เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๘ มี.ค. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมนะ ตั้งใจฟังธรรม 

ฟังธรรม สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ฆ่าอวิชชา คือโรคภัยไข้เจ็บในหัวใจไง โรคภัยไข้เจ็บในหัวใจ อวิชชา ตั้งแต่พญามาร ครอบครัวของมาร โรคร้ายแรงต่างๆ โดนอาสวักขยญาณกำจัดสิ้นไปในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม มีโรคระบาด โรคระบาด ท่านก็ไปโปรด ท่านก็ไปสวดมนต์เพื่อให้กำลังใจของคน ให้คนมีกำลังใจขึ้นมา แล้วสิ่งที่มันมีธรรมโอสถ ธรรมโอสถหมายถึงว่าคนมีบุญ ถ้าคนมีบุญขึ้นมา หัวใจเป็นธรรม เป็นธรรม ถ้าหัวใจเป็นธรรมขึ้นมา สิ่งที่โรคระบาดขึ้นมา มันระบาดคนอื่นไง แต่มันเฉียดไปเฉียดมาไม่ระบาดคนคนนั้น เพราะคนคนนั้นมีบุญกุศลคุ้มครองไง 

สิ่งที่บุญกุศลคุ้มครอง เห็นไหม ในเมื่อไม่มียารักษา ยารักษามันยังรักษาไม่ได้ ธรรมโอสถ ธรรมโอสถ ธรรมโอสถมันเกิดขึ้นมาได้จากหัวใจของคนไง หัวใจของคนที่เข้มแข็ง หัวใจของคนที่ทำความสงบของใจเข้ามาได้ไง ถ้าหัวใจของคนที่ทำความสงบใจเข้ามาได้ สามารถมีสติมีปัญญาสามารถสร้างธรรมโอสถ สามารถให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บได้ โรคภัยไข้เจ็บได้ 

แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราเวลาท่านชราคร่ำคร่าขึ้นมา ร่างกายมันอ่อนแอ พอร่างกายมันอ่อนแอ สิ่งที่ชราภาพ ชราภาพแล้ว ถ้ามันจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บมันก็เรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดานะ เรื่องธรรมดาของโลกไง ไฟฟ้าขั้วบวก ขั้วลบ มันถึงมีพลังงานที่ท่านใช้ประโยชน์ไปได้ ร่างกายของเรามันก็มีโรคภัยไข้เจ็บ มันมีเชื้อโรคอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน ถ้ามีเชื้อโรคโดยธรรมชาติของมัน สิ่งใดเข้ามา ภูมิคุ้มกันมันก็จะต่อต้าน ภูมิคุ้มกันมันก็จะรักษา 

สิ่งมีชีวิตทุกชีวิต เห็นไหม รักชีวิตของตน ปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ แล้วเวลามีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามามันก็กำจัด กำจัดซะ มันจะรักษาสิทธิ์ รักษาชีวิตของมัน สิ่งที่มีชีวิต สิ่งที่มีชีวิต ร่างกายของเรามันก็เกิดสงครามต่อต้านกันด้วยโรคภัยไข้เจ็บอันนั้น ด้วยภูมิต้านทานต่างๆ 

เวลาเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์นะ กายกับใจ กายกับใจไง ถ้าหัวใจที่มันเข้มแข็ง หัวใจที่มันมีสติปัญญานะ ปลงธรรมสังเวช ปลงธรรมสังเวช มันปลงธรรมสังเวช ปลงธรรมสังเวชขึ้นมาแล้ว ทุกคนรักษาชีวิตไว้ รักษาชีวิตไว้เพื่อประกอบคุณงามความดี ถ้ารักษาชีวิตของเราไว้ เราก็มีสติมีปัญญา ร่างกายของเรา เห็นไหม เป็นผู้ที่รับเชื้อโรคด้วย แล้วก็เป็นผู้ที่กระจายโรคด้วย โรคมันไปกับร่างกายของเรา ร่างกายของเรา เห็นไหม

สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นกับเรา ใครเป็นโรค เป็นโรค เป็นโรคก็รักษา ถ้าไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เราก็หลบ เราก็หลีก เราก็ต้องรักษาของเรา เราเป็นคนฉลาดไง ถ้าคนที่ฉลาดเขาหลบเขาหลีกของเขา เขาพยายามรักษาร่างกายของเขา รักษาหัวใจของเขาไม่ให้ตกต่ำไปไง ไม่ให้ไหลไปในที่ต่ำ ไม่ให้มันไหลไปในที่ต่ำ แต่ถ้าเวลามันไหลไปที่ต่ำ ชีวิต เห็นไหม ผลของวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ คนเกิดมาแล้วต้องเจริญเติบโตขึ้นมา ต้องชราคร่ำคร่า เราต้องสิ้นชีวิตไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ้นชีวิตไปเป็นเรื่องธรรมดา เกิดมาแล้ว ถ้าเกิดมาแล้วมีโอกาส มีอำนาจวาสนา 

สิ่งที่เรื่องของชาวพุทธเป็นประเพณีวัฒนธรรม นั่นก็เรื่องของการเป็นประเพณีวัฒนธรรม ถ้าคนมีสติปัญญาเขาจะมีทาน มีศีล มีภาวนาของเขา เขามีศีล มีศีล เห็นไหม ศีล ๕ ถ้าศีล ๘ ไม่ให้ดูละครฟ้อนรำแล้ว แล้วถ้าศีล ๒๒๗ ธุดงควัตร ฉันหนเดียว ใช้ผ้า ๓ ผืน อยู่ในรุกขมูล มันเข้ากับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้รักษาตน ให้รักษาตน ผู้ที่มีสติปัญญารักษาหัวใจของตน สิ่งที่รักษาตน รักษาตน รักษาตนไว้ทำไม รักษาตนขึ้นมามันก็มีอำนาจวาสนาบารมีไง ถ้าไม่มีรักษาตนก็ไม่รู้ว่าเขาไม่รู้ว่าเราไง 

ภายนอก ภายใน ภายนอก ภายใน เห็นไหม เวลาที่จะประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่กิเลสภายนอก ภายนอกมันจรมา ที่ภายใน ภายในที่มันสุมอยู่นี่ นั่นมันก็คอยตะครุบจากภายนอก ตะครุบจากภายนอกขึ้นมา ถ้าภายนอกมันไม่มี เวลาเข้าป่าเข้าเขาไปไปอยู่องค์เดียว ความรู้สึกนึกคิดมันคิดมามหาศาลเลย 

สิ่งที่เวลาเราอยู่ เวลาพระปฏิบัติ พระปฏิบัติ เวลาอยู่บ้านมันก็สำมะเรเทเมาของมันนะ เวลามันปฏิบัติของมันแล้ว มันมาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันคิด ทำไมเราไม่ทำคุณงามความดีอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ไม่ทำอย่างนี้ เวลามาบวชเป็นพระแล้ว คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่เลย มันจะกตัญญูกตเวทีเลย จะสิกขาลาเพศไปดูแลพ่อแม่ เวลาสึกไปแล้วมันไม่ไปดู 

นี่ไงเวลามันคิด มันคิดไง เวลามันคิด มันคิด มันคิดได้ทั้งนั้นแหละ เวลาความรู้สึกนึกคิด แต่คิดแล้วทำ ทำได้หรือไม่ แต่คนที่มีสัตย์ไง คิดอย่างไร ทำอย่างนั้น พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น ทำอย่างที่พูด พูดอย่างที่ทำ ถ้ามันไม่มีสัตย์ขึ้นมามันพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง 

นี่ไงมนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง เวลามันคิด มันคิดในหัวใจ พูดออกมาไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่น่าละอาย เวลาพูดแหม! เป็นสุภาพบุรุษเชียว เวลาทำ ทำไปอีกอย่างหนึ่งเลย มันสัตว์ประหลาด 

เวลามีศีลมีสัตย์ขึ้นมามันตรงกัน คิดอย่างไร ทำอย่างนั้น ถ้าคิดได้แล้ว คิดได้ คิดได้มโนกรรม คิดได้แล้วทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเรา เราเห็น ถ้าเรามีบุญกุศล เรามีสติปัญญา เราจะผ่านจากวิกฤตินั้นไป ถ้าผ่านวิกฤตินั้นไป เวลาวิกฤติขึ้นมาแล้วมีผลกระทบ เวลาผลกระทบขึ้นมา เห็นไหม เวลาร่างกายของคน แค่เหยียบหนามขึ้นมามันก็ไม่ปกติแล้วแหละ นี่ธรรมดาเกิดภัยพิบัติขึ้นมามันต้องมีผลกระทบแน่นอน 

ถ้าผลกระทบ คนที่ได้ผลกระทบรุนแรง คนที่ผลกระทบปานกลาง คนที่ได้ผลเล็กน้อย มีผลกระทบ ผลกระทบทั้งหมด นี่คือผลกระทบ แล้วถ้ามีหัวใจเป็นธรรม หัวใจเป็นธรรมด้วย ผลกระทบนั้นมันเป็นการพิจารณา มันเป็นโอกาสที่ได้ฝึกหัดใช้สติปัญญา สติปัญญา เห็นไหม รัตตัญญู ได้รู้ได้เห็นมามาก ได้เห็นการกระทำของความเป็นไปของโลกไปมาก แล้วความเห็นจากข้างนอก ดูร่างกายของเราสิ พวกเราพิจารณาอสุภะ อสุภะไง 

เวลาทางโลกเขาส่องกระจก ตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เป็นเด็ก ตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่ ตั้งแต่คนแก่ ดูจากกระจก แต่ถ้าเราเป็นชาวพุทธ เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเราส่องด้วยปัญญา ด้วยปัญญา ด้วยการวิเคราะห์ ด้วยการวิจัยของเรา ถ้าเป็นปัญญา ปัญญาอย่างหยาบๆ ตรรกะเป็นอย่างนั้น มันคิดเอา มันคาดเอา มันคะเนเอา มันเป็นตรรกะของมัน 

แต่ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา ร่างกายชราคร่ำคร่ามากน้อยขนาดไหน ถ้าจิตใจเป็นธรรมขึ้นมา เวลาจิตสงบแล้วเห็นเป็นอสุภะ เห็นเป็นไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์มันจะไปฆ่าครอบครัวของมารไง 

โรคภัยไข้เจ็บในหัวใจที่มันหลงใหล มันหลงใหล มันหลงใหลจากอะไร มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิขึ้นมาเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นมาแล้ว เวลาทิฏฐิมานะยังยึดมั่นถือมั่นอีกไหม ทิฏฐิที่มันลึกมันซึ้งขึ้นไป สติปัญญามันพิจารณาเข้าไป อสุภะที่เรารู้เราเห็นกันน่ะ ธรรมโอสถอันนั้นมันจะไปกัดไปกร่อนไปทำลายไง ทำลายทิฏฐิมานะ ทำลายความยึดมั่นถือมั่น เพราะความยึดมั่นถือมั่น ทั้งๆ ที่ก็รู้ปากเปียกปากแฉะนี่แหละ คนเราเกิดมาต้องตาย คนเราเกิดมาต้องตาย แต่มันก็ยังสงวนรักษาของมัน มันยังเกิดทิฏฐิมานะของมัน มันก็รักษาของมัน มันแก้ไข มันทำสิ่งใดให้มันพ้นออกไปโดยธรรมชาติไม่ได้หรอก มันต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีมรรคมีผลของมัน

ถ้ามีมรรคมีผลขึ้นมา เกิดจากสติปัญญา เกิดภาวนาเข้ามา ภาวนามยปัญญามันไปสั่งสอนอบรมบ่มเพาะจิตไง อย่าให้จิตนี้มัน จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ผ่องใสขึ้นมาโดยอวิชชา อวิชชาที่มันอยู่กับจิตมันครอบงำ ครอบงำว่า จะว่ามันโง่มันเง่ามันก็อยากจะพ้นของมัน แต่มันไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นไปได้ไง เราถึงเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้าพระพุทธศาสนาขึ้นมา เราศึกษา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเป็นการทรงจำ ทรงจำ ทรงจำคือทฤษฎีที่ควรจะเป็นไปได้ ถ้าทฤษฎีที่เป็นไปได้ แล้วมันจะเป็นไปจริงหรือ 

ไอ้ที่คิดๆ มันส่งออกทั้งนั้น คิดคือสัญญา เวลาทรงจำ คำว่า ทรงจำ ทรงจำมันส่งออกมาจากจิตแล้ว ถ้าส่งออกจากจิตแล้วมันอยู่นอกสถานที่เกิดเหตุ 

สถานที่เกิดเหตุมันอยู่ที่ภาสวะอยู่ที่ภพนั้น อยู่ที่ภพนั้น เวลามีสติปัญญาขึ้นมา เห็นไหม เราฝึกหัดของเรา ถ้ามันสงบแล้วเราพิจารณาของเรา มันจะเข้าไปสู่ที่เกิดเหตุนั้น ถ้ามันเข้าไปสู่ที่เกิดเหตุนั้น เข้าไปสู่ที่ฐีติจิตไง จิตที่กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันครอบงำมันอยู่ไง ถ้ามันภาวนาเข้าไป ถ้ามันมีปัญญา มีปัญญา มันมีปัญญาอย่างนี้ไง ถ้าปัญญาอย่างนี้นี่ภาวนามยปัญญา ปัญญาเป็นธรรมโอสถที่มันเลอเลิศ เลิศกว่าทางโลกไง 

โลกเขาแสวงหากันนะ ถ้ามียา ยาก็บริษัทยามันได้กำไรขาดทุนของมัน เพราะมันเป็นผู้ผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่าย 

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม อกาลิโก ไม่มีกาล ไม่มีเวลา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมโอสถ สัจธรรมอันนี้มันเกิดขึ้นมาจากหัวใจดวงนั้นไง หัวใจดวงนั้นเป็นผู้แสวงหาเป็นผู้กระทำ แล้วมันเกิดขึ้นมาจากใจดวงนั้นไง ถ้ามันเกิดจากใจดวงนั้น เกิดภาวนามยปัญญา มันทวนกระแสกลับ 

เวลาความรู้สึกนึกคิดมันส่งออกหมด ปัญญาที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมากมันมีกิเลสอยู่ข้างหลัง มันมีกิเลส มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดในหัวใจเราอีกไม่ได้เลย แต่นี่ไปรู้ไปเห็นกับมัน มันคิดออกไป มันดำริไง มันอยู่หลังที่ความเฉลียวฉลาด ความมีสติปัญญามากมายมหาศาล ที่ฉลาดขึ้นมาแล้วก็ต้องแสดงออกด้วยความฉลาด แสดงออกด้วยปฏิภาณนะ ไอ้กิเลสมันทิฏฐิมานะไง 

เกิดภัยพิบัติแล้วกูจะได้อะไร มีผลกระทบแล้วกูจะแสวงหาประโยชน์อะไร มันมีเบื้องหลัง มันมีเบื้องหลังขึ้นมา นี่ไงเวลามีสติปัญญามากน้อยขนาดไหน กิเลสมันครอบงำหมด กิเลสมันชักใยอยู่ทั้งสิ้น มันจะฉลาดขนาดไหนนี่ไงทรงจำธรรมวินัย ทรงจำธรรมวินัยไง ทรงจำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีสติมีปัญญาไง แสดงธรรม แสดงธรรมขึ้นมาไง แต่มันมีทิฏฐิมานะ 

หลวงตาใช้คำว่า ติดตน มีตัวมีตนไง มีสถานะไง มีภวาสวะไง มีภพไง เพราะธรรมมันเกิดจากที่นี่ไง นี่ไงโลกทัศน์ โลกทัศน์ไง นี่ไงโลกียปัญญาเกิดจากโลก เกิดจากจิตทั้งนั้นน่ะ เพราะจิตยังไม่สงบระงับไง ก็ยังทำอะไรไม่เป็นไง ว่าทำความสงบระงับ ทำทำไม สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมถกรรมฐานมันเป็นหินทับหญ้า 

สมถกรรมฐานก็ที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนไม่ไปที่เกิดเหตุ ไม่ไปเก็บหลักฐาน ไม่ไปพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ก่อคดีนี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีใครรู้ แล้วหาไม่เจอ เพราะหาไม่เจอนะถึงได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี่ไง ถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ไง แล้วก็มาได้พบได้เห็นไง ได้มาประสบภัยพิบัติต่างๆ ไง แล้วประสบภัยพิบัติมีแต่มากมีแต่น้อย 

เวลาฤดูกาลต่างๆ น้ำท่วม ฝนตก แดดออก เกิดพายุลมแรง ภัยพิบัติใส่บ้านนั้น ใส่บ้านนี้ แล้วแต่เวรกรรมของสัตว์ เวลามันมามันไม่รู้ว่ามาจากไหนเลย ไม่รู้ว่ามาจากไหนหล่นใส่หัวผลัวะ! ไม่รู้ว่ามาจากไหนเลย 

นี่ไงกรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์ ของเรามันไม่สู่ตัวของเรา นั่นคือวาสนาของเรา เราไม่ไปอยู่ในที่อย่างนั้น อยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น เรามีสติปัญญาของเรา ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์หรอก 

ในห้องผ่าตัดของหมอเขาผ่าหมด มนุษย์ผ่าหมดเลย ผ่าหมดเลย ข้างในมีแต่ตับ ไต ไส้ ปอด ไม่เห็นมีอะไรเลย แล้วเราจะไปสงสัยอะไร เพราะสงสัย เพราะอยากออกไป มันถึงเป็นภาระของคนอื่นไง แต่ถ้าเราไม่ออกไปไม่ต่างๆ ไม่มีอะไรน่าสงสัยหรอก แล้วเวลาไม่น่าสงสัย ผ่าร่างกายแล้วมันมีแต่ตับ ไต ไส้ ปอด แต่มันไม่เห็นความคิด มันไม่เห็นจิต มันไม่เห็นกิเลส มันทำไม่เป็นไง

นี่ไงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำความสงบของใจเข้ามาก่อน สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ เอ็งก็ไม่เห็นสถานที่ของเอ็งแล้วกันแหละ เอ็งไม่รู้จักแล้วเอ็งเกิดมาจากไหนล่ะ เวลาจิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเอ็งก็ไม่เข้าใจ โลกเข้าใจว่าตอนนี้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วยิ่งใหญ่ทั้งนั้นน่ะ ยิ่งใหญ่เกิดจากครรภ์นะ ยิ่งใหญ่เกิดจากพ่อจากแม่นั่นน่ะ ยิ่งใหญ่มาที่ไหน ยิ่งใหญ่เพราะมันมีเวรมีกรรมมันถึงได้มาเกิดไง 

แล้วธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทวนกระแสกลับ แล้วทวนได้ไหม ทวนไม่ได้หรอก ทรงจำธรรมวินัย แล้วเอามาวิเคราะห์วิจัยต่างๆ ด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ไม่เป็นประโยชน์อะไรทั้งสิ้นเลย แต่ถ้ามันเป็นความจริง ปริยัติ การศึกษาคือการจดจำเล่าเรียนมา จดจำเล่าเรียนมามันก็วิเคราะห์วิจัยตามนั้น แล้วถ้าไม่วิเคราะห์วิจัย วิเคราะห์ไม่เป็นด้วย วิจัยไม่เป็นด้วย แต่ถ้ามันไม่มีความเป็นจริงไง 

แต่ความเป็นจริง ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เห็นไหม ท่านเกิดจากใจของท่าน เวลาเข้าไปเห็นใจของท่านก็มหัศจรรย์แล้ว ว่า สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่สมาธิมหัศจรรย์มาก ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เวลาเข้าอัปปนาสมาธิ อู้ฮูมันเวิ้งมันว้าง มันมหัศจรรย์ มันสักแต่ว่า สักแต่ว่ามันครอบ  ๓ โลกธาตุเลย สักแต่ว่าเลย เหนือหมดเลย เพราะมันเข้าไปกระเทือนจิตดวงนั้นไม่ได้เลย เพราะมันเข้าไม่ถึงไง อัปปนาสมาธิไง ก็หลงผิดกันไปไง 

นี่สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ มันจะไปก้มกราบสมาธิของมันเองโดยที่มันไม่รู้ตัวเลยล่ะ แต่เพราะมันหลงมันใหล มันติดไง แต่ครูบาอาจารย์ไม่ใช่อย่างนั้น ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันไม่มีเหตุไง มันสงบเข้าไปเฉยๆ แล้วมีเหตุมาจากอะไรล่ะ แล้วมันต้องเห็นกิเลส มันต้องมีการไต่สวนตรวจสอบ มันต้องมีการกระทำ จนกว่าชำระล้างต้องประหัตประหารมัน จนกว่ามันจะขาดไปจากใจ ดั่งแขนขาด ดั่งแขนขาด มันไม่เคยเห็นมี 

นี่ครูบาอาจารย์ท่านสติปัญญาพลิกแพลง แล้วมาแก้มาไข อ๋อ! สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่สมาธิถ้ามีสติปัญญา สมาธิจับ จับให้ได้ จับที่หัวใจของตน ธรรมโอสถจับให้ได้ แล้วใช้สติปัญญาใคร่ครวญ ปัญญาตัด ปัญญาตัด

แล้วพอเกิดปัญญาอย่างนั้นไม่มีในตำราหรอก ตำราบอกไว้เลยนะ พิจารณาอสุภะ อสุภะ ก็เขียนคำว่า อสุภะ แล้วก็ถ่ายรูปอสุภะ แล้วก็ไปเที่ยวป่าช้ากัน มันอยู่ข้างนอกหมดเลย มันไม่เป็นจริงเลย 

พอเห็นอสุภะจริงๆ ในหัวใจ โอ้โฮ! อสุภะมันเป็นอย่างนี้เนาะ อสุภะ โอ้โฮ!มันขย้อนถึงหัวใจเลยเนาะ อสุภะมันกระเทือนขั้วหัวใจเลยเนาะ นี่แค่เห็นนะ แล้ววิปัสสนา วิปัสสนามัน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุไง เวลาวิปัสสนาใช้สติปัญญาใคร่ครวญมันไป เราวิปัสสนามัน มันก็ต่อมันก็ต้าน มันก็พลิกก็แพลง มันต่อสู้ทั้งนั้น กิเลสมันไม่ยอมตายหรอก 

ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าเป็นจริงเป็นจังพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันขาด เห็นถึงความเป็นสมถะเลย อ๋อ! สมถะเป็นบาทเป็นฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน เวลาเกิดปัญญาขึ้นมา ปัญญาวิปัสสนามันวิปัสสนาอย่างนี้ ถ้าวิปัสสนาด้วยสติปัญญามันก็ปล่อยวางเป็นครั้งเป็นคราวขึ้นมา แล้วมันมีก็เจริญแล้วเสื่อม เพราะด้วยความไม่รู้จัก ไม่มีสติ ไม่มีรักษา ไม่มีสติปัญญา ไม่รู้เท่าทันกิเลสของตน 

แล้วกิเลส เห็นไหม มันอยู่จิตใต้สำนึก มันเป็นอวิชชา เป็นเจ้าวัฏจักร มันครอบงำ ไม่เห็นหรอก ไม่รู้หรอก แล้วมันก็หลอกมันก็ลวง ทั้งๆ ที่ปฏิบัติเนี่ย กิเลสมันพลิกมันแพลงเอาเป็นสมบัติของมันจนได้แหละ 

แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ท่านก็คอยแนะคอยนำ คอยคุ้มครองดูแล ทำแล้วทำเล่า ทำแล้วทำเล่า มันเสื่อมแล้วก็พยายามฟื้นฟูให้มันเจริญขึ้นมาให้ได้ พอฟื้นฟู อ๋อ! มันถึงที่เก่า เคยเป็นอย่างนี้แล้วมันเสื่อมไป พิจารณาซ้ำซากมันก็ละเอียดขึ้นไป เวลามันขาด นี่ไงขณะจิตไง เวลามันขาดนะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสขาดไปจากจิต พอมันขาดไปแล้ว ต้องมีใครบอก ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง ถ้าเป็นจริง เป็นจริงขึ้นมาจะกราบครูบาอาจารย์ไง กราบครูบาอาจารย์เพราะอะไร เพราะท่านคุ้มท่านครอง ท่านดูท่านแลไง 

ถ้าเราไม่คุ้มไม่ครองไม่ดูไม่แล เราก็จะไม่มีความหมั่นเพียร ไม่มีการรักษาขึ้นมาจนถึงจุดอย่างนี้ได้ไง พอมันปล่อยวาง ก็วางแล้ว วางแล้ว วางด้วยปัญญา ปัญญา อย่ามางอแง มันเป็นการงอแง เป็นการตีโพยตีพาย ก็บอก ฉันก็ทำเป็น ฉันก็ทำได้ ไร้สาระเลย เพราะ เพราะมันไม่มีองค์ความรู้ ไม่มีความจริง จิตใจดวงใดไม่มีมรรค จิตใจดวงนั้นไม่มีผล 

มรรคผลมันเกิดจากหัวใจนั้น พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วเป็นสมบัติของตนไง เราไม่ตีโพยตีพาย ภัยพิบัติ มันถึงเวลาภัยพิบัติมันเสมอภาคกัน โดนทุกคน กระทบทุกคน เพียงแต่กระทบมาก กระทบน้อยเท่านั้น แต่เราเกิดเป็นชาวพุทธขึ้นมา เราเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแก้วสารพัดนึก นึกได้มากได้น้อย กระทำได้มากน้อยแค่ไหน ก็ได้ผลกระทบเท่านั้นแหละ 

แต่ถ้ามันเป็นความจริง ความจริงขึ้นมา เวลามันมีธรรมโอสถ มีอาสวักขยญาณ ประหัตประหารหัวใจแล้ว นี่ฆ่าทำลายสิ้นไปจากหัวใจ เอวัง