ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ทำใจให้เย็น

๑๓ ต.ค. ๒๕๖๑

ทำใจให้เย็น

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) .หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๒๘๕. เรื่อง “ทำอย่างไรให้ใจเย็นครับ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมเริ่มฝึกนั่งสมาธิได้ ๑ เดือนแล้วครับ แต่ผมรู้สึกอารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิด แต่ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ไม่แสดงอาการให้คนรอบข้างเห็นเหมือนแต่ก่อน แต่ข้างในมันยังร้อนอยู่ อยากเป็นคนที่ใจเย็นกว่านี้ ผมจะเริ่มฝึกทำสมาธิ แต่ปัญหายังเหมือนเดิม กราบหลวงพ่อช่วยแนะนำด้วยครับ

ตอบ : ด้วยของแค่นี้ ตอนนี้สังคมที่มีปัญหามาก กลางคืน เด็กแว๊นๆ เด็กแว๊นมันเล่นสนุกสนานครึกครื้นของมัน นั่นน่ะมันสนุกสนานตามวัย พูดว่าตามวัยนะ เพราะอะไร พวกเราพวกลูกผู้ชาย เด็กๆ ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้นน่ะ เด็กๆ ก็อยากจะซ่าทุกคนน่ะ แต่มันเป็นไปตามวัย พอมันเป็นไปตามวัย แต่คนถ้ามันสำนึกได้ เห็นไหม เวลามันสำนึกไม่ได้ กฎหมาย ม.๔๔ จับกุมพ่อแม่เลย พ่อแม่ให้เด็กออกไปแว๊น จับทั้งนั้นน่ะ

ถ้าเราระลึกได้ว่าเราทำความเดือดร้อนให้กับพ่อกับแม่ เราทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่น มันสำนึกได้ พอสำนึกได้ มันจะเป็นคนดีได้ แต่คนส่วนใหญ่ที่มันยังแว๊นอยู่ ยังเล่นสนุกครึกครื้นอยู่เพราะมันสำนึกไม่ได้

ถ้าสำนึกไม่ได้ก็เข้ามานี่ไง เข้ามาที่ว่า แค่คนที่สำนึกได้ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แค่นี้ รู้จักผิดชอบชั่วดี นั่นน่ะจะเริ่มเป็นคนดีได้ แต่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี กูถูกอยู่คนเดียว “คนอื่นก็ทำ คนอื่นก็ทำ” เวลามันจะเถียงไง มันไม่เถียงถึงว่าผิดชอบชั่วดีหรอก มันจะเถียงว่า “คนอื่นก็ทำ คนอื่นก็ทำ” แล้วคนอื่นเป็นคนดีหรือคนเลวล่ะ

หลวงตานะ ในพระไตรปิฎกสอนไว้ประจำ คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก ในโลกนี้คนโง่มากกว่าคนฉลาด คนฉลาดเป็นคนส่วนน้อย แล้วคนที่เวลามันพาล มันเห็นแก่ตัว มันคนโง่หรือคนฉลาดล่ะ

แต่เวลาคนที่มันจะอ้าง มันก็อ้างตรงนั้นแหละ “ทำไมคนอื่นทำได้ล่ะ ทำไมคนอื่นทำได้ล่ะ”...ก็มันคนเลว ก็คนมันเลว มันทำตามประสาคนพาล แล้วเอ็งเอามาอ้างได้อย่างไรล่ะ แต่นิสัยเด็กๆ เนาะ นิสัยวัยรุ่นมันก็ต้องว่า “ทำไมคนอื่นทำได้ล่ะ ทำไมคนอื่นทำได้ล่ะ”

แต่ถ้าเรารู้จักผิดชอบชั่วดี มันไม่อ้างคนอื่น มันอ้างความผิด ความถูก ความชอบ ความดี ผิดชอบชั่วดี เราต้องอ้างว่าผิดชอบชั่วดี ไม่ใช่ว่า “คนอื่นทำ คนอื่นทำ” คนอื่นใครล่ะ คนอื่นอ้างอะไรได้

นี่ไง อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ไม่คบคนพาลๆ เราคบบัณฑิต แล้วคบบัณฑิต สุดยอดของมิตรคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด เวลาเข้าไปใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด เพราะท่านไม่พาไปเสียหายแน่นอน แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธกาลมีองค์เดียว แล้วจะเจอตอนไหนล่ะ นี่พูดถึงว่าถ้าคนสำนึกได้

ทีนี้เขาบอกว่า เขาเริ่มนั่งสมาธิ แล้วเขาอยากให้ใจเย็นๆ นั่งมา ๑ เดือนแล้วยังหงุดหงิดๆ แต่ดีขึ้น

แต่ดีขึ้น ดีขึ้นเพราะอะไรล่ะ ดีขึ้นเพราะเรามีสติ เรามีสติ เราเท่าทันอารมณ์เรา เราเท่าทันความคิดเรา แต่เดิมอารมณ์มันส่งออก เราคิดอะไรแล้วเราก็บวกกับตัณหาความทะยานอยาก บวกกับความพอใจของตน บวกกับทิฏฐิมานะของตน กูถูก กูแน่ กูยอด นี่พุ่งออกหมดเลย

แต่ถ้ามีสติควบคุมได้ปั๊บ ถูกหรือผิด คิดดีหรือชั่ว มันเริ่มคิดได้ พอเริ่มคิดได้ เห็นไหม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสของสัตว์โลก กิเลสของคนนั่นแหละ

กิเลสคือตัณหาความทะยานอยาก ตัณหาคือความอยากได้อยากดี ไม่พอใจสิ่งใดก็จะผลักไส นี่ตัณหาความทะยานอยากมันควบคุมหัวใจ ถ้ามันควบคุมหัวใจ นี่ที่มันเผาลนอยู่ ถ้ามันเผาลนอยู่ ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันความเห็นของตน แล้วไม่ใช่เท่าทันแล้วมันจะจบนะ เท่าทันแล้วมันยังมีความดียิ่งกว่านี้ เท่าทันแล้วทำสมาธิได้ ทำสมาธิได้ ฝึกหัดใช้ปัญญาได้ เวลาฝึกหัดใช้ปัญญาได้แล้ว เวลาพิจารณาไปแล้วนะ บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค มันจะละเอียดเข้าไปเป็นชั้นๆ เข้าไป

ไม่ใช่ว่าเราเท่าทันแล้วเก่ง...ยัง ไม่ใช่หรอก เพิ่งฝึกหัด เพิ่งหัดตั้งไข่ แล้วพยายามฝึกหัดของเราไป นี่พูดถึงว่าเวลาระยะทางที่เราจะต้องเดินขึ้นไปไง

แต่บอกว่า จะทำอย่างไรให้ใจมันเย็นขึ้น

ถ้าใจมันเย็นขึ้นก็ฝึกหัดด้วยสติด้วยปัญญานี่แหละ ถ้าด้วยใจเย็นขึ้นๆ อยู่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ ลบ ๔๐ มันยังร้อนเลย ลบ ๔๐ นะ ลบ ๖๐ นู่นน่ะ เย็นไหมล่ะ มันร้อนมันเย็นที่ไหนล่ะ เวลามันร้อนมันเย็นที่ในหัวใจของเรา มันร้อนมันเย็นด้วยสติปัญญาของเรา อากาศภายนอกมันจะร้อนมันจะเย็นก็อีกเรื่องหนึ่งนะ นี่อยากให้ใจเย็นๆ

ใจเย็นด้วยสติด้วยปัญญา เท่าทันความคิดของตน หลวงตาท่านสอน คำนี้ใช้ได้ตลอด แล้วสุดยอด ใครจะดีจะชั่วมันเรื่องของเขา ใครจะดีจะชั่วมันเรื่องของเขา เราจะทำความดีว่ะ เราจะทำความดีว่ะ

แต่คนทำความดีน้อยเนื้อต่ำใจทั้งนั้นน่ะ เราทำดีๆ แล้วมีแต่คนเหยียบย่ำทำลาย เราทำดีมีแต่คนเหยียบย่ำทำลาย ทำดีก็ทำดีของเราสิ อย่าทำดีโดยเอาหน้าเอาตา ทำดีโดยให้เขายอมรับ ไม่มีทาง ทำดี ไปซื้อความดี เขียนกฎหมายให้คนรัก เป็นไปไม่ได้หรอก

คนจะรักคนจะชอบอยู่ที่พฤติกรรมของเรา อยู่ที่ความเห็นที่เขารักเราหรือชอบเราเอง ไม่ใช่ไปเขียนบังคับให้คนนู้นรักคนนี้รัก เป็นไปไม่ได้ ถ้าจะบังคับให้คนอื่นรัก มึงตายเลย ทุ่มเทขนาดไหนเขาก็ไม่รักมึงหรอก แต่ถ้าคนทำความดี มีสติปัญญา เขารักเราเอง นี่พูดถึงว่าเวลาทางโลกไง

ฉะนั้นบอกว่า “ทำอย่างไร หากอยากจะให้ใจเย็นมากกว่านี้ ผมจะเริ่มทำสมาธิ แต่ปัญหายังเหมือนเดิม”

ปัญหายังเหมือนเดิม ปัญหายังมีของมันอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วปัญหาไม่ใช่มีปัญหาอย่างนั้นนะ คนที่ฝึกหัดภาวนา แล้วทำสิ่งใดแล้วก็คิดว่าตัวเองได้ผลอย่างนั้นๆ ความจริงว่าจะได้ผลอย่างนั้นน่ะ มันเหมือนกับนักกีฬา นักมวย นักกีฬาทุกประเภทเขาฝึกทุกวัน ยิ่งฝึกมากเท่าไรเขายิ่งแบบว่าทักษะเขาจะมั่นคงของเขาอย่างนั้น

นี่ก็เหมือนกัน การฝึกหัดๆ เหมือนกับนักกีฬา นักกีฬาฝึกหัดขนาดไหน แล้วจิตใจมันมั่นคงหรือไม่ แล้วเวลานักกีฬาถ้าไม่มีความฟิต คือปล่อยปละละเลย อ้วนฉุ บวมเป่งเลย

นี่ก็เหมือนกัน ภาวนาๆ ไป ถ้าขาดสติปัญญานะ เสื่อมหมด เวลาเสื่อมไปแล้วนะ ก็คิดว่าตัวเองทำแล้วทำได้ไง มันไม่ใช่แบงก์นะ เอาไว้ในตู้เซฟแล้วมันจะเป็นแบงก์ตลอดไป

ความรู้สึกของคนมันคงที่ไม่ได้หรอก มันแปรสภาพตลอด แต่เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแก้ไขตรงนี้ ถ้ามาแก้ไขตรงนี้ ฝึกหัดตรงนี้ขึ้นมา ถ้าฝึกหัดตรงนี้ขึ้นมาแล้ว คนถ้ามีหลักเกณฑ์นะ เขาจะมีข้อวัตร เขาจะมีวัตรปฏิบัติของเขา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำเป็นตัวอย่าง นี่ธรรมทายาทๆ

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เช่น ดูหลวงตามหาบัว ดูหลวงปู่ลี ท่านเคยมาเที่ยวเทศบาลหนึ่ง เทศบาลสองไหม หลวงตาท่านเน้นย้ำเลย ธรรมะจะไม่เกิดในเทศบาลหนึ่ง เทศบาลสอง ไม่เกิดบนกระดูกหมู กระดูกหมา ไม่เกิดบนความอุดมสมบูรณ์ หลวงตาท่านเน้นย้ำประจำ คนภาวนามามันรู้ คนที่เขาเห็นสัจธรรมคุณธรรมที่มีประโยชน์ เขาไม่เห็นแก่กระดูกหมู กระดูกหมา

กระดูกหมูต้มฟักไง กระดูกหมูต้มมะระ โอ๋ย! สุดยอด น้ำซุปยอดๆ เลย แต่ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าธรรมะไม่เกิดบนกระดูกหมู กระดูกหมา ไอ้คนที่เห็นว่าน้ำซุป เห็นว่าต้มฟักสุดยอดนั่นน่ะ ไอ้พวกนั้นไอ้พวกเห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่ปากแก่ท้องมันจะเห็นคุณธรรมหรือไม่ คนที่เห็นแก่คุณธรรม เขาไม่เห็นแก่เรื่องอย่างนี้เลย เรื่องอย่างนี้ นี่แหละเป็นตัวชักนำให้ศาสนาเสื่อมไปเรื่อย จะเอาแต่ให้คนอุปัฏฐากอุปถัมภ์ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ แต่ถ้าคนเป็นจริงๆ เขาเอาศีล เอาสมาธิ เอาปัญญา ถ้าเอาศีล เอาสมาธิ เอาปัญญา เขาละเรื่องนี้

นี่พูดถึงว่าจะทำใจให้มันเย็นขึ้นไง จะทำให้ใจเย็นขึ้น มีสติปัญญา มันมีสติมีปัญญานะ นี่พูดถึง เพราะเราเห็นว่าคำถามนี้ มันแบบว่าเราพอใจไง “ผมเพิ่งหัดภาวนามา ๑ เดือน”

เพราะว่าถ้าผมเพิ่งหัดภาวนามา ๑ เดือน แสดงว่าก่อนจะภาวนามันต้องตัดสินใจนาน จะเอาหรือไม่เอา จะภาวนาหรือไม่ภาวนา ศึกษาธรรมะมาก็เยอะแล้ว จะภาวนาจะกลัวเจ็บกลัวปวด กลัวไปหมดเลย

แต่ถ้ามันได้ภาวนา ที่มันพอใจอยู่คำนี้แหละ “ผมภาวนามา ๑ เดือน” แสดงว่าเริ่มเอา ถ้าเริ่มเอามันก็เริ่มเอา เป็นสิทธิ์ เวลาทานเริ่มต้นมันเป็นสิทธิ์ คนเราจะอยู่สะดวกสบายอย่างไรก็ได้ บุญกิริยาวัตถุ บุญกิริยา

บุญกิริยา เราจะนั่ง เราจะนอนอย่างไรก็ได้ เราเสียสละกิริยาวัตถุ นั่งขัดสมาธิถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มต้นของการภาวนา บุญกุศล บุญกิริยาวัตถุ เราเสียสละความสะดวกสบาย เสียสละการนอน เสียสละทุกๆ อย่างมานั่งสมาธิ นี่บุญกิริยาวัตถุเพื่อถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาวนาพุทโธๆ ถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แค่นั่งนิ่งๆ นี่แหละ แต่พอมันนั่งนิ่งๆ แล้ว เวลาไม่ทำมันก็ไม่ทำนะ พอมันนั่งปั๊บ มันเรียกร้องสมาธิเลย พอได้นั่งขัดสมาธิ สมาธิก็ต้องมา ปัญญาก็ต้องมา มรรคผลนิพพานก็ต้องมา มันเรียกร้องหมดเลย

การเรียกร้องมันเป็นไฟมาเผา การอยากได้มันเป็นไฟมาเผา ตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาคือกิเลส ก่อนนั่งสมาธินี่บุญกุศลเต็มที่เลย บุญกิริยาวัตถุ เรามีความเต็มใจ เสียสละความสะดวกสบายของเราเพื่อมานั่งขัดสมาธิถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญกุศลเต็มตัวเลยล่ะ แต่พอผ่านกิริยานี้ไปปั๊บ กิเลสมันก็โถมเข้าใส่เลย “นั่งสมาธิ นั่งแล้วต้องได้สมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ มันต้องได้สมาบัติ มันต้องได้โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค” โอ้โฮ! มันคิดไปเลยนะ ทั้งๆ ที่เริ่มต้นมันเป็นบุญนะ แต่พอกิเลสมันแทรกเข้ามา โอ้โฮ! ล้มลุกคลุกคลาน แล้วผู้ปฏิบัติทุกข์ไปทั้งนั้นเลย

แต่ถ้าเราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำคุณงามความดีของเรา มันจะเกิดมรรคเกิดผลมันก็อยู่ที่ความเพียร ความเพียรชอบ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมของเรา ถ้าความชอบธรรมของเรา ถ้าคนมีสติปัญญา ความชอบธรรมอันนั้นมันจะส่งเสริมขึ้นไป

แล้วพอส่งเสริมขึ้นไป มันเคยเจริญแล้วเสื่อม คนที่เคยเห็นเจริญแล้วเสื่อม เหมือนพ่อแม่หลอกเด็กเลย เอาจานข้าวมาวางไว้ แล้วก็ชักกลับ นี่ก็เหมือนกัน เป็นสมาธิแล้วก็หายไป เป็นปัญญาแล้วก็หายไป เหมือนกับเอาข้าวมาให้เลย แล้วก็ชักกลับ ไม่ได้กิน

นี่ก็เหมือนกัน เจริญแล้วเสื่อมไง นี่มันเป็นสัจจะเป็นความจริง ครูบาอาจารย์ที่เป็นความจริงเป็นความจริงอย่างนี้ นี่พูดถึงว่าทำอย่างใดจะให้มันเย็นขึ้น

ฝึกหัด เราฝึกหัด

เพราะเขียนคำถามมา เขาบอกว่ามันใจเย็นขึ้น ดีขึ้น

คำว่า ใจเย็นขึ้น ดีขึ้น” มันไม่มีซื้อขายในท้องตลาด ในท้องตลาดไม่มีขายปัญญา ไม่มีสมาธิกับปัญญาขาย สมาธิกับปัญญาต้องฝึกหัดขึ้นมาด้วยพระพุทธศาสนา ด้วยการกระทำหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ด้วยความขยันหมั่นเพียรของเราเอง แล้วทำอย่างนี้เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ให้ทำตามนี้

เพราะเขาถามว่าจะทำอย่างไรให้ใจเย็นขึ้นไปมากกว่านี้

ที่เราพูดนี้เราพูดไว้ก่อน ดักหน้าไว้ว่า ถ้ามันเสื่อม มันไม่พอใจแล้วมันจะตีโพยตีพายอย่างที่เราพูดมาเมื่อกี้นี้ อย่างที่เราบอกว่าพอนั่งแล้วจะเอานู่นเอานี่ ถ้าไม่ได้ผลแล้วมันจะเอาอย่างนี้มาอ้าง พออ้างแล้วนะ เลิกดีกว่า กลับไปนอนสบาย กลับไปกินสบาย อยู่สบายของเราดีกว่า

แต่ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เห็นไหม บุญกิริยาวัตถุ เราได้เสียสละสิ่งนั้นมาเพื่อเป็นบุญกุศลแล้ว แล้วถ้าภาวนาได้มากได้น้อยขึ้นไป มันจะเป็นบุญกุศล เป็นการกระทำของเรา เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกในหัวใจของเรา ให้หมั่นเพียรฝึกหัดอย่างนี้ ทำใจให้เย็นขึ้น ทำใจให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์กับใจดวงนั้น จบ

ถาม : ข้อ ๒๒๘๖. เรื่อง “ใจหาย”

ตอบ : คำว่า ใจหายของเขา” ใจหายของเขาคือว่าเขาอยู่ในสังคมเพื่อนของเขา แล้วเขาให้เพื่อนยืมเงินไป พอเพื่อนยืนเงินไปแล้ว นัดจะชำระแล้วก็ไม่ได้ชำระ มีปัญหาไปตลอด แล้วก็มีเรื่องกันถึงกับขึ้นโรงขึ้นศาล อันนี้พูดถึงเป็นปัญหาของเขา

แต่เราจะพูดเฉพาะเป็นปัญหาสังคม ปัญหาสังคมมันไม่ใช่ปัญหาในวัด ถ้าปัญหาในวัดนะ พูดสิ่งใดไม่ได้ ดูสิ พระเวลาจะมาบวช เป็นหนี้มาหรือเปล่า มีหนี้มีสินหรือเปล่า หนีคดีมาหรือเปล่า เป็นพระ เวลาบวชพระเขาก็ต้อง อามะ ภันเต อามะ ภันเต ต้องตอบอยู่ตลอดเวลา

แล้วคนที่มาวัดมาวา คนที่มีความทุกข์ความยากขึ้นมา มาวัดมาวาก็มาเพื่อประพฤติปฏิบัติ ใครมีหนี้มีสินขึ้นมาแล้วก็พยายามแก้ไขของเขาไปเอง แต่ถ้ามาวัดมาวาขึ้นมาแล้วเพื่อจะมากู้หนี้ยืมสินกันเพื่อที่จะมาหาผลประโยชน์กัน อันนั้นมันเป็นเรื่องโลก แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ

วัดที่ไม่มีผู้คนเขาก็อยู่กันสะดวกสบายใช่ไหม วัดที่มีผู้คนขึ้นมา เพราะมีผู้คนที่ไหนขึ้นมา มันมีชุมชนขึ้นมา มันก็มีผลประโยชน์ทั้งนั้นน่ะ ฉะนั้น มีผลประโยชน์ทั้งนั้น นี่เป็นเรื่องของโลก

เราจะบอกโลกกับธรรม ในวัดมันมี ๒ ภาค ภาคหนึ่งคือภาคโลก โลกคือมันก็เหมือนกับธุรกิจ โลกก็เหมือนการตลาด โลกก็เหมือนการแสวงหาทางโลกเขา

แต่ถ้าเป็นธรรม เป็นธรรม เขามาทำไม คนที่เขามีสถานะ เขาเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เวลาเขามาวัดนะ เขาทำตัวเขาปอนๆ คนที่เขามีเขาไม่ติดในความมีของเขา เขามาวัดมาวา มาวัดมาวาทำไม มาวัดเพื่อปฏิบัติธรรม มาวัดเพื่อแสวงหาศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าศีล สมาธิ ปัญญามันเกิดขึ้นมา นี่ภาคของธรรม ถ้าเป็นธรรมมันเป็นอย่างนี้ ถ้าภาคของธรรม เห็นไหม

สมัยอยู่กับหลวงตาเริ่มต้นไม่มี เรื่องโลกๆ ไม่ให้มีเลย ท่านจะกันไว้ข้างนอกหมด พอเข้ามาในวัดมีการปฏิบัติอย่างเดียว แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม พอมีมนุษย์ขึ้นมาก็เป็นสังคมเกิดขึ้นที่นั่น พอสังคมเกิดที่นั่น มันก็เป็นสิ่งที่แสวงหาผลประโยชน์ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์ขึ้นมา

ถ้าเป็นธรรมๆ ด้วยปัญหาสังคม ถ้าเราเป็นเพื่อนกัน ไม่คุยกัน เราไม่ยืมเงินกัน พอยืมเงินกันแล้วเดี๋ยวมันมีปัญหา ถ้าเป็นเพื่อนกัน เราไม่ยืมเงินกัน แต่เราช่วยเหลือกัน ให้ ให้ๆ ไปเลย จบ เราก็ให้ เวลาเราให้ เราให้เลย แล้วให้แล้วจบ

แต่ถ้ามันยืม ยืมทำไม ยืม ถ้ามันมีปัญหาอะไรถึงต้องยืม เรามีปัญญาหรือเปล่าที่จะให้เขาได้ ถ้ามันไม่มีปัญญาให้เขา มันก็เป็นกรรมของสัตว์ๆ เวลากรรมของสัตว์ เห็นไหม แต่ถ้าไปยืมกันอะไรกัน มันก็อยู่ที่ทางโลก

ทางโลก ตอนนี้ตำรวจเขาจับตลอด ไอ้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งต่างๆ มันก็เป็นการแสวงหา มันเป็นผู้ที่โง่หรือฉลาด ถ้าที่มันฉลาด มันฉลาดแล้วมันก็ไม่ไปเป็นเหยื่อของเขา แต่คนเราสัญชาตญาณทุกคนกลัวผี ความกลัวๆ ไง ไอ้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เวลามันโทรมาหลอก ฟอกเงินๆ ไม่เสียภาษี มีบัญชีต้องโอนมาเลย มาตรวจสอบก่อน...หมด ไม่มีติดกระเป๋าเลย

ทีนี้เราจะบอกว่า นี่เป็นปัญหาสังคม แล้วนี่เขาบอกว่าเขามาวัด แล้วโยมเพื่อนเขามายืมเงินเขาไป แล้วเขาก็คิดว่าจะใช้จะจ่ายขึ้นมา จะใช้แล้วก็ผิดนัดมาตลอดๆ คำว่า ผิดนัดมาตลอด” ผิดนัดมาตลอดนั้นมันก็เป็นจริต เป็นคนที่เห็นแก่ตัว คนที่พูดไม่มีสัจจะ ไอ้คนที่มีสัจจะๆ มันก็เป็นคนที่มีสัจจะ

ไอ้การยืมเงินยืมทองกัน ยืมเงินยืมทองมันเรื่องมีปัญหาแน่นอนอยู่แล้ว แต่ถ้าคนที่มันดีนะ มันดี ถ้ามันจะช่วยกันๆ ก็ช่วยกัน ถ้าช่วยก็คือช่วย ถ้าไม่ช่วยก็จบ ถ้าจะให้ก็ให้ไปเลย ถ้าอย่างนี้มันมีปัญหาทั้งนั้นน่ะ มันมีปัญหาเพราะมันเป็นเรื่องมารยา มันเป็นเรื่องมารยานะ

เพื่อนก็คือเพื่อน เวลาเพื่อนนะ เวลาถ้ามันมีปัญหาแล้วมันก็จบไป แต่นี่มันเป็นอย่างนั้น บอกว่า ถ้าเขามาคิดว่ามันจะเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรม เมื่อก่อนก็ทำได้ เดี๋ยวนี้ทำใจไม่ได้ ใจที่จะภาวนา เดี๋ยวนี้มันฝึกหัดภาวนาไม่ได้เลย ทุกอย่างแบบว่ามันฟุ้งซ่าน มันสะเทือนใจ

อันนี้มันก็เป็นเรื่องของเขา นี่พูดถึงข้อที่ ๑. เรื่องเงิน

เขาบอกข้อที่ ๒. ของเขา เขามีปัญหา สิ่งที่ว่าพอตอนแรกก็เป็นเพื่อนกัน พอมีปัญหาเรื่องเงินเรื่องทองขึ้นมาแล้วมันก็มีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ทีนี้ก็กลายเป็นคู่คดีต่อกัน

อันนี้มันเป็นเรื่องโลก ถ้าเป็นเรื่องโลก ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องกรรมก็เป็นเรื่องหนึ่งนะ เป็นเรื่องกรรมคือว่ามันขาดสติขาดปัญญา

ถ้าคนมีสติปัญญานะ คนนะ มีประสบการณ์ชีวิต มันมีประสบการณ์ชีวิต สิ่งใดที่มันมีความขัดแย้ง สิ่งใดที่เราเสียหายไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองที่สามจะไม่มี ถ้าครั้งที่สองที่สามมันมีอีกแสดงว่าเรานี่ใช้ไม่ได้ เรานี่ใช้ไม่ได้เลย

เราจะบอกว่า ทั้งคนให้ยืมและคนที่ยืมเขา มันเป็นมารยาสาไถยทั้งนั้นน่ะ มันเป็นมายาภาพ เวลาเราจะไปยืมเงินคนอื่น เห็นไหม พูดอะไรได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เวลามึงทวงเงินไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ

เวลาจะยืมนี่ได้ทุกเรื่อง เวลาจะคืนไม่ได้ทุกเรื่อง มันเป็นข้อเท็จจริงอยู่ในสังคมอยู่แล้ว แต่เวลาเราให้ไปมันก็เป็นเพราะว่าเราไว้ใจเขา เราเชื่อเขาก็จบแล้ว มันต้องโทษตัวเอง ถ้าเราไม่โทษตัวเขา เราไม่ให้เขา มันก็ไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาใช่ไหม

นี่เวลาพูดขึ้นมา คำถามเขาจะบอกว่า เป็นเพราะอย่างนู้น เป็นเพราะอย่างนี้

เราใจอ่อนเอง เราไปให้เขาเอง ใครๆ ก็เอาปืนมาขู่เอาเงินจากเราไม่ได้ ถ้าเราไม่ควักให้เขา ถ้าเราควักให้เขาแล้วเราก็ต้องมีความรับผิดชอบครึ่งหนึ่ง ก็เราควักให้เขาเอง โง่ ถ้าไม่ควักให้เขามันก็จบไง แล้วพอควักให้เขาไปแล้วทีนี้ก็โทษแต่เขาๆ แล้วเอ็งควักให้เขาทำไมล่ะ

“อ้าว! ก็คนมันทุกข์มันยาก คนมันน่าเชื่อถือ”

ก็เอ็งควักให้เขาเอง จะโทษเขาข้างเดียวไม่ได้ ทั้งเขาทั้งเรา

๓. เขาบอกว่า เวลาสุดท้ายแล้วเขาไปหาคนที่มาไกล่เกลี่ย แล้วคนมาไกล่เกลี่ยเขาก็บอกว่าไกล่เกลี่ย กลับไกล่เกลี่ยไม่ได้

เวลาเรื่องอย่างนี้นะ เรื่องโลกๆ ในวัดที่วัดทั่วๆ ไป ปัญหามันมีมาก ฉะนั้น วัดทั่วไป เขตอภัยทาน คำว่า เขตอภัยทาน” เราไม่ทำร้ายกัน เราไม่ทำลายกัน

มันมีมาก เราสร้างวัดใหม่ๆ พอสร้างที่นี่มาปั๊บ มันมีพวกแม่ชี แม่ชีที่นู่นก็มา แม่ชีที่นี่ก็มา มาทีไรก็โอ้โฮ! ถามปัญหาปฏิบัติเลยนะ แหม! กำลังจะสิ้นกิเลสเลย โอ๋ย! สุดยอดเลย ขอมาภาวนามาที่นี่

อนุญาต เพราะเขาตั้งใจปฏิบัติ

พอเขามาปั๊บ เขาก็เทียบหาคนกุฏิข้างๆ แล้ว มีโฉนดมาแล้ว เสนอขายที่ เอาโฉนดมาขายที่กัน

คนเขาอาศัย คนที่มันจนตรอก คนที่ไม่มีตลาด เขาก็อาศัยวัดเป็นตลาด เขามาแสวงหาผลประโยชน์ ไอ้พวกภาวนาเก่งๆ ไอ้พวกจะใกล้มรรคใกล้ผลแล้วล่ะ มาอยู่วัดนี่

เราเห็นมาเยอะ แต่เวลาจะพูดอะไรไป ลูกศิษย์ส่วนใหญ่บอกว่า “หลวงพ่อใจดำ หลวงพ่อใจดำ”

ก็หลวงพ่อใจดำไง กูจะปั้นรูปใหม่ ปั้นหลวงพ่อใจดำเอาไว้กราบ มันจะไปใจดำอะไร มารยาทั้งนั้น มึงพกมารยากันมาหลอกลวง แล้วก็เอาธรรมะมาบังไว้ข้างหน้า “อู้ฮู! วัดปฏิบัติสายกรรมฐาน มีแต่เมตตาธรรมๆ”

เวลามึงจะให้พระนะ บอกให้มีเมตตาธรรม แล้วพวกมึงก็เอาแต่มารยาสาไถยเข้ามาปอกลอกกัน เยอะนะ แต่เพราะอะไร แต่เพราะเราส่วนใหญ่แล้วเราจะเงียบ แล้วไล่ออกไปๆ พอการไล่ออกไปคือการกรอง

หัวหน้า ทุกคนไปวัดไหนเขาก็เชื่อใจหัวหน้านั้น เพราะหัวหน้านั้น แต่หัวหน้านั้นได้ผ่านประสบการณ์มาแล้ว อยู่ที่หัวหน้านั้นมีประสบการณ์มากหรือน้อย ถ้าประสบการณ์มากๆ นะ ไอ้พวกนี้คัดออกข้างๆ ไม่ให้เข้ามาเลย ส่วนใหญ่จะไม่ให้เข้ามาเลย

เรานี่โดน อยู่ที่โพธาราม นารีพิฆาต กำลังจะเอาเสบียงไปส่งที่หัวหิน ฉันเสร็จอย่างนี้ก็ไปเลย กลับมานะ พระบอก โอ้โฮ! หลวงพ่อสุดยอด หลวงพ่อไปก่อน เพราะมันเอารถพิกอัปมา มีผู้หญิงมา ๓-๔ คน แล้วมีผู้ชายมาด้วย พอจะลงจากรถ โอ้โฮ! เขาแต่งหน้าแต่งตาเช้งวับเลยล่ะ จะเข้าไปหา บังเอิญเราไปส่งเสบียงก่อน แล้วพอเสร็จแล้วเขาไม่ยอมออก เขาจะรอ พวกนี้ก็ไปจับ

แก๊งนารีพิฆาต นารีพิฆาต เขาจะมาถวาย เหมือนกับพวกหน้าม้าน่ะ แล้วก็ให้ได้มุมกล้อง นั่งข้างๆ แล้วถ่ายนะ พอถ่ายได้รูปนะ แบล็กเมล์ ร้อยแปด

อย่าคิดว่าทำดีแล้วคนจะส่งเสริมว่าเป็นดีหมด ทำดีนะ ทำดีส่วนทำดี ทำดีต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ อย่างที่บอกว่าเพิ่งปฏิบัติเดือนหนึ่งนั่นน่ะ ต้องมีสติ ต้องมีปัญญา ต้องรอบรู้ ไม่ได้หรอก

นี่พูดถึงเขาถามเรื่องเพื่อนยืมเงิน แล้วเขามีความทุกข์ความยาก

เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องโลก เรื่องโลกมันอยู่ที่จิตใจ ความสัตย์ ใครมีสัจจะมากน้อยแค่ไหน แล้วเรื่องโลกๆ ฉะนั้น ถ้าเข้ามาในวัดแล้ว เรื่องนั้นต้องไว้ข้างนอก ไว้ที่ข้างนอก แต่คนส่วนใหญ่แล้วเขาจะดึงให้มาที่วัด เพราะอะไร มันหลอกง่ายไง เพราะมาที่วัดแล้วทุกคนมีสัตย์หมด ทุกคนพูดจริงหมด เอาวัดเป็นที่อ้าง เอาวัดเป็นที่การันตีถึงความซื่อสัตย์ เพื่อจะมาหลอกลวงกัน เยอะแยะ

แต่ของเรา เราพยายามกันออกๆๆ เพื่อให้เป็นที่ไว้ใจได้ เหมือนหลวงตาท่านพูดไง วัดเหมือนกับสระน้ำ ถ้ารักษาไว้ไม่ให้คนมาขี้มาเยี่ยวใส่สระน้ำนั้น ใครหิวใครกระหายก็มาได้น้ำนั้นใช้ประโยชน์ ถ้าปล่อยปละละเลยนะ คนนู้นก็มาขี้ใส่ คนนี้ก็มาเยี่ยวใส่ ทั้งขี้ทั้งเยี่ยวลอยเต็มไปหมดเลย คนที่เขาทุกข์เขายากเขาจะดื่มน้ำ เขากล้าดื่มน้ำนั้นไหม

นี่ก็เหมือนกัน เรามากระทบกระทั่งกัน เรามีปัญหากัน มันก็เป็นขี้เป็นเยี่ยวในวัดนั้น แล้วใครมาหา มาทีไรก็ “เฮ้อ! ไปวัดมีแต่ปัญหาว่ะ กลับบ้านดีกว่า” นี่ไง เราพยายามกันออกๆ

ทีนี้เวลากันออก เพราะว่าเรื่องมันแบบว่ามุมมอง แต่ถ้าปัญหาคือปัญหา นี่พูดถึงเราไม่อ่านเลย เราไม่ต้องการให้เข้ามาวุ่นวายเลย

มันอยู่ที่ว่าผู้ให้และผู้รับ เราไปให้เขาเอง แต่ไอ้พวก ๑๘ มงกุฎมันก็อาศัยอย่างนี้ อาศัยผู้ที่ทรงศีล อาศัยผู้ที่น่าเชื่อถือเข้าไปอยู่ข้างๆ แล้วก็อาศัยสิ่งนี้เที่ยวไปหลอกไปลวงไปปลิ้นไปปล้อนคนอื่นเยอะแยะ

เห็นไหม อยู่คนเดียวไม่ให้ใครเข้าใกล้เลย อยู่คนเดียวๆ อยู่คนเดียวก็ไม่เปลี่ยวใจ เพราะใจมันมีที่อยู่ อยู่คนเดียว จบ

ถาม : ข้อ ๒๒๘๘. เรื่อง “ขอโอกาสค่ะ”

กราบนมัสการพระอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง โยมเห็นว่ามีเทศน์พระที่จะถอดเทปออกมาเป็นตัวหนังสือ โยมไม่แน่ใจว่าโยมจะขอโอกาสในการช่วยถอดเทปและพิมพ์ส่งให้ทางวัดได้หรือไม่เจ้าคะ หากได้รับโอกาส โยมจะทำให้สุดความสามารถค่ะ เพื่อเป็นโอกาสในการสนองคุณครูบาอาจารย์ และได้สั่งสมบารมี และพัฒนาจิตใจตัวเองให้อยู่ใกล้ธรรมะมากขึ้นอีกด้วยค่ะ โยมกำลังพยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้มีความเพียรมากยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

ตอบ : เราก็ตอบว่า ขอบคุณ ขอบคุณในน้ำใจนั้น ขอบคุณในน้ำใจนั้น แต่ไม่ต้อง ไม่อนุญาต เพราะในวัดเรามีเจ้าหน้าที่แกะหมดแล้ว ในวัดเรามีเจ้าหน้าที่แกะเทปหมดแล้ว เราแกะไว้หมดแล้ว แล้วก็เข้าไปในเว็บไซต์หมดแล้ว แล้วเราก็จะพิมพ์เป็นคราวๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ฉะนั้น เราจะบอกว่า เราทำไว้เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่มันออกในเว็บไซต์ไง แต่ยังไม่ได้พิมพ์ ถ้าไม่ได้พิมพ์ เราจะเก็บไว้

เขาบอกว่าเรื่องเทศน์พระ เขาเห็นว่าเขาอยากจะถอดไว้ให้ เขาจะเก็บไว้ให้

ขอบคุณในน้ำใจนะ แต่ถ้าทำแล้วมันซ้ำซ้อนกัน มันซ้ำซ้อนกับผู้ที่ทำอยู่ในวัดนี้แล้ว ในวัดของเรามีเจ้าหน้าที่ถอดเทปทุกกัณฑ์ที่เราเทศน์ เขาถอดแล้วเขาเก็บไว้อยู่ในเว็บไซต์ แล้วไว้คอยพิมพ์เป็นคราวๆ ไป แล้วถ้ามาถอดอีกมันจะซ้ำซ้อนกัน ถ้ามันซ้ำซ้อนกัน เพียงแต่เราขอบคุณว่าเป็นน้ำใจไง

เราทำของเราอยู่แล้ว เพราะว่าวัดหนึ่งหรือองค์กรหนึ่งมันต้องเสร็จสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ถ้ามีสิ่งใดขาดตกบกพร่องมันจะมีปัญหา เพราะกรณีนี้อยู่ในวงกรรมฐาน พระกรรมฐานเป็นพระที่ประหยัดมัธยัสถ์ พระกรรมฐานเป็นพระที่ไม่ร่ำรวย พระกรรมฐานเป็นพระที่ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ฉะนั้น เวลาเทศนาว่าการไปแล้ว เวลาหลวงตาท่านบอกว่า เวลาท่านเทศน์เข้มข้นขึ้นมาท่านไม่ให้อัดเทปนะ นั่นคือได้ยินเฉพาะท่านเทศน์กับพระที่ฟังอยู่ แล้วจะหายไปในอากาศเลย

ถ้าม้วนไหนถ้าท่านจะด่าพระแรงๆ ท่านจะบอกว่า ห้ามอัด ห้ามอัด ไม่ให้อัดเทป ตรวจเช็กแล้วท่านจะใส่เต็มที่เลย เทศน์อย่างนี้จะไม่ได้อัดเอาไว้ เทศน์อย่างใดที่ได้อัดไว้มันก็ได้แกะออกมา พอแกะออกมาก็เป็นประโยชน์ เห็นไหม

นี่พูดถึงว่าถ้าพระกรรมฐานเป็นผู้ประหยัดมัธยัสถ์ บางอย่างเมื่อก่อนที่มันไม่มีเลยมันก็คือสิ่งที่ไม่มี ครูบาอาจารย์ที่เป็นของจริง เวลาสิ่งใด หลวงปู่มั่น หลวงตาท่านบ่นประจำว่า หลวงปู่มั่นสมัยนั้นยังไม่มีเทป มีเทป เห็นเทปเครื่องแรกที่มาในวงกรรมฐานที่วัดป่าสุทธาวาสคืองานศพหลวงปู่มั่น เทปมาต่อเมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้วไง

แต่ถ้ามีเทปก่อนหน้านั้น หลวงปู่มั่นเทศน์อย่างไร พวกเราจะได้ยินตลอดเลย นี่มันไม่มีไปแล้ว แล้วพอมาหลวงตา ท่านเห็นโทษอันนั้น ท่านก็เทศน์มาตั้งแต่สร้างวัดปี ๒๕๐๓ ๒๕๐๔ ท่านอัดมาตลอด แล้วก็เก็บไว้เป็นสมบัติของชาติเรา มีคนคิดทำ ทำใส่ไว้ในแคปซูลฝังไว้ มีคนคิดทำทั้งนั้นน่ะ

อันนี้ก็เหมือนกัน เทศน์พระที่มันดีๆ มันดีแล้วเราก็เก็บไว้ เพราะเราเห็นถึงการขาดตกบกพร่อง เห็นถึงการกระจัดกระจายของมันเมื่อสมัยที่เราอยู่กับครูบาอาจารย์ไง พอเรามาอยู่นี่ เราเป็นพระแบบว่ากระจอก เราเป็นพระกระจอก พระที่ไม่มีอำนาจวาสนาบารมี เราเป็นพระที่ไม่มีความสามารถ เราถึงต้องเก็บหอมรอมริบ เราเก็บเองหมดเลย

เราเป็นพระกระจอก ไม่มีใครดูแลให้ ไม่มีใครจัดการให้ ไม่มีใครบำรุงรักษา เราเก็บเอง พระกระจอกต้องเก็บแบบกระจอก เก็บไว้รักษาไว้ เพราะตอนนี้กระจอก แล้วให้เราตายไป สิ่งนี้ทิ้งไว้กับชาติ ทิ้งไว้กับโลกนี้ แต่ตอนมีชีวิตอยู่มันรับกันไม่ได้หรอก มันกระจอกงอกง่อย มันเห็นกันไม่ได้ ฉะนั้น ของเรา เราทำของเราแล้ว

นี่เขาขอที่จะมาช่วยแปลไง เราขอบคุณในน้ำใจ เราขอบคุณ แต่เราทำของเราแล้ว เพราะเราพระกระจอก ต้องทำเอง ต้องกระเสือกกระสน ต้องดิ้นรน ต้องทำไว้ ไม่ใช่เพื่อเรา ไม่ใช่เพื่อเรา

เพราะเวลาหลวงตาท่านพูด ท่านเทศน์มา ๕๐-๖๐ ปี จนท่านนิพพานไป ของเรานะ มันก็เกือบ ๔๐ ปีแล้ว เกือบ ๔๐ ปีแล้วที่เทศน์ แล้วพระกระจอกไม่มีใครสนใจหรอก เราเก็บไว้ เก็บไว้ในเว็บไซต์ เราเก็บของเราไว้เอง เราเก็บเอาไว้ ไม่ต้องการให้ใครยุ่ง ไม่ต้องการ

ฉะนั้น ขอบคุณในความคิด ขอบคุณ แต่เพราะว่าอย่างที่เราว่า เรากระจอก เราเจียมเนื้อเจียมตัว เราทำของเรามานะ เป็นขั้นเป็นตอนเก็บรักษาไว้ แล้วเราทำของเรามาไว้เรียบร้อย เพราะเวลาหลวงตาท่านพูดคำนี้ เราถึงเอาหลักนี้เป็นแนวยึด พระไม่กวนบ้านกวนเมือง พระกรรมฐานไม่กวนบ้านไม่กวนเมือง ไม่ไปเป็นภาระของใคร ไม่ให้ใครมารับผิดชอบ

ท่านพูดอย่างนี้นะ หลวงตาท่านพูดประจำ ถ้าจะเป็นพระที่ดีต้องไม่กวนบ้านกวนเมือง ไม่เป็นภาระหนักของใคร ไม่ต้องให้ใครมาแบกรับ นั้นคือพระที่แท้

เรายึดหลักนี้มาตั้งแต่ต้น ไม่เคยเหยียบบ้านใคร ไม่เคยไปหาใคร ไม่เคยยุ่งสุงสิงกับใคร ทำด้วยตัวเอง ทำด้วยตัวเอง เป็นคนมาบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา แล้วก็อยู่ในพระพุทธศาสนา จบลงที่ในพระพุทธศาสนา จบลงที่เป็นธรรม ไม่กวนโลก ไม่กวนบ้านกวนเมือง เอวัง