เทศน์พระ

มีแพ้

๓ ส.ค. ๒๕๕๙

 

มีแพ้
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เอ้า ตั้งใจฟังธรรมะ ทำไมต้องฟังธรรม ต้องฟังธรรมเพราะเรายังไม่รู้จักสัจธรรม เพราะเรายังไม่รู้จักสัจธรรม เราไม่ได้สัมผัสธรรมอันนั้น เราถึงต้องฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่ออะไร เพื่อเป็นเป้าหมายไง เป้าหมายให้เราเข้าไปสู่สัจธรรมนั้น ถ้าเข้าไปสู่สัจธรรมนั้น สิ้นสุดแห่งกระบวนการแล้ว เห็นไหม มันเป็นธรรมในหัวใจไง จะฟังหรือไม่ฟังมีค่าเท่านั้น มีค่าเท่านั้นเพราะใจมันเป็นธรรมแล้วไง

ถ้าใจมันเป็นธรรมนะ มันรู้เท่าทันความเป็นจริงทั้งหมด แต่ถ้ามันยังไม่เป็นธรรม เห็นไหม ใจของเราไม่เป็นความจริงไง แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความจริงไง ความจริงอันนั้นเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รื้อค้นขึ้นมา สัจธรรมอันนั้นมันอยู่ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมมีรัตนะสอง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมกับพระอัญญาโกณฑัญญะ เห็นไหม พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม มันถึงมีพระสงฆ์ขึ้นมาเป็นองค์แรกของโลก ถึงได้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แก้วสารพัดนึก รัตนตรัยของเรา เป็นที่พึ่งที่อาศัยในดวงใจของเรา

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพุทธศาสนา เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เรามาบวชเป็นพระไง ถ้าบวชเป็นพระ บวชเป็นพระขึ้นมาเพื่ออะไร บวชเป็นพระมาเพื่อประพฤติปฏิบัติไง เพราะคนที่บวชเป็นพระ เห็นไหม เราซาบซึ้งในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราอยากแสวงหาสัจธรรมในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเมื่อเราเป็นฆราวาส เราต้องมีสัมมาอาชีวะ เราต้องหาเลี้ยงชีพ เราต้องประกอบสัมมาอาชีวะ แล้วถ้าขาดสติไปก็จะครองเรือนไป

เราสละ เราสละความเป็นฆราวาสนั้นมาบวชเป็นพระๆ บวชเป็นพระเพราะเป็นนักรบ นักรบ รบอะไร รบกับกิเลสในใจของตน ถ้ารบกับกิเลสในใจของตน ในใจของตน ใจของตนยังหาไม่เจอ ยังหาสนามรบไม่เจอ แล้วจะไปรบกับกิเลส มันเป็นไปได้ยังไง เราจะรบกับกิเลสมันต้องหาสนามรบของเราให้เจอไง ถ้าหาสนามรบของเราให้เจอ เราบวชมาแล้ว เราทำความสงบใจของเราเข้ามา ถ้าใจเราสงบเข้ามา เห็นไหม จิตเห็นอาการของจิต มันจะเห็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ที่เห็นจิต เห็นตัณหาความทะยานอยาก เห็นไหม ถ้าจิตเห็นอาการของจิต

ในปัจจุบันนี้อย่างที่เห็นมันเป็นส้มหล่น มันเป็นธรรมเกิดๆ ทั้งนั้น ที่รู้ที่เห็นต่างๆ มันเป็นธรรมเกิด ธรรมเกิดมันก็เกิดธรรมสังเวช ธรรมมันเกิดๆ ไง ธรรมมันเกิดมันก็เหมือนกับคนเรา เราเพลิดเพลินไปกับชีวิต ถ้าวันใดเราระลึกถึงความตายขึ้นมา เห็นไหม เราก็เห็นคุณค่าของชีวิตไง ถ้าเห็นคุณค่าของชีวิตมันสลดสังเวชกับทางโลก มันเจริญรุ่งเรืองทางธรรมนะ ธรรมมันเกิดๆ ไง มันยังไม่เกิดมรรคเกิดผลขึ้นมาไง ถ้ามันเกิดมรรคเกิดผลขึ้นมามันต้องมีการกระทำไง ถ้ามีการกระทำ ใครเป็นคนทำ ใจของเราเป็นคนทำนะ

ถ้าใจของเราเป็นคนทำ เราพยายามทำของเราขึ้นมา พยายามฝึกหัดฝึกฝนของเราขึ้นมา ฟังธรรมๆ มา ฟังธรรมเพราะอะไร เพราะในใจของครูบาอาจารย์ของเรา ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมา ท่านประพฤติปฏิบัติ ใจที่สูงกว่าจะพยายามชักนำ พยายามดึง ดึงใจที่ต่ำกว่าขึ้นมาไง แล้วใจที่สูงกว่ามันสูงกว่าตรงไหน มันก็คนเหมือนกัน พระเหมือนกัน ตัวเล็กกว่าด้วย ต่ำกว่าด้วย มันจะสูงตรงไหน

มันสูงๆ ที่คุณธรรมอันนั้นไง คุณธรรมอันนั้นมันเห็นไง เห็นว่าสิ่งนี้เป็นโลกสมมติไง โลกสมมติ เห็นไหม ดูสิ เวลาหลวงตาท่านพูด นี่ถังขยะๆ เวลาถังขยะ เราต้องอยู่ในถังขยะนั้น ดูสิ ในหลุมส้วม แล้วเราต้องอยู่ในหลุมส้วมนั้น ในหลุมส้วมนั้นมันน่าขยะแขยงไหม ถ้ามันน่าขยะแขยง เราจะพ้นจากหลุมส้วมนั้น หลุมส้วมนั้นมันคืออะไร มันก็กิเลสตัณหาความทะยานอยากไง มันสูงมันต่ำมันต่ำตรงนี้ไง ถ้ามันมีค่าเท่ากันนะ หนอน หนอนมันเกิดในหลุมส้วมนั้น มันกินขี้ในหลุมส้วมนั้น มันกินขี้เป็นอาหาร มันกินมูตรกินคูถเป็นอาหาร เห็นไหม มันอยู่มันสุขสบาย หนอนในหลุมส้วมมันอยู่สุขอยู่สบาย มันก็เป็นแค่หนอน มันสูงมันต่ำอยู่ตรงนี้ไง

มันสูงมันต่ำตรงที่ว่าหนอนมันเห็นว่าเป็นอาหารของมัน หนอนมันว่านั่นเป็นความสุขของมัน หนอนว่ามันหวงอาหารของมัน แต่เป็นคนๆ คนนี่เราถ่ายทิ้ง มูตรคูถออกจากทวารของเรา มันเป็นของทิ้งๆ ของเราทั้งนั้น เห็นไหม มันสูงมันต่ำๆ ตรงนี้ สูงต่ำในหัวใจตรงนี้ ถ้าสูงต่ำเนี่ยหัวใจที่สูงกว่าจะชักนำหัวใจที่ต่ำกว่าขึ้นมา ถ้ามันชักนำหัวใจที่ต่ำกว่าขึ้นมา มันชักนำยังไง มันชักนำยังไง

ในการฝึกฝน เห็นไหม ในทางโลก ในทางโลก เห็นไหม ดูสิ เขาแข่งกีฬากัน เขาหาช้างเผือก หาช้างเผือกคือหาผู้ที่มีพรสวรรค์ ดูแมวมองสิ แมวมองนักกีฬา เขาจะไปดูว่ามันมีพรสวรรค์ไหม ถ้ามีพรสวรรค์เขาเอามาฝึกฝน เอามาประคบประหงม ถ้าประคบประหงมแล้วฝึกหัดมันๆ ส่งขึ้นไปแข่งขัน ถ้าส่งขึ้นไปแข่งขัน เห็นไหม มันแพ้มา พอมันแพ้มามันร้องห่มร้องไห้เพราะมันมีอุดมการณ์ มันมีความทะเยอทะยาน มันอยากชนะทั้งนั้น เวลาลงไปแข่งขันทุกคนอยากชนะทั้งนั้น

แต่ในเมื่อกีฬา กีฬา เห็นไหม การแข่งขัน ในเมื่อเรามาฟูมฟัก เราฝึกหัด มันก็ต้องหาประสบการณ์ใช่ไหม พอขึ้นไปแข่งขันมันไปเจอนักกีฬาที่เขาเจนสนามกว่า มันต้องแพ้มาอยู่แล้ว ประสบการณ์มันสู้กันไม่ได้ ประสบการณ์สู้ไม่ได้ ลงมาแพ้มามันก็เสียใจลงมา ร้องห่มร้องไห้ ฟูมฟักเห็นไหม เราก็ให้กำลังใจมัน ให้กำลังใจมัน นี่มันเรื่องธรรมดา เรายังไม่เคยแข่งขัน เรามาแข่งขันนะ มันมีสปิริต หัวใจของคนที่มีสปิริตนะ ถ้ามันแพ้มา เห็นไหม มันมีแพ้มีชนะนะการแข่งขัน

ถ้ามันแพ้ชนะ ความพ่ายแพ้อันนั้นมันคืออะไรล่ะ มันคือประสบการณ์ไง ความพ่ายแพ้อันนั้นมันก็เศร้าหมองเป็นธรรมดา การแข่งขันทุกคนอยากชนะใช่ไหม ถ้าใครชนะมันก็มีความภูมิใจใช่ไหม อหังการใช่ไหม มีความชนะใช่ไหม มีแพ้มีชนะ แต่ถ้ามีผู้แพ้ ผู้แพ้มาแพ้มาเราก็มีกำลังใจไง แพ้มาเราก็ให้ปลุกปลอบหัวใจเขาขึ้นมาไง ความพ่ายแพ้นั้นเอามาเป็นประสบการณ์ ความพ่ายแพ้นั้นหาถึงความบกพร่องของตน ความบกพร่องของตนมันขาดตกบกพร่องอย่างใด ความชำนาญการของเราไม่มี กำลังของเรายังไม่มี เห็นไหม น้ำอดน้ำทนเรายังน้อยเกินไปใช่ไหม มันมีไง มีแพ้ มีแพ้มันเป็นประสบการณ์ มีแพ้นั่นแหละจะเป็นครู ความพ่ายแพ้อันนั้นเราก็มาหาความบกพร่องของตน เราก็มาพิจารณาของเรา เราพ่ายแพ้เพราะอะไร

ถ้าเราพ่ายแพ้ ดูสิ นักกีฬาที่มันชนะ ชนะขึ้นมา นักกีฬาที่เขาล็อกผล ล็อกผลน่ะเขาแพ้ชนะมาตั้งแต่เขาล็อกผลกันแล้ว เขาล็อกผลไว้ ด้วยภูมิหลังของเขา ด้วยอิทธิพลของผู้ที่มีอำนาจ เขาล็อกผลเอาไว้ๆ อันนั้นมันเป็นหาผลประโยชน์ มันเป็นเรื่องของหาผลประโยชน์ มันไม่ใช่เรื่องของสัจจะความจริง

การแข่งขันกีฬาโลก โลกสมมติๆ มันเป็นอย่างนี้ ใครมีอิทธิพลมากกว่า ใครมีอำนาจมากกว่า พยายามแย่งชิงกันเพื่อชื่อเสียง เพื่อกิตติศัพท์กิตติคุณ แล้วมันเป็นความจริงไหม เป็นความจริงทางโลก ความจริงทางโลกเพราะอะไร เพราะมันมีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณมันก็หาผลประโยชน์ของมัน เขาแพ้ชนะเพื่อผลประโยชน์ไง เขาไม่ได้แพ้ชนะเพื่อปราบปรามกิเลสไง เขาไม่ได้แพ้ชนะเพื่อสัจธรรมไง

ถ้ามันแพ้ชนะเพื่อสัจธรรม เห็นไหม สิ่งที่แพ้ชนะเพื่อสัจธรรม ถ้ามันมีแพ้ ความพ่ายแพ้ของเรามันไม่ใช่ความเสียหายหรอก ความพ่ายแพ้ของเราไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย ความพ่ายแพ้ของเราไม่ใช่น่าอับอายเลย มันเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่เขาเชิดชูเลย ดูสิ นักกีฬาที่เขาแพ้ แพ้ในการแข่งขัน แต่เขาชนะใจคนดู เขาชนะใจ เขามีน้ำอดน้ำทน เขาสู้ของเขา เขามีสปิริตของเขา แม้รู้ว่าแพ้เขาก็แข่งขัน แม้รู้ว่าแพ้เขาก็สู้ แม้รู้ว่าแพ้เขาก็ทำของเขา มันได้หัวใจของผู้ชม มันได้หัวใจๆ แพ้ในการแข่งขันแต่ชนะหัวใจสังคมทั้งหมดเลย

นี่ก็เหมือนกัน เราจะเป็นผู้แพ้จะเป็นผู้ชนะ เราก็ต้องมีสติมีปัญญาของเรา เราเกิดมา เราเกิดมาเป็นมนุษย์นะ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ พระพุทธศาสนาสอนถึงสัจธรรม สัจธรรมนะ สิ่งที่สัมผัสได้มันก็หัวใจเท่านั้น ดูสิ เราเป็นนักรบ เราบวชเป็นพระขึ้นมา ใครเขาเห็นเขาก็เชิดชู เขายกย่องสรรเสริญทั้งนั้น ลูกศิษย์กรรมฐาน นี่นักรบ นักรบรบกับใคร รบกับกิเลสของตน แล้วกิเลสของตน กิเลสในหัวใจเราเคยดูแลมันไหม เราเคยได้พบหน้ามันไหม เห็นแต่กิเลสคนอื่น ชี้นำแต่คนอื่น คนอื่นควรทำอย่างนั้นๆๆ ควรทำๆ แล้วหัวใจเราล่ะ

ถ้าหัวใจของเรานะ เราต้องปราบปรามกิเลสในหัวใจของเราก่อน ถ้าปราบปรามกิเลสในหัวใจของเรานะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม ไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะชัง ไม่ลำเอียงเพราะพวกเราพวกเขา ไม่ลำเอียงทั้งนั้น สัจธรรมเป็นสัจธรรม ความจริงเป็นความจริง ความจริงอันนั้นเป็นความจริง อยู่ที่ไหนก็เป็นความจริง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ จะพิสูจน์เมื่อไรก็ได้ ความจริงเป็นความจริงอย่างนั้น เราต้องการความจริงอย่างนั้น เราอยากได้ความจริงอย่างนั้นไง

ฉะนั้นเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันแพ้มันชนะกัน มันแพ้มันชนะมันก็การฝึกหัดของเรา คนเรามันจะดีตั้งแต่เกิดได้ยังไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บอกไว้แล้ว คนเราไม่ได้ดีเพราะการเกิด คนเราดีดีเพราะการกระทำ การเกิดนะ เห็นไหม การเกิดนี่เวรกรรมมันพาเกิดทั้งนั้น มีเวรมีกรรมขึ้นมา เกิดในครอบครัวที่มั่งมีศรีสุข เราก็มีบุญกุศลของเรา เกิดมาแล้วเราก็อบอุ่นของเรา

เกิดมาขาดแคลน เห็นไหม ในพระไตรปิฎกมหาศาลเลย ดูสิ หมอชีวก เกิดมาแล้วเขาเอาไปทิ้งในถังขยะต่างหาก เวลาเกิดมาแล้วพ่อแม่ไม่ดูแลเป็นเด็กอนาถา เกิดมาแล้วมันมีชื่อเสียงมีกิตติศัพท์กิตติคุณเป็นถึงหมอประจำพระองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่เกิดมา เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองมาก็เยอะแยะ สิ่งใดนี่อันนั้นมันเป็นเรื่องอดีต มันเรื่องในสิ่งที่ทำมา ทำมานั้นเพราะว่ามีสติมีปัญญาขนาดไหน มีคบบัณฑิต บัณฑิตพาไปทางที่ดีขนาดไหน เราก็ได้ทำมาแล้วมันเป็นอดีตชาติมาแล้ว ในปัจจุบันนี้เรามีสติปัญญาแค่ไหน แล้วในสติปัญญาของเราในปัจจุบันนี้เราจะคบธรรมะไหม

ถ้าเราบวชมาแล้ว เราคบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทโธไว้ จะเก่งกาจแก่กล้าขนาดไหนนั้นเรื่องกิเลสทั้งนั้น เรื่องความคิดทั้งนั้น ไร้สาระ ถ้ามันมีสัจธรรม มันต้องเอาใจไว้ในอำนาจของเราได้ ความรู้สึกนึกคิดนี่ต้องหยุดยั้งมันได้ คิดมากคิดน้อยขนาดไหน มีสติปัญญาทำความสงบใจของเราเข้ามาได้ ถ้าเข้ามาได้เป็นปัจจัตตังเป็นสันทิฏฐิโก มันธรรมในปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้ใจของตัวเองเอาไว้ในอำนาจของตัวเองได้หรือไม่

ถ้าใจของตนเอง เราเอาไว้ในอำนาจใจของตนเองไม่ได้ เรายังพ่ายแพ้กิเลสตลอด แล้วเวลาพ่ายแพ้ ด้วยทิฐิมานะอยากเอาชนะคะคานเขาไปทั่ว อยากจะขี่หัวเขาจะเหยียบย่ำเขาไปตลอด แต่ใจของตนให้กิเลสมันเหยียบย่ำ ใจของตนให้กิเลสมันขี่หัว แล้วขี่หัว เพราะมันขี่หัวมันทำความสงบของใจไม่ได้ไง

ถ้ามันทำความสงบของใจได้นะ ใจเราสงบระงับเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตสงบไม่มีเห็นไหม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือหัวใจของคน แล้วหัวใจของคนนะ ดูสิ กิเลสมันเหยียบย่ำ เราก็พลั้งเผลอไปขนาดไหน เราเคลิบเคลิ้มไปกับสัญญาอารมณ์ อารมณ์ตัณหาความทะยานอยาก อยากใหญ่อยากโตอยากมีอำนาจวาสนา อยากไปทั้งนั้นเลย อยาก เห็นไหม มันพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา กิเลสมันหลอกลวงแล้ว มันจะอยากไปไหน

แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญา เรากำหนดพุทโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิแล้วจิตมันสงบเข้ามาได้ หัวใจมันมีค่าขนาดนี้ หัวใจของเรามันสุขมันสงบได้ แล้วหัวใจของเขา หัวใจของเขา เห็นไหม เขาก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเหมือนกัน ถ้าเขามีอำนาจวาสนา เขาทำได้ดีกว่าเรา เขาทำได้เสมอเรา หรือเขาทำได้ต่ำกว่าเรา เขาก็ทำใจสงบของเขาเข้ามาได้ ถ้าใจเขาสงบเข้ามาได้ ใจที่มีคุณค่าๆ มันก็เกิดกลางหัวใจของเขา มันเกิดขึ้นมาในปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้กลางหัวใจของเขา ถ้ารู้กลางหัวใจของเขา สิ่งที่มันมีค่าคือหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของมนุษย์ สิ่งที่สัมผัสธรรมได้ นั่นล่ะคือผู้รู้ คือสัจธรรมอันนั้น ถ้าสัจธรรมอันนั้นทุกคนแสวงหา เห็นไหม แค่จิตเราสงบเท่านั้น เราจะเห็นใจเขาเลย

ใจของเรา เราทุกข์ยากขนาดนี้ เราเอาของเราไว้ขนาดนี้ เราถึงจะกำราบปราบปรามกิเลสให้มันสงบตัวลงได้ ให้มันมีความสงบระงับได้ แล้วใจของเขาๆ ถ้าเขาไม่มีสติปัญญา เขาก็โดนเหยียบย่ำ โดนทำลายไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันมีคุณค่าที่นั่น มันเห็นใจกันไง ถ้ามันเห็นใจกัน เราเป็นหมู่สงฆ์ เห็นไหม เวลาพระเราน้อยเนื้อต่ำใจ เห็นไหม พวกเราเป็นลูกกำพร้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บอกพระอานนท์ไว้แล้ว “อานนท์ ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเธอ” เวลาเป็นศาสดาของเธอ เห็นไหม ผู้ที่มีกิเลสตัณหาความทะยานอยากมากน้อยขนาดไหนก็ตีความเข้าข้างตนทั้งนั้น

แต่เวลาในสมัยปัจจุบันนี้ เห็นไหม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติของท่านไว้แล้ว เห็นไหม แล้วเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ในสมัยของท่าน ท่านรักกัน ท่านเข้าใจกัน ท่านคอยห่วงหาอาทรต่อกัน ท่านเป็นห่วงเป็นใยต่อกัน ท่านห่วงใยต่อกัน สังคมสงฆ์เราสังคมกรรมฐานเราถึงได้เข้มแข็งไง สังคมกรรมฐานเราทุกๆ คนเขาถึงยกย่องสรรเสริญไง ทำไมพระกรรมฐานเขาถึงกัน ทำไมพระกรรมฐานเขารักกัน ทำไมพระกรรมฐานเขาห่วงใยต่อกัน เขาห่วงใยต่อกัน ใครทำผิดสิ่งใดเห็นไหม ถ้าเตือนได้ก็เตือน ถ้าเตือนไม่ได้เขาก็ปรึกษากันในสังคมในหมู่คณะ แล้วให้หมู่คณะหาทางเผดียง หาทางให้เขาเข้าใจ พยายามดึงเขากลับมา ดึงเขากลับมา ดึงเขากลับมาให้อยู่ในร่องในรอยไง

นี่ไง มันไม่มีใครใหญ่กว่าธรรมะธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปหรอก คนที่ยิ่งใหญ่คือคนเคารพธรรมไง คนที่ยิ่งใหญ่คือหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง คนที่ยิ่งใหญ่ บุคคลที่ยิ่งใหญ่เคารพธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงอันนั้นไง นั่นล่ะผู้ที่ยิ่งใหญ่ไง ผู้ที่ยิ่งใหญ่มันอยู่ในกรอบไง ในกรอบในธรรมวินัยไง มันไม่ให้กิเลสมาเหยียบย่ำไง มันไม่ให้กิเลสมันชักนำออกไปให้มันสูงส่งไง นี่ไง ถ้ารู้จักแพ้ มันมีแพ้มีชนะไง

แต่จะเอาชนะคะคานเขาไปตลอด จะเอาชนะคะคานอย่างเดียว ชนะกิเลสมันก็เรื่องหนึ่ง แต่ชนะกิเลสก็ชนะไม่ได้ เพราะชนะกิเลสเพราะอะไร ถ้ามันมีสติปัญญามันก็ไม่ทำตัวอย่างนั้น ไม่ทำตัวให้กิเลสมันมีอำนาจเหนือกว่า นี้มันชนะกิเลสไม่ได้ กิเลสมันขี่หัวไป บังเงาไง กิเลสบังเงาว่าเป็นธรรมๆ ไง กิเลสมันบังเงา ความรู้เราเป็นธรรม ความเห็นเราเป็นธรรม สรรพสิ่งนี้มันเป็นธรรม สิ่งนี้มันมีค่ามาก เหยียบกันไปหมดเลย พอเหยียบไปหมด นี่ไง แม้แต่แพ้ก็ยังแพ้ไม่เป็น แล้วจะชนะได้ยังไง มันไม่มีประสบการณ์สิ่งใดไง

ผู้แพ้มีแพ้มีชนะเพราะมีแพ้มีสปิริตไง พอมีสปิริตขึ้นมาแล้วมันทำของมันแล้ว มันรู้ถูกรู้ผิดไง ถ้ารู้ถูกรู้ผิดมันก็แก้ไขไง เพราะรู้แพ้ รู้ว่าแพ้เพราะมีสติสัมปชัญญะ ก้าวจากลงเวทีมา เห็นไหมแพ้ แพ้เขาลงมาๆ ผู้ฝึกสอนเขาก็ให้กำลังใจ เรากลับไปฝึกฝนของเราใหม่เถอะ เรากลับไปเราไปฟื้นฟูของเราเนาะ ฟื้นฟูของเราแล้วกลับมาสู้ใหม่เนาะ แล้วสู้ใหม่นะ ความพ่ายแพ้อันนั้นมันเป็นกำลังใจ ความพ่ายแพ้อันนั้นมันเข้ามาเพื่อให้ตัวเองไม่ชะล่าใจไง ในการกระทำต้องมีความรอบคอบ ในการกระทำแล้วมันต้องมีสติปัญญา เราจะไม่ทำสุ่มสี่สุ่มห้า เราไม่หวังปรารถนาหวังจะได้จะหยิบฉวยเอาตามความพอใจของตน ตามความพอใจของตนไม่ใช่ตามสัจจะความจริง

เวลาหุงหาอาหารเขายังต้องให้มันสุกตามกาลเวลาเลย อาหารบางชนิดต้องใช้ไฟแรง อาหารบางชนิดต้องใช้ไฟอ่อน อาหารบางชนิดใช้ไฟปานกลาง แล้วความร้อนและระยะเวลาให้มันสุกพอดีของมัน อาหารนั้นจะมีรสชาติที่ดี อาหารนั้นจะมีคุณค่า นี่ไง การทำอาหารเขายังกำหนดเวลา เขาต้องรอ เขายังต้องให้มันสมบูรณ์ แม้แต่การทำอาหาร

แล้วนี่เราทำมรรค ทำมรรคทำผลของเรา ในศีล สมาธิ ปัญญา ในการที่จะสำนึกตน ในการจะสำนึกตน เราต้องฝึกฝนของเรา ฝึกฝนของเรานะ มันต้องมีความละเอียดไง งานของโลก เขาทุกข์ยากขนาดไหนเขาก็หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เห็นไหม มันยังมีคนช่วยเหลือเจือจานกันได้ แต่ศีลสมาธิปัญญามันช่วยเหลือเจือจานกันไม่ได้ คอยบอกกล่าวกันเท่านั้น คอยเคาะคอยเผดียงให้เรามีสติมีปัญญาเท่านั้น เพื่อจะค้นคว้าของเราขึ้นมา เราต้องมีสติ เราต้องฝึกฝนของเราขึ้นมา ถ้าฝึกฝนของเราขึ้นมา มันอาศัยความผิดพลาดของเราแหละ อาศัยความผิดพลาด ใครทำแล้วจะถูกต้องดีงามมาตลอด มันมีที่ไหน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผิดพลาดมา ๖ ปีๆ ทั้งๆ ที่สร้างสมบุญญาธิการมาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอำนาจวาสนาบารมีที่สุด คนที่มีอำนาจวาสนาบารมีขนาดนั้นยังต้องไปฝึกฝน ยอมพ่ายแพ้ให้กับกิเลสมันเหยียบย่ำมา ๖ ปี เจ็บช้ำมาขนาดไหน ปฏิบัติมา นี่ฝืนนะ กำหนดกลั้นลมหายใจจนสลบถึง ๓ หน อดอาหารจนขนเน่าหมดเลย ขนหลุดหมด นี่ไง ดูสิ แม้แต่ศาสดาของเรายังมีความมุมานะมาขนาดนั้น ยังมีขันติธรรมมาขนาดนั้น ยังต่อสู้มาขนาดนั้น แล้วเราเป็นสาวกสาวกะ ได้ยินธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมีความชื่นบาน มีการกระทำ อยากจะพ้นจากทุกข์ไง

ชีวิตนี้เราอยู่เราอยู่เพื่ออะไร เราอยู่เพื่อเลี้ยงชีวิตนี้ไว้ไง อายุขัยของคนใดคนหนึ่งก็อยู่ได้แค่อายุขัยของเขาคนนั้น ถึงที่สุดอายุขัยแล้วเขาก็ต้องตายเป็นธรรมดา แล้วเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ขณะที่มีชีวิตอยู่ มันมีโอกาส เห็นไหม คนตายแล้วทำอะไรไม่ได้ คนที่มีสติมีปัญญามีชีวิตอยู่พยายามฝึกฝนของตน พยายามรื้อค้นของตน พยายามฟื้นฟูหัวใจเราขึ้นมาให้ได้

ถ้ามันพ่ายแพ้ พ่ายแพ้ก็พ่ายแพ้เพื่อจะชนะไง ถ้ามันพ่ายแพ้ ใครไม่เคยพ่ายแพ้บ้าง ถ้ามันพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้เพื่อจะชนะ พ่ายแพ้เพื่อจะมาฝึกฝน พ่ายแพ้เพื่อจะมากระทำใหม่ มากระทำใหม่มันก็ตั้งสติปัญญาของเราขึ้นมาสิ ถ้ามันตั้งสติปัญญาของเราขึ้นมา ความแพ้นั้นมันเป็นประโยชน์ไง ความพ่ายแพ้นั้นมันเป็นการกระทำ คนที่ไม่เคยพ่ายแพ้คือคนที่ไม่ประพฤติปฏิบัติ คนที่ไม่เคยทำหน้าที่การงานใดทั้งสิ้น คนที่ทำหน้าที่การงานใดทั้งสิ้นเขาต้องฝึกฝนของเขาขึ้นมาจนเป็นประสบการณ์ของเขา ถ้าเป็นประสบการณ์ของเขา ความผิดพลาดนั้นมันก็เป็นคติของเรา เอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นคติเตือนใจตลอด แล้วเวลาความผิดพลาดนั้น พอจิตมันจะเป็น.. เนี่ยเราเคยแล้วนะ ไม่เข็ดหรือไงๆ มันพยายามตั้งสติ มันฟื้นฟูขึ้นมา มันไม่ทำให้สัปหงกโงกง่วง ไม่ทำให้กิเลสมันชักนำไป เห็นไหม ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมามันเป็นประโยชน์อย่างนี้

ฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย มันเป็นเรื่องความมีสัตย์เลย เรื่องความเป็นสุภาพบุรุษเลย เราเคยเป็นมา เราเคยผิดพลาดมา ใครมันไม่เคยผิดพลาด แต่ความผิดพลาดนั้นเราจะไม่ทำอีก เวลามันผิดพลาดมาก็ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็เคยผิด เห็นไหม ร่องของความคิดไง ร่องน้ำนั้นน้ำก็ไหลไปตามร่องน้ำนั้น ถึงเวลาแล้วร่องน้ำมันยังเปลี่ยนนะ แต่นิสัยใจคอ ทิฐิมานะอันไหนอันนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนแปลงของเราสิ ที่เรามาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราก็เปลี่ยนแปลงความคิดของเราใช่ไหม ความคิดที่มันทำๆ อยู่ มันผิดพลาดมาแล้ว แล้วมันพ่ายแพ้กับกิเลส ให้กิเลสมันเหยียบย่ำมาอยู่แล้ว มีอะไรที่ไปชนะมันบ้าง

ถ้าไปชนะมัน กิเลสมันกลัวอะไร กิเลสมันกลัวศีลสมาธิปัญญานี่ไง แต่ศีลสมาธิปัญญาไม่ใช่ตัวเป็นๆ ไง ตัวเป็นๆ คือเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ไง ตัวเป็นๆ คือเกิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ กลางหัวใจนี่ไง แต่ศีลสมาธิปัญญาในตำรามันไม่กลัวหรอก อันนั้นมันเป็นทฤษฎีอยู่ข้างนอกนู่น มันไม่เคยกลัวเลย แต่ถ้าเราฟื้นฟูมาเดี๋ยวนี้ สติเดี๋ยวนี้ แล้วมันทำสมาธิขึ้นมาได้ ทำสมาธิได้คือชนะมันมาครึ่งตัวแล้ว เพราะอะไร เพราะว่าพุทโธๆ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิจนมันสงบตัวลง มันสงบตัวลงด้วยอะไร ด้วยสติ ด้วยคำบริกรรม ด้วยปัญญาอบรมสมาธิ นี่ไง ถ้ากิเลสมันสู้ไม่ได้มันถึงสงบ พอมันสงบแล้วเราได้ชนะบ้าง กับที่แพ้มาตลอด กับที่พ่ายแพ้มาตลอด กับที่ถอยมากรูดๆ ตลอด เวลามันชนะชนะขึ้นมา เห็นไหม แพ้ชนะ เห็นไหม มันมีแพ้มีชนะในหัวใจเรานั้นในการประพฤติปฏิบัตินะ ถ้ามันมีความพ่ายแพ้บ้าง ความพ่ายแพ้นั้นควรกลับมาเป็นประโยชน์ไง ควรกลับมาเป็นประโยชน์หาแง่มุมของมัน

ทำไมมันเป็นอย่างนี้ จิตเราทำไมเป็นอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วทำไมมันเป็นอย่างนี้ แล้วธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูหลวงตาท่านพูดประจำ ถ้าปฏิบัติไป ถ้าปฏิบัติไปแล้วไม่ได้ ท่านจะพาไปร้องเรียนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยว่าสอนไม่ถูก

นี่ก็เหมือนกัน มรรคแปดๆ สิ่งที่เป็นจริงมันเป็นจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วแสดงธรรมออกมาเป็นธรรมวินัยนั้น มันเป็นจริงในใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มันเป็นความจอมปลอมในใจของเราไง มันเกิดขึ้นๆ เกิดขึ้นจากการก่อตัวของกิเลสที่มันเป็นสมุทัย มันเจือปนออกมา ตั้งสติๆ คำว่าสติๆ มันก็เป็นแต่ชื่อ มันไม่เป็นความจริง ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม มันหยุดได้ คำว่าสมาธิๆ สมาธิก็เอาชื่อมาอ้างอิงกัน เห็นไหม กิเลสมันบังเงาๆ

แต่ถ้าเป็นสมาธิจริงๆ ถ้ามันสงบตัวลงจริงๆ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันสงบตัวลงๆ สงบตัวลงด้วยเหตุ ถ้ามีคำบริกรรมมาก มันมีความกลมกล่อมใจไว้มาก เป็นสมาธิก็สมาธิที่แนบแน่น เป็นสมาธิที่ยืนยาว ถ้ากำหนดบริกรรมสั้น มันแนบแน่นได้ มันลงสมาธิได้ แต่ความลงสมาธินั้นมันก็ช่วงสั้น ช่วงอายุของสมาธิมันแคบ มันสั้น เดี๋ยวมันก็คลายออก

ถ้ามันมีเหตุมาก ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันอยู่ที่เหตุกระทำทั้งนั้น แล้วถ้าเกิดช่วงปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้น ปัญญาที่มันเกิดขึ้นเราไม่เคยรู้เห็น เวลาสุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการศึกษา จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากจินตนาการ ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาๆ มันต้องมีองค์ประกอบของมัน มันถึงเป็นจริงของมันขึ้นมา รสชาติของมันไม่เหมือนกัน รสชาติของมันแตกต่างกัน

ผลไม้ดิบ ผลไม้สุก ผลไม้ดิบๆ มันก็มีรสชาติหนึ่ง ผลไม้ที่สุก เห็นไหม ผลไม้สุกมันก็มีรสชาติหนึ่ง นี่ไง ปัญญาที่มันเกิดขึ้นๆ ถ้าเป็นจินตมยปัญญามันก็มีรสชาติหนึ่ง ถ้าเป็นภาวนามยปัญญามันก็เป็นอีกรสชาติหนึ่ง แล้วถ้ามันเป็นความจริงๆ ขึ้นมา เห็นไหม ผลไม้ที่มันสุกแล้ว ผลไม้ที่มันสมควรแก่การได้เอามาทำประโยชน์แล้ว ถ้ามันทำประโยชน์ขึ้นมา มันจะเกิดการสมดุลของมัน ถ้าเกิดการสมดุลของมัน ศีลสมาธิปัญญา เกิดเป็นมรรคผลๆ เนี่ยที่ว่ามรรคสามัคคีๆ มันจะเป็นความจริงๆ ความจริงเกิดจากการกระทำนี่ไง แล้วจากผู้แพ้ๆ ผู้แพ้มันแพ้ขึ้นมาเพื่อฝึกฝน แพ้ขึ้นมาเพื่อการกระทำ ไม่ใช่ผู้แพ้แล้วจะแพ้ตลอดไปไง

ถ้าไม่มีสปิริตนะ เวลาล้มลุกคลุกคลานเราก็ล้มลุกคลุกคลาน แล้วไม่รู้จักแก้ไข ไม่รู้จักการกระทำในใจ การกระทำในใจ ในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม การกระทำในหัวใจของเรา ศีลสมาธิปัญญาของเรา สติตัวจริงๆ มันเกิดจากการกำหนดสติระลึกรู้ สติคือการระลึกรู้ ระลึกรู้อยู่ในหัวใจ ระลึกรู้เท่าทันทั้งหมด นั่นคือสติ แล้วพอมันระลึกรู้แล้ว สติก็คือสติ ถ้าเป็นสมาธิขึ้นมา ระลึกรู้แล้วรู้อะไร ถ้ามันรู้แล้วจิตมันตั้งมั่น จิตมัน เห็นไหม มีคำบริกรรมกลมกล่อมมันตลอด เวลาระลึกรู้ๆ ครอบคลุมตัวมันเอง ระลึกรู้ถึงตัวจิตนั้น ถ้าตัวจิตนั้นพอจิตมันสงบเข้ามารู้ถึงความสงบระงับ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เวลามันเกิดปัญญาขึ้นมาๆ ปัญญาที่มันเกิดมันเกิดจากอะไร เกิดจากสมาธิไง

ปัญญาเกิดขึ้นมาจากสัญชาตญาณ เกิดขึ้นมาจากการนึกคิดของเรา เห็นไหม มันเป็นสัญญา มันเกิดจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้าจิตสงบแล้วๆ กิเลสมันเข้ามาครอบงำไม่ได้ ถ้ากิเลสมันเข้ามาครอบงำไม่ได้ มันเกิดมันก็เกิดเป็นสัจจะความจริง เห็นไหม แล้วเกิดสัจจะความจริงมันเกิดขึ้นมาแต่ละครั้งแต่ละคราว มันเกิดขึ้นมาเพราะอะไรล่ะ มันเกิดขึ้นมาเพราะสัจธรรมๆ แต่เพราะการกระทำของเรามันยังอ่อนด้อย มันก็เกิดเป็นชั่วครั้งชั่วคราว มันเกิดขึ้นมา เวลาปัญญามันเกิด โอ้โฮ มันเกิดความมหัศจรรย์ๆ จากที่ผู้แพ้ จากที่ล้มลุกคลุกคลาน จากที่ไม่มีวุฒิภาวะ จากการที่ว่าเราจะทำไม่ได้เลย

ช้างเผือก ผู้ที่มีอิทธิพลเขาไปใช้แมวมองไปแสวงหามา เวลาเขาฝึกฝนแล้วเขาส่งขึ้นไปแข่งขัน มันแพ้ลงมาๆ มันมีแต่ความเสียใจทั้งนั้น ผู้ฝึกสอนเขาก็ปลอบประโลม เห็นไหม ไม่เป็นไรๆ ครั้งแรกมันก็เป็นธรรมดา เราหาแง่มุมของมัน แล้วเราไปสู้กับมันใหม่ เห็นไหม เวลาเกิดปัญญาๆ ขึ้นมา ล้มลุกคลุกคลานขนาดไหน เวลากิเลสมันยันทีเดียวหงายท้องมาเลย

เวลาเราขาดสติ สมาธิของเราไม่มั่นคง ปัญญาเรายังไม่เกิด กิเลสมันยิ้มย่องผ่องใสนะ มันอยู่สุขสบายในหัวใจของเรานะ มันคิดว่า ไอ้พวกที่ประพฤติปฏิบัติมันไม่มีความสามารถที่จะเข้ามาเห็นตัวเราได้หรอก เราก็ฝึกฝนของเรา เราทำความสงบของใจเราเข้ามา เวลามีศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา เราไปเห็นกิเลส เห็นสัจจะความจริงขึ้นมา พอเห็นมันทีเดียว เราพิจารณาทีเดียวมันก็ปล่อยวาง เห็นไหม จากพ่ายแพ้มาๆ ด้วยความประมาทของกิเลส กิเลสมันประมาทนอนใจ มันคิดว่ามันเคยย่ำยีหัวใจดวงนี้ได้ตลอด มันก็คิดจะย่ำยีตลอดไป เห็นไหม เวลาสติปัญญาเราทำของเราขึ้นมาจากผู้แพ้ๆ จากมีแพ้มีชนะมีสปิริต มันแพ้แล้วไม่หงอยเหงา แพ้แล้วไม่เศร้าสร้อย แพ้แล้วไม่ยอมจำนนไง แพ้แล้วพยายามฝึกฝนๆ มันประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเรื่อย มันมีความสามารถขึ้นมา เห็นไหม มันไปชนะกิเลสก็หนหนึ่ง พิจารณาแล้วมันปล่อย

เพราะความประมาทของมันไง เพราะกิเลสมันประมาทเลินเล่อไง มันคิดว่ามันกำหัวใจดวงนี้อยู่แล้วไง อยู่ในอำนาจของมันไง ยังไงๆ ก็เป็นของตาย เป็นสมบัติของมันมาทุกภพทุกชาติอยู่แล้ว แต่พิจารณาไปแล้วพอมันกระเทือนเท่านั้น มันหูตาพองนะกิเลส หูตาพองคราวนี้ ทำความสงบใจของใจเข้าไป ทำสมาธิขึ้นไป จะไปหากิเลส กิเลสมันหลอกมันล่อ หัวปั่นเลย

นี่ไง ผู้แพ้ มันมีแพ้มีชนะ ถ้ามีชนะแล้วก็ไม่ใช่ชนะตลอดไป ถ้ามีชัยชนะแล้วมันก็ต้องมีสติปัญญาว่าเราทำยังไง เราทำยังไงเราถึงชนะ เราทำยังไงเราถึงเห็นหน้ามัน แล้วเราใช้ปัญญายังไงมันถึงได้พ่ายแพ้ไป พอพ่ายแพ้ไป ถ้ากิเลสมันมีกำลังมันชนะเรา โอ๋ย หงอยเหงานะ ปฏิบัตินะ โอ้โหย ระโหยโรยรา เดินจงกรมก็น่าเบื่อ นั่งสมาธิก็แสนลำเค็ญ แต่เรามีสปิริตของเรา ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราเป็นนักประพฤติปฏิบัติ เราจะมีความเข้มแข็งของเรา เราจะต่อสู้ไปกับมัน ด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยความเชื่อมั่นในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความคุ้มครองดูแลของครูบาอาจารย์ของเราไง แม้เราจะเป็นนักกีฬาโนเนม เราจะไม่มีใครรู้จักยังไง เราก็จะประพฤติปฏิบัติของเราไง

การออกกำลังกายเพื่อความฟิตของเรา เราก็ทำของเราเห็นไหม ทักษะที่เราจะฝึกฝนของเรา เราก็ฝึกของเราไป เราทำของเราไป ฝึกหัดๆ ของเราไป เวลาเราทำของเราบ่อยครั้งเข้าจนมีความมั่นคงของเรา มีความชำนาญของเรา เห็นไหม เราทำได้ เราขึ้นแข่งขันขึ้นมา แข่งขันกับอะไร ระหว่างกิเลสกับธรรมมันแข่งขันในหัวใจของเราไง ในปัจจุบันนี้กิเลสมันครอบงำไว้หมด มีแต่ศรัทธามีแต่ความเชื่อ แล้วบวชมาๆ ก็เป็นนักรบ แหม เวลาขึ้นชก เวลาแข่งขันกีฬา ชุดแข่งสวยเชียว ออกแบบแจ๋วเลย แหม น่าเชิดชู แพ้ทุกที

เราทำของเราๆ เห็นไหม สู้มัน ทำของมันต่อเนื่องๆ ขึ้นไป เราทำแล้ว ถ้าเรามีความมุมานะของเรา มีการกระทำของเรา เวลาคู่แข่งขันระหว่างกิเลสกับธรรมมันสู้กันในหัวใจ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเขาถึงเห็นไง สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงานไง ถ้าไม่มีหัวใจ ปฏิสนธิจิต ไม่ได้แก้กันที่นั่น มันจะไปแก้กันที่ไหน คนที่จะรู้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันก็ปฏิสนธิจิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเกิดเป็นมนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มันมีแต่ร่างกาย มีแต่วิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์กัน พิสูจน์ความรู้สึกนึกคิด แต่มันไม่ได้พิสูจน์กันในทางธรรมๆ ทางธรรมมันก็เข้าสู่ปฏิสนธิจิตนี้ ถ้าเข้าสู่ปฏิสนธิจิตมันก็จะไปเข้าที่ไหน ก็เข้าสัมมาสมาธิ ถ้าสัมมาสมาธิมันเข้าถึงที่นั่น ถ้ามิจฉา เป็นสมาธิแต่เป็นมิจฉา มันเจือไปด้วยสมุทัย เจือไปด้วยตัวตนของตน ถ้าเจือด้วยตัวตนของตน มันจะยกขึ้นสู่มรรคได้ยังไง มันยกขึ้นสู่มรรคไม่ได้เพราะมันไม่ได้เป็นสัมมาสมาธิ เป็นมิจฉาสมาธิไง

ถ้าเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา เวลาเป็นสัมมาสมาธิมันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ไปเห็นกาย ถ้าเห็นกายขึ้นมามันก็เป็นมรรค ถ้าเป็นมรรคมันก็ต่อสู้กับมัน ต่อสู้กับมัน เห็นไหม ระหว่างกิเลสกับธรรมต่อสู้กันๆ ต่อสู้กันตรงไหน กิเลสกับธรรมมันต่อสู้กันตรงไหน ใครเป็นคนเห็นกิเลส กิเลสมันเป็นยังไง แล้วถ้ามันต่อสู้ขึ้นมาแล้วมันชนะ เวลาชนะ ชนะขึ้นมาก็หนหนึ่ง จากที่แพ้ๆ ขึ้นมา ชนะซักหนหนึ่ง พอชนะหนหนึ่ง กิเลสมันประมาทเลินเล่อขึ้นมา พอมันตื่นตัวขึ้นมา คราวนี้สมาธิก็ทำยาก

เริ่มต้นขึ้นมาเราก็มีแพ้มีชนะ การที่มีแพ้มีชนะคือคนที่มีสัจจะมีความจริง มีความวิริยะมีความอุตสาหะ แพ้ชนะเป็นเรื่องของการแข่งขัน เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง มันเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงนะ เรื่องของข้อเท็จจริงเพราะอะไร เพราะจริตนิสัยของคน คนที่มีอำนาจวาสนา เขาทำสิ่งใดเขาก็ทำด้วยความเรียบง่ายของเขา เขามีมุมมองของเขา เขามีประเด็นของเขาที่เขาจะได้ฝึกฝนของเขา เขาทำของเขาเป็นชั้นเป็นตอนของเขาขึ้นไปนะ คนที่ไม่มีอำนาจวาสนาอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ เห็นไหม ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเยอะแยะ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมนี่สามสี่สิบองค์ แล้วนอกนั้นๆ ไปไหนหมด

นี่ก็เหมือนกันเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาๆ ด้วยอำนาจวาสนาของคน ถ้าอำนาจวาสนาของคนมันมีมุมมองของมัน มันพยายามของมัน มันไต่เต้า พยายามจะไต่เต้าระหว่างศีลสมาธิปัญญาในหัวใจ มันทำของมันไป สิ่งที่จะสัมผัสกิเลสได้ๆ สัมผัสธรรมะๆ ได้ มันก็เป็นเรื่องของหัวใจเท่านั้น แล้วเรื่องของหัวใจ ถ้ามันเป็นจริงในหัวใจแล้ว มันไม่มีที่ลับไม่มีที่แจ้ง ถ้าไม่มีที่ลับไม่มีที่แจ้ง มันเห็นน้ำใจกันไปทั่ว ถ้าเห็นน้ำใจกันไปทั่ว เห็นไหม มันจะแพ้มันจะชนะ มันเห็นแล้วมันสังเวชนะ

นี่ไง เพราะมันมีแพ้มีชนะในหัวใจอย่างนี้ เพราะมันมีแพ้มีชนะในหัวใจอย่างนี้ ครูบาอาจารย์ของเราท่านแพ้ท่านชนะของท่านมา ท่านถึงเห็นใจมากนะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านจะเห็นใจมาก มันเป็นเกราะ มันเป็นเกราะคุ้มครองเรา มันเป็นเกาะเป็นดอนที่พยายามรักษาดูแลเรา ดูแลศาสนทายาท ดูแลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ แล้วเวลาจะประพฤติปฏิบัติมันก็ต้องประพฤติปฏิบัติจากหัวใจของผู้ที่ปฏิบัตินั้น แต่ครูบาอาจารย์ท่านคุ้มครองดูแล ท่านคอยชี้นำ คอยให้ประเด็น คอยบำรุงรักษา บำรุงรักษาๆ นะ นี่ไง ศาสนาทายาทๆ มันเกิดในหัวใจดวงนั้น

คนที่มีคุณธรรม เห็นไหม สังคมสงฆ์ๆ เราเคารพบูชากัน ธรรมวินัยๆ เราเคารพบูชาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาวุโส ภันเต แต่ถ้าอาวุโสมันมีแต่ขี้ หลุมส้วมนั้นเขาเอาไว้ให้หนอนมันอยู่ หนอนมันชอบ แต่คนไม่ชอบ คนผู้ที่ฉลาดเขาเอาขี้นั้นไปทำปุ๋ย ไปรดผัก แต่ถ้าคนที่ไม่ฉลาดนะ มันเป็นของเหม็น

นี่ไง เราไม่ใช่หนอน เราเป็นคน เราเป็นคน เห็นไหม เราเป็นคนด้วย เราเห็นภัยในวัฏฏะสงสารด้วยมาบวชเป็นพระ พอบวชเป็นพระขึ้นมา นี่ไงธรรมและวินัย ศากยบุตรพุทธชิโนรส เราเป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุตรชาวสักกะ เราเป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสมมติสงฆ์ เราพยายามฝึกฝนเราๆ ให้มันเป็นจริงขึ้นมา ถ้าเป็นจริงขึ้นมา เป็นความจริงขึ้นในใจ ศาสนทายาทๆ เกิดที่นั่น เกิดที่นั่นเพราะอะไร ธรรมะให้ถามมา ข้อประพฤติปฏิบัติถามมาเลย ถามมาเพราะอะไร เพราะหัวใจดวงนี้ผ่านมาแล้ว หัวใจที่ไม่ผ่านมามันจะรู้เห็นได้ยังไง หัวใจที่มันรู้มันเห็นแล้วถามมาเลย มันเป็นข้อเท็จจริงในใจดวงนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น อริยสัจมีหนึ่งเดียว แล้วใจที่มันไม่ได้สัมผัสอริยสัจอย่างนั้น มันเป็น นี่ไงมันเป็นความจำทั้งนั้น เป็นเรื่องสัญญา สัญญาอารมณ์ทั้งนั้น ถ้าสัญญาอารมณ์ทั้งนั้นมันเป็นเรื่องโลกๆ ไง

นี่พูดถึงว่าถ้ามันจะแพ้มันชนะมันก็เป็นเรื่องโลกๆ ถ้ามันจะแพ้จะชนะมันก็ให้มันมีคุณค่าขึ้นมาไง ถ้ามันจะแพ้มันจะชนะก็ให้เป็นการประพฤติปฏิบัติ ให้เป็นการหาประสบการณ์ นี่ไง สัจธรรมๆ เรามาเพื่อนี่นะ ดูสิ ทางโลกเขาถ้าใครทำสิ่งใดประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ใครทำชื่อเสียงไว้ในทางโลกเขามีสถิติทั้งนั้น ในเรื่องการกีฬา ในทางวิทยาศาสตร์ ในทางการปกครอง ในทางทหาร ในทางวิทยาศาสตร์ เห็นไหม ใครไปเหยียบดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร คนแรกของโลกๆ

แล้วมนุษย์ล่ะ เวลาหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น เวลาประพฤติปฏิบัติธรรมขึ้นมา เวลาบรรลุธรรมขึ้นมา ใครรับรู้ด้วยล่ะ ไม่ใช่รับรู้ธรรมดานะ ในกลุ่มสงฆ์คนละกลุ่มสงฆ์เขายังดูถูกเหยียดหยามว่าไม่ใช่ๆ เขาไม่เชื่อของเขา แต่ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คำว่าสมควรแก่ธรรม ความสมควร เหมาะสม ดีงาม ความเหมาะสมดีงาม เห็นไหม จิตใจที่สูงกว่าชักนำจิตใจที่ต่ำกว่า จิตใจของหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นๆ จิตใจท่านสูงส่งมาก เวลาครูบาอาจารย์ หลวงตาอยู่กับท่าน เห็นไหม เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาบอกหลวงตา ผู้ที่มีความสามารถไม่ต้องขึ้นมา ให้พระหนุ่มน้อยมันขึ้นมา ให้มันมีข้อวัตรติดหัวใจมันไป

คำว่าติดหัวใจมันไป ท่านนิพพานไปแล้วท่านยังเป็นห่วงเป็นใยนะ บอกหมู่คณะไว้ ถ้าเราตายไปแล้วหมู่คณะจะพึ่งใครๆ ให้พึ่งมหานะ มหาดีทั้งนอกทั้งใน นอกก็ข้อวัตรปฏิบัติ นอกก็เรื่องโลกๆ ในก็เรื่องหัวใจ บางองค์ดีในแต่ข้างนอกไม่สวยงาม บางองค์ข้างนอกก็สวยงามข้างในก็ดีงาม มันดีทั้งนอกและใน เวลาท่านจะล่วงไปท่านยังห่วง ห่วงอาวรณ์อาลัย เห็นไหม เอ้า พระอรหันต์ยังมีห่วงอีกเหรอ พระอรหันต์ท่านมีความสมบูรณ์ในใจของท่านแล้ว ท่านมาห่วงอะไร นั่นน่ะ ฉะนั้นพระอรหันต์แล้วมันก็เที่ยวตีเมืองขึ้น พระอรหันต์แล้วก็เที่ยวตีเมืองขึ้น เที่ยวหาประโยชน์ พระอรหันต์จะไม่ห่วงอะไรเลย ห่วงแต่กระเป๋าของตน อย่างนั้นเป็นพระอรหันต์เหรอ

แต่พระอรหันต์ท่านห่วงศาสนทายาท ห่วงถึงสัจธรรมส่งต่อเนื่องกันไป จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่งนะ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่งเพราะเห็นคุณค่ามาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบคุณธรรมอันนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปปรินิพพาน ยังไปเทศน์เอาสุภัททะ ยังสั่งสอนไปตลอดทาง สั่งสอนตลอดทาง ทุกคนคร่ำครวญ “ดวงตาของโลกดับแล้ว ดวงตาของโลกใกล้จะดับแล้ว” พระอานนท์ร้องไห้คร่ำครวญ ความดีมันเป็นเรื่องของความดีไง ไม่ใช่เรื่องความห่วงอาทรเป็นเรื่องของกิเลสหรอก มันเป็นเรื่องของความดี เป็นเรื่องของการห่วงหาอาทร เป็นเรื่องของคุณธรรม เป็นเรื่องสัจธรรมนะ ครูบาอาจารย์ท่านเป็นห่วงเป็นใยอย่างนั้นนะ แล้วเราเป็นใคร ปฏิบัติแล้วให้มันมีแพ้มีชนะ แพ้แล้วก็แล้วกันไป แล้วหาประสบการณ์สู้กับมันใหม่ เอาสัจธรรม เอาความจริงอันนั้นขึ้นมาให้อยู่ในกลางหัวใจของเราเพื่อประโยชน์กับเรา ฟังธรรมๆ เพื่อเหตุนี้ เอวัง