เทศน์บนศาลา

กิเลสเป็นมลทิน

๒๓ ส.ค. ๒๕๔๗

 

กิเลสเป็นมลทิน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๗
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ฟังธรรมนะ ฟังธรรม ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เป็นธรรมแท้ เป็นธรรมแท้เพราะว่ามีบุคคลเป็นพยานหลักฐานมาก เพราะบุคคลที่เป็นพยานหลักฐานนี่เอาตัวเองรอดไปได้ ตอนอยู่กับหลวงตานะ หลวงตามหาบั ท่านพูดถึง เล่าประวัติของท่าน เวลาท่านบวชแล้ว ท่านศึกษาปริยัติ อ่านพระไตรปิฎกนะ อ่านถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ชีวิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกประพฤติปฏิบัติ อ่านแล้วน้ำตาไหล น้ำตาร่วงนะ นี่หลวงตาท่านอ่านแล้วซึ้งใจมาก แล้วใจของท่านก็อย่างจะทำอย่างนั้นบ้างไง อยากจะมีธรรมในหัวใจ อยากจะประพฤติปฏิบัติ พยายามออกแสวงหานะ ออกค้นคว้า พอออกไปค้นคว้า ออกไปประพฤติปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น เพราะต้องหาคนที่น่าไว้ใจได้ เพราะว่าประพฤติปฏิบัติจนเป็นมหานะ ถึงจะหาคนที่พูดธรรมะแล้วลงกับพระไตรปิฎก แล้วพยายามไปค้นคว้าหากับครูบาอาจารย์มา ก็ศึกษามา จนไปลงใจกับหลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่นพาหลวงตาประพฤติปฏิบัติ จนพ้นจากกิเลส เพราะหลวงปู่มั่นท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านเผาแล้ว กระดูกของท่านเป็นพระธาตุ แล้วหลวงตา ตอนหลวงปู่มั่นอยู่ ท่านยังไม่ถึงที่สุด แต่ท่านก็ประพฤติปฏิบัติ เพราะมีครูบาอาจารย์เป็นเครื่องยืนยันจากครูบาอาจารย์ คือหลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ เพราะได้สนทนาธรรมกันไง

พอหลวงตาท่านว่า ท่านปฏิบัติจนเข้าใจตามหลักความจริงแล้ว แล้วก็ออกมาค้นคว้าพระไตรปิฎก นี่เวลาอ่านพระไตรปิฎกนะ เวลาออกศึกษาพระไตรปิฎกทีแรก ซึ้งในพระไตรปิฎกมาก ซึ้งในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก ซึ้งในชีวิตความสมบุกสมบันขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พยายามค้นคว้าหาธรรมอันนี้มาให้พวกเราก้าวเดินไง จนน้ำตาไหล น้ำตาร่วง แล้วไม่มีข้อกังขา เพราะไม่มีความเข้าใจ ไม่มีสิ่งที่จะวิเคราะห์วิจัยได้ เพราะเรียนในภาคปริยัติ ซึ้งใจจนน้ำตาร่วง น้ำตาไหลนะ

แต่เวลาปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นพาจนจากฝั่งเห็นไหม กลับมาวิเคราะห์วิจัยพระไตรปิฎกอีก เห็นว่าพระไตรปิฎกบางแง่บางมุม ในภาคปฏิบัติจะเห็นบางแง่บางมุมว่ามันขัดกับหลักความจริงบางอย่าง แต่ท่านก็บอกว่า สิ่งนี้ในภาคปฏิบัติ เพราะปฏิบัติแล้วมันจะเห็นสิ่งนี้ แต่สิ่งนี้ไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นปัญหานะ ขอให้พวกเราประพฤติปฏิบัติจริงจังเถิด เพราะสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นหลักเป็นชัย เป็นหลักเป็นเกณฑ์ มีมหาศาลเลย เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมไว้ถูกต้องดีงามทั้งหมด

เวลาพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ สังคายนากันมาจนเป็นพระไตรปิฎก ก็ถูกต้องทั้งหมด แต่เวลาจดจารึกมา นี่หลวงตาท่านบอกว่า เวลาจดจารึกพระไตรปิฎกมา คนจดจารึกเป็นคนประเภทใด ถ้าคนจดจารึกเป็นพระอรหันต์ ต้องจดจารึกโดยความถูกต้องทั้งหมด แต่ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ มีกิเลสในหัวใจ การจดการจารมามันก็มีความบกพร่อง สิ่งที่บกพร่องอย่างนี้มันมีอยู่ เพราะมีการจดจารึกมา

แต่เวลาไม่ปฏิบัติ เราก็จะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด แต่ก็มีความซึ้งใจมาก ซึ้งใจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งนี้เป็นความถูกต้อง เราต้องเคารพพระไตรปิฎกมาก พระไตรปิฎกนะ ฎีกา อรรถกถา นี้เป็นตำรับตำราเครื่องดำเนินมา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้วในพระไตรปิฎกนั้นก็มีชาดก

สิ่งที่เป็นชาดกนั้นเป็นสิ่งที่ว่าเป็นบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสมมาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่สร้างสมมาก บุญญาธิการมาก เป็นพระโพธิสัตว์ สิ่งที่เป็นพระโพธิสัตว์น่ะ สร้างสมสิ่งนี้มา สิ่งนี้สร้างสมมามาก เวลาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือประพฤติปฏิบัติอยู่นี่ จะมีความค้นคว้า มีประสบการณ์ของใจดวงนั้น

ใจดวงนั้นค้นคว้าขนาดไหน นั้นเป็นนิทาน เป็นชาดก สิ่งที่เป็นนิทาน เป็นชาดกนี้เป็นเครื่องเสริมนะ แต่ในหลักของศาสนาคืออริยสัจต่างหากล่ะ สิ่งที่อริยสัจคือชี้เข้าไปที่ใจ “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” สิ่งนี้ต้องเป็นความจำเป็นนะ แต่เวลาจดจารึกมา ตั้งแต่สมัยอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะนะ หลวงปู่เจี๊ยะบอกว่า เวลาศพหลวงปู่มั่น เผาศพหลวงปู่มั่นนี่ มีพระบางรูป เขียนประวัติหลวงปู่มั่น แล้วจะขอแจกในงานหลวงปู่มั่นนะ

หลวงปู่เจี๊ยะได้ค้าน ค้านว่า ค้านไป...สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ท่านเป็นประธาน เพราะค้านนี่ไปเข้าถึงของหูสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านเรียกหลวงปู่เจี๊ยะเข้าไปว่า หลวงปู่เจี๊ยะค้านเหตุนั้น ค้านเรื่องแจกหนังสือนี้เพราะเหตุใด หลวงปู่เจี๊ยะบอกกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ว่า ถ้าหนังสือนี้แจกแล้วออกไป ถ้าใครได้อ่านหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นที่พระบางรูปเขียนอยู่ จากสิ่งนี้จะเข้าใจว่าหลวงปู่มั่นติดในสมาธิไง

นี่หลวงปู่เจี๊ยะบอกว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ท่านเห็นด้วย ท่านไม่ให้แจกนะ ท่านไม่ให้แจกในงานศพหลวงปู่มั่นหรอก เพราะว่าถ้าแจกไปแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติมีหลักมีเกณฑ์ในหัวใจมันจะเข้าใจหลักเกณฑ์ความเป็นจริงไง ผู้จดจารึก ผู้ที่จะจดจารึกสิ่งนั้นมา แม้แต่สมัยพุทธกาล พระไตรปิฎกนี่ หลวงตามหาบัวท่านยังบอกว่า มีบางแง่บางมุมในภาคปฏิบัตินี่ขัดข้อง แต่ไม่เป็นปัญหา เพราะสิ่งที่จะพาให้ใจนี้เข้าถึงนี่มีมหาศาลเลย

นี้ก็เหมือนกัน หลวงปู่เจี๊ยะท่านค้านนะ ค้านว่า ถ้าหนังสือนี้แจกออกไป ถ้าคนที่เขามีภูมิธรรม เขาอ่านแล้วว่า หลวงปู่มั่นจะติดในสมาธิไง หลวงปู่เจี๊ยะถึงค้านไม่ให้แจกในงานของหลวงปู่มั่น นี่หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ท่านก็เห็นด้วย แล้วก็ไม่ให้แจกไง แต่ในเมื่อพิมพ์มาแล้ว มันก็มีการแจกกันมาเป็นสภาวะแบบนั้น นี้เป็นความเห็นนะ

แต่เวลาครูบาอาจารย์เราจดจารึกมาอย่างนั้น แล้วพิมพ์มานี่ ตอนนั้นแจกมา ว่าแจกในงานของหลวงปู่มั่น แต่หลวงปู่เจี๊ยะบอกว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ท่านไม่ให้แจก แต่ทีนี้ ไอ้เรื่องการแจกนี้มันก็จะเป็นเรื่องใต้ดิน แล้วก็ว่าแจกในงานหลวงปู่มั่น อ้างว่าแจกในงานหลวงปู่มั่น เราไม่ยอมรับ ครูบาอาจารย์เราไม่ยอมรับเรื่องสิ่งนี้ เพราะว่าสิ่งที่จด ไม่ยอมรับคนจดจารึก

เพราะคนจดจารึกนะ แม้แต่ในมุตโตทัย มุตโตทัยข้อที่ ๑ หลวงปู่มั่นบอกว่าธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนทองคำที่บริสุทธิ์ แต่ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสถิตในหัวใจของผู้ที่มีกิเลสเหมือนทองคำ เพราะธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เป็นทองคำ แต่ความสกปรกของใจดวงนั้นไง สิ่งที่ใจดวงนั้นสกปรก จะต้องคาดต้องหมายสิ่งนั้นผิดไป เห็นไหม สิ่งที่คาดหมาย นี้อยู่ในมุตโตทัยนะ

แล้วในมุตโตทัยนั้นก็พิมพ์เป็นสำนวนของแต่ละบุคคลมา มันก็มีแตกออกไปอีกเป็นสำนวน เพราะเป็นการจดจารึก นี่หลวงตาถึงบอก คนจารึก คนจดจารึกเป็นคนประเภทใด ถ้าคนจดจารึกเป็นพระอรหันต์ จะเข้าถึงหลักความจริงทั้งหมด ถ้าคนจดจารึกมีกิเลสในหัวใจ การจดจารึกจะคลาดเคลื่อนออกไป เพราะการตีความของใจดวงนั้น

แล้วในหนังสือก็บอกว่า หลวงปู่มั่นท่านพูดสิ่งใด ท่านไม่เคยพูดเด็ดขาด ท่านพูดเป็นธรรม แล้วให้คนตีความไง ให้คนที่จับแล้วตีความเอา ตีความเอา แล้วก็บอกว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โสดาปัตติมรรคตั้งแต่ขณะที่อยู่ในราชวัง ได้สกิทาคามิมรรคต่อเมื่อไปเรียนกับอาฬารดาบสเข้าสมาบัติ ได้อนาคามิมรรคต่อเมื่อฉันข้าวของนางสุชาดา” นี่ถ้าพูดสภาวะแบบนี้ หลวงปู่มั่นพูด พูดที่ไหน พูดที่สามผง

ตอนที่หลวงปู่มั่นพูดที่สามผง หลวงปู่มั่นยังไม่ได้ขึ้นเชียงใหม่ใช่ไหม หลวงปู่มั่นมั่นยังไม่ได้ขึ้นเชียงใหม่ หลวงปู่มั่นไปสำเร็จที่เชียงใหม่ เพราะครูบาอาจารย์รับประกันกันว่าไปสำเร็จที่เชียงใหม่ ขณะที่ยังไม่ถึงนี่ สิ่งนี้พูดเป็นคติ เป็นตัวอย่างก็ได้ ถ้าพูดเป็นคติตัวอย่างนะ ถ้าคนมีธรรมในหัวใจ การประพฤติปฏิบัติของผู้ที่มีธรรม การจดจารึกจะตีความอย่างนี้ออกมา สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์หนึ่ง การตีความของใจที่เราเข้าไปจับตรงนั้นหนึ่ง สิ่งนี้ครูบาอาจารย์ไม่ได้ยิน เป็นไม่ไม่ได้หรอก

หลวงตาท่านบอกว่า เวลาเขียนประวัติหลวงปู่มั่น ได้ศึกษา ได้สอบทานหลวงปู่ขาว ได้สอบทานกับหลวงปู่แหวน ได้สอบทานกับหลวงปู่ชอบ ได้สอบทานกับหลวงปู่ลี ได้สอบทานกับหลวงปู่เจี๊ยะ เห็นไหม แล้วสิ่งที่ครูบาอาจารย์ที่เอ่ยชื่อมานี้ ดับขันธ์ปรินิพพานไปหมดแล้ว เพราะกระดูกเป็นพระธาตุทั้งหมด สอบทานกันแล้ว พอสอบทานกันแล้ว สิ่งใด...หลวงตาบอกว่าสิ่งที่ได้รับเป็นข้อมูลมานี่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขียนมาในประวัติของหลวงปู่มั่นเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราพยายามจะให้มันถูกต้องเพราะอะไร

เพราะถ้าเราอ่านประวัติหลวงปู่มั่นโดยหลวงตามหาบัวท่านเขียนนั้น จะเกี่ยวกับเรื่องการประพฤติปฏิบัติ จะเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ จะย้อนกลับเข้ามาเรื่องอริยสัจ แต่ถ้ามีนิทานมีชาดก นิทานชาดกเหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึง ตั้งแต่เป็นพระเวสสันดร เป็นต่างๆ นี่เป็นชาดก สิ่งที่เป็นชาดกนี้มันก็เป็นความจริง องค์หลวงปู่มั่นก็มีสิ่งนี้เหมือนกัน สิ่งนี้เป็นชาดก สิ่งที่เป็นชาดกถ้าเสริมความเจริญศรัทธา นี่หลวงตาท่านก็ใส่ลงมาเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะชี้กลับมาที่อริยสัจ

ทีนี้ย้อนกลับไปที่ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โสดาปัตติมรรคตั้งแต่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ในราชวัง เห็นนางสนมเขาฟ้อนรำกัน แล้วดูร่างกายนั้นเห็นเป็นซากศพ

สิ่งที่เป็นซากศพ ถ้าเราเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินะ เราก็เห็นสภาวะอย่างนี้ได้ ถ้าเห็นสภาวะแบบนี้ เห็นไหม เห็นกาย การเห็นกายอย่างนั้น เราประพฤติปฏิบัติแล้วเราเป็นโสดาปัตติมรรคไหม ผู้ที่เห็นกาย ผู้ที่จิตสงบแล้วมีสภาวะแบบนี้ แล้วเจ้าชายสิทธัตถะสร้างสมบุญญาธิการมาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่บอกอ้างว่า หลวงปู่มั่นว่า ถ้าไม่ได้โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค จู่ๆ จะมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร ต้องมีโสดาปัตติมรรคก่อน สกิทาคามิมรรคก่อน อนาคามิมรรคก่อน แล้วก็มาสำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปวางไว้ในธรรมว่า ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติเร็วรู้เร็ว สาวกะสาวก ว่าถ้าสาวกะเป็นสาวกพุทธะ สาวกพุทธะจะมีความเห็นอย่างนั้นได้เพราะมีธรรมแล้ว

ก็มีส่วนหนึ่ง เพราะมีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้นำ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่มีธรรม ธรรมะยังไม่เกิด เห็นไหม สิ่งที่ธรรมะยังไม่เกิด แต่มันมีสิ่งที่รองรับ ไม่ใช่จู่ๆ

ย้อนกลับไปที่เป็นเวสสันดรสิ สร้างสมมาจนสมบูรณ์ สิ่งที่สมบูรณ์ การประพฤติปฏิบัติ แล้วทำไมจะเห็นกายไม่ได้ ทำไมจิตสงบไม่ได้ ทำไมเห็นเป็นชาดกสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติ สิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะอะไร เพราะไม่ใช่จู่ๆ เพราะพระโพธิสัตว์ สิ่งที่เป็นพระโพธิสัตว์สิ่งนี้บุญกุศลมหาศาลขนาดนี้ แล้วตอนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดที่สวนลุมพินี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นทารกนะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งวาจาว่า “เราเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย แล้วเราจะไม่เกิดอีก”

แล้วเวลาครูบาอาจารย์เราผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ว่า “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” อย่างนั้นไม่ใช่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำเร็จตั้งแต่เกิดมาจากมารดาแล้วหรือ เพราะเกิดมาตั้งแต่สวนลุมพินี แล้วก็เปล่งวาจาว่า “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย แล้วเราจะไม่กลับมาเกิดอีก”

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดถึง ๒ หน ตาย ๒ หนนะ เกิด ๒ หน เพราะเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วก็มาเกิดเอาวันเพ็ญเดือน ๖ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การเกิดครั้งที่ ๒ นี้ เกิดจากพระโพธิสัตว์เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม ตาย ๒ หนคือกิเลสมันตายไง ขณะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม นี่ฆ่ากิเลส กิเลสมันตายไปตั้งแต่เดี๋ยวนั้น จิตดวงนี้ที่มันสะสมมา มันส่งมา เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตั้งแต่พระเวสสันดรเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ สิ่งนี้เป็นพระโพธิสัตว์ มีบุญญาธิการมาก

เพราะอะไรสร้างสมมาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่จะประพฤติปฏิบัติไม่เปล่าประโยชน์เพราะอะไร เพราะสร้างสมมาสมบูรณ์แล้ว แล้วเวลามาเกิดอีก เกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาเกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่สอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพาน นี่ตาย กิเลสมันตายแล้ว แล้วตายเป็นชาติสุดท้ายไง ตายเป็นชาติสุดท้ายคือตายจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เข้าถึงวิมุตติสุขตั้งแต่ฆ่ากิเลสตาย แต่เวลาตายนี้ตายธาตุขันธ์ ขันธมาร ขันธ์เป็นภาระ สิ่งที่ขันธ์เป็นภาระ สละขันธ์เห็นไหม ถึงทิ้งขันธ์ไป นี่จิตวิมุตติไป ตาย ๒ หน คือกิเลสตายหนหนึ่ง ก่อน แล้วก็ตายในชาติปัจจุบันนั้น

เวลาเกิดที่สวนลุมพินี “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”

ธรรมนี้มีอยู่แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ยังกราบอยู่ พระถามว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบอะไร?”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “เรากราบธรรม”

“เรากราบธรรม” เพราะธรรมะนี้มีอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว ฟังคำว่า “มีอยู่แล้ว” สิ แล้วถ้าเจ้าชายสิทธัตถะขณะที่อยู่ในราชวัง แล้วเห็นสภาวะที่ว่า นางฟ้อนรำนี้เป็นอสุภะ สิ่งที่เป็นซากศพมันเป็นสภาวธรรม มันไม่เป็นมรรค เป็นมรรคไม่ได้

สิ่งที่เป็นมรรคนะ ถ้าสิ่งที่เป็นมรรคขึ้นมา แล้วบอกไปเรียนกับอาฬารดาบสเป็นสกิทาคามิมรรคนี่ ถ้ามันเป็นโสดาปัตติมรรค จะขึ้นสกิทาคามิมรรคนี้ โสดาปัตติมรรคต้องเป็นโสดาปัตติผลสิ สิ่งที่เป็นโสดาปัตติผลแล้วถึงจะเดินสกิทาคามิมรรคใช่ไหม ถ้าเป็นโสดาปัตติผลแล้ว ทำไมสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบคลำในศีลไง ถ้าไม่ลูบคลำในศีล ทำไมยังต้องหลงไป ยังต้องก้าวเดินไป

ปัญญามันเกิดอย่างนี้นะ ถ้าปัญญามันเกิดอย่างนี้ ไปได้สกิทาคามิมรรคจากอาฬารดาบส เห็นไหม เวลาเข้าสมาบัติ มันมีความสุขมาก สิ่งที่เป็นความสุขนี่มันติดได้ แล้วถ้ามันไม่มีปัญญา เพราะอะไร เพราะผ่านโสดาปัตติมรรคมาแล้ว โสดาปัตติผลมาแล้ว ปัญญามันจะมีไง ปัญญามันจะมี แล้วมันจะไปติดสกิทาคามิมรรคได้อย่างไร มันจะไปเป็นอนาคามิมรรคได้อย่างไร ในเมื่อมันมีปัญญา ในเมื่อมีปัญญานี่มันจะก้าวเดินไป

จริงอยู่ การประพฤติปฏิบัติมันจะหลงบ้าง ความหลง ความผิดพลาด สิ่งนี้ผิดพลาด แต่มันมีปัญญาเป็นพื้นฐานนะ ไม่ใช่สีลัพพตปรามาส ไม่ใช่ลูบคลำ เห็นไหม สิ่งที่ไม่ลูบคลำ ถ้าเป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลน่ะ นี่มันจะก้าวขึ้นมาเป็นสภาวะแบบนั้น แต่นี่มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิ พอมันไม่เป็นอย่างนั้น สิ่งที่เห็น เห็นสภาวะกายนั้นมันเห็นโดยธรรมไง สิ่งที่ธรรมที่มีอยู่แล้วที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรม แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่มีธรรม ถ้าไม่มีธรรม แล้วมรรคมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้ามรรคไม่เกิดขึ้นมา...

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกกับสุภัททะ เห็นไหม “สุภัททะ เธออย่าถามให้มากไปเลย ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นจะไม่มีผล”

นี่จะมีมรรคเฉพาะในศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธศาสนานี้เท่านั้นจะมีมรรค แต่จะมีมรรค เพราะศาสนายังไม่เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ายังไม่เกิด ธรรมยังไม่เกิด

ธรรมนี้มีอยู่โดยดั้งเดิม แต่ธรรมนี้ยังไม่ประจักษ์ในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ธรรมนี้มีอยู่โดยดั้งเดิม แล้วใครไปค้นคว้าธรรมอันนี้มาประกาศในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเมื่อเป็นโสดาปัตติมรรค ในสภาวะเห็นกาย เห็นกาย การเห็นกาย ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจะรู้จักคำว่า “เห็นกาย” แล้วก็หลุดมือไปนะ หลุดไม้หลุดมือไป แล้วก็เสื่อมสภาพนั้นไป

เห็นไหม ธรรมนี้มีอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่เรามีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่ขณะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติ เริ่มอยู่ในราชวังนั้น บารมีสูงส่ง บารมีส่งเสริมสิ่งนี้เข้ามา บารมีส่งเสริมขึ้นมาเห็นไหม เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่สวนลุมพินี ประกาศว่าจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย พราหมณ์ทั้งหลายพยากรณ์แล้ว ถ้าออกบวชจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าอยู่ในราชวังนี้จะเป็นจักรพรรดิ

พระเจ้าสุทโธทนะพยายามเหนี่ยวรั้ง พยายามสร้างสมเห็นไหม นี่สภาวะของโลก โลกเกิดมาจะมีสภาวะพ่อแม่ลูกต้องรักกันโดยธรรมชาติ ต้องการอย่างนั้น ศึกษาเล่าเรียนวิชาการทางการปกครอง ศึกษาวิชาการจะเป็นกษัตริย์ นี่ศึกษาวิชาการอย่างนั้นมา สิ่งนี้มันเศร้าหมอง มันผ่องใส มันก็มีความทุกข์ แต่เพราะบุญญาธิการไง บุญญาธิการอันนี้ต่างหากถึงได้รองรับสภาวะนี้

เพราะบอกว่า ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค เวลาออกประพฤติปฏิบัติแล้วนี่จะต้องย้อนกลับราชวัง จะย้อนกลับ

มันเป็นชาติสุดท้าย สิ่งที่รองรับในพระโพธิสัตว์นี้ มันมีคุณค่ามหาศาลนะ เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจนเป็นจักรพรรดิ เห็นไหม มีช้างแก้ว มีขุนคลังแก้ว สิ่งนี้มันยังมาโดยธรรมชาติเลย แล้วเวลาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งนี้หมุนมา มันทำไมไม่เป็นธรรมชาติ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องสมบุกสมบัน เวลาออกประพฤติปฏิบัติ ๖ ปีน่ะ ถ้าได้โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำไมต้องไปศึกษา

สิ่งที่การประพฤติปฏิบัติที่อุกฤษฏ์ที่สุดในสมัยพุทธกาลนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยปฏิบัติ เขาไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติเห็นไหม อัตตกิลมถานุโยคคือการประพฤติปฏิบัติที่อุกฤษฏ์มาก สมัยพุทธกาลจนปัจจุบันนี้ก็ยังมีที่เขาประพฤติปฏิบัติกัน ดำรงชีพแบบสุนัข กินอุจจาระนี้เป็นอาหาร แล้วความประพฤติ เห็นไหม ยืนอยู่จนปลวกขึ้นถึงเอวอย่างนี้ นี่อัตตกิลมถานุโยค แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก สิ่งที่เขาประพฤติกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยปฏิบัตินี่ไม่มี

แล้วได้โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค ทำไมไปไพล่ออกไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่มรรคล่ะ? ไม่ใช่มรรคสิ่งนั้นเพราะอะไร เพราะสิ่งที่ว่าเป็นธรรม สภาวธรรมมันเกิด สภาวธรรมอย่างนี้มันให้ปัญญาเป็นอกุปปธรรมไม่ได้ อกุปปธรรมคืออฐานะที่ใจนี้จะเสื่อมสภาวะ ถ้าใจเสื่อมสภาวะ มันมีสภาวะสิ่งนี้รองรับแล้ว ทำไมไพล่ออกไปทำอัตตกิลมถานุโยคยู่กับเขา

แล้วถ้าเป็นหลักความจริงนะ ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค นี่ปัญจวัคคีย์เป็นผู้ที่อุปัฏฐากอยู่ อุปัฏฐากอยู่ตลอดเวลา สังเกตไหมว่าพระอานนท์เป็นพระโสดาบัน ทำไมพระอานนท์สั่งสอนพระได้ล่ะ นี่พระโสดาบันไง โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ก็ต้องสั่งสอนปัญจวัคคีย์ได้สิ

ทำไมสั่งสอนปัญจวัคคีย์ไม่ได้ ปัญจวัคคีย์เห็นการประพฤติปฏิบัติ จนเห็นว่าออกมาฉันอาหารเห็นไหม ออกฉันอาหารของนางสุชาดา ว่าการฉันอาหารของนางสุชาดานั้นได้เป็นอนาคามิมรรคไง

แล้วยังมีพระที่เป็นผู้ที่จดจารึกของเขานี่นะ บอกว่า เจ้าชายสิทธัตถะได้ลอยถาด ฉันข้าวของนางสุชาดาแล้ว ได้ลอยถาดทองคำ ถาดทองคำนั้นลอยสวนกระแสน้ำไป นี่ปัญญามันเกิดเป็นพระอนาคามี ถึงตั้งอธิฐานว่าคืนนี้จะนั่งตลอดรุ่ง ถ้าไม่นั่งตลอดรุ่งจะไม่ยอมลุก ทำไมเมื่อก่อนนั้นไม่กล้าอธิษฐาน

ภาวะของพระโพธิสัตว์ ภาวะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาทดสอบกับสิ่งต่างๆ ทดสอบกับเรื่องอัตตกิลมถานุโยค แล้วเวลาเข้าใจสิ่งนั้นทั้งหมด เวลาบัญญัติ เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติ เวลาบัญญัติเข้ามา ย้อนกลับเข้ามาบัญญัติสิ่งนี้ ปัญญาสิ่งนี้มันย้อนออกไป ทำให้หลงไป สิ่งที่หลงไปนี่เป็นอัตตกิลมถานุโยค ความสุขติดในฌานสมาบัติ สมาบัตินี้มีความสุขมากนะ มันจะมีความสุข มีความร่มเย็นมหาศาลเลย เพราะมันมีความละเอียดอ่อนมาก อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่เวลาถอยเข้าถอยออกมันจะมีพลังมหาศาล ทำไมพระเทวทัตทำฌานโลกีย์ ทำไมเหาะเหินเดินฟ้าได้ ทำไมแปลงร่างได้

นี่ก็เหมือนกัน เจ้าชายสิทธัตถะได้เรียนกับอาฬารดาบส นี่กามสุขัลลิกานุโยค มีแต่ความสุขไง สิ่งที่มีความสุขนี่ ถ้าเราผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในสมัยปัจจุบันนี้ เวลาประพฤติปฏิบัติไป ถ้ามันติดขนาดไหน ครูบาอาจารย์ชี้นำออกได้ หรือถ้าเรามีความสังเกตอยู่ เพราะอะไร เพราะมันมีพื้นฐานของมรรค โสดาปัตติผลนี่มันมีปัญญาอยู่ ถ้าปัญญาอย่างนี้มันจะใคร่ครวญ ติดก็ติดอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าชี้นำขึ้นมามันจะย้อนกลับขึ้นมา

ถึงสุดท้ายแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ววางธรรมไว้ เวลาเทศน์ธัมมจักฯ นี่อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค ภิกษุไม่ควรเสพ ๒ ส่วนนี้ ๒ ส่วนนี้เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสบมาทั้งหมดไง ให้มัชฌิมาปฏิปทา ถ้ามัชฌิมาปฏิปทาแล้วทำไมว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอดอาหาร แล้วมาฉันอาหารของนางสุชาดา ๔๙ คำนี่ ได้เป็นอนาคามิมรรค

นี่ถ้าได้เป็นอนาคามิมรรคนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจะบอกว่า ไม่ห้ามการอดอาหารนั้น เวลาอดอาหาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขียนไว้ในพระไตรปิฎกห้ามไว้ ห้ามไว้เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอดอาหารเฉยๆ เพราะมรรคมันยังไม่เกิดไง ถ้ามรรคมันเกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอดอาหารอย่างนั้น แล้วพลิกกลับมา ปัญญามันก็เกิดได้ เพราะมีธรรมใช่ไหม ธรรมเป็นหลักเป็นเกณฑ์

แต่นี้มันไม่มีธรรมเป็นหลักเป็นเกณฑ์ อดอาหารก็อดอาหารเฉยๆ อดอาหารโดยคิดว่าการอดอาหารนั้นเป็นการชำระกิเลสไง นี่อนาคามิมรรคมาจากไหน ในเมื่อการอดอาหารนั้นอดเฉยๆ อดอาหารจนสลบ สลบไปถึง ๓ หนนะ กลั้นลมหายใจสลบไป ๓ หน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วถึงบัญญัติไว้ว่า “ห้ามอดอาหาร” เพราะถ้าคนมีกิเลสอยู่ การปฏิบัติไม่เข้าใจสิ่งนี้ จะกลายเป็นว่าคิดว่าการอดอาหารนี้จะเป็นการชำระกิเลสไง

แต่เจ้าชายสิทธัตถะได้ประสบการณ์อย่างนี้มาแล้ว ถ้าอดเฉยๆ นี้มันไม่ใช่มรรค ถ้าไม่ใช่มรรคมันก็จะเป็นอนาคามิมรรคไปไหน ในเมื่อมันไม่ใช่มรรคขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สั่งห้ามเลยว่าห้ามอดอาหารนะ

แต่ในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เพราะย้อนกลับไปดูว่าเวลาเราอดอาหารนี่มันเกิดพลังงานมาก เพราะสมาธิมันจะแน่นมาก สิ่งที่สมาธิแน่นมากนี่มันจะหมุนกลับมา เวลาอานาปานสติแล้วกำหนดลมหายใจเข้ามา พอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นประโยชน์ตรงนี้ ถึงบัญญัติห้ามว่า ห้ามพระอดอาหาร เพราะถ้าพระไม่มีปัญญา พระผู้ที่ไม่มีปัญญานะ จะเห็นว่าการอดอาหาร...เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำอยู่ในพระไตรปิฎก ก็จะทำตามไง

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปิดช่องไว้ให้กับผู้ที่ฉลาด เพราะอะไร เพราะธรรมะมีแล้ว เพราะมรรคขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ถึงได้วางหลักไว้ว่า ถ้าใครอดอาหารโดยเปล่าประโยชน์ ใครอดอาหารเพื่ออวดอ้าง ว่าฉันนี้เป็นคนอาหาร ฉันเป็นพระปฏิบัติ หรือฉันอดอาหารเพื่อลาภสักการะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรับอาบัติทุกกฏ ทุกกิริยาเคลื่อนไหว ปรับอาบัติทุกกฏ ทุกเวลาที่ต้องการลาภนั้น แต่ถ้าภิกษุอดอาหารอยู่ในป่าในเขา อดอาหารเพื่อชำระกิเลส ตถาคตอนุญาต

นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนุญาตให้อดอาหารเป็นมรรคไง เป็นมรรคหมายถึงว่ามีปัญญาใคร่ครวญไง การอดอาหารนี้เพื่อจะให้ร่างกายธาตุขันธ์นี้เบาลง ธาตุขันธ์นี้เบาลงแล้วจิตมีอิสระมากขึ้น ทำความสงบของใจได้มากขึ้น

สิ่งที่ทำความสงบของใจได้มากขึ้น เวลาย้อนกลับมาเป็นมรรคขึ้นมา มันจะเกิดพลังงานขึ้นมหาศาลเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเปิด “ถ้าผู้ใดอดอาหารเพื่อเป็นการชำระกิเลส เป็นอุบายวิธีการ ตถาคตอนุญาต”

แล้วอนาคามิมรรคมันมาจากไหน ในเมื่ออดอาหารก็อดอาหารเฉยๆ อย่างนั้น แล้วยังบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎกว่าห้ามอีกต่างหาก ห้ามอดอาหารนั้น แล้วพอฉันอาหารของนางสุชาดา ๔๙ คำ นั้นได้อนาคามิมรรค แล้วภิกษุอีกองค์หนึ่งบอกว่าได้อนาคาผลอีกต่างหากนะ

ได้อนาคาผล แล้วผลมันมาจากไหน ในเมื่อมรรคสามัคคี มรรครวมตัวมันมาจากไหน มรรคมันไม่มีน่ะ มรรคยังไม่มีเพราะธรรมยังไม่เกิด สิ่งที่ธรรมเกิดตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลองผิดลองถูกมาขนาดนี้นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นบุญญาธิการมหาศาล แล้วใคร่ครวญสิ่งนี้ย้อนกลับมาไง

พอย้อนกลับมานี่ ถึงบอกว่า ย้อนกลับมาอานาปานสติ ฉันอาหารของนางสุชาดาเพื่อให้ร่างกายนี้ทรงตัวได้ ว่าฉันอาหารของนางสุชาดา ๔๙ คำ เพื่อเสวยวิมุตติสุขได้ ๔๙ วัน เวลาเข้าวิมุตติสุข เข้าสมาบัติ เข้านิโรธ ร่างกายจะหยุดการทำงานทั้งหมด ไม่ต้องฉันอาหารก็อยู่ได้ ไม่ต้องทำอะไร เพราะอวัยวะทุกอย่าง สิ่งต่างๆ ในร่างกาย อวัยวะต่างๆ มันจะหมุนสงบตัวของมันเอง

สิ่งที่สงบตัวมันเอง ไม่ต้องไปห่วงกังวลว่าเข้า ๔๙ วันแล้ว จะปัสสาวะตรงไหน จะอุจจาระตรงไหน ไม่ต้องไปคิดถึงมัน เวลาจิตมันเข้าสมาบัติ มันเข้านิโรธ เข้าวิมุตติสุข มันจะไปห่วงหากับ ๔๙ วัน เพื่อมาพยุงธาตุขันธ์ ๔๙ วันเพื่ออะไรอีก

นี่มันเป็นความเห็น เป็นการตีความ เป็นผู้จดจารึกมีภูมิคุณธรรมขนาดไหน ผู้จดจารึกไม่มีภูมิธรรมก็จินตนาการไปทางร่างกายปกติ แต่ผู้ที่เข้าถึงความสุขอันนั้นน่ะ ทำไมอดอาหารได้ ทำไมอดนอนได้ อดได้ทุกอย่าง ขณะที่เดินวิปัสสนาอยู่นี้ แล้วเวลาเข้าเป็นผลแล้วมันมีความสุขมหาศาล สรรพสิ่งในร่างกายนี้สงบตัวหมดเลย มันอยู่ของมันโดยธรรมชาติของมัน สงบตัวอย่างนั้น เพราะด้วยบารมีธรรมไง

สิ่งที่พยายามเกิดขึ้นเห็นไหม ถึงกับย้อนกลับมาอานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อให้เป็นสัมมาสมาธิ “สมาธิ” สิ่งที่ไปติด ได้สกิทาคามิมรรคกับอาฬารดาบส แล้วไปกามสุขัลลิกานุโยค ความสุข ความติดในสมาธินั้น สมาธินั้นมีความสุขมาก ติดสมาธินั้นมันก็ไปไม่ได้ จนอาฬารดาบสบอกว่า “เจ้าชายสิทธัตถะทำสมาบัติได้เหมือนเรา ให้เป็นศาสดาสอนลูกศิษย์ลูกหาต่อไปได้ เพราะเป็นศาสดาแล้ว เพราะมีความเข้าใจแล้ว” นี่กามสุขัลลิกานุโยค เวลาอดหาร เวลาทำทุกรกิริยาต่างๆ นี่อัตตกิลมถานุโยค แต่อัตตกิลมถานุโยคเพราะยังไม่มีมรรคไง แต่เวลากลับมาฉันอาหารให้ร่างกายทรงตัวขึ้นมา แล้วเริ่มอานาปานสติ สิ่งที่เป็นอานาปานสติขึ้นมาเพื่อให้จิตเป็นสัมมาสมาธิ เพื่อให้มีสัมมาสติ

สิ่งที่เวลาจิตสงบขึ้นมา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ สิ่งที่สร้างสมมานี่สร้างสมมามหาศาล ไม่ใช่จู่ๆ สิ่งนี้รองรับมาแล้ว เกิดตั้งแต่ลุมพินีนะ “เราเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย จะไม่กลับมาเกิดอีก” แล้วชีวิตที่ประสบการณ์สิ่งนี้มา เพราะในชาติปัจจุบันก็ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ในชาติปัจจุบัน เพราะสิ่งนี้ยังไม่บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาดก คือการย้อนกลับไปเห็นสภาวะนั้นยังไม่เกิดไง

พอจิตนี้เริ่มสงบ ย้อนกลับ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ในเมื่อบุพเพนิวาสานุสติญาณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ปัญญาแล้วบอกว่า “นี้ไม่ใช่” เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เป็นสุภาพบุรุษ เป็นมหาสุภาพบุรุษมาก พอย้อนกลับมา พอไปนี่มันไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ดึงย้อนกลับ ดึงกลับมา

ในมัชฌิมยาม จุตูปปาตญาณ ก็ว่าไม่ใช่ ในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าไม่ใช่ มรรคมันอยู่ไหน ก็บอกว่า สิ่งนี้มันย้อนไปอดีต มันสาวไปอดีต แล้วก็ย้อนกลับไปอนาคต การเกิด การตายนี่มันไม่ใช่ ถ้ามันไม่ใช่คือมรรคมันยังไม่มีสิ ย้อนกลับมาที่อาสวักขยญาณต่างหากล่ะ นี่ขิปปาภิญญา

จู่ๆ จะมาเกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้...ถูกต้อง จู่ๆ ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะต้องสร้างบารมีมา ๑๖ อสงไขย แสนมหากัป ๘ อสงไขย ๔ อสงไขย จะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันจู่ๆ มาจากไหน ถ้ามันไม่มีสิ่งนี้รองรับใจดวงนี้มา สิ่งนี้รองรับใจดวงนี้มาจนย้อนกลับมาทำลายกิเลสขาดออกไป นี่ทำลายกิเลสขาดออกไปจากใจ พร้อมกับขิปปาภิญญาไง

เวลา สาวก สาวกะ อนุพุทธะยังสามารถทำขิปปาภิญญาได้ แล้วพระโพธิสัตว์สร้างสมบารมีมาขนาดนี้ทำไมทำขิปปาภิญญาไม่ได้ ขิปปาภิญญาคือความตรัสรู้ในขณะนั้น แต่ก็วางไว้มรรค ๔ ผล ๔ เพื่อเวไนยสัตว์ บัว ๔ เหล่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาสภาวะแบบนั้น เสวยวิมุตติสุข สุดท้ายแล้วไปเทศน์กับปัญจวัคคีย์ เรื่องธัมมจักฯ “ทาง ๒ ส่วนไม่ควรเสพ”

ไปหาปัญจวัคคีย์ก่อน ปัญจวัคคีย์ไม่รับ เพราะเห็นว่าเป็นผู้กลับมามักมาก เป็นผู้ที่ขนาดทำทุกรกิริยาอย่างนั้นยังตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ แล้วกลับมาฉันอาหารอย่างนี้ กลับมาเป็นผู้มักมาก มันจะสำเร็จไปได้อย่างไร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกกับปัญจวัคคีย์นะ “เธอเคยได้ยินไหม ที่เราบอกว่าเราเป็นพระอรหันต์” นี่มหาสุภาพบุรุษ ขณะที่ไม่เป็นพระอรหันต์ก็บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ความรู้สึกอันนั้นก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เพราะมรรคมันยังไม่มี ศาสนาพุทธยังไม่เกิด

แต่เวลาตรัสรู้ธรรมขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะตรัสรู้ธรรม มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับมีพระธรรม แต่ยังไม่มีพระสงฆ์ เห็นไหม ถ้ามีมรรคอย่างนี้ เราอยู่กันเป็น ๖ ปี มันต้องมีการสอนกันบ้าง นี่ขนาดปัญจวัคคีย์ไม่ฟังเลยล่ะ

ถึงเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “เคยได้ยินได้ฟังไหมว่าเราเป็นพระอรหันต์” จนปัญจวัคคีย์ยอมฟังเห็นไหม แสดงธัมมจักฯ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค “เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนที่ภิกษุไม่ควรเสพ”

มัชฌิมาปฏิปทา คือความเห็นเป็นทางสายกลางที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้อาสวักขยญาณชำระกิเลสมาอยู่นี้ นี้เป็นประจักษ์พยานกับใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัจจญาณ กตญาณ กิจจญาณ นี่เกิดตรงนี้ เกิดตรงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงออก มรรคมันถึงเกิดต้องนี้ไง ธรรมจักร จักรของธรรมได้เคลื่อนแล้ว เทวดาส่งเป็นชั้นๆ ขึ้นไป

พระอัญญาโกณฑัญญะฟังสิ่งนี้ นี่พร้อมอยู่แล้ว เพราะปฏิบัติมากับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่อุปัฏฐากอยู่ ทำใจสงบมาอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำความสงบของใจอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้มา พอธรรมเข้ามา นี่เหมือนสิ่งที่ว่าวัวปากคอก เปิดคอกออกก่อน พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระสงฆ์องค์แรกของโลก นี่ธรรมจักรเกิดอย่างนี้ มรรคเกิดอย่างนี้ เป็นพยานกันตั้งแต่พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระสงฆ์องค์แรกของโลก เพราะมรรคอันนี้มันเกิดขึ้น เพราะมรรคอันนี้ทรงตัว มรรคนี้ถึงแสดงตัวออกมาให้พระอัญญาโกณฑัญญะแสดงความเป็นสภาวะแบบนี้ไง เห็นไหม สภาวะเกิดอย่างนี้สิ

สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนา สร้างสมบารมีมหาศาล ไม่ใช่จู่ๆ หรอก เป็นเพราะบุญญาธิการ เป็นเพราะการสะสมมา เป็นเพราะสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสมมาขนาดนั้น แต่การตีความของผู้จดจารึกก็จดจารึกตีความอย่างนั้นไป

แล้วเวลาหลวงปู่มั่นล่ะ หลวงปู่มั่นท่านเกิดนะ เหมือนเจ้าชายสิทธัตถะเกิดจากสวนลุมพินี ว่าจะเกิดมาชาตินี้ชาติสุดท้าย หลวงปู่มั่นก็สร้างนะ หลวงปู่มั่นสร้างขึ้นมา เพราะหลวงตาเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่มั่นท่านเล่าว่า ท่านปรารถนาเป็นพุทธภูมิ เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วสร้างสมบุญญาธิการเป็นพระโพธิสัตว์มา แล้วมาตรัสรู้ด้วยบุญญาธิการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ไม่มีศาสนา มรรคไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงต้องตรัสรู้ สยัมภู ตรัสรู้ด้วยตนเอง

แต่องค์หลวงปู่มั่น ท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วท่านมาเกิดในท่ามกลางศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางศาสนาไว้แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางศาสนาไว้แล้ว แล้วองค์หลวงปู่มั่นมาปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วมาประพฤติในศาสนานี้ก็ต้องมาสร้างสมบุญญาธิการ

สิ่งที่สร้างสมบุญญาธิการไป “พระโพธิสัตว์” สิ่งที่พระโพธิสัตว์จะไม่เกิดมรรค ทั้งๆ ที่มรรคในศาสนาพุทธ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางไว้แล้วนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศธรรมมา นี่ตู้พระไตรปิฎกเห็นไหม อย่างที่ว่าหลวงตาท่านบอกว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์จับต้องได้ แล้วเป็นประโยชน์หมด

แต่หลวงปู่มั่นท่านก็มีพระไตรปิฎก แล้วท่านก็ศึกษาพระไตรปิฎกอยู่ แต่เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ย้อนกลับเข้ามา หลวงตาบอกว่า หลวงปู่มั่น เวลาท่านภาวนาเข้ามา เวลาจิตสงบเข้ามา สงบเข้ามา สิ่งที่สงบเข้ามานี่ชาดก สิ่งที่เป็นชาดก เพราะองค์หลวงปู่มั่นท่านก็ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ท่านก็สร้างบุญญาธิการของท่านมามาก สิ่งที่ท่านเห็นเป็นนิมิต เห็นว่าเดินไปถึงจุดหนึ่ง ทางขาด เดินไป ย้อนกลับ เดินไป ย้อนกลับ นี่เป็นความสงบของใจไง

สภาวธรรมที่เจ้าชายสิทธัตถะเห็นก็สภาวะแบบนี้ไง สิ่งที่ “ธรรมมีอยู่แล้ว ธรรมมีอยู่แล้ว” แต่เวลาหลวงปู่มั่นไปเห็นสภาวะแบบนั้นกลับมา มันจะเจริญแล้วก็เสื่อม แล้วไปปรึกษาหลวงปู่เสาร์นะว่า “จิตสภาวะเป็นแบบนี้ จะแก้อย่างไร จะแก้อย่างไร” หลวงปู่เสาร์ก็แก้ให้หลวงปู่มั่นไม่ได้ จนหลวงปู่มั่นพยายามย้อนกลับมาตลอด ย้อนกลับขึ้นมาจนเข้าใจว่า ตัวเองปรารถนาพุทธภูมิ สิ่งที่หลวงปู่มั่นจะมาปลดเปลื้องความปรารถนาพุทธภูมินี่กี่พรรษา

ความที่หลวงปู่มั่นบอกว่า หลวงปู่มั่นได้โสดาบันที่วัดที่อุบลฯ เห็นไหมว่าพรรษา ๓

สิ่งที่เป็นพรรษา ๓ สิ่งนี้เพราะหลวงปู่มั่นท่านปรารถนาพุทธภูมิ แล้วท่านพยายามแก้ไขความเป็นพุทธภูมิของท่าน ความแก้ไขพุทธภูมินะ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจะเข้าใจสภาวะแบบนี้ เวลาจิตมันสงบเข้ามา เพราะหลวงปู่มั่นท่านสร้างบุญญาธิการมามาก เวลาทำความสงบขึ้นมาจะเห็นนิมิต เห็นว่าขี่ม้าข้ามขอนชาติ ข้ามทุกๆ อย่าง

ข้ามขอนชาตินี่ก็เหมือนกับเจ้าชายสิทธัตถะประกาศว่า “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” เพราะว่าสิ่งนี้สร้างสมบุญญาธิการมา แต่จิตสำนึกมันมีความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ นี่มันจะขวางสิ่งนี้ มันจะพาสิ่งนี้ไปไม่ได้ ถ้าพาสิ่งนี้ไปไม่ได้ เวลาย้อนกลับเข้ามา บุญญาธิการบอกแล้ว สิ่งที่บอกแล้ว แต่ก็ยังติดไง ย้อนกลับเข้ามา ความสงบเข้ามา ถึงที่สุดแล้วเวลาจิตสงบเข้ามาจะเห็นสภาวะต่างๆ เห็นหมด เป็นชาดก เป็นความเห็น เพราะสร้างบุญญาธิการมามาก แต่ชาดกไม่ใช่อริยสัจ สิ่งที่เป็นชาดก เป็นสิ่งที่กระทบกับใจ ใจนี้ไปเห็นสภาวะแบบนั้น ใจนี้มีความอุกอาจ มีความกล้าหาญ มีความประพฤติปฏิบัติ แต่มันก็เป็นอนิจจัง มันก็เสื่อมสภาวะแบบนั้น ปรึกษาใครก็ไม่ได้ ปรึกษาใครก็ไม่มี ถึงพยายามย้อนกลับไง ย้อนกลับเข้ามา ถึงที่สุดแล้วต้องทำความสงบของใจ

ทำไมหลวงปู่มั่นสอนให้แม่ชีที่หนองผือ ให้ตัดกระแสจิตที่ไปเกิดในครรภ์ เอาจิตนี้ไปตัดสภาวะแบบนั้น นี่เวลาสอนสอนลูกศิษย์ผู้ที่มีความกังวลในใจ มีความเป็นไปของเรื่องของกรรม จะให้เอาจิตนี้ ความสงบของจิตนี้ไปตัดกระแสอันนั้น กระแสคืออุปาทานความยึดนะ ความยึดความปรารถนาอันนั้น ความอาลัยอาวรณ์ ความสิ่งที่เป็นสมบัติที่เราสร้างสมมา เราสร้างสมบุญญาธิการมามาก สิ่งที่สร้างสมบุญญาธิการมามาก มันอาลัยอาวรณ์ เหมือนกับเราผลักสมบัติเราทิ้งนี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร นี่เป็นจิตใต้สำนึก

แล้วเวลาจะทำจิตเข้าไป กำหนดจิตเข้าไป ต้องไปตัดสิ่งนี้ พอไปตัดสิ่งนี้ ตัดอันนี้ขาด พอตัดอันนี้ขาด ย้อนกลับเข้ามาวิปัสสนา พอย้อนกลับเข้ามาวิปัสสนา ยกขึ้นวิปัสสนาได้ เพราะพุทธภูมิ ความปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ปิดกั้น ถ้าความปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งนี้คือสมบัติอยู่นี่ มันเข้าถึงสภาวะแบบนี้ไม่ได้ ถ้าผู้ที่ภาวนา จะเข้าใจเรื่องความติดไง ติดอย่างนี้มันจะเข้าได้ฌานสมาบัติ

สิ่งที่ฌานสมาบัติจะรู้สิ่งที่เป็นชาดก เป็นนิทานมหาศาลเลย แล้วจะแก้ไขเรื่องกรรม กรรมของสัตว์โลกนี่จะสร้างสม เพราะเป็นพระโพธิสัตว์ตลอดไป พระโพธิสัตว์ต้องรื้อสัตว์ขนสัตว์ จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ จะช่วยเหลือชาวโลก จะปลดเปลื้องกรรมของสัตว์โลก จะช่วยให้สัตว์โลกมีความสุข จะปรารถนาสิ่งนั้น นี่ถ้าเข้าฌานสมาบัติมันจะได้อย่างนี้ แต่เวลาจะเข้ายกขึ้นวิปัสสนา เห็นไหม กลับมาตัดความปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ไม่มีศาสนา พยายามรื้อค้น แต่หลวงปู่มั่นเกิดท่ามกลางศาสนา แล้วจะเกิดซ้อนเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ ๒ ไม่มี พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเกิดได้องค์เดียว ในเมื่อศาสนาของสมณโคดมยังอยู่นี้ ใครจะมาเกิดซ้ำ ถึงต้องกลับมาตัดตรงนี้ไง กลับมาตัดความผูกพันเป็นพระโพธิสัตว์นี้ขาด พอขาดนี่ย้อนกลับเข้าไปวิปัสสนา

นี้เพราะหลวงตาเล่าว่า เวลาย้อนกลับมา หลวงปู่มั่นย้อนกลับมายกขึ้นวิปัสสนา “ทางนี้ถูกต้อง” เห็นไหม “ทางนี้ใช่ ทางนี้ถูกต้อง” เวลาหลวงปู่มั่นมาในกรุงเทพฯ เห็นสภาวะดินหนุนดิน มันเป็นธรรมไง สภาวธรรมนี้เกิดได้ หลวงปู่มั่นพูดอย่างนั้นว่าสภาวธรรมมันเกิด “สภาวธรรม” เหมือนกับเจ้าชายสิทธัตถะเห็นสภาวะของอสุภะไง เห็นสภาวะของผู้ที่นอนอยู่ กลิ้งไปเห็นไหม นี่สภาวะอย่างนี้เกิดได้ สภาวธรรมเกิดได้ แต่สภาวะของมรรคอยู่ที่ไหน สภาวะอยู่ที่มรรคเห็นไหม พยายามค้นคว้าไง

เวลาไปอยู่ที่ลพบุรี ว่าพรรษา ๑๒ หลวงปู่มั่นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าหลวงปู่มั่นปรารถนาว่า ถ้าสำเร็จแล้วจะอดอาหาร มีชาวบ้านเขามาถวายอาหาร ถึงต้องฉันของเขาไง นั้นเป็นกรรมนะ

แต่เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกว่า หลวงปู่มั่นเวลาแสดงธรรม บอกว่า “มีพระองค์หนึ่ง ภาวนาได้พรรษา ๒ หรือ พรรษา ๓ ภาวนาได้เท่าเราที่ถ้ำสาริกา”

ที่ถ้ำสาริกานะ ในหนังสือว่า หลวงตาบอกว่าหลวงปู่มั่นสำเร็จที่ถ้ำสาริกา กับที่เชียงใหม่

ไม่ได้สำเร็จที่ถ้ำสาริกา แต่ขณะที่ไปประพฤติปฏิบัติที่ถ้ำสาริกานั้น กับพระองค์หนึ่งที่พรรษา ๒ พรรษา ๓ นี้เสมอกับท่าน แล้วหลวงปู่เจี๊ยะท่านก็ภาวนาขึ้นมา ท่านมีหลักเกณฑ์ของท่าน ทำไมจะไม่รู้กันว่ามันถึงตรงไหน

สำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่ถ้ำสาริกา เป็นไปไม่ได้

เพราะพรรษาที่ ๒๒ ไม่ใช่พรรษา ๑๒ ที่ลพบุรี พรรษาที่ถ้ำสิงโตนั้นพรรษา ๑๒ เห็นไหม พรรษา ๑๒ นั้นสภาวธรรมเกิด สภาวธรรมเกิด แล้วหลวงปู่มั่นก็บอกว่า เวลาแสดงธรรมนี่ ผู้จดจารึก ผู้ที่มีภูมิธรรมจะจับได้ขนาดไหน หลวงปู่มั่นไม่เคยบอกอะไรเด็ดขาด แต่บอกหลวงตาเป็นการส่วนตัวเด็ดขาด แต่ท่านไม่ออกมาเปิดเผย เพราะมันเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ผู้จดจารึกมีธรรมในหัวใจ เห็นไหม

หลวงปู่มั่นอยู่ที่ถ้ำสาริกา ได้สภาวธรรม ได้กำลังมหาศาล กำลังมหาศาลอยู่ที่ถ้ำสาริกา จิตส่งออกมาดูพระอุบาลีที่กรุงเทพฯ กำลังพิจารณาปฏิจจสมุปบาทอยู่ กำหนดวันไว้ มาถามพระอุบาลี ท่านก็พูดว่าอย่างนั้นว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เวลากำหนดจิตลงมาดูผู้เฒ่า พระผู้เฒ่า หลวงตาผู้เฒ่าสร้างครอบครัวตลอด คิดไปตลอด ไปบอกเขา

สภาวธรรมอย่างนี้เกิด เพราะองค์หลวงปู่มั่นนี้ปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน สิ่งที่ปรารถนานี้จะมีบุญญาธิการมหาศาล เวลาธรรมแจ่มแจ้งขึ้นมาในหัวใจ ตัดกิเลสขาดออกไปจากใจ ส่วนหนึ่งๆ แล้วหลวงปู่มั่นก็สั่งสอนลูกศิษย์มา จนหลวงปู่มั่นพูดกับหมู่คณะว่า “ยังไม่แล้ว” พรรษที่ ๒๒ แล้วก็บอก “ยังไม่แล้วๆ ยังมีคาอยู่ในหัวใจ” ถึงปลีกตัวออกไปเชียงใหม่

เวลาปลีกตัวออกไปเชียงใหม่เพื่อหลบไปจะเอาตัวเองให้รอดให้ได้ เพราะถ้าตัวเองไม่รอด เห็นไหม ดูสิ ดูอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค มันเป็นส่วนที่จิตมันเป็นมรรคแล้วมันจะมีผล มีผลเพราะเกิดมรรคา เกิดมรรคญาณขึ้นมาชำระอย่างนั้น มันจะส่งขึ้นไป

นี่เหมือนกัน เพราะเวไนยสัตว์กึ่งพุทธกาล องค์หลวงปู่มั่นขึ้นไปเชียงใหม่ ไปแสดงธรรมอยู่ที่เชียงใหม่ ท่านเจ้าคุณอุบาลีนี้ท่านเป็นเจ้าคณะภาค ท่านนิมนต์หลวงปู่มั่นขึ้นไป แล้วหลวงปู่มั่นไปแสดงธรรมต่อหน้าพระอุบาลีที่ศาลาวัดเจดีย์หลวง เจ้าคุณอุบาลีบอกว่า “หลวงปู่มั่นแสดงธรรมระดับพระอนาคามี”

นี่หลวงปู่มั่นแสดงธรรมอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงนั้น แสดงธรรมระดับอนาคามีนะ แล้วหลวงปู่มั่นพยายามหลบหลีกเข้าไปในป่า ไปประพฤติปฏิบัติอยู่ในป่า ค้นคว้า สูงส่งมาก พยายามค้นคว้า นี่ธรรมจะเป็นสภาวะแบบนั้น สิ่งที่สภาวธรรมย้อนกลับเข้ามาถึงจะเป็นสภาวธรรมของใจดวงนั้นไง หลวงปู่มั่นค้นคว้าสิ่งนี้ ค้นคว้าจนอยู่ที่เชียงใหม่ สำเร็จที่เชียงใหม่ พรรษาอย่างน้อยต้อง ๓๐ กว่าเกือบ ๔๐ ไม่สามารถระบุพรรษา เพราะไม่เข้าใจว่าพรรษาไหน ไม่ใช่พรรษา ๑๒

ฉะนั้น พอสำเร็จจากนั้นมาแล้วหลวงปู่มั่นอยู่ที่เชียงใหม่ ๑๑ ปี ย้อนกลับมาก็วัดป่าโนนวิเวก ย้อนกลับมาก็หนองผือ...สามผงที่ว่าพูดถึงสิ่งสภาวะแบบนั้น “สภาวธรรม” สิ่งที่ว่าเวลากิเลสมันติด มันก็จะติดนะ แต่ถ้ากิเลสมันพ้นออกไปจากใจแล้ว สภาวธรรมนั้นเป็นความจริง แล้วบอกไว้เวลาแสดงธรรม ไม่แสดงธรรมบอกเด็ดขาด เพราะบอกเด็ดขาด สาวกผู้ที่จดจำจะต้องเอาสิ่งนั้นมาเป็นสัญญา เอาสิ่งนั้นมาเป็นประโยชน์กับตัวไง ถึงบอกว่า ให้เป็นผู้ที่ชี้นำ ให้ผู้ที่เข้าใจ

แล้วบอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนไทย

สิ่งที่ถ้าเป็นคนไทยนะ ถ้าตามชาดกที่หลวงปู่มั่น...ดูนะ ถ้าพูดถึงว่าตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เพราะมคธ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นชาวสักกะใช่ไหม สิ่งนี้โยนมา แล้วถ้าพูดถึงว่าชาวมคธอพยพมาตั้งแต่อเล็กซานเดอร์เข้าไปโจมตี นี่มันก็เป็นไปได้ เป็นไปได้ว่าการอพยพ เพราะอะไร เพราะพระเรานี่นะ เวลาเดินธุดงค์ไปเข้าพม่าแล้วออกอินเดีย เดินไปเดินกลับอยู่เป็นประจำ

พระเรานี่เวลาเดินธุดงค์ออกพม่าแล้วผ่านขึ้นไปอินเดีย ไปสังเวชนียสถานทั้งหลาย พระเราเดินธุดงค์อยู่แล้ว สิ่งที่อพยพมา ถ้าอย่างนั้นแล้ว เพียงแต่ว่าองค์หลวงปู่มั่นบอกว่า “สายสัมพันธ์ไง” มนุษย์เป็นชาวอินเดียในสมัยนู้น แต่ถ้าว่าเป็นเผ่าพันธุ์นะ

แต่ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าเมืองไทย น่าจะเป็นหลวงปู่มั่น ถ้าเป็นคติธรรม หลวงปู่ท่านพูดเป็นคติ เป็นตัวอย่าง ใครจะมีปัญญาจับคติธรรมตรงไหนมาเป็นประโยชน์ ถ้าคติธรรมเกิดขึ้นมาเป็นประโยชน์จะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คน

เห็นไหม ถึงว่า กิเลสนี้ร้ายกาจมาก เพราะกิเลสนี้บิดเบือนไปทั้งหมด การจดจารึกโดยกิเลสไง นี่กิเลสนี้เป็นมลทิน สิ่งที่เป็นมลทิน เห็นไหม หลวงปู่เจี๊ยะท่านถึงบอกว่า “จะไม่อยากให้ผู้ที่ออกหนังสือนี้มา ผู้ที่มีปัญญานะ ถ้าอ่านหนังสือแล้วจะว่าหลวงปู่มั่นติดในสมาธิ”

ถ้าหลวงปู่มั่นติดในสมาธิเหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปอยู่กับอาฬารดาบส แล้วว่าได้สกิทาคามิมรรค มันติดสุข มันเป็นกามสุขัลลิกานุโยค มันไม่เกิดมรรค ถ้ามันเกิดสภาวะมรรคมันเกิดขึ้นมา สิ่งนี้มันเป็นเครื่องหนุน มรรคเกิดเพราะอะไร เพราะว่าสัมมาสมาธินี้เป็นหนึ่งเดียวในมรรค ๘ สิ่งที่มรรค ๘ มันจะย้อนกลับเข้ามาอย่างไร เพราะความสงบแล้วตีสภาวะแบบนั้น มันเป็นความลึกลับไง

ถึงบอกว่า มีสุตมยปัญญา มีจินตมยปัญญา มีภาวนามยปัญญา ถ้าใครไม่เคยเกิดความเป็นภาวนามยปัญญาจะไม่เข้าใจสภาวะสิ่งนี้ ถ้าไม่เข้าใจสภาวะสิ่งนี้เห็นไหม จดจารึกมามันก็บิดเบือน นี่มันเป็นความเศร้าหมอง สิ่งที่เป็นมลทินกับครูบาอาจารย์ไง สิ่งที่เป็นมลทินนะ

แต่ถ้าไม่เป็นมลทิน สิ่งที่เชิดชู ครูบาอาจารย์เราเชิดชู เชิดชูเพราะต้องการให้ศาสนานี้ขับเคลื่อนไปโดยความเป็นจริงของศาสนานั้น ในศาสนาพุทธของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกกับสุภัททะ “เรื่องอริยสัจเป็นเรื่องของหัวใจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์อยู่ไหน”

นี้ถ้ามันมีความทุกข์ เวลาหลวงตาจดจารึกธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขียนประวัติของหลวงปู่มั่น ปรึกษาใคร่ครวญสิ่งที่เป็นธรรมกับสิ่งที่เป็นธรรม มันจะเป็นธรรม แล้วมันจะเป็นประโยชน์นะ เป็นประโยชน์กับโลก สิ่งที่เป็นประโยชน์กับโลกมหาศาลเลย แต่สิ่งที่ว่าบิดเบือน บิดเบือนไปเพื่อสิ่งใดล่ะ บิดเบือนไปเห็นไหม แผนที่ผิดแล้วคนมันจะเดินไปไหน ในเมื่อแผนที่ส่งเสริมให้มีการผิดพลาด คนมันจะเดินไปไหน? มันก็เดินไปตามแผนที่นั้น เพราะทุกคนมีกิเลส ทุกคนอยากสะดวกอยากสบาย สิ่งที่อยากสะดวกสบาย เพราะมันมีสิ่งที่ชี้นำ

แต่ธรรมในภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้นมาจากจริต จริตนิสัยตรงกับสิ่งนั้น ตรงกับสิ่งนั้นถึงต้องภาวนาตามจริต ตามอำนาจวาสนาของใจดวงนั้น ถ้าอำนาจวาสนาของใจดวงนั้นย้อนกลับมาถึงใจของตัว สิ่งนี้เป็นประโยชน์กับเรา นี่ธรรมจะเจริญ เจริญตรงนี้ ธรรมเจริญในหัวใจของสัตว์โลก ถ้าธรรมเจริญในหัวใจของสัตว์โลก สิ่งที่เคลื่อนออกไปจากใจที่บริสุทธิ์มันจะเป็นประโยชน์กับสัตว์โลก

สิ่งที่ออกไป เห็นไหม สิ่งที่มีกิเลสเป็นมลทิน เวลากิเลสเป็นมลทินจารึกออกไป มันเป็นสิ่งที่ว่าโต้แย้งไง

๑. เป็นความโต้แย้ง ถ้ากิเลสมันมีความพอใจ มันจะเอาสิ่งนี้เป็นข้ออ้าง สิ่งที่กิเลสมันก็อยากแสดงตัว มันก็อยากจะอ้างอยู่แล้ว แล้วถ้ามีสิ่งนี้มาให้มันอ้าง ให้มันแสดงตัว มันก็เอาสิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยัน

หลวงปู่เจี๊ยะท่านถึงเป็นกังวลว่าถ้าหนังสือออกไปแล้ว ใครอ่านหนังสือแล้ว ว่าหลวงปู่มั่นจะติดในสมาธิ ไม่มีปัญญา ไม่มีมรรคเป็นเครื่องก้าวเดิน

เราถึงย้อนกลับมาไง ย้อนกลับมาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เวลาความรู้สึก เห็นไหม ธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบอยู่นี่ ธรรม สภาวธรรมมีอยู่แล้ว นั้นเป็นสภาวธรรม แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีบุญญาธิการมหาศาล สร้างบุญญาธิการมหาศาลถึงจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ค้นคว้ามรรคเกิดขึ้นมาจากใจของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ววางธรรมไว้ แล้วเราก้าวเดิน นี่ธรรม ธรรมที่ว่าแก้กิเลสได้ มันเป็นธรรมอันนี้ มันไม่ใช่เป็นชาดก มันไม่ใช่เป็นนิทานอันนั้น ชาดกนิทานอันนั้นเป็นการส่งเสริม เป็นการสะสม เป็นการสร้างวัฏวนไง

บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ย้อนไปอดีตชาติไม่มีที่สิ้นสุด ย้อนไปขนาดไหนก็ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วเวลาเราสร้างสมบุญญาธิการขึ้นมา สร้างสมขึ้นมา สร้างคุณงามความดีขึ้นมาครั้งหนึ่งก็สะสมลงที่ใจ สร้างบาปอกุศลครั้งหนึ่งก็สะสมลงที่ใจ แล้วใจนี้ใคร่ครวญมาเป็นจริตเป็นนิสัย แล้วเราใคร่ครวญขึ้นมา มันถึงว่าเป็นประโยชน์ของเราไง

ในพระไตรปิฎก หลวงตาท่านยังบอกว่า “มีแง่มุม การจดจารึกที่มีความผิดพลาด” สิ่งที่ผิดพลาด แต่ท่านย้ำเลย “แต่ไม่เป็นเครื่องกังวลกับภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นความกังวล อย่าไปเป็นกังวลกับสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นเพราะความจดมาผิดพลาด แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็มีอยู่”

นี้ก็เหมือนกัน ถ้าสิ่งที่ว่าหลวงตาท่านเขียนไว้เป็นแง่บวก เป็นแผนที่ที่ถูกต้อง เป็นแผนที่ธรรม เราก็ยึดอันนั้นไปก่อนสิ เรามีสิ่งที่เปรียบเทียบ แล้วสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ไหม สิ่งที่เป็นประโยชน์ ตั้งแต่ผู้จดจารึกเป็นที่น่าเชื่อถือ แล้วออกมานี่มันไม่ไปขัดแย้งกับสิ่งต่างๆ ทั้งหมด สิ่งที่ขัดแย้งเพราะใจก็ขัดแย้ง ใจนี้มีความขัดแย้ง อธิบายออกมาก็ขัดแย้ง

ขัดแย้งเพราะว่ามันไม่เป็นมรรคในความรู้สึกจากใจดวงนั้น มันเป็นการด้นเดา เป็นการคาดหมาย พอคาดหมายแล้วเอากิเลสของเราคาดหมาย เขียนออกมาด้วยกิเลสนี้เป็นผู้ที่จดจารึกมาโดยกิเลสนี้ มันก็ชี้นำไปความผิดพลาด แล้วเราเชื่อตามความผิดพลาดนั้น มันเป็นโอกาสของใคร? มันก็เป็นโอกาสของกิเลสที่จะรื่นเริงอาจหาญ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยายามจะทำให้เรามีความสะดวกที่สุด สิ่งที่สะดวก สิ่งที่เป็นความสำคัญ เป็นหัวใจของศาสนา เวลาเริ่มต้นเห็นไหม เวลาเทศนาว่าการ เริ่มตั้งแต่ทาน เรื่องเนกขัมมะ เรื่องสวรรค์ ให้ดึงขึ้นมา ให้จิตมันพัฒนาขึ้นมา เนกขัมมะออกบวช การออกบวช

สวรรค์เป็นที่อยู่ของใคร? เป็นที่อยู่ของเทวดา เทวดานี่ แม้แต่เป็นเทวดา มีบุญกุศลขนาดนั้นแต่ก็ไม่เข้าใจเรื่องอริยสัจ เพราะอะไร เพราะเขาเสพสุข เขามีแต่ความสุขของเขา แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ ผู้ที่ประพฤติจะเป็นมนุษย์เพราะมีร่างกายและมีจิตใจ สิ่งที่ร่างกายและจิตใจมันเป็นการบีบบังคับ ในเมื่อมีร่างกาย ร่างกายมันต้องมีอาหารของมันตลอดไป เห็นไหม นี่มันเป็นความสุข ความทุกข์ที่เรามีปัญญาใคร่ครวญไหม

สิ่งนี้เป็นสมบัติทั้งหมด เจ้าชายสิทธัตถะเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ยังมีสิ่งที่สะเทือนใจ แม้แต่พระเจ้าสุทโธทนะพยายามจะดึงไว้นะ พระเจ้าสุทโธทนะพยายามปิดกั้นเพื่อจะดึงไว้ในกระแสโลก แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สะเทือนใจสิ่งนี้ แล้วออกประพฤติปฏิบัติ แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์ มันอยู่ติดอยู่แนบกับตัวของเรา ถ้าเราย้อนกลับเข้ามา นี่ยืนยันกับความประพฤติปฏิบัติของเรา ยืนยันกับความเห็นของใจของเรานี้ว่ามรรคมันเป็นอย่างไร

สิ่งที่มรรคเกิดขึ้นมาแล้ว โสดาปัตติมรรคมันจะเกิดขึ้นมา โสดาปัตติมรรคมันจะเป็นอย่างไร ความเห็นสภาวะของกาย เห็นสภาวธรรม ธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นก็เห็นกันอยู่แล้วทั้งๆ ที่ธรรมไม่มี แต่ในปัจจุบันนี้ธรรมมี แล้วเราประพฤติปฏิบัติเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เห็นไหม เราเทียบธรรมได้ แล้วเรามีครูบาอาจารย์คอยชี้นำ “อนุพุทธะ” ผู้ที่ชี้นำก็มี ครูบาอาจารย์ที่ชี้นำถูกต้องก็มี สิ่งที่ชี้นำถูกต้องขึ้นมามันจะย้อนกลับมาแก้กิเลสของเรา

กิเลสของคนอื่นเป็นเรื่องกิเลสของคนอื่นนะ แต่เราต้องเป็นผู้ที่ฉลาด เราเป็นผู้ที่ฉลาดเห็นไหม เวลาว่าการถือศีล ถือศีลต้องมีปัญญา เพราะเราถือศีลแล้ว “ศีล” มีปัญญาใคร่ครวญ ถ้าเราถือศีลโดยที่ว่า เราว่าการงดเว้นทั้งหมดเป็นธรรม...ไม่ใช่ การถือศีลคือความปกติของใจ ศีล สมาธิ ความสงบของใจทำความสงบของใจเข้ามา เพื่อย้อนกลับเข้ามา เห็นไหม ถ้ามีสมาธิ มีพื้นฐาน อริยสัจเกิดตรงนี้

แม้แต่เทวดา อินทร์ พรหม ในวัฏฏะนี้ ไม่ใครรู้จักสิ่งนี้ แต่ถ้าผู้ที่มีสิ่งที่ว่ามีอำนาจวาสนา ทำให้เกิดสิ่งสภาวะแบบนี้ จะย้อนกลับเข้ามาที่ใจของตัว ถ้าย้อนกลับเข้ามาที่ใจของตัว นี่สภาวะมรรคมันจะรู้จักอย่างนี้ไง ถ้ามรรคเกิดขึ้นมาอย่างนี้ เราถึงเข้าใจสภาวะแบบนี้ แล้วใครมันจะหลอกเราล่ะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเข้าใจหลักความจริงอันนี้

สิ่งที่ว่าเป็นแผนที่ผิด มันถึงเห็นความผิดพลาดของแผนที่นั้น แผนที่นั้นจะชี้ผิดพลาดไป แล้วแผนที่นั้นถ้าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไปเชื่อในแผนที่นั้น เดินตามแผนที่นั้น เข้าใจตามสภาวะแบบนั้น มันก็จะติดอย่างนั้นนะ ถ้าใจของคนติดในการประพฤติปฏิบัติ ความก้าวเดินของใจจะเป็นไปไม่ได้ ความก้าวเดินของใจจะติดสภาวะแบบนั้น

แต่ถ้าเราเชื่อครูบาอาจารย์ของเรา เวลาเราประพฤติปฏิบัติต้องมีสติ ต้องมีความเพียรชอบ ต้องพยายามมักน้อยสันโดษ ความมักน้อยสันโดษนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เวลาครูบาอาจารย์ของเราเห็นไหม ปฏิปทาเครื่องดำเนิน ต้องมีความตื่นตัว ทำไมเราต้องมีความตื่นตัวตลอด? ความตื่นตัวคือสติไง ความฝึกสติ ความฝึกความตื่นตัว ความฝึกนี่มันจะเป็นความทุกข์ เพราะเป็นการเป็นงานขึ้นมา เราสร้างงานของเราขึ้นมาในหัวใจของเรา

เราสร้างงานขึ้นมาในหัวใจของเรา มันจะเป็นมรรค ถ้าเราไม่สร้างงานในหัวใจของเราขึ้นมานี่ มันเป็นสมถะ มันเป็นความสงบ เห็นไหม สิ่งที่เป็นความสงบ นี่กามสุขัลลิกานุโยค มันติดอย่างนี้ได้ เพราะมันไม่เป็นมรรค มันถึงติดได้ มันมีความสุข มันมีความพอใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค นี่ทาง ๒ ส่วนเราไม่ควรเสพ ครูบาอาจารย์จะชี้นำตรงนี้ไง

สิ่งที่ชี้นำตรงนี้ แต่ต้องอาศัยมันนะ ถ้าเราไม่ทำสิ่งนี้ขึ้นมา เราไม่มีสิ่งที่ว่าเป็นประโยชน์กับเราขึ้นมา เราไม่มีพื้นฐานขึ้นมา ดูนักกีฬา เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้การจะแข่งกีฬา ต้องทำสถิติให้ได้อย่างนั้น ถึงจะมีโอกาสเข้าแข่งขันนะ นี่เหมือนกัน เราทำสมาธิของเราเข้ามา สิ่งที่ศึกษา สิ่งที่เล่าเรียนอย่างนี้ สิ่งที่ว่าเขาจะมาทำการตลาดอย่างนี้ เราไม่ฟังการตลาดอย่างนั้น เราจะหาตลาดในหัวใจของเรา

ตลาดมันจะวายนะ ความศรัทธาความเชื่อ ทำให้เราลังเลสงสัยนะ ครูบาอาจารย์ว่า ทำอย่างนั้นถึงจะถูก ทำอย่างนี้จะถูก สับสนวิธีการมหาศาลเลย...ไม่สับสน หลักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ศีล สมาธิ ปัญญา” แล้วถ้าปัญญาคือปัญญาความเห็นถูกต้อง ไม่ใช่ปัญญาคดโกง ปัญญามลทินอย่างนั้น ปัญญามลทินอย่างนี้มันเป็นการคดโกง หลอกลวงตั้งแต่ตัวเองนะ เพราะตัวเอง...เวลาพูดถึงความหมายของตัวว่า หลวงปู่มั่นไม่ได้พูดเป็นความเด็ดขาด เป็นการตีความๆ เพราะมันไปว่าใครไม่ได้ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ไหน เพราะหลวงปู่มั่นพูดเป็นคติธรรม

สิ่งที่เป็นคติธรรม ผู้ที่มีปัญญา เป็นคติธรรม เหมือนเราเป็นเด็ก ผู้ใหญ่เขาเตือน ผู้ใหญ่เขาว่า ถ้าเราเก็บสิ่งนั้นมาเป็นประโยชน์กับเรา เราจะได้ประโยชน์กับเรา แต่ถ้าผู้ใหญ่เตือน ผู้ใหญ่ว่าเรามีความโกรธ มีความไม่พอใจ แล้วเราก็ไปทำร้ายผู้ใหญ่ของเราไง เราไปทำร้าย เราไปบิดเบือน เรากล่าวอคติในหัวใจ มันก็เป็นการทำร้ายแล้ว สิ่งที่ทำร้ายในหัวใจของเรานี่มันเป็นสิ่งใดล่ะ

นี่ถ้าเป็นคติธรรม เราคิดออก เราเตือนใจของเรา แล้วเราต้องย้อนกลับเข้ามาดูใจของเรา ถ้าใจของเราเป็นประโยชน์ นี้ศาสนธรรมถึงจะเจริญ สิ่งที่ศาสนธรรมเจริญคือเจริญจากใจของสัตว์โลก สัตว์โลกมีความทุกข์อยู่ในหัวใจมาก ความทุกข์นี้จะเป็นความทุกข์ เป็นความกังวล ความทุกข์มหาศาลเลย ความทุกข์อย่างนี้ ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด ๒ หนล่ะ

เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่สวนลุมพินี “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” แล้วสมบุกสมบันในการค้นคว้าอยู่ ๖ ปี การค้นคว้า ๖ ปีนี่ ปัญญาฝ่ายมรรคมันยังไม่เกิด ปัญญานั้นปัญญาโลกียะไง สิ่งที่เป็นโลกียะ แม้แต่สร้างสมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญญาธิการมหาศาลขนาดนั้น ทำสิ่งใดไม่มีการสูญเปล่า จะได้ประโยชน์ทั้งหมด แต่ก็ไปลองกับสภาวะของโลกที่มา เพราะเป็นการยืนยันกับโลกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ค้นคว้าสิ่งนี้มาแล้ว เห็นไหมสภาวะอย่างนั้น

จนถึงที่สุด เกิดอีกหนหนึ่ง คือเกิดในธรรม เกิดโดยมรรคไง แล้ววางมรรคไว้ นี่กิเลสตายพร้อมกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด พอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด นี่เจาะฟองไข่ออกมาจากอวิชชา เป็นไก่ตัวแรก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบใครไม่ได้ในบุคคลนะ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรม เพราะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นมหาบุรุษสูงสุดในโลกนี้ สิ่งนี้เจริญที่สุด เจริญที่ตรงนี้ไง

เกิดพร้อมกับอวิชชา ดับอวิชชาตายไป แล้วสิ่งที่อวิชชาขับเคลื่อนไป สิ่งนี้มันไม่มีในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เวลาธาตุขันธ์มันกลับไปเป็นสภาวะของมัน นี่สภาวธรรม สิ่งที่เป็นสภาวธรรมเป็นธรรมชาติ สิ่งที่เป็นธรรมชาตินี่เกิดแล้วต้องตาย แต่สภาวธรรม ธรรมชาติอันนั้นคือโอกาสอันหนึ่ง

ในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ว แล้ววางไว้ ๕,๐๐๐ ปี นี่ ๕,๐๐๐ ปีนี้เป็นโอกาสของพวกเรา เราเป็นสาวก เราเป็นสาวกพุทธะ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติได้ มันจะเป็นความเห็นของเราขึ้นมา ถ้าเรามีหัวใจ เรามีความคิดปรารถนาพระโพธิสัตว์ สิ่งนี้มันก็จะกลั้นใจของเรา เรานี่ ประวัติหลวงปู่มั่นเป็นตัวอย่าง เป็นคติ ถ้าเป็นคติ เป็นตัวอย่างเห็นไหม แม้แต่การออกบวช ถ้าเราบวช เป็นความวิบัติ สิ่งที่เป็นวิบัติเห็นไหม การประพฤติปฏิบัติมันก็จะยากเข้า ครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าสงสัยในอุปัชฌาย์ ถ้าสงสัยสิ่งใด จะบวชซ้ำ บวชซ้ำทันทีเลย นี่ทำทัฬหีกรรม บวชซ้ำเข้าไปเพื่อปลดเปลื้องความผูกพันกับสิ่งที่เป็นสภาวะกรรม

เรื่องของศาสนาเห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสวางธรรมวินัยไว้แล้ว ถ้าใครทำผิดธรรมวินัยเป็นอาบัติๆๆ เราถ้าเป็นอาบัติ เราจะปลงอาบัติๆๆ ปลงอาบัติเพื่อจะเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นใหม่เพราะมีกิเลส เราเป็นคนมีกิเลสนะ สิ่งที่มีกิเลสในหัวใจ มันอยากสะดวกอยากสบาย แล้วถ้ากิเลสด้วยกัน เขียนในทางสะดวกสบายให้เราติดในสภาวะแบบนั้น

เห็นไหม เราจะไม่ติดในสภาวะแบบนั้น เราจะต้องมีสิ่งที่เปรียบเทียบ เราจะไม่เชื่อสิ่งนั้นโดยความเห็นของเรา เราจะเชื่อสิ่งนั้นต่อเมื่อเราเทียบเคียงกับธรรม เทียบเคียงกับประวัติหลวงปู่มั่นโดยที่หลวงตาเป็นผู้เขียนมา เพราะหลวงตาไปนอนกับหลวงปู่ขาวเพื่อต้องการความถูกต้อง ไปนอนกับหลวงปู่ชอบ ขณะที่เขียนประวัติ เพราะหลวงตาเล่าให้ฟัง ที่ไปนอนกับหลวงปู่ชอบนี้ก็เพราะต้องการได้ประวัติหลวงปู่มั่น เขียนเสร็จแล้วก็ไปให้หลวงปู่ชอบตรวจทาน

หลวงปู่ชอบก็ตรวจทาน หลวงปู่ขาวก็ตรวจทาน หลวงปู่คำดีก็เป็นที่ปรึกษา หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่วัดอโศฯ หลวงปู่ลี เป็นผู้ตรวจทานเพราะอยู่กับหลวงปู่มั่นมาทั้งหมด สิ่งนี้อยู่กับหลวงปู่มั่นมา แล้วมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นในการเชิดชูครูบาอาจารย์ แล้วครูบาอาจารย์ก็รัก ก็สงวนลูกศิษย์นะ พยายามสร้างสมมา พยายามสั่งสอนมา พยายามเป็นผู้นำชี้นำมา

แต่องค์หลวงปู่มั่นไม่มีครูอาจารย์ มีหลวงปู่เสาร์ก็เป็นผู้ปรึกษา เพราะหลวงปู่เสาร์ก็สร้างสมมาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหมือนกัน นี้ในประวัติหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นว่าไว้อย่างนั้น หลวงปู่มั่นแก้มาหมดๆ เห็นไหม สิ่งที่แก้มาคือแก้มาให้เข้าทาง แก้มาในความติดขัด นี่เป็นคติ เป็นตัวอย่าง

ถ้าเราพิจารณาของเรา เราทำจิตสงบของเรา ถ้ามันไม่เข้าทางเราก็ต้องตรวจเช็คของเรา เพราะอดีตชาติใครจะไม่รู้เรื่องสิ่งนั้นหรอก แต่ใจเรารู้เพราะอะไร เพราะมันมีความอาลัย มันมีความอาลัยอาวรณ์กับสมบัติสิ่งนั้น สมบัติในหัวใจของเรามันมีความอาลัยอาวรณ์มาก เห็นไหม เวลาเราประพฤติปฏิบัติ เวลาจิตสงบขึ้นมา ย้อนกลับไปอดีตชาติ ถ้าผู้ที่ทำได้นะ ทำไมกาฬเทวิลทำได้ล่ะ

สิ่งที่ย้อนอดีตชาติมันก็ไม่ใช่มรรค ถอดจิตออกไปจากไหนก็ไม่ใช่มรรค เวลาเหาะเหินเดินฟ้าก็ไม่ใช่มรรค อภิญญา ๖ รู้จิต รู้วาระจิต เหาะเหินเดินฟ้า สิ่งนี้เป็นเครื่องเคียง สิ่งนี้ไม่ใช่มรรคทั้งหมดเลย สิ่งนี้ไม่ใช่อริยสัจ ถ้าเป็นอริยสัจ “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” ปัญญามันเกิด มันมีความเป็นของมัน แล้วปัญญามันแหลมคมนะ ปัญญาภาวนามยปัญญามหัศจรรย์ สิ่งที่มันมหัศจรรย์มันถึงแก้ไขความเป็นมหัศจรรย์ของใจ

ใจนี้มหัศจรรย์มาก เกิดตายๆ ในวัฏฏะ เกิดตายในสถานะของภพชาติต่างๆ เกิดตายในสภาวะแบบนั้น นี่ถ้าเราพิจารณาเข้ามามันเห็นสภาวะแบบนี้ได้ ความรู้มหาศาลเลย ค้นคว้าไปที่ไหนก็ไม่เห็น ถ้าไม่ค้นคว้ากลับมาที่กลางหัวใจ ไม่ค้นคว้ากลับมาที่ภวาสวะ เห็นไหม ฐานะของภพ จิตปฏิสนธิตัวนี้สำคัญมาก ปฏิสนธิจิตดับจากนี้แล้วก็เกิดก็ตาย ก็เกิดก็ตาย แล้วก็จำภพจำชาติของตัวเองไม่ได้ เวลากาฬเทวิลย้อนอดีตชาติถึงจะเห็นสภาวะแบบนั้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย้อนบุพเพนิวาสานุสติญาณเห็นไหม แล้วก็วางธรรมไว้ สร้างสมมาเป็นพระเวสสันดร เป็นสิ่งต่างๆ สิ่งนี้สร้างสมมามหาศาล สิ่งที่สร้างสมมามหาศาลถึงเป็นสภาวะรองรับใจดวงนั้นขึ้นมา แล้วสิ่งที่รองรับสภาวะนั้น เวลาสำเร็จแล้ว สิ่งที่รองรับนั้นเป็นวัฏฏะ เป็นวังวน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรก็เป็นพระอรหันต์ ครูบาอาจารย์ของเราก็เป็นพระอรหันต์ สิ่งที่เป็นพระอรหันต์คือความเสมอภาคไง มันถึงวุฒิภาวะเสมอกัน วุฒิภาวะเสมอกัน รู้เหมือนกัน แต่วุฒิภาวะหรืออำนาจวาสนาบารมีต่างกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสุดยอด เพราะสร้างสมมาทุกข์ยากมหาศาล ถึงสร้างสมบุญญาธิการมหาศาล ชาดกถึงได้เห็นมาก ความระลึกต่างๆ ถึงได้เห็นมาก รื้อสัตว์ขนสัตว์ได้มหาศาลเลย

แต่ในเมื่อเราเกิดมา หลวงปู่มั่นก็ประพฤติปฏิบัติมาเป็นเครื่องยืนยัน แล้วเราเชื่อ พวกเราเชื่อ เราเคารพในหลวงปู่มั่น เพราะหลวงปู่มั่นวางธรรมไว้ แล้วหลวงปู่มั่นสร้างบุคคลากร ครูบาอาจารย์เราชี้นำๆ แล้วพระผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเข้าถึงธรรมๆ สิ่งนี้มันเป็นประโยชน์ แต่เวลาชี้ออกมาแล้วเป็นโทษๆ เราจะไปเชื่อสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะสิ่งนั้นมันไม่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เห็นไหม ผู้จดจารึกไม่เป็นประโยชน์

ถ้าเป็นประโยชน์ ทำไมไม่สร้างเป็นประโยชน์ล่ะ ทำไมไม่สร้างให้เป็นประโยชน์กับสิ่งนี้ สิ่งนี้ถ้าเป็นการโต้แย้งขึ้นมาให้เป็นประเด็นขึ้นมา เราจะเอาครูบาอาจารย์ออกมาขายทำไม? เราจะไม่เอาครูบาอาจารย์ออกมาขายให้เขาโต้แย้งหรอก เพราะว่าสิ่งที่ว่าเป็นชาดกเป็นนิทาน มันไม่ใช่อริยสัจ สิ่งที่เป็นอริยสัจคือความเห็น

หลวงตาบอกว่า ถามหลวงปู่มั่น “ที่ไหน?”

หลวงปู่มั่นบอก “ที่เชียงใหม่” ตามโคนต้นไม้ต้นหนึ่งแต่จำชื่อต้นไม้นั้นไม่ได้ นี่ถิ่นเกิดเห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์เราถึงถิ่นเกิด ถิ่นเกิดคือสภาวะที่ใจมันเป็น ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่ที่โคนต้นโพธิ์ เพ็ญเดือน ๖ นี่ถิ่นเกิดขณะที่จิตมันพลิก สติสัมปชัญญะพร้อม อรหัตตมรรคนะ

ถ้าเป็นอรหัตตมรรค สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ความเห็นของใจดวงนั้นที่เห็นสภาวะแบบนั้น มันจะไม่รู้สภาวะถิ่นเกิดได้อย่างไร รู้สภาวะถิ่นเกิดอย่างนี้มันถึงย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์กับใจไง

ครูบาอาจารย์ถึงวางสิ่งนี้ไว้ให้เรา เราเกิดมาพบครูบาอาจารย์นะ เกิดมากึ่งพุทธกาล เพราะในพระไตรปิฎกบอก “กึ่งพุทธกาล ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง” หลวงปู่มั่นก็บอกในหนังสือว่า “เจริญตั้งแต่พระจอมเกล้าฯ สร้างพระให้เข้าใกล้ธรรมวินัย ดึงพระให้เห็นธรรมวินัยเป็นหัวใจ แล้วก็ประพฤติปฏิบัติมา”

แล้วหลวงปู่มั่นมาเกิดท่ามกลางที่ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง แล้วค้นคว้างอย่างมหาศาลเลย เวลาค้นคว้าไปนี่เพราะพระโพธิสัตว์เหมือนกัน ถึงจะเห็นการเป็นไปของดวงจิตต่างๆ เห็นสภาวะนิทาน เห็นสภาวะชาดกเหมือนกัน แต่อ่อนด้อยกว่า เพราะสร้างสมยังไม่ถึง ยังไม่สมบูรณ์ ถึงตัดความเป็นไปของใจดวงนั้น แล้วเป็นสาวกพุทธะเหมือนกัน เป็นอนุพุทธะเหมือนกัน

สิ่งที่เสมอกันโดยความสะอาดบริสุทธิ์อย่างนี้ถึงเสมอกัน สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันกับใจทุกๆ ดวง ใจทุกๆ ดวงของครูบาอาจารย์จะชี้นำมาสิ่งนี้ ในเมื่อสิ่งที่ไม่มีมายา มันไม่เป็นสิ่งที่ว่าเป็นความเศร้าหมอง นี่ถ้ากิเลสเศร้าหมอง การจดจารึกก็เศร้าหมอง เป็นมารยาสาไถย ให้เป็นสิ่งที่กดถ่วงกับประวัติของบุคคลสำคัญ แต่ถ้าประวัติบุคคลสำคัญด้วยผู้จดจารึกมีธรรมในหัวใจ บุคคลสำคัญนั้นเป็นคติ

ทำไมพระกัสสปะบอกกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระกัสสปะถือธุดงควัตรตลอด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามพระกัสสปะว่า “กัสสปะ เธอก็เป็นพระอรหัตน์ แล้วเธอทำไมถึงต้องถือธุดงควัตรอีก”

พระกัสสปะบอกกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าพเจ้าปฏิบัติเพื่ออนุชนรุ่นหลัง เพื่อเป็นคติ เพื่ออนุชนได้คติได้แบบอย่าง ได้ถือสิ่งนี้เป็นเครื่องปฏิบัติ”

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมจะห่วงผู้ที่เดินมา จะเดินเข้าถึงอริยสัจ ถึงหลักของถิ่นเกิดในหัวใจนั้น ถิ่นเกิดของหัวใจคือตัวปฏิสนธิจิตนั้น ทำลายที่ปฏิสนธิจิตนั้นแล้ว นี้คือการสิ้นกังวล เกิดแบบเจ้าชายสิทธัตถะ เกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งที่ ๒ พร้อมกับกิเลสตาย แล้วก็นิพพานไปตั้งแต่วันวิสาขบูชา เอวัง