเป็นจริงจะเกิดขึ้นมากับเราที่ไหน? เราคือความรู้สึกนี่ไง เราที่เราเห็นทุกข์มาพอแรงแล้วล่ะ เราเห็นทุกข์เห็นภัยในวัฏสงสาร เราถึงออกมาประพฤติปฏิบัติ ออกมาบวชกัน แล้วเวลาเราทำหน้าที่การงานของเรา เราก็รู้สึกว่ามันลำบากลำบน

ฉะนั้น เราจะอยากพ้นจากทุกข์ เราอยากประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราอยากประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราประพฤติปฏิบัติของเรา เห็นไหม นี่เราปฏิบัติให้มันเกิดความจริงขึ้นมา มันขาดแต่จิตที่มันสงบ ถ้าจิตไม่สงบขึ้นมา ดูสิ ผีเสื้อ ถ้ามันเป็นตัวอ่อน มันจะชักใยเพื่อทำดักแด้ให้มันฟักตัวของมัน จิตใจของเรา เราจะทำคุณงามความดีของเรา ถ้ามันไม่สงบ เห็นไหม มันไม่เป็นผีเสื้อหรอก มันก็เป็นมนุษย์อยู่นี่แหละ มันก็เป็นคนอยู่นี่แหละ ความคิดอย่างไรก็คือความคิด แต่ความเป็นจริงมันก็เวรกรรม มันก็ตกอยู่ที่ใจนี่แหละ มโนกรรม แต่เราปฏิบัติขึ้นไป เราไม่ได้คิดเพ้อเจ้อ ถ้าคิดเพ้อเจ้อมันก็คิดเอา นั่นกิเลสมันลอกคราบ

กำหนดพุทโธ สมาธิอบรมปัญญา หรือปัญญาอบรมสมาธิ ตั้งสติให้ดี แล้วพุทโธไปเรื่อยๆ เห็นไหม พุทโธเป็นคำบริกรรม ของนี่กิเลสมันลอกคราบคนบางคนหมดแล้ว มันลอกคราบในวัฏฏะ ลอกคราบตั้งแต่พรหมลงมา หลอกลวงมาตลอด เดี๋ยวนู่นจะดี เดี๋ยวนี่จะดี เดี๋ยวคนนู้นจะมาส่งเสริม เดี๋ยวคนนี้จะมาเกื้อหนุน เดี๋ยวคนนู้นจะมาช่วยเหลือ เดี๋ยวคนนู้นจะมาเจือจาน...มันลอกคราบมาตั้งแต่พรหมลงมาแน่ะ เพราะทุกคนมีความรู้สึกนึกคิด เพราะทุกคนก็หวังจะพ้นจากทุกข์ หวังดี แต่มันมีความดีขึ้นมาจริงไหมล่ะ

ถ้ามันไม่มีความดีขึ้นมาจริง เวลาให้มันกำหนดพุทโธ มันถึงเคร่งเครียดไง ถ้าจิตใจของคนที่ใจมันสู้ ใจมันประพฤติปฏิบัติขึ้นมาได้ ถ้ามันพุทโธแล้วจิตมันจะสงบ มันมั่นใจ มันทำได้ พุทโธนี่ทำได้ แล้วพอทำได้ขึ้นมา พุทโธมันต้องสงบ ช้าหรือเร็ว หยาบหรือละเอียด มากหรือน้อย มันต้องสงบได้ พอสงบได้ ถ้าให้กำหนดพุทโธ จิตใจนี้มันก็ยอมพุทโธ

แต่ถ้ามันไม่เคยทำ หรือมันทำแล้วมันอ่อนแอ จิตใจมันไม่สู้ จิตใจมันไม่มีความมั่นคง พุทโธนะ เขาพุทโธเราก็พุทโธ พุทโธไปพุทโธมา...พุทโธ่! ไม่ใช่พุทโธแล้วนะ พุทโธ่! คือมันท้อแท้ มันไม่เอาไง

ฉะนั้น เวลาถ้าจิตมันไม่ยอมพุทโธนี่เราต้องบังคับมัน บังคับให้พุทโธ บังคับให้พุทโธ เพราะดูเด็กสิ เด็กอ่อนมันไม่ชอบกินอาหารหรอก มันจะเข้าไปกินแต่ขนมที่มันพอใจ สิ่งใดที่เป็นขนม สิ่งใดที่เป็นสิ่งล่อเด็ก เด็กอยากกินอยากได้ทั้งนั้นน่ะ แต่พ่อแม่พยายามอธิบายว่าสิ่งนั้นมันไม่เป็นประโยชน์กับร่างกายนะลูก สิ่งใดที่มันเป็นประโยชน์กับร่างกาย ลูกควรกินอย่างนี้...แต่มันไม่อร่อยน่ะ! มันไม่ได้ดั่งใจน่ะ! มันก็ตีโพยตีพายของมันไป

จิตก็เหมือนกัน เวลาบอกว่าให้พุทโธ อาหารที่มีคุณภาพ นี่พุทธานุสติ สิ่งที่เป็นพุทโธ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราศึกษาในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา เห็นไหม นี่ธรรมวินัยศึกษามาหมดแล้วล่ะ เขาบอกว่า “กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ทำความสงบของใจจะเป็นสมถะแล้วมันจะเกิดวิปัสสนา ถ้าทำวิปัสสนาไปมันจะเป็นพระอรหันต์ มันจะพ้นจากทุกข์”

ก็ศึกษามาหมดแล้วไง ก็เรียนรู้มาทั่ว ก็รู้มาหมดทุกอย่าง แล้วกิเลสมันลอกคราบหมดเลย อ้าว! นั่นก็คือตำรา นี่ก็รู้แล้ว...รู้แล้วก็ลอกคราบ ก็รู้แล้วก็เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ที่ความรู้ พระอรหันต์ที่การศึกษา พระอรหันต์ที่ความเข้าใจไง แล้วมันเป็นความจริงไหม...นี่กิเลสมันลอกคราบ

ศึกษามาหมดแล้วล่ะ เพราะอะไร เพราะกิเลส มันศึกษาด้วยกิเลสไง พอศึกษาด้วยกิเลส มันศึกษามันก็เข้าใจ ศึกษามาแล้วมันก็รู้ทุกอย่าง นี่รู้แล้วมันจะโง่ที่ไหน รู้แล้วมันก็ต้องเป็นคนฉลาดสิ รู้แล้วก็บรรลุธรรมสิ ประพฤติปฏิบัติธรรมก็สมควรแก่ธรรมสิ...นี่กิเลสลอกคราบเกลี้ยงเลย กิเลสลอกคราบหมด แล้วทำไปปฏิบัติไป ถ้าบอกว่าปฏิบัติเพื่อบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็ปฏิบัติได้เป็นพิธีกรรม ปฏิบัติเพื่อบุญกุศล ทีนี้เราจะปฏิบัติเพื่อจบกันที่นี่ไง ปฏิบัติก็ให้เป็นความจริงขึ้นมาน่ะ

ฉะนั้น ถ้ามันปฏิบัติให้เป็นความจริงขึ้นมา ศึกษามาขนาดนี้ ศึกษามานะ ถ้าศึกษาในทางอภิธรรม เขาบอกว่าสมถะไม่มีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์ นั่นก็เป็นกลุ่มชนที่เขาเชื่อของเขา เราเป็นกรรมฐาน เราก็มีครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็กำหนดพุทโธ ดูสิ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นกำหนดพุทโธ ท่านเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้วล่ะ ฉะนั้น ถ้าเราเชื่อของเรา เราก็ทำของเราสิ ถ้าเขาไม่เชื่อก็จริตนิสัยของเขา กิเลสลอกคราบเขาก็เรื่องของเขา แต่กิเลสเรามันก็ลอกคราบเราอยู่นี่

ถ้ามันลอกคราบเราอยู่นี่ ถ้ามันไม่ยอมพุทโธ เราก็มีสติปัญญาบังคับให้พุทโธสิ ถ้าเราบังคับให้พุทโธ เห็นไหม เพราะอะไร เพราะครูบาอาจารย์ท่านทำมาแล้ว ท่านผ่านไปแล้ว ถ้าบังคับพุทโธมันก็เหมือนพ่อแม่สอนเด็กนั่นน่ะ สิ่งที่เป็นขนม สิ่งที่เป็นน้ำตาลมันทำให้ฟันผุ แล้วถ้านม ถ้ามันไม่มีประโยชน์ กินเข้าไปแล้วมันก็ถ่ายท้อง เดี๋ยวเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องไปหาหมอ เวลาไปหาหมอโดนเข็ม ก็ร้องไห้ เวลากินก็ชอบกิน เวลาเจอเข็มเจออะไรก็ร้องไห้อีก เห็นไหม นี่อธิบายให้ฟัง อืม! อย่างนั้นก็ยอมกิน ยอมกินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

นี่ก็เหมือนกัน จิตใจ ถ้ามันเห็นพุทโธมีประโยชน์มันก็ยอมพุทโธนะ ถ้ามันยอมพุทโธ ถ้าครูบาอาจารย์หรือผู้ที่ปฏิบัติมีพื้นฐานแล้วพุทโธเคยสงบแล้วมันมั่นใจว่าสงบได้จริง นี่ไง กินอาหารที่เป็นประโยชน์แล้วร่างกายเจริญเติบโตจริง แต่กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ มันก็พอประทังชีวิตไป แต่มันก็ทุกข์ยากไปอย่างนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เวลาคิดตามกิเลสไป ถูไถกันไปมันก็อยู่ของมันได้ อยู่ได้เพราะอะไร อยู่ได้เพราะสถานะของมนุษย์ไง แต่เวลาตายสิ เวลาตาย จิตออกจากร่างไป มันจะอยู่ได้ไหม? มันก็เป็นตามเวรตามกรรมนั่นน่ะ นี่มันตามเวรตามกรรมของมันไป

ถ้ามันอยู่ได้ก็อยู่ได้ของมัน แต่ถ้าพุทโธล่ะ พุทโธๆๆ ถ้าจิตสงบน่ะ เห็นไหม นี่ไง ที่ว่า ในเมื่อผีเสื้อมันต้องวางไข่ ถ้ามันไม่มีวางไข่มันจะฟักเป็นตัวหนอนตัวดักแด้ขึ้นมาได้อย่างไร นี่ไง ถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้าจิตมันสงบเข้ามา เราปัญญาอบรมสมาธิ จิตมันสงบเข้ามา ถ้าเราพิจารณา มันมีตัวมีตนของมันนะ มันไม่ใช่เพ้อเจ้อ เพ้อเจ้อโดนกิเลสมันลอกคราบ เห็นไหม มันเพ้อเจ้อของมันไป เพ้อเจ้อมันก็เพ้อเจ้อแล้วไม่มีข้อเท็จจริง ไม่มีเหตุมีผล เหตุและปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุมีปัจจัยมันจะเกิดผลมาจากไหน

ถ้ามันไม่มีธรรมโอสถ ไม่มีธรรมาวุธ มันจะไปฆ่ากิเลสได้อย่างไร ถ้ามันมีธรรมาวุธของมัน เห็นไหม นี่จะลอกคราบกิเลสแล้วนะ ถ้าจิตมันสงบขึ้นมา ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้าตามความเป็นจริงนะ ถ้าเห็นทีแรก เห็นนิมิต นิมิตมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ? นิมิตเกิดจากจิตสงบ ถ้าจิตไม่สงบนะ มันก็เป็นความฝัน เป็นความฝัน เป็นความเห็นรูป มันก็เป็นเรื่องอายตนะกระทบ แต่ถ้าจิตมันสงบขึ้นมา มันนั่งอยู่อย่างนี้ จิตมันสงบ แล้วมันเห็นของมันน่ะ เพราะจิตเห็นอาการของจิต

โดยธรรมชาตินี่เราก็รู้โดยอายตนะ นี่รูป รส กลิ่น เสียง เห็นไหม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าจิตมันรับรู้ จิตมันก็รับรู้หมดล่ะ นี่มันคืออะไร? นี่ก็คือภาษาโลก ภาษาการสื่อสารไง แต่ถ้าจิตมันสงบเข้ามา มันปล่อยอายตนะมาทั้งหมดเลย ถ้ามันไม่ปล่อยอายตนะเข้ามา เห็นไหม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ ๕ เวลาขันธ์ ๕ ถ้าจิตมันเสวยแล้ว นี่รูปก็คือเรา อารมณ์ก็คือเรา ความรู้สึกก็คือเรา ถ้าเราไม่มีความรู้สึก ก็คนตายน่ะสิ...อ้าว! คนเป็นน่ะ คนเป็นมันก็ได้ยินสิ คนเป็นมันก็ได้กลิ่นน่ะสิ คนเป็นมันก็รู้หมดน่ะ

แล้วจิตมันสงบเข้ามาแล้วนี่มันไม่รับรู้เลย มันไม่ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันไม่ผ่านรับรู้เลย จิตมันสงบเข้ามา แล้วจิตสงบเข้ามาแล้วมันไปเห็นอะไรล่ะ ถ้ามันไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ตามความเป็นจริง นี่มันจะฟักตัว มันจะเป็นดักแด้ มันจะฟักตัวของมันออกมา ถ้ามันฟักตัวของมันออกมา ถ้ามันจับของมันได้ มันพิจารณาของมัน พิจารณากาย พิจารณาจิต พิจารณาธรรม ถ้าพิจารณาของมัน มันพิจารณาแล้ว พอพิจารณาของมันไป

มันพิจารณาแล้วมันปล่อยถ้ามีกำลังนะ ถ้าพิจารณาแล้วมันไม่ปล่อยล่ะ เวลาพิจารณาไปแล้ว ถ้ากำลังไม่พอมันก็ยื้อกันไว้ ยื้อกันไว้หมายถึงว่า พิจารณาได้อยู่ แต่มันดึงกันไปก็ดึงกันมา ดึงกันมา แล้วดึงกันมาดึงกันไปนี่มันมีด้วยเหรอ ในเมื่อความรู้สึกนึกคิดมันจะไปดึงอย่างไรล่ะ นี่ความรู้สึกนึกคิด เวลาเราคิดสิ่งใดที่มันตัดสินใจอะไรไม่ได้ เห็นไหม เราคิดอย่างไร มันก้ำกึ่งๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ จะดีก็ไม่ใช่ จะชั่วก็ไม่ใช่ แต่มันคิดอยู่อย่างนั้นน่ะ มันคิดอย่างไร เห็นไหม ถ้ากำลังไม่พอมันเป็นแบบนั้นน่ะ มันเป็นแบบนั้น มันเป็นความคิด ความรู้สึกนึกคิดที่มันยื้อกัน มันก็ต้องปล่อยวางสิ่งนี้แล้วกลับมาพุทโธๆ กลับมาให้มีกำลังขึ้นมา

ถ้ามีกำลัง เห็นไหม ดูสิ เขาชักคะเย่อกัน ถ้าข้างใดมีกำลังมากกว่า ไปหมดน่ะ แต่ถ้ากำลังใครน้อยกว่า โดนเขาลากไปเลย นี่ก็เหมือนกัน ถ้าใครมีกำลังมากกว่าล่ะ ระหว่างกิเลสกับธรรมใครมีมากกว่าล่ะ นี่ถ้าโดยธรรมชาตินะ ในเมื่อตัวหนอนมันเป็นดักแด้ ถ้ามันฟักตัวของมัน มันก็จะฟักตัวมันออกมาโดยธรรมชาตินะ แต่ถ้ามันฟักตัวแล้วมันตายคานั้นล่ะ นี่ก็เหมือนกัน ในการประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าจิตใจมีกำลังขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์ ถ้าจิตใจไม่มีกำลังล่ะ แล้วจะทำอย่างไรล่ะ

ดักแด้มันเป็นธรรมชาติ ผีเสื้อเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติคือว่าธรรมชาติมันฟักตัวของมันไป นี่กฎธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ เห็นไหม ดูสิ่งมีชีวิตมันจะพัฒนาของมันไป คือกฎโดยธรรมชาติ ทีนี้หัวใจของเราล่ะ หัวใจของเราถ้ามันเวียนตายเวียนเกิดในวัฏฏะนี่ก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง แต่ขณะนี้มันจะปฏิบัติธรรมให้มันรู้ธรรมๆ ขึ้นมา ให้มันรู้เท่ารู้จริงน่ะ ให้จิตมันรู้ สอนมันๆ สอนตัวจิต ไอ้ตัวโง่ให้มันเข้าใจ ถ้ามันได้พิจารณาของมัน เพราะจิตกว่าจะเข้าใจ เพราะกิเลสกับธรรม เดี๋ยวกิเลสมันก็ลอกคราบ ถ้าเรามีสติปัญญาเราก็จะลอกคราบกิเลส

อ้าว! ถ้ากิเลสลอกคราบก็ไหลตามมันไปนะ นี่เวลากิเลสกับธรรมในหัวใจมันต่อสู้กัน มันพิจารณาของมัน พิจารณาเพราะอะไรล่ะ พิจารณาเพราะว่าเรามีสติมีปัญญามันก็พิจารณาได้น่ะสิ ถ้าเราไม่มีสติปัญญาล่ะ มันก็ถูไถอยู่อย่างนั้นน่ะ นี่ถ้ามันถูไถ ถ้าปฏิบัติแล้วปฏิบัติของเรา ถ้ามันยังถูไถของมันไปอยู่ เห็นไหม ปฏิบัติแล้วมันไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้า ถ้าไม่เจริญก้าวหน้า เราก็พิสูจน์ของเรา ถ้าคนมีสติมีปัญญานะ ล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นน่ะ งานอย่างนี้มันเป็นงานรื้อภพรื้อชาติ

งานรื้อภพรื้อชาติ ดูสิ เวลาทางวิทยาศาสตร์ เขาว่านรกสวรรค์มันอยู่ไหน ถ้านรกก็ขุดลงไปนะ เขาไปสำรวจทะเลกันน่ะ ลงไปนี่นะเป็นกิโลๆ นู่นน่ะ มันยังไม่เห็นนรกอยู่ไหนนะ เวลาขุดลงไป ดูเขาทำเหมืองสิ เขาขุดลงไปในดินนั่นกี่กิโลนั่นน่ะ นรกมันอยู่ไหนล่ะ...ถ้าสวรรค์ เขาไปยานอวกาศกัน เขาไปดาวอังคารกัน สวรรค์มันอยู่ไหน เขาหาสวรรค์ของเขาไม่เจอ เขาไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อของเขานะ

นี่ก็เหมือนกัน ในความรู้สึกนึกคิด ถ้าคนภาวนาถ้ามีหลักมีเกณฑ์ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เวลาสนทนาธรรม ถ้าสนทนาธรรม คนคนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง คนคนหนึ่งพูดเพื่อธรรม แต่เวลาทางโลกเขาฟังน่ะเขาฟังเป็นโลก ก็เป็นโลก เป็นวิทยาศาสตร์ไง เป็นโลกก็สิ่งที่เรามีข้อมูล เราศึกษามา ใครศึกษาวิชาชีพทางใดมา เหตุการณ์สิ่งใดเกิดขึ้นเขาจะวิเคราะห์ไปตามวิชาชีพของเขา ใครมีข้อมูลในหัวใจอย่างไรมา เวลาฟังธรรมมันก็วิจัยหรือเชื่อไปตามที่ภูมิปัญญาของตัว นี่ภูมิปัญญาของตัว ใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหนเขาเชื่อไปตามภูมิปัญญาของเขา แต่เวลาคนที่ปฏิบัติไปมันลงลึกเข้าไปในความเป็นจริง

ลงลึกเข้าไปความเป็นจริง จิตมันสงบ สงบอย่างไร ความรู้สึกนึกคิด เวลามันฟุ้งซ่าน มันแผ่ไปทั่ว เวลามันสงบระงับเข้ามามันสงบระงับเข้ามาได้อย่างไร ถ้าสงบระงับเข้ามามันไม่มีเหตุมีผล มันเอาอะไรจะมาสงบล่ะ เวลาคน เห็นไหม ดูสิ เวลาส้มหล่นน่ะมันวูบลง อู๋ย! มันดีมากๆ แล้วทำอีกครั้งหนึ่งสิ ให้มันวูบอย่างนี้อีกทีหนึ่ง เห็นไหม คนเราเป็นลม เวลาเป็นลมเขาก็เอาแอมโมเนียให้ดมไง เขาทำให้ฟื้นขึ้นมา แล้วเอ็งเป็นลมอีกทีหนึ่งสิ มันจะเหมือนเดิมอีกไหม นี่เวลาเป็นลมทีหนึ่ง โอ๋ย! หน้ามืดเป็นลม เขาก็เอาแอมโมเนียให้ดม แล้วก็พยายามนอนให้พักผ่อน เดี๋ยวก็ฟื้นขึ้นมา อ้าว! แล้วเป็นลมอีกทีสิ...เป็นไม่ได้น่ะ เมื่อกี้ไม่รู้เป็นอย่างไรมันวูบไป นี่ก็เหมือนกัน เวลาส้มมันหล่น เวลามันวูบไป มันเป็นอะไรไป แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ? สลบใช่ไหม ต้องการแอมโมเนียหรือเปล่า

แต่ถ้าเรากำหนดพุทโธๆ เวลาจิตมันลงล่ะ จิต เวลาคนจะลงนะ เวลามันสงบไป นี่มันสงบ มันตื่นเต้น มันแปลกประหลาด นี่อยากรู้...ออกเลย อยากรู้ กลับมาอยู่เหมือนเดิมนี่ กลับมาเป็นสามัญสำนึก นี่ถ้าอยากรู้ไง พออยากรู้ ถ้าจิตมันจะเป็นไป อยากรู้ เอ๊ะ! มันจะเป็นอย่างไร เอ๊ะ! มันจะเป็นอย่างไร...เรียบร้อย กิเลสมันลอกคราบ ถ้ากิเลสมันลอกคราบก็จบ จะได้ดีก็ไม่ได้ จะไปก็ไม่ไป เห็นไหม เวลาปฏิบัติน่ะ

ขณะที่ว่าเรากำหนดพุทโธๆ เห็นไหม พุทธานุสติ เราก็เรียนมาแล้ว ศึกษามาแล้ว ครูบาอาจารย์ก็ทำมาแล้ว ด้วยทางวิชาการเราก็เชื่อมั่นว่าทำได้ เพราะครูบาอาจารย์นี่เป็น ชีวิตของคนแต่ละคนต้องรักชีวิตของตัวเองทั้งนั้นน่ะ แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสร้างบุญญาธิการมา แล้วท่านปฏิบัติมา ท่านจะเอาชีวิตของท่านมาทิ้งเปล่าเหรอ แล้วท่านปฏิบัติ แล้วถ้าทิ้งเปล่า ท่านเอาอะไรมาสอนเรา คนไม่รู้ เอาอะไรมาสอน คนที่จะสอนเขาต้องมีข้อเท็จจริงในใจเขานะ

ถ้ามีข้อเท็จจริง ดูสิ คนจะเป็นหมอ ถ้าคนเป็นหมอ เวลาไปรักษาคนไข้ แล้วคนไข้ขึ้นมา เราวิเคราะห์โรคไม่ได้ เราจะเอาอะไรไปรักษาเขา ถ้าเรารักษา วิเคราะห์โรคนั้นไม่ได้ มันก็หมอเถื่อนไง หมอเถื่อนมันก็รักษาตามแต่คาดหมายกันไป แล้วมันเป็นจริงไหม นี่ถ้ามันฟลุ๊ครักษาได้ เออ! หมอนี้เก่งมาก พอมีคนไข้คนใหม่มานะ มือสั่นนะ ไม่เชื่อ

นี่ไง ถ้ามันไม่มีข้อเท็จจริงในหัวใจ ถ้ามีข้อเท็จจริงในหัวใจ มันเป็นอย่างไรล่ะ

ถ้ามันเป็นอย่างไร ถ้ามันจะวูบลง มันจะเกิดสิ่งที่แปลกประหลาด...ตั้งสติไว้ ตั้งสติไว้ อยู่กับพุทโธ อยู่กับผู้รู้ สิ่งที่มันเป็นนี้เพราะจิตมันละเอียด มันถึงรู้ของมัน ถ้ามันจะลง มันจะมหัศจรรย์ มันจะแปลกโลก เราอย่าไปตื่นเต้น แต่ยาก มันต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา แม้แต่เงินทองเขาให้มากๆ มือสั่นนะ เงินทองจะไปเก็บจากไหน ล้านสองล้าน มือสั่นเลย แล้วถ้าเช็คใบนั้นยิ่งตัวเลขมากๆ มือไม้สั่นน่ะ

จิตมันไม่เคยเป็นอย่างนั้น มันต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา แต่พอตื่นเต้นแล้ว ครั้งที่ ๒ น่ะ เตือนมาสิ จะเป็นอย่างนั้นอีกหรือ จะทุกข์ยากขนาดนั้นอีกหรือ นี่ถ้ามันเป็นอย่างนั้น นี่ชำนาญในวสี ถ้ามีชำนาญในวสีนะ เราประพฤติปฏิบัติของเรา ชำนาญในวสี ถ้าเราไม่ชำนาญในวสี เราจะเอาอะไร เห็นไหม เรามีเงินมา เงินนี้มาจากไหน เราทำงานสิ่งใดมาเราถึงได้เงินมา แล้วได้เงินมา เงินเราสะอาดบริสุทธิ์ เราจะใช้ทำสิ่งใดก็ได้

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิต ถ้ามันจะแปลกประหลาด มันจะมหัศจรรย์ มันจะตื่นเต้นขนาดไหน นี่ก็ใครทำมาล่ะ? ก็เราพุทโธมาไง ถ้าพุทโธมา เห็นไหม นี่ถ้าจิตมันสงบ มันมหัศจรรย์ขนาดไหน นี่ไง ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าที่มันลึกลับซับซ้อนไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ธมฺมสากจฺฉา ธรรมที่มีในใจของครูบาอาจารย์น่ะ โอ๋ย! มันเป็นแบบนี้หรือ มันเป็นแบบนี้หรือ ถ้ามันเป็นแบบนี้ เราจะรักษาอย่างใดไง เราอย่าไปตื่นเต้นกับมัน แต่หน้าที่ของเราคือสร้างเหตุ ทำของเราขึ้นไป ผลมันจะตามมา

เงิน เห็นไหม เงินมีมาก ได้มาล้าน ๒ ล้าน ๓ ล้าน ๔ ล้าน ก็เงินมันเพิ่มมาเรื่อยๆ น่ะ มีเงินนี่จะทำอะไรก็ได้ มีเงินจะซื้อหาอะไรก็ได้ มีเงินใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ จิตก็เหมือนกัน ถ้าจิตมันสงบมีกำลังของมันขึ้นมา ถ้ามีกำลังขึ้นมา มันก็จะไม่ไปยื้อกันไง เพราะมันมีเงิน สามารถซื้อได้ มันมีเงินพอที่มันจะมีกำลังพอที่มันจะพิจารณาได้ ถ้ามันมีกำลังพอพิจารณาได้ เห็นไหม ดักแด้มันก็ไม่ตายคาในดักแด้นั้นไง

นี่ถ้ามันมีเงิน พิจารณาของมันได้ มันมีเงินขึ้นมาใช้สอยได้ มีเงินขึ้นมาเลี้ยงดำรงชีวิตได้ มีเงินเพื่อทำประโยชน์ได้ เงินนั้นมันเป็นพื้นฐานนะ แล้วเงินมันใช้อะไร เงินทำประโยชน์ ทำโทษหรือทำประโยชน์ให้ตัว ถ้าเงินทำโทษให้ตัวนะ พอจิตมันสงบ มันรู้ของมันไปนะ “โอ้โฮ! นิพพานนะ” นี่กิเลสมันลอกคราบแล้วนะ

นี่มีเงินใช้อะไร? มีเงินใช้ให้เป็นประโยชน์ มีเงิน ไม่ใช่ให้เอาไว้ฆ่าตัวตาย มีเงินแล้วอวดเขา โอ๋ย! ฉันมีเงินเยอะนะ โอ๋ย! มีเงินน่ะใส่กระสอบแบกไปอวดชาวบ้านนะ เดี๋ยวตายหมด โจรมันปล้นหมดน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน จิตมันสงบแล้ว สงบไว้ทำไม ถ้าจิตมันสงบแล้ว เงินเขาไว้ทำไม เงินเอาไว้ใช้สอยเพื่อประโยชน์กับเรา ถ้าประโยชน์กับเราสมควรแล้ว เห็นไหม ประโยชน์โลกก็ยังใช้ได้นะ ประโยชน์อย่างอื่นมันก็ยังใช้ได้ เงินนี่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้นน่ะ จิตใจของเราถ้ามันสงบแล้ว เราจะพิจารณาอย่างไร

ถ้าไม่พิจารณา เงินจะใช้อย่างไร ถ้าเงินใช้เป็นประโยชน์ขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์กับเรา ถ้าไม่มีเงิน ก็มีปัญญา เรานี่คนมีปัญญามาก ปัญญานี้ไบร์ทมาก โอ๋ย! ปัญญาฉลาดเหลือล้นเลย แต่ก็ฉลาดอยู่ใต้กิเลสนี่ กิเลสมันก็ย่ำขี่เอา ย่ำยีเอาอยู่นี่ นี่ฉลาด คนฉลาดมาก คนมีปัญญามาก แต่เอาตัวไม่รอดน่ะ เอาตัวมันไม่รอดนะ เอาหัวใจนี้ให้ออกจากกิเลสตัณหาความทะยานอยากไม่ได้ นี่แล้วอย่างนี้ฉลาด ฉลาดเพื่ออะไรล่ะ? ฉลาดก็โดยกิเลสไง ฉลาดให้กิเลสมันครอบงำอยู่ไง

แต่ถ้ามีสติ มีปัญญา มีสมาธิ พอสมาธิมันเกิดขึ้นมา สมาธิมันมีกำลัง พอกำลังนี่มันลึกลับมหัศจรรย์ มหัศจรรย์มาก เวลามันเกิดปัญญานะ ปัญญาที่เกิดขึ้น ปัญญามันจะพิจารณาในอะไร? ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม...ในธรรมน่ะ ในชีวิตเรานี่ ในความทุกข์ความยาก ในการกำหนดพุทโธ “เอ๊! พุทโธเพื่ออะไร...อ๋อ! ถ้าพุทโธแล้วเป็นอย่างนี้...โอ๋ย! ซาบซึ้งพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้เองเนาะ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคตเนาะ ถ้าใครพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ ก็มันตื่นตัวอยู่นี่ไง มันตื่น”

นี่ไง ถ้ามันตื่นตัวอยู่ด้วยสติพร้อม มันไม่ใช่ตื่นวิ่งไปกับเขา ตื่น มีสติพร้อมเพื่อจะรักษาเรา เพื่อจะแก้ไขหัวใจนี้ พอตื่น ตื่นพร้อม ตื่นแล้วมันมีสติปัญญาพร้อม มันพิจารณาของมัน พิจารณาในการกำหนดพุทโธ อ๋อ! พุทโธมีคุณประโยชน์อย่างนี้ พุทโธที่ชื่อนี้คือให้จิตมันเกาะ เห็นไหม เมื่อก่อนจิตมันไม่ยอมรับสิ่งใด มันก็ดื้อด้าน พอมันรับสิ่งใด มันเกาะพุทโธๆๆ อ๋อ! พุทโธให้ผลดีกับเราเนาะ

แล้วพุทโธให้ผลดีน่ะ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ผู้ตื่น ผู้เบิกบานมันจะดูอะไรล่ะ

ผู้ตื่น ผู้เบิกบานมันก็ดูว่าจิตนี้ไปติดข้องอะไร ปฏิสนธิจิตมันเกิดในวัฏฏะ มันเวียนตายเวียนเกิดมาอย่างนี้เอง ถ้ามันเกิดเวียนตายอย่างนี้เอง เห็นไหม ผู้ใดเห็นธรรมนะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายต้องดับเป็นธรรมดา นี่มันเกิดอย่างนี้เอง เพราะมันเกิดในวัฏฏะ แล้วมันเกิดมาแล้วมันก็ต้องตายในวัฏฏะ ตายเปล่า ตายโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ตายโดยกิเลสมันลอกคราบ นี่มันเป็นอย่างนี้เอง มันเป็นอย่างนี้จริงๆ แล้วมันเป็นจริงๆ ของมัน...แต่เราไม่รู้ไม่เห็นน่ะ

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดแล้ว ไตรลักษณ์รู้หมด นี่รู้ทุกอย่างพร้อมเลย...แต่ไม่เคยรู้เคยเห็นเลย วันนี้มารู้มาเห็นขึ้นมามันแจ่มแจ้งในหัวใจ นี่พอมันแจ่มแจ้งขึ้นมาในหัวใจ มันเกิดอย่างนี้เอง มันเกิดอย่างนี้เอง...แล้วมันดับอย่างไรล่ะ

มันเกิด เห็นไหม มันเกิดก็รู้ว่าเกิด กำลังคลำกันอยู่นี่ กำลังต่อสู้กันอยู่นี่ แล้วมันดับอย่างไรล่ะ? ดับไม่ได้ ดับไม่ลง วางไม่ได้...วางไม่ได้ เห็นไหม นี่พิจารณาซ้ำ พิจารณาของเราไป ถ้ามันหนักหนาสาหัสสากรรจ์ก็กลับมา กลับมา เห็นไหม เงินทองใช้ไปมาก เงินทองร่อยหรอลงแล้ว ถ้าไม่มีต้นทุนไว้ เดี๋ยวเราไม่มีเงินใช้สอย เห็นไหม กลับมาที่พุทโธๆๆ เพิ่มเงินของเรา รักษาเงินของเราขึ้นมา เราใช้สอยแล้วเราต้องกลับมาดูแลมารักษาของเรา แล้วเราใช้สอยให้เป็น ใช้สอยนั่นคือปัญญา

ถ้าใช้สอยได้ถูกต้อง เห็นไหม นี่ลอกคราบกิเลส ลอกคราบเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เห็นไหม นี่ผีเสื้อมันจะออกมาจากดักแด้ ถ้าผีเสื้อมันจะออกมาจากดักแด้นะ มันพิจารณาแล้วมันปล่อย มันปล่อย นี่มันปล่อยของมัน ถ้าปีกมันแข็งนะ มันละทิ้ง มันจะบินของมันไป มันบินของมันไป เห็นไหม เวลาเราพิจารณาของเรา ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่านะ มันก็มีความสุขนะ เวลาปล่อยมันมหัศจรรย์มาก แม้แต่กำหนดพุทโธหรือปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าจิตมันจะลงน่ะ มหัศจรรย์ เราก็แปลกประหลาดแล้ว

สัมมาสมาธินะ ถ้าจิตมันมีความสงบ จิตมันมีสัมมาสมาธิ มันเชื่อมั่นในศาสนามาก แต่เดิมเรามีแต่ศรัทธา มันศรัทธาแล้วมันก็แกว่ง ศรัทธานี้ไม่มั่นคง แต่ขณะที่เราทำของเราขึ้นมาได้ ทุกคนถาม “ทำบุญได้บุญจริงหรือ ทำบุญมีบุญมีไหม” นี่เขาถามกันตลอดเวลา เพราะเขาไม่มั่นใจในตัวเขา

แต่เวลาเราปฏิบัติของเราขึ้นมา พอจิตพุทโธๆ จนมันสงบเข้ามา มันเห็นจิตของเรา เห็นความสงบระงับในจิตของเรา จากที่มันสงสัย ที่มันแกว่ง มันเร่ร่อน พอมันพุทโธๆ สงบ เห็นไหม “ทำบุญแล้วได้บุญไหม ทำบุญแล้วมีบุญไหม”...ก็พุทโธๆ อยู่นี่ไง พอจิตสงบเข้ามาไง “อ๋อ! มันเป็นอย่างนี้” เห็นไหม มันเชื่อมั่นในศาสนา มันเชื่อมั่นในธรรม

ศาสนาคืออะไร? ศาสนาคือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือทฤษฎี คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอก “เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด” แต่ธรรมยังไม่เกิดขึ้นไง พอจิตมันสงบเข้าไป นี่ธรรมเกิด นี่สัมมาสมาธิ มันมั่นคงไง ศรัทธา อจลศรัทธา นี่มันมั่นคงในศาสนา แต่ทำได้หรือทำไม่ได้นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ทำได้หรือทำไม่ได้ เพราะเคยสงบแล้ว ถ้ามันมีสติมีปัญญาขึ้นมามันจะสงบมากขึ้น เพราะอะไร เพราะเราไม่ทิ้งเหตุ เราไม่ทิ้งสิ่งที่ทำให้มันสงบ ถ้ามันไม่มีสิ่งที่ทำให้สงบ มันเป็นเรื่องโลกน่ะ

โลก เห็นไหม เวลามันเป็นลมวูบไป เวลามันจะปล่อย มันต้องเป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะไม่มีสติไม่มีปัญญาควบคุมมัน เวลาเขาจะว่าว่างๆ ก็คือสลบนั่นแหละ พอสลบแล้วก็แอมโมเนียให้มันฟื้น ฟื้นแล้วก็สลบ แล้วมันเป็นอย่างไรไม่รู้ เพราะมันไม่มีสติพร้อมไง แต่เราพุทโธๆๆ ของเรา เห็นไหม ละเอียดเข้ามา รู้ตัว ชัดเจน โอ้โฮ! โอ้โฮ! นี่ไง พอโอ้โฮ! โอ้โฮ! นี่พอมันสงบนะ ถ้าไม่ฝึกหัดใช้ปัญญา แล้วถ้ากิเลสมันจะลอกคราบนะ เกลี้ยงเลย “นี่นิพพาน” สมาธินี่คนติดได้

แต่ถ้าเรานี่เริ่มต้นปฏิบัติ มันจะนิพพานอะไร เราก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว ธรรมวินัยนี่มรรค ๔ ผล ๔ ถ้ามรรค ๔ ผล ๔ มันต้องลึกซึ้งกว่านี้ มันต้องเดินมรรคสิ แล้วมันต้องเดินมรรค โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสิ ถ้ามันโสดาปัตติมรรค เห็นไหม จิตสงบแล้วออกหา ออกค้นคว้า นี่สติปัฏฐาน ๔ อริยสัจ ๔ สติปัฏฐาน ๔ มรรค ๔ ผล ๔ นี่มันมีของมันขึ้นไป มันเป็นไปได้

แล้วถ้ามันเป็นไปได้ เห็นไหม อย่างเรานี่เรามีลายแทง แต่เราจะหาสมบัติให้เจอ เราจะต้องตามลายแทงนั้นไหม แล้วลายแทงนั้นคือกระดาษน่ะ แต่ถ้าเราไปเจอสมบัตินั้นนะ มันจะเป็นความจริง นี่ก็เหมือนกัน เราปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม นี่ทฤษฎี นี่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราทำเป็นจริงขึ้นมาไหม ถ้าเป็นจริงขึ้นมา พอจิตมันสงบ นี่จากปุถุชนเป็นกัลยาณปุถุชน

ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเป็นโสดาปัตติมรรค รู้เลย เป็นโสดาปัตติมรรคเพราะอะไร เพราะความคิดที่เป็นโลกๆ ความคิดที่เราพิจารณาของเรามา ความคิดที่เป็นโลกขึ้นมา นี่เรารู้ เรารู้เพราะเราใช้ปัญญาของเรามาตลอด พอจิตมันสงบขึ้นมามันก็ตื่นเต้นแล้ว แล้วพอจิตมันออกใช้ จิตเวลามันออกใช้ปัญญาขึ้นมา มันออกใช้ปัญญาในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม นี่ไง ที่ว่า สติปัฏฐาน ๔ จริง สติปัฏฐาน ๔ จริง เพราะมันเป็นความจริง เพราะจิตมันเป็นจริง จิตของเราเป็นความจริงมันก็รู้จริง พอรู้จริงมันก็พิจารณาของมันตามความเป็นจริง พอตามความเป็นจริงมันก็แยกแยะของมัน เห็นไหม

เวลามันปล่อยก็เป็นตทังคปหาน เห็นไหม ดักแด้มันแข็งแรง ดักแด้ ตัวหนอนมันได้กินใบไม้มาเยอะ มันสะสมอาหารของมันมา อาหารมันพอไง นี่มันจะฟักตัวของมัน เห็นไหม นี่พิจารณาแล้วปล่อย พิจารณาแล้วปล่อย ปล่อยของมันไปเรื่อย ปล่อยของมันไปเรื่อย เพราะอะไร เพราะมันพิจารณาของมันปล่อย มันต้องอาศัยเวลามันฟักตัวของมันให้ได้ นี่ก็เหมือนกัน พิจารณาของมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่มันจะลอกคราบกิเลสนะ

เวลามันลอกคราบออกมา มันต้องรอให้ปีกมันแข็ง ให้ตัวมันแข็ง พอมันแข็งแล้วมันบินของมันไป มันเป็นอิสระ มันเป็นสิ่งที่ว่า...คิดสิ จากตัวหนอนมันกลายเป็นผีเสื้อ จากที่กิเลสมันเหยียบย่ำหัวใจ มันกลายเป็นธรรม เป็นอิสระ มันเป็นของมันนะ มันมีคุณค่าของมัน

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายต้องดับเป็นธรรมดา”

ชีวิตนี้มันเกิดขึ้นไปเป็นดักแด้ เวลาฟักออกมา มันลอกคราบออกมา มันเป็นผีเสื้อ มันได้ทิ้งดักแด้นั้นไว้ มันลอกคราบของมันออกมา จิตนี้กิเลสมันครอบงำไว้ เวลาพิจารณาในสติปัฏฐาน ๔ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี่สังโยชน์ละไป พอละไป มันละดักแด้นั้นออกมา ละสิ่งนั้นทิ้งออกมา ผีเสื้อมันลอกคราบออกมา มันให้ปีกมันแข็ง แล้วมันมีอิสระของมัน

จิตมันพิจารณาของมันแล้วเวลามันขาด เวลามันขาดไปแล้วนะ อกุปปธรรม ผีเสื้อมันจะกลับไปเป็นตัวหนอนไหม ผีเสื้อจะกลับไปเป็นดักแด้ไหม แต่ผีเสื้อนั้นไปผสมพันธุ์ มันผสมพันธุ์ของมันแล้วมันไปไข่ของมัน มันจะเป็นผีเสื้อตัวใหม่ขึ้นมา เห็นไหม ผีเสื้อที่มันไปแล้วมันคือไปแล้ว นี่ถ้ามันพิจารณาของมัน เวลามันปล่อย เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ ไอ้นี่เวลามันลอกคราบขึ้นมานี่ มันลอกคราบกิเลสไปชั้นหนึ่งแล้ว แล้วถ้ามันทำต่อเนื่องขึ้นไป พิจารณาเข้าไป ผีเสื้อก็คือผีเสื้อ จิตก็คือจิต ผู้ที่บรรลุธรรมก็บรรลุธรรม แต่บรรลุธรรมขึ้นมามันลอกคราบไปชั้นหนึ่ง

สัตว์บางชนิดมันลอกคราบหลายหน อย่างเช่นงูมันลอกคราบแล้วลอกคราบอีกเพราะอะไร เพราะถึงเวลาแล้วมันต้องลอกคราบ ไม่ลอกคราบมันก็โตไม่ได้ นี่สัตว์ปีกแข็งเวลามันลอกคราบของมันแล้ว ตัวมันเป็นตัวอ่อนนะ มันต้องรอให้ปีกมันแข็ง ถ้าสัตว์ปีก ถ้ามันลอกคราบ

จิต! จิตมันจะลอกคราบของมันไปๆ ลอกคราบไปจนกว่ามันจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ แล้วมันทำอย่างไรต่อไปล่ะ นี่เวลามันลอกคราบของมัน เห็นไหม ธรรมชาติของมัน ดูสิ สัตว์มันลอกคราบโดยธรรมชาติของมัน ถ้ามันถึงวงจรชีวิตของมัน มันจะลอกคราบของมันเพื่อจะเปลี่ยนแปลง เพื่อจะให้มันเจริญเติบโตขึ้น

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตของเรา ดูสิ ผีเสื้อมันลอกคราบออกมาเพื่อเป็นผีเสื้อ นี่มันเป็นสัตว์ มันเป็นวงจรของธรรมชาติ แต่จิตนี้อยู่ในวงจรของธรรมชาติ แล้วถ้าวงจรของมัน มันจะพัฒนาของมันขึ้นมา มันจะทำของมันอย่างไร ถ้ามันทำขึ้นมา นี่ไง มรรค ๔ ผล ๔ ไง เราศึกษามาแล้ว เรารู้ทุกอย่างไง แล้วเรามีครูบาอาจารย์ ดูสิ หลวงปู่เสาร์ท่านทำของท่านอย่างไร นี่ครูบาอาจารย์ของเราท่านปฏิบัติของท่านมาอย่างไร นี่เรามีครูบาอาจารย์ของเราเป็นที่ปรึกษา เรามีครูบาอาจารย์ เราแก้ไขของเรา เราทำของเราเพื่อประโยชน์กับเรา ถ้าประโยชน์กับเรา ประโยชน์กับจิตนะ

ร่มโพธิ์ร่มไทร ครูบาอาจารย์ของเราเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเรานะ เราอาศัยในร่มโพธิ์ร่มไทรนั้น แล้วเราประพฤติปฏิบัติของเราให้เรา...หน่อของพุทธะเจริญเติบโตขึ้นมา นี่ศาสนทายาท เราเป็นศาสนทายาท เราจะเป็นที่พึ่งของหมู่คณะ เราจะทำเพื่อประโยชน์กับสังคมถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา

แต่ถ้ามันไม่เป็นความจริงนะ ถ้ากิเลสมันลอกคราบ มันลอกคราบจนความดีเราก็ไม่เหลือนะ ถ้าความดีเราไม่มี สิ่งต่างๆ เราไม่มี แล้วเราจะไปสอนเขาล่ะ แล้วเวลาสอนเขามันก็สอนได้ สอนได้ด้วยทางวิชาการ สิ่งที่เราจำมา สอนด้วยความจำ ความจำคือสิ่งที่เราทำมานี่ แล้วถ้าเป็นการประพฤติปฏิบัติใช่ไหม เวลาปฏิบัติไป เราคาดเอง นี่กิเลสมันลอกคราบในการประพฤติปฏิบัติของเรา เราทำความสงบของใจเข้ามา เราใช้ปัญญาของเรา แต่มันโดยกิเลสไง โดยกิเลสที่มันพิจารณาของเราไป เพราะกิเลสมันบวกมาตลอด กิเลสมันมีอยู่ในหัวใจของเรา เพราะมันเป็นอวิชชา แล้วเราทำของเรา เราเชื่อของเราว่ามันเป็นความจริง มันเป็นความจริงนะ

ดูสิ สัตว์มันเป็นธรรมชาติของมัน วงจรธรรมชาติมันฟักให้สัตว์มันดำรงเผ่าพันธุ์ของมัน นี่มันเป็นสัตว์ มันยังมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่งนะ แต่ของเรา เราคาดหมายของเรา ดูสิ จิตของเรามันคืออวิชชา คือกิเลสมันลอกคราบ มันก็ลอกคราบอยู่ในหัวใจ กิเลสมันอยู่ในหัวใจของเรา มันลอกคราบความดีไปหมดล่ะ แต่ด้วยกิเลสที่มันเป็นทิฏฐิมานะในหัวใจมันก็ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมๆ ถ้าเป็นธรรม ปฏิบัติไป สิ่งใดที่เราคาดเราหมายว่ามันเป็นจริงขึ้นมา เราก็ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม พอเป็นธรรมขึ้นมา มันก็เอาสิ่งนี้ไปสอนเขาไง เอาคำว่า “เป็นธรรมในใจ” ไปสอนคนอื่น

นี่ไง ถ้ามันสอนตามพระไตรปิฎก สอนตามธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาสอนก็บอกสอนตามนั้นไง แต่ไม่บอกว่าเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ บอกว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เป็นความจริงของเราขึ้นมา ถ้าสอนตามนั้นเราก็โดนกิเลสมันลอกคราบ มันพูดไม่ได้ไง มันก็ต้องว่าไปตามนั้น นี่กิเลสมันลอกคราบ มันไม่มียางอาย ถ้ากิเลสมันหน้าด้าน มันไม่มียางอาย

แต่ถ้ามันมียางอายนะ สิ่งที่ว่าเราไม่รู้ แต่ในตำราว่าไว้อย่างนั้น นั้นเราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้จริงล่ะ ถ้ามันเป็นไปได้ เราลอกคราบกิเลส จนผีเสื้อมันบินไปนะ มันผสมพันธุ์ของมันต่อไป แต่ถ้ามันเป็นสัตว์ที่มันต้องลอกคราบบ่อยครั้งเข้าล่ะ ผีเสื้อ มันเป็นวงจรธรรมชาติอันหนึ่ง แต่ในจิตใจของเรา เห็นไหม จิตนี้ไม่เคยตาย เวียนตายเวียนเกิด พระโพธิสัตว์ เห็นไหม ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย นี่เวียนตายเวียนเกิด จิตดวงเดิม จิตดวงเก่า พันธุกรรมของจิต จิตมันพิจารณาของมันไป ถ้ามันมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา ถ้ามันพิจารณาของมันโดยสติปัฎฐาน ๔ จริง เพราะมันมีจิต มีความรับรู้สึกจากภายใน แล้วมันพิจารณาของมัน เป็นงานวิปัสสนา งานสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เกิดขึ้นในหัวใจดวงนั้น ใจดวงนั้นพิจารณาหัวใจดวงนั้นไป จนได้ชำระล้าง จนได้ลอกคราบกิเลสออกไปชั้นหนึ่ง เห็นไหม ต้องทำความสงบของใจให้มากขึ้น กิเลสมันได้ลอกคราบมาอีกชั้นหนึ่ง

สัตว์นั้นถ้าเป็นไข่ เวลาไข่มันฟักตัวขึ้นมา มันจะรอดขึ้นมาเป็นผีเสื้อหรือเปล่า ในวงจรนั้นมันจะเป็นอาหารของสัตว์ นักล่ามันเอาสิ่งนั้นเป็นอาหารของมัน มันก็ตัดวงจรนั้นไป แต่ถ้าผีเสื้อตัวนั้นมันได้ฟักตัวของมันจนมันออกมาเป็นผีเสื้อ แล้วมันมีอิสรภาพ มันมีของมันไป เห็นไหม ถ้ามันวางไข่ มันก็เป็นวงจรชีวิตต่อเนื่องกันไป

ถ้าจิตของเรา ถ้ามันพิจารณาของเราจนเราพิจารณาจนลอกกิเลสออกมาชั้นหนึ่ง นี่มันมีชีวิต มันมีความรับรู้สึก เวลามันปล่อยวางหมด เห็นไหม อืม! อย่างนี้เอง นี่มันเห็นชัดเจนของมัน มันเป็นอกุปธรรม มันเป็นเครื่องสัจธรรมตามความเป็นจริง นี่ประทับอยู่ในใจดวงนั้น แล้วใจดวงนั้นมันพิจารณาของมัน มันจะลอกคราบต่อไป เพราะมันลอกคราบกิเลสมาแล้วหนหนึ่ง เห็นไหม

มันได้ลอกคราบกิเลสออกมาอีกหนหนึ่ง มันได้ลอกคราบออกมาแล้ว ถ้าได้ลอกคราบออกมาแล้ว ถ้ามันพิจารณาของมัน มันทำความสงบของใจเข้าไป เห็นไหม นี่มันจับของมันได้ ถ้ามันจับของมันได้ พิจารณาซ้ำ พิจารณาซาก เพราะการจะลอกคราบมาชั้นหนึ่งมันต้องดำรงชีวิตของมันไปใช่ไหม ดำรงชีวิตของมันไปถึงฤดูกาลของมันที่มันจะต้องลอกคราบ ถึงฤดูกาลที่มันจะต้องลอกคราบ มันจะลอกคราบของมันออกมา

ถ้ามันจะลอกคราบออกมามันต้องมีตัวตนของมัน มันต้องมีอาหารของมัน มันต้องได้ฟักตัวของมัน มันถึงจะลอกคราบของมันออกมาอีก ถ้ามันลอกคราบออกมา พอมันลอกคราบออกมา ถ้ามันทำของมัน นี่ก็เหมือนกัน จิตนี้มันจะลอกคราบกิเลสออกไป มันก็ต้องมีสติปัญญาของมัน มันก็ต้องมีสติปัฏฐาน ๔ มันต้องมีกำลังของมัน มันต้องมีอริยสัจ ๔ มันต้องมีมรรคญาณ ถ้ามรรคญาณ ถ้ามันพิจารณาของมันไป แล้วพิจารณาของมันไป ระหว่างต่อสู้กัน ระหว่างพิจารณาต่อกัน ในการที่สะสมอาหาร สะสมสิ่งต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโตของมัน

ถ้าจิตใจมีความเติบโต เติบโตทางไหน ถ้าเติบโตทางโลก ทางโลกเติบโตคือสถิติ ทางโลกเติบโตคือวัตถุ แต่ถ้าความเติบโตในหัวใจล่ะ เห็นไหม มันยิ่งละเอียดอ่อนขึ้น สติ มหาสติ สิ่งที่ละเอียดอ่อนขึ้น จากสติปัญญาขึ้นมานี่มันพิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เวลามันละเอียดขึ้นไปต้องเป็นมหาสติ มหาปัญญา แล้วถ้ามันละเอียดขึ้นไป มันจะเป็นมรรคญาณ ญาณคือญาณหยั่งรู้ มันเป็นสติปัญญา สติปัญญามันหยาบเกินไป สติปัญญามันคือสังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง แต่ถ้ามันเป็นญาณของมันน่ะ ญาณ คือมันละเอียดอ่อนลึกซึ้ง เห็นไหม ดูสิ ดูการลอกคราบ เวลากิเลสมันลอกคราบมันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ถ้ามันลอกคราบขึ้นไป ถ้ากิเลสมันลอกคราบมันก็ติด กิเลสมันลอกคราบมันก็ผ่านขั้นตอนไปไม่ได้

แต่ถ้าลอกคราบกิเลส เห็นไหม ลอกคราบมัน ถ้าลอกคราบกิเลสมันต้องมีมหาสติ มหาปัญญา แล้วงานทำอย่างไร งานที่จะลอกคราบกิเลส...งานที่ลอกคราบกิเลสคือมรรค งานลอกคราบกิเลสคืองานของเรา งานลอกคราบกิเลสคืองานนักรบ งานลอกคราบกิเลสคืองานของศากบุตรพุทธชิโนรส เห็นไหม ดูสิ ผู้ที่เป็นศาสนทายาท นี่ต้นโพธิ์ต้นไทรมันจะผ่านการเจริญเติบโตขึ้นมา มันต้องฟักตัวของมันขึ้นมา มันต้องมีการดูแลรักษาขึ้นมา มันต้องใช้กาลเวลาของมันขึ้นมา มันถึงจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้นกกาอาศัย

จิตใจที่มีคุณธรรมขึ้นมา มันต้องมีเหตุมีผลของมัน ถ้าเหตุผลขึ้นมา ดูสิ การกระทำของเราเป็นความจริง นี่ถามมา เวลาร่มโพธิ์ร่มไทรใช่ไหม เวลานกกามาอาศัยมันก็มีผลไม้ให้มันกิน มันมีร่มโพธิ์ร่มไทรให้มันได้พักอาศัย

นี่ก็เหมือนกัน จิตใจที่เราจะอาศัยล่ะ มีอะไรให้ถามมา มีอะไรให้ถามมา มีสิ่งใดให้ถาม...ถามนั้นคืออะไร? ถามนั้นคือธรรมไง ธรรมที่เราไม่รู้เรื่อง ธรรมที่เรายังมีสติปัญญาไม่พอ เราจะเอาสิ่งนั้นเป็นเป้าหมาย ถ้ามีครูบาอาจารย์คอยเป็นเป้าหมาย คอยบอก คอยชี้นำ แล้วเราก็มีความวิริยะ มีความอุตสาหะ จิตใจเราเข้มแข็ง จิตใจเราต่อสู้ จิตใจเราไม่อ่อนแอ การต่อสู้ ต่อสู้ในความละเอียดลึกซึ้ง

ในเมื่อมันเป็นเรื่องทางข้างนอกนะ เรื่องนอกคือเรื่องโลกนี่ การต่อสู้คือความเข้มแข็ง แล้วความมุมานะ แต่เวลาความเข้มแข็งในหัวใจนะ มันละเอียดลึกซึ้ง เห็นไหม เราต้องมีความเข้มแข็ง ต้องมีความละเอียด ความรอบคอบ คอยดูแลของเรา แล้วใช้ปัญญา เห็นไหม มหาสติ มหาปัญญา จับต้อง มันจะไวขนาดไหน เรามีสติปัญญาจับแล้วพิจารณา พิจารณาแยกแยะให้ได้ๆ ความแยกแยะนั้นคือการพิสูจน์ตรวจสอบ พิสูจน์ตรวจสอบให้จิตใจมันฉลาดขึ้นมา

คำว่า “ปัญญา” ปัญญาต้องมีกำลัง มีกำลังคือสัมมาสมาธิ นี่มรรค ๘ สัมมาสมาธิ สัมมากัมมันโต สมาธินี้กำลังทำงาน งานในการแยกแยะ ในการพิสูจน์ ถ้ากิเลสที่มันละเอียดมันจะลอกคราบออกมา ถ้าลอกคราบกิเลสออกมาแล้ว ดูสิ เวลามันลอกคราบออกมาแล้ว ตัวอ่อน ตัวมันจะนิ่มนวล เพราะปีกแข็งมันต้องรอเวลา ถ้ามันลอกออกมา ถ้ามันไม่มีวาสนานะ สัตว์ใดมาเจอ มันกินเป็นอาหาร ถ้ากินเป็นอาหารมันก็ไม่การดำรงชีวิตต่อไป

จิตใจของเรา ถ้ามันทำผิดพลาด มันขาดช่วง เห็นไหม เวลามันขาดช่วง ทำไปแล้วมันสะดุด ทำต่างๆ เราต้องดูแลของเรา ดูแลให้มันเข้มแข็งขึ้นมา พิจารณาแล้ว พิจารณาเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอถึงเวลามันขาดนะ กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใส ว่างไปหมดเลย ว่างมาก ความว่างที่มีสติสัมปชัญญะพร้อมนะ ความว่างที่รู้ๆ อยู่นี่ สิ่งที่ว่าทำสมาธิมหัศจรรย์ขนาดไหน พอมาถึงระดับนี้มันยิ่งลึกซึ้ง ลึกซึ้งมาก

ลึกซึ้งขนาดไหน ถ้าเรายังมีสติมีปัญญาอยู่ มันจะมีงานต่อเนื่องกันไป ถ้างานต่อเนื่องกันไป เห็นไหม เราจะลอกคราบกิเลสให้ละเอียดขึ้นๆ ถ้าจับได้เป็นกามราคะ สิ่งที่เป็นกามราคะ เห็นไหม สิ่งที่การดำรงเผ่าพันธุ์ ดูสิสัตว์ที่มันผสมพันธุ์แล้วมันไม่ดำรงเผ่าพันธุ์เพราะอะไร เพราะมันสืบพันธุ์แล้วมันไม่มีชีวิตต่อไป นี่ไง กามราคะ สิ่งที่หัวใจถ้ามันยังมีโอฆะ มันต้องต่อเนื่องกันไป พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ

ถึงเวลาทำลายมัน ทำลายถึงที่สุดแล้ว จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิต ความผ่องใส คือความรู้สึกเฉยๆ ความผ่องใสของมันน่ะ อย่างนี้ก็เป็นกิเลสด้วยหรือ อย่างนี้ไม่ควรเป็นกิเลสหรอก ถ้าเป็นกิเลสมันต้องเป็นกามราคะ มันต้องรักสวยรักงาม ไอ้นี่มันจะเป็นกิเลสได้อย่างไร กิเลสเพราะมันเป็นภาวสวะ กิเลสเพราะมันมีตัวตนของมันอยู่

เห็นไหม เวลาลอกคราบๆ มานี่ มันเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนมันให้โทษให้ผลให้ใคร แต่ตัวอ่อนนะ ดูสิ เวลาพวกสัตว์ พวกนักล่ามันชอบตัวอ่อน เพราะมันกินแล้วมันมีรสชาติดีของมัน มันเอาเป็นอาหารของมัน นี่ไง กิเลสมันก็เอาสิ่งนั้นมายึดถือของมันไว้ มันก็ว่าที่อยู่ของมัน ที่อาศัยของมัน เห็นไหม ถ้าสติมันพร้อมขึ้นไป มันไปเห็นของมัน

เวลามันจัดการของมันนะ สิ้น ทำลายถึงความว่า “มันรู้เฉยๆ มันเป็นกิเลสได้อย่างไร มันไม่เป็นกิเลสหรอก” มันก็เลยไปรักษาไว้ มันก็เลยไม่มีการกระทำ ถึงที่สุดถ้าไม่มหาสติปัญญาเข้าไปถึงที่สุด ถ้าไม่มีมรรคญาณเข้าไปทำลายมัน จบ ลอกคราบกิเลสทั้งหมด แล้วเหลือสิ่งใดไว้ล่ะ? เหลือวิมุตติสุข เหลือธรรมธาตุเอาไว้ สิ่งที่เหลือ เหลือธรรมธาตุ

พระอรหันต์มีสิ่งเหลือด้วยหรือ

ภาราหเว ปัญจขันธา ขันธ์เป็นภาระอย่างยิ่ง

แต่ถึงที่สุดแล้วถ้ามันทิ้ง เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน “อานนท์เธอตักน้ำให้เราหน่อยเถิด เรากระหายเหลือเกิน” นี่ต้องขับเคลื่อนกันไปจนถึงที่สุดแล้วทิ้งหมด พอทิ้งหมดแล้ว สอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพาน สิ้น ไม่มีส่วนเหลือในหัวใจ ถ้าหมดส่วนเหลือในหัวใจ นั้นหมดสิ้น ไม่สิ่งใด ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีคราบ ไม่มีสิ่งใดจะให้มาลอกเราอีกล่ะ มันไปถึงที่สุด มันสิ้นสุดตั้งแต่กิเลสมันตาย พอกิเลสตายแล้วมันก็คือจบแล้วล่ะ

แต่ในเมื่อชีวิตเราดำรงไปถึงที่สุด ถ้าถึงที่สุดแล้วนี่ ครบกระบวนการของมันแล้ว เห็นไหม เริ่มต้นจากกิเลสลอกคราบ ทำลายทุกอย่างเลยในชีวิตเรา แต่ด้วยใจสู้ ด้วยมีครูบาอาจารย์ เราจะยืนขึ้นมาได้ แล้วเราลอกคราบกิเลส จนถึงที่สุด

ศาสนาจะประกาศกลางหัวใจ ศาสนาจะอยู่ได้ในใจของสัตว์โลก ในใจของสัตว์โลกนะ

ถ้าในใจของสัตว์โลกมีศาสนานะ “เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิดๆ” เราก็แสวงหาธรรมกันอยู่ ถ้ามันถึงที่สุดแห่งทุกข์ เห็นไหม เป็นธรรมแท้นะ นั่นแหละศาสนาอยู่ในใจดวงนั้น เอวัง