เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๙ มี.ค. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม 

ฟังธรรม ฟังธรรมคือสัจธรรม สัจธรรมที่คนที่มีบุญญาธิการค้นคว้าแสวงหาขึ้นมา เห็นไหม ธรรมในใจ ธรรมในใจ ถ้าเป็นธรรมในใจ เอโก ธมฺโม ธรรมเป็นหนึ่ง หนึ่งไม่มีสอง หนึ่งไม่มีสองถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว

สิ่งที่เราค้นคว้า เราแสวงหากันอยู่ เราเป็นชาวพุทธนี่ไง เราเป็นชาวพุทธ ชาวพุทธ เราแสวงหาสิ่งนี้ ถ้าเราแสวงหาสิ่งนี้ เราแสวงหาได้ มันเป็นธรรมอันเอก ธรรมอันเอก มันเอกอยู่ในหัวใจอันนั้นน่ะ แต่ในโลกนี้เป็นของคู่ เห็นไหม ของคู่ ทุกข์คู่กับสุข ดีคู่กับชั่ว มันเป็นของคู่ ของคู่ทั้งนั้น ถ้ามันมีฝ่ายใดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันจะเกิดขึ้น มันจะแปรสภาพของมันไป จากดีก็เป็นร้าย จากร้ายก็เป็นดี 

แต่ถ้าคนมีอำนาจวาสนา ว่าอุเบกขา อุเบกขา อุเบกขาก็เวลามันทุกข์ สุข เห็นไหม เวลาอุเบกขาทำมา สิ่งที่ทำมา ทำมา อุเบกขา อุเบกขาได้อย่างไร อุเบกขามันเข้ามามันก็ตอของจิตนั่นน่ะ มันจะเป็นอุเบกขาที่ไหน 

มันทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ถ้าทำลายภพทำลายชาติขึ้นมาแล้ว มันมีอุเบกขามันมีสิ่งใดค้างอยู่ในหัวใจ มีสิ่งใดที่แสวงหา ถ้าแสวงหาตามความเป็นจริงนะ

ถ้าแสวงหาไม่เป็นความจริง รู้อย่างไร พูดอย่างนั้นน่ะ ถ้าเข้าใจว่าอุเบกขาสูงสุด ก็ว่าอุเบกขานั้นเป็นธรรมะไง อุเบกขาเป็นธรรมะ ตาชั่ง ตาชั่ง เห็นไหม เวลาเอียงซ้าย เอียงขวาไง ถ้ามันอัพยากฤตมันตรงกลาง ตรงกลาง ตรงกลางมันก็ตอของจิตไง ถ้าตรงกลางมันก็มีกิเลสไง นี่พูดถึงว่ารู้แค่ไหน พูดได้แค่นั้น แล้วพูดออกมามันชัดๆ พูดออกมามันก็พูดออกมาจากใจนั่นแหละ ใจรู้อย่างไรก็พูดอย่างนั้น

แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาพูดออกมามันเวิ้งว้าง มันไม่มีขอบเขต มันไม่มีที่สิ้นสุด มันก็ธรรมกายไง มีขอบมีเขตมีอะไรนะ นั่นก็จะขอบเขตเลยนะ มันยิ่งใหญ่ มันยิ่งใหญ่ขนาดไหนมันก็ต้องย่อยสลายไปเป็นธรรมดา ไม่มีหรอก ไม่มี 

แต่ถ้าเป็นธรรม เป็นธรรมขึ้นมา เป็นธรรมในหัวใจ นี่สิ่งที่เราแสวงหา แสวงหาพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วอยู่ที่วาสนาของคนไง ถ้าคนมีวาสนา แม้แต่แค่มีศรัทธาความเชื่อ ถ้ามีศรัทธาความเชื่อ ทาน ศีล ภาวนา ทาน ศีล ภาวนา ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าได้มากน้อยแค่ไหน ฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญา 

เวลาศึกษา เห็นไหม พระพุทธศาสนาก็แค่ฟังธรรม ฟังธรรมเอาบุญ ถ้าบวชลูก บวชหลานขึ้นมาก็เป็นญาติกับศาสนา จะมาศึกษาธรรมะเป็นสัจจะเป็นความจริงในใจของตน มันเป็นทฤษฎีขึ้นมาก่อน แล้วมันจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าความจริงขึ้นมาถ้าผู้ที่ทำประพฤติปฏิบัติได้อย่างนั้นนะ ถ้าได้อย่างนั้น เห็นไหม ธรรมในหัวใจนั้น ถ้าในหัวใจนั้นมันสว่างกระจ่างแจ้ง มันจบสิ้น มันเป็นกระบวนการนั้น แต่ยังไม่จบสิ้นกระบวนการนั้น อวิชชา อวิชชา 

เวลามีภัยพิบัติ เห็นไหม โรคภัยไข้เจ็บ เวลาพวกเรา พวกเราเป็นประชาชน ประชาชนเต็มขั้น เจ็บไข้ได้ป่วยเราก็ไปหาหมอ ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมาเราก็รักษาหัวใจของเรา นักรบ นักรบ พวกหมอ พวกพยาบาลเวลาเขาทำงานของเขา คือเขาไปคลุกคลีกับคนไข้ เขาไปรักษาคนไข้มา เวลาจะกลับบ้าน หรือลูกหลานที่คิดถึง มาถึงนะมันอยากกอด ความผูกพันของใจ ยิ่งไปเห็นคนที่พลัดพราก แล้วนี่ครอบครัวของเรามันอยากจะใกล้ชิด อยากจะให้มันดูดดื่มก็ทำไม่ได้ 

พ่อแม่เข้าใจได้เพราะพ่อแม่เขาเรียนทางการแพทย์มา เขาเรียนวิชาการของเขามา เขารู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บมันเป็นโรคระบาด โรคระบาด มันจะเอาโรคระบาดนี้ไปด้วยความผูกพัน ไปกอดลูกเพื่อให้โรคภัยไข้เจ็บเข้าไปสู่ลูกหลานของเรามันเป็นไปไม่ได้ 

แต่แต่เด็กมันไม่รู้ เด็ก ๕ ขวบ ๑๐ ขวบมันไม่รู้เรื่องหรอก เด็ก ๕ ขวบ ๑๐ ขวบมันก็คิด มันไม่รู้ เพราะความไม่รู้ ไม่รู้นี่ไง เพราะความไม่รู้ขึ้นมา เอ๊ะ! พ่อแม่ก็รักเรามาตลอด ทำไมตอนนี้พ่อแม่กระด้างกระเดื่องกับเรา พ่อแม่ให้เราเข้าใกล้ไม่ได้ แต่พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ มันก็มีความผูกพัน มันเจ็บปวดนะ มันเจ็บปวด 

ความรักความผูกพันเป็นเรื่องหนึ่งนะ โรคภัยไข้เจ็บที่มันแบ่งแยกออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ ถ้าความผูกพัน ความผูกพัน ความรักใคร่ต่างๆ มันเป็นธรรมในหัวใจไง ธรรมในหัวใจมันผูกพันกับใจของเราไง แต่เราไปกอดไปใกล้ชิดไม่ได้ ใกล้ชิดไม่ได้ เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น สิ่งนั้นมันจะแพร่กระจายออกไป ถ้าแพร่กระจายออกไปก็รักษาไว้เฉพาะตน เฉพาะตน 

นี่คนที่รู้กับคนที่ไม่รู้ แล้วถ้าสิ่งที่คนที่รู้ ที่รู้ เห็นไหม ถ้ารู้แล้ว เรารู้ว่ามันเป็นโรค แต่เราไม่ใช่หมอ เราตรวจของเราเองไม่ได้ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้น เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาถึงจะรู้ว่ามันติดเชื้อขึ้นมา แต่คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ถ้ามันตื่นตูม มันเกิดความรู้สึกวิตกกังวลเกินไป มันก็ทำให้มันเจ็บไข้ได้ป่วยได้เหมือนกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย แต่มันเป็นโรคอะไรล่ะ 

ย้อนเข้ามาในหัวใจของเราว่าเป็นกิเลสๆ สิ่งที่เป็นกิเลสมันกิเลสอะไรล่ะ สิ่งที่มันจะเล็ก มันจะน้อยต่างๆ เวลาครูบาอาจารย์ของเราเก็บเล็กผสมน้อย เวลาหลวงตาท่านชมหลวงปู่มั่น เวลาหลวงปู่มั่นขึ้นมา เห็นไหม เก็บเล็กผสมน้อย ท่านเป็นพระอะไร สติวินัยนะ พระอรหันต์เป็นสติวินัย ถ้าสติวินัยยกเว้น สติวินัย ดูสิหลวงตาท่านพูดไง เวลาท่านสนทนาธรรมกับครูบาอาจารย์องค์ใดแล้ว ในทางสังคม ในทางโลก เขาติฉินนินทา เขาใส่ความ ท่านบอกท่านไม่ฟังเลย มันเป็นไปไม่ได้ มันไร้สาระ 

เวลาถ้าเป็นทางโลก ทางโลก เวลาทางโลกมีการกระทำ ถ้าไม่มีเจตนา ไม่มีเจตนา เวลาโจรผู้ร้าย เวลาทำร้ายร่างกายกันมันเป็นโทษทางกฎหมายทั้งสิ้น มันผิดกฎหมาย ผิดกฎหมาย แต่เวลาเจ้าหน้าที่เขาทำ ดูสิราชทัณฑ์เวลาเขาคุมนักโทษนั่นน่ะ เขาทำตามหน้าที่ของเขา เขาทำตามหน้าที่ของเขามันเป็นการควบคุม เวลาเจ้าหน้าที่วิสามัญ วิสามัญ วิสามัญก็มันต่อสู้ มันขัดขืน มันทำลาย ป้องกันตัว ถ้าไม่อย่างนั้นสังคมมันจะร่มเย็นเป็นสุขไปได้อย่างไร 

นี่ไงเวลาสิ่งที่ว่าถ้ามันทำด้วยความไม่มีเจตนา ไม่มีเจตนา ถ้าไม่มีเจตนา เวลาผู้ที่เป็นธรรม เป็นธรรม เวลาสิ่งที่เป็นธรรมมันเป็นกิริยา มันเป็นหน้าที่ นี่ไงเราต้องรับรู้ได้ ว่าร่างกายต้องการอาหาร เราก็ต้องขบฉัน เราต้องดำรงชีพต่อไป ดำรงชีพต่อไป ดำรงชีพไว้ทำไม ก็วิมุตติสุข วิมุตติสุขก็ปล่อยให้มันตายไปสิ มันจะได้วิมุตติสุขไง ไอ้นั่นมันเป็นกิเลสที่มันเหยียบย่ำ มันทำลาย ที่มันไม่เข้าใจไง ถ้ามันเข้าใจ เข้าใจ เห็นไหม สิ่งนั้นมันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้เพราะอะไร 

ก็ปล่อยวางเฉยให้มันอดตาย แต่เวลาที่มันต่อสู้กับกิเลสนะ เวลาต่อสู้กับกิเลส คนเราเกิดมา เห็นไหม มันก็ต้องการปัจจัย ๔ เครื่องอาศัยทั้งสิ้น เวลาบวชเป็นพระขึ้นมาแล้ว เป็นพระหนุ่มเณรน้อยขึ้นมา ร่างกายยังกระฉับกระเฉงอยู่ มันต้องการอาหารเพื่อบำรุงมันมากมาย เวลาเราอดนอน เราผ่อนอาหาร เราอดอาหาร เราผ่อนมัน เราผ่อนมันไง นี้เราผ่อนมัน ผ่อนมันเพราะอะไร เพราะว่าผ่อนมันเพราะเราโง่ เราเขลา เราไม่มีสติปัญญาสามารถที่จะจับกิเลสในใจของเราได้ 

จับกิเลส จับกิเลส จับขโมย ขโมยในหัวใจนี้มันดื้อมันด้าน มันครอบมันงำในหัวใจ จับมันไม่ได้เพราะมันเป็นสมุทัย มันนอนเนื่องมากับความคิดไง ก็ความคิดเรานั่นแหละมันถูก มันดี มันยอด มันเยี่ยมนั่นแหละ กิเลสทั้งนั้น แล้วจับมันไม่ได้ไง 

เวลาอดนอนผ่อนอาหารขึ้นมา เราหิวไหม ก็หิว กิเลสมันหิวไปด้วย เวลากิเลสมันอยากของมัน มันดิ้นมันรนของมัน ขีดจำกัดวงของมันไง เวลาถ้ามันเห็นไง ตัณหาความทะยานอยาก ตัณหาความทะยานอยากเป็นสมุทัย แล้วจับมันได้ จับมันไม่ได้ไง เราจับมันไม่ได้แล้วอดทำไม อดให้มันหิวมันกระหายทำไม อดเพราะไม่ให้มีกำลังไง อดเพราะไม่ให้มันกระทืบมันเหยียบย่ำหัวใจไง เวลามันสงบระงับเข้ามาได้ มันปล่อยวาง ไอ้ความหิว ไอ้ความกระหาย ไอ้ความที่วิตกกังวลไปไหนหมดล่ะ ว่างหมดเลย ธาตุขันธ์ไม่ทับจิต 

ถ้าคนมันมีสติมันแสวงหาของมันนะ เวลามันจับของมันได้ จับของมันได้ไง ถ้าจับได้ จิตเห็นอาการของจิต เวลามันเกิดปัญญาขึ้นมามันเป็นภาวนามยปัญญาเกิดจากใจ มันมหัศจรรย์ เวลามีกิเลสอดนอนผ่อนอาหารเพื่อจะค้นคว้า เพื่อจะแสวงหา

แต่เวลาคนที่สิ้นกิเลสไปแล้ว มันจะไปทำลายกิเลสอะไรที่ไหนล่ะ นี่ไงเวลาพญามารๆเวลาดลใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา ก็อยู่ไปทำไม ก็อยู่กับโลก โลกมันขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงไง ก็ตายซะ ตายซะ มาอาราธนามานิมนต์ตลอดเวลา พญามารๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สนใจมันเลย นี่ไงเวลามันอยู่ในหัวใจขึ้นมาไม่รู้ไม่เห็นมัน เชื่อมันมาตลอด มันเหยียบย่ำทำลายมาตลอดไง ตอนนี้ทำลายมันแล้ว ทำลายมันจบสิ้นในหัวใจไปแล้วไง มันก็มาเจ๊าะมาแจ๊ะ มาเชื้อมาเชิญ ท่านไม่สนใจหรอก ท่านรู้เท่าทันมันไง รู้เท่าทันมันไง 

เวลาคนที่สิ้นกิเลสไปแล้ว สิ้นกิเลสไปแล้ว สิ่งนี้เพื่อประโยชน์ ประโยชน์กับโลก ความเป็นอยู่มันเป็นประโยชน์อยู่ก็ยังดำรงประโยชน์อยู่ สิ่งที่ว่ามันมาอาราธนา มันมาเชื้อมาเชิญ นั่นไร้สาระเลย แต่เวลาถึงที่สุดแล้วคนเรามันหมดอายุขัยมันเรื่องธรรมดาๆ 

ถ้าอายุขัยขึ้นมา อำนาจวาสนาบารมีของคนไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบอกเลย เราวาสนาน้อย วาสนาน้อย แค่อายุ ๘๐ ปีเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มา ๘๐,๐๐๐ ปีอย่างนี้ ๖๐,๐๐๐ ปีอย่างนี้ เขาทำของเขามา 

แล้ว โอ้โฮ! คนอยู่เป็นหมื่นๆ ปีได้ด้วยหรือ?” 

อะไรมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้าถึงเวลาที่มันเหมาะสม

นกมันบินเป็นเรื่องธรรมดา กิเลสมันเหยียบหัวใจของคนเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดาไง ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไง สิทธิเสมอภาคไง เสมอภาคแล้วได้อะไรมาล่ะ เสมอภาคก็เป็นการแค่แนวทางคิดว่าเสมอภาคไง แต่ถ้าเป็นจริง เป็นจริงมันไม่เสมอหรอก ดูสิเวลาเด็กน้อยมันกินอาหารอ่อน เวลามันโตขึ้นมา เห็นไหม มันก็เริ่มเติบโตขึ้นมา คนเฒ่า คนชราขึ้นมา เวลาฟันไม่มีแล้วเขากินอาหารเหลวเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ  ถ้ามันเป็นความจริงไง เสมอภาค เสมอภาค จะให้เหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้ 

กิเลสมันเย้ามันยวนมันกระตุ้นของมัน ถ้ามันเย้ามันยวนมันกระตุ้นของมัน เรื่องของกิเลสของเรา ถ้ากิเลสของเรามันยังมีอยู่ในหัวใจ มันไปตามกระแสสังคม มันตื่นโลก ตื่นสงสาร 

แต่ถ้ามันเป็นจริง เป็นจริงขึ้นมา เราฝึกหัดของเรา ฝึกหัดของเราขึ้นมา ยิ่งมีภัยพิบัติอย่างนี้ ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา มันเป็นอย่างนี้ ทุกคนต้องเจอสภาพแบบนี้ สภาพแบบนี้ทุกคนเจอเสมอกัน ถ้าทุกคนเจอเสมอกัน ทุกคนเตรียมตัวความพร้อมมากน้อยแค่ไหน คนที่เตรียมตัวความพร้อมมากกว่า เกิดภัยพิบัติเหมือนกัน แต่เราจะดูแลรักษา ทั้งทางสังคม ทั้งตัวตนของเรา ทั้งหัวใจของเรา เราดูแลรักษา 

ไม่เหมือน เห็นไหม ดูสิหมอ หมอที่เขารู้ เขาเรียนทางวิชาการแพทย์มาเขารู้ ถ้ามียารักษาได้มันก็จะรักษาได้ ตอนนี้มันรักษายังไม่ได้ มันเป็นโรคติดต่อ เวลากลับบ้านกลับเรือนไปแล้ว ลูกหลานมันอยากเข้ามาใกล้ชิด รักที่ไม่มีสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยในหัวใจเลยก็รักของพ่อของแม่ แล้วทำไมพ่อแม่คราวนี้เข้ามาใกล้เราไม่ได้เลย ทำไมกระด้างกระเดื่อง ไอ้ลูกเล็กๆ มันไม่รู้เรื่อง แต่มันไม่รู้เรื่องขึ้นมา นั่นน่ะความไม่รู้ ความไม่รู้ ถ้าความไม่รู้ขึ้นมามันมีการป้องกัน สิ่งที่รู้และสิ่งที่ไม่รู้นี่เป็นเรื่องหนึ่งนะ 

สิ่งที่ดื้อด้าน ไอ้พวกดื้อด้าน ไอ้พวกที่เห็นแก่ตัว ไอ้พวกที่ทำลายนั่นน่ะ คิดว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พอเป็นแล้ว เป็นแล้วอย่ามารักษาสิ ถ้าไม่เป็นไร ไม่เป็นไรก็เอาตัวรอดให้ได้สิ เวลาไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาไปหาหมอทั้งนั้นน่ะ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไปใช้ทรัพยากรให้มันสิ้นเปลืองไปโดยคำว่า ไม่เป็นไรของเราไง ด้วยจิตใจที่มันเห็นแก่ตัว จิตใจที่มันติดพันของมันว่าอย่างนี้เป็นประโยชน์กับตน ไม่กลัว กลัวจะอดอยากทุกข์ยากมาก เราต้องแสวงหาก่อน ไอ้เรื่องชีวิตไว้ทีหลัง แล้วจริงๆ ทำไมจะตายขึ้นมาทำไมกลัวล่ะ 

ไอ้พวกดื้อด้านก็เป็นเรื่องหนึ่งนะ ใจของคนมันเป็นร้อยแปด มนุสสติรัจฉาโน มนุสสเปโต มนุสสเทโว มนุษย์เหมือนกัน มนุษย์เหมือนกันทั้งนั้นน่ะ แต่จิตใจมันสูงมันต่ำแตกต่างกัน แล้วที่มันขัดมันแย้ง มันเหยียบมันย่ำ มันทำลาย นั่นก็เรื่องของกิเลส กิเลสหนา กิเลสหยาบ กิเลสบางมันแตกต่างกันไป ถ้าแตกต่างกันไป เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาในสังคมเหมือนกันไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสอน สอนให้เราทำทานเสียสละของเราขึ้นมา เวลาเราทำทาน ทำบุญกุศล อำนาจวาสนาบารมีนะ อำนาจวาสนาบารมี เวลาภาวนาสิ เวลาจิตสงบแล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมหัศจรรย์มาก พอจิตคึกคะนอง เวลาจิตมันจะสงบนะ ดึงเข้ามาให้เข้ามานะ มันก็ตกลงไปสู่เบื้องล่างซะ เวลาดึงขึ้นมามันก็พุ่งขึ้นไปบนอากาศนู่นเลยน่ะ มันมหัศจรรย์ มันมีกำลัง มันแรงของมันมาก 

แล้วมหัศจรรย์แล้วต้องมีสติปัญญาที่สูงส่งกว่า ที่อำนาจวาสนามากกว่า ควบคุมให้มันเป็นความพอดี เวลาสงบขึ้นมาก็สงบเข้ามาในหัวใจนี้ก็พอ แล้วสงบในหัวใจแล้ว มันมีกำลังแล้ว ใคร่ครวญขนาดไหน แสวงหาค้นคว้า ต้องค้นคว้า ดูสิโรคภัยไข้เจ็บ เขาต้องวิเคราะห์เลยว่าเป็นโรคอะไร จะรักษาด้วยยาอะไร มันถึงจะหายขึ้นมา แต่ถ้าเป็นมะเร็งเขาฉายคีโมเลย เวลายังไม่เข้าใจ เขาก็เอ็กซเรย์ก่อน ดูว่ามันเป็นอะไร เขาต้องวิเคราะห์ให้ได้ 

นี่ก็เหมือนกัน เวลาหัวใจของเรามีกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเกี่ยวกับอะไรล่ะ มันไปผูกพันกับอะไรล่ะ ถ้ามันจับของมันได้ มันต้องคลี่คลายของมันด้วยสติด้วยปัญญาของตนไง ถ้าคลี่คลายด้วยสติปัญญาของตน มันถึงจะเห็นย้อนกลับมาเลย โอ้โฮ! ธรรมโอสถมันสำคัญอย่างนี้ อ๋อ! ภาวนามยปัญญามันเป็นอย่างนี้

มันไม่ใช่ตรรกะปัญญาที่เราคิดค้นขึ้นมาจากเรา แล้วก็แหม! วิเคราะห์วิจัยไป วิเคราะห์วิจัยกิเลสมันยิ้มๆ อยู่ข้างหลังน่ะ มันสนตะพาย แล้วมันก็เฆี่ยนด้วยแส้ โอ๋ย! คิดใหญ่เลย สุญญตา สุญญตา สุญญตา สุญที่ไหนล่ะ กิเลสมันฟาดแส้อยู่ข้างหลังนั่นน่ะยังไม่รู้สึกตัว 

แต่ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมานะมันสังเวช เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาท่านผ่านเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมา ทำไมเราโง่ขนาดนี้ ทำไมเราโง่ขนาดนี้ ไม่มีใครว่ายิ่งใหญ่เลยนะ กิเลสมันปิดหูปิดตา โง่เง่าเต่าตุ่นเลย โง่เง่าเต่าตุ่นอยู่ในอำนาจของมันไง มันหลอกใช้ มันเสี้ยม มันบังคับให้เป็นไป โง่อย่างนี้ โง่อย่างนี้ 

เวลาไปเห็นขึ้นมา เออ! เราเจอแล้ว เวลามันข่มขี่ ขี่คอมาตลอด คราวนี้ต้องพลิกแพลง ต้องซัดให้มันตกจากไหล่ให้ได้ แล้วพิจารณามัน แยกแยะให้ได้ ให้มันทำลายให้ได้ พอทำลายได้ ได้หัวใจของตน เห็นไหม นี่ภาวนามยปัญญา แล้วเวลามันเสร็จสิ้นของมัน ดั่งแขนขาด ดั่งแขนขาด มันขาดออกไปจากจิตเป็นชั้นเป็นตอน เป็นชั้นเป็นตอนไง มรรค ๔ ผล ๔ เวลามันเป็นจริง เป็นจริง มันเป็นจริงอย่างนั้น นี่ภาคปฏิบัติ

ปริยัติเป็นปริยัติ ศึกษาก็ศึกษาไว้เพื่อทรงจำธรรมวินัย สืบต่ออนุชนรุ่นหลังไป ผู้ที่มีอำนาจวาสนาขึ้นมานะ มันก็หยิบมาฉวยเอามรรคเอาผลในหัวใจของตน ประพฤติปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเกือบเป็นเกือบตายเพื่อมรรคเพื่อผลในหัวใจนี้ ถ้าในหัวใจมันคายพิษออกไปแล้ว ดูสิตอนนี้เขากลัวกันมากเลย ไอ้ภัยพิบัตินี่ 

แต่ถ้าจิตใจมันพ้นแล้วจบ มันพ้นแล้วไม่ตื่นกลัวไปกับอะไรทั้งสิ้น มันไม่ตื่นกลัวอะไรทั้งสิ้น แล้วมันไม่ไปสุงสิงใครทั้งสิ้น ระยะห่าง ถ้าไม่ไปสุงสิงกับใครมันก็ปลอดภัย 

พระกรรมฐาน ท่านอยู่ในป่าในเขาของท่านองค์เดียว ท่านอยู่สุขสบายของท่าน ไม่ยุ่งกับใครทั้งสิ้น แต่แต่ร่างกายนี้มันชราคร่ำคร่าเป็นเรื่องธรรมดา เวลาคนเกิดมาแล้ว ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด แต่เราพยายามขวนขวายกระทำของเรา เราให้พลัดพรากจากกิเลสก่อน ให้กิเลสมันยุบมันยอบลงบ้าง สร้างอำนาจวาสนาบารมีของเรา ถ้ามันยังทำไม่ได้ก็พยายามสร้างของเรา สร้างคุณงามความดีของเรา อย่าไปสร้างบาปสร้างกรรมขึ้นมา สร้างแต่คุณงามความดี คุณงามความดี คุณงามความดีเพื่อหัวใจนี้ เวลามันสงบระงับขึ้นมามันจะมีคุณค่าของมัน

ต่างคนต่างแยกอยู่ของแต่ละคนเป็นเอกเทศ เอกเทศ บางคนอยู่ด้วยความรุ่มร้อน บางคนอยู่ด้วยความสุขสบาย บางคนอยู่ด้วยความวิตกกังวล บางคนพอเป็นไป เห็นไหม นี่วาสนา อำนาจวาสนา เวลาจิตสงบแล้วมันมีวาสนาของมัน จะเป็นจริงเป็นจังมากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นจริงเป็นจังมากน้อยแค่ไหนนะ มันมีระยะ พยายามยืนระยะให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้หรือไม่ 

ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วไม่เกิดอีกเลย แล้วไม่เกิดก็รู้ว่าไม่เกิดนะ เป็นโสดาบันอีก ๗ ชาติชัดๆ เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี กามภพไม่มาเกิดอีกแล้วกามภพ เกิดบนพรหมเท่านั้น มันรู้ของมันชัดๆ มันชัดๆ เพราะอวิชชา เพราะความไม่ชัดถึงได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี่ไง เวลาสิ้นกิเลสไปแล้วอะไรตาย โกหก ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรตาย ตั้งแต่วันกิเลสตาย เห็นไหม พ้นจากวัฏฏะ แล้วลาวัฏฏะพอกันที เอวัง