เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑ มี.ค. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมนะ วันนี้วันพระ 

วันพระ เห็นไหม ชาวพุทธมีลูกมีหลาน พ่อแม่ที่ฉลาด เกิดในประเทศอันสมควร เกิดในประเทศอันสมควร เกิดในประเทศไทย ประเทศไทยนะ ความอุดมสมบูรณ์ของสภาวะแวดล้อมดีที่สุด เกิดในครอบครัว เกิดในพ่อแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ พาลูกหลานมาวัดไง  สิ่งที่เกิดในประเทศ ประเทศอันสมควร

วันนี้วันพระ ถ้าวันพระนะ ชาวพุทธ ชาวพุทธ เห็นไหม พาลูกหลานไปวัด ถ้าไปวัดขึ้นมาเพื่อให้ซึมซับ ความซึมซับอันนั้น แล้วเวลาพ่อแม่สั่งสอน ถ้าลูกมันไม่เชื่อฟังก็บอกว่า พระพุทธเจ้าสอน ครูบาอาจารย์สอน ถ้าครูบาอาจารย์สอน คนเราชาวพุทธเรามีพ่อมีแม่ มีอุปัชฌาย์อาจารย์ เวลาอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นพ่อแม่คนที่สองไง พ่อแม่คนที่สองคือฝึกหัด คืออบรมสั่งสอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ถ้ารู้จักผิดชอบชั่วดี ลูกของเรา เราไม่ต้องการให้ทำผิดพลาดทั้งสิ้น ไม่ต้องการให้ตกไปเป็นเครื่องมือของใคร 

ถ้าไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร ให้เขาฝึกหัดสติ ฝึกหัดปัญญาของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดขึ้นมา เห็นไหม ชาวไร่ ชาวนาเขา ลูกหลานชาวไร่ชาวนาเขาช่วยพ่อช่วยแม่ ช่วยปลูกผัก ปลูกหญ้า มันก็มีพื้นฐานของมัน นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราเป็นชาวพุทธ ชาวพุทธ เราปลูกฝังไว้กับลูกหลานของเรา ลูกหลานของเรานะ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก แต่หัวใจของเราล่ะ หัวใจของเรา เราก็ต้องปรารถนา เราปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ 

คนเกิดมากรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน เวลาเกิดมา เกิดมาในพ่อแม่เดียวกัน พ่อแม่เวลาลูกคนแรกเห่อมากเลยนะ เอาอะไรก็ได้ทั้งสิ้น พอคนต่อๆ ไปมันก็รักเหมือนกันนั่นแหละ แต่ไม่เห่อ พอไม่เห่อนะ ไอ้ลูกมันก็คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก พ่อแม่ไม่รัก เป็นไปไม่ได้หรอกว่าพ่อแม่ไม่รัก สายโลหิต เลือดเนื้อเชื้อไข เวลาลูกมาบวช มาบวชพระ เห็นไหม เลือดเนื้อเชื้อไขมาค้ำจุนศาสนา ค้ำโพธิ์ ค้ำโพธิ์ พ่อแม่ได้บุญ ได้บุญก็ตรงนั้นไงได้บุญนะ 

ถ้าเป็นพ่อ เห็นไหม เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ ได้บวชได้เรียนมาแล้ว ลูกหลานมันก็ได้บวชได้เรียนมา ถ้าได้บวชได้เรียนมา บัณฑิต บัณฑิต บัณฑิตเป็นผู้รู้เท่าทันอารมณ์ของตนไง เป็นบัณฑิต เป็นบัณฑิต เห็นไหม ทิด ทิดเป็นบัณฑิต บัณฑิต เห็นไหม เป็นคนสุก สุกไหม สุกหรือเปล่า เวลาบวชแล้วมันสุกหรือไม่ เวลาบวชแล้วเราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมให้หัวใจเราสุกขึ้นมาบ้างหรือไม่ ถ้าหัวใจเรามันยังดิบอยู่ไง ดิบอยู่มันก็มีความทุกข์ความยากในหัวใจนั้นไง 

เวลา เห็นไหม ต้นไม้พิษ มันคายพิษออกมา คายพิษแต่ความทุกข์ความยากมาในหัวใจของเรา ต้นไม้ในหัวใจของเรามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากเราไม่รู้เท่าทันมัน เวลาคายพิษออกมานะมันอบรมบ่มเพาะ ดอง ดอง ดองหัวใจเราทุกข์เรายากขึ้นมา เห็นไหม

ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเรา นี่มันการศึกษา ศึกษา ศึกษามาเป็นทฤษฎี เวลาพระกรรมฐาน ครอบครัวกรรมฐานเขาบอกว่ามันฉลากยา ฉลากยา ฉลากยา คนซื้อยามาไม่อ่านฉลากยา ก็ใช้ยาไม่ถูกเหมือนกัน เวลาอ่านฉลากยาก็ไปติดที่ฉลากยานั่นน่ะ ไม่เคยใช้ยานั้นเลย แล้วเวลาปฏิบัติไปแล้วว่างๆ ว่างๆ มันว่างๆ ลูกชาวไร่ ชาวนาเขาก็ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกหญ้าได้ทั้งสิ้น ชาวพุทธเรา เห็นไหม ศึกษามาแล้วมันก็มีวัฒนธรรมประเพณีในใจของมัน แต่ถ้าเวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา ธรรมโอสถ มันต้องสดๆ ร้อนๆ ไง มันต้องมีหนักมีเบาไง 

เวลาที่เราสะดวก เราสบายอยู่ ธรรมะ ธรรมะเป็นบุญกุศลเป็นการทำคุณงามความดีของเราไง เวลาอกุศลไง เวลาต้นไม้พิษมันคายพิษออกมาในใจของเราไง เวลาคายขึ้นมาแล้วทำอย่างไร ฉลากยามันแก้ไม่ได้แล้วแหละ พอฉลากยามันแก้ไม่ได้เราต้องเนื้อยา เนื้อยาคืออะไร เนื้อยาคือสติปัญญาของเรานี่ไง ถ้าสติปัญญาของเรามันยับยั้งได้ ยับยั้งได้ 

หลวงตาท่านสอนประจำ ฝ่ามือสามารถกั้นลมพายุได้ ฝ่ามือน่ะ สติของเรา ฝึกหัดสติของเรา ทางโลกเขายังอบรมสั่งสอนกัน ก่อนที่จะคิดจะพูดอะไร ให้นับ ๑ - ๑๐ นับ ๑ - ๑๐ ก่อน ก็ตั้งสติไว้ก่อนไง อะไรมันควร ไม่ควร 

คนเราเกิดมานะมีค่าเท่ากัน มีปากมาเป็นขวาน ถากเขาไปทั่ว แต่มันไม่ถากกิเลสมันน่ะ เวลากิเลสมันถากกิเลสของเรานะ เห็นโทษคนอื่นมันเห็นได้ง่าย โทษของตัวเห็นได้ยาก เวลานั่งสมาธิ นั่งสมาธิก็เพื่อเห็นโทษของตน เห็นโทษของตน เวลาทำงานสิ่งใดก็ทำแล้วทั้งสิ้น งานอะไรทำได้ทั้งสิ้น เก่งหมดน่ะ แต่งานนั่งเฉยๆ ทำไม่ได้ นั่งนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ เอาใจของตนให้อยู่ได้นะ ถ้าใครทำได้ ใครทำได้คุณค่ามันเกิดที่นี่ 

คนเราเกิดมามีกายกับใจ กายกับใจ เวลาสวดมนต์สวดพร นะโม ตัสสะ นะโม ตัสสะ นะโม นะโมทั้งนั้นน่ะ เวลานะโม เห็นไหม หัวใจ มโนวิญญาณ เจตนาที่เกิดจากใจ เกิดจากใจ มันลึกซึ้งกว่านั้นไง มันเป็นต้นเหตุ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมันเกิดจากมโนกรรมนั่นน่ะมันเป็นต้นเหตุ แล้วเราก็มาเก็บ ดับไฟป่า ดับไฟป่า เก็บแต่ใบไม้ ใบหญ้าไง มันผิวเผินไง 

นี่ไงเวลาต้นเหตุ ต้นเหตุ ต้นเหตุมันอยู่ที่เจตนา อยู่ที่ต้นขั้วหัวใจนี้ ต้นขั้วหัวใจนี้ คนเกิดมาจากธรรมชาติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา คนเกิดมีอวิชชาเกิด อธิบายกันไงว่า มันคือความไม่รู้ ไม่รู้ รู้! แต่รู้ผิดๆ ความไม่รู้ รู้ผิดๆ แล้วชอบนะ มันเข้ากับจริตนิสัยของใคร โทสจริต โมหจริต โลภจริต เวลาโลภจริตก็ไอ้พวกโลภจริต ลุ่มหลงไป คล้อยตามเขาไปเลย ยังไม่ทันไรมันคล้อยตามไปแล้ว มันคล้อยตามเขาไปก่อน โดยที่มันยังไม่ได้คิดเลย แล้วมันคิดคล้อยตามเขาไป คล้อยตามเขาไป คล้อยตามเขา เขาคือใคร?

เวลาเขามันอยู่ข้างนอกนะ ไอ้คนนั้นใครจะมาหลอกเรา เราฉลาดมากมายใครจะมาหลอกเรา แต่เวลากิเลสมันหลอกน่ะเชื่อ นี่ไงที่ว่าเวลาจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา นั่งสมาธิภาวนาขึ้นมาก็เพื่อหัวใจของตนไง เพื่อรักษาหัวใจของตน แต่แต่มันทำได้ยาก ทำได้ยากไง ให้ไปทำงานอย่างอื่นเถอะ ให้ขุดดินทำงานกสิกรรม ยังดีกว่ามานั่งเฉยๆ นั่งไม่ไหว นั่งไม่ไหว 

เพราะจิตใจมันเป็นของละเอียดอ่อน มันนุ่มนวล มันมีคุณค่าในตัวของมัน มันเป็นสิ่งที่มีชีวิตนะ สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวิญญาณครอง แต่ของเรามีวิญญาณครองนะ แล้ววิญญาณเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เห็นไหม มันหมุนเวียนเปลี่ยนไป เห็นไหม

คุณงามความดีของเรา เราบังคับ เราพยายามฝืนทนของเรา เพราะมันดีเหนือโลกไง มันดีเหนือโลก เวลาทำหน้าที่การงานก็เป็นความทุกข์ เวลานั่งสมาธิ เดินจงกรมมันยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่เลย ก็ไหนว่าปฏิบัติแล้วมันไม่ทุกข์ไง ทุกข์ดับทุกข์ไง เวลาไฟมันไหม้ขึ้นมา เอาน้ำมันดับไง แล้วน้ำของเรามันมีน้อยไง ดับมันไม่ได้ ความร้อนมันกระพือเข้ามาโดนกระทบตัวเรายิ่งหนีมันใหญ่เลย ไม่สู้ ไม่มีการกระทำไง คือคนที่ไม่มีวาสนา 

ถ้าคนมีวาสนานะมันมีขวัญ มีกำลังใจ มีความมุมานะ แล้วเวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติ มันศึกษาแล้ว แหม! มันอยากทำ มันอยากทำไง มันอยากทำ มันอยากให้คนชี้นำ มันอยากให้คนบอก อยากให้คนชักนำ อยากให้คนชักจูงไป เห็นไหม แล้วครูบาอาจารย์เหมือนไม้เท้า เห็นไหม ท่านไปข้างหน้าแล้วถ้ามันทำได้จริงไง ใครจะเอาชีวิตทั้งชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติมาทั้งชีวิต แต่ชีวิตของเรา ชีวิตของเรา ชีวิตมันมีค่า ก็บอกว่าชีวิตมีค่า ชีวิตมีค่า แล้วเอาไปทิ้งเปล่าๆ ทิ้งไปเลยหรือ ไปบวชไปเรียน ไปหมกมุ่นอยู่ในป่าในเขา ไม่รู้อะไรเลย นั่นน่ะรู้ รู้แจ้งแทงทะลุในใจของตน 

ไอ้ที่ว่าความรู้มาก ความรู้มาก จำเขามาทั้งนั้นน่ะ เวลาศึกษาเล่าเรียน ปริยัติทรงจำธรรมวินัยไว้ ศึกษามาแล้วทรงจำไว้ ทรงจำไว้ ทรงจำไว้ยังมีค่าขนาดนี้นะ ทรงจำไว้นะ มันยังเวลาทุกข์เวลายาก เวลาระลึกถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้หมดแล้ว สัจจะ อริยสัจจะครอบงำไว้หมดแล้ว เราต่างหากเล็ดลอดออกจากความจริงอันนั้นมาแล้วก็มาทุกข์ ทุกข์อยู่เนี่ย

ถ้าเราพยายามเข้าไปสู่สัจจะอันนั้น มันก็เป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นนะ มันเป็นไปตามวัยนะ ตามวัย เด็กน้อย เห็นไหม มันสนุกเพลิดเพลินของมัน ตามวัยของมัน เวลาโตขึ้นมามันต้องมีการศึกษา แล้วมันต้องขวนขวายหาหน้าที่การงานของเขา ถ้าเขาไม่มีงานทำ เขาไม่มีงานเลี้ยงชีพ เขาจะอยู่ของเขาได้อย่างไร เฉพาะคนคนเดียว ตามวัยนั้นมันก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว 

เวลาตามวัย เวลาเด็กน้อยกับผู้ใหญ่มันทะเลาะกัน เถียงกันอยู่นั่นน่ะ ของใครถูก ใครถูก เราก็ว่ามันถูกก่อน แล้วมันถูกแล้วให้มันฝึกหัดขึ้นมา มันโตขึ้นมา มันจะเอาความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบของมัน มันจะรู้ของมัน แล้วเวลาสุดท้ายนะ เวลาสุดท้ายเวลาแก่เฒ่าขึ้นมา หายใจก็หายใจได้ลำบาก ต้องเอาออกซิเจนมาไว้ที่ปลายจมูก ช่วยกัน ช่วยกันไง หายใจของเราเป็นงานอันยิ่งใหญ่เลย เห็นไหม

เราอยู่กับครูบาอาจารย์มานะ เขาบอกว่าเวลาทำงาน ทำงานก็ว่าเป็นงานเป็นการมันทุกข์มันยากไง ท่านบอกเลยภัตกิจ ภัตกิจ เวลาเคี้ยวนี่ก็คืองานอันหนึ่งนะ เวลางานเคี้ยว งานดื่ม งานกิน แหม! งานมันง่าย ไอ้งานทำหน้าที่การงาน งานเหมือนกัน ธรรมะมองว่าเป็นหน้าที่การงานเหมือนกัน 

ดูสิเราแข็งแรง สุขภาพกายแข็งแรง ทำอะไรสิ่งใดโรคภัยไข้เจ็บก็มีน้อย เวลาสุขภาพกายของเรากล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำอะไรไม่ได้เลย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจแหมมันคิดนะอยากจะทำ แต่มันลุกไม่ได้ มันไปไม่ได้ ไปไม่ได้ทั้งสิ้น ถึงตอนนั้นแล้วค่อยมาเห็นคุณค่าของมันไง 

นี่ก็เหมือนกัน หัวใจที่มันยังทำได้ ทำได้ เราพยายามของเรานะ ทำอะไรนะ ธรรมโอสถ ธรรมโอสถ ต้นไม้ ต้นไม้เขารดน้ำพรวนดินที่โคน แต่ผลมันจะออกที่ปลาย ชีวิตของเราก็เหมือนกัน เราลงทุนลงแรง รดน้ำพรวนดินหัวใจของเรา มันทุกข์มันยาก มันลำบากลำบนขนาดไหน ผลมันออกมาคือความสุขไง ผลมันออกมาแล้ว 

คนเราเกิดมาต้องมีหน้าที่การงาน การเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหว การเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนามันทำให้ร่างกายแข็งแรงนะ แล้วถ้าทำหัวใจของเราให้มันเข้มแข็งขึ้นมาได้ เข้มแข็งที่ไหน เข้มแข็งก็วัดที่ใจเรานี่ไง เวลาเราอ่อนข้อไปตามกับมันแล้วผลมันคืออะไร เวลามันรู้สึกนึกคิดเราคิดตามมันไป ยอมจำนนกับมัน ผลมันคืออะไร ผลมันคือเศร้าหมอง ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ มันสรุปด้วยความเศร้าหมองนะ 

แต่ถ้าเราฝืนมัน ทนมัน เราฝืน เราทน เราดึง เราพยายามโต้ตอบ เราพยายามหาเหตุผลที่ดีกว่า มันเป็นความหอบเลย เป็นเหนื่อยหอบในความรู้สึกนึกคิดนั้นมาก แต่ผลของมันเราชนะ เราชนะ ชนะต้นไม้พิษ คายผลที่ความเป็นพิษ กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันดึงหัวใจเราไปตามนั้นไง 

วันพระ วันพระ วันผู้ประเสริฐ เวลาคนเราเกิดมาก็ได้ต้นไม้มาต้นหนึ่ง เกิดมาจากท้องพ่อ ท้องแม่ก็ร่างกายนี้ ต้นไม้ต้นนี้ต้นหนึ่ง แล้วเราจะบำรุงรักษามันอย่างไร ถ้าบำรุงรักษาทางโลก ประสบความสำเร็จในชีวิต ประสบความสำเร็จทุกอย่างหมดเลย สมบัติสาธารณะ 

ดูสิค่าของเงินในประเทศมันก็เป็นค่าของเงินในประเทศนี้ ใครที่มีสติมีปัญญามากน้อยแค่ไหน ก็หาผลประโยชน์ได้จากตรงนั้น หาผลประโยชน์จากตรงนั้นแล้วมันใช้ประโยชน์ในชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา เห็นไหม แล้วยังมาสร้างบุญกุศลได้อีกด้วยนะถ้าคนฉลาด ถ้าคนไม่ฉลาดมันก็สะสมหมักหมมไว้อย่างนั้น 

สิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เราแสวงหาเป็นประโยชน์ของเรา ของเรา ของเราไง เวลาของเรา ถ้าเราได้เพิ่มบุญกุศล ได้ทำคุณงามความดีของเรา มันเกิดบารมี เกิดการสามัคคี เกิดความสุข ความสุขในสังคม แล้วความสุขในสังคมในหัวใจของเราได้เราเป็นคนให้ใช่ไหม สิ่งที่เราแสวงหาเป็นของสาธารณะ เรามาเป็นของของเราได้ ของของเราได้เพราะอะไร เพราะว่าเจตนาเป็นผู้ที่กระทำ แต่ผู้กระทำ ผลที่มันตก มันตกกับจิตดวงนั้นไง 

พระโพธิสัตว์ทำความดีตั้งแต่ต้นไม่มีปลาย เห็นไหม ทำมาตลอดทั้งชีวิต ทำแล้วทำเล่า ทำแล้วทำเล่า มันเพิ่มบารมีของมันขึ้นไป เพิ่มบารมีของมัน มันมีกำลังของมันขึ้นไป 

เวลาเราเกิดมา พันธุกรรมของจิต พันธุกรรมของจิต บางคนเข้มแข็ง ยอดเยี่ยม บางคนอ่อนโยน บางคนอ่อนแอ เป็นเหยื่อเขาตลอดไป เป็นเหยื่อ ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนั้น มันเป็นมาจากเวรจากกรรมนี่แหละ เป็นมาจาก เห็นไหม จิตใจที่เข้มแข็ง สิ่งที่ว่าเป็นสมบัติสาธารณะ เราทำเพื่อเรา ทำเพื่อเรา เห็นไหม

แล้วเวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นของจริง ของจริง ของที่ยอดเยี่ยม เวลาท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านไม่เคยมาอวด ไม่ให้ใครเห็นด้วย พยายามหลบ พยายามซ่อน เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่เจี๊ยะเวลาท่านอยู่กับอาจารย์กงมา ท่านประพฤติปฏิบัติมาจนได้ ๒ ขั้น ท่านยังไม่เคยพูดให้ใครฟัง ไม่เคยบอกใครเลย ท่านเล่าให้ฟังเอง เล่าให้ฟังบอกเลย

มันมีแรงขับดันมากว่า เพราะภาวนาไปแล้ว ได้ ๒ ขั้นแล้ว มันจะทำต่อไปอย่างไร แรงขับดันอันนั้นขับดันมากว่า ต้องไปหาหลวงปู่มั่น ต้องไปหาหลวงปู่มั่น 

พอขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ เล่าให้หลวงปู่มั่นฟังหมดเลย ท่านบอกเลย การภาวนาของท่าน คนอื่นไม่มีสิทธิ์ได้รับฟัง ท่านพูดเอง ต้องหลวงปู่มั่นองค์เดียวเท่านั้น แล้วพอขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น เวลาไปถึงหลวงปู่มั่น ไปถึงอธิบายให้หลวงปู่มั่นฟัง 

ผมพิจารณาอย่างนี้ อย่างนี้ครับ แล้วให้ผมทำอย่างไรต่อ” 

ก็ทำแบบเดิมนั่นน่ะ” 

แล้วท่านพูดกับเราเอง เห็นไหม หลวงปู่มั่นไม่เห็นคัดค้านเราสักคำ หลวงปู่มั่นรับฟังไว้แล้วไม่เคยคัดค้านเลย”” ถ้าไม่คัดค้านมันก็ถูกต้องดีงามไง 

ถ้ามันคัดค้าน ต้นไม้รดที่โคน ผลออกที่ปลาย แล้วถ้ามันออกที่หัวใจนั้น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายของเราเป็นชาวสวน ทำไร่ทำสวนมาท่านชำนาญของท่าน แล้วลูกหลานของเราฝึกหัดให้เราปลูก ให้เราดูแลรักษาต้นไม้นั้น แล้วถ้าถูกต้อง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายเห็นการกระทำที่ถูกต้องก็เออใช่! เออใช่! แล้วทำอย่างไรต่อไปล่ะ ฝึกหัดให้มันชำนาญ ฝึกหัดให้มันชำนาญ ทำให้มันมากขึ้น ทำให้มันเป็นประโยชน์ขึ้นมา เราทำของเราขึ้นมา 

สิ่งที่ว่าเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยากเป็นพิษเป็นภัยในหัวใจ ที่มันคายพิษ คายพิษ เผาดวงใจนั้น โดยการกระทำ ด้วยมรรคญาณ เห็นไหม ด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาที่การชำระล้าง ทำลายความเป็นพิษอันนั้นออกไป ทำไปในหัวใจของตน มันก็เป็นความจริงในหัวใจหลวงปู่เจี๊ยะอยู่แล้ว แล้วท่านเป็นคนที่เข้มแข็งมาก จริงจังมาก แล้วเห็นการกระทำ อยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่เล่าให้ใครฟังเลย ต้องหลวงปู่มั่นองค์เดียวเท่านั้น แล้วเวลาจะขึ้นไป คนดูแต่ภายนอกจะรู้หรือ รู้ว่าจริงหรือไม่จริงหรือ 

ดูสิดูพ่อแม่พี่น้อง เห็นไหม ท่านเลี้ยงของท่านมาเอง พี่สาวเป็นคนดูแลรักษาน้องชายมาเอง ร้องห่มร้องไห้เลย กลัวน้องชายจะลำบาก แต่แต่หัวใจที่มันผ่องแผ้ว หัวใจที่มีคุณธรรมอันนั้นน่ะ ลำบากแค่ไหนมันทนได้ ความลำบากในการดำรงชีพ ลำบากทางปัจจัย ๔ เวลาท่านยังไม่บวช ครอบครัวของท่านมีฐานะ โอ้โฮ! ทุกอย่างเพียบพร้อมไปหมด มีคนบริการหมดเลย แต่เวลาใจเป็นธรรม เป็นธรรมแล้วทิ้งหมดเลย 

ท่านเคยเล่าให้เราฟัง หงบมึงรู้ไหม เป็นความลับอย่าบอกใครนะ กินข้าวกับกล้วย กินอะไรไม่ได้เลย เวลาได้กล้วยมา กินข้าวกับกล้วย ตอนไปอยู่กับหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ นี่ท่านพูดให้เราฟัง เวลาท่านพูดให้เป็นคติ ให้เป็นการกระทำนะ แล้วเวลาความยิ่งใหญ่ เห็นไหม ไม่เห็นประโยชน์ข้างนอกจะมีอะไรดีขึ้นมาเลย ถ้าเป็นความจริงในหัวใจนั้น 

วันนี้วันพระ เรามาวัดมาวากัน มาทำกุศลของเรานะ มาเพิ่มอำนาจวาสนาบารมีในใจดวงนี้ ให้ใจดวงนี้มันเข้มแข็ง มันเข้มแข็งนะ แล้วให้มันแสวงหาความจริงในหัวใจนี้ ฟังครูบาอาจารย์ฟังเพื่อศรัทธา เพื่อเป็นหัวหอก เป็นแนวทางให้เราได้ค้นคว้า เวลาค้นคว้าก็ค้นคว้ากลับมาที่ใจของเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรื่องกาลามสูตร อย่าเชื่อแม้แต่อาจารย์ของตน อย่าเชื่อ อย่าเชื่อ ให้ค้นคว้า ให้หาความจริง แล้วถ้าเป็นจริง ความจริงอันนั้นไม่ต้องเชื่อใคร ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ท่ามกลางหัวใจนี้ เอวัง