เทศน์พระ

หลงธาตุ

๒๕ มี.ค. ๒๕๕๒

 

หลงธาตุ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต. หนองกวาง อ. โพธาราม จ. ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังเทศน์นิดหนึ่ง ต้องฟังเทศน์ ถ้าไม่ฟังเทศน์มันจะฟังกิเลสนะ ใจเรามันจะฟังกิเลส เพราะฉะนั้นต้องฟังเทศน์ ถ้าเทศน์เป็นธรรมะมันสะเทือนกิเลส พอพูดเรื่องกิเลสเห็นไหม พระเรานี่บวชแล้วอยู่กันด้วยความคุ้นเคย ด้วยความอบอุ่น เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น

แต่ถ้าเป็นธรรมมันทำให้เราสะเทือนใจ พอเราสะเทือนใจนี่เราต้องแสวงหา เราต้องหาทางออกของเราไง ทางออกจากกิเลสนะ กิเลสมันอยู่กับเรา ธรรมะก็อยู่ในตัวเรานี่แหละ แต่ถ้าเราไปคุ้นเคยไปชินชาหน้าด้านมันเป็นเรื่องของโลกนะ คลุกคลีตีโมงกันไปนะ กิเลสทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นการฟังธรรมนี่ตื่นตัว เวลาอยู่ของเราโดยเอกเทศ เราจะคิดว่าสิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี เราจะคิดของเราเอง

แต่ครูบาอาจารย์เหมือนพ่อแม่นะ พ่อแม่นี่ปรารถนาดีกับลูกทั้งนั้น พ่อแม่ให้กำเนิดลูกมาแล้วยังต้องส่งเสียให้เล่าเรียนให้มีการศึกษานะ พอให้มีหน้าที่การงานแล้วยังคอยตามดูตามแลนะ ว่าทำงานแล้วนี่มันมีอุปสรรคไหม หน้าที่การงานทำแล้วนี่มันมีปัญหาไหม ทำงานกลับมาแล้วนี่มีความสุขไหมเห็นไหม ถ้าลูกมีความสุขลูกมีความพอใจขึ้นมาพ่อแม่ก็พอใจ

นี่ฟังเทศน์เพื่อเตือนเรา หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้นะ “ต่อไปจะมีแต่คนเอาเยี่ยง ไม่มีคนเอาอย่าง” เอาเยี่ยงสิ หลวงปู่มั่นท่านออกมาประพฤติปฏิบัติ ชีวิตทั้งชีวิตถ้าเทียบกับทางโลกมีแต่ความทุกข์ อยู่ป่าอยู่เขามาตลอดชีวิต บั้นปลายในชีวิตอยู่ที่หนองผือนะ อยู่หนองผือก็อยู่ในป่านั้นล่ะ แต่! แต่มันก็มีความสุขมากดีกว่าในชีวิตปกติ ปกติอยู่ในป่าลึกๆ หลวงตาท่านเล่าไว้นะ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเราต้องไปโรงพยาบาล ไปหาหมอ แต่หลวงปู่มั่นเวลาท่านเจ็บไข้ได้ป่วยท่านยิ่งเข้าป่าลึกเข้าไป

โดยปกติเวลาบิณฑบาตมา เราฉันอาหาร เรามีอาหารเห็นไหม มีกับข้าวด้วย แต่เวลาป่วยไข้ขึ้นมากินข้าวกับเกลือ กินข้าวเปล่าๆ กินข้าวต้มเท่านั้น เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เขาต้องไปโรงพยาบาลไปหาหมอ นี่เจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งรักษาตัวเอง ธรรมโอสถ! ยิ่งอดอาหาร ยิ่งผ่อนอาหาร ยิ่งอยู่ป่าลึกเข้าไปๆ ท่านรักษาตัวท่าน ถ้ามองในชีวิตเห็นไหม ชีวิตนี้มีความสุขไหม แต่ทำไมท่านว่าท่านมีความสุขของท่านล่ะ ท่านทำเป็นตัวอย่างเห็นไหม

“คนไม่เอาเยี่ยง แต่เอาอย่าง” เอาอย่างเพราะอะไร เพราะท่านทำตัวของท่าน ท่านทำชีวิตเป็นแบบอย่างจนสังคมเขาศรัทธาเขาเชื่อถือ พอศรัทธาเชื่อถือเห็นไหม จะเอาอย่างไง จะเอาอย่าง อยากให้คนศรัทธาเชื่อถือ แต่ไม่คิดเห็นไหม “เอาแต่เยี่ยง ไม่เอาอย่าง” ไม่ดำรงชีวิตไง ไม่ประพฤติปฏิบัติให้ขึ้นมาเป็นไปไง ถ้าประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นไปนะ มันจะต้องเอาตัวเองรอดให้ได้

ความสงบ ความวิเวกมันอยู่ที่ใจของเรา เราจะไปหาที่ไหน ความสงบความวิเวกจากข้างนอกมันไม่มีหรอก ความสงบวิเวกจากข้างนอกเห็นไหม นี่วิ่งแสวงหากัน หลงธาตุ! จะไปบูชาธาตุที่นั่น เห็นไหม

มีในประวัติว่าไปกราบพระธาตุพนมแล้วไปกราบหลวงปู่มั่นด้วย หลวงปู่มั่นบอกว่า “หลงธาตุ” หลงธาตุไปธาตุข้างนอกนะ พระธาตุพนมเห็นไหม มันเป็นธาตุ มันเป็นอิฐ เป็นหิน เป็นทราย เป็นปูน ร่างกายธาตุเรานี่ทำไมมันไม่ดูกับเรา มันหลงออกข้างนอกไง

เห็นไหมออกวิเวก ถ้าวิเวกไปโดยเที่ยวไปตามภาษาธรรมชาตินะ สัตว์ป่ามันอยู่ในป่าอยู่แล้ว ถ้าสัตว์ป่ามันอยู่ในป่าอยู่แล้วนี่มันวิเวกอะไร แต่ถ้ามันวิเวกกับเราเห็นไหม เราอยู่ที่ไหน จิตใจเราสงบเข้ามา มันหาที่นี่นะ มันต้องหาที่เรานี่ หาความสงบสงัดหาในหัวใจของเรานี่ ถ้าหาหัวใจของเรานี่อย่าคลุกคลีตีโมงของเรานี่เห็นไหม คลุกคลีในหมู่คณะ กายวิเวก จิตวิเวก ถ้ากายวิเวกเราวิเวกของเรา เราไม่ต้องไปหาข้างนอก เราต้องรักษาของเรา ถ้าเราไม่รักษาของเรานี่ มันจะไปหาที่ไหน

เห็นหลวงปู่มั่นท่านมีชื่อมีเสียงขึ้นมา ท่านเป็นหัวหน้าขึ้นมาก็อยากเป็น อยากเป็นหัวหน้า อยากให้คนเคารพบูชา อยากให้คนเคารพบูชาน่ะมันต้องเคารพบูชาตัวเองได้ก่อน ถ้าตัวเองยังไม่มีจุดยืนนะ ตัวเองยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองได้ ใครจะเคารพบูชา ในเมื่อเรายังรู้อยู่ว่าเรายังมีกิเลสในหัวใจ เรามีความมักใหญ่ใฝ่สูงนี่เป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นเลย

แต่เรื่องของธรรมะนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ปรารถนามารื้อสัตว์ขนสัตว์ คำว่ามารื้อสัตว์ขนสัตว์นี่ด้วยความเมตตาธรรม เมตตาค้ำจุนโลก ธรรมะทำให้โลกร่มเย็นเป็นสุขด้วยมีความเมตตาธรรม แต่ยังทอดธุระนะว่าจะสอนเขาได้อย่างไร

คนที่จะเป็นหัวหน้ามันจะสั่งสอนเขานี่ ในเมื่อมันเป็นโลกุตตรธรรม สิ่งที่โลกเขาอยู่กันในปัจจุบันนี้มันเป็นโลกียธรรม มันเป็นโลกมันเป็นโลกีย์นี่ โลกีย์! โลกๆ ทั้งนั้นเลย แล้วอ้างกันว่าเป็นธรรม เป็นธรรม โลกียธรรมนี่ เราก็รู้ ในหัวใจเราก็รู้ว่าในหัวใจเรามีสิ่งใดเราก็รู้ ถ้าเรารู้เราสอนสิ่งใดนั้นไปมันจะเป็นความจริงได้อย่างไร ถ้ามันจะเป็นความจริงมันต้องสอนตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าเราสอนตัวเองได้นะ เราจะสอนคนอื่นได้ ถ้าเรายังสอนตัวเราไม่ได้เราจะไปสอนใคร

หลวงปู่มั่นท่านสอนตัวเองได้ก่อน ท่านทำตัวเองได้ก่อน ท่านทำตัวท่านเองเป็นตัวอย่างของเรา ดูสิ เราจะไปกราบไหว้สังเวชนียสถานทั้ง ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บอกไว้ในธรรมนะ พระอานนท์ถามเองว่า

“ต่อไปถ้าประชาชนคิดถึงพระองค์จะให้ทำอย่างไร”

“ให้ไปสิ่งที่แทนตัวเรา สังเวชนียสถานที่เกิด ที่ตรัสรู้ ที่ปฐมเทศนา ที่ปรินิพพาน” นี่สิ่งที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า

แล้วเราล่ะ ถ้าเราระลึกถึงพระพุทธเจ้าเราระลึกถึงที่ไหน พุทโธน่ะ เวลาเรากำหนดพุทโธๆๆ นี่ เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าหรือเปล่า เรานึกถึงพระพุทธเจ้าตลอดเวลานะ เวลาพุทโธๆๆ นี่ ทำไมไม่ตั้งสติ ถ้าเราตั้งสติเราเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม พุทโธๆๆ จนพุทโธกับเราเป็นอันเดียวกัน

แล้วเวลาใช้วิปัสสนาญาณไป วิปัสสนามันเกิดขึ้นมาเห็นไหม พุทธ ธรรม สงฆ์ รวมลงที่ใจ พุทธะอยู่ที่นี่ เราเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่กับเรา พุทธะกับความเป็นไปของเราอยู่แล้ว เรายังไม่เข้าใจ เรายังจะไปตื่นเอาธาตุข้างนอกเห็นไหม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์นะ อยู่ในป่าในเขา แล้ว เราก็จะอยู่ในป่าในเขาเพื่อประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่อยู่ในป่าในเขาเพื่อเป็นคุณงามความดี ถ้าอยู่ในป่าในเขาเพื่อคุณงามความดี สัตว์ป่ามันอยู่ในป่าในเขามากกว่าเรานะ มันเกิดในป่าเลย เรายังเกิดในเมืองกัน เราเกิดจากพ่อจากแม่เห็นไหม เราไปบวชกับอุปัชฌาย์ บวชเสร็จแล้วนี่วิสุงคามสีมา เราถึงมาเข้าป่าเข้าเขากัน มันเกิดในป่าเลย แล้วมันดำรงเผ่าพันธุ์ของมันได้ มันเจ็บไข้ได้ป่วยจนมันตายไปในป่าสูญพันธุ์ไปก็มี นั้นมันเกิดตายในวัฏฏะ มันก็เกิดตาย เกิดตาย เหมือนกัน

เราเข้าป่าไปเพื่อจะดูใจเรานะ เราไม่ใช่เข้าป่าไปอยู่อย่างแบบสัตว์ สัตว์มันอยู่ป่านี่มันอยู่โดยสัญชาตญาณของมัน มันอยู่ด้วยธรรมชาติของมัน แต่เราเข้าไปเราจะธุดงค์ไป จะค้นป่าคือป่ารกชัฏในหัวใจไง ไปอยู่กับป่า ป่ามันรกชัฏเห็นไหม รกชัฏมันเป็นคุณประโยชน์ของมันนะ ป่ารกชัฏมันคลุมความชื้นในดิน มันเป็นปุ๋ยของมันเพื่อบำรุงดินขึ้นมา เพื่อให้ต้นไม้มันมีอาหารของมัน

แต่กิเลสของเรานี่มันไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย มันคลุมหัวใจไว้ ป่ารกชัฏในใจนี่รื้อค้นมันแล้วทำลายป่า ต้นไม้ไม่ต้องไปตัดสักต้นหนึ่ง ต้นไม้ป่ามันอยู่อย่างนั้น ดูสิ ต้นไม้ก็ร่างกายเรานี่ ดูเส้นผม ดูขนเราสิ ในร่างกายนี่แล้วเพ่งพิจารณาไป นี่มันเป็นญาณทัศนะ แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานี่ มันก็อยู่ของมันโดยธรรมชาติของมัน มันได้ทำลายไปที่ไหน มันไม่ได้ทำลายออกไปเลย แต่มันทำลายความรกชัฏของกิเลสนั้นนะ

สิ่งที่เป็นความรกชัฏเห็นไหม เรื่องของใบไม้ เรื่องของสิ่งต่างๆ ที่มันตกลงผืนดิน มันยังย่อยสลายเป็นปุ๋ยเป็นประโยชน์กับโลกนะ แต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรามันเป็นประโยชน์กับใคร มันไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย สิ่งนี้ต่างหากเราต้องรักษาสิ่งนี้ เราต้องดูแลสิ่งนี้ เรากลับมาพิจารณาสิ่งนี้เห็นไหม

หน้าที่การงาน ข้อวัตรปฏิบัตินะ มันเป็นการดำรงจิตให้มันมีเครื่องอยู่ เราต้องมีเครื่องอยู่เห็นไหม นกกานี่ ดูสิ มันไปหาเหยื่อมาป้อนลูกมัน เวลามันฟักไข่มาเห็นไหม นี่พ่อแม่มันไปหาเหยื่อมาป้อนใส่ปากจนกว่านกกานี่มันจะบินได้ มันจะดำรงชีวิตของมันได้

อาวาสที่อาศัยเห็นไหม อารามมิก ผู้ไม่มีเรือน พระอนาคามีผู้ไม่มีเรือนในหัวใจ แต่เราประพฤติปฏิบัติกัน เรามีร่างกาย เราเกิดมาชีวิตหนึ่งเป็นสมมุติ เป็นความจริงตามสมมุติเห็นไหม เราบวชเป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติมาแล้วนี่เราไม่มีบ้านไม่มีเรือนที่อาศัย เราก็มีวัดวาอารามเป็นที่อาศัย ข้อวัตรปฏิบัตินี่มันเพื่อดำรงชีวิตประจำวันของเรา

กิจของสงฆ์ ๑๐ อย่างเห็นไหม เราดูแลรักษาจากภายนอก มันก็เท่ากับดูแลรักษาใจ เพราะอะไรเห็นไหม ความคิดเกิดจากใจ สรรพสิ่งเกิดจากใจทั้งหมด เวลาเกิดจากใจมันก็เป็นโลก พอเป็นโลกขึ้นไปนี่มันก็ออกไปคลุกเคล้ากันไป

แต่ถ้าเราอยู่กับข้อวัตรปฏิบัติ สิ่งที่เป็นข้อวัตรปฏิบัติเพื่อดำรงใจให้มันตั้งมั่น ให้ใจมันมีเครื่องอยู่ของมัน มันเป็นเครื่องอยู่อาศัยไง มันเป็นหัวเชื้อไง เป็นที่ให้ใจมันพุทโธๆ นี่ พุทโธๆๆๆ นี่เห็นไหม จิตเราเกาะกับพุทโธๆๆ เพื่อให้จิตมันแสดงตัว ให้จิตมันมีเครื่องเกาะเป็นที่อยู่อาศัยของมัน

ข้อวัตรปฏิบัติก็เหมือนกัน เราทำเพื่ออยู่เพื่ออาศัยนะ เราทำเพื่อจริตนิสัยของคน เวลาครูบาอาจารย์ท่านไปเยี่ยม ท่านจะดูส้วม ดูต่างๆ ดูว่าเรามีจุดยืนไหม มีข้อวัตรไหม ถ้ามีข้อวัตรแสดงว่าเราไม่เผลอ เราไม่ลืมตัว

วัดก็เหมือนกัน สิ่งที่เป็นวัตถุ เราอาศัยเราดูแลรักษาเพื่อใจเรา แต่คำว่าเพื่อใจเรานั้นมันเป็นเครื่องอาศัยใช่ไหม ใจมันเป็นของจริงใช่ไหม ถ้าใจเป็นของจริง เราดูแลรักษาเพื่อให้จิตมันมีเครื่องอยู่ แล้วถ้าจิตมันสงบเข้ามา เราวางสิ่งนั้นไว้เป็นครั้งคราว ถ้าจิตมันจะดีเราภาวนาของเรา เราทำเพื่อใจทั้งหมดนะ

เพราะวัดวาอาวาสนี่มันเป็นสมบัติสาธารณะ มันเป็นของๆ สงฆ์เห็นไหม ดูสิ เวลาของๆ สงฆ์เอามาใช้ เราต้องเอาไปเก็บในที่ของมัน เห็นไหม ครุภัณฑ์นี่ของที่แจกได้เห็นไหม เป็นของๆ สงฆ์แจกไม่ได้ นอกจากอีกวัดหนึ่งให้อีกวัดหนึ่งได้

ของๆ สงฆ์ผู้ที่รับต่อสงฆ์เห็นไหม สังฆะ ถ้าเป็นของสงฆ์ขึ้นมามันทำสังฆกรรมได้ สิ่งที่ทำสังฆกรรมมันเป็นตัวแทนของๆ สงฆ์ นี่อยู่ไปสืบต่อไปไง คือมันเป็นสมบัติสาธารณะ ถ้าเราตายจากไปก็มีคนที่จะมาดูแลรักษาต่อไป สิ่งนี้เป็นเครื่องอาศัยนะ นกยังมีรวงมีรัง คำว่ามีรวงมีรัง มันต้องวางไข่ มันต้องฟักไข่ของมัน

นี่ก็เหมือนกัน เราฟักนะ เราอาศัยวัดอาศัยวาเป็นที่อยู่อาศัย กุฏิ วิหาร เป็นที่อยู่อาศัย แล้วเราพยายามฟักธรรมะขึ้นมา เราพยายามฟักให้จิตเรามีสติมีปัญญาขึ้นมา ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมาเราจะรักษาตัวเรานะ เห็นไหม นี่พระมันอยู่ที่นี่ อยู่ที่ข้อวัตรปฏิบัติ อยู่ที่สติ อยู่ที่ปัญญาของเรา พระนี่ วัตรปฏิบัติยังเป็นเครื่องอยู่อาศัย ไม่ใช่เครื่องอยู่อาศัยที่เป็นสังเวชนียทั้ง ๔ ที่เราออกไปอยู่ข้างนอก หลงธาตุไง

ธาตุในตัวมีพร้อม ธาตุ ๔ ในตัวเราก็มีพร้อม มันเป็นนามธรรมนะ รูป นาม มีพร้อมอยู่ในใจของเรา เราจะไปหาเอาจากที่ไหน ไปหาเอาจากข้างนอกก็ไปหาเอาแบบโลกไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาพูดกับพระอานนท์ ท่านพูดถึงคฤหัสถ์ พูดถึงทั่วไปว่า

“เวลาเขาคิดถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ไหน”

“ให้ไปที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔”

แต่เราเป็นภิกษุ เราเป็นศาสนทายาท เราเป็นผู้ที่จะทรงธรรมวินัย เราจะหาของจริงไง พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าใครเห็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่เฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาวัตรปฏิบัติเห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้ในธรรมวินัยไง

“ผู้ใดอยู่ถึงภาคตะวันตกของประเทศ ทำเหมือนเราเหมือนอยู่ใกล้เรา ผู้ใดจับชายจีวรเราไว้ แต่ไม่ปฏิบัติตามเรา..” เห็นไหม

หลวงปู่มั่นท่านบอกไว้นะ “มันจะเอาเยี่ยง มันจะเอาชื่อเสียง มันจะเอาลาภสักการะ มันจะให้คนนับหน้าถือตา แต่มันไม่ประพฤติปฏิบัติ มันไม่ทำ!”

ถ้ามันประพฤติปฏิบัติในหัวใจขึ้นมา มันต้องเอาอย่าง ทำจริง รู้จริง เห็นจริงขึ้นมา เวลาแสดงออกมาเห็นไหม นี่บันลือสีหนาท ราชสีห์ มันมีธรรมะออกมานะ คนเขาได้ยินได้ฟังมันมีความร่มเย็นเป็นสุข มันมีความสุขใจของเขา

แต่ถ้ามันไม่มีธรรมมันก็ล้วงกระเป๋าเขา นี่มักน้อยสันโดษ สันโดษมันจะเอาของมีคุณค่านะสิ ดูสิ ไก่ ปลา มันมีกระดูกนะ ทั้งไก่ทั้งปลานี่เขากินแต่เนื้อ เขาไม่กินกระดูกมัน แต่นี่ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมานี่ มันจะกินไก่ทั้งขนเลย อย่าว่าแต่กินแต่กระดูกนะ เห็นเขากินไก่ก็นึกว่าเขากินไก่ๆ คำว่า “ไก่” มันมีคุณค่าทางอาหารให้กับร่างกาย เห็นไก่ก็จะกินทั้งขนเลย เพราะอะไร เพราะมันไม่เป็น แต่ถ้ามันเป็นนะมันเห็นคุณค่าของมัน

การกระทำ เราจะกินไก่เห็นไหม ดูสิ เขาต้องฆ่ามัน เขาต้องลวกมัน ต้องถอนขนเสร็จแล้วถึงทำเป็นอาหารขึ้นมา เป็นอาหารแล้วเขายังต้องแยกว่ากระดูกเขาไม่กิน กินแต่เนื้อมัน กินแต่สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ คนที่เขาฉลาดเขากินแต่สิ่งที่มันมีคุณค่า

นี่เหมือนกัน สิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับชีวิตล่ะ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อการประพฤติปฏิบัติล่ะ มันก็อยู่ที่เรา อยู่ที่กำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก อยู่ที่การนั่งสมาธิภาวนา อย่างอื่นจะมีคุณค่าสิ่งใด หลวงปู่มั่นท่านเคยไปไหน ทั้งชีวิตของท่าน ท่านไปวิเวกของท่าน ท่านไปศึกษาของท่าน ท่านทำความจริงของท่าน

นี่ก็เหมือนกัน ท่านทำความจริงของท่าน มันมีอยู่แล้วไง พระป่าเรานี่ อยู่โคนไม้ตั้งสติประพฤติภาวนา สิ่งนี้มีคุณค่ามาก สิ่งที่เราจะไปแสวงหาเอาข้างนอกมันหลง! หลงจิต หลงตัวเอง หลงธาตุ หลงออกไปข้างนอกว่าสิ่งนั้นเป็นคุณงามความดี เป็นไปไม่ได้! สิ่งอย่างอื่นไม่มีคุณงามความดีเลย ความดีของโลกนี้มันเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยทั้งนั้น แต่ความจริงมันอยู่กับเรา แต่ปัจจุบันนี้มันโดนกิเลสครอบงำอยู่ เห็นไหม จิต ปฏิสนธิจิต กิเลสมันครอบงำอยู่ทั้งนั้นน่ะ

คนเกิดมามีกิเลสทั้งหมด เวลาออกประพฤติปฏิบัติเห็นไหม เชื่อในหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเราทุกข์เรายากมา อยู่ทางโลกทุกข์ยากมาก เพราะอะไร เพราะอยู่ในสังคม สังคมใส่หน้ากากเข้าหากัน เราทิ้งสังคมมา ทิ้งโลกมา เราเกิดมาพบพุทธศาสนา

เกิดมาในปัจจุบันนี้ศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากนะ ย้อนหลังไปก่อนที่หลวงปู่มั่นท่านจะเป็นผู้นำในการประพฤติปฏิบัติ ศาสนาก็ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างอยู่นะ ต่างคนต่างมีทิฏฐิ ต่างคนต่างมีความเห็นหลากหลายของเขา เขาทำของเขาตามสัญชาตญาณของเขา มีความเห็นแตกต่างกันไป มันยังไม่มีใครรู้จริงไง

เวลาหลวงปู่มั่นท่านรู้จริงขึ้นมาของท่าน ท่านสอนของท่าน ท่านวางแนวทางของท่านให้เราก้าวเดินตาม จนสังคมยอมรับศรัทธาขึ้นมา จนการประพฤติปฏิบัติของเรามั่นคงขึ้นมา เราเห็นโลก เห็นสิ่งต่างๆ เห็นที่เขาใส่หน้ากากเข้าหากัน แล้วเราเห็นทุกข์เห็นยากขึ้นมา เราบวชมาเพื่อประพฤติปฏิบัติ ในเมื่อประพฤติปฏิบัติตัวอย่างมีอยู่แล้วไง

หลวงปู่มั่นท่านมีอยู่แล้ว ท่านสั่งสอนอยู่แล้ว ท่านตั้งใจทำอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นแบบอย่างทั้งชีวิตของท่านเลย นี่ของๆ เรามีอยู่ เห็นไหม เวลาเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา นี่พุทโธ พุทโธ พุทธานุสติ สิ่งนี้มันเป็นพุทธพจน์ มันเป็นคำสอน มันเป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต แล้วสาวก เห็นไหม ยิ่งฝ่ายมหายาน อาจริยวาท อยู่ที่อาจารย์พา อยู่ที่อาจารย์ทำ ในกาลามสูตรเห็นไหม ไม่ให้เชื่อแม้แต่อาจารย์เรา ไม่ให้เชื่อสิ่งใดทั้งสิ้น

เวลาหลวงปู่มั่นท่านสอน ท่านไม่ได้สอนด้วยทิฏฐิของท่าน ไม่ใช่ความเห็นของท่าน ท่านสอนโดยพุทธภาษิตเลย แล้วพุทธภาษิตมันไม่มีชีวิตใช่ไหม แต่ท่านปฏิบัติของท่านจนท่านรู้จริงของท่าน จนท่านอธิบายได้ ท่านแยกแยะได้ ท่านชี้นำได้ พอท่านชี้นำได้ความเป็นจริงมันจะเกิดตรงนี้ ครูบาอาจารย์เรามีอยู่แล้ว

ในหลักการครูบาอาจารย์เรามีอยู่แล้ว ทำไมเราหลงกันล่ะ เราหลงจากธาตุนะ เราหลงจิตเรา หลงจิตคือว่ามันไม่ทำสมาธิ มันไม่ค้นหาตัวเอง มันไม่หาจิตของตัว พอไม่หาจิตของตัวเรานี่ เห็นไหม หาเอาข้างนอก ดูนกสิ เวลาพ่อแม่มันไปหาเหยื่อเอามาป้อนลูกมันนะ นกมันไม่หาเหยื่อมาป้อนรัง มันไม่หาเหยื่อมาป้อนสิ่งแวดล้อมของมัน มันหาเหยื่อมาป้อนลูกมันเห็นไหม ป้อนสิ่งที่มีชีวิต

นี่ก็เหมือนกัน ในเมื่อเราเป็นศาสนทายาท เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เราถึงมาบวชเป็นพระเป็นเจ้าเพื่อมาประพฤติปฏิบัติ แล้วการประพฤติปฏิบัติของเรา เราจะปฏิบัติที่ไหน ต้องไปปฏิบัตินะ ต้องไปสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ไปที่โคนต้นโพธิ์ ไปนั่งสมาธิแล้วสมาธิดี แล้วคนที่อยู่ที่นั้นน่ะ ดูสิ เขาล้างบาปกันน่ะ ถ้ามันล้างบาปได้ปลามันอยู่ในน้ำ มันแช่น้ำอยู่ทำไมมันล้างบาปไม่ได้ ปลามันแช่อยู่ในน้ำนะแล้วมันล้างบาปได้ไหม มันไม่รู้เรื่องเลย มันอยู่ดำรงชีวิตโดยธรรมชาติของมัน ลงไปแช่น้ำกัน ล้างบาปๆ มันล้างออกไหมล่ะ

นี่ก็เหมือนกัน จะไปภาวนาที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แล้วทำไมปัจจุบันนี้ไม่ทำ ถ้าไปภาวนาที่นั่นแล้วเป็นพระอรหันต์ ถ้าไปที่นั้นมันก็จบหมด นี่ไง นกมันหาเหยื่อมาป้อนลูกมัน ไม่ใช่ป้อนรัง นี่ก็เหมือนกัน เราปฏิบัติมาน่ะอุปัชฌาย์ท่านให้กรรมฐานแล้ว เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้อนุโลมปฏิโลม เข้าออกเห็นไหม

หนังของเรานี่ ถ้าทะลุหนังเดี๋ยวก็จบ ที่มันมีปัญหากันเพราะมันไม่ทะลุหนังของตัวเอง มันไม่ใช้ปัญญา ตาของใจถ้ามันมองทะลุหนังไปได้ มันเห็นตามความเป็นจริงนะ สิ่งนี้มันจะหลอกใจอีกไม่ได้ หนังมันเป็นหนัง ถ้าทะลุหนังแล้วเราใช้ปัญญาใคร่ครวญ หนังมันบางๆ น่ะ ทำไมเราจะเห็นความเป็นอสุภะ เห็นความเป็นสิ่งสกปรกมันไม่ได้

แต่เวลาใจเรามองด้วยตาเนื้อทำไมเราหลงมันล่ะ สิ่งที่เราหลงมันเพราะอะไร เพราะเราไม่มีสติ จิตของเราไม่มีหลัก สมาธิของเราไม่มั่นคง ถ้าสมาธิของเราไม่มั่นคง จิตของเราไม่มีหลัก มันหลงตามมันไป เห็นไหม แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมาก็ใช้สมอง ใช้ความคิด ใช้ตรรกะ หนังบางๆ ทำไมเข้าใจไม่ได้ เวลาเทศน์ปากเปียกปากแฉะนะ แต่พฤติกรรม! พฤติกรรมในการกระทำมันเป็นความจริงไหมล่ะ มันถึงไม่เป็นตัวอย่างเห็นไหม

ถ้ามันเป็นตัวอย่างขึ้นมานี่ เอาสิ่งที่เป็นความจริงสิ นกมันเอาเหยื่อมามันต้องป้อนลูกมันนะ เพราะลูกมันมีชีวิต แล้วลูกมันจะโตขึ้นมา แล้วลูกมันจะดำรงชีวิตของมันได้ เอาเหยื่อมาไปวางทิ้งไว้ให้รัง มันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เป็นวัตถุอย่าหลงธาตุ ธาตุข้างนอก เราไปหลงธาตุกันข้างนอก ไปหลงสิ่งต่างๆ ข้างนอก เพราะอะไร คนมันจะหลงได้ เพราะมันไม่รู้จริง คนมันจะหลง เพราะตามันบอด ถ้าคนตาดีจะหลงไหม คนที่มันรู้ว่าอะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษนี่ มันจะไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษให้กับตัวมันเอง มันต้องทำคุณงามความดีให้กับตัวมันเอง

เว้นไว้แต่คนตาบอดมันโง่ มันหลง มันเข้าใจผิดอวิชชาว่าสิ่งที่เป็นโทษจะเป็นประโยชน์กับมัน สิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มันเห็นว่าเป็นโทษ สิ่งที่เป็นประโยชน์เห็นไหม อยู่วัดอยู่อาวาสเรานี่แหละ แล้วเราตั้งสติของเรา เราภาวนาของเรา เห็นไหม มันมีความสุขที่นี่ ถ้าเอาจิตเอาใจของเราไว้ในอำนาจของเรานี้มีความสุขมาก

คนมีความสุข ทำไมมันร้อนมันดิ้นรนล่ะ ทำไมมันต้องเร่ร่อนขนาดนั้น คนมีความสุข ครูบาอาจารย์ที่มีความสุขที่เป็นความจริงเขาไม่เร่ร่อน ไอ้นี่มันเร่ร่อนแล้วเป็นกิเลสด้วยนะ กิเลสว่าเอาความเร่ร่อนมาอวดอ้างกันว่ามีอำนาจวาสนา มีบารมี ถ้ามีวาสนามีบารมีนะ คนขับเครื่องบิน พนักงานขับเครื่องบินเขาขับรอบโลก เขาไปทุกวัน เขามีบารมีมากกว่าเราอีก เราไปแค่เป็นครั้งเป็นคราว แต่เขาไปทุกวัน ใครมันมีบารมีมากกว่ากัน เห็นไหม เพราะตาบอด เพราะจิตมันบอด มันหลงตัวมันเอง มันถึงหลงธาตุตัวเอง ธาตุของตัวไม่ดู

ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ นี่ไม่ดู ไม่รักษา ไม่วิจัยมัน จะไปดูธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ข้างนอก ว่าสิ่งข้างนอกมันเป็นประโยชน์เห็นไหม แล้วอวดอ้างเอาว่าเป็นกิเลส คนโง่! เอาสิ่งที่โง่ๆ มาหลอก มาเป็นคติ พอเอาสิ่งที่โง่มาหลอกมาเป็นคติเห็นไหม แล้วเป็นผู้นำไง ชักนำให้ลูกศิษย์ลูกหาโง่ตามกันไปหมดเลย คือจะต้องมีอำนาจวาสนาบารมี คือจะต้องไปภาวนาเอาสถานที่จากข้างนอก

ถ้ามันจะภาวนาในวัดเราก็ภาวนาได้ ที่ไหนมันก็ภาวนาได้ เว้นไว้แต่กิเลสกับกิเลส ทิฏฐิไม่เสมอกัน ความที่ทิฏฐิไม่เสมอกัน ผู้หนึ่งจะภาวนาผู้หนึ่งจะทำข้อวัตร ผู้หนึ่งทำให้เกิดการกระทบกระเทือนกัน สิ่งนั้นเราหลีกเลี่ยง เราหลีกออกได้นะ สิ่งต่างๆ ที่เราค้นคว้า ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะสิ่งที่ดีก็จะเข้ากับคุณงามความดี ถ้าสิ่งที่ไม่ดีมันก็เข้ากับสิ่งที่ไม่ดี เรามีสติของเรา เรารักษาของเรา เราทำตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“จะอยู่ไกลที่ไหนก็แล้วแต่ ปฏิบัติเหมือนเรา เหมือนอยู่ใกล้เรา จับชายจีวรของเราไว้ แต่ไม่ได้ทำตามเรา ไม่มีทางที่จะเข้ามาถึงเราได้”

สิ่งต่างๆ นี้เข้าถึงเราไม่ได้เพราะอะไร เพราะ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต”ธรรมมันจะสัมผัสได้ด้วยหัวใจเท่านั้น ธรรมจะสัมผัสด้วยความรู้สึก หนังสือหนังหา ตำรานี่มันเป็นสิ่งที่จดจารึก มันไม่ใช่ตัวธรรม มันเป็นกิริยาการแสดงออกของธรรมะที่ครูบาอาจารย์ท่านบรรลุธรรมแล้วท่านแสดงธรรมออกมาแล้วจดจารึกกันไว้ มันเป็นทฤษฎี แต่ตัวจริงๆ มันคือตัวความรู้สึกนั้น แล้วมันอยู่ในกลางหัวอกของเรา มันเป็นความรู้สึกคือมันเป็นธาตุรู้

ธาตุรู้ตัวนี้มันสัมผัสกับความสงบของใจ ธาตุรู้ตัวนี้มันเกิดปัญญาญาณของมันขึ้นมา แล้วมันย้อนกลับเข้ามาทำลายตัวมันเอง ทำลายตัวมันเอง ต้องทำลายตัวมันเอง! เพราะทำลายตัวมันเองคือทำลายอวิชชา ทำลายสิ่งที่โง่เขลาที่มันครอบงำใจนั้น พอยิ่งทำลายเท่าไหร่มันก็ยิ่งสะอาดขึ้นมาเห็นไหม จากที่เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี อนาคามี จนสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ มันจะสว่างสะอาดบริสุทธิ์อยู่กลางหัวใจนั้น ถ้ามันสะอาดกลางหัวใจนั้น สิ่งใดในโลกที่มันจะมีคุณค่ามากกว่านี้อีกแล้ว ในโลกนี้มันไม่มีคุณค่ามากกว่าสิ่งนี้เลย

แต่นี่มันออกไปแสวงหาสิ่งข้างนอกกัน ว่าสิ่งข้างนอกจะไปภาวนาที่นั้นดี จะไปภาวนาที่นี่ดี หากันเป็นหมู่เป็นคณะแล้วไปภาวนากันที่นั่น ไปภาวนากันที่นี่ เร่ร่อนกันไป แล้วยังกลับมาอวดเป็นศักยภาพ กลับมาอวดว่ามีคุณค่า กลับมาว่าสิ่งนั้นทำให้พระที่จะประพฤติปฏิบัติ ต้องเอาสิ่งนั้นเป็นแบบอย่าง

นี่ไง หลวงปู่มั่นท่านบอกว่า “ต่อไปคนจะเอาเยี่ยง” คืออ้างว่าเป็นพระป่า อ้างว่าเป็นพระปฏิบัติ อ้างว่าเป็นคนที่มีคุณธรรม แต่ความประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันไม่เอาอย่าง

หลวงปู่มั่นท่านต้องไปไหน ท่านไม่ได้ไปไหนเลย ท่านออกวิเวกอยู่ในป่า ในเมืองไทยนี่แหละ เพราะอะไร เพราะการวิเวกเปลี่ยนสถานที่ไปบ่อยๆ ครั้งเข้า การวิเวกเพราะอะไร เพราะโดยธรรมชาติของจิตมันกลัวเห็นไหม เราอยู่ในที่มืดเราก็กลัวผี เราไปอยู่ในป่าในเขาเราก็กลัวเป็นอันตราย ความกลัวอันนั้นน่ะเป็นคุณประโยชน์กลับมาเพื่อทำจิตของเราให้สงบ

จิตของเรานี่ถ้ามันอยู่โดยปกติ มันเป็นอิสรภาพมันก็จะคิดแต่เรื่องไม่ดีของมันขึ้นมา แต่ถ้ามันกลัวสิ่งใดๆ มันไม่มีที่พึ่ง เราก็ต้องสติไว้นึกพุทโธๆ เห็นไหม ให้มีที่พึ่ง เราอยู่ในป่าในเขากันเพื่อเป็นอุบาย เพื่อจะกล่อมเกลาให้จิตใจมันไม่มีกำลังจนเกินไป มันไม่มีอิสรภาพ กำลังที่มันจะคิด มันจะหาแต่สิ่งไม่ดีมาทำลายตัวมัน

โดยธรรมชาติของกิเลสมันจะทำลายจิตอยู่ตลอดเวลา จิตเรียกร้องความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา จิตของเรามันจะเรียกร้องความช่วยเหลือคือมันอยากสุข อยากดิบอยากดีโดยธรรมชาติ แต่ด้วยความโง่ ด้วยอวิชชาที่มันครอบงำอยู่ มันเลยทำตัวเองให้มันสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาไม่ได้ เพราะเราบวชมา เราตั้งใจมาบวชเป็นพระ เรามีโอกาสในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราถึงออกวิเวก เพราะมีครูบาอาจารย์ท่านทำเป็นตัวอย่าง

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ในป่า ครูบาอาจารย์ท่านทำเป็นตัวอย่าง เห็นไหม เวลาเข้าป่าเข้าเขาเพื่อให้มันมีความสงบสงัด สถานที่เป็นที่วิเวก เป็นชัยภูมิที่ควรแก่การงาน ป่าช้า ป่ารกชัฏ เป็นที่โลกเขาไม่ต้องการ แต่ธรรมะต้องการ ธรรมะต้องการสิ่งที่สงบสงัด สิ่งที่เข้ามาให้มันสะดุดใจ ให้มันไม่สามารถที่จะคิดโดยธรรมชาติของมัน

ความกลัวมันตะล่อมใจเข้ามา เรายิ่งกลัวขนาดไหน ที่ไหนที่กลัว ที่ไหนที่มีสัตว์ร้าย ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจะเข้าไปอาศัยสิ่งนั้นเพื่อถนอมรักษาให้จิตมันสงบเข้ามา จิตสงบเข้ามา สิ่งนี้ต่างหากหลวงปู่มั่นท่านทำอย่างนี้ ท่านถึงเป็นหลวงปู่มั่น เป็นอาจารย์ใหญ่ของสายกรรมฐานเรา ท่านทำเป็นตัวอย่างไว้แล้ว ท่านวางไว้เป็นตัวอย่างเห็นไหม

แล้วท่านก็พูดไว้แล้วด้วยว่า “ต่อไปนี่คนมันจะเอาเยี่ยง มันจะไม่เอาอย่าง” มันไม่เอาอย่าง มันไม่ทำตามอย่างนั้น แต่มันจะเอาลาภสักการะ มันจะเอาชื่อเสียง มันจะเอาสิ่งต่างๆ เป็นคุณงามความดีของมัน

เรามองโลกแล้วเป็นคติว่าเราไม่ต้องการสิ่งนั้น เขาจะมีความสุข เขาจะมีบารมีขนาดไหน มันเป็นบารมีของกิเลส กิเลสมันสร้างสมบารมีให้เราออกนอกลู่นอกทางไปเอาเรื่องของโลก เราไม่เอาสิ่งนั้นเป็นตัวอย่าง เราเอาตัวอย่างครูบาอาจารย์เราที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์นะ เช่นหลวงปู่มั่น เช่นครูบาอาจารย์ของเรา ท่านจะคอยเตือน ครูบาอาจารย์ของเรานี่ เวลาท่านมาเยี่ยม ท่านคอยเตือนเรา เรามีพ่อมีแม่ มีครูมีอาจารย์คอยเตือนให้เราตื่นตัวตลอดเวลา การตื่นตัวของเรานี่ตื่นตัวจากกิเลสนะ

การตื่นตัวนี่ ดูสิ คนเราไม่ประมาท มันจะทำผิดพลาดไปได้อย่างไร ความผิดของเรานี่ หนึ่ง สติเราอ่อน อำนาจวาสนาปัญญาของเราใคร่ครวญสิ่งนั้นไม่ได้ ความผิดพลาดมันมีบ้าง มันถึงมีการปลงอาบัติเห็นไหม การปลงอาบัติ การขอขมาต่อกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมานี่เราก็ให้อภัยต่อกัน

นิสัยไง นิสัยสันดานมันเป็นอย่างนั้น แต่เจตนาเราไม่ตั้งใจให้ทำอย่างนั้น แต่นิสัยสันดานมันเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นอย่างนั้น ถ้ามันทำไปแล้วเราก็ไม่ได้เจตนา แต่มันเป็นความเคยชิน ก็ขอขมา ขอโทษขอโพยกัน สิ่งนี้มันมีได้โดยธรรมชาติของมัน แต่ถ้าเราดัดแปลงได้ เราแก้ไขได้ สิ่งนั้นมันก็ดี มันเป็นประโยชน์มากขึ้นมากว่านั้น นี่เป็นเรื่องความเห็นหยาบๆ นะ แล้วความเห็นของเราล่ะ

ถ้าเราไม่รู้จักตัวเราเอง เราไม่เคยเห็นความสงบของใจ เราจะเอาอะไรไปทำความสงบ เราจะเอาอะไรไปแก้ไขใจของเรา ถ้าใจของเรามันสงบใช่ไหม เราจะไม่คลุกคลี เราจะไม่เร่ร่อน ยิ่งเร่ร่อนเท่าไหร่ยิ่งเหนื่อยนะ เราไปธุดงค์กัน เราออกไปวิเวกกันเพื่อไปประพฤติปฏิบัติ ออกไปวิเวกเพราะว่าอยู่กับที่แล้วมันภาวนาไม่ได้ อยู่กับที่แล้วมันภาวนาแล้วมันไม่ลง อยู่กับที่แล้วการภาวนามันไม่เจริญก้าวหน้า เราถึงต้องออกหาที่สงัดหาที่วิเวกให้ตื่นตัว

ดูสิ ข้อวัตรปฏิบัติของเรา การทำของเราเพื่ออะไร เพื่อฝึกสติ เพื่อความตื่นรู้ เพื่อให้จิตมันตื่นมันรู้ของมันอยู่ตลอดเวลา การตื่นรู้ แล้วรู้พร้อมกับความสงบของใจเข้ามา มันจะเป็นคุณประโยชน์กับเรา เห็นไหม แต่ถ้าเรานอนจมกับมัน เรานอนจมกับกิเลส แต่เราอยากอวด อยากสร้าง อยากให้เขาเห็นว่าเราประพฤติปฏิบัติ ต้องยกขบวนกันไป ประพฤติปฏิบัติที่นู้น ไปปฏิบัติที่นี่

การวิเวกนะเวลาธุดงค์ไปนี่ไปองค์เดียว แล้วแอบไป.. ดูสิ ครูบาอาจารย์ท่านไปอยู่ที่ไหน ท่านจะบอกว่า “หาแต่บ้านน้อยๆ ๒ หลัง ๓ หลัง พอเลี้ยงชีวิตเท่านั้น” แล้วถ้าบ้านใหญ่ไม่ไป ไม่ไปเพราะอะไร เพราะเขาจะมาคุยด้วย เขาจะมาถามธรรมะ มันเสียเวลา ขนาดไปนะยังแอบไปแล้วยังหลีกเร้นไม่ให้ใครเข้ามา

คนที่เขาจะเอาชีวิตรอด เขาทำอย่างนี้นะ คนที่จะทำคุณงามความดีน่ะ เขาแอบทำจนเราดีแล้ว เห็นไหม ถ้าเราอยู่ในปกติ เราอยู่ในการคลุกคลี เราอยู่ในหมู่คณะมันจะหนักหน่วง พอเราออกวิเวกอยู่ด้วยตัวคนเดียว พยายามฝึกฝนตัวของเราขึ้นมา พอจิตเรามีจุดยืนขึ้นมาเห็นไหม อยู่ตัวคนเดียวก็ได้ อยู่กับหมู่คณะก็ได้ อยู่ตัวคนเดียวก็วิเวกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว เวลามันอยู่ในหมู่คณะมันก็รักษาจิตมันเป็น รักษาใจเป็น มันก็เหมือนกับอยู่คนเดียวเห็นไหม

ถ้าจิตมันดีแล้วอยู่ที่ไหนมันก็อยู่ได้ แต่ถ้าจิตมันไม่ดี อยู่คนเดียวมันก็คิดหลง คิดอยากจะไปหาหมู่คณะ มันเศร้าสร้อยหงอยเหงา มันอยากหาเพื่อน มันอยากจะหาคนที่ได้พูดได้คุย เวลามาอยู่กับหมู่คณะ มันก็บอกว่าหมู่คณะนี่จับผิด หมู่คณะนี่ทำลายตน หมู่คณะนี่ทำร้าย อยู่คนเดียวมันก็เดือดร้อน อยู่กับหมู่คณะมันก็เดือดร้อน เพราะมันไม่ได้ฝึกใจของมัน เห็นไหม

ถ้ามันฝึกใจของมันแล้วนี่มันจะไปต้องการสิ่งใด มันจะไปแสวงหาสิ่งใด มันจะเอาสิ่งใดมาเป็นประโยชน์กับกับมันเห็นไหม อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าตนพึ่งตนได้แล้ว สิ่งข้างนอก เห็นไหม แม้แต่ร่างกายนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้วถึงซึ่งกิเลสนิพพาน นี่อยู่กับร่างกายอยู่กับจิตใจ จนถึงที่สุดวันปรินิพพานถึงซึ่งขันธนิพพาน สิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่เราใช้อยู่ มันรู้อยู่แล้วว่าเป็นเครื่องอาศัย

คำว่าเครื่องอาศัยนี่พระอรหันต์พูด แต่ถ้าเป็นเรานะ เป็นความจริง จริงตามสมมุติ เราเกิดจริงๆ วิบากกรรมของเรานี่เกิดเป็นมนุษย์จริงๆ เรามาบวชเป็นพระนี่ เราเป็นพระจริงๆ จริงตามสมมุติ มันมีจริง มันรู้จริง มันมีของมันน่ะ จะบอกว่าเราอาศัยทำคุณงามความดี เราอาศัยจนกว่าเราจะพ้นจากมันได้ ถ้าเรายังพ้นจากมันไม่ได้นะ เพราะเราจะเกิดไปเห็นไหม

ในปัจจุบันนี้ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เรามาบวชเป็นพระ เรามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เวลาเราตายไป เราไปเกิดเป็นสัตว์มันก็มีธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ เหมือนกัน เพราะอะไร เพราะมันมีร่างกายมีจิตใจเหมือนกัน เวลาไปเกิดในนรกอเวจีล่ะ เป็นเปรต เป็นผีล่ะ มันมีธาตุ ๔ เพราะมันมีความรู้สึก มันเป็นความจำไง

ขันธ์น่ะ ขันธ์กับจิต ไปเกิดเป็นเทวดาก็มีขันธ์กับจิต ไปเกิดเป็นพรหมก็มีแต่จิตล้วนๆ เห็นไหม เพราะจิตตัวนี้มันเป็นไปมันถึงต้องเวียนตายเวียนเกิด ถ้ายังมีกิเลสอยู่ มันไม่ใช่ชั่วคราวไง

ถ้าเป็นพระอรหันต์นะ ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ กับจิตมันคนละอันกัน กับตัวธรรมะน่ะมันไม่ใช่เหมือนกัน มันไม่มีมันถึงอาศัยชั่วคราว นี่พระอรหันต์พูด! สิ่งที่เป็นสมมุตินี้พระอรหันต์พูด สักแต่ว่านี้พระอรหันต์พูด

แต่พวกเรามันสักแต่ว่านี่ กิเลสพูด พอกิเลสพูดเห็นไหมมันจะเอาเยี่ยงไง มันแสดงตัว แต่ความจริงมันรู้อะไร ความจริงคือไม่รู้ ความจริงคือติด ความจริงคือหลง มันเลยพูดผิดๆ ถูกๆ ตามธรรม แต่ตัวเองก็คิดว่าตัวเองพูดถูก แต่พูดตามกิเลสไง มันก็พูดแบบคนตาบอดไง เริ่มต้นตั้งแต่ตาบอดนะ

ถ้าใจมันบอดทีแรก ศึกษาธรรมะไปมันก็หลงธาตุ หลงแต่วัตถุ หลงแต่โลกธรรม ติฉินนินทาไง สิ่งที่เขาสรรเสริญ สรรเสริญก็โลก นินทาก็โลก โลกธรรม ๘ เห็นไหม ถ้าเป็นนามธรรม โลกธรรม ๘ ก็หลง ถ้าเป็นวัตถุธาตุก็หลง หลงไปตามเขา แต่ถ้าเป็นความจริงนะ มันไม่หลงธาตุ เพราะมันทำลายธาตุ

ทำลายธาตุเพราะอะไร เพราะจิตมันยึดธาตุ ตัวจิตของเรามันยึดธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ แล้วมันใช้ปัญญาใคร่ครวญของมัน จนมันปล่อยธาตุ ๔ และ ขันธ์ ๕ เห็นธาตุขันธ์ตามความเป็นจริง แล้วยังมาชำระตัวมันเองเห็นไหม ตัวที่หลงน่ะ จิตหลงจิต! เพราะจิตมันหลงจิต มันถึงหลงธาตุหลงขันธ์ของตัวเอง แล้วก็ไปหลงธาตุหลงขันธ์จากภายนอก ถ้ามันไม่หลงธาตุหลงขันธ์ภายนอกเห็นไหม มันทำลายเข้ามาเป็นชั้นๆ เข้ามาจนถึงที่สุดนะ

ผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ เห็นไหม จะเอาอย่าง มีที่มาที่ไป เอาอย่างครูบาอาจารย์ไง ครูบาอาจารย์ท่านทำเป็นหลักเป็นเกณฑ์ไว้ แล้ววางไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาได้มีทางออก เรามีครูบาอาจารย์เป็นทางออกแล้วนะ เราต้องอาศัย ต้องยึดมั่นอันนี้ อย่าคิดออกนอกลู่นอกทาง ถ้าคิดออกนอกลู่นอกทางนะ มันพากันไปจมหมด

โคนำฝูงที่ฉลาด จะพาฝูงโคนั้นขึ้นจากน้ำวน ขึ้นฝั่งนะ ข้ามฝั่ง ขึ้นจากภพจากชาติได้

โคโง่นำฝูง ฝูงโคนั้น จะไปในวังน้ำวน โดนดูดตายอยู่กลางน้ำวนนั้น เวียนตายเวียนเกิดโดยธรรมชาติของมัน นี่เรื่องของโลกๆ

เราเป็นพระนะ แล้วประกาศว่าเป็นพระป่า เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เรามีครูมีอาจารย์นะ หลวงปู่มั่นท่านใช้ชีวิตของท่านทั้งชีวิตเป็นแบบอย่าง ครูบาอาจารย์ของเราถ้าท่านเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ท่านจะใช้ชีวิตของท่านนะ คอยชี้นำเรา คอยแนะนำเรา

แล้วตอนนี้มีหมู่คณะที่ประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม จะต้องไปปฏิบัติที่นั้น ยกขบวน ยกหมู่ ยกคณะไปนะ ไปวิเวก ภาวนาง่าย ภาวนาดี ภาวนาที่วัดแล้วภาวนาไม่ลง สังเวช! เราอย่าเอาเป็นแบบเป็นอย่าง เห็นเขาทำแล้วนะให้สลดสังเวช ธรรมสังเวชมันเตือนเรา เขาทำกันอย่างนี้มันถูกต้องไหม แล้วเราจะทำตามเขาไหม ถ้าเราไม่ทำตามเขา เราทำตามครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้าพูด เห็นไหม

“ผู้ใดอยู่ตรงภาคตะวันตก ทำตามเราเหมือนอยู่ใกล้เรา ผู้ใดจับชายจีวรของเราไว้..”

นี่ก็เหมือนกัน อ้างว่าเป็นพระป่า อ้างว่าประพฤติปฏิบัติ แล้วก็เร่ร่อนกันไปปฏิบัติงกๆ เงิ่นๆ อวดเขาด้วยนะ ทิ้งรอยนะ เหมือนอาชญากรรม ทำอาชญากรรมไว้เขาต้องทิ้งร่องรอยของเขาไว้ เวลาตำรวจมาจับได้แล้วบอกว่า “ไม่ได้ทำ ลูกศิษย์ทำให้”

นี่ก็เหมือนกัน ตัวเองไม่รู้ว่าผิดหรือถูกทำไปด้วยความอยาก พอถ้ามีคนมาชี้นำว่าสิ่งนี้ผิด ก็ว่า “ไม่อยากไป เขาขอร้องให้ไป เขาจัดให้เสร็จ” นี่มันหน้าด้าน กิเลสมันหน้าด้าน เราอย่าเอาแบบนั้นเป็นแบบอย่าง เขาหลงกันปล่อยให้เขาหลง เราจะไม่หลงตามนั้น เราจะทำตามความดีของเรา ตามครูบาอาจารย์ของเรา ให้มีจุดยืนในหัวใจของเรา เพื่อประโยชน์กับเรา เอวัง