เทศน์พระ

กิเลสว่า

๘ พ.ค. ๒๕๖๗

กิเลสว่า

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสดงธรรมโง่หรือฉลาดเท่านั้น

ถ้าผู้แสดงธรรมฉลาด ฉลาดในกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน อย่าให้มันเวอร์ อย่าให้มันอวดดี อย่าให้พูดจาข่มขู่เขา

ฟังธรรมๆ ธรรมจากสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นมีหัวใจลงในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถ้ามันไม่มีหัวใจที่ลงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันคิดว่ามันยิ่งใหญ่ มันมีอำนาจวาสนา

ทั้งๆ ที่เราเกิดเป็นมนุษย์จริงตามสมมุติๆ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ เพราะมนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐ ปี ๑๐๐ ปีนี้เป็นผู้ที่แสวงหาคุณงามความดีใส่หัวใจของตน แล้วถ้าผู้ที่บาปอกุศลในหัวใจของตนนะ มันจะมาสร้างเวรสร้างกรรม

เทวทัตธรณีสูบไปสดๆ ร้อนๆ เลย เกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างกรรม อยู่ใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดเป็นญาติกันโดยสายเลือด ประพฤติปฏิบัติเป็นลูกศิษย์ นี่โดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจที่มันบีบคั้นในหัวใจอันนั้น มันเหยียบย่ำทำลาย ชีวิตอายุขัยหนึ่งๆ คนเราสร้างคุณงามความดีของตน กลับมาสร้างบาปอกุศลของตน ธรณีสูบสดๆ ร้อนๆ เลย

แต่ถ้าเราจะเอาความดีความงามของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์จริงตามสมมุติ จริงตามสมมุตินะ มาบวชพระๆ มันก็เป็นสมมุติสงฆ์ๆ สงฆ์โดยสมมุติ มันเป็นของสมมุติทั้งนั้นน่ะ

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆ

ห้ามเชื่อเพราะเขาว่า เขาคือกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตนมันว่า ไม่ใช่เราว่า

ถ้าเราว่าๆ เราต้องทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าทำความสงบของใจเข้ามาก่อน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอันนั้น ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงอันนี้ เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้าเราลงในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเคารพบูชานะ มันเห็นคุณค่า

ถ้าคนที่เป็นธรรมๆ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนา สังคมร่มเย็นเป็นสุข สมณะชีพราหมณ์มีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติ และสมณะชีพราหมณ์ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม ถ้ามีดวงตาเห็นธรรม เห็นไหม

เวลาพระเจ้าพิมพิสารสัญญาไว้กับเจ้าชายสิทธัตถะไง ถ้าตรัสรู้ธรรมแล้วให้กลับมาสอนด้วย สัญญากันไว้

นี่เหมือนกัน เวลาชาวพุทธๆ อุบาสก อุบาสิกา เขาหวังพึ่งๆ ไง เวลาเกิดมาทั้งชีวิตหนึ่ง ชีวิตหนึ่งมันมีความทุกข์ความยากขนาดไหน เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง จะสร้างบุญสร้างกุศลของตนเพื่อให้มีอำนาจวาสนาของตนขึ้นมา เห็นไหม เช้าทำบุญตักบาตร

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระๆ เป็นนักรบ เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เช้าออกมาบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง

นี่เขาว่าทั้งนั้น มันสมมุติทั้งนั้น

มีศรัทธาความเชื่อพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ สึกหาลาเพศไปก็เป็นฆราวาส ความเป็นสมณสงฆ์ ความเป็นสงฆ์โดยสมมุติมันจีรังยั่งยืนมากน้อยขนาดไหน ถ้ามันจีรังยั่งยืนมากน้อยขนาดไหน ก็เขาว่าอีกล่ะ ก็มันเขาว่าตลอดไปไง

รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง

ถ้าเขาว่าๆ กาลามสูตรๆ ห้ามเชื่อๆ

แล้วนี่ก็เหมือนกัน กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันไปยึดมั่นถือมั่นของมัน มันก็เขาว่าทั้งนั้นน่ะ มันจะเป็นอย่างนั้นๆๆ แล้วเป็นไหม

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในใจของตนจะไปถามใคร

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สันทิฏฐิโก รู้เองโดยชอบ ความชอบธรรมอันนั้น แล้วเป็นสัจธรรมอันนี้

เวลาคนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมีบุญและบาปเท่านั้นที่ติดหัวใจดวงนี้ไป บุญและบาปเท่านั้น สมบัติพัสถานสิ่งใดเป็นประวัติศาสตร์ ทิ้งไว้กับโลกนี้ทั้งนั้น รอให้นักวิทยาศาสตร์เขามาศึกษาค้นคว้า แต่ไอ้จิตที่มันเกิดมานี่ เขาว่านี่ ชั่วอายุขัยนี้ มันมาสร้างคุณงามความดีไว้มากน้อยขนาดไหน แล้วมันก็ต้องไปตามเวรตามกรรมของมันทั้งสิ้น

เวลาประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงนะ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน อีก ๗ ชาติ มันรู้ได้อย่างไร แล้วไปเกิดบนพรหมรู้ได้อย่างไร

เกิดเป็นพรหม อนาคามี ๕ ชั้น สุทัสสา สุทัสสี นี่เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี แล้วถึงที่สุดแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไป รู้ได้อย่างไร พรหมปุถุชนกับพรหมอนาคามีมันแตกต่างกันอย่างไร

ถ้ามันรู้จริงขึ้นมาในหัวใจนะ มันมีอะไรแตกต่างกัน มันมีอะไรเป็นที่ให้เคลือบแคลง มีความสงสัย มันเป็นอย่างไร นี่ถ้ามันเป็นจริง

ถ้ามันไม่จริงน่ะสิ มันไม่เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา มันเป็นที่ว่าเขาว่าๆ เขาว่าก็ร่ำลือมาไง

นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง เวลาท่านบวช ท่านได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณของหลวงปู่มั่นตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็กๆ

นั่นเขาว่า เขาว่าทั้งนั้นน่ะ แต่มันก็มีศรัทธาความเชื่อ

เห็นไหม เขาว่า เขาว่ามันเป็นสมมุติ สมมุติบัญญัติๆ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นน่ะธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ข้อเท็จจริง แต่เป็นข้อเท็จจริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์

“อานนท์ เราเอาแต่สมบัติเราไปเท่านั้น ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเธอๆ

เป็นกิริยาไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า มันเป็นกิริยาของธรรม สัจธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นน่ะของจริง ของแท้ และดั้งเดิม แล้วเวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ท่านแสดงธรรมๆ กิริยา คือวิธีการ อาการของใจที่มันออกมา

แล้วเราก็ศึกษาๆ อย่างนั้นน่ะ ศึกษาประพฤติปฏิบัติขึ้นไปไง ถ้าให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตนไง ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน มันจะเป็นสมบัติของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของผลของวัฏฏะ นี่สมมุติบัญญัติ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ แล้วมีอะไรคงที่ อะไรมั่นคงถาวร ดูยศถาบรรดาศักดิ์สิ หัวโขนๆ ถึงเวลาแล้วเกษียณก็จบครับ เวลามันเปลี่ยนแปลงไปโดยระบบไง แล้ววิวัฒนาการของสังคมของโลก ต่อไปเขาใช้ระบบคลาวด์ ไม่ต้องมีอะไรเก็บไว้บนโลกนี้เลย แต่ของเขาค้นคว้าได้

แล้วของเราล่ะ

เขาว่าๆ ทั้งนั้นน่ะ

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่น เห็นไหม เขาว่า เขาว่าองค์หลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์ เวลาท่านจะออกประพฤติปฏิบัติ ท่านก็มุ่งหน้าไปหาหลวงปู่มั่นไง

เวลาหลวงปู่มั่น ข้อเท็จจริงในใจของหลวงปู่มั่นไง

มาหาอะไร มาหานิพพานใช่ไหม นิพพานไม่ใช่อยู่ในต้นไม้ภูเขาเลากา ไม่ใช่อยู่ในตำรับตำรา

ทั้งๆ ที่ตำราสอนเรานิพพานนั่นน่ะ แต่มันไม่อยู่ในตำรับตำรา เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เวลาจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา ท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน เวลาศึกษามาแล้ว แล้วปฏิบัติพร้อมกัน มันจะเตะมันจะถีบกัน การศึกษามาใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ด้วย ไม่ให้มันออกมา แล้วทำให้เป็นความจริงขึ้นมา พอเป็นความจริงขึ้นมา เรารู้เอง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก นี่ภาคปฏิบัติ ถ้าภาคปฏิบัติเป็นความจริงๆ เห็นไหม

เขาว่าๆ มันก็เป็นข้อเท็จจริงเพราะเป็นสมมุติบัญญัติ เราเกิดมาจริงตามสมมุติ จริงๆ นะ แต่สมมุติ ก็เขาทั้งนั้นน่ะ ไม่ใช่ของเราเลย ที่มันได้มาๆ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เพราะได้สร้างคุณงามความดีมาถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์แล้วมีวาสนาด้วย

ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่ได้บวชเป็นพระ ไม่ใช่เป็นนักรบ เหยียบแผ่นดินผิด

เกิดมาได้พบได้เจอยังไม่รู้จัก มองข้ามมันไป ไปเห็นอะไรก็ไม่รู้ที่มันยิ่งใหญ่ อยากมียศถาบรรดาศักดิ์ อยากจะครองโลก อยากจะมีอำนาจวาสนา ไร้สาระเลย

นักรบรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน รบกับพญามาร รบกับเจ้าวัฏจักร แล้วถ้ามันมีสติ มีอำนาจวาสนาขึ้นมา แค่ทำความสงบของใจนี่แหละ สัมมาสมาธิ สมถกรรมฐาน

เวลาถ้าวงกรรมฐาน พระปฏิบัติยิ่งใหญ่ องค์กรมันเข้มแข็ง ไม่มีใครติใครเตียน ไม่กล้า แต่เวลาองค์กรนั้นมันสั่นคลอนขึ้นมา เห็นไหม พุทโธๆ มันแค่เป็นสมถะ มันเป็นสมาธิ แก้กิเลสไม่ได้

แล้วใครบอกมึงว่าแก้กิเลสได้ล่ะ ใครบอกมึง สมาธิแก้กิเลสที่ไหน แต่ไม่มีสมาธิมันจะเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาได้อย่างไร ไม่มีสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ามันเกิดขึ้นได้ มรรค ๘ สัมมาสมาธิอยู่ในมรรค ๘ ถ้ามันขาดไป

จนมีหลับตาลืมตามันบอก มรรค ๗ ก็ได้ไม่ต้องมีสมาธิ

มันเป็นไปได้อย่างไร

เขาบอกมรรค ๗ ก็บรรลุธรรมได้ ไม่ต้องมีสมาธิ

กล่าวตู่พุทธพจน์นะน่ะ เห็นตรงข้ามกับธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นตรงข้าม เป็นจริงขึ้นมาไม่ได้

แต่เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ทำสมาธิๆ หลับตาลืมตา ที่บอกว่า ไอ้พวกหลับตาทำสมาธิไม่ได้ ไอ้พวกลืมตาจะเป็นสัมมาสมาธิ

แล้วลืมตาได้อะไรขึ้นมา เพราะอะไร เพราะทำสมาธิไม่เป็นไง

ถ้าวงกรรมฐานเข้มแข็ง รู้จักที่มาที่ไป รู้จักเริ่มต้น ท่ามกลาง ที่สุด ถ้าเริ่มต้นตั้งลำไม่ได้ เริ่มต้นเข้าปากซอยไม่ได้ เริ่มต้นฝึกหัดพื้นฐานของตนเองไม่ได้ มันจะเกิดท่ามกลางขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นมันก็ล่มปากอ่าว เริ่มต้นก็ล้มลุกคลุกคลาน การปฏิบัติยาก ยากตรงคราวเริ่มต้นนี้

นี่ไง ถ้าทางวงการศึกษาก็อนุบาลไง อนุบาล ๑ อนุบาล ๒ อนุบาล ๓ ไม่ต้องทำอะไร ไปนอนไปกิน ไปนอนกินฝึกวุฒิภาวะเท่านั้น ไม่ต้องรับไม่ต้องรู้อะไร ขอให้ไปนอนไปกิน ให้รับรู้ความเป็นตัวตนความเป็นมนุษย์นั่นล่ะ

นี่ก็เหมือนกัน ทำความสงบของใจๆ ทำอย่างไร

เวลามันวูบวาบ วูบวาบไปตามสัญญาอารมณ์ก็ตื่นเต้น ก็มหัศจรรย์ มันเรื่องไร้สาระ แต่ก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น เริ่มต้นจากความเป็นมนุษย์ เริ่มต้นจากจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าไม่เริ่มต้นจากจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จะไปแก้จิตได้อย่างไร จะไปแก้ผลการไม่รู้ในจิตใต้สำนึกได้อย่างใด

ฉะนั้น เริ่มต้นๆ มันแสนทุกข์แสนยาก แสนทุกข์แสนยากขนาดไหน เพราะอะไร

ปุถุชนคนหนา ไม้ดิบๆ ไง ทำอย่างใดมันก็ทิ่มแทงตัวเองทั้งนั้นน่ะ ทำอย่างไรก็ทิ่มแทงตัวเอง แล้วตัวเองก็บิดพลิ้วอยู่อย่างนั้นน่ะ จะบิดพลิ้วไปให้ได้ไง บิดพลิ้วตลอดเวลาในการประพฤติปฏิบัติของตนไง

เขาว่า เพราะอะไร เพราะมันไม่มีความจริง เพราะมันไม่จริงมันถึงบิดพลิ้ว บิดพลิ้วเพื่ออะไร บิดพลิ้วเพื่อปกป้องกิเลสไง บิดพลิ้วเพราะความเห็นผิดไง บิดพลิ้วเพราะมันเข้ารูปเข้ารอยไม่ได้ไง แล้วมันก็บิดไปๆ ไง บิดไป เขาว่าๆๆ

ก็มึงไม่รู้ มึงไม่รู้ ไม่มีสัจจะไม่มีความจริงเลย นี่เพราะเขาว่า อ้างเขาว่าๆ แล้วความรู้สึกนึกคิดก็เขาว่า

นี่ไง ความคิดไม่ใช่จิต จิตเป็นธาตุรู้ ความคิดเป็นสัญญาอารมณ์ อารมณ์ความรู้สึกเกิดจากจิต

ถ้ามันเกิดจากจิตแล้วเกิดจากอะไร

ก็เขาว่า เขาว่าเพราะพันธุกรรมของจิต จริตนิสัยของตน จริตนิสัยของตนแตกต่างกันไป แม้แต่แค่อาหาร อาหาร ความชอบก็แตกต่างแล้ว แค่เราเกิดเป็นชาวไทยแต่ละภูมิภาค ความชอบก็แตกต่างกันแล้ว ถ้าเป็นทางอีสาน ส้มตำ ถ้าเป็นทางใต้ เขาก็บูดูของเขา ถ้าทางเหนือก็แคบหมูนั่นน่ะ ถ้าภาคกลาง ต้มยำกุ้ง

นี่แตกต่างกันไป ความชอบแตกต่างกันไป แค่อาหารนะ แล้วพูดถึงผ้าผ่อนแพรพรรณก็แตกต่างกันไป แล้วอะไรเป็นของถูกต้องล่ะ

ฉะนั้น เขาว่า เขาว่าคือเขาว่า กิเลสในใจของตนแตกต่างหลากหลายนัก ฉะนั้น ทำความสงบของใจเข้ามา เห็นไหม สัมมาสมาธิเป็นสากล

ในลัทธิทุกลัทธิศาสนาเขาว่าเขาทำสมาธิ เขาภาวนาปฏิบัติของเขา

มิจฉาสมาธิทั้งนั้น อภิญญาการรู้วาระจิต การรู้ส่งออก บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณไง ไม่ใช่มรรค ๘ อดีตอนาคต

บุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกอดีตชาติได้ นี่วิชชา ๓ ของพระอรหันต์ แต่นี่มันเป็นพื้นฐาน บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ถ้าไม่เข้ามาสู่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา มรรค ๘ ต่างหาก มรรค ๘ มรรค ๘

มรรค ๗ ก็ได้ไม่ต้องมีสัมมาสมาธิ

ไม่มีสัมมาสมาธิ จิตใจไม่มีมาตรฐาน จิตใจ พื้นฐานของภวาสวะของจิตของตนไม่มีมาตรฐาน ไม่มีสัจจะไม่มีความจริงที่สามารถจะดำรงความเป็นอริยภูมิได้ เป็นไปไม่ได้

ถ้ามันดำรงอริยภูมิ อริยภูมิเป็นอย่างไร เริ่มต้นจากตรงไหน

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

นี่ไง ถ้าวงกรรมฐานเข้มแข็ง ภาวนาเป็น แค่ภาวนาเป็นมันก็รู้แล้ว มรรค ๘ เป็นอย่างไร แล้วมรรค ๘ ประกอบไปด้วยอะไร ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ สมาธิชอบ สติชอบ สติยังมีชอบและมิจฉาเลย สติน่ะ

แล้วนี่บอก สติสมมุติ สติตัวจริง

มันยิ่งเขาว่ามากเข้าไปใหญ่เลย เพราะธรรมดามันก็ว่าสมมุติบัญญัตินี่ก็เขาว่าอยู่แล้ว เพราะมันเป็นสมมุติ บัญญัติ บัญญัตินี่กิริยาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลามันเป็นจริง มันเป็นจริงในใจของเรา ถ้าเป็นจริงในใจของเรา เห็นไหม

หลวงปู่มั่นบอกไว้เลย ถ้าประพฤติปฏิบัติไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ ปริยัติปฏิบัติอันเดียวกัน ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับจิตใจของคนที่บรรลุธรรมอันเดียวกัน ถ้าไม่อันเดียวกันมันต้องสงสัย

ถ้าสงสัย เราศึกษามา แล้วเราจะค้านตำรา ค้านทฤษฎีตลอดไปไหม ถ้ามันไม่ใช่อันเดียวกัน มันก็ต้องค้านไง ๙ ประโยค แล้วเวลาบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ปริยัติกับปฏิบัติมันจะเกิดสงครามไหม มันจะต่อสู้กันไหม มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงแล้วอันเดียวกัน

แต่เพราะเราเรียนจบ ๙ ประโยค นี่เขาว่า เพราะที่ศึกษามานี่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น ธรรมและวินัยเป็นศาสดา ไปท่องจำสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะชาวพุทธเราทั้งสิ้น จะศึกษามาขนาดไหน เพราะศึกษานี่เขาว่า เขาว่าคือทฤษฎี กิเลสนี้ของเรา แล้วเราก็ว่างเปล่า จับต้องสิ่งใดไม่ได้

แต่ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา

เขาว่า นี่สมมุติสงฆ์ เป็นสงฆ์ตามสมมุติ เวลาถ้าสึกหาลาเพศไปก็เป็นฆราวาส

นี่จากฆราวาสนะ สงฆ์ยกเข้าหมู่ พอยกเข้าหมู่เข้ามาเป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์ เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นอริยสงฆ์ แล้วอริยสงฆ์มันเกิดขึ้นตรงไหน

ปุถุชน กัลยาณชน

เวลาบวชขึ้นมา บวชแต่ร่างกายนี้ บวชมาตามธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกต้องชอบธรรมตามธรรมและวินัย แล้วกฎหมายชาวพุทธ กฎหมายในพระพุทธศาสนารองรับ นี่จริงตามสมมุติๆ

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้น ถ้าทำสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน เป็นบาทฐานขึ้นมา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ตทังคปหาน มันปล่อยแล้วปล่อยเล่า ปล่อยเป็นบางครั้งบางคราว มันปล่อย เห็นไหม การปล่อยนี้เป็นการฝึกหัด เป็นการประพฤติปฏิบัติไง

การปล่อยโดยภาวนามยปัญญานี้อย่างหนึ่ง การทำความสงบของใจก็อย่างหนึ่ง

การทำความสงบของใจ จิตมันสงบ เพราะกิเลสมันสงบตัวลง คำว่า กิเลสสงบตัวลง กิเลสสงบตัวลงด้วยการเพ่ง ด้วยคำบริกรรม ด้วยใช้ปัญญาอบรมสมาธิ กิเลสมันสงบตัวลง

สงบตัวลงเพราะอะไร

เพราะเขาว่า เขาว่าธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาว่าคือเหตุคือผล คือสติปัญญา เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาระลึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เขาว่า พอเขาว่าขึ้นมาก็พิจารณา จับกิเลสในหัวใจที่มันกีดมันขวางอยู่นี่ แล้วมันด้วยเหตุด้วยผลขึ้นมา กิเลสมันอาย มันสงบตัวลง สงบตัวลงมันก็สงบไง พอสงบ เห็นไหม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

สงบด้วยการเพ่ง สงบด้วยปัญญาอบรมสมาธิ สงบโดยความสงบให้เป็นสมถะ เป็นสมาธิ

ที่สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ แต่ถ้ามันไม่สงบ สิ่งที่มันไม่สงบเพราะอะไร เพราะกิเลสมันฟุ้งมันซ่าน กิเลสมันต่อมันต้าน

กิเลสเป็นตัณหาความทะยานอยาก สมุทัย พอสมุทัยถ้ามันมีกำลังของมัน มันพลิกมันแพลงของมัน มันสงบไม่ได้ มันทุกข์มันยาก มันฟุ้งมันซ่าน แล้วถ้ามันเกิดปัญญามันก็ปัญญากิเลสไง

ถ้าจิตมันสงบ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ แต่ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นไหม ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาเพราะอะไร

เพราะมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน สัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน สิ่งที่เป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน

จิตเป็นอย่างไรๆ

จิตถ้ามันสงบแล้ว จิตถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกายๆ มันกระเทือนกิเลส ถ้ามันกระเทือนกิเลส เวลาใช้ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มันจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา มันจะรู้ชัดๆ เลย ยิ่งถ้า ๙ ประโยคยิ่งยอดเยี่ยมเลย

เพราะมันรู้ว่าถ้ามันจบ ๙ ประโยคมาด้วยทางวิชาการอย่างไร แล้วเวลาถ้ามันใช้วิปัสสนา ปัญญาที่มันเกิดจากภาวนามันจะแตกต่างกันอย่างไร เพราะ ๙ ประโยคที่มันรู้มาแล้ว เขาว่าๆ มันแก้กิเลสไม่ได้ มันคันในใจ มันทุกข์ในใจ กิเลสมันบีบมันคั้นในใจ แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในตู้พระไตรปิฎก จำมาก็อยู่ในขันธ์ ๕ อยู่ในสัญญาความจำได้หมายรู้ มันก็แก้กิเลสไม่ได้ มันก็เก้อๆ เขินๆ มันเลยสงสัยในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เพราะเขาว่า

แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา มันพิจารณาของมัน มันเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา มันมีความรู้แตกต่าง เพราะถ้าเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันจะชำระล้างกิเลส ที่มันพิจารณาให้เท่าทันใน รูป รส กลิ่น เสียง ให้เท่าทันรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เท่าทันธาตุ ๔ ธาตุที่ว่าเป็นกายที่ยึดมั่นถือมั่น พิจารณานะ เวลามีสติปัญญาแล้วมันปล่อยวางๆ เห็นไหม ชัดๆ

สมมุติบัญญัตินี่เขาว่า ภาวนามยปัญญา เราใช้สติปัญญาของเรา พิจารณาแก้ไขของเรา เวลามันปล่อย เห็นไหม มันทั้งที่มาก็แตกต่างกัน ที่มาของปัญญาอบรมสมาธิคือวิทยาศาสตร์ คือสามัญสำนึก คือตรรกะ คือความคิดของมนุษย์ แต่มนุษย์ทำสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน สมถกรรมฐาน มันมีฐานที่ตั้ง

จิตเป็นอย่างไรๆ หลวงปู่มั่นถาม จิตเป็นอย่างไร

ถ้าจิตมันสงบระงับแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้นมา นี่คือพระกรรมฐาน

คือผู้ที่เขาว่าๆ ที่เป็นสมมุติบัญญัติๆ แล้วปฏิบัติเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันเป็นความจริงในหัวใจของตน เวลามันพิจารณาไป เวลามันสมบูรณ์แบบของมัน คือมันสมดุลในทางสายกลางพระพุทธศาสนามันก็ปล่อย ชั่วคราวๆ เพราะมันแก่นของกิเลส เว้นไว้แต่ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ผู้ที่สร้างสมบุญญาธิการมา

ไอ้ของเรา เราสร้างสมบุญญาธิการของเรามาขนาดนี้ มีอำนาจวาสนา มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วมีโอกาสได้บวช โอกาสได้บวชนี้สำคัญมาก หลายๆ คนอยากเป็น อยากทำ แต่ไม่มีโอกาส เพราะกรรมของสัตว์มันบีบคั้น

แต่ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา มาบวชเป็นพระ นี่โอกาสเต็มๆ เลย แล้วโอกาสเต็มๆ แล้วมันอยู่ที่อำนาจวาสนาของตนที่จะเอาจริงเอาจังมากน้อยขนาดไหน

แล้วเวลาพิจารณาไปนะ เวลามันปล่อยๆ พอมันปล่อย ถ้าอ่อนแอ บรรลุธรรมๆ

บรรลุธรรมมันเสื่อมหมดน่ะ เพราะมันไม่มีขณะ เพราะมันไม่ดับทุกข์ มันไม่นิโรธไง ไม่อกุปปธรรม

สพฺพ ธมฺมา อนตฺตา

ใช่ ธรรมะเป็นอนัตตาทั้งสิ้น แต่ถ้ามันอกุปปธรรม ผลของวิปัสสนาญาณ นิโรธ อกุปปธรรม ไม่เคลื่อนไหว ไม่เคลื่อนที่ เป็นข้อเท็จจริงของมัน ถ้าข้อเท็จจริงอย่างนั้น เห็นไหม เวลาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เวลาขณะ นิโรธ เป็นข้อเท็จจริงอันนั้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริงอันนั้น

มันจะ ๙ ประโยค ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา เขาว่าๆๆ ทั้งนั้น แต่เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา นี่ข้อเท็จจริงในใจของตน ถ้าข้อเท็จจริงในใจของตน นี่สันทิฏฐิโก ชัดๆ แล้วมันจะหวั่นไหวไปกับอะไร

แล้วเวลาหลวงปู่มั่นท่านบอกไง ถ้าประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง ปริยัติปฏิบัติอันเดียวกัน

พระไตรปิฎก สิ่งที่ว่าเป็นธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีการคลาดเคลื่อนผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น ไอ้ที่มันผิด มันผิดเพราะกิเลสของเรา ผิดเพราะกิเลสในใจของตนไม่พอใจ ไม่สมดังใจปรารถนา

สิ่งใดที่มันไม่สมความปรารถนา บอกว่า นี่แต่งเติมเข้ามา ถ้าอันใดมันถูกใจ อันนี้ใช่ๆ

อันนั้นเป็นความเห็นแก่ตัว แต่ถ้าเป็นผู้ที่เป็นปัญญาชน นักปฏิบัติแล้วเขาพยายามทดสอบในใจของตน มันเป็นอย่างนั้นจริงไหม มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า แล้วที่เราทำอยู่นี่มันถูกต้องหรือไม่ ฝึกหัดของเรา ฝึกหัดของเราให้มันเป็นความจริงของเราขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงของเรามา เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่เหยียบแผ่นดินผิด

แล้วเวลาประพฤติปฏิบัตินะ ไม่วอกแวก บิดเบือนไปตามกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก สมุทัยที่มันชักลากไป สมุทัยๆ

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ แล้วถ้ามันทำความจริงด้วยมรรค ๘ เวลามันนิโรธ มันดับของมัน นิโรธในขณะนั้นน่ะ มันมหัศจรรย์ตรงนั้น ถ้ามันสรุป มันต้องสรุปตรงนั้น มันถึงเป็นอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ในอริยสัจในสัจจะในความจริงในพระพุทธศาสนา

ที่เรามาบวชเป็นพระ เราบวชมาแล้วเรามีโอกาสนะ เวลาชาวโลกเขาทำหน้าที่การงานไง ในพระไตรปิฎก ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ คับแคบในการประพฤติปฏิบัติ ทางของฆราวาสมันกว้างขวางสำหรับการหาอยู่หากิน สำหรับหาอยู่ที่เขาว่าๆ ระบบเศรษฐกิจทั้งนั้นน่ะ ใครมีโอกาส ใครมีสติปัญญา เป็นสมบัติสาธารณะ เขาว่า ใครจะได้ประโยชน์ไม่ได้ประโยชน์นั้นเรื่องที่อำนาจวาสนาของคน นั้นเขาว่า นั่นทางกว้างขวางของเขาคือทางโลก

ฉะนั้น เวลาฆราวาสธรรม ทางปฏิบัติทางคับแคบ คับแคบ เขามีหน้าที่การงานของเขา เขาต้องเจียดเวลาของเขามาประพฤติปฏิบัติไง

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนา เรามาบวชเป็นพระ เราจะเป็นนักรบ เราจะรบกับกิเลส

เขาว่า เพราะสมมุติสงฆ์ พอเขาว่าแล้ว กิเลสมันขี่หลังแล้วนะ มันขับไสไปเลย บวชเป็นพระแล้วจะเป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นผู้ยิ่งใหญ่

ยิ่งใหญ่ขนาดไหนมันเป็นกระแสสังคม โลกธรรม ๘ โมฆบุรุษตายเพราะลาภ โมฆธรรม ธรรมโดยโมฆะ คือว่างเปล่า คือมันไม่มี

แต่ถ้ามันเป็นธรรม เห็นไหม ในที่สงบสงัด

ถ้าในสมัยปัจจุบัน ในเมืองไทยของเรานะ อำนาจวาสนา เราก็ยกย่องหลวงปู่มั่นของเรานี่แหละ ท่านมีอำนาจวาสนาสูงส่งขนาดไหน ท่านไปยุ่งกับสังคมที่ไหนบ้าง ท่านทำตัวของท่านเป็นแบบอย่างไง ทำเป็นแบบอย่างเพราะอะไร เพราะวิหารธรรมไง ถ้ามีธรรมในหัวใจแล้วมันสงบสุขไง วิมุตติสุขๆ มันของมันอยู่แล้ว แล้วมันจะไปตื่นอะไร

เขาว่าๆ ก็ตื่นไง ตื่นโลกธรรม ๘ โมฆบุรุษตายเพราะลาภไง หวังแต่กระแสสังคม หิวแสงนั่นแหละ แล้วแสงมันคืออะไร แสงพระอาทิตย์มันจะไปขาดแคลนที่ไหนวะ ยิ่งอยู่ป่าอยู่เขา ของกูคนเดียวเลยนะมึง อยู่บนภูเขานี่ แสงทั้งหมดนะ ของกูคนเดียว ใครจะมาแย่งชิงกูวะ เออ! ไปหิวอะไร ยิ่งอยู่บนภูเขา ฉายมาเลยพระอาทิตย์ขึ้น แสงของเราคนเดียวเท่านั้นแหละ ถ้ามันมีสติมีปัญญา

แต่โมฆบุรุษตายเพราะลาภ

แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจัง สติธรรม สมาธิธรรม วิหารธรรม ทำความสงบสุข จิตสงบระงับมันมีความสุขของมัน ถ้ามีความสุขของมัน เราจะเอาข้อเท็จจริงของเรา

เราไม่ตื่นไปกับกระแสที่เขาว่าๆ ไอ้แสงสังคมต่างๆ เขาว่าทั้งนั้นน่ะ แล้วเขาว่านี่เสียดแทงใจนะ ดูสิ พระเขาต้องมีชื่อเสียง คนล้อมหน้าล้อมหลังเลย

ดารามันมากกว่านี้อีก ไปดูดาราสิ เกาหลีมา สุวรรณภูมิแทบแตก เขาไม่เป็นพระ เขาเป็นคนนะ ลิซ่าๆ มา โอ้โฮ! ตายเลย ประเทศไทยกระเทือนเลย เอ็งสู้เขาไม่ได้ เอ็งหัวโล้นๆ ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ อายเขาหรือเปล่า

น่าอาย ขยะแขยง มันตรงข้ามกับวิหารธรรม วิหารธรรมของเรา วิหารธรรมในพระพุทธศาสนา

นี่เขาว่า จิตใจเราก็เขาว่าทั้งนั้นน่ะ สมมุติบัญญัตินี่เขาว่า แล้วสมมุติ จริงตามสมมุติ ดูค่าเงินสิ เวลาค่าเงินเวลามันเฟ้อ เงินเฟ้อนี่จบเลยนะ เงินเฟ้อจนไม่มีค่า อาร์เจนตินาสองสามร้อยเปอร์เซ็นต์ เงิน ค่าเงินมันเฟ้อ เฟ้อจนไม่มีค่าเลย มันมีค่าที่ไหน นี่สมมุติ ขนาดจริงตามสมมุตินะ แล้วมีประเทศชาติ สถานะของชาติชาติหนึ่งนะ ค้ำประกันค่าเงินนั้นยังค้ำไม่ได้เลย นี่สมมุติ

นี่เขาว่า สมมุติบัญญัตินี่เขาว่าทั้งนั้นน่ะ

แต่เราว่าในหัวใจนี้สำคัญ

หัวใจของเราถ้ามีสติมีปัญญา มันเรื่องของโลกเขา แล้วหักห้ามใจของเราได้หรือไม่

ใจของเราเริ่มต้น ถ้ามันมีพญามาร ยางเหนียวมันติดกับกระแสสังคม มันติดกับโลก เรื่องของเขา เรามีสติปัญญาของเรารักษาของเราไง

เขาว่าๆ มันลากให้เราทุกข์ให้เรายากนะ แล้วเขาว่าจนถึงปัจจุบันนี้ นี่ก็ยังเขาว่าอยู่ไง เพราะสมมุติบัญญัติ สมมุติบัญญัติคือเขาว่า เขาว่าคือกิเลสหลอก เขาว่าคือกิเลสปลิ้นปล้อน แล้วกิเลสมันอยู่กับเรา แล้วดันเชื่อมันอีกต่างหาก ไม่มีสติไม่มีปัญญาไตร่ตรองเลยหรือ

สติปัญญา ถ้ามันดี มันดีกับเรา มันอยู่กับเราตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ มันมีคุณค่าอะไร ทำไมมันปล่อยวางมันไม่ได้ ทำไมมันละวางสิ่งใดไม่ได้เลย แล้วเขาว่าๆ ก็มาบิดพลิ้ว บิดให้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สมความปรารถนาของตน ให้สมความเจตนาของตน ให้สมกับแนวนโยบายของตน บีบบังคับ บิดพลิ้วให้ธรรมเป็นสมมุติตามที่กิเลสมันพอใจ

เศร้าไหม

เราจะมาแก้ไขมันนะ เราไม่ใช่มายอมจำนนกับมัน แล้วให้มันย่ำยีธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวตู่พุทธพจน์ น่าเศร้า

ทั้งๆ ที่ว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เกิดมาแล้วไม่ได้บวช ไม่ได้เป็นนักรบ เหยียบแผ่นดินผิด เรามีโอกาสขนาดนี้ แล้วเราเข้ามาสู่ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เขาว่าๆ ก็กิเลสมันหลอกไง สมมุติบัญญัติน่ะ ตัณหาความทะยานอยากมันบิดมันพลิ้วไปจนแหลกลาญ จนสัจจะความจริงหัวใจแหลกลาญ ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้ามีศรัทธาความเชื่อมั่นคงขึ้นมา ตั้งสติ จบครับ รุกรานใจเราไม่ได้ สติสมประกอบ สมถกรรมฐานเกิดจากคำบริกรรม เกิดจากปัญญาอบรมสมาธิ ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ถ้ามีสติมีปัญญายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เห็นไหม แล้วมันแตกต่างหมด แตกต่างเพราะอะไร

เพราะสุขในสัมมาสมาธิไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แน่นอน แต่จิตสงบนี้สงบโดยบริกรรม สงบโดยปัญญาอบรมสมาธิ สงบเดี๋ยวก็เสื่อมคลาย เสื่อมคลาย

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ ถ้ามันจะเกิดปัญญา มันต้องมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน พื้นฐานเวลาเกิดปัญญา งานชอบ เพียรชอบ งานชอบในการทำความสงบก็เรื่องหนึ่ง งานชอบในการวิปัสสนาก็เรื่องหนึ่ง

งานชอบในการวิปัสสนา กาย เวทนา จิต ธรรม วิปัสสนา บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ แตกต่างกันทั้งนั้น เพราะกิเลสคนละตัว กิเลสหยาบละเอียดแตกต่างกัน เวลาสติปัญญามันเท่าทัน มันเป็นสติ มหาสติ ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาอัตโนมัติ ปัญญาในการชำระล้างเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไป นั่นน่ะเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่เขาว่า เอวัง