ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หนทาง

๓o ก.ย. ๒๕๖๖

หนทาง

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๗๐. เรื่อง “อาการหายใจไม่ออกขณะนั่งสมาธิ”

เรียนผู้ดูแลระบบ ฉันเป็นแม่ชีจากประเทศอินโดนีเซีย ก่อนอื่นฉันต้องอภัยหากข้อความเขียนได้ไม่ดี เนื่องจากฉันใช้แอปพลิเคชันในการแปลเพื่อเรียบเรียง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า นี่อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมในการถามคำถามท่านอาจารย์ ดังนั้น ฉันจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้หากคำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบ เนื่องจากข้อความไม่เหมาะสมและไม่ชัดเจน ฉันขอโทษจริงๆ สำหรับความไม่เหมาะสมและความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ฉันได้แนบข้อความนี้เป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษมาด้วย หากจำเป็นสำหรับการชี้แจง ขอบพระคุณมากสำหรับความสนใจและความช่วยเหลือของคุณ

คำถามมีดังนี้

กราบท่านอาจารย์ ฉันอยากจะขอคำแนะนำจากคุณ เกี่ยวกับการฝึกสมาธิของฉัน ปัจจุบันกำลังนั่งสมาธิโดยท่องพุทโธ หรือบางทีเมื่อจิตใจค่อนข้างกระสับกระส่าย ก็จะต้องพุทโธ ธัมโม สังโฆจนสงบลง แล้วจึงเปลี่ยนกลับมาท่องเฉพาะพุทโธเท่านั้น

เมื่อจิตใจเริ่มวาง ว่างเปล่าจากความคิด บางครั้งก็มีความรู้สึกเหมือนจิตต้องการเข้าไปในบางสิ่ง เช่น ซ่อนตัวเอง แต่ในขณะที่ฉันต้องการเข้าไป ฉันมักจะรู้สึกเหมือนกำลังชนกำแพงจิตใจหรือสิ่งกีดขวาง และทันใดนั้นฉันก็หายใจไม่ออก ซึ่งทำให้ฉันลืมตาเพื่อหายใจและสงบสติอารมณ์ หลังจากนั้นก็ต้องกลับมานั่งสมาธิใหม่อีกครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ฉันพยายามเพิกเฉยต่อปรากฏการณ์นี้และนั่งสมาธิต่อไป แต่บางครั้งมันก็เกิดขึ้นอีก ฉันรู้สึกว่าการทำสมาธิของฉันไม่สามารถดำเนินการต่อไปจากจุดนั้นได้ ข้าพเจ้าขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้หรือไม่ ขอบพระคุณมาก

ตอบ : สิ่งที่คำถามๆ เวลาคำถามมา เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เวลาประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เวลาเราเข้าไปเผชิญกับความจริงในหัวใจของตน นั้นเป็นเรื่องจริต เรื่องนิสัย เรื่องความสามารถของแต่ละบุคคล

เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาศึกษาๆ ศึกษาภาคปริยัติ เราจะเข้าใจเรื่องเหตุและผล ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือเหตุและผล วิธีการปฏิบัติเพื่อจะเข้าไปสู่สัจจะความจริงในหัวใจของตน

แต่เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริง อุปสรรคแต่ละบุคคลมันไม่เหมือนกัน อุปสรรคแต่ละบุคคล เพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากของแต่ละบุคคลมันไม่เหมือนกันและมันไม่เท่ากัน

ฉะนั้น สิ่งที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นโดยหลัก แต่เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านคุ้มครองดูแลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ท่านจะพยายามอบรมสั่งสอนให้กระทำเหมือนที่แม่ชีทำนี้ แม่ชีทำนี้ถูกต้อง

เริ่มต้นเราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราก่อน เรามีหลักของเรา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ถ้ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศรัทธาความเชื่อๆ ไง

ความเชื่อ ศรัทธาความเชื่อแก้กิเลสไม่ได้ แต่เวลาจะแก้กิเลส เราจะเริ่มต้นจากตรงนี้ เริ่มต้นจากหาวิธีการ หาหนทาง พยายามฝึกหัดทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา มันอยู่ที่เวรกรรมของสัตว์แล้ว

สิ่งที่ผู้ที่จะเข้าไปเผชิญกับอุปสรรคของแต่ละบุคคลๆ เห็นไหม ตั้งแต่การเกิด เกิดในประเทศอันสมควร ในปัจจุบันนี้เวลาเกิดเป็นมนุษย์เกิดพบพระพุทธศาสนาไง ถ้าพระพุทธศาสนา เราเกิดในเมืองไทย พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

เราเกิดในอินโดนีเซีย หรือเราเกิดจากที่ไหน แต่เรามาอยู่ที่อินโดนีเซีย นั้นเป็นสถานที่พระพุทธศาสนาแต่อดีต

อดีต ศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก อินโดนีเซีย บุโรพุทโธนั่นน่ะ นั่นเป็นการยืนยันว่าศาสนาพุทธเคยเจริญรุ่งเรืองมากมาย แต่สุดท้ายแล้วด้วยกระแสสังคมกระแสโลก สุดท้ายแล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นนับถือลัทธิศาสนาอื่น พอเปลี่ยนลัทธิศาสนาอื่น เราเลยกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

ชนกลุ่มน้อย เห็นไหม โดยทั่วไปในโลก ในบังคลาเทศ เวลาชาวพุทธที่เหลือค้างอยู่ในบังคลาเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องของธรรมทูต ธรรมทูตที่เขาพยายามไปฟื้นฟู ไปอบรมบ่มเพาะ ไปช่วยเหลือไง

ชนกลุ่มน้อยที่หลงเหลืออยู่ในประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา เขาห่างไกลไง ห่างไกลจากสังคมพระพุทธศาสนา มีพระธรรมทูต เวลาไปที่อินโดนีเซีย ไปอบรมบ่มเพาะชาวพุทธที่ตกค้างอยู่นั่นน่ะ

เขาถามเหมือนเด็กๆ เลยนะ บอก พระพุทธเจ้าเกิดมาเดินได้ ๗ ก้าวจริงหรือ พระพุทธเจ้าเกิดมา พระพุทธเจ้าพูดได้เลยจริงหรือ

เขายังคิดแบบประสาเด็กๆ ไง ความไร้เดียงสา

ความเชื่อ มันมีแต่ความเชื่อไง โดยมันไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ไง เวลามีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง กึ่งกลางพระพุทธศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เวลาเจริญขึ้นมาเจริญในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านถามหลวงปู่มั่นว่า จริงๆ แล้วพระในพระพุทธศาสนาห่มผ้ากาสาวพัสตร์มันสีอย่างไร มันเป็นอย่างไร

หลวงปู่มั่นท่านได้รับคำถาม ท่านก็เก็บของท่านไว้ เวลาท่านมาตอบหลวงตาพระมหาบัว เพราะท่านเข้าไปสู่หัวใจของท่าน เห็นไหม

เวลาบุพเพนิวาสานุสติญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีต้นไม่มีปลาย มันยืดยาวไปขนาดไหน เวลาหลวงปู่มั่นท่านเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ท่านก็ได้เกิดมาในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน แล้วเวลาคนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลามันย้อนของสิ่งที่มันมีอยู่ไง สิ่งที่ผ่านไป มันผ่านไปด้วยกาลเวลา วันเวลามันผ่านล่วงไป สายน้ำและเวลาผ่านไปแล้วไม่มีวันหวนกลับ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นมาแล้วมันบีบของมันโดยสัจจะความจริงอยู่อย่างนั้น

หลวงปู่มั่นท่านย้อนกลับไปดู แล้วเวลามาอธิบายให้หลวงตาพระมหาบัวฟังไง

พระในสมัยพุทธกาลห่มผ้ากาสาวพัสตร์สีกรักอย่างแก่ สีกรักอย่างกลาง สีกรักอย่างอ่อน สีกรักๆ สีผ้าจากเปลือกไม้ มันก็ผ้าแก่นขนุน สมัยก่อนนั้นวิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญขนาดนี้ เรื่องสีไม่มี เราถากเปลือกไม้ย้อมผ้า เราทำด้วยธรรมชาติทั้งสิ้น

นั้นพูดถึงสิ่งที่เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านตรวจสอบกันโดยธรรมและวินัย โดยข้อวัตรประพฤติปฏิบัติ

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติของท่านในหัวใจของท่านน่ะ ตั้งแต่ปุถุชน กัลยาณชน บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ถ้ามันผ่านพ้นไปแล้ว ไอ้สิ่งที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาแล้วเดินได้ ๗ ก้าวจริงหรือ เปล่งวาจาได้จริงหรือ

มันเป็นวาสนาไง คำว่า วาสนา” มันเป็นเฉพาะบุคคลและเฉพาะคราว

ในบรรดาสัตว์สองเท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด นี่พูดถึงผลของวัฏฏะ ผลของการเวียนว่ายตายเกิดโดยพระโพธิสัตว์นะ

เวลาคนเกิดมามันมหัศจรรย์น่ะ โอ้โฮ! ทำไมมันเจริญรุ่งเรืองแต่ละบุคคล บางคนนะ เกิดมาพ่อแม่เอาไปทิ้งถังขยะ ยิ่งปัจจุบันนี้ท้องไม่พร้อม พ่อแม่เอาผ้าปิดปากตายเลย

แต่นี่เกิดมาแล้วมันรุ่งเรืองไง

นี่เวลาเขาถามไง เขาถามว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาเดินได้ ๗ ก้าวจริงหรือ

นี่พระเวลาเราประชุมคณะสงฆ์ เวลาเขาเอาประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง นี่เราระลึกถึงไง

เวลาเป็นชนกลุ่มน้อย แต่เดิมเป็นดินแดนของพระพุทธศาสนาเลย สุดท้ายแล้วเรื่องของกระแสสังคม เรื่องของแว่นแคว้นต่างๆ มันเลยกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

ทีนี้ชนกลุ่มน้อย เวลาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ในปัจจุบันนี้การสื่อสารมันเจริญขึ้น มันรู้มันเห็น มันศึกษา มันค้นคว้าได้

อย่างเช่นคำถามนี้เวลาถามมา ถามมา ในเมื่อเขาขาดที่พึ่ง สิ่งที่เวลาเราเทศนาว่าการหรือว่าตอบปัญหาขึ้นมาเข้าเว็บไซต์ไว้ ในเมื่อโลกมันเจริญไง เวลาเจริญ เราใช้สื่อสารเพื่อเป็นตามข้อเท็จจริงนั้นไง เพื่อประโยชน์ไง ใครมีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน

ไม่ใช่ใช้สื่อสารเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่

ใช้สื่อสารเพื่อสื่อธรรมะ แล้วถ้ามีวาสนานะ นี่เขาเข้ามาเห็นในเว็บไซต์ มันเป็นภาษาไทย ไอ้เรื่องนี้มันก็เป็นอุปสรรคชนิดหนึ่ง

เวลาพระอรหันต์ ถ้ามีอภิญญาไง เรื่องภาษา เรื่องความเข้าใจในภาษาต่างๆ

แต่ถ้ามันมีปมด้อย มีความสูงส่ง มีความด้อยค่า ในขนาดที่ว่าอำนาจวาสนาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน นี่กรรมของสัตว์

แต่เวลาภาษาใจ ภาษาใจที่เป็นสัจจะเป็นความจริง

ถ้าเป็นสัจจะความจริง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมา ท่านถึงเห็นความล้มลุกคลุกคลานของสัตว์โลก

แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณ ใครมีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้ามีอำนาจวาสนานะ แค่เขารู้เขาเห็น เขาสนใจของเขา

ถ้าเขาไม่มีวาสนานะ เวลาสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพวกเดียรถีย์นิครนถ์มากมาย โต้แย้งกันโต้เถียงกันเพื่ออะไร เพื่อธมฺมสากจฺฉา เพื่อความแวววาว เพื่อความสัจจะ เพื่อความถูกต้อง นี่มากมาย เวลาใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะเชื่อถือศรัทธา จะเคารพบูชา โต้แย้งด้วย

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดไว้ในพระไตรปิฎกไง

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอโดนโลกธรรม ๘ กระหน่ำซ้ำด้วยความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน เธออย่าเสียใจ เธออย่ารำพันรำพึงต่างๆ เธอให้ดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง ในการโดนโลกธรรมกระหน่ำ กระทำความรุนแรงขนาดไหน ไม่มีใครเกินองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดเอง เพราะอะไร

เพราะคิดดูสิว่า พวกเจ้าลัทธิ พวกพราหมณ์ พวกต่างๆ เขายึดครองอยู่ทั้งหมดน่ะ นั่นคือลาภของเขาทั้งนั้น นั่นคือสัทธิวิหาริกของเขาทั้งนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้วไม่เชื่อ ลบล้างหมดเลย ไม่จริง ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผลตามความเป็นจริง

คนที่เขาเคยอยู่ด้วยความอุดมสมบูรณ์สุขขนาดนั้น แล้วมีคนมาทำลายลาภสักการะของเขา มันมีทั้งบนดินใต้ดิน มีทั้งการกระทำร้อยแปดพันเก้า

ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอโดนโลกธรรมกระหน่ำแล้ว เธออย่าเสียใจ อย่าคร่ำครวญ อย่าร้องไห้ เธอให้ดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ในการโดนการติฉินนินทา โดยการกลั่นแกล้ง ไม่มีใครเกินองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มันเข้าไม่ถึงธรรมธาตุในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตกอยู่ข้างนอกทั้งนั้น แต่กระหน่ำรุนแรงมากๆ

ทีนี้ย้อนกลับมา ย้อนกลับมาเวลาคำถาม เขาถามเรื่องฝึกหัดเรื่องทำสมาธิ ทำความสงบของใจ

ถ้ามันทำความสงบของใจ ในลัทธิศาสนาต่างๆ ก็ว่าทำสมาธิ ในลัทธิศาสนาต่างๆ ก็ว่ามีการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติจะเข้าถึงหัวใจของตน แต่ก็เข้ากันด้วยไสยศาสตร์ เข้าด้วยฌานโลกีย์ เข้าด้วยโลกียะคือเรื่องโลก เรื่องโลกคือเรื่องสติปัญญาของมนุษย์ เรื่องโลกคือเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องโลกคือเรื่องข้อเท็จจริงจากวัฏฏะ

แต่ถ้าเรื่องกิเลสๆ พญามารมันอยู่ในหัวใจของคนน่ะ ถ้าพญามารอยู่ในหัวใจของคน เห็นไหม เวลาประพฤติปฏิบัติไปแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เหมือนกัน แต่กิเลสสิ้นไป ถ้ากิเลสสิ้นไป สิ่งที่สิ้นกิเลส สิ้นกิเลสอันนั้นน่ะมันถึงเห็นสัจจะ เห็นความจริงในการเรื่องประพฤติปฏิบัติไง ถึงวางธรรมและวินัยนี้ไว้ไง

เวลาเทศน์ธัมมจักฯ ขึ้นมาไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันจะมีความชอบธรรม สติชอบธรรม สมาธิชอบธรรม มันมีปัญญาชอบธรรม นี่ความชอบธรรม ชอบธรรมในพระพุทธศาสนา

ไม่ใช่เราจะทำความสงบของใจขึ้นมา ใจสงบขนาดไหนแล้วจะให้มันส่งออก ให้มันรับรู้ไป เห็นไหม อจินไตย ๔ ฌานสมาบัติเป็นอจินไตย ฌานนี่เป็นอจินไตย แล้วคำว่า อจินไตย” แล้ว แล้วกิเลสมันบวกกับฌาน คือบวกกับกำลังของจิต มันไปไหน

มันไปเรื่องโลกๆ ไง มันไปเรื่องอีลุ่ยฉุยแฉก มันไม่เข้าสู่มรรคหรอก

ทีนี้การเข้าสู่มรรค เขาทำความสงบของใจเข้ามา ใจมันสงบระงับขนาดไหน อย่างคำถาม เห็นไหม พยายามทำความสงบของใจเข้ามา เวลาทำความสงบของใจแล้ว สิ่งที่มันติดขัด เขาบอกว่าเขาพยายามวางเฉย พยายามจะวางเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้าเป็นคำตอบของเรา คำตอบของเรา เราก็จะตอบอย่างนี้เหมือนกัน

มันมีมากมาย เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติไปแล้ว ด้วยวุฒิภาวะที่อ่อนแอไง

“จิตสงบแล้วแหละ มันออกไม่ได้”

ออกไม่ได้ พูดได้อย่างไร

“จิตมันสงบแล้วมันติดน่ะ”

นั่นแหละคือมันไม่สงบ มันเป็นภวังค์

ถ้ามันจะสงบ จิตมันสงบ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ มันจะละเอียด มันจะเบาบางขนาดไหน มันมีความสุขแล้ว

ความสุขตรงไหน

ความสุขที่กิเลสมันแสดงตัวไม่ได้ คือความคิดเกิดไม่ได้ มันอยู่กับลม อยู่กับพุทโธ

ถ้าอยู่กับลม อยู่กับพุทโธ อยู่ได้ระยะของการทำความสงบมากขึ้น จิตมันสงบเบาดีขึ้นๆ เวลาดีขึ้นๆ แล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ฝึกหัดใช้ปัญญาคือหาเหตุหาผลในการทำความสงบนั้น พอหาเหตุหาผลในการทำความสงบนั้น สติและปัญญาสามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการประพฤติปฏิบัติ เพราะมันเป็นจริตเป็นนิสัย

เวลาคนที่กระทำแล้ว ถ้าเป็นในพระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญา

สมาธิๆ เวลาทำความสงบของใจขึ้นมาแล้วมันเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ มากมายมหาศาล เวลามันเจริญขึ้นก็หลงใหลได้ปลื้มว่าสิ่งนั้นจะเป็นสมบัติของเรา เวลามันเสื่อมไป เพราะอะไร

เพราะในศีล ในสมาธิ ในปัญญา ในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินี้ มันตกอยู่ในใต้กฎของสพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่กับเราชั่วคราวๆๆ เท่านั้น

แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา สิ่งที่เป็นชั่วคราวแต่เรารักษาการสืบต่อต่อเนื่อง ความชั่วคราวมันก็ระยะความยืดยาวมันจะมากขึ้น ความมั่นคงของการกระทำมันจะดีขึ้น

การทำสมาธิๆ เราไม่ต้องห่วงใยเรื่องสมาธิเลย เราห่วงใยกันเรื่องฝึกหัดสติ เราห่วงใยเรื่องมีคำบริกรรม เราห่วงใยในความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ เราไม่ไปคลุกคลี เราไม่ไปหยอกล้อเล่นกับใครทั้งสิ้น สิ่งนั้นน่ะมันเป็นทางออกของกิเลสทั้งนั้น มันเป็นทางออกของการเฟื่องฟูของนิวรณธรรม ๕ กางกั้นความเป็นความสงบของใจ

เราฝึกหัดโดยเรามีคำบริกรรมของเรา

หลวงปู่มั่นท่านสั่งหลวงตาไว้เลย

อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ

เพราะอะไร เพราะท่านเห็นว่าหลวงตากำลังประพฤติปฏิบัติ กำลังดำเนินการต่อเนื่องมา เวลาดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นการทำงาน

คนยังไม่เคยภาวนา อย่าว่างานยิ่งใหญ่และงานลำบากลำบน งานการภาวนามันสละทั้งชีวิต สละทุกอย่าง เพราะอะไร เพราะกิเลสมันอยู่กับเรา กิเลสมันอยู่ในใจนี้ แล้วมันยึดครองอยู่ แล้วมันจะยอมให้ธรรมะเข้ามา ยอมให้ธรรมะยิ่งใหญ่ขึ้นมาในสิ่งที่มันครอบครองอยู่ได้อย่างไร ฉะนั้น มันจะหลอกมันจะลวง มันจะพลิกมันจะแพลงจนถึงที่สุด มันจะเป็นมันจะตาย

ธรรมะอยู่ฟากตาย

ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญคือการรักษาเหตุ การรักษาการกระทำ สติ การบริกรรม อานาปานสติ แล้วฝึกหัดปฏิบัติไป จิตถ้ามันจะสงบ มันก็สงบของมัน ถ้าไม่สงบขึ้นมาก็สาธุ

อย่างคำถาม เห็นไหม สิ่งที่ว่าเวลาฝึกหัด พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็มาพุทโธคำเดียวๆ ทำต่อไปมันเบาลง มันเบามันบาง มันมีความสุขของมัน แต่เวลามันมีความรู้สึกขึ้นมาว่าอยากหาที่ซ่อนตัวเอง ในขณะที่ต้องการนั้น มันก็จะมีความรู้สึกว่ามีกำแพงของจิต

อยากซ่อนตัวเอง นี่มันเป็นลูกหลานของกิเลสมายุแหย่

เราจะไปซ่อนที่ไหน เรากำลังจะทำตัวเองของเราให้แจ่มแจ้ง เราจะเปิดเผยตัวเองต่างหาก เราไม่ใช่ไปเอา ตัวมันเองมันหลบซ่อนอยู่แล้ว แต่เราจะทำตัวของเราเองให้ชัดเจนขึ้นมา

ฉะนั้น ถ้ามันมีความรู้สึกว่าจะซ่อนตัวเอง

ไม่เอา ไม่สนใจ

แล้วเวลาจะซ่อนตัวเอง จิตมันไปเจอกำแพงขวางกั้นเลย

ไอ้นี่สำคัญมาก เวลาคนนั่งภาวนานะ ปกติเวลาไม่นั่งภาวนาก็ปกติ พอนั่งภาวนา กลืนน้ำลายไง พอกลืนน้ำลายเข้าไป อึ๊ก ทีนี้พอจะนั่งไป พอจะสงบมันก็จะกลืนน้ำลายอึ๊กๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ

นี่คือกิเลสมันไปมั่นหมาย ไม่เคยคิดอะไรเลยก็ไม่ได้คิด พอจะนั่งสมาธิก็คิดอะไรเป็นปมขึ้นมาในใจ พอจะนั่งทีไรคิดแต่อย่างนี้

ดูกิเลสมันหลอกสิ แล้วไม่ใช่หลอกธรรมดานะ มันปักหมุดปักหมายเอาไว้เลย

แล้วกว่าจะแก้สิ่งที่มันปักหมุดไว้ พอปลดออกมาได้ เดี๋ยวมันก็สร้างเรื่องใหม่ เดี๋ยวก็สร้างเรื่องใหม่ มันสร้างของมันเรื่องใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องเก่าแก่ของกิเลสที่มันเคยหลอกลวงสังคมโลกมาตลอด

ฉะนั้น สิ่งใดที่เกิดขึ้น เวลาจิตมันเริ่มสงบ เริ่มเบาบางลง มันก็คิดว่าอยากจะหาที่ซ่อนตัวเอง คืออยากจะหาที่ปลอดภัย

มันไม่มีที่ไหนปลอดภัยหรอก กิเลสมันเผาลนตลอดเวลา

แล้วเวลาจะหาที่ปลอดภัย มันก็เข้าไม่ได้อีก มีกำแพงขวางกั้นอีก

มันมีอุปสรรคเป็นชั้นๆๆๆ เลยนะ ที่จะหลอกเราให้เราเสียพลังงาน เสียการแก้ไข แล้วนี่คืออะไร

นี่คือผลงานของมัน

ฉะนั้น เวลาบอกว่า ถึงเวลาภาวนาไปหลายครั้งเข้า ก็พยายามจะเพิกเฉยต่ออย่างนั้น

ความเพิกนี่เฉยถูกต้อง ความเพิกเฉยคือมันยุมันแหย่แล้วไม่เชื่อฟังมัน แล้วไม่ไปกับมัน แล้วเวลาจะฝึกหัด เราก็ตั้งสติของเราไว้

สิ่งที่เราเพิกเฉย เราไม่เชื่อมัน เราไม่ตามมันไป แต่มันก็มีอยู่ไง แล้วถ้าไม่เชื่อเรื่องนี้นะ เดี๋ยวมันก็มีมุกใหม่มาหลอกอย่างนี้อีก หลอกอย่างนี้อีก

แล้วพอเวลาจิตสงบแล้วเราใช้สติปัญญาไตร่ตรอง เราใช้สติปัญญา พยายามใช้สติปัญญาพลิกแพลง เอาสติปัญญาหาเหตุหาผล

พอหาเหตุหาผล มันมีเหตุผล ไอ้สิ่งที่มันเป็นหมุดเป็นหมายที่มันปักไว้ๆ มันเบาลงๆ แล้วมันจะผ่านเรื่องอย่างนี้ไป

ถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์นะ เขาบอกว่า “เฮ้ย! ไม่เห็นมีอะไรเลยว่ะ แล้วมึงไปติดมันได้อย่างไรวะ ไม่เห็นมีอะไรเลย”

ไอ้คำพูดอย่างนี้มันเด็กๆ มันไม่เห็นมีค่าอะไรเลย

แต่มันมีค่ากับคนปฏิบัตินั้น คนที่ปฏิบัตินั้นแหละ เพราะอะไร เพราะกิเลสมันอยู่ในใจนั้น แล้วมันออกมาจากใจดวงนั้น ใจดวงนั้นเลยเป็นขี้ข้ามันไง

คำถามอย่างนี้ เวลานักปฏิบัติด้วยกันนั่งคุยกัน ถ้าพูดอย่างนี้ ไอ้คนฟังจะบอก “เฮ้ย! ทำไมมึงโง่อย่างนี้วะ ไอ้ของแค่นี้ทำไมเอ็งรู้ไม่ได้วะ”

แต่ถ้าเป็นตัวเองนะ เวลาไอ้คนที่พูดว่าทำไมมึงโง่อย่างนี้วะ แล้วถ้ามันปฏิบัติไปนะ มันก็จะเจออย่างนี้ เวลามันเจอเองมันเชื่อ เวลามันเจอเองนะ มันจะเป็นกำแพงกีดขวางตัวเอง

วางเฉย วางเฉยคือว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น เรายิ่งยึดมั่นถือมั่น มันยิ่งมั่นคง เรายิ่งสนใจมันนะ มันยิ่งเปลี่ยนแปลงบทบาท เล่นให้เราเชื่อฟังมันทั้งสิ้น

วางเฉย แต่เวลาเรามีสติปัญญา เราใช้สติปัญญาพิจารณาว่าไอ้นั่นมันคืออะไร ไอ้กำแพงกั้นน่ะ กำแพงกั้นมันก็เกิดจากการวิตก เราวิตกขึ้น มันก็เลยเป็นกำแพง ถ้าเราบอก กำแพง เราก็ทำลายมันซะมันก็จบ

แล้วถ้าเป็นกำแพง กำแพงเขามีกำแพงเพื่อความปลอดภัยของบ้านเรือนของเขา เขามีกำแพงขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยสำหรับสถานที่นั้น ไอ้ของเรามันเป็นนามธรรมทั้งสิ้น มันเป็นอารมณ์ความรู้สึก แล้วจะเอากำแพงมาจากไหน

เวลาเอากำแพงขึ้นมามันก็วิตกขึ้น มันก็เป็นกำแพงจริงๆ แล้วกำแพงอย่างนี้มันเป็นกำแพงภายใน กำแพงภายในหัวใจ มันยิ่งทำลายยากขึ้น เพราะมันไม่มีรูปไม่มีร่าง จะไปทำลายตรงไหน เวลาทำลายขึ้นมา มันก็เป็นสิ่งที่ว่าเราต้องใช้สติปัญญาคลี่คลายๆ

เวลามันคลี่คลายออกนะ มันเป็นนามธรรมอยู่แล้ว แต่มิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิยึดมั่นในความผิด มันมีความเห็นผิด เราก็วางซะ ถ้าเราวาง เราวาง มันก็ผ่านเรื่องนี้ไป

แต่เราจะบอกว่า ในเมื่อมันยังมีกิเลส มีเชื้อไขอยู่ ถ้ามีกิเลส มีเชื้อไขอยู่ มันก็แสดงตัวตลอด พอมันแสดงตัวขึ้นมา มันก็อ้างนี่แหละ อ้างอะไรก็ได้ที่ทำให้เราวิตกกังวล แล้วการประพฤติปฏิบัติของเราเสียพลังงานมาก

พลังงานเพื่อจะให้จิตสงบ พลังงานเพื่อความสงบระงับ เราก็ใช้พลังงานอันหนึ่ง แล้วมันยังมีกิเลสมาปัดแข้งปัดขาให้เราล้มลุกคลุกคลานอีก ต้องเสียพลังงานมาเคลียร์ปัญหานี้อีก โอ้โฮ! เสียพลังงานมากเลย

แต่ถ้าฉลาดขึ้น พลังงานก็คือพลังงาน แล้วเราฝึกหัดของเรา เรามีการปฏิบัติของเรา ถ้ามันมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอีก เราก็มีสติปัญญาเท่าทันมัน ไม่เชื่อ ไม่เชื่อกิเลสที่มันปั้นแต่งขึ้นมา มันยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เพราะจิตใจของเราก็เป็นอิสระ เพียงแต่ว่าจิตใจเป็นอิสระ ไม่มีความผูกมัดกับใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มันอยู่จิตใต้สำนึก ภวาสวะ ฐีติจิต อวิชชามันมีบ้านมีเรือนของมัน มันมีที่อยู่ที่อาศัยของมัน

แล้วที่อยู่ที่อาศัย หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้ว อวิชชามันเกิดจากฐีติจิต อวิชชามันอยู่ที่จิตเดิมแท้ อวิชชา พญามารมันอยู่เบื้องลึก อยู่ใต้จิตสำนึกของจิตแต่ละดวงๆ ทุกๆ ดวง

โอ้โฮ! ฟังอย่างนี้แล้วมันยากมาก เลิกดีกว่า ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง

เพียงแต่บอกว่ามันอยู่ลึกลับซับซ้อน แต่เราก็มีหน้าที่ที่จะเปิดหน้ามันให้ได้ด้วยการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป

ฉะนั้น เห็นใจมาก เพราะอะไร เพราะพยายามฝึกหัดอยู่ แล้วพยายามฝึกหัดอยู่ แล้วมันมีอุปสรรคอย่างนี้ อุปสรรคอย่างนี้มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์

ถ้าเป็นนักปฏิบัติใหม่ๆ เวลาคุยกันน่ะ เรื่องไม่เป็นเรื่อง มันไม่มีเรื่องอะไรเลย แต่เป็น เป็นเรื่องกับคนที่ปฏิบัตินั้นน่ะ เป็นเรื่องกับเจ้าของเรื่องนั่นแหละ เจ้าของเรื่องนั้นน่ะมันมีกิเลส แล้วกิเลสในใจของเจ้าของเรื่องมันสร้างเรื่องกิเลสมาเป็นอุปสรรค แล้วเราก็ล้มลุกคลุกคลาน แต่ถ้าไปใช้ชีวิตทางโลกหยำเป ไม่มี กิเลสมันขับไสเลย มันนอนหลับสบายเลย ให้เราอยู่ใต้อำนาจของมัน

เวลาจะปฏิบัติ อุปสรรคคือกิเลสในใจของตน ไม่ใช่ธรรม กิเลสในใจของตน แล้วฝึกหัดอย่างนี้ เวลาทำความสงบของใจ จะพุทโธๆๆ แล้วมีสติสัมปชัญญะคิดไตร่ตรองอย่างนี้ ฝึกหัดใช้ปัญญา แล้วไอ้อย่างที่เป็นอุปสรรคๆ มันจะเริ่มจางหายไป จางหายไปจากสติปัญญาที่ได้เคลียร์ปัญหา เคลียร์ปัญหาออกไป เคลียร์ปัญหาออกไป

แล้วถ้าคนมีจริตนิสัยอย่างนี้ มันก็สร้างเรื่องมาร้อยแปดน่ะ

แล้วจริงๆ ถ้าครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติผ่านเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปนะ มันไม่เห็นมีเรื่องอะไรเลย มันเรื่องเล็กน้อยมาก แต่ยิ่งใหญ่มากสำหรับคนที่ประพฤติปฏิบัติใหม่

ไม่ปฏิบัติก็อยากจะให้ปฏิบัติ เวลาปฏิบัติแล้วว่าจะมีคนส่งเสริมๆ มันมีแต่กิเลสย่ำยีตลอด เพราะกิเลสเราไง นี่ไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ถ้าสร้างบุญสร้างกุศลมา เรื่องอย่างนี้มันจะน้อยลง แล้วเรื่องอย่างนี้เราจะมีสติปัญญาเท่าทันมัน ถ้าเท่าทันมัน มันแสดงฤทธิ์แสดงเดชไม่ได้

ไอ้นี่มันชัดๆ เลย มันแสดงฤทธิ์แสดงเดชเต็มอำนาจของมันเลย แล้วเราฝึกหัด การประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นมันยากอยู่คราวฝึกหัดใหม่นี่ แล้วถ้าฝึกหัดใหม่ใช้สติปัญญานะ จิตสงบแล้วฝึกหัดใช้สติปัญญาใคร่ครวญว่า ไอ้ความคิดมันคิดมาจากไหน แล้วมันคิดขึ้นมาทำไม แล้วคิดแล้วมันเป็นประโยชน์อะไร คิดแล้วทำไมต้องไปเชื่อมันด้วยล่ะ มันบอกมีกำแพง ก็กำแพงจริงๆ เลย เข้าไปชนกำแพงทุกทีเลย แล้วถ้าคิดว่าไม่มีกำแพง กำแพงมันจะมีไม่มีวะ

นี่มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์นะ นี่วาสนาของคน แล้วฝึกหัดของเราไปอย่างนี้ ถ้าจะแก้ไขก็แก้ไขด้วยอย่างนี้

ปุถุชนคนหนาทำสมาธิได้ยาก แล้วถ้ามีสติปัญญาขึ้นมานะ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมารและเป็นพวงดอกไม้แห่งมาร

ถ้ามีสติปัญญาแล้ว รูป รส กลิ่น เสียงขาด รูป รส กลิ่น เสียงขาดจากหัวใจ รูป รส กลิ่น เสียงเราเท่าทันหมด เสียงก็คือเสียงติฉินนินทา รูปที่อยากได้อยากเป็นอยากไป มันไม่เอาหมด มันวางหมดไง

ถ้าวางหมดเป็นกัลยาณชน รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ถ้าเรามีสติปัญญาเท่าทันแล้ว รูป รส กลิ่น เสียง เก้อๆ เขินๆ เลย เสียงก็คือเสียง รูปก็คือรูป มันจะมีอำนาจเหนือใจเราได้อย่างไร นี่มันจะมีสติปัญญาแก้ไข แล้วจะทำความสงบของใจได้ง่ายขึ้น

แล้วทำความสงบของใจแล้วฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญาไปเรื่อยๆ ปัญหานี้จะแก้ไขได้ แต่จะมีปัญหาข้างหน้าไปตลอดทาง

ปัญหาข้างหน้าไปตลอดทางเลย เพราะครอบครัวของมาร หลานของมัน ลูกของมัน พ่อแม่มัน เดี๋ยวจะเจอปู่ย่าตายายมันชัดเจนมาก เพราะเราเป็นนักรบ เราเป็นศากยบุตร เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุททธเจ้า เราจะเข้าไปเจอพุทโธ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับกลางหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น เอวัง