ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ของมีอยู่

๓ ส.ค. ๒๕๕๗

ของมีอยู่

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) .หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

 

ถาม : เรื่องจิตแส่ส่าย

กราบนมัสการหลวงพ่อครับ ผมมีข้อสงสัยที่เกิดขึ้นจากการภาวนาที่อยากจะเรียนถามหลวงพ่อครับ โดยปกติผมเป็นคนที่นั่งสมาธิแล้วจะง่วงนอน และมักจะแพ้ต่อนิวรณ์ทุกครั้งครับ ผมจึงหาวิธีการแก้ด้วยการเพิ่มการงานให้จิต โดยเพิ่มคำบริกรรมให้ยาวขึ้นครับ จากเดิมใช้พุทโธ มาเป็นคำบริกรรมว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ซึ่งทำให้ผมดำรงสติได้นานขึ้น

แล้วการภาวนาครั้งล่าสุดของผม ผมพยายามอบรมจิตโดยการนึกภาพร่างกายที่ผุพัง (ผมใช้จินตนาการนะครับ ไม่ได้เห็นด้วยสมาธิ) แต่ภาพที่ผมนึกนั้นก็กลับเป็นเพียงก้อนเนื้อแดงๆ เป็นชิ้นๆ ผมพยายามนึกภาพจากความเป็นจริงของร่างกายมนุษย์ครับ โดยนึกถึงตับ ไต หัวใจ สมอง แต่ภาพที่เห็นเด่นชัดก็เป็นก้อนเนื้อแดงๆ ที่ถูกควักออกจากพุงทีละชิ้นครับ

ผมเห็นภาพก้อนเนื้อคู่หนึ่ง ก็ปรากฏภาพพระพุทธรูปในปางต่างๆ งดงามมากครับ แต่ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมพยายามนึกภาพกายอยู่ เลยพยายามดึงความคิดออกจากภาพพระพุทธรูปครับ (ซึ่งผมมั่นใจว่าผมไม่ได้พยายามนึกถึงภาพพระพุทธรูปเลยครับ แต่ผมพอจะเดาได้ว่า ภาพเหล่านี้เกิดจากสัญญาที่ผมได้เคยไปสักการะพระพุทธรูปในสถานที่ต่างๆ)

ในขณะนั้นความรู้สึกเหมือนจิตของผมแสดงภาพไวกว่าความคิดของผมครับ จนภาพที่ปรากฏนั้นตีกันมั่วไปหมด จนผมนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อว่าให้กลับมานึกคำบริกรรม ภาพเหล่านั้นจึงหายไปครับ และผมก็ไม่ได้พยายามจะจินตนาการภาพใดๆ ขึ้นมาอีก ผมจึงอยากจะเรียนถามหลวงพ่อดังนี้ครับ

. การที่ผมพยายามนึกภาพความเน่าผุพังของร่างกายโดยที่ไม่ใช่เห็นด้วยจิตเอง นี้ผิดหรือเปล่าครับ และการที่ผมเห็นภาพพระพุทธรูปที่เคยไปสักการะมาผุดขึ้นมาในหัว เกิดจากอะไรครับ และผมควรปฏิบัติอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ครับ หากผมปฏิบัติผิดทาง กราบขอเมตตาหลวงพ่อชี้แนะผมทีครับ

. การที่ผมเลือกใช้คำบริกรรม นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ในขณะที่นั่งสมาธิ แต่กำหนดพุทโธในเวลาอื่น เช่น การเดินจงกรม หรือในขณะที่ผมอยู่ที่บ้านคนเดียว อันนี้ผมสามารถทำได้ไหมครับ

ด้วยเหตุการณ์ทำให้ผมเห็นเลยครับว่า จิตของเราแส่ส่ายไปได้ทุกที่จนควบคุมได้ยาก และรู้สึกว่าความคิดเป็นนายของจิตเลยครับ ผมขอความเมตตาหลวงพ่อเท่านี้ก่อนครับ

ตอบ : นี่พูดถึงคำถามเนาะ จิตแส่ส่าย จิตแส่ส่าย เวลาเราภาวนา เราภาวนาสิ่งใดก็ได้ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง มรณานุสติ เทวดานุสติ สิ่งใดก็ได้ นี่ก็เหมือนกัน นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ก็ได้ อะไรก็ได้ สิ่งต่างๆ คำว่าก็ได้ๆแต่ต้องมีสติ มีสติ มีคำบริกรรม ถ้ามีคำบริกรรม จิตมันจะเกาะสิ่งนี้ไป

ทีนี้พอจิตเกาะสิ่งนี้ไป สิ่งที่มันจะเป็นความจริงขึ้นมา เวลาจิตมันสงบลง คนคนเดียวกันนี่แหละ ไม่ต้องคนอื่นหรอก บางทีก็สงบลงเฉยๆ บางทีสงบลงแล้วมันอึดอัด คือไปคาอยู่ ไม่สงบ บางทีไปๆ แล้วก็อยู่แค่นี้ แล้วมันก็ไปไม่รอดอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่บางคนเวลาลงมันลงวูบไปเลยนะ บางคนมันจะลงไป มันรู้มันเห็นต่างๆ กรณีอย่างนี้เราเลือกไม่ได้ มันเป็นปัจจุบันไง มันเป็นปัจจุบัน มันจะเกิดขึ้นในขณะนั้น

ฉะนั้นว่าเราทำอย่างนี้จะได้ผลตอบอย่างนั้น เพราะเราศึกษาทฤษฎีไง ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าจิตสงบจะเป็นอย่างนั้น จะรู้อย่างนั้น แล้วเราก็ว่านี่เป็นหลัก

แต่พอจิตของเรามันจะสงบ มันไปเป็นธรรมชาติ มันเป็นสัจจะ มันรู้มันเห็นของมันตามความเป็นจริง เราก็กลับงงไง ฉะนั้น มันสงบนะ ถ้ามันจะไปออกรู้นิมิต ออกต่างๆ เราก็พุทโธไว้ หรือ ปรมํ สุขํ ไว้ ของเราไว้ เราทำของเราไปอย่างนี้

ฉะนั้น เวลามันสงบลงไปแล้ว ถ้ามันเป็นไปได้จริงนะ เป็นไปได้จริงอย่างที่ว่า เราไม่ได้ต้องการสิ่งใดเลย แต่เวลามันไปแล้วมันไปเห็นเป็นก้อนเนื้อ เห็นเป็นสิ่งที่ว่าเนื้อนี้ถูกควักออกมาจากพุงเลยล่ะ นี่ถ้ามันเห็น เพราะเราก็ไม่ได้คิดถึงเนื้อแดงๆ ไง เราก็ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย แต่ถ้าจิตมันสงบ ถ้ามันเห็นอย่างนั้น

นี่เพราะว่าฟังที่เราตอบปัญหาไว้เยอะไง เพราะเราจะพูดไว้ประจำว่า จำไว้ เพราะหลวงปู่มั่นท่านเป็นคนสอนหลวงตาไว้ แล้วตอนหลวงปู่มั่นท่านเสียชีวิต หลวงตาท่านไปนั่งอยู่ปลายเท้า เพราะพอเสียชีวิตปั๊บ คนก็นั่งล้อมเต็มเลย พอเขาจัดศพเรียบร้อยแล้วทุกคนก็แยกไป ท่านกลับไปนั่งอยู่ที่ปลายเท้าคนเดียว รำพึงขึ้นมา จิตนี้มันดื้อนัก จิตนี้คือความรู้สึกของตัวเองจะรู้ว่าเราต้องมีเหตุมีผล คนที่ไม่มีเหตุมีผลพูดกับเรา เราไม่ฟังหรอก จิตนี้มันดื้อนัก ถ้ามันจะยอมลงก็ยอมลงหลวงปู่มั่นนี้เท่านั้นน่ะ ตอนนี้หลวงปู่มั่นก็นิพพานไปแล้ว แล้วตัวเองจะเอาใครเป็นคนสอน มันเสียใจ มันเสียใจ นั่งคร่ำครวญเลยล่ะ

คนเรานี่นะ ถ้าเราไม่หวังพึ่งใคร หรือเรากำลังแบบว่าคนจมน้ำต้องการให้คนดึงขึ้นจากน้ำ หวังจากคนคนนั้นน่ะ แล้วคนคนนั้นไม่อยู่ มันทุกข์มาก มันทุกข์มากๆ

ก็รำพันไปๆ จนถึงระลึกขึ้นมาได้ว่า ท่านเคยสั่งสอนไว้ เพราะเวลาหลวงปู่มั่น เวลาท่านใกล้ช่วงปลายของชีวิต ท่านจะสั่งไว้บอกไว้ทุกๆ อย่างให้คนทรงข้อวัตร ทรงสิ่งที่ท่านวางรากฐานไว้ ทีนี้ท่านก็บอกไว้ไงว่า ถ้าจิตมันมีสิ่งใด ให้เกาะพุทโธไว้ ไม่ให้ทิ้งผู้รู้ ไม่ให้ทิ้งพุทโธ จะไม่เสียไง

เพราะจิตของเราเวลาออกไปรู้ ที่ไปออกรู้นู่นนี่ ถ้าออกไปรู้ มันออกไปโดยกำลังของมัน มันออกไปโดยจริตนิสัยของมัน มันออกไปโดยสัจจะ ว่าอย่างนั้นเถอะ แต่โดยสัจจะ สัจจะผิดก็ได้ เพราะคนเรามีกิเลสใช่ไหม คนเรามีกิเลส คนเรามีความเชื่อใจตัวเอง คนมีความมั่นใจ คนที่มีความรู้ความเห็นมันก็เห็นตามนั้นแหละ แต่ความเห็นของเรามีอวิชชาครอบงำอยู่ มันก็เห็นตามกิเลสนั่นน่ะ ถ้ามันเห็น ถ้าเรายังไม่มีสติ เราก็เพลิดเพลินไปกับมัน เราก็อาจจะ เออ! สงสัย ทำมาเกือบตาย หิวอาหารมากเลย พอมีสำรับหนึ่งมาตั้งข้างหน้า จะไม่ให้กินเลยมันก็ไม่ไหว ขอลองชิมสักคำสองคำก็ยังดี

นี่ก็เหมือนกัน พอไปรู้ไปเห็นไง เห็นนู่นเห็นนี่ก็อยากรู้อยากเห็นตามไป เออ! ถ้าชิมสักคำสองคำนี่ได้ แต่อย่ากินทั้งหมดนะ กินทั้งหมดเดี๋ยวนั่งหลับ นี่ก็เหมือนกัน พอไปรู้ไปเห็นอะไร ถ้ามันชิมสักคำหนึ่งคือรู้เห็นไป แต่ถ้ามันไม่ใช่แล้วล่ะ เพราะอาหาร อาหารเขาไว้เลี้ยงปาก เราต้องการสมาธิ เราต้องการสติ เราต้องการสมาธิ เราไม่ต้องการอาหาร เราไม่ต้องการนิมิต เราไม่ต้องการรู้เห็นอะไร เราต้องการความสงบ แต่เพราะความสงบแล้วจริตนิสัยมันให้เห็น เห็นเนื้อเป็นก้อนแดงๆ มีการควักเนื้อออกมาจากพุงเลย เป็นชิ้นแดงๆ ไม่ได้นึกเลย มันมาได้อย่างไร

มา มาตามจริตนิสัย แล้วอย่างที่เขาทำนี่ถูกคิดถึงหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่าถ้าเห็นอะไรให้กลับไปพุทโธ ผมเลยกลับไปพุทโธปั๊บ มันหายหมดเลย

มันหายอยู่แล้ว นี่ถ้าคนมีสติ ไม่ทิ้งพุทโธ ไม่ทิ้งผู้รู้ มันไม่เสียนี่ไง หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้ แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญานะ พอสิ่งใดเกิดขึ้น เราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น เราไปรู้วาระ รู้อะไร เรามีสติ เราส่งออก เรารู้ได้ ถ้าเราควบคุมตัวเองได้

ผู้ใหญ่ไปไหนก็ได้ ผู้ใหญ่จะไปติดต่อธุรกิจการค้า จะไปยุโรป ไปอเมริกา จะไปไหนไปได้หมด ผู้ใหญ่ไปได้เพราะเราไปทำธุรกิจของเรา

จิตของเรา จิตของเราถ้ามันมั่นคง มันมีคุณธรรม ไปรู้ไปเห็นอะไร มันใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้นน่ะ มันเป็นประโยชน์กับจิตดวงนั้น

แต่เด็กๆ ไปไหนไม่ได้นะ เดี๋ยวรถตู้มันมาจอด มันฉุดขึ้นรถนะ เด็กๆ ไปไหนต้องระวังตัว เดี๋ยวนี้ไอ้แก๊งลักเด็กมันจะเอาเด็กไปทำให้พิการ มันจะไปขอทานน่ะ เด็กๆ ไปไหน พ่อแม่ต้องดูแล

นี่ก็เหมือนกัน จิตมันเพิ่งฝึกหัดใหม่ มันยังเด็กๆ มันยังไม่แข็งแรง มันยังทำสิ่งใดไม่เป็น เกาะผู้รู้ไว้ เกาะพุทโธไว้ เกาะพุทโธไว้ เกาะพุทโธไว้ก่อน หาความป้องกันตัวไว้ หาป้องกันตัวไว้ นี่เป็นคำสอนของหลวงปู่มั่น

แล้วถ้าทำอย่างนั้น มันโดยสัจจะ จิตนี้รู้ได้หนึ่งเดียว

แต่พวกเรายังทำอะไรไม่เป็น หนึ่งเดียวได้อย่างไร คิดซับคิดซ้อนอยู่นี่ มันหนึ่งเดียวได้อย่างไรล่ะ เออ! ถ้ามันเอาไฟมาเผาตัวเอง มันเอาเยอะๆ

แต่ถ้ามันจะเอาพุทโธ มันได้หนึ่งเดียว ถ้าพุทโธหนึ่งเดียว พอมันไปอย่างอื่น ถ้าพุทโธชัดๆ ภาพนั้นจะหายไป อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้หรอก เพียงแต่พวกเราศึกษามา แต่ไม่มั่นใจ พอไม่มั่นใจ ทำอะไรก็ทำโลเล ทำอะไรก็ทำแต่สักแต่ว่า แต่จะเอาผลจริงๆ พุทโธก็ชัดแล้วนะ ทำอะไรก็ทำดีแล้วนะ โอ๋ย! มันไม่ได้สักที”...นี่ทำสักแต่ว่าทำ แต่ผลจะเอาเต็มๆ ผลจะเอาให้ได้ทุกอย่างไง มันไม่จริงหรอก

แต่ถ้ามันจริง ปัจจัตตัง รู้จำเพาะตน รู้จริงเห็นจริง เป็นจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เราจะทำของเราได้หรือไม่ได้นั่นอีกเรื่องหนึ่งใช่ไหม ฉะนั้น นี่มันเป็นแบบนี้

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า มันไปเห็นเป็นก้อนเนื้อ พอเห็นเป็นก้อนเนื้อ เห็นเป็นพระพุทธรูป แล้วเป็นพระพุทธรูปขึ้นมาก็ไม่ได้นึกพระพุทธรูปเลย มันมาได้อย่างไรล่ะ มันมาได้อย่างไร ก็ไม่ได้นึกอะไรเลย นึกพุทโธ ก้อนเนื้อก็มา พอก้อนเนื้อมาก็เป็นรูปพระพุทธเจ้ามา

มันเป็นได้ทั้งนั้น จิตนี้เป็นได้หลายหลากนัก เป็นได้มหัศจรรย์นัก เป็นได้ทุกๆ อย่างถ้ามันเป็นนะ แต่เป็นถูกหรือผิด เป็นแล้วเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เพราะจิต ธาตุรู้มันก็รู้อย่างนี้ รู้โดยสามัญสำนึกก็รู้ด้วยตานี่ ถ้าด้วยสมองด้วยความคิดก็รู้ได้อย่างนี้ แต่ถ้ามันพุทโธๆ จิตมันเป็นอิสระ มันรู้ของมัน มันก็รู้อย่างนั้นน่ะ รู้อย่างนั้นรู้โดยกิเลสไง

แต่ถ้าเราพุทโธ ได้ตั้งสติไว้ สงบเข้ามามันปล่อย ไม่ปล่อยก็บังคับให้มันปล่อย ยึดพุทโธไว้ มันจะไปให้มันรู้ไป ไปไม่ได้หรอก

แต่คนเรานี่ก็พุทโธแล้ว ก็มันยังเห็นน่ะ ก็พุทโธแล้ว”...ไอ้พุทโธที่ปาก เวลาใจ ใจมันเห็น เพราะอะไร เพราะจิตมันโน้มไปทางเห็น มันไม่โน้มไปพุทโธหรอก จิตมันโน้มไปที่มันชอบ มันโน้มไปที่มันรู้มันเห็น มันนึกว่าสิ่งนั้นดี แต่เวลาพุทโธๆ นี่เหนื่อย พุทโธมันไม่ดีเลย แล้วเขาบอกพุทโธ ก็พุทโธแล้ว

นี่พูดถึงความเป็นจริงนะว่าทำไมมันถึงทำได้ไง มันทำได้ ของมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นสัจจะ มันเป็นแบบนี้ มันรู้ของมันอยู่

. การที่ผมพยายามนึกภาพความเน่าผุพังของร่างกายโดยที่ไม่ใช่เห็นด้วยจิตเองนี่ผิดหรือเปล่า และการที่ผมเห็นภาพพระพุทธรูปที่เคยไปสักการะมาผุดขึ้นมาในหัว เกิดจากอะไรครับ และผมควรปฏิบัติอย่างไร สถานการณ์แบบนี้ครับ

เวลาไม่เห็น ทุกคนก็ไม่เห็น เวลามันเห็น มันเห็นของมันเอง ถ้าเห็นของมันเอง เรานึกถึงภาพความผุพังของร่างกาย นึกถึงภาพความผุพังของร่างกาย นี่พิจารณากาย เอากายเป็นคำบริกรรม เอากายโดยการแยกแยะกาย

คนที่ไปเที่ยวป่าช้า เวลาเห็นกายมันเป็นอสุภะ กายเป็นต่างๆ เรานึกของเราไป พอจิตมันเป็นจริงมันก็อย่างที่ว่าเห็นเป็นก้อนเนื้อ นี่จิตมันดีขึ้น แล้วถ้ามันดีขึ้นนะ มันดีขึ้น ถ้าเราพิจารณาร่างกายไป ถ้ามันถึงที่สุดแล้วมันสลดสังเวช มันปล่อยเข้ามา มันก็เป็นสมาธิ เวลามันปล่อยขึ้นมา ถ้ามันไม่ปล่อยนะ มันไพล่ไปเห็นเป็นพระพุทธรูป

แล้วสิ่งที่เห็นพระพุทธรูปขึ้นมาที่มันผุดขึ้นมาในหัว มันเกิดจากอะไรครับ

มันก็เกิดจากจริตนิสัย เกิดจากจิตที่มันสร้างบารมีมาอย่างนี้ ถ้าสร้างบารมีมาอย่างนี้ ถ้าเห็น มันสร้างบารมี อย่างเช่นเรามีบารมี บารมีหมายถึงว่า เรามีเงินทองอยู่ก้อนหนึ่ง เรามีบารมีแล้วเราได้มา แต่ถ้าเราไม่รู้จักรักษา เราใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เงินนี้ก็หายไป เราใช้หมด เงินนี้เราใช้หมดไป แล้วทำอย่างไรล่ะ ก็ต้องหาเงินใหม่ หาไม่ได้ก็กู้เขา กู้เขาก็มีดอกเบี้ย

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เป็นพระพุทธรูป สิ่งที่ต่างๆ มันเป็นปัจจุบันตอนนั้น ตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้เป็นอดีตไปแล้วนะ บอกว่า เราเคยเห็นพระพุทธรูป แต่ตอนนี้ไม่เห็น ตอนนี้ไม่เห็นแล้วล่ะ การภาวนามันมาทีเดียวแล้วก็ไปแล้ว แล้วจะเอาให้ได้อย่างนี้อีก เป็นไปไม่ได้หรอก มันไม่เหมือนกับทางวัตถุ มีเงิน ๑๐๐ บาทแล้วไม่ใช้ เก็บไว้ ๑๐๐ บาทก็อยู่กับเราตลอดไป แต่มันเสื่อมค่าไปทุกวันน่ะ เพราะว่าเงินเฟ้อ

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เวลาเรารู้เราเห็นต่างๆ วางไว้ สิ่งที่รู้ที่เห็นมันเป็นจริตนิสัย มันเป็นให้เราได้รู้ได้ เรารู้แล้วก็วางไว้ เราวางไว้ แล้วทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าจิตสงบแล้วเห็นกายตามความเป็นจริง มันจะเห็นต่างกว่านี้ เห็นมาโดยที่ว่า คนถาม อู้ฮู! อู้ฮู! เลย แล้วรีบๆ ค่อยๆ ด้วยความรอบคอบ ค่อยๆ ทำ โอ้โฮ! มันจะเป็นประโยชน์กับเรา

ถึงตอนนั้นนะ เหมือนกับคนทำงาน คนทำงานต้องการความสงบสงัด คนทำงานต้องการสถานที่ทำงาน คนทำงานไม่ต้องการให้ใครมาพูดให้หนวกหูข้างเคียง เวลามันจำเป็นตรงนั้นมันจะเป็นอย่างนั้น

นี่พูดถึงว่า มันทำไมถึงเป็นแบบนี้ เราจะทำต่อเนื่องไปอย่างใด

. การที่ผมเลือกใช้คำบริกรรม นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ในขณะที่ทำสมาธิ แต่กำหนดพุทโธในเวลาอื่น เช่น เดินจงกรมในขณะที่ผมนั่งอยู่บ้านคนเดียว อันนี้สามารถทำได้ไหมครับ ด้วยเหตุการณ์ทำให้ผมเห็นเลยครับว่า จิตของเราแส่ส่ายไปทุกที่

นี่จิตของเราแส่ส่าย เรามีสติปัญญา จิตของเราแส่ส่าย แส่ส่ายเพราะมีสติ มีสติมีปัญญา เรารู้ว่าจิตของเราแส่ส่าย ถ้าเราไม่มีสติไม่มีปัญญา มันแส่ส่ายนี่เป็นความดี แส่ส่ายก็มันสบายไง แส่ส่ายก็เป็นอิสระไง พอเราจะมาพุทโธ จะมาตั้งสติ โอ๋ย! ลำบาก อึดอัดขัดข้อง

แต่ถ้าเวลาเราฝึกหัดแล้ว เวลาเราได้ใช้สติใช้ปัญญาแล้ว ด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยสติธรรม สมาธิธรรม ด้วยคุณธรรม ทำให้จิตใจเราพัฒนาขึ้น พอพัฒนาขึ้น มันก็เห็นความผิดของตัวไง จิตนี้มันแส่ส่าย จิตของเรามันร้ายกาจ จิตของเราให้โทษกับเราเอง เห็นไหม เพราะถ้าเรามีธรรมแล้วมันจะเห็นเลยว่า สิ่งที่เป็นโทษกับเราคือกิเลส สิ่งที่เป็นโทษในหัวใจเราคือกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรา ไม่มีใครทำโทษให้เราเลย ไม่มีเลย มีแต่คนปรารถนาดี มีแต่คนอยากให้เราเป็นคนดี แต่ใจของเรามันมีโทษกับเราเอง ถ้ามีสติมีปัญญามันจะรู้เห็นอย่างนี้ ถ้ารู้เห็นอย่างนี้ก็เป็นประโยชน์กับเราไง

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เราใช้คำบริกรรมว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ผิดไหม

ไม่ผิด ไม่ผิด เพราะว่าหลวงปู่มั่นท่านสอนหลวงปู่ชอบก็ใช้บริกรรมยาวๆ อย่างนี้ แต่ถ้าคนไหนภาวนาแล้วถ้ามันไม่ตกภวังค์ไม่อะไร ก็พุทโธ พุทโธมันสั้นๆ แต่หลวงปู่ชอบท่านให้ท่องบาลียาวๆ เลย

นี่ก็เหมือนกัน นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ ถ้ามีสติ นี้ก็เหมือนคำบริกรรม ใช้ได้หมด ใช้ได้หมด แต่ขอให้มีคำบริกรรม เพราะถ้ามีคำบริกรรม จิตมีการเคลื่อนไหว จิตมีการกระทำ จิตมันอยู่กับเรา

ถ้าไม่มีการกระทำ มันไปนะ นั่นก็เป็นเรา เราก็เป็นความว่าง ความว่างก็เป็นเรา เราก็เป็นกิเลส กิเลสก็เป็นเรา เราก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นเรา อะไรเป็นเราไปหมดเลย แล้วแยกไม่ถูก พอถึงเวลาให้แยก แยกไม่ถูก เพราะมันจับจด

แต่ถ้าพุทโธๆๆ ไป ไม่ใช่ อะไรจะเป็นเราไม่เป็นเรา ไม่เกี่ยว ตอนนี้กำลังพุทโธ เพราะมันกำลังบริกรรมอยู่ มันกำลังทำด้วยความจริงจัง จับให้มั่น คั้นให้ตาย เอาจริงเอาจัง พอเดี๋ยวมันละเอียดเข้ามาๆ อันนั้นจะเห็นผลเลย ถ้าเห็นผล อันนั้นจะเป็นความจริงของเรา

นี่พูดถึงว่า จิตมันแส่ส่ายนะ

ถาม : เรื่องไม่ยึดถือเรื่องนรกสวรรค์

ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อในนรกสวรรค์ครับ คือแม้มีจริงก็ไม่ได้ถือเรื่องนี้ แต่เร็วๆ นี้ได้เข้าไปอ่านพบว่า พระสูตรที่เกี่ยวกับนรกสวรรค์ ในใจเกิดความขัดแย้ง โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าเราประพฤติดี ปฏิบัติแล้วไม่ต้องมีนรกสวรรค์มาเป็นตัวขู่ก็ไม่เป็นไร พิจารณาด้วยหลักที่ตรวจดูจิตใจว่าเรามั่นคงในสติ เรายึดมั่นในตัวตนเราหรือเปล่า ผมกลับคิดว่า นรกสวรรค์ทำให้เราเกิดการยึดมั่นด้วยซ้ำ คือกลัวว่าตายไปจะตกนรก ทำความดีเพราะกลัวตัวเองไม่ประสบความสุข ไม่ได้ทำความดีเพราะจิตใจถูกขัดเกลามาจริงๆ แต่บางคนก็บอกว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้ เพราะมันเป็นทางหลุดพ้นได้เหมือนกัน และถ้าเราใช้กรรมในนรกแล้ว ทำไมยังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกครับ ทั้งๆ ที่เราก็โดนลงทัณฑ์ไปแล้ว

ตอบ :ตกนรกแล้วก็ควรจบ ทำไมต้องมาเกิดอีกเห็นไหม นี่บอกว่า ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อนรกสวรรค์ครับ

โอ๋ย! สุดยอดเลย เราก็ไม่เชื่อ ทุกคนเขาก็ไม่เชื่อ เพราะเราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่า กาลามสูตร อย่าให้เชื่อ อย่าเพิ่งเชื่ออะไรทั้งสิ้น นี่เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจริงๆ พระพุทธเจ้าบอกไม่ให้เชื่อ ไม่ให้เชื่อ แต่ให้เราประพฤติปฏิบัติสิ ให้เราพิสูจน์สิ ถ้าพิสูจน์ มันมีจริงหรือเปล่านรกสวรรค์ มีจริงหรือเปล่า

นรกสวรรค์นะ นรกสวรรค์ในวัฏฏะ กามภพ รูปภพ มันชัวร์ของมันอยู่แล้ว พระอาทิตย์มีไหม พระจันทร์มีไหม ดาวพฤหัสมีไหม ดวงจันทร์มีหรือเปล่า โลก ดวงจันทร์ ทุกอย่างมันมีหมด จักรวาลมีไหม ทางช้างเผือกมีหรือเปล่า อ้าว! ก็มี มันมีอยู่ ของมันมีอยู่ไง ของมันมีอยู่ แต่ใครไปรู้ไปเห็นเท่านั้นน่ะ ตอนนี้กำลังจะไปดาวอังคารกัน จะเอาแร่ธาตุมาใช้ในโลกไง นี่มันมีของมัน ของเขามีอยู่ แต่ของเขามีอยู่ของเขาอยู่อย่างนั้น

ฉะนั้น ที่ว่า เราเป็นคนไม่เชื่อนรกสวรรค์

อ้าว! ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ ไม่เชื่อนี่ดี เขาบอกว่า ที่ไม่เชื่อนรกสวรรค์ ถ้าเรื่องนรกสวรรค์ สิ่งที่นรกสวรรค์มันเป็นการถ้าเราจะทำคุณงามความดี ต้องประพฤติดีเพราะกลัวตกนรก เอานรกสวรรค์มาขู่

มันไม่ใช่มาขู่ อนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนาคตังสญาณคือญาณหยั่งรู้ ญาณหยั่งรู้ว่าจิตดวงนี้มันจะเวียนว่ายตายเกิดอย่างใด พระโมคคัลลานะไปเที่ยวสวรรค์มา ที่ในพระไตรปิฎก อยู่ที่ราชคฤห์ พระโมคคัลลานะไปสวรรค์มา ชาวราชคฤห์บ้านนี้ตายไปเกิดที่นั่น บ้านนี้ตายไปเกิดที่นี่ ในเมื่อบ้านนี้ตายไปเกิดที่นั่น บ้านนี้ตายไปเกิดที่นี่ ไอ้บ้านนั้นคือว่าจิตดวงนั้นตายไปแล้วออกจากร่างไป มันมีของมันอยู่ไง เพราะมันมีของมัน มันถึงไปเกิดที่นั่นๆ แล้วพระโมคคัลลานะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมชาวราชคฤห์ แล้วพระโมคคัลลานะก็ถามปัญหาพระพุทธเจ้าต่อหน้าประชาชน พระพุทธเจ้าบอกเป็นอย่างนั้นๆๆ

นี่ไง มันเป็นอย่างนั้น มันมีอยู่จริงไง มันมีอยู่จริง แต่พระโมคคัลลานะไปพิสูจน์มาไง แล้วมาพูดกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แต่ชาวราชคฤห์ไม่ได้ไป ไม่ได้ไป ไม่ได้ไปเห็นนรกสวรรค์มาหรอก ไม่ได้เห็น แต่พระโมคคัลลานะท่านถามปัญหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้วิสัชนาว่ามันเป็นอย่างนั้นๆ

มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเพราะของเขามีอยู่ ฉะนั้น ของเขามีอยู่ มันเป็นอนาคตใช่ไหม เราทำคุณงามความดี ถ้าเราไม่สิ้นสุดแห่งทุกข์ เราก็มาเกิดเป็นมนุษย์หรือไปเกิดบนสวรรค์ หรือไปเกิดที่ไหน เพราะจิตมันต้องเกิด ถ้าจิตมันต้องเกิด ฉะนั้น นรก ของมันมีอยู่ไง ถ้าของเขามีอยู่อย่างนั้นน่ะ ทีนี้ว่าจะเชื่อไม่เชื่อมันก็เป็นแล้ว

พระที่ดี พระที่ดีเขาพยายามเตือน เตือนประชาชนทั่วไปว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ชั่วปัจจุบันนะ ถ้าทำชั่ว จิตใจมันก็ทุกข์ มันนั่งทับสิ่งที่มันทำทุจริตไว้ ทำความดี มันสุจริต มันก็มีแต่ความสุข เห็นไหม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

แต่ถ้าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันก็เป็นสัจจะไง มันเป็นสัจจะ พอเป็นสัจจะ เวลามันหมดอายุขัยไป คือคนเรามันต้องตายหรือเปล่า คนเรามันต้องตาย ตายแล้วจิตมันไปไหนล่ะ จิตมันไปไหน จิตมันก็ต้องไปตามสถานะของจิตไง ถ้าจิตมันดี มันก็ไปเกิดบนสวรรค์ หรือจะเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้ ไม่ไปไหนก็ได้ แต่ถ้ามันเวียนว่ายตายเกิด เพราะจิตเราเป็นอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ มันหมดวาระของความเป็นมนุษย์แล้วมันไปไหนล่ะ มันไปมันก็ไปสวรรค์ไปนรกนี่ไง แล้วใครเอามาขู่ล่ะ มันไม่มีใครเอามาขู่

แต่ถ้าพระที่เขาเอาเรื่องนรกสวรรค์มาเป็นธุรกิจ เออ! ถ้าอย่างนี้เขาเอานรกสวรรค์มาเป็นธุรกิจ อันนั้นนรกสวรรค์ซื้อได้ นรกตีค่าเป็นเงิน

พระเรามันก็มีพระที่เป็นพระที่ซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์มีคุณธรรม เอาสัจจะความจริงมาตีแผ่ให้ชาวพุทธเราได้เห็น แต่พระเราถ้าไม่มีคุณธรรม ก็เอาสิ่งนี้มาทำเป็นเพื่อผลประโยชน์กับตัวเอง นรกสวรรค์ซื้อได้ ถ้าไม่อยากตกนรกก็ทำบุญให้เยอะๆ แล้วมันจะไม่ตกนรก ทำบุญเสร็จแล้วจะไปทำชั่วอย่างไรก็ไม่เป็นไร นรกนี่ซื้อได้ นรกนี่ลงทัณฑ์บนได้

นี่พูดถึงถ้าเราจะบอกว่านรกสวรรค์มีอยู่จริง แล้วต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นจริง แล้วทำไมพระผู้ที่สั่งสอนทำไมเขาทำอย่างนั้นน่ะ ทำไมเขาเอานรกสวรรค์มาตีค่าเป็นวัตถุ เป็นสินค้า แล้วมาทำอย่างนั้น มันก็เลยทำให้ความเชื่อของชาวพุทธ คนที่มีปัญญาเขาก็แปลกใจ เออ! นรกสวรรค์มันซื้อได้ นรกสวรรค์มันคอร์รัปชันได้ มันทุจริตได้ มันเปลี่ยนค่าได้ แต่ถ้าเป็นสัจธรรมไม่ใช่ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทีนี้คำว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วมันเป็นไปตามนั้น

ฉะนั้น เขาบอกว่า เขาเห็นว่า นรกสวรรค์ทำให้เกิดความยึดมั่นด้วยซ้ำ แล้วทำให้การกลัวการตกนรก ทำความดีก็ทำความดีด้วยทุจริต คือไม่ได้ทำความดีด้วยสัจจะ ไม่ได้ทำความดีด้วยปัญญาของตัว ไม่ใช่ทำความดีเพราะเราเห็นว่าดี เราถึงทำความดี เราทำความดีเพราะเรากลัวนรก

โยมต้องคิดสิว่า มนุษย์คนคนหนึ่งเกิดมามันเป็นทารก พ่อแม่ไม่เลี้ยงก็ตาย กว่าทารกนั้นจะเลี้ยงมาจนมันจะเดินได้ กว่ามันจะยืนได้ เดินได้ กว่าจะมีการศึกษาขึ้นมา คนคนหนึ่งจะเป็นผู้ใหญ่มา มันผ่านชีวิตมายาวไกลเท่าไร จิตของสังคม สังคม เรื่องของสังคม สังคมที่อ่อนแอเขาไม่มีที่พึ่งอะไรเลย สังคมนะ คนที่มีปัญญา สังคมที่อ่อนแอ คนที่ด้อยวุฒิภาวะเป็นเหยื่อของสังคมตลอด เขาเอาเรื่องนรกสวรรค์มาหลอกก็ได้ เขาเอาเรื่องนรกสวรรค์มาขู่เข็ญก็ได้

แต่ถ้าครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรม ในเมื่อเด็กมันเป็นทารก มันยังพึ่งพาอาศัยไม่ได้ ก็บอกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็นั่นแหละ แต่ถ้าทำไม่ดีมันตกนรก เห็นไหม มันก็ไม่อยากทำ ถ้ามันทำความดี มันได้ความดีของมันอยู่แล้ว แล้วมันได้ขึ้นสวรรค์ นี่มันเป็นการหล่อหลอมไง มันเป็นการหล่อหลอมให้คนมันวิวัฒนาการ พัฒนาการของมัน มันก็โต เหมือนทารกกลับโตมาเป็นวัยรุ่น โตมาเป็นผู้ใหญ่ พอวัยชราคร่ำคร่า หลอกกูไม่ได้แล้วล่ะ เพราะกูโดนหลอกมาเยอะ หลอกกูไม่ได้แล้วล่ะ เพราะกว่ากูจะโต กูโดนเขาหลอกมาเยอะเลย พอโดนหลอก มันรู้ขึ้นมา มันก็ให้ใครหลอกไม่ได้ใช่ไหม อันนี้พูดถึงปัญหาสังคม คือปัญหาเรื่องโลกๆ มีการทุจริต มีการคอร์รัปชัน มันมีอะไร มันมีไปหมด มันก็ทำให้นรกสวรรค์ค่ามันอ่อนลง

แต่ถ้าเป็นความจริง ความจริงของมันมีอยู่น่ะ ความจริงที่มีอยู่ ครูบาอาจารย์ที่ท่านบอกว่าท่านทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไง

นี่ไง บอกว่าถ้ามันเอามายึดมั่นต่างๆ มันก็ไม่ดี

ถูกต้อง

ฉะนั้น มันจะเข้ามาตรงนี้ ไฮไลต์มันอยู่ตรงนี้และถ้าเราใช้กรรมในนรกแล้ว ทำไมยังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกครับ ทั้งๆ ที่เราก็โดนลงทัณฑ์มาแล้ว

โดนลงทัณฑ์ เห็นไหม กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรม การกระทำ เรามีกรรม การกระทำ กรรม เวลาทำกรรม กรรมสิ่งใดต้องให้ผลตามนั้น ถ้าให้ผลตามนั้น เราไปตกนรก เราโดนลงทัณฑ์มาแล้ว ทำไมต้องมาเกิดอีกล่ะ อ้าว! ก็เราโดนลงทัณฑ์ไปแล้ว

อ้าว! ต่อไปนี้นะ เวลาคนติดคุกนะ ติดคุกเสร็จแล้วห้ามออกจากคุก ขังมันตายไปเลย ห้ามออกจากคุก ทำไมมันต้องออกจากคุกล่ะ

ออกจากคุกเพราะเขามีบุคคลใช่ไหม มีนักโทษเข้าไปติดคุก แล้วนักโทษพ้นจากคุกก็ออกจากคุก

จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตนี้มันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันไปเกิดบนสวรรค์ มันได้ไปงานรื่นเริง หมดจากงานรื่นเริงแล้วมันก็ออกจากงานรื่นเริงนั้นมาเกิดใหม่

จิตนี้ไปตกนรก มันไปติดคุกติดตะราง พอมันหมดโทษแล้วมันจะไปไหนล่ะ จะขังมันไว้หรือ ก็มันหมดโทษแล้ว

ทำไมคนเราเวียนว่ายตายเกิด ทั้งๆ ที่เราโดนลงโทษทัณฑ์แล้ว เราตกนรกแล้ว ทำไมต้องมาเกิดอีก

อ้าว! ไม่เกิดก็ตกนรกตลอดไปหรือ นี่ไง มันไม่ใช่ ผลของวัฏฏะมันอนิจจังไง มันเวียนว่ายตายเกิดไง แล้วถ้าเราไปตกนรก พอเราลงทัณฑ์แล้ว หมดจากกรรมแล้ว แล้วจะไปไหนต่อล่ะ เราจะไปไหนต่อ

เพราะมันมีภวาสวะ เพราะมันมีภพ เพราะมันมีใจ เพราะมีใจ เพราะใจมันเวียนว่ายตายเกิด เพราะมีปฏิสนธิวิญญาณ วิญญาณมันมี เห็นไหม เราไม่สามารถทำลายได้ไง มันจะทำลายได้ด้วยมรรคญาณนี่ไง ถ้าเราจะทำลายตรงนี้ได้ ที่เรามาปฏิบัติธรรมๆ ก็ตรงนี้ไง

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญามันจะไปใคร่ครวญ มันจะไปละสังโยชน์ สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดของใจ ถ้าละสังโยชน์นะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นพระโสดาบันเกิดอีก ๗ ชาติ

ถ้ามันพิจารณาต่อเนื่องไปๆ กามราคะ ปฏิฆะมันอ่อนลง มันอ่อนลง พออ่อนลง มันก็เกิดอีก ๓ ชาติ ถ้าเราพิจารณาต่อเนื่องๆ กันไป ถ้าจับต้องได้ พิจารณาปฏิฆะ กามราคะนี่ขาดไป กามราคะขาดไป นี่เสพกามๆ กามราคะขาดไป ไม่เกิดตั้งแต่สวรรค์ลงมา นี่กามภพ กามภพตั้งแต่สวรรค์ลงมา สวรรค์ลงมา มนุษย์ เกิดไม่ได้อีกแล้ว จะไปเกิดบนพรหม เพราะมันยังมีอยู่ เห็นไหม นี่ไง พอมันพ้นนรกแล้วจะไปไหนต่อ นี่ไปเกิดบนพรหมก็ยังไปอยู่บนพรหมอีกไง

แต่ถ้าเราพิจารณาต่อเนื่องไป พิจารณาภวาสวะ พิจารณาภพ เพราะมันพิจารณากามราคะมาแล้ว มันทำลายกามราคะทั้งหมดแล้ว มันก็เหลือแต่จิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ภวาสวะ ตัวภพ ถ้ามันทำลายตัวภพ ทำลายตัวตน ทำลายบุคคล มันไม่มีบุคคลแล้วมันไปไหนล่ะทีนี้ เออ! มันไปไหน

แต่นี่มันมีบุคคลอยู่ไง ก็บอกว่าถ้าเราใช้กรรมในนรกแล้ว ทำไมเรายังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกครับ ทั้งๆ ที่เราก็โดนลงทัณฑ์มาแล้ว

ก็เอ็งทำผิด เอ็งทำกรรม ก็สนองตามกรรมนั้น หมดจากกรรมนั้นมา ตัวจิตมันยังมี ตัวเรายังอยู่ เราทำผิด เขาก็ลงโทษตามนั้น เราทำดี เราก็ได้ผลตามนั้น นี่ผลของนรกสวรรค์ไง เวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ไง ผลของวัฏฏะไง จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง ไม่มีสิ่งใดที่จะชำระล้างได้ มันต้องด้วยอริยสัจอย่างเดียว ด้วยมรรคอย่างเดียว มัคโค ทางอันเอกอย่างเดียว ถ้าอย่างเดียว เราก็ปฏิบัตินี่ไง ถ้าเราปฏิบัติของเรา ไอ้นี่มันจะเข้าใจหมด

มันเข้าใจเพราะอะไร เพราะอัตตสมบัติ สมบัติประจำหัวใจ เพราะเราทำเวรกรรมอย่างนี้ เราถึงเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ ถ้าเราปฏิบัติตามความเป็นจริงของเรา เราชำระล้าง เราผ่อนคลายเป็นชั้นๆ

นรกสวรรค์ของเขามีอยู่ ของมีอยู่ ถ้าใครปฏิบัติแล้ว อย่างที่ว่า ตั้งแต่ปัญหาข้อแรก เขาไปเห็นพระพุทธรูป เห็นต่างๆ

ถ้าจิตของเรา ดูสิ ของพระโมคคัลลานะไปได้หมด พระมาลัยที่ว่าไปโปรดสัตว์ในนรก ที่อย่างนี้ เขาทำอย่างนี้กันได้มันเฉพาะบุคคล เฉพาะคนที่ทำอย่างนั้น เอตทัคคะมีหนึ่งเดียว ที่ทำเพราะว่าเขาได้สร้างของเขามา พระโมคคัลลานะเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มีเดช เขาสร้างวาสนาของเขามา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสมบุญญาธิการมาเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาก็ต้องอธิษฐาน อธิษฐานแล้วก็พยายามสร้างสมบุญญาธิการมา เขาสร้างมาเป็นสมบัติของเขา

ไอ้ของเราไม่เชื่อมาๆ สร้างมา สร้างโดยความไม่เชื่อมา ในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เชื่ออยู่ แล้วก็ยังงงๆ อยู่นี่ ก็เราสร้างมาแบบนี้เหมือนกัน เราสร้างความไม่เชื่อ

เราจะบอกว่าเราเป็นคนพาลนะ เราพาลพาโลมาตลอด จิตมันเป็นพาล พอจิตมันเป็นพาล เราก็มีสมบัติของความเป็นพาลมา แล้วเกิดมาชาตินี้ก็จะมาพาลพาโล พาลกับตัวเองไม่พอ ยังจะมาพาลกับธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นหลวงตา หลวงตาบอกหมาบ้า หมาบ้ามันกัดพระไตรปิฎก หมาบ้ามันจะกัดธรรม มันกัดไปหมด

แต่นี่มันเป็นสัจจะ มันเป็นความจริง ของมันมีอยู่ แต่เราไม่เห็นเฉยๆ นรกสวรรค์นี่เป็นผลของวัฏฏะ มันก็เหมือนทวีป ไปอยู่ทวีปไหนก็ทวีปนั้น ของเขามีอยู่ แต่เราไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้นเอง ถ้าไม่รู้ไม่เห็นก็ยกผลประโยชน์ให้กับความไม่เห็น ก็บอกว่ามันไม่มี เออ! ไม่มีก็ไม่มี อ้าว! ไม่เชื่อ ไม่เชื่อยิ่งดีใหญ่ เพราะพระพุทธเจ้าบอกกาลามสูตร ไม่ให้เชื่อ

แต่ถ้าคนไปรู้ไปเห็นมันพูดไม่ออกนะ คนไปรู้ไปเห็น เวลาพระพุทธเจ้าเปิดโลกธาตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีอำนาจวาสนาบารมีคนละครั้ง เพราะได้สร้างมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาเปิดโลกให้นรกสวรรค์กับโลกเราเห็นครั้งหนึ่งในบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครได้เห็นอย่างนั้นน่ะ ไม่ได้เห็นด้วยความสามารถของตัว เห็นเพราะด้วยบุญญาธิการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าได้เห็นอย่างนั้นแล้วนะ มันจะเข้าใจ แล้วมันจะรู้จริง ถ้ายังไม่ได้เห็น ยังไม่ได้เห็น ยังไม่ได้รู้เห็น เก็บเอาไว้ก่อน แล้วปฏิบัติไป

ถึงรู้เห็นก็อย่างที่ว่า ลงนรกแล้ว ใช้เวรใช้กรรมหมดแล้ว มาเกิดอะไรอีกล่ะ

เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องสัจจะ ไม่เข้าใจเรื่องธรรมะ ไม่เข้าใจเรื่องสังโยชน์ ไม่เข้าใจเรื่องการกระทำ ไม่เข้าใจการชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามา ถ้าการชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามา สวรรค์ในอก นรกในใจไง มันรู้ที่นี่หมด มันรู้ในใจนี่ มันชำระล้างหมด มันสำรอกมันคายหมดแล้ว แล้วมันจะไปนรกสวรรค์ที่ไหนอีกล่ะ ในเมื่อมันจบแล้วมันจะไปไหน มันไม่ตกนรกด้วย ไม่ไปสวรรค์ด้วย ไม่ไปใดๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ไม่ไปมีข้างหน้า ไม่มีข้างหลัง แล้วไม่ไปไหนเลย มันจะอยู่ของมันอย่างนั้นน่ะ นี่สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอวัง