ข้าวยาก
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
เอาเนาะ ฟังธรรมะ มันวิกฤติ ต้องสู้กับมัน ฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรม เป็นนามธรรมที่เข้ากับหัวใจของตน หัวใจของคน สิ่งมีชีวิตไง
ดูต้นไม้สิ ต้นไม้ สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวิญญาณครอง มันขาดสารอาหารมันก็ตาย มันสูดอากาศ สิ่งที่ว่าสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างคาร์บอน สร้างสิ่งที่มันดำรงชีวิตของมัน มันไม่มีวิญญาณครองแต่มันยังมีความรู้สึก
ไอ้นี่คน คนถ้ามีอำนาจวาสนานะ สติ มหาสติ มันสติปัญญามันละเอียดลึกซึ้งเข้าไปในหัวใจของตน ฟังธรรมๆ ขึ้นมา ถ้ามันสะกิดหัวใจของตนไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาทวนกระแสกลับ ไม่ใช่ปัญญาแบบโลกๆ นี้ ปัญญาของโลกๆ นี้ส่งออก แต่ธรรมะทวนกระแสกลับเข้าไปสู่ใจของตน
ถ้าเข้าไปสู่ใจของตนนะ จิตวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ นั่นภวาสวะคือตัวภพ ตัวภพๆ นะ ตัวที่สะสมบุญและบาปของคน ถ้าบุญและบาปของคนนั้นนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์แสนกัป
ไอ้เราน่ะลุ่มๆ ดอนๆ ไม่มีต้นไม่มีปลายเหมือนกัน แต่เริ่มต้นไม่ได้ นับหนึ่งไม่ได้ ขยับตัวเองไม่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในใจของตน
ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจของตน เห็นไหม จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหมก็แล้วแต่ หมดอายุขัยแล้วก็ลงมาเกิดนะ อย่างดีที่สุดก็เป็นมนุษย์ ร้ายที่สุดก็ลงนรกอเวจีไปเลย ก็จิตเหมือนกันเสวยภพเสวยชาติเหมือนกัน
นี่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เรามาบวชเป็นพระ เป็นพระเป็นนักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เราสร้างสมคุณงามความดีของเราขึ้นมานะ
พระไม่ทรงศีลทรงธรรมใครจะทรง
ศีลธรรมๆ สิ่งที่ว่าอยู่ในตำราเป็นภาคทฤษฎีทั้งนั้นน่ะ ถ้าจะเอาความจริงความจังของเราขึ้นมา เรามีสัจจะมีความจริงไง
เวลาบวชขึ้นมาอุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่ ศีล ๒๒๗ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ ห้ามเด็ดขาด ตาลยอดด้วน มันด้วนโดยธรรมชาติเลย เรารู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่ สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ยกเข้าหมู่ ศีล ๒๒๗ ไม่ใช่ศูนย์ มันเป็นศีล ศีละ ความมั่นคง ความแข็งแรง
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนะ มีอำนาจวาสนาของเขา เขามีความมั่นคงแข็งแรงในใจของตน มันไม่ไหลไปตามกระแสสังคมไง มันไม่ไหลไปกับกระแสโลกไง มันไม่ไหลไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง
กิเลสตัณหาความทะยานอยากนะ อารมณ์ แค่เสพอารมณ์เท่านั้น แต่เวลามันผ่านไปแล้วนะ ที่เหลืออยู่ บุญและบาป จริงหรือเท็จ
เวลาสังคมขึ้นมา คนที่เขาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เขาต้องมีหน้าที่การงานของเขาเพื่อการดำรงชีวิตของเขา เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สิ่งมีชีวิตต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย ปัจจัย ๔ บวชเป็นพระขึ้นมา บริขาร ๘ สิ่งที่เราเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งไง นี่คือบุญกุศลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้มาอยู่ในร่มโพธิ์ร่มไทรในพระพุทธศาสนา ร่มโพธิ์ร่มไทรองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคุ้มหัวเรา เช้าออกมาบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งไง หาปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต
ทางฆราวาสเขา เขาทำหน้าที่การงานของเขา เขาต้องมีหน้าที่การของเขาไง เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ทางฆราวาสเป็นทางคับแคบไง ต้องทำหน้าที่การงานเพื่อเลี้ยงชีพ เจียดเวลาล่ำเวลามาเพื่อประพฤติปฏิบัติไง
ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวางๆ เช้าขึ้นมาเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ออกโปรดสัตว์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกโปรดสัตว์ ครูบาอาจารย์ของเราท่านออกโปรดสัตว์ไง
หลวงปู่ชอบไปอยู่เพชรบูรณ์ เวลาจะเคลื่อนย้ายไป เทวดา อินทร์ พรหม “ท่านอยู่ที่นี่มีแต่ความชุ่มชื่น มีความร่มเย็น เวลาท่านจากไปแล้วมันจะว้าเหว่ไง อาราธนาให้อยู่ที่นั่นไง” นี่เวลาธุดงค์ไป นี่โปรดสัตว์
ไอ้ของเราให้สัตว์โปรดไง
เวลาบิณฑบาต สิ่งที่ได้มา เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งไง จะได้บุญได้บาปมา สิ่งนั้นเพื่อดำรงชีพเท่านั้น ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านพอแต่ดำรงชีวิตเท่านั้น ดำรงชีวิตไว้เพื่อทำไม
ดำรงชีวิตไว้นะ สิ่งมีชีวิต สุขภาพกาย สุขภาพจิต เวลาจิตมันมีกำลัง จิตมันเข้มแข็งของมัน จิตมันสงบระงับเข้ามานะ โอ้โฮ! เวลาครูบาอาจารย์ที่อดนอนผ่อนอาหารไง มันเบา ปัญญามันเฉียบแหลม มันฟาดฟันกิเลสหลบซ่อนหมดเลยนะ เวลาออกไปฉันอาหารมันละล้าละลัง มันเสียดาย เวลาฉันเข้าไปแล้วอืดอาดยืดยาด กิเลสมันทุบหัวแล้วยังไม่รู้สึกตัวเลยน่ะ มันเสียดาย นี่เวลาจิตใจที่อาจหาญมั่นคง แล้วถ้ามีศีลมีธรรมของเราขึ้นมา
พระไม่ทรงศีลทรงธรรมแล้วใครจะทรง
เวลาทางฆราวาสเขา เวลาฤดูกาลที่มันแห้งแล้ง ข้าวยาก หาอยู่หากินลำบาก มันทุกข์มันยากไปหมดน่ะ ดูสิ ดูคนที่อัตคัดขาดแคลนมันทุกข์ไหม ทุกข์ มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ ที่อุดมสมบูรณ์ เขามีสติมีปัญญาของเขา เขาสะสม เขาออมของเขาไว้เวลาอัตคัดขัดสน นั้นก็อยู่ที่สติปัญญาของคน
เวลาข้าวยากขึ้นมา ถ้ามันทุกข์มันยากขึ้นมา ขาดแคลนไปทั้งสิ้น เวลามันขาดแคลนไปทั้งสิ้น ตัวเองก็เลี้ยงตัวเองไม่ได้ คนรอบข้างก็เลี้ยงคนรอบข้างไม่ได้ มีแต่สบตากันแล้วก็มีแต่ความทุกข์ความยากเท่านั้น ใครจะช่วยเหลือใคร ใครจะค้ำจุนใคร
สิ่งที่เป็นอธิปไตย เป็นรัฐ สมัยนี้เขาก็อยู่ที่รัฐบาลที่เขาจะคุ้มครองดูแล
ถ้าเป็นสังคมเป็นโลก มันอยู่ที่บุญและบาป ถ้าเป็นบุญกุศลขึ้นมา มันยังอยู่ที่คนที่เขามีคุณธรรมบ้าง เขาเจือจาน เขาคุ้มครอง เขาดูแลของเขา เพื่ออะไร เพื่อเป็นบุญกุศลของเขา ถ้ามีบุญกุศลอยู่บ้างไง ถ้ามีแต่บาป อดตาย ข้าวยาก เวลามันทุกข์มันร้อนขึ้นมา อัตคัดขัดสนขึ้นไป ไม่มีสิ่งใดเลี้ยงดูชีวิตของตัวเองก็แล้วกันแหละ
เราบวชเป็นพระๆ เป็นนักรบขึ้นมา เราต้องมีศีลมีธรรมของเรา เรามีสติปัญญาของเรา จะรักษาหัวใจของเรา ถ้ารักษาหัวใจของเรา ทำของเราขึ้นมา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนที่ปกป้องดูแลหัวใจของตนได้ นั่นน่ะผู้ที่เอาตัวรอดได้
แล้วเอาตัวรอดได้ ถ้าเราไม่เบียดเบียนตน เราเอาตัวรอดของเรา เราไม่ทำร้ายเราด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรา ไม่เบียดเบียนตน เราจะไปเบียดเบียนใคร ถ้าเรามีความสงบสุข
ไอ้ที่มันเบียดเบียนเขาก็เพราะมันแห้งแล้งไง มันข้าวยากไง พระไม่ทรงศีลทรงธรรมไง
ถ้าทรงศีลทรงธรรม มันมีศีลมีธรรมขึ้นมาแล้ว มันปกติสุข เอาอะไรให้มันส่วนเกินนะ บริขารให้เราไม่ได้ เราไป เรามีบริขาร ๘ แล้วยิ่งวิเวกไป เราจะแบกหามไปได้อย่างไร มันไปไม่ได้ แล้วไปไม่ได้ธรรมดานะ เวลาผู้ที่เชี่ยวชาญ เขาพยายามจะทำบริขารเขาให้เบาที่สุด สิ่งใดที่มีน้ำหนักมาก เขาจะเปลี่ยนแปลงให้มันมีน้ำหนักน้อยที่สุด เพราะอะไร เวลาบุกป่าฝ่าดงไปแล้วมันไม่ต้องแบกหามไปมากจนเกินไป
เวลาให้สิ่งใดมามันเป็นส่วนเกินทั้งนั้นน่ะ เพราะเรามีแล้ว เหลือเฟือ ล้นเหลือ จะไปเอาอะไร มันไม่ต้องการของใครทั้งนั้นน่ะ ถ้าทรงศีลทรงธรรม ถ้ามีศีลมีธรรมแล้วมันไม่ต้องการอะไรเลย
แล้วถ้าไม่ต้องการอะไรเลยแล้วเป็นอย่างไร
มันก็มีความสุขไง เราไม่เป็นภาระไง ใครจะเอาอะไรมาแปะไว้ให้ อู๋ย! มันไม่เอาๆ ไม่เอาไป เอาไปได้อย่างไร มันต้องแบกหามไป ไม่เอาๆๆ ไม่เอาแล้วเป็นอย่างไร พอใจไง แล้วมีความสุขไหม
ความพอ คนที่พอ มีความพอเพียง ถ้ามีความพอเพียงแล้วเราไม่อัตคัดขัดสน ยิ่งสมัยปัจจุบันนี้มันอุดมสมบูรณ์มาก สมัยเราอยู่นะ ผ้าก็ขาดแคลน สิ่งเครื่องใช้ไม้สอย เทียนไม่มีเลย ไม่มี ทั้งๆ ที่ก่อนที่เราจะบวชอยู่ในตลาดมันจะไปขาดแคลนที่ไหน ร้านค้ามีทั้งนั้นน่ะ ไอ้นี่มันอยู่ในป่า ในชนบทไม่มีนะ อยู่ในชนบทไม่มีหรอก
สิ่งเพราะเหตุนี้แหละ เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านถึงพูดถึงไง สมัยอยู่กับหลวงปู่มั่น ที่หนองผือ หนองผือมันไม่มีตลาด แล้วพระ ๒๐–๓๐ องค์ ชาวบ้านเขาอาชีพเขาทำนาก็อยู่หากินโดยความพอเพียง ไม่มีการซื้อการขายไง มีก็มีก็แลกเปลี่ยนกันในชุมชนในบ้าน ผู้ที่เขามีอาหารเขาก็แจกจ่ายต่อกัน ใครมีอะไรก็แบ่งปันกัน มันไม่มีที่ซื้อที่ขาย คือมันไม่มีอะไรที่จะพอกพูนขึ้นมา
ท่านถึงบอกว่า ท่านไปแทนคุณเขา แทนคุณที่ว่ามันไม่มีตลาด ไม่มีที่ซื้อที่ขาย แล้วใครที่เขาเป็นบุญกุศล เขาก็พยายามแสวงหามาเพื่อทำบุญ ทำบุญกับพระ ๒๐–๓๐ องค์อยู่กับหลวงปู่มั่น
แต่ท่านก็ว่ามีนะ มีที่ว่าคนที่ไม่เห็นด้วย เขาว่าไม่ให้พระเดินคันนาเขา ไม่ให้พระเดินบิณฑบาต แล้วพระไป เขาเอาอุจจาระมาเทไว้เลย สุดท้ายแล้วครอบครัวนั้นเป็นบ้าหมดเลย นี่สมัยหลวงปู่มั่นนะ
แม้แต่ในสังคมที่อัตคัดขาดแคลนโดยธรรมชาติแล้ว มันก็มีสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็มีความสุข มีความอบอุ่น มีความพอใจ มิจฉาทิฏฐิขึ้นมาเขาไม่เห็นด้วย บิณฑบาตเดินผ่านหน้าบ้านเขายังไม่ให้เดินผ่านเลยนะ เอาอุจจาระมาเทไว้ พระ หลวงปู่มั่นย่ำไปเลย สุดท้ายแล้วครอบครัวนั้นเป็นบ้า บ้าทั้งครอบครัวเลย
สังคมทุกสังคมมีคนดีและคนเลว
นี่ไง สิ่งที่ว่ามันพอพียง ถ้าเรามีศีลมีธรรม พระไม่ทรงศีลทรงธรรมจะทรงอะไร แล้วถ้ามีศีลธรรมแล้วมันกลัวอะไร แล้วถ้าไม่กลัวแล้ว สิ่งนั้นมันของส่วนเกินทั้งนั้นน่ะ นี่พูดถึงพระนะ
ฉะนั้น เวลาข้าวยาก เวลาเกิดทุพภิกขภัย ภัยพิบัติไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พราหมณ์นิมนต์ไว้ๆ แล้วอัตคัดขาดแคลนนี่ไง เวลาพระอานนท์ไปบิณฑบาตไม่มี เขาชาวบ้านเขาไม่มีจะกิน บังเอิญมันมีชาวชนบทเขาเป็นพ่อค้าม้า เขามีม้ามา เขามีข้าวกล้องมาเลี้ยงม้าของเขาด้วย แล้วเวลาพระมา เขาก็ให้เท่ากับม้าตัวหนึ่ง คือ ๑ ทะนานต่อ ๑ คน
พระอานนท์บิณฑบาตมาได้ ภิกษุทำอาหารให้สุกเองไม่ได้ เอาหินบด บดให้เป็นผงเป็นแป้งแล้วเอาน้ำพรมถวายพระพุทธเจ้า ๓ เดือน
พระโมคคัลลานะทนไม่ไหว ไปขอพระพุทธเจ้านะ จะไปบิณฑบาตบนเทวดา จะไปบิณฑบาตบนสวรรค์ จะไปบิณฑบาตมาเลี้ยงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “แล้วพระที่เขาไปไม่ได้ทำอย่างไรล่ะ”
“ข้าพเจ้าจะจับมือต่อๆ เนื่องกันไป”
“ไม่ได้”
“ข้าพเจ้าขอพลิกแผ่นดินขึ้นมา” กินง้วนดินไง ดินสอพอง เอาขึ้นมากินได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยอนุญาตเลย
พอออกพรรษาไปแล้ว พระที่มีความสามารถทำได้มี แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปล่อยให้ไปเป็นตามธรรมไง เวลาออกพรรษาแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกว่า พวกเธอชนะแล้ว
ชนะถึงภัยพิบัติเวลาข้าวยาก เวลามันเกิดภัยพิบัติมันทุกข์จนเข็ญใจไง แล้วพระก็อยู่ได้ไง พอออกพรรษาแล้วพราหมณ์ที่นิมนต์ไว้ถึงระลึกได้ นิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปฉันในที่ปกครองของเขา ในราชวัง นี่ในพระไตรปิฎกไง
เวลาเกิดข้าวยากขึ้นมา เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา มันทุกข์ยากทั้งนั้นน่ะ เราบวชเป็นพระๆ ถ้ากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันบีบคั้นหัวใจของเรา เวลาที่มันขาดแคลนไง เวลาจิตใจมันไม่เป็นปกติไง พระภิกษุไม่มีศีลไม่มีธรรมไง
ถ้ามันมีศีลมีธรรมมันถึงจะอบอุ่นขึ้นมาไง ถ้ามีศีลมีธรรมขึ้นมา เราจะรักษาคุณงามความดีของเรา เราจะสร้างคุณงามความดีของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้มีศีลมีธรรมขึ้นมา พอมีศีลมีธรรมขึ้นมามันก็ปกติสุขไง สงบสุข มีอะไรมาเป็นส่วนเกินทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร
เพราะวันคืนล่วงไปๆ ๑ พรรษา ๒ พรรษา ๓ พรรษาไง ผ้า ผ้าชุดหนึ่งใช้ได้ ๓ พรรษา ถ้าจะไปเปลี่ยนผ้าไง ถ้าเปลี่ยนผ้า สมัยเราออกธุดงค์ออกบวชใหม่ๆ ไม่มี ไม่มี สิ่งที่จะได้มาต้องรอแล้วรอเล่ากว่าจะรวบรวมได้ให้พอตัดจีวรได้ ไม่มี แต่ถ้าเรากลับบ้าน ได้ กูสั่งซื้อเอง มี ตลาดมันมี แต่ในป่าในเขามันไม่มี แล้วเราไปอยู่อย่างนั้น
ปัญหามันเป็นสังคม มันไม่ใช่เป็นเรื่องของเราไง มันเป็นเรื่องถึงยุคสมัย ถึงเรื่องบุญและบาปของคน ถ้าเราจะแสวงหาโดยส่วนตัวได้ทั้งนั้นน่ะ เรากลับบ้านของเรา ทางบ้านเขามีทรัพย์มีสิน เราสั่งได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาธุดงค์ไปมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นปัญหาในสมัยที่เราออกเที่ยว ออกฝึกหัด เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติไปตัวคนเดียวเดียวดายไง
เบื้องหลังก็มีชาติมีตระกูลที่จะค้ำจุนได้ แต่เขาเป็นเรื่องโลก ไอ้เราบวชมาแล้วเราก็เร่ร่อนไปตามกระแสที่จะฝึกหัดปฏิบัติหัวใจของเราขึ้นมาให้ได้ จะเอาศีลเอาธรรมของเราขึ้นมา ถ้ามันมีศีลมีธรรมขึ้นมา มันระลึกถึงได้ แล้วมันมีศีลมีธรรมขึ้นมาก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พราหมณ์นิมนต์ไว้ให้จำพรรษา แล้วเกิดภัยพิบัติขึ้นมา เขาก็ลืม จนพระโมคคัลลานะเดือดร้อนไปหมดน่ะ ทั้งๆ ที่เป็นพระอรหันต์นะ อัครสาวกเบื้องซ้ายนะ มีฤทธิ์มีเดชทั้งนั้นน่ะ จะทำอะไรขึ้นมาก็ได้
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อนุญาตสักอย่างเลย ให้อดอยากอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่มันได้หัวใจของพระ หัวใจของพระที่มีสติมีปัญญาทนผลกระทบอย่างนั้นได้ แล้วทนผลกระทบอย่างนั้นได้ มันแค่ ๓ เดือน มันก็ผ่านไปแล้ว พอผ่านไปแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า “เธอชนะแล้ว”
เวลาข้าวยาก สังคมยากแค้นแสนเข็ญทุกข์จนเข็ญใจ เราจะปรารถนาสิ่งใด เราจะเอาสิ่งใดขึ้นมาให้สมความปรารถนา มันเป็นไปได้โดยตามธรรม เว้นไว้แต่โดยทางโลก โดยการประชาสัมพันธ์ โดยการลวงโลก ไอ้พวกลวงโลกๆ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก มันก็เรื่องโลกๆ นั่นน่ะ มันก็เป็นบุญและบาปเท่านั้น
แต่ในภาคปฏิบัติไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไม่เคยสนใจสิ่งใดๆ เลย เว้นไว้แต่ท่านก็มีลูกศิษย์ที่ว่ามีเป็นหลักเป็นเกณฑ์คอยสนับสนุน คอยค้ำจุนดูแล เวลามันขาดแคลนขึ้นมา “หัวหน้าไม่สำคัญ สำคัญแต่ลูกน้องก่อน”
สุดท้ายแล้วนะ โยมของหลวงปู่มั่นที่สกลนคร เขาก็ซื้อเป็นไม้ๆ ถวายเข้ามาเลย แต่มันก็เป็นยุคเป็นคราว
นี่พูดถึงว่า บุญวาสนาของแต่ละบุคคลที่ออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วก็บุญวาสนาของเรา เราเข้ากันโดยธาตุ เราจะไปเข้ากับธาตุใด สิ่งที่กระทำอย่างใด
สังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนเลว ในสังคม สังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนเลว แล้วถ้าคนดี ดีอย่างไร ดีพอที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาได้ไหม สิ่งที่ว่าเป็นศีลเป็นธรรม พระที่ทรงศีลทรงธรรม เขามีศีลมีธรรมถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
เพราะเริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด ถ้ามันเป็นธรรมๆ ขึ้นมา มันมีความเสมอภาคไง พ่อแม่ครูจารย์ๆ ถ้าจะเป็นหัวหน้า หัวหน้าของหมู่คณะ หัวหน้าของสงฆ์ มันก็ต้องรู้จักธรรมและกิเลส
เวลากิเลสๆ กิเลสความเห็นแก่ตัว กิเลสมันบีบบี้สีไฟ กิเลสมันกะล่อนมันปลิ้นมันปล้อน มันบิดมันเบือน บิดเบือนธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยนะ ทั้งๆ ที่เรามา เรามาหาสัจจะหาความจริงขึ้นมา แล้วมันบิดมันเบือนของมันไป มันจะทรงศีลทรงธรรมขึ้นมาได้อย่างไร
ถ้ามันจะทรงศีลทรงธรรมขึ้นมา มันต้องเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน แล้วมีความเสมอภาคไง ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ไม่มี
มันไม่ใช่ลำเอียง มันเป็นความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ถูกต้องชอบธรรมต่างหาก ถ้ามันเป็นความถูกต้องชอบธรรม ใครมันจะติจะเตียน ใครมันจะลำเอียง
เวรกรรมมึงนะ
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม มากมายมหาศาลนะ ไอ้พวกฤๅษีชีไพรที่เข้ามาเพื่อจะเบี่ยงเบน แต่มันเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็เทวทัตไง
เทวทัต ด้วยสายเลือดก็เป็นญาติ ด้วยในทางสงฆ์ก็เป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ เป็นครูบาอาจารย์ที่เทวทัตเข้ามาพึ่งพาอาศัย เป็นพ่อแม่ครูจารย์เลยล่ะ เวลาไม่ได้ดั่งใจขึ้นมา จ้างคน จ้างนายธนูมายิง จ้างเขาทั้งนั้น ทำลายทั้งนั้น ทำลายด้วยร้อยแปด แต่มันทำลายได้อย่างไร มันทำลายไปไม่ได้
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอ็งจะเอาอะไรไปแตะไปต้อง เอ็งจะเอาอะไรไปรู้ไปเห็นได้ มันเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยทางโลกๆ ก็ด้วยความทางโลกที่จะพยายามจะเอาชนะคะคานไง
พระที่ทรงศีลทรงธรรมมีศีลมีธรรมขึ้นมามันจะเป็นไปอย่างนั้นไปไม่ได้ ไอ้นี่มันไม่มีศีลไม่มีธรรม มันมีแต่พญามารไง มันเป็นเรื่องของมาร เรื่องของตัณหาความทะยานอยากไง มันตรงข้ามไง
เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค ถ้าต้องการอย่างนั้นมันก็สนองต่อกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนไง แล้วพยายามจะให้ได้สมความปรารถนาของตนไง ไม่ได้เล่ห์ เอาด้วยกล คิดว่ามันจะได้ ไม่ได้ สุดท้ายธรณีสูบไปสดๆ ร้อนๆ นะ นี่กรรมของสัตว์
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราบวชเป็นพระแล้วเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เราจะไม่เอาความฉ้อฉลอย่างนั้นเข้ามาในหัวใจของเรา มันมีต้นทุนอยู่แล้ว เพราะมันมีอวิชชา มีความไม่รู้ เพราะไม่รู้ไง ไม่รู้ เอ็งจะไปทางไหนล่ะ
แต่ถ้าพยายามทำตนให้รู้ เตือนตนของตนเองไว้ ศีลและธรรม สิ่งที่ศีลและธรรม เราต้องประกอบขึ้น มีศีลมีธรรม เราต้องประกอบขึ้น มีการกระทำ ไม่ทำชั่ว จะทำความดี แล้วทำความดีฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เข้าถึงพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้รู้ถ้ามันรู้นะ คอตกนะ สิ่งใดที่ทำแล้วเสียใจภายหลัง สิ่งนั้นไม่ดีเลย ถ้าเสียใจภายหลัง เพราะอะไร เพราะทำด้วยความไม่รู้ไปไง เพราะไม่รู้แล้วทำลงไป แล้วพอรู้ขึ้นมาก็มานั่งเสียใจไง แล้วเสียใจเดี๋ยวก็ทำซ้ำอีก ไม่ใช่เสียใจแล้วมันจะรู้สึกตัว เสียใจนะ เดี๋ยวมันก็ทำอีก ก็ทำที่มันเสียใจนั่นแหละ
แต่ถ้ามีสติปัญญานะ เราพยายามของเรา มันเป็นเรื่องจริตเป็นนิสัย เราเบี่ยงออกให้ได้ๆ เบี่ยงออก เห็นไหม เบี่ยงออกที่อวิชชาพญามาร ที่ความไม่รู้เท่า มันโน้มน้าวไง ไอ้นู่นก็ดี ไอ้นี่ก็พอใจนั่นน่ะ ไม่เอาๆ เอาที่ขัดสนไง พรหมจรรย์ ถือศีล ศีละ ถือเป็นพรหมจรรย์ของเรา แล้วเราพยายามทำความสงบของใจของเราเข้ามาให้ได้
ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา จากที่ข้าวยาก ข้าวยากมันขาดมันแคลน มันทุกข์มันยากไปทั้งนั้นน่ะ เวลามันข้าวยาก แต่ถ้าเวลาอุดมสมบูรณ์ขึ้นมา ที่ว่าความสุขๆ มันก็เรื่องโลกไง อุดมสมบูรณ์ของมันไป
ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด
จะขาดแคลนจะอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน ถึงที่สุดมันก็พลัดพรากไปทั้งสิ้น เพราะเราศึกษา เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ศึกษาธรรมะแล้วเราเห็นภัยในวัฏสงสารไง จะดีจะชั่วถึงที่สุดแล้วชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุดแน่นอน แล้วพลัดพรากเป็นที่สุดแล้วมันก็ไปตามบุญตามกรรมของสัตว์ เพราะนี่เป็นภาคทฤษฎีธรรมและวินัย เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมาไง
ภิกษุต้องมีศีลมีธรรมไง เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้ามีสติมีปัญญา มีศีลมีธรรมขึ้นมา มันเท่าทันกับความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นไง ถ้ามันเท่าทันกับความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นแล้ว ถ้ามันเท่าทันแล้วมีสติปัญญา โดยปัญญาอบรมสมาธิมันสงบตัวลง มันหยุด มันเท่าทันแล้วมันหยุดคิดไง หยุดการเติมฟืนเติมไฟให้กับหัวใจของตน
มีสติปัญญาเข้ามานะ มันมีสติปัญญาเท่าทันว่า ไม่เติมฟืนเติมไฟ ชักฟืนชักไฟออกจากหัวใจของตน
พยายามฝึกหัดของเรา มันจะทุกข์มันจะยากมันเรื่องธรรมดา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เขาก็ทำ โลกเขาก็ทำ แต่เขาทำแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผลนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง
เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาขึ้นมา ความเพียรชอบ เรามีความเพียรของเรา มีความวิริยะของเรา มีความอุตสาหะของเรา เราทำของเราขึ้นมาไง ถ้ามันเป็นตามความจริง มันมีความสงบสุขไง
พระมีศีลมีธรรม มันจะข้าวยากไปไหน มันจะอัตคัดที่ไหน ถ้ามันมีของมันไง
ถ้าเรามีแต่สัญญาอารมณ์ มีแต่ความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา มันก็อ้างว้างว้าเหว่ มันก็มีธรรมและวินัยเป็นศาสดาเป็นที่คุ้มหัว
แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานะ ถ้ามันเป็นพุทธะขึ้นมานะ พระพุทธเจ้าอยู่กลางหัวใจของเรา แล้วถ้ามันเบิกบานของเราขึ้นมานะ มันจะแสวงหา
ไอ้ที่หามาสะสมๆ หามาหมักหมมในใจ ที่ขนเข้ามาพอกพูนใจ มันมีอะไร ไร้สาระ มันไม่มีอะไรของใหม่นะ เกิดตายๆ มากี่ชาติ มันไม่ใช่เกิดชาตินี้หรอก มันต้องมีที่มาที่ไปสิ ถ้าไม่มีจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ อย่างนี้หรือ แล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ อย่างนี้ แล้วมาเกิดในปัจจุบันนี้ แล้วทำไมหลงระเริงอยู่กับชีวิตนี้ อยู่กับการกระทำอย่างนี้ แล้วก็จะกว้านมาเพื่อใจดวงนี้ แล้วกว้านเอาอะไรมา
มีสติปัญญา ไม่เอา ปล่อยหมดเลย คนเขามีสติมีปัญญานะ
นี้เราก็เป็นคนด้วย อายุ ๒๐ มาบวชพระด้วย มีศีล ๒๒๗ ด้วย แล้วมีธรรมและวินัย มีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ประจำหัวใจของตน
แม้แต่เป็นฆราวาสนะ เป็นพุทธมามกะ เขาก็เป็นชาวพุทธไง ไอ้นี่เราเป็นศากยบุตรเลย แล้วถ้ามีสติมีปัญญา เราฝึกหัดของเราขึ้นมา ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้ามีศีลมีธรรมในหัวใจของตน ของภายนอกมันกลับกลายเป็นเกื้อกูลกันนะ
เราเคยอยู่ในหมู่สงฆ์ที่ดีงามไง มีแต่ให้คนอื่นก่อนๆๆ ไม่มีเอาไว้ มีอะไรมานะ เขาได้มาตั้งแต่หัวแถวเลยนะ เลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่มีใครเอา จนออกท้ายแถวไปเก็บไว้ในคลัง ไม่มีใครเอา แต่ถ้าไปที่เขาเป็นธุรกิจนะ มึงอย่าไปแตะของเขาเชียว แตะแล้วเป็นเรื่องเลยนะมึง เขาหวงเขาแหนของเขานะ
เพราะเที่ยวมา เห็นมาเยอะ สิ่งที่เป็นธรรมเขาเป็นธรรม ถ้าเป็นธรรมแล้วนะ เขาเสียสละให้กับคนอื่นก่อนๆ ไอ้คนที่ขาดแคลนมากที่สุด ไอ้คนนั้นเอาไป คนที่ไหนที่อะไรขาดแคลน คนนั้นเอาไป
เราเคยอยู่สังคมที่ดีงามก็เยอะ แต่ไอ้ที่ตระหนี่ถี่เหนียวก็เคยเห็นมาเหมือนกัน หนาวเกือบตาย ไปขอผ้าห่ม ผ้าห่มเต็มโกดัง ไม่ให้ บอกไม่มี ผิดทั้งศีล ผิดทั้งธรรม ผิดทั้งนั้นเลย เราเห็นหมดน่ะ แต่เราก็ครับ กรรมของกู กรรมของสัตว์
ถ้ามันเป็นสภาวะแบบนั้นมันก็กรรมของสัตว์ไง แล้วเราก็ไม่ไปเดือดร้อนอะไรกับเขา แต่เห็นมาไง เพราะอะไร เพราะมันเป็นเรื่องโลก สังคม คณะสงฆ์ สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว
คนดีๆ มันดีภายในไง คำว่า “ดีภายใน” มันเถรตรง ซื่อตรง ไม่คดในข้อ ไม่งอในกระดูก ไม่พูดอย่างทำอย่าง หน้าไหว้หลังหลอก แล้วไปเจอครูบาอาจารย์อย่างนั้นปวดหัวไหม โคตรปวดหัวเลย กูไม่รู้จะพูดอย่างไร มันตีได้เยอะแยะไปหมดเลย
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์เราไม่เลย ตามข้อวัตรเพี้ยะ แล้วอย่าให้คลาดเคลื่อนนะ หลวงตานี่ไม่ได้เลย เพราะอะไร นั้นคือการฝึกสติ
เริ่มต้นจากจะมีศีลมีธรรม มีสติระลึกรู้ ของที่ทำอยู่ยังขาดสติ ยังวางไว้ตรงที่เดิมไม่ได้ เพราะนั่นคือการฝึกหัดเข้าสู่ในภาคปฏิบัติแล้ว
ถ้าคนว่า “โอ๋ย! ของเล็กน้อย”
เล็กน้อยนั่นแหละมันจะทำลายความเพียรมึงทั้งสิ้น เพราะเล็กน้อยนี่แหละ เอ็งถึงตั้งตัวขึ้นมาไม่ได้ เอ็งถึงทำตัวเองให้เป็นคนดีขึ้นมาไม่ได้
ถ้าตัวเองจะเป็นคนดีขึ้นมามันมีศีลมีธรรม พระไม่มีศีลไม่มีธรรม ใครจะมี ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติถ้าปฏิบัติไม่ได้ ยังคลาดเคลื่อนได้ขนาดนั้น สิ่งที่ทำอยู่ๆ ยังคลาดเคลื่อนขนาดนั้น
ข้าว เวลาจะเปิบข้าวเขาเปิบใส่ปาก ไม่ใช่รูจมูก ไม่ใช่รูหู ไม่ใช่ตา เขาเปิบใส่ปาก ของที่ทำ ถ้ามันทำ มันทำอยู่อย่างนั้นไง ทำไม่ให้คลาดเคลื่อน
หลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น เก็บที่นอน ท่านบอกว่าท่านขีดเอาไว้เลยนะ คงเส้นคงวาไม่มีพลาดเลยล่ะ
หลวงปู่มั่นมาถึงจับโยนทิ้งเลย “มันผิดๆ”
ท่านก็งง มันผิดตรงไหน พอท่านภาวนาเป็น ท่าน อ๋อ! มันผิดที่ใจเรายังโลเล ใจเรายังไม่แน่นอน แต่ขณะที่อยู่กับท่าน ท่านบอกว่ามันผิดๆ
นี่ท่านเล่าให้ฟังเองนะ หลวงตาท่านเล่าเอง เราก็ไม่รู้ เหมือนกับเอาชอล์กขีดเอาไว้เลยนะ เก็บตรงนี้ เราก็ไว้ตรงนี้เลยนะ มาถึงท่านจับโยนเลย “ผิดๆ ผิดที่ผิดทาง”
มันผิดตรงไหน มันผิดอย่างไร สุดท้ายท่านสรุป มันผิดที่การคลาดเคลื่อนในใจของเราเอง อ๋อ! นี่มันละเอียดเป็นชั้นๆ ขึ้นมา
ถ้าอย่างนี้เขาบอกว่า เป็นของเล็กน้อย ของไม่จำเป็น
เพราะเอ็งไม่ได้ภาวนา เอ็งภาวนาไม่เป็น เอ็งเริ่มต้นไม่ได้ จิตจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอย่างไร
พูดทุกวันนะ สมาธิทำไม่เป็นๆ นี่แหละ ถ้าสมาธิมันทำเป็นขึ้นมา ตรงนี้มันจะเริ่มต้นชัดเจนของมันขึ้นมา สิ่งที่ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา นี่คือฝึกใจนะเว้ย
เรียนมา ๙ ประโยคนะมึง แล้วมานี่มาพุทโธๆ ทำข้อวัตร มันของเหลวไหล ของเด็กเล่น
มีอาจารย์ดังๆ บอกมาก บอกว่าธุดงค์นี่ของเด็กเล่น
ไปฟ้องหลวงปู่ฝั้นไง หลวงปู่ฝั้นบอกว่า แล้วมันสอนอย่างไรล่ะ ไอ้ที่ว่าของเด็กเล่นน่ะ ไอ้เรียนธรรมๆ มา ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคนั่นน่ะ ไอ้พุทโธๆ นี่ของเด็กเล่น
เล่นตรงไหนน่ะ เล่นเพราะมึงภาวนาไม่เป็นแล้วภาวนาไม่ได้ เพราะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาไม่ได้อะไรเลย ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคขึ้นมาสัญญาทั้งนั้น ความจำ นั้นเป็นจำมา ทรงธรรมทรงวินัยไม่เสียหาย แต่มันแก้กิเลสในใจเอ็งได้หรือเปล่า
มันเป็นเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ฆ่ากิเลสแล้ว แสดงธรรมออกมา ธรรมนี้ออกมาจากน้ำพระทัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การแสดงนั้นเป็นกิริยา เป็นสิ่งบัญญัติ สมมุติบัญญัติ แล้วให้เป็นกรอบในการฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเอ็งฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาได้แล้วหรือยัง
กรอบการฝึกหัดปฏิบัติ ข้อวัตร สิ่งที่ฝึกหัดสติและปัญญานั้น ถ้าฝึกหัดสติปัญญา มีสติมีปัญญากับใจดวงนั้น ใจดวงนั้นจะทำสิ่งนั้นได้โดยความเที่ยงตรง และเห็นคุณและประโยชน์ในการฝึกหัดใจและวัดใจของตน
ถ้ามันฝึกหัดและวัดใจของตน ทำอย่างนั้นได้สมบูรณ์แบบ หลวงปู่มั่นสาธุเลยนะมึง ไม่ข้าวยาก สมบูรณ์แบบ มีศีลมีธรรม ไม่ใช่ของขาดแคลนในใจ
ใจเป็นนามธรรมๆ คนเกิดมามีกายกับใจๆ บวชมาเป็นพระๆ จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้หัวใจของตนเป็นสัมมาสมาธิ สิ่งที่เป็นสัมมาสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา จะเกิดยกขึ้นสู่วิปัสสนา จะเกิดภาวนามยปัญญา จะเกิดมรรค ๘
แล้วเรียนในพระไตรปิฎกมาเรียนอะไร แล้วสิ่งที่เรียนมาสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน สิ่งใดประกอบขึ้นเป็นการกระทำเป็นภาวนามยปัญญา เอ็งมีไหม เอ็งรู้จักมันหรือ แล้วมันเป็นอย่างไร
นี่ไง พระฝึกหัดปฏิบัติไง พระต้องทรงศีลทรงธรรม มีศีลธรรม พอมีศีลมีธรรมขึ้นมา สิ่งที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะตนมีธรรม ตนมีที่พึ่งที่อาศัย
บวชมาเป็นสมมุติสงฆ์ๆ อาศัยร่มโพธิ์ร่มไทรในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคุ้มครองดูแลคณะสงฆ์ สงฆ์สมมุติที่พยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าใจมันเป็นธรรมขึ้นมา สิ่งที่เป็นสัจธรรมในใจ มีศีลมีธรรม ทรงศีลทรงธรรมในใจของตน ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ไม่ข้าวยาก หากินไม่ได้ ขาดแคลนไปตลอด
ฝึกหัดปฏิบัติการดำรงชีวิต ฝึกหัดสมณสารูป แล้วฝึกหัดใจของตนขึ้นมาให้มันมั่นคงแข็งแรงขึ้นมา ให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เอวัง