โทษปี่
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้ถ้ามีศีลมีธรรมในหัวใจ มันชื่นบาน
เวลากิเลสมันครอบงำ มันเศร้า มันเหงา มันหงอย มันหว้าเหว่ มันทุกข์ยาก แค่นี้หรือเป็นความทุกข์
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตออกจากร่างไปทุกข์กว่านี้ เวลาไปเกิดเป็นภพชาติใด อบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ดูวัวดูควาย เวลาเขามาเข้านิมิตครูบาอาจารย์ไง
เกิดเป็นวัวเป็นควายมันทุกข์มันยาก ต้องทำหน้าที่การงานเอาใจเจ้านาย เวลาเจ้านายโมโหโกรธาขึ้นมาก็เฆี่ยนเอาๆ เวลาเขาไม่พอใจเขาก็เชือด บัดนี้ตายแล้ว เวลาถ้าเขาเอาเนื้อมาเพื่อทำบุญกุศล ขอให้ขบให้ฉันให้หน่อย เพื่อบุญกุศลของตน เพราะเห็นมนุษย์ไง มนุษย์มีกฎหมายคุ้มครอง มนุษย์ไม่รังแกกันเหมือนสัตว์ สัตว์จะดื่มจะกินก็ไม่ได้ดั่งใจ ถ้าเขาผ่อนเชือกก็ได้กิน ถ้าเขาไม่ได้ผ่อนเชือกก็ไม่ได้กิน
เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันทุกข์กว่านี้
ว่ามันเหงามันหงอย มันทุกข์มันยาก
มันเหงามันหงอย มันทุกข์มันยาก เพราะอะไร เพราะเราปล่อยปละละเลยไง
มีสติมีปัญญาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมานะ
เวลาฆราวาสเขาไปวัดไปวาขึ้นมาด้วยศรัทธาด้วยความเชื่อ หวังบุญหวังกุศลเพื่อเป็นที่พึ่งที่อาศัย ไอ้เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระๆ เป็นพระที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลากิเลสมันครอบงำขึ้นมา มันไม่เห็นตัวมันเองเลย มันชี้นิ้วโทษคนอื่นหมดเลยไง
โดยทางสังคมไง เกิดมาพ่อแม่ก็ไม่รัก เกิดมาสังคมก็ทอดทิ้ง เกิดมาไม่มีใครคุ้มครองดูแลเลย เกิดมาเป็นมนุษย์มันทุกข์มันยากขนาดนี้
ทั้งๆ ที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ นี่แหละ แต่กิเลสมันครอบมันงำไง มันขาดสติไง มันโดยจริตนิสัยไง มันไม่เคยคิดถึงชีวิตการเกิดเป็นมนุษย์นี้เลยไง
ถ้ามันเกิดเป็นมนุษย์แล้วภูมิใจ เทวดา อินทร์ พรหมเขายังอิจฉาเลย เทวดา อินทร์ พรหมนะ เวลาเขาเป็นสัมมาทิฏฐินะ มาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาฟังเทศน์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง
มนุษย์มีกายกับใจๆ ไอ้ร่างกายที่เหม็นเน่านี่แหละ ไอ้ที่ว่าเหม็นคลุ้งนี่แหละ แต่ว่ามันต้องการอาหารไง ถ้ามันหิวมันกระหาย มันทุกข์มันยากขึ้นมา มันก็เตือนแล้ว นั่นล่ะธรรมมันเตือน แต่คนที่ขาดสติขาดปัญญาไม่ได้ประโยชน์สิ่งใดๆ เลย
เพราะเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เขาทิพยสมบัติของเขา นึกสิ่งใด ปรารถนาสิ่งใดก็สมความปรารถนาตลอดไป เว้นไว้แต่เวลาหมดอายุขัยไง สิ่งที่ว่าเป็นทิพยสมบัติๆ มันจะจางหายของมันไป เพราะหมดอายุขัยไง เวลาขาดอาหารมันก็ต้องดับขันธ์ไปไง ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง
มนุษย์มีกายกับใจๆ เขาบอกว่านั่นน่ะมีสมบัติที่มีคุณค่า
แต่ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ไง คิดทางวิทยาศาสตร์ไง เราปัจจัยเครื่องอาศัยต้องปากกัดตีนถีบ ต้องแสวงหา ต้องมันทุกข์มันยาก
มันทุกข์มันยากก็มันเตือนมึงไง เตือนมึงน่ะ เตือนมึงให้รู้จัก ว่าเป็นธรรมๆ เพราะอะไร
สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ดูเศรษฐีสิ มหาเศรษฐีสิ เขาก็กินอยู่เหมือนเรานี่แหละ แต่ว่าอาหารเขาประณีตหรือไม่ประณีตนั่นอีกเรื่องหนึ่งไง นี่ไง ปัจจัยเครื่องอาศัยๆ ไง ถ้ามันเป็นธรรมๆ มีสติมีปัญญาเข้ามาไง
แต่เพราะมันขาดสตินี่ไง โทษเขาไปทั้งนั้นน่ะ พ่อแม่ก็ไม่รัก พี่น้องก็ไม่เอา สังคมยิ่งผลักไส มันโทษเขาไปหมดน่ะ ทั้งๆ ที่เกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์นะ แต่มันขาดสติขาดปัญญาไง
มีสติมีปัญญานะ เจ้าชายสิทธัตถะไง เป็นกษัตริย์นะ ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เขายังมีสติปัญญานะ มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
ไม่มีใครไปเตือนเขาเลย ไม่มีใครไปบอกอะไรเขาเลย แต่ด้วยวาสนาของท่านไง
ไอ้ของเรา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดา ศาสดาเตือน ศาสดาบอกไว้ตลอด การเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ๆ แต่เวลาเกิดไปแล้วด้วยบุญด้วยบาปของแต่ละบุคคลไง ไปเกิดเป็นเจ้าชายสิ ยิ่งจะได้ครองราชย์ อู้ฮู! คนเอาอกเอาใจเต็มไปหมดล่ะ
เขาเอาใจเพื่ออะไร
เขาหวังผลไง
เวลาคนรอบข้าง คนที่มีสติปัญญาเขาฟัง แต่เขาวินิจฉัยว่ามันถูกหรือมันผิด มันเป็นโลกหรือเป็นธรรม
นี่ก็เหมือนกัน จะโทษปี่ โทษกลอง โทษเขาไปทั้งนั้นน่ะ ไม่เคยโทษตัวเองเลย
แต่ถ้ามันโทษตัวเอง เห็นไหม โทษตัวเอง โทษใคร นี่ไง เราเกิดมา อวิชชา เกิดมาเพราะมีอวิชชา มีพญามาร มีกิเลสครอบงำหัวใจของตน ความได้เกิดเป็นมนุษย์ได้มีบุญมีกุศลของเรา ดูสิ พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย
เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไง จะบุญสร้างบุญกุศลมามากน้อยขนาดไหนก็ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วนี่ไง แต่การเกิดเป็นมนุษย์มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนไง ถ้ายังมีวาสนา เขาคร่ำครวญ ทางฆราวาสเป็นทางคับแคบ
เวลามีสติมีปัญญาขึ้นมา อยากประพฤติปฏิบัติไง หาเวลาก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ไม่ได้สักอย่าง เห็นไหม ทางฆราวาสเป็นทางคับแคบ
เราเองมีวาสนา เราได้ละการเป็นฆราวาสมาบวชเป็นพระ สมมุติสงฆ์ๆ เวลาบวชขึ้นมา อุปัชฌาย์ก็บอกแล้วไง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ รุกฺขมูลเสนาสนํ อุปัชฌาย์ก็ให้อาวุธมาแล้ว เขาก็สอนมาหมดแล้ว ทำอะไรอยู่วะ ทำอะไรอยู่ อุปัชฌาย์ก็ให้มาหมดแล้ว
แล้วอุปัชฌาย์ เวลาบวชแล้วต้องถือนิสัยอุปัชฌาย์ ถ้า ๕ ปีแล้ว ๕ พรรษาขึ้น พ้นนิสัยๆ ถึงจะออกวิเวก ออกของตนเองได้ ถ้าอุปัชฌาย์หมดอายุขัยสิ้นไป ให้ถือนิสัยครูบาอาจารย์ ถ้าถือนิสัยครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ดีงามเขาก็คอยเตือนคอยบอกอยู่นี่ไง แต่ถ้าอุปัชฌาย์อาจารย์ สิ่งที่ได้มาเป็นสมบัติของตนไง
นี่ไง เป็นกากับหงส์ไง บวชมาเป็นหงส์เชียว เวลาเข้าหมู่ กาๆๆ ลืมเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจเลย
มีงานอะไร งานทำอะไร เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตั้งแต่เอ็งวันบวชไง อุปัชฌาย์ให้มาแล้วไง หน้าที่การงานของตนไง รุกขมูลก็ให้มาหมด อุปัชฌาย์ทุกองค์ต้องบอกกรรมฐาน ๕ แล้วหน้าที่การงานของตนไง
บวชเป็นพระไง มีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง หน้าที่การงาน ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ดูใจมันอยู่ไหม เอาใจอะไรอยู่ได้บ้าง มันดีดมันดิ้นของมันไง
“บรรลุธรรมๆ”
ธรรมอะไรของมึง ถ้าบรรลุธรรมมันต้องมีคุณธรรมในใจสิ ถ้าบรรลุธรรมนะ
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ท่านจะลงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมามันมีคุณค่าขนาดไหน เกิดก็โลกธาตุหวั่นไหว ตรัสรู้ก็โลกธาตุหวั่นไหว ปลงอายุสังขาร เวลานิพพาน โลกธาตุนี้ไหวหมดล่ะ
“ดวงตาของโลกดับแล้ว”
นี่เป็นคำพูดของพระอานนท์นะ ดวงตาของโลก โลกมีสิ่งใดติดขัดขัดข้องอย่างใดมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมามีอะไรติดขัดข้องนี่ไง
ออกพรรษาแล้วไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถูกต้องดีงามอย่างไร ประพฤติปฏิบัติขัดข้องตรงไหนบ้าง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่บอกเลยว่าไปให้สร้างวิมาร สร้างจินตนาการบ้าบอคอแตก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เห็นบอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาให้กรรมฐานไง หน้าที่ของพระๆ ไง
โทษปี่โทษกลอง โทษเขาไปทั้งนั้นน่ะ ชี้ไปข้างนอก
“พ่อแม่ก็ไม่รัก สังคมก็รังแก มาบวชเป็นพระ อุปัชฌาย์ก็ทอดทิ้ง หมู่สงฆ์ไม่เห็นมาดูแล”
เวลาครูบาอาจารย์ที่ออกวิเวกไง ที่ไหนถ้าอาหารอุดมสมบูรณ์ โอ๋ย! ที่นี่บรรยากาศดี ถ้าที่ไหนอัตคัดขาดแคลน อู๋ย! ที่นี่บรรยากาศแย่มาก โทษไปแล้ว
เราออกไปวิเวกเอง เราหาที่ของเราเอง เราฝึกหัดปฏิบัติของเราเอง ได้สิ่งใดมามันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน อำนาจวาสนาของคนมากน้อยขนาดไหน
ครูบาอาจารย์ที่ดีงามขึ้นมา มีแต่ก้อนข้าวตกบาตรก็บุญกุศลมากมายมหาศาลแล้ว ยังเดินได้ ยืนได้ นอนได้ ขยับได้ไง ยังเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาได้ นั่นน่ะบุญกุศลของตนแล้ว ถ้าบุญกุศลของตน ทำคุณงามความดีขึ้นมาให้ดีไง
ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่าถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่งไง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสัมมาสมาธิได้หนหนึ่งไง ถ้าเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาในหัวใจของตน มันยิ่งมหัศจรรย์ของตนไง
นี่หน้าที่การงานของสงฆ์ไง โทษใคร
โทษกิเลสในใจของตนนั่นแหละ โทษตัวเองนี่แหละ หน้าที่ของตนล่ะมองข้าม ตั้งแต่อุปัชฌาย์ ตั้งแต่วันบวช
แล้วก่อนบวชล่ะ
ก่อนบวชเป็นปะขาว ก็ฝึกหัดข้อวัตรปฏิบัตินี่ไง ฝึกหัดกฎกติกาในคณะสงฆ์นี่ไง แล้วมีงานอะไรอีก จะต้องไปศึกษาวิศวะ วิศวกรรมจะสร้างตึก ๕๐๐ ชั้นนู่นเหรอ จะไปสร้างอะไรขึ้นมา แล้วทำไมไม่สร้างหัวใจของตน
ศีล สมาธิ ปัญญา มันเกิดขึ้นมาได้หรือไม่
ศีล สมาธิ ปัญญา มันอยู่ในตำรับตำราเท่านั้น เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจเรา ถ้ามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ ถ้ามันตื่นรู้ในหัวใจของตน เรื่องอย่างอื่นมันเรื่องไร้สาระทั้งนั้นน่ะ
ในปัจจุบันนี้ไม่ต้องบวชพระหรอก ให้บริษัทออร์แกไนซ์มันมาจัดการได้ทั้งหมดล่ะ ไปดูโรงแรมสิ มันสร้างดีกว่าวัดอีก มันสร้างมหัศจรรย์ทั้งนั้นน่ะ นี่มันธุรกิจบริการ
สิ่งที่หน้าที่การงานของตนมันสำคัญที่สุด
มันสำคัญที่สุดตรงไหน
เอ็งเกิดมาจากไหน จิตที่เกิดในครรภ์ ในไข่ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ แล้วมันได้เกิดมาเป็นมนุษย์อยู่นี่ไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่งๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านค้นคว้ามาขนาดไหน ท่านทำของท่านมาขนาดไหน ขนาดที่ว่าพระพุทธศาสนานะ เวลาเผยแผ่ไปในที่ไหนนะ โอ๋ย! มันชื่นบาน เมืองหลวงแห่งพระพุทธศาสนาคือกรุงเทพพระมหานครนี่
แล้วครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ท่านเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นกรุงเทพมหานคร หรือมันเป็นในพุทธะ หรือมันเป็นไปในหัวใจนั้น
แล้วเราจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเกิดมาแล้วไง เกิดด้วยอำนาจวาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มีผู้มีบุญมีกุศลนะ
ไอ้ขี้กลาก ทำอะไรก็ไม่เป็น แล้วจะมาคิดว่า แหม! จะมาส่งเสริมศาสนา ไอ้ขี้กลาก
ความจริงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเป็นผู้ทรงศีล นักพรตนักบวชเป็นผู้มีศีล มีศีลคือไม่กะล่อน ไม่ปลิ้นปล้อน ไม่พลิกลิ้น ถ้ามันกะล่อน มันปลิ้นปล้อน มันพลิกลิ้นนะ มันผิดที่หัวใจแล้ว
กุศล อกุศล ถ้ามันซื่อสัตย์สุจริตขึ้นมา มันเป็นพื้นฐาน มันเป็นพื้นฐานนะ จะโทษเขาทั้งหมดน่ะ อุปัชฌาย์ก็ไม่รัก อาจารย์ยิ่งไม่เอาไหนเลย มองข้ามความสำคัญของกูไป ว่าอย่างนั้นนะ
โธ่เอ๊ย! ครูบาอาจารย์ท่านผ่านโลกมาขนาดไหน กิเลสในหัวใจของคนน่ากลัวนัก เพราะอะไร เพราะกิเลสในหัวใจของเรามันน่ากลัวที่สุด แล้วเรากว่าจะทำความสงบของใจเข้ามาได้ พูดทุกวัน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีๆ
ถ้าจิตมันเคยสงบระงับมาแล้ว มันจะกราบพระพุทธเจ้าด้วยหัวใจ ถ้ามันจะกราบพระพุทธเจ้าด้วยหัวใจ เพราะพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าเข้าถึงพุทธะในใจของตน มันจะเห็นศีลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ มันจะเห็นความสงบสงัด ถ้าทำสัมมาสมาธิ นี่เป็นข้อวัตรปฏิบัติ แล้วถ้าเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา อันนี้มันมาจากไหนล่ะ
นี่ไง มาจากพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พระพุทธคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อาสวักขยญาณทำลายหัวใจ ทำลายพญามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันประเสริฐที่สุด มันสำคัญที่สุด มันมีคุณค่าที่สุด
นี่มันมีคุณค่าที่สุด แต่ผู้ที่เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของตนไง ไม่โทษปี่ ไม่โทษอุปัชฌาย์ ไม่โทษอาจารย์ ไม่โทษคณะสงฆ์ ไม่โทษสังคม ไม่โทษว่าไม่มีใครเชิดชูบูชาเรา ไม่โทษว่าใครไม่เชื่อกูเลย ทำไมไม่ฟังเทศน์กูบ้างวะ
โทษปี่ โทษไปหมดทุกคนเลย แต่ไม่รู้จักกิเลสของตน
ถ้ามันรู้จักกิเลสในใจของตน มันโทษกูนี่ โทษตัวกู โทษความหลงระเริงของกู ไม่โทษปี่ โทษตัวเอง
เวลาโทษตัวเอง จิตสงบแล้ว สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตมันสงบระงับ มันบอกถึงพฤติกรรมของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ
เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสุดหัวใจ พระธรรมๆ มันอยู่ในหัวใจของใคร พระธรรมๆ ถ้ามันสถิตอยู่ที่ไหน ในปัจจุบันนี้มันก็สถิตอยู่ในพระไตรปิฎก นี่ไง เป็นทฤษฎี เป็นธรรมและวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไว้ นี่เราเคารพ เคารพในนาม แต่ถ้าเป็นภาคปฏิบัติขึ้นมา มันเกิดทิฏฐิ มันเกิดมานะ เรียนอะไรมาก็ว่าตัวเองมีความรู้
ความรู้ก็ทฤษฎีนั้นไง เพราะอะไร เพราะเรียนพระไตรปิฎก เรียนธรรมและวินัยจนได้ ๙ ประโยค มีความรู้ ก็ความรู้ไง ทำได้ไหม ถ้ามันทำได้ เราจะมาทำกันอยู่นี่ไง ถ้าเราจะทำอยู่นั่นน่ะ เราก็เคารพ ครูบาอาจารย์เคารพ ลงธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็เป็นความรู้ เป็นวิชาการ เราก็เคารพ แต่ความจริงล่ะ โทษใคร มันก็โทษตัวเราสิ เวลาปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง
ถ้าปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก จะโทษใคร
ย้อนกลับมาที่เรา หน้าที่การงานไง บวชเป็นพระๆ แล้วเป็นพระปฏิบัติด้วย มีข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัตินั่นล่ะเครื่องอยู่ของใจ คือถ้าใครทรง ใครกระทำ นั่นน่ะเขามีคุณค่าในตัวของเขา
มีคุณค่าในตัวของเขาเพราะอะไร
นั่นพฤติกรรม พฤติกรรมออกมาจากหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นมันเป็นธรรมๆ ทุกอย่างมันจะเป็นธรรมไปหมด
ถ้าหัวใจดวงนั้นโทษเขาๆ กูยิ่งใหญ่ ไม่มีใครฟังกูเลย เทศน์กูก็ไม่มีใครฟัง มองหน้ากูยังไม่มองเลย
หลวงตาพระมหาบัวท่านถึงได้พูดไง แค่ให้เขามองหน้าก็พอใจแล้ว
แค่ให้เขามองหน้าก็พอใจแล้ว มันก็ต้องสร้าง เห็นไหม ดูสิ ดูการประชาสัมพันธ์ เขาลงทุนลงแรงขนาดไหนเพื่อโฆษณาเขา การตลาดน่ะ การตลาด ค่าการตลาด สินค้าแต่ละตัวเท่าไร มูลค่าสินค้า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ค่าการตลาด ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วมูลค่าการกระจายสินค้า แล้วกว่าจะกำไรล่ะ มูลค่ามันเกิดจากไหนล่ะ
นี่ก็เหมือนกัน ไม่ฟังกูเลย ไม่มองกูเลย ไม่อะไร
แล้วมึงก็ประชาสัมพันธ์ไปสิ มึงก็พยายามปั่น ปั่นป่วน ปั่นของตัวเองอยู่นั่นสิ มันคืออะไรนั่นน่ะ แล้วโทษใคร
ก็โทษมึงทำไง
แต่ถ้าไม่โทษใครเลย ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สังคมไง จะทำสังคายนาๆ สังคายนาอะไร
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเคยบอกว่าจะทำสังคายนาบ้างหรือไม่
หลวงปู่มั่นท่านไม่เคยบอกว่าทำสังคายนาเลย ท่านให้ทำความสงบของใจเข้ามา
ถ้าใจเราสงบ ใจเรามีความสุข ความสงบ ถ้าสงบแล้วสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานในวิปัสสนามันจะเกิดขึ้น งานในวงกรรมฐาน
วงกรรมฐาน งานที่สำคัญที่สุดคืองานในหัวใจของตน
หลวงตาพระมหาบัวท่านถามลูกศิษย์ของท่าน “งานของตนทำบ้างหรือเปล่า งานของตนน่ะ”
ไอ้นี่งานของสงฆ์ ข้อวัตรปฏิบัตินี่ของสงฆ์ ของส่วนรวม ถ้าเราเป็นสงฆ์ที่ดีงาม เราก็รับผิดชอบ เราก็ดูแล เราก็รักษาเพื่อคณะสงฆ์ แล้วทำแล้วมันเป็นเรื่องของสงฆ์ เรื่องของวัด เรื่องของพระพุทธศาสนา ว่าพระสงฆ์ที่มีศีลมีธรรม วัดวาสะอาดสะอ้าน พระสงฆ์มีศีลาจารวัตร พระสงฆ์เป็นพระสงฆ์ที่มีคุณงามความดี กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมน่ากราบเคารพบูชา นี่ทำงานของสงฆ์ไง งานของสงฆ์คือข้อวัตรปฏิบัตินี้ไง นี่งานของสงฆ์
แล้วงานของตัวล่ะ งานของตัวทำหรือยัง แล้วทำบ้างหรือเปล่า
ถ้าทำขึ้นมาแล้วมันจะเห็นคุณค่า เห็นคุณค่านะ ไม่โทษปี่ ไม่โทษใคร
จะโทษใคร
ก็กิเลสในใจของตนไง
ถ้ามันฟื้นฟูขึ้นมา มันทำงานของตน
งานของตนทำหรือเปล่า ไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วจะให้สังคมเชิดชูบูชา ทุกคนต้องฟังเทศน์กูอย่างนี้ จะเทศน์อะไร มันเหม็นคลุ้งไปตลอดน่ะ เหม็นคลุ้งที่พฤติกรรมที่เอ็งทำนั่นแหละ
แต่ถ้ามันจริง มันเคารพ มันบูชา นี่ไง หลวงปูเสาร์ หลงวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านลงธรรมและวินัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำ หลวงปู่มั่นเป็นพระอะไร ทั้งๆ ที่หลวงปู่มั่นท่านไม่เคยประกาศเลยว่าท่านมีธรรมหรือไม่มีธรรม แต่ท่านแสดงธรรมของท่านเพื่อศากยบุตรพุทธชิโนรส เพื่อธรรมทายาท ท่านทำเพื่อคนอื่น ไม่ได้ทำเพื่อท่าน เพราะงานของท่านจบแล้ว งานของท่านกำลังพอหมดแล้ว ท่านถึงได้มาทำงานสาธารณะ งานของสงฆ์ งานของพระพุทธศาสนา เพราะท่านทำหัวใจของท่านสมบูรณ์แบบแล้ว ท่านกำลังท่านพอไง
งานของตนทำหรือยัง
ถ้างานของตนทำขึ้นมา เห็นไหม มันศีล สมาธิ ปัญญา แวววาว เพราะธรรมที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากศีล สมาธิ ปัญญา นั้นพิธีการปฏิบัติ วิธีการกระทำ วิธีการกระทำยังเถียงกันไม่จบ แล้วทำไมต้องไปเถียงกับเขา หน้าที่ของเขา เราเกิดมาเพื่อเถียงกับสังคมใช่ไหม
หน้าที่ของเรา เถียงกับใจเรานี่สิ ใจเรานี่ มึงทำไมดื้อนัก งานของตนทำขึ้นมา ถ้างานของตนทำขึ้นมา โทษใคร โทษใคร
โทษปี่ ชี้โทษเขาไปทั่ว ทั้งๆ ที่การเกิดเป็นมนุษย์ก็บุญกุศลของตน มีอำนาจวาสนาก็มาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระเพื่อการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วทำไมไม่ทำ แล้วใครทำให้
ไม่มีกำมือในเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแบตลอด
ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ขุดคุ้ยค้นคว้ามาด้วยอำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิมุตติสุขๆ
แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติไง พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลไง พระอรหันต์ก็มีค่าเท่ากับพระอรหันต์ไง พระอรหันต์คือสิ้นสุดแห่งทุกข์ไง กิเลสตัณหาความทะยานอยากสิ้นไปในหัวใจเหมือนกันไง มันจะต่างอะไรกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล่ะ ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ด้วยความชำระล้างกิเลส มันเหมือนกัน มันเท่ากัน
แล้วเราทำอะไร แล้วใครเป็นคนทำให้ โทษใคร
โทษกิเลสในใจของตน โทษสันดาน สันดานความเห็นผิด สันดานที่มันดื้อด้าน
ธรรมและวินัย สิ่งที่เป็นอาวุธ สิ่งที่สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอาวุธที่จะเข้าไปเท่าทันกิเลสในใจของตน แล้วใครเป็นคนสร้างมา ใครเป็นคนกระทำ แล้วถ้ามันทำขึ้นมาแล้ว ถ้ามันสงบระงับ อันนั้นน่ะสำคัญ เพราะพฤติกรรมมันจะแสดงออกเลย
เพราะอาหารที่เราได้เคยกิน เคยทานที่ไหนที่มันมีรสชาติอย่างไร เราก็รับรู้ได้ เกิดมาชาตินี้ไม่เคยเจอเลย พอเจอเข้าไปมันมหัศจรรย์มาก แล้วมหัศจรรย์มาก อยากได้อีกไหม ถ้าอยากได้ ทำอย่างไร
นี่ไง ครูบาอาจารย์ท่านสอนประจำไง อารมณ์ กำหนดพุทโธอย่างไร การตั้งสติอย่างไร แล้วที่มันเป็นอย่างนั้น เวลามันเป็นนะ จับต้นชนปลายไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วส้มหล่นทั้งนั้นน่ะ ฟลุก มันได้แบบฟลุกๆ ไง มันถึงไม่รู้จักชำนาญในวสีไง
ถ้ามันเป็น มันฟลุก มันส้มหล่น เราก็มาคำนวณ มาถอดแบบไง ถอดออกมาว่ามันเป็นอย่างไร ถอดกับเรานี่แหละ คนอื่นถอดไม่ได้ มันถึงปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง
งานของตนทำหรือยัง หน้าที่ของตนทำอะไร
ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระๆ นี่ไง แล้วเป็นพระปฏิบัติๆ ไง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ อุปัชฌาย์ก็ให้มาแล้ว รุกฺขมูลเสนาสนํ นี่ไง ก็เราแสวงหากันอยู่นี่ไง แล้วเราจะกระทำ แล้วจะไปโอดครวญอะไร จะไปแสวงหาอะไร
ที่สะดวกสบายในการประพฤติปฏิบัติยิ่งกว่านี้ไง
นี่ขนาดอย่างนี้ ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมายังเหงื่อไหลไคล้ย้อย ลองมีสมบัติขึ้นมาสิ บำรุงรักษาขึ้นมาก็จ้างบริษัททำความสะอาดเขามาทำให้ใช่ไหม ทุกอย่างจะให้ศรัทธาความเชื่อเข้ามาช่วยอุปัฏฐากอุปถัมภ์ใช่ไหม แล้วกูจะเป็นขุนนาง กูจะเป็นขุนนาง กูก็จะนอนแล้วกิน กินแล้วนอนสบายอกสบายใจ เอาที่ไหน
นั่นล่ะกินแล้วนอน กอนแล้วนินไง กิเลสมันจะตัวอ้วนๆ ไง โอ๋ย! พระกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ท่านจะดำเนินมาแล้ว
มันเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง นั่งที่ไหนอย่าให้รากงอก ลุกไว นั่งไว ขยับเขยื้อนได้กระฉับกระเฉง นั่นแหละพระ
พระเขาไม่มาอืดอาด แหม! ลีลา ลีลาเยอะ อยากจะเป็นเจ้าขุนมูลนาย อยากจะเป็นขุนนาง
กรรมฐานขุนนางสิ กรรมฐานขุนนางมันก็ได้ขุนนางไง
กรรมฐานในพระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญาไง แล้วพฤติกรรมมันแสดงออกเอง พฤติกรรมการกระทำของตนมันแสดงออก แสดงออกด้วยความเคยชิน ทำสิ่งใดได้อย่างนั้น ความเคยชิน ถ้าทำสิ่งใดได้อย่างนั้นไง ไม่โทษปี่ เคารพบูชาด้วย
นี่ไง พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ร่มโพธิ์ร่มไทร ถ้าร่มโพธิ์ร่มไทรที่ดีงาม เขาปกป้องคุ้มครองเราอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่รู้ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะอะไร
เพราะกิเลสมันอยากเป็นการตลาดไง ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ ฉันรักลูกศิษย์มากเลยล่ะ พระ โอ๋ย! ฉันดูแลอย่างดีเลย
มันฆ่าพระ มันทำลายพระ มันพาพระอีลุ่ยฉุยแฉก มันไม่เคยคุ้มครองดูแลพระเลย
ถ้าคุ้มครองดูแลพระนะ เวลาหลวงตาไง
ลาวิเวกไป ไปได้ยาฝิ่นมาหรือได้ธรรมอะไรมา ไปที่ไหน ไปวิเวกได้ความสงบบ้างหรือเปล่า แล้วความสงบ เข้าและออกอย่างไร ชำนาญในวสี
ไอ้ที่ไม่กล้าพูดเพราะทำไม่เป็น ทำไม่เป็น วิธีเข้าก็เข้าไม่เป็น ออกก็ออกไม่ได้ วิปัสสนา วิปัสสนาอะไร วิปัสสนึกทั้งนั้น นึกเอาเอง คาดหมายเอาเอง จินตนาการเอาเองตามแต่กิเลสมันปู้ยี่ปู้ยำ แล้วก็บอกเป็นพระกรรมฐาน
ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังที่ไหน จะโทษใคร ไม่โทษใครทั้งนั้นน่ะ
คนเราเกิดมา แค่การเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ขอบคุณมาก ไม่มีบุญไม่มีกุศลนะ อบายภูมิ ผลของวัฏฏะ เพราะไม่รู้ถึงเกิด แล้วเกิดเป็นอะไรล่ะ อะไรพาเกิดล่ะ รู้หรือไม่ว่าจะเกิด เกิดที่ไหน ตายน่ะ เกิดมาทั้งหมด เกิดมาเท่าไรตายทั้งนั้น ตายแล้วไปไหน เกิดเป็นอะไร
แล้วนี่ด้วยบุญด้วยกุศล ได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ แล้วมีอำนาจวาสนาได้บวชเป็นพระด้วยนะ เพราะทางฆราวาสเป็นทางคับแคบ ทางฆราวาสมีบุญมีกุศลมากน้อยขนาดไหน เราก็อยากจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
ทาน ศีล ภาวนา
ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่าถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสัมมาสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหน วิปัสสนาไม่เป็น ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหน ถ้าเกิดภาวนามยปัญญาหนหนึ่ง บุญกุศลมากกว่า
นี่ไง ทางฆราวาสเป็นทางคับแคบ คับแคบ จะภาวนาอะไร จะทำได้มากน้อยขนาดไหน แล้วการภาวนาของฆราวาสธรรม
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำ ถ้าใครภาวนาได้ โอ๊ะ! ทำได้ขนาดนี้เชียวหรือ
เขาไม่เชื่อ ภาวนาไปเถอะ ภาวนาไปเหมือนนิยายละคร นิยายธรรมะ ขอให้จิตสงบได้ก็นับว่าเก่งแล้ว วิปัสสนาเป็นอย่างไร
ถ้าคนจริง ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ พูดมา ถ้ามันเป็นจริง
เวลาจินตนาการเป็นจริงทั้งนั้นน่ะ แล้วสุดท้ายแล้วโทษเขา อุปัชฌาย์ก็ไม่เอา อาจารย์ยิ่งถีบผลักไสไล่ส่งเลย มันไม่มีใครรัก ไม่มีใครเคารพเลย ไม่มีใครเชิดชูเลย โทษเขาไปทั่ว ไม่รู้นั่นน่ะวิปัสสนึก นี่ไง มันเป็นมิจฉา
ถ้าเป็นสัมมานะ โอ้โฮ! สัมมาทิฏฐินะ ความถูกต้องชอบธรรม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว เวลาท่านเป็นธรรมขึ้นมา กราบพระพุทธเจ้าแล้ว กราบแล้วกราบอีกๆ ทั้งๆ ที่เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านได้จริงๆ ขึ้นมาก็ได้จากหลวงปู่มั่นน่ะ แต่ทำไมระลึกนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล่ะ
ศาสดาเป็นเจ้าของศาสนา เป็นผู้รื้อค้นมา ไม่รื้อค้นมา ศึกษาหัวแทบระเบิด แล้วมันเป็นไปได้ไหม ศึกษาจบแล้วนะ เฮ้ย! นิพพานมันยังมีอยู่จริงหรือวะ แล้ววาสนาอย่างเราปฏิบัติ มันจะเป็นจริงหรือวะ
โทษใคร แค่นี้มันก็ไขว้เขวแล้ว แล้วไขว้เขวแล้วมันก็ไปเข้ากับนิวรณธรรมไง นิวรณธรรมเป็นเครื่องกางกั้นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิที่ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมเพราะนิวรณธรรมไง ลังเล สงสัย วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันทั้งสงสัย ทั้งง่วงเหงาหาวนอน ทั้งขี้ทุกข์ขี้ยาก นิวรณธรรม ๕ เครื่องกั้นสัมมาสมาธิ
ถ้าได้ก็เป็นมิจฉาไง ว่างๆ ว่างๆ ตกปุ๊บ หายแวบไปเลย นั่งหลับไปครึ่งวันค่อนวันนู่นน่ะ สัมมาสมาธิอยู่ตรงไหน
โทษใคร โทษใคร
ถ้าจะโทษ โทษตัวเองทั้งนั้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครสร้างบุญสร้างกุศลสิ่งใดมา มันเป็นจริตเป็นนิสัย แล้วถ้าเชื่อตัวเองได้อะไร
ถ้าเชื่อธรรมๆ เราจะมีมากน้อยขนาดไหน ทำแล้วจะผิดพลาดขนาดใดก็แล้วแต่ ต้องเทียบ เทียบเข้าไปสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม สัมมาทิฏฐิไง ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าปฏิบัติตามแนวทางสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี
๗ ปีทนได้ไหม กับเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย ล้มลุกคลุกคลาน ทุกข์เจียนตาย จิตไม่เคยตาย แต่คนตาย สิ่งมีชีวิตตาย เพราะมันเป็นผลของวัฏฏะ
ผลของวัฏฏะคือภพชาติ ภพชาติแต่ละภพชาติเกิดในวัฏวนนี้ แต่จิตดวงนี้ไม่เคยตาย เพราะมันต้องเกิดตายในภพชาตินั้น แล้วเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไปไม่มีต้นไม่มีปลาย
บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อดีตอนาคตไม่มีที่สิ้นสุด นี่ไม่มีต้นไม่มีปลาย จะต้องไปอย่างนั้นด้วยจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
แล้วถ้ามีอำนาจวาสนาล่ะ ถ้ามันทำตามข้อเท็จจริงขึ้นมาล่ะ
ถ้ามันข้อเท็จจริงขึ้นมา นี่ไง บรรลุธรรม จะเกิดอย่างมากอีก ๗ ชาติ คำว่า “อีก ๗ ชาติ” กับเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย แล้วมึงบรรลุธรรมกันตรงไหน มึงบรรลุธรรม มึงไม่รู้อะไรเลยหรือวะ เฮ้ย! บรรลุธรรมนี่ไม่มีอะไร
บรรลุธรรม หมายความว่า จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเปรียบเหมือนโอฆะ แล้วแหวกว่ายตายเกิดในโอฆะนั้น แล้วกระเสือกกระสนพยายามประพฤติปฏิบัติเข้าสู่ฝั่ง ตีนเหยียบฝั่ง ตีนเหยียบภวาสวะ เหยียบภพ คือจิตดวงนี้ไง จิตดวงนี้บรรลุธรรมไง
แล้วตรงไหนล่ะ แล้วอย่างไรต่อ
ไอ้พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณาเป็นไตรลักษณ์ เวลาสมุจเฉทปหาน เวลามันขาดดั่งแขนขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี่ไง สังโยชน์ ๓ ขาดไป
สังโยชน์คืออะไร ร้อยรัด ร้อยรัดอย่างไร เวลาขาด มันขาดอย่างไร
นิโรธ ดับทุกข์ ดับหมดเลย
เหลืออะไร ใครเป็นคนดับ ใครเป็นคนสมุจเฉท นิโรธ ดับทุกข์ ขณะเป็นอย่างไร แล้วเกิดอย่างมากอีก ๗ ชาติ เอ็งรู้ไหม
พระอานนท์กับนางวิสาขา นางวิสาขาก็พระโสดาบัน เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือได้ เกิดอะไรวิกฤติในพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้นางวิสาขาเป็นผู้ตรวจสอบ ภิกษุณีถูกหรือผิด เพราะเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ เพราะเท้าเขาเหยียบฝั่ง เหยียบภพ ภพนี้อีก ๗ ชาติเท่านั้น แล้วถ้าประพฤติปฏิบัติไปถึงที่สุดแห่งทุกข์
โทษใคร
โทษความไม่เอาไหนของตัวเอง โทษจิตของตัวเองอ่อนแอ ไม่มีสติปัญญาเข้มแข็ง แล้วศึกษาค้นคว้า ถ้าประพฤติปฏิบัติไม่ได้ธรรม ก็ให้เป็นจริตเป็นนิสัย เป็นอำนาจวาสนานี่ จริตนิสัยแต่ละภพแต่ชาติไง ชาติปัจจุบันนี้ไง ชาติที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชพระเป็นนักรบ รบกับกิเลสให้มันมีร่องรอย ฝังไปที่ใจของตน เป็นอำนาจวาสนาบารมีของเราไปไง
อำนาจวาสนาบารมี เห็นไหม ใครมีทรัพย์สินเท่าไร ถ้าขนออกจากร่างกายนี้ไป เหมือนบ้านเรือนถูกไฟไหม้ ใครขนทรัพย์ออกมากขนาดไหนก็ได้เท่านั้น คือการเสียสละทาน
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราไม่ได้ขนออก เราฝึกหัดใจของเรา นี่ไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุไง เหตุในการประพฤติปฏิบัติฝังลงที่ใจนี้ไง เป็นอำนาจวาสนาบารมีของเราไป ถ้ามันปฏิบัติแนวทางความถูกต้องชอบธรรม
ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรมก็ฝังแต่เรื่องสันดาน ความเห็นแก่ตัว ความพลิกความแพลง คิดว่าเป็นสมบัติของตนไง ก็เป็นจริตนิสัย
นี่ไง แล้วมาเทียบกับปฏิบัติตอนนี้สิ คิดอย่างไร รู้อย่างไร เป็นอย่างไร เฮ้ย! สันดานกูมันจะเข้ากับธรรมะหรือเข้ากับกิเลสวะ กิเลสจะพากูออกไปข้างนอกทาง หรือธรรมะจะฟื้นฟูหัวใจของกูให้มันมีอำนาจวาสนาบารมีของเรามากขึ้นหรือไม่ไง
ไม่โทษใคร ฝึกหัดใจของตน ทำใจของตนให้เข้มแข็ง
โทษกิเลสในใจของตนที่มันทำให้เราทุกข์เรายากอยู่นี้ต่างหาก เอวัง