เทศน์เช้า วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม
วันนี้วันพระไง วันพระ วันโกน แล้วถ้าไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่พึ่ง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด” แล้วธรรมมันตัวเป็นอย่างไรล่ะ มันเป็นอากาศใช่ไหม มันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ใช่ไหม มันสิ่งใดที่เราจะพึ่งได้ พึ่งได้ไง
เวลาเราจะพึ่ง จะพึ่ง แต่ก็เฉพาะพึ่งพ่อ พึ่งแม่ เราก็พึ่งในสังคม ถ้ามีสังคม มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องพึ่งพาอาศัยกัน การพึ่งพาอาศัยกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกันด้วยธรรมะ ด้วยสัจธรรม ด้วยการเสียสละ ด้วยหัวใจที่เป็นธรรม ถ้าหัวใจที่เป็นธรรมเราเสียสละ เราให้โอกาสคนอื่นก่อน นั่นมันเป็นประโยชน์กับเรา เป็นประโยชน์ไปทั้งสิ้น อันนี้คือเราชนะกิเลสในใจของเรา
“ถ้าเธอไม่มีที่พึ่ง เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด” ตรงนี้เป็นสิ่งที่สมควรที่จะมีธรรมเป็นที่พึ่งเลย ถ้ามีธรรมเป็นที่พึ่ง สัจธรรม สัจธรรม สิ่งที่เราศึกษากันอยู่นี้เป็นกิริยา เป็นกิริยาคือวิธีการ ดูความรู้สึกนึกคิดของเราสิ ความรู้สึกนึกคิดมันเกิดจากใจ เกิดจากใจ เวลาใจขึ้นมา ใจมันเป็นฐีติจิต เป็นจิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้ที่ว่าเวลาใจแท้ๆ มันแสดงออกสิ่งใดไม่ได้ เวลาใจแท้ๆ มันแสดงออกสิ่งใดไม่ได้ มันแสดงออกแนวทางของสมมุติบัญญัติ
ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ความรู้สึกนึกคิดเกิดจากใจ เกิดจากใจ เกิดจากใจมันเป็นบุคคลที่ ๒ ถ้าเป็นบุคคลที่ ๒ มันเกิดที่ไหน มันเกิดที่จิต เวลาเกิดที่จิต ถ้าจิตเป็นธรรม จิตเป็นธรรม จิตเป็นธรรมทั้งแท่ง เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก เอก จิตทำตรงนั้น สิ่งที่ทำตรงนั้น เวลาสิ่งใดเกิดขึ้นมามันก็เกิดขึ้นด้วยเป็นธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด มีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรม เป็นธรรม เป็นธรรม เป็นธรรม สัจธรรมอันนั้น
แต่ถ้าเรามีกิเลส มีกิเลส สิ่งที่เกิดขึ้นสิ่งนั้นมันเกิดจากอวิชชา เพราะอวิชชามันอยู่ที่ฐีติจิต
เวลาอวิชชามันอยู่ที่ปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิตมันมีอวิชชาคือความไม่รู้ในตัวของมันเอง ถ้าความไม่รู้ในตัวของมันเอง แล้วมันเกิดความไม่รู้ตัวมันเอง มันก็ปั้น มันก็แต่ง มันก็ปลิ้นมันก็ปล้อน มันต้องการสิ่งนั้นๆ ต้องการให้เป็นความเลอเลิศ ต้องการให้พ้นจากทุกข์ ต้องการต่างๆ มันก็เป็นความต้องการทั้งสิ้น แต่ความต้องการอย่างนี้ถ้าเราศึกษาแล้ว ศึกษาธรรมะก็ศึกษาจากนี่ ศึกษาจากสัญญา ศึกษาจากขันธ์ ๕ ที่เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ศึกษามาแล้วก็ศึกษาเป็นความจำ ความจำอยู่ที่ใจนี้ เดี๋ยวก็ลืม เพราะมันเกิดจากจิตๆ ไม่ใช่ตัวจิต
แต่ถ้ามันเป็นตัวจิตนะ ตัวจิตเดิมแท้ถ้าเป็นธรรม เป็นธรรม นั่นน่ะเป็นธรรมเป็นที่พึ่ง มันเป็นธรรมแท้ๆ ธรรมอันนี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่มีการไปและไม่มีการมา ไม่มีการเพิ่มขึ้นและลดลง ไม่มีว่าเกิดได้ เกิดไม่ได้หรอก ไม่มี ถ้ามีอย่างนั้นมันก็บกพร่องมัน มันเป็นไปไม่ได้ พระอรหันต์เกิดไม่ได้ ถ้ามันเกิดไม่ใช่พระอรหันต์ ไม่ใช่ ไม่มีหรอก พระอรหันต์ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งที่ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเพราะอะไร
เพราะเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะกันอยู่แล้วไง เรามีอวิชชา มีอวิชชาความไม่รู้ เราถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แต่ด้วยอำนาจวาสนา ด้วยบุญบารมี พระโพธิสัตว์ๆ เขาสร้างคุณงามความดีของเขา ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สร้างคุณงามความดีขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจวาสนาบารมี ถ้ามีอำนาจวาสนาบารมีมาแล้ว องค์สมเด็จพระสัมาสัมพุทธเจ้า เราเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแน่นอน เกิดมา เปล่งวาจาเลย เดิน ๗ ก้าวเลย “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะออกผนวช ละล้าละลัง ละล้าละลัง สามเณรราหุลเกิดแล้ว สิ่งนั้นเวลาว่าเราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ พระโพธิสัตว์เกิดไง ถ้ามีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย มันไม่ใช่พระอรหันต์ ไม่มี ไม่มีหันหรอก มีแต่หมูหัน หมูหันนี่อร่อยนะ หมูหันมีชื่อเสียงด้วย นั่นมันหมูหัน ไม่มีพระอรหันต์หรอก
ถ้าพระอรหันต์แล้วนะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าจิตมันเป็นธรรมทั้งแท่ง ธรรมทั้งแท่ง มันจะเอาอะไรไปเกิด มันรู้ของมัน มันจะเอาอะไรไปเกิดได้อย่างไร ไข่ลมเกิดไม่ได้ ไข่ต้องมีเชื้อมันถึงจะฟักได้ ไข่ลมฟักไม่ได้ มีแต่เน่าไปเท่านั้นน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน เวลา “เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด”แต่เรายังไม่มีธรรม เรามีอำนาจวาสนาบารมี ที่มีจิตใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา ถ้ามีจิตใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา เราเห็นที่ไหนที่มีคนทำคุณงามความดี จิตใจที่เป็นธรรม จิตใจที่เป็นธรรมมันก็ชื่นชม สิ่งใดที่มันมีการเอารัดเอาเปรียบ การหลอกการลวง การฉ้อการฉล เห็นแล้วมันเศร้าใจไง แต่มันกรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์ไง
เวลาเขามีการฉ้อโกงกันอยู่ต่อหน้าต่อตา ถ้าเราทำได้เรากีดขวางเขา เราก็จะพยายามบอกให้คนที่เขาเสียเปรียบให้เขารู้ตัวขึ้นมา แต่คนที่เป็นธรรม เป็นธรรม เห็นแล้วมันทำสิ่งใดไม่ได้ไง มันเป็นกรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์ไง สัตว์มันเชื่อถือ มันศรัทธาของมันอย่างนั้นไง มันก็เชื่อถือศรัทธาตามแต่อำนาจวาสนาของมันไง
แต่ถ้าคนที่เขามีธรรม มีธรรมเขาไม่เชื่อ กาลามสูตร กาลามสูตร ครูบาอาจารย์มีหน้าที่แสดงธรรม แสดงธรรม เห็นไหม พระอัสสชิ พระสารีบุตรบอกเลย “ท่านจงแสดงธรรมเถิด หน้าที่แทงตลอดเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าเอง”
ครูบาอาจารย์ที่ท่านแสดงธรรม แสดงธรรมไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงตาท่านบอก เราได้ทำหน้าที่ของเราแล้วไง เราได้แสดงสัจธรรมแล้วไง สัจธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูสิเขาถือของขลัง ของขลังไง ของที่มีคุณค่า ของต่างๆ
เวลาสิ่งที่มีค่าที่สุด สิ่งที่ขลังที่สุด การบันลือสีหนาทของผู้มีคุณธรรมไง การบันลือสีหนาท พูดเมื่อไหร่ก็เป็นเมื่อนั้นไง ไม่มีชักเข้าชักออกไง ไม่มีวันนี้ วันหน้าไง คำไหนคำนั้นเป็นคำเดียวไง คำเป็นความจริง ความจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความจริงของใจพระอรหันต์ ถ้าเป็นความจริงแล้วไง ความจริงอันนั้นมันจะผิดมันจะพลาดไปได้อย่างไรไง สิ่งที่มันผิดพลาด เดี๋ยวแก้ไข ขอแก้ไข แก้ไขไปเรื่อย
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ มรรคหยาบ มรรคละเอียด เริ่มต้นปุถุชน กัลยาณชน กว่าจะเป็นไปได้ ปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยอารมณ์ตัณหาความทะยานอยาก ทำให้มันสงบระงับเข้ามาไม่ได้ไง แต่ถ้ามันเห็น รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มันเท่าทันหมดนะ รูป รส กลิ่น เสียงมันมีของมันโดยธรรมชาติของมัน เสียงที่เพราะเสียงที่พริ้ง เสียงหญิง เสียงชาย เสียงที่มันสะกิดหัวใจไง เสียงลมพัด เสียงต่างๆ เสียงสักแต่ว่าเสียง ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมาแล้ว นี่กัลยาณชน กัลยาณชนเวลาจิตสงบระงับขึ้นมาแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง
จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นกิเลส จิตเห็นอาการของจิต แล้วมันเห็นอย่างไร ทำไมเขาถึงว่าเป็นกิเลส ไม่เป็นกิเลสล่ะ ทำไมเขารู้ว่าเป็นการซักฟอก ไม่เป็นการซักฟอกล่ะ นี่ไงถ้ามันไม่รู้อะไรเลยมันจะเป็นไปได้อย่างไร จินตนาการไปทั่ว เป็นตรรกะ ตรรกะก็คิดกันไป พระพุทธศาสนาสำคัญมากกว่านั้น ยิ่งใหญ่มากกว่านั้น ตอนนี้เวลาเกิดภัยพิบัติ ภัยพิบัติขึ้นมา คนที่มีใจเป็นธรรม ใจเป็นธรรม เห็นเป็นธรรมสังเวชไง มันเป็นธรรม มันเป็นธรรม แล้วถ้ามีธรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย มันไม่ตื่นไม่เต้นไปกับเขา
เวลาเราออกประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ ในวงกรรมฐานของเรา ถ้าย่ามของใครยังมียาสักเม็ดหนึ่ง เขาบอกว่าใจไม่ถึง ไม่มียา ไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้น เข้าป่าเข้าเขาไป เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ธรรมโอสถทั้งสิ้น มันจะเจ็บไข้ได้ป่วยขนาดไหน แล้วสิ่งที่สำนักปฏิบัติ ปฏิบัติขึ้นมา มันอยู่ที่สงบสงัดขึ้นมา ไข้มาลาเรียทั้งนั้นเลย วัดทั้งวัดเป็นมาลาเรียนอนแผ่กันหมดเลย ต่างคนต่างมาลาเรียขึ้น แล้วต่างคนก็ต่างดูแลรักษากัน พุทโธ พุทโธ พุทโธนี่ไง
เวลาภัยพิบัติขึ้นมา มันโรคระบาด ระบาดไม่มียาที่รักษา เขาก็พยายามเอายาขึ้นมาเพื่อรักษา เพื่อคิดค้น เพื่อพลิกแพลงการใช้ยา ยาที่มีอยู่แล้วรักษาโรคอื่นก็มารักษาโรคนี้ได้
นี่ก็เหมือนกัน รักษาขึ้นมาก็รักษาประคองอาการกันไป เพราะมันไม่มียารักษาไง ธรรมโอสถ ธรรมโอสถ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา กำหนดพุทโธ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พุทโธ พุทโธให้จิตสงบระงับเข้ามา จิตแก้จิต ธรรมโอสถมันเกิดจากพลังงาน เกิดจากหัวใจ มันไม่ใช่มรรค เวลาเกิดเป็นมรรค เป็นผลขึ้นมา จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นอาการของจิตคือนั่นน่ะสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง สติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง จิตเห็นอาการของจิต อาการของมัน อาการของมัน ไม่ใช่ตัวมัน ตัวมันเห็นอาการของมันไง
สิ่งที่อาการของมัน เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด พอมันเข้าใจ เข้าใจด้วยสติ ด้วยปัญญาเข้าไปทั้งสิ้น มันมีธรรมเป็นที่พึ่งแล้ว มันรักษาหัวใจดวงนั้นเป็นธรรม เป็นธรรม ธรรมทั้งแท่ง ไม่มีสอง หนึ่งตลอด เอโก ธมฺโม ไม่มีการไปและไม่มีการมา แล้วจะไปเกิดที่ไหนล่ะ ยังเกิดได้อยู่อีกหรือ เออ! มันก็มหัศจรรย์เนาะ สัธธรรมปฏิรูป ธรรมของกลุ่มของก้อนของตัวเอง นั่นมันก็เป็นสัทธรรมปฏิรูปไง
แต่ถ้าเป็นจริง เป็นจริงมันเข้ากันตั้งแต่เทวดา อินทร์ พรหมนู่นน่ะ เทวดา อินทร์ พรหมมาฟังเทศน์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้วเทวดา อินทร์ พรหม สิ่งที่เป็นจริง เป็นจริงเขารู้ เขารู้จักว่าจริงหรือไม่จริงไง เทวดาเขารู้ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ทั้งสิ้น เขารู้หมด เขามองเห็นทะลุปรุโปร่งเลย จริงหรือไม่จริง แล้วไม่จริง ไม่จริงมันก็คือไม่จริงไง ไม่จริงมันก็ไม่มีสิ่งใดเป็นคุณประโยชน์กับใครไง มันก็เป็นสัทธรรมปฏิรูปไง
ถ้าเป็นความจริง ความจริง เทวดา อินทร์ พรหมยังอนุโมทนาด้วยเลย เวลาแสดงธรรม แสดงธรรม แสดงธรรมขึ้นมา เห็นไหม มันเป็นความชุ่มชื่น เป็นความชุ่มชื้นจากหัวใจที่แห้งแล้ง หัวใจที่เป็นทุกข์เป็นยากขึ้นมา สิ่งที่มันแห้งแล้งมันเป็นทุกข์มันยากมา ฟังธรรม ฟังธรรม ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์จะคุ้มครองดูแลหัวใจของเรานี่ไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านคุ้มครองดูแลทั้งธรรมทายาท ธรรมทายาท
แล้วบอกว่าวันพระ วันโกนนะ สิ่งต่างๆ เราเป็นพระนักปฏิบัตินะ วันปกติธรรมดาเราก็ปฏิบัติอยู่แล้ว ชาวบ้านชาวเรือนเขามีหน้าที่การงานของเขา เขาทำงานของเขาเพื่อเศรษฐกิจของเขา เพื่อปัจจัย ๔ ของเขา เราเป็นพระ เป็นพระขึ้นมาเราบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง มันเลี้ยงชีพเป็นปัจจัย ๔ ไง แล้วหน้าที่ของเราก็หน้าที่เป็นนักรบ นักรบก็รบกับกิเลสไง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาของเรา ทำความเพียรของเรา ทำอุตสาหะของเรา เพื่อประโยชน์กับเราไง
ถ้าเป็นเรา เราเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาครูบาอาจารย์ของเราเป็นจริงเป็นจัง นั่ง ๗ วัน ๗ คืนอย่างนี้ เดินจงกรมตลอดเวลา เพราะอะไร เพราะมันมีงานไง เพราะมันมีระหว่างกิเลสกับธรรมที่ประหัตประหารกันไง เพราะมันมีปัญญาที่หมุนติ้ว ติ้ว ติ้ว มันมีสติที่รู้เท่าทันจิตของตนน่ะ มันมีสมาธิที่อบอุ่นในหัวใจ มันมีของมันตลอด มันมีการกระทำของมัน มันเป็นสัจจะ เห็นไหม
ต้มยำกุ้งยังอร่อยเลย ต้มยำกุ้งเพราะอะไร มันถึงเครื่อง มันมีตะไคร้ มีข่า มีพริก นั่นน่ะรสชาติของต้มยำกุ้งไง รสของธรรม รสของธรรม รสของศีล สมาธิ ปัญญา สติธรรม เวลามันเป็นจริงขึ้นมาไง เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด
แต่ในเมื่อทางโลก ทางโลกเรา เราเป็นชาวพุทธ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัจธรรม สัจธรรมอันนั้นไง สรรพสิ่งในโลกนี้มันเป็นอนิจจังทั้งสิ้น มันแปรสภาพของมันอยู่ตลอดเวลา เวลามันเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นยุคเป็นคราว ถึงคราวของเราที่เราพร้อมเสมอ นั่นก็เป็นเวลาที่เราจะพยายามขวนขวายหาความดีความชอบของเรา
ถ้าเวลามันมีภัยแล้ง เวลามีภัยธรรมชาติ เวลามันมีภัยพิบัติ มีโรคระบาด เราก็มีสติปัญญาหลบหลีกของเรา มันอยู่ที่อำนาจวาสนา ร่างกายมันต้องชราคร่ำคร่าเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่มันประสบโรคภัยไข้เจ็บมันเรื่องธรรมดา ในภัยพิบัตินั้นเขาว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไม่แสดงอาการ คนเราเจ็บไข้ได้ป่วยมันได้รับเชื้อทั้งสิ้น เพราะเชื้อมันมีอยู่แล้ว ภูมิต้านทานมันมีอยู่แล้วไง
ถ้าเรามีบุญมีอำนาจวาสนาของเรา ภูมิต้านทานของเรามันมีชัยชนะขึ้นมา มันควบคุมเชื้อไว้ได้ ถ้าควบคุมเชื้อไว้ได้ เรามีบุญกุศล เราอยู่กับบุญกุศลของเรา ถ้าบุญกุศลของเรา เห็นไหม ในชุมชนนั้นติดภัยพิบัติไปสักครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งพ้นจากภัยพิบัติ พ้นจากภัยพิบัติเพราะอะไร เพราะอำนาจวาสนาไง ดูสิเวลาไฟไหม้ลมมันพัด มันพัดไปทางไหนก็ไหม้ไปทางนั้นน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน เชื้อโรคมันไปทางไหน จะบอกว่าเราไม่มี เราไม่โดน เราจะโดนก็ได้ มีก็ได้ แต่เรามีสติปัญญาของเรา เราหลบหลีกของเรา เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด เรามีสัจธรรมอันนี้ไง เราไม่ตื่นไม่เต้นไปกับเขา ถ้ามันจะถึงคราววาระขึ้นมาเรามีภูมิต้านทานของเรา มีบุญกุศลของเรานะ มันจะเกิดกับเราก็เล็กน้อย ถ้าจิตใจเราอ่อนแอ ยังไม่ทันเกิดกับเราเลยเราทุกข์เรายากไปก่อนไง เราทุกข์เรายากไปก่อนที่เราจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บอีก
ถ้าเราจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บมันเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องธรรมดา ทางวิชาการ เห็นไหม เขาบอกแล้วให้มีระยะห่าง ให้เราเป็นติดโรคเองก็ได้ เป็นพาหะก็ได้ สิ่งที่พาหะ พาหะ พาหะก็อยู่ในสิ่งมีชีวิตนี่แหละ อยู่ในหัวใจของเรา แล้วเชื้อโรคมันไปที่ไหน มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ได้กี่วัน เราก็หลบเราก็หลีกด้วยปัญญาของเรา
เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด ถ้าเรายังไม่มีคุณธรรมในหัวใจ เราก็เอาสัจธรรม สรรพสิ่งในโลกนี้เอาเป็นปัญญาโลกๆ มาเป็นที่พึ่งๆ เพราะจิตใจเรามันมีความรู้ได้แค่นี้ มันศึกษาได้แค่นี้ไง
แต่ถ้ามันเป็นธรรมมากขึ้นไป ปุถุชน กัลยาณชน ถ้ากัลยาณชนมันรู้มันเห็นของมัน มันไม่ตื่นไม่เต้น คนเราถ้ามันเคลื่อนไหว มันเคยใช้ชีวิตปกติของมัน เวลาเราจะควบคุมขึ้นมามันอึดมันอัด มันขัดมันข้องไปหมด
แต่ถ้ามันเป็นธรรม เป็นธรรม ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ เรารู้อยู่แล้วเรามีสติปัญญาเหนือกว่าไง เหนือกว่าเราควบคุมสติปัญญาของเรา ควบคุมความคิดของเรา เราก็ไม่ไปเผชิญภัยอย่างนั้นไง เวลามันเป็นบุญเป็นกุศล เวลามันติดกับเราแล้วมันไม่เชื้อ เชื้อมันไม่แสดงตัว เราก็รอดไปไง
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเรามีสติปัญญาเราไม่ไปติดมันเลย เราไม่ไปแสวงหาสิ่งนั้นเลย สิ่งที่เราได้มา ได้มาด้วยความคึกคะนอง ด้วยความสุข ด้วยความคิดว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ไง แต่มันก็แถมมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บไง เพราะอะไร สิ่งที่มันอยากได้อยากดีไง
เวลาถ้ามันจะได้โรคภัยไข้เจ็บมา “ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมฉันเป็นอย่างนั้น” ก็เอ็งไปหามันมา เอ็งไปเอามาเอง เพราะอะไร เพราะเห็นแต่ทางโลกไง เห็นแต่ผลประโยชน์ไง เห็นแต่สิ่งที่ว่ามันจะเป็นประโยชน์ “เราไม่เป็นหรอก เราเป็นคนดี เราเป็นคนยอดเยี่ยม เราหลบหลีกได้ เราเก่ง” ลมมันพัดมาวูบเดียวก็จบ จามพรวดจบแล้ว
แต่สิ่งที่เป็นจริง เป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม อันนั้นมันเป็นเรื่องของโลกๆ ไง แต่ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา มันมีมากนะ อย่างเช่น พวกหมอ พวกพยาบาล เขาก็รู้ทำไมเขาไปเผชิญภัยล่ะ มันเข้าไปเผชิญกับคนที่เป็นโรคหนักๆ มันเป็นหน้าที่ มันน่ายกย่องมันเป็นหน้าที่ของเขา เขาก็รู้อยู่ว่าเชื้อโรค ของเราน่ะเรามีแต่หลบแต่หลีก เราป้องกันเต็มที่เลย แต่เขาเรียนหมอมานะ เขามีสติปัญญานะ แต่เขาก็หลบหลีกสิ เขาหลบหลีกไปก็หลบหลีกโรค ไม่ต้องเข้าไปเผชิญกับโรคไง
แต่เวลาหน้าที่ของเขา หน้าที่ของเขา เวลาทางการแพทย์ เขาบอกว่าเขาได้บุญทุกวันเลย เขารักษาคนเจ็บคนป่วยทุกวันเลย เขามีวิชาชีพด้วย เขาได้สร้างบุญกุศลของเขาด้วย ถ้าเขาเป็นคนดีของเขา มันเป็นหน้าที่ที่เขาเลือกของเขาอย่างนั้นไง เพื่อสร้างบุญ สร้างกุศลในหัวใจของเขา เขาไปเผชิญเลย เวลาเราบอกเลยประชาชนให้หลบให้หลีกนะ บอกหมอให้อยู่บ้านไม่ต้องไปรักษา เดี๋ยวหมอก็ติด ทำไมหมอต้องไปรักษาล่ะ เพราะหน้าที่การงานของเขา แล้วเขาปกป้องตัวเองของเขา แล้วถ้ามันมีสติปัญญาของเขานะ ถึงคราว ถึงคราวที่มันเป็นไป
เรามีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด เพราะอะไร
เพราะเวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่พระอรหันต์ไง เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ทำคุณงามความดีของเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้ว ตายไปเดี๋ยวก็เกิดใหม่ เกิดใหม่เกิดเป็นสิ่งใดก็แล้วแต่ แต่เกิดไปด้วยความชื่นชม ด้วยบุญกุศล ด้วยต่างๆ ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏฏะ ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา โรคภัยไข้เจ็บมันรุมเร้าเราเข้ามาแล้ว ทุกอย่างมันจะเท่าทันเราแล้ว
ทำไมทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ทำไมไม่ขยัน ทำไมไม่หาธรรมโอสถเพื่อรักษาหัวใจของเรา ทำไมไม่หาธรรมะคุ้มครองใจเรา ถ้าธรรมะคุ้มครองใจเรา ก็ขยันหมั่นเพียรเข้าไปสิ ถ้ามันไม่ได้ ไม่ได้ก็สาธุ ประพฤติปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์แสนกัป เขาสร้างสมบุญญาธิการกันมาอย่างนั้น บุญกุศลมันเป็นของเฉพาะบุคคล หัวใจ จริตนิสัยเป็นเฉพาะหัวใจดวงนั้น
หัวใจดวงนั้นได้สร้างบุญ สร้างบาปมามากน้อยแค่ไหน ถ้ามันสร้างบุญ สร้างบุญ สร้างบุญมานะ มันเห็นแล้วไม่เอา ไม่ได้ ทำไม่ได้ ถ้ามันเป็นบุญนะ ถ้ามันเป็นบาปมันแข่งกับเขาเลย มันแข่งกับเขาเลย แต่ถ้าเป็นบุญ มันหนักแน่นที่ใจนี้ มันหนักแน่นที่สติปัญญาของเรานี่ สติปัญญาของเรามันหนักแน่น
อุดมการณ์ เห็นไหม ดูสิหลวงตา ครูบาอาจารย์นั่งตลอดรุ่ง ตั้งสัจจะแล้วทำได้หมด ทำได้หมายความว่า เราตั้งเวลาแล้วเราประพฤติปฏิบัติได้ระดับนั้น แต่ไอ้ที่ว่าสงบ ไม่สงบ หรือปัญญาจะเกิด ไม่เกิดมันอีกเรื่องหนึ่งนะ อยู่ที่เชาวน์อยู่ที่ปัญญาการพลิกแพลง พลิกแพลงขึ้นมาให้มันมีสติปัญญาเท่าทันกับกิเลส เวลากิเลสมันอ๋อ! เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ ปัญญามันพลิก เอ๊อะ! อย่างนี้ก็มีด้วยหรือ เอ๊อะ! อย่างนี้ไปด้วยหรือ มันไปอีกไกลเลยน่ะ มันอยู่ที่เชาว์ปัญญาของตนพลิกแพลงใช้ประโยชน์กับเรา
นี่สติปัญญา เห็นไหม มันอยู่ที่ไหนล่ะ อยู่ที่การกระทำนี่แหละ อยู่ที่เราเสียสละ อยู่ที่เราทำคุณงามความดีของเรา ทางโลกทั้งที่เห็นเขาก็ชื่นชมแล้วน่ะ เห็นเขาแบ่งปันแจกจ่ายกันชื่นชมนะ คนเรามันทุกข์มันยาก เราจะเห็นน้ำใจกันตอนทุกข์ตอนยากนี่แหละ ตอนอุดมสมบูรณ์ ตอนพูนผล เราไม่ต้องการพึ่งใครทั้งสิ้น แต่ตอนที่มันทุกข์มันยาก คนจะพึ่งกันตอนนี้ไง
แล้วพึ่งกันตอนนี้ เราก็ทุกข์ เขาก็ทุกข์ เราขาดแคลน เขาก็ขาดแคลน มีมาก มีน้อยก็แบ่งปันกัน แล้วสิ่งไหนที่เป็นที่ปลอดภัย ชวนกันไปที่นั่น อย่าไปที่เสี่ยงภัย อย่าไปที่ไม่เป็นประโยชน์กับเรา เราไม่ใช่หมอ ไม่มีหน้าที่ คนเขามีหน้าที่เขาเข้าไปเผชิญกับสิ่งนั้นเพื่อความสงบสุขของสังคม เอวัง