เทศน์เช้า

สุขแท้-เทียม

๒๑ ก.พ. ๒๕๔o

 

สุขแท้-เทียม
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์เช้า เทศน์เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

วันนี้วันมาฆบูชานะ ว่าจะเทศน์สักหน่อย วันนี้วันหยุดราชการเลยนะ เห็นความสำคัญนะ ตามราชการ ตามประเพณีนี่จะสำคัญมาก “มาฆะฯ วิสาขะฯ เข้าพรรษา” หยุดเลย ! หยุดราชการให้เลย

แต่พวกเราสิ หยุดราชการใช่ไหม มันจากของละเอียดจะไปเอาของหยาบไง อย่างเช่น วันนี้วันหยุดถ้าทำงานจะได้ ๒ แรงอย่างนี้ ไปหาตังค์กันไง วันหยุดได้ ๒ แรง เขาหยุดเพื่อจะให้มาทำบุญกุศล

ทำบุญกุศลเพราะอะไร ? บุญกุศลนี้มันเป็นอะไร ? มันเป็นยา มันเป็นอาหารของใจไง เงินทองมันเป็นอาหารของกาย เราทำอาหารของกายมาเป็นปีๆ

ทางราชการ ถ้าเป็นวันหยุดราชการก็ยังหยุดให้เพื่อหาอาหารของใจบ้าง บุญกุศลนี่ของมันละเอียดเกินไป อย่างเช่น เราว่าอาหารชาววังอย่างนี้ เราเห็นแล้วเราแทบจะแบบว่ามันละเอียดประณีตจนเราไม่อยากกิน หรือจะกินเขาก็กินกันน้อยๆ ชาววังเขากินอาหารกันแบบแมวอย่างนี้ ดมนิดๆๆๆ หนึ่งอย่างนี้ เป็นเราทนไม่ไหวเพราะมันละเอียดนะ นี่ความละเอียดความนุ่มนวลของเขา

นี่ก็เหมือนกันนะ อาหารของใจมันเป็นความอิ่มใจไง อย่างเช่น คนนี้สบายใจ คนนี้สุขใจอย่างนี้ แต่เวลาทุกข์มันทุกข์ขนาดไหน นี่มันเกิดจากบุญกุศลไง เป็นอาหารที่ประณีตหากินได้ยาก หาเข้ามาใช้ได้ยาก อุตส่าห์หยุดให้หาแต่ก็ยังไปเอาของหยาบๆ กันไง

วันนี้หยุดแต่ถ้าทำงานจะได้ ๒ แรง เขาหยุดงานเพื่อให้ทำบุญก็ยังอยากจะทำงานอีก เพราะงานมันเป็นเงินเป็นทองแล้วมันเห็นไง ถึงว่ามันมองไม่เห็นกัน ใจเรามองไม่เห็นกันเอง ตาเรามองไม่เห็นกันเอง เราเลยไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นของถูกต้องไง

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอันยอดเยี่ยม ฟังสิ พระพุทธเจ้ามีกิจจญาณมา พระพุทธเจ้านะ แล้วจาตุรงคสันนิบาตไง จาตุรงคสันนิบาตหมายถึงว่ามาทั้ง ๔ ทิศ พระมาเหมือนกับว่าเป็นการประกาศยืนยันว่าเป็นลูกของพระพุทธเจ้าไง พระพุทธเจ้า “เอหิภิกขุ” พระพุทธเจ้าบวชเอง บวชให้แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดไง

แล้วเวลาสอนพระอรหันต์ ที่ว่ามันตีคืน เวลาสอนพระอรหันต์ เวลาเทศน์ปาติโมกข์ไม่ทำความชั่วเลย ความชั่วนี้ไม่ทำเลยนะ โอวาทปาติโมกข์ไง ไม่ทำความชั่วเลยทำแต่ความดี ความดีนี้ทำ สุดท้ายว่าทำให้จิตผ่องใสจิตผ่องแผ้วไง

ถ้าคนยังปฏิบัติใหม่ มันจะลงมาที่ความดีนี้ไง มันไม่ได้จิตที่ผ่องแผ้ว จิตที่ผ่องใสอยู่นั่น ลงมาที่ความดี ลงมาที่ความรู้ไง ถึงว่าดีนี้เป็นธรรมไง ดีมันก็ติดนะ ชั่วมันก็ติด แต่พวกเรายังแสวงหามันต้องอาศัยตรงนี้ไปก่อน อาศัยความดีเข้าไปไง อาศัยเครื่องดำเนิน จะว่าติดไม่ได้ ถ้าว่าติดเราก็จะไม่ทำอะไรกันเลยไง ติดก็ต้องติด ให้มันติดเถอะว่าศาสนานี้เป็นยาเสพติด ขอให้ติด มันไม่ติดน่ะสิ

ศาสนาเสพไม่ติด แต่โลกเสพติด ศาสนานี่มันเบื่อ มันทำแล้วไม่จริงไม่จัง ทำแล้วมันถอยไง ถ้าเสพติดก็ดี เอาศาสนามาแบบว่าเสพให้เด็กติด ติดหมดๆ มันก็ไปดีหมดว่าศาสนาเป็นยาเสพติด อันนี้มันเป็นกิเลสพูดไง กิเลสมันจะต่อต้าน มันจะป้องกันไม่ให้เราทำความดี มันกลัวเราจะหลุดจากอำนาจของมัน เราจะทำความดี เหมือนกับเพื่อนๆ จะไปเที่ยวกัน จะไปทำบุญกัน.. ไม่.. ไปเที่ยวกันดีกว่า เห็นไหม มันจะพาออกนอกลู่นอกทาง

กิเลสในใจของคนก็เหมือนกัน เวลาทำความดี มีคะมีค้าน ค้านโดยเราค้านตัวเราเองว่าศาสนาเป็นยาเสพติด พอพูดแค่นั้นมันก็ล้มแล้ว ศาสนาเป็นยาเสพติด เพราะคำว่าเสพติดมันเป็นของไม่ดี เสพแล้วมันติด แต่ไอ้นี่มันไม่ได้เสพ มันติด บุญกุศลมันเข้าไปชำระ มันแนบเข้าไปในใจเพราะว่าใจเรานี้เป็นเครื่องดำเนินไง

การเวียนว่ายตายเกิดต่อไปมันต้องมีเสบียงไป มันต้องมีการชักนำไป อย่างเช่น เด็กมาวัด ต้องให้แม่พามาอย่างนี้ ใจที่มันไม่รู้เรื่องเลยมันจะไปไหน ทำบุญกุศลไว้ ทำความดีไว้ วางเป็นแนวทางไว้ เหมือนกระตุกลูกหมูเขาต้องมีสายลวด แล้วลูกหมูวิ่งไปตามสายลวด นี่ก็เหมือนกัน ใจมันจะไปไหนถ้ามันไม่มีเครื่องดำเนิน มันก็มีบุญกุศลเป็นทางพาให้มันไปไง เป็นทางให้มันไปตามสายทางนั้น สายทางของบุญ สายทางของความสุข นี่ศาสนาสอนเราตรงนั้น

แล้วจะไม่ให้ไปได้อย่างไร ? บอกว่าถ้าไม่ให้มันไปทางดีก็ต้องไปทางชั่วใช่ไหม ใจเป็นอย่างนั้นนะ ใจกินอารมณ์เป็นอาหาร ใจกินบาปกินบุญมันอยู่ที่ตรงนั้น มันกินเป็นเนื้อ มันไม่ได้เสพติด มันเป็นเนื้อเดียวกันเลย เพราะการกระทำเกิดแล้วกรรมมันต้องมีไง แต่ให้ผลช้าหรือให้ผลเร็วเท่านั้น

ดูอย่างทำความดีที่ว่าขนาดมาเกิดนะ ดูสิ อย่างพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลก็เหมือนกัน บางองค์ฉันข้าวไม่เคยอิ่ม ในประวัติ เห็นไหม พระอรหันต์ฉันข้าวไม่เคยอิ่มเลย จนล่ำลือ จนพระสารีบุตรต้องไปขอดู เป็นอย่างไรถึงไม่อิ่ม จับบาตรไว้นะ “อ้าว.. ฉัน วันนี้ฉัน” จับบาตรไว้เลย พระสารีบุตรนะ เอาบุญบารมีของพระสารีบุตรจับบาตรไว้แล้วค่อยฉัน เกิดมานี่ฉันข้าวเพิ่งอิ่ม กินข้าวอิ่มมื้อเดียว มื้อวันสุดท้ายนั่นน่ะ พอฉันข้าวนั้นอิ่มเสร็จก็ตาย นี่ตามตำราบอกว่าพระสารีบุตรปล่อยไม่ได้นะ ถ้าปล่อยบาตรปั๊บข้าวหายหมดเลย ต้องจับไว้ แล้วก็ “อ้าว.. ฉัน อ้าว.. ฉัน ฉันซะ ฉัน” เห็นไหม พระอรหันต์นะ คำว่าพระอรหันต์ต้องมีบุญมากใช่ไหม แต่กรรมเป็นเครื่องที่ทำไง

เราจะบอกว่าที่ว่าเราบอกว่าเราปฏิเสธกันไปว่า “กรรมไม่มี บุญไม่มี ทำแล้วไม่เห็นจะได้ผล”.. ได้ ! แต่มันจะไปส่งผลต่อไปหรือส่งผลเลย นี่มันเป็นจังหวะที่มันหมุนมาพอดีไง เห็นไหม ขนาดพระอรหันต์เคยทำไว้

แล้วดูอย่างพระอนุรุทธสิ ขนาดตอนเป็นเด็ก ที่ว่าขนมไม่มี ขนาดว่าทำบุญแล้วอธิษฐานไว้ตลอดว่า “ขอให้คำว่าไม่มี หรือว่าขาดแคลนไม่ให้ได้ยิน” อธิษฐานมาตลอดไง แล้วตอนเป็นเด็กแม่ทำอาหาร ทำขนมให้กินไง แล้วเด็กไปเล่นกัน ก็ขอให้คนใช้มาเอาขนม ทีนี้ขนมมันหมด มาเอาขนม “ขนมไม่มี” ไอ้คนใช้วิ่งกลับมามาบอกว่า “ขนม.. ไม่มี ขนมหมด” อ้าว.. ขนมนี้ไม่มี เพราะไม่รู้จัก

แม่ก็บอกว่าลูกนี่ไม่เคยได้ยินคำนี้ จะสอนลูกไง ให้เอาถาดไปแล้วเอาฝาชีนี้ครอบไป พอเปิดออกมาต้องขนมไม่มี ขนมไม่มีคือว่าถาดเปล่า ก็เอาครอบไป ทีนี้พอคนใช้เอามา เทวดาไง บุญ ! บุญกุศลสร้างไว้ เทวดานิมิตเป็นขนมทิพย์เลย พอไปถึงก็ให้ลูก เด็กก็เปิด คนให้มามันไม่มี แต่เวลาเปิดมันมีขนม แล้วเป็นขนมทิพย์ คิดดูสิมันจะอร่อยขนาดไหน

น้อยใจนะว่าแม่เลี้ยงเรามาแม่ไม่รักเราจริง ถ้ารักเราจริงขนมนี้ทำไมไม่ให้เรากิน ไม่เคยให้กินเลย ให้กินแต่ขนมธรรมดามา วันนี้ขนมนี้มันยอดที่สุด กลับไปต่อว่าแม่นะว่าแม่นี่ไม่รักหนูจริง ถ้ารักหนูจริงทำไมไม่ให้กินขนมแบบนี้ ซ่อนไว้ทำไม ให้กินขนมธรรมดามาตลอดเลย แม่ก็ โอ้โฮ.. ลูกเรามีบุญขนาดนี้นะ เพราะตัวเองเป็นคนเอาถาดเปล่าครอบไป แล้วมันมีได้อย่างไร ? นี่อันนี้บุญ

เวลาคนมีบุญมากๆ มีบุญขนาดนี้ แต่เวลาคนที่ไม่มี คนที่ว่าขนาดเป็นพระอรหันต์ยังอดอยาก นี่กรรมหรือผลบุญมันให้ผลอย่างนั้นนะ ให้ผลเด็ดขาด เราเชื่อมั่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เพียงแต่มันให้เรายังไม่ถึงวงรอบที่มันให้เราไง เราก็ไปว่าอยากได้ๆ มันยังไม่ถึง แล้วเขาถึงบอกไง ปลูกมะม่วงมันจะได้กินมะม่วงเด็ดขาด แต่ถ้าเราปลูกมะม่วงไว้แล้วเราไม่ได้รดน้ำเลย มันมีต้นมะม่วง แต่ลูกมันไม่ออก แล้วได้กินเด็ดขาดมันเมื่อไร ?

นี่ก็เหมือนกัน บุญกุศลไง บุญกุศลเหมือนกับใจเปิด-ไม่เปิด ใจเป็นไป-ไม่เป็นไป มันจังหวะของใจเพราะมันเป็นเรื่องนามธรรม เห็นไหม บางคนทำความดีมา ทำอะไรมา เราดูสิ เราจะน้อยเนื้อต่ำใจกันมากเลย ทำดีแล้วไม่เห็นได้ดีเลย ทำความดีกันมากนะ คนอื่นไม่เห็นทำความดี เราทำพอกันมากับเขา ทำไมเขามีความสุขมาก ? เราไปมองไง

ตอนนี้ถ้าพูดอย่างนี้ เราชักมาเรื่องเศรษฐกิจได้เลย ตอนนี้ชักมาเรื่องเศรษฐกิจ แล้วใครก็บอกว่าคนเมืองไทยนั่งแต่รถเบนซ์ นี่เขามาเล่าให้ฟัง นั่งแต่รถเบนซ์นะแต่ไปเช่าบ้านอยู่ถูกๆ เห็นไหม นี่พูดถึงที่ว่าเราไปมองกันแต่เปลือกไง

พระพุทธเจ้าไม่ได้ว่าตรงนั้น นี่มันชัดมาก เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าครอบครัวไหนที่มีบุญ คือว่าครอบครัวไหนที่พ่อแม่พี่น้องหันหน้าเข้าหากันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใสนั่นคือความสุข

พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าบ้านไหนมีเงินบ้าง บ้านไหนมีของวัตถุสิ่งของบ้าง บ้านนั้นมีความสุข.. ไม่ใช่ ถ้าคนมีมากปั๊บมันก็เป็นภาระ เป็นความรำคาญไปเลย เป็นทุกข์อีกตัวหนึ่ง ความสุขไม่ใช่ตรงนั้น บุญไม่ใช่ตรงนั้น บุญคือว่าในบ้านยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุขไง เพราะความสุขคือบุญไง ความสุข ความพอใจ ความอิ่มเป็นบุญ

ไม่ใช่ว่าเรามีเครื่องประดับ ยิ่งประดับมากมันยิ่งอยากมาก มันยิ่งหิวมากนะ อันนั้นหิวไม่ใช่บุญนะ แต่เราเข้าใจผิด เราไปดูตรงนั้นกันไง ตอนนี้เลยเป็นอย่างนั้นกันไปหมดเลย พอเราไปมองเห็นอย่างนั้นเลยบอกว่าคนอื่นมีความสุขไงเพราะเรามองไป เพราะอะไร ? เพราะเขาก็พยายามจะจัดฉากให้เราดูว่าเขามีความสุข เพราะมันเป็นเครดิต แต่เราก็ว่าคนอื่นมีความสุขทั้งๆ ที่ว่าเขาทุกข์ไง

ทีนี้มันถึงว่ามันถึงเป็นของปลอม ไม่ใช่ของจริงไง พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า “บุญคือความสุขในใจ” พระพุทธเจ้าวัดค่าที่ความสุข ไม่ได้วัดค่าที่วัตถุนั้น

แต่พวกเราไปวัดค่าที่วัตถุนั้น แล้วเราก็ไปน้อยใจกันว่าเราทำ ทุกข์ขนาดนี้ วัตถุนั้นเรายังไม่ได้ เราถึงถามว่า “เรามีความสุข ความพอใจไหม ? เรามีความสุขไหม ?”

หมายถึงว่ามันละเอียดขนาดนั้น เราถึงว่าไม่เห็นคุณค่าของศาสนาไง ศาสนาสอนลงที่หัวใจ สอนลงที่ความสุขที่แท้จริงไง ไม่ใช่ว่าต้องไปวิ่งให้มันทุกข์ ๒ ชั้นไง

อยาก ! อยากมี ! อยากเป็น ! หนึ่งทุกข์แล้ว วิ่งไปหามานะ หามาๆ หามาแล้วไปซื้อมา ทุกข์อีกชั้นหนึ่งเพื่อจะมีความสุขนะ พอหามาเสร็จแล้วมาใช้อยู่พักหนึ่งก็เป็นอย่างนั้น แต่ไม่ปฏิเสธว่าไม่ควรหา มันเป็นสัจจะความจริงว่าคนเกิดมามีปากมีท้องต้องอยู่อาศัย กินอิ่มนอนอุ่น.. ต้องมี

แต่ถ้าคนมีความสุขแล้วนะ คนมีความเข้าใจนะ ไอ้เรื่องนี้มันก็เป็นเครื่องบำเรอกายไง ความสบายไง ความสบายไม่ใช่ความสุข ฟังสิ ถ้าความสบายไม่ใช่ความสุขแล้วเราอยากสบายทำไม ? เพราะความสบายมันเป็นสบายของใครไง

อย่างเช่น เราเปิดแอร์ในห้อง พอเปิดแอร์คนหนึ่ง ทุกคนไม่พอใจนะ บางคนว่าหนาวเกินไป บางคนบอกว่ายังร้อนเลย เปิดอีกหน่อย เห็นไหม เราถึงว่าความพอใจอยู่ตรงไหน ? สุข ! สุขที่ว่า.. วัดกันตรงไหน ? ในห้องเดียวกันเปิดแอร์มา บางคนบอกว่าหนาวให้เบาหน่อย บางคนบอกว่ายังเลย ไม่พอใจ ให้เร่งอีกหน่อย

นี่มันก็เหมือนกับวัตถุตรงไหน ? ตรงไหนเป็นที่พอของคน ? แต่ถ้าใจมันหยุดนะ.. มันพอ แล้วเป็นเครื่องอาศัย พระพุทธเจ้าถึงบอกเป็นเครื่องอาศัย เราอย่ามองข้ามจนแบบว่าเป็นขี้ข้ามันไง หามาเพื่อจะมีความสุขแล้วมันไม่จริงเลย

ความพอใจ หามาใช้แล้วพอใจ มันจะวิเศษกว่าเขาหรือมันจะด้อยกว่าเขา “ฉันพอใจ ฉันมีวาสนาขนาดนี้ ฉันพอใจ”

อย่างเช่น เรานี่เหมือนกัน เขายกตัวอย่างเลยล่ะ อย่างตัวเรานี่ใครจะว่าขนาดไหนก็ว่าไป เขาว่าเลย เขามีวาสนากัน ไอ้เรามันขี้ทุกข์ ไปไหนก็ต้องลำบากอย่างนี้.. ก็ยอม แล้วไม่ตื่นเต้นไปกับเขา เพราะว่าเห็นโทษของมันเลยล่ะ ลองหามาสิ ไอ้พาหนะนี่หามา พอหามาตูม ! ต้องคอยไปนั่งเฝ้ามันกลัวมันหาย ไปจอดไว้แล้วกลัวมันหาย พอจะไปไหนก็ต้องจ้างคนมารับ มาขับ แล้วจะต้องคอยรักษามัน

อย่างนี้เราไปไหนเราอาศัยเขาไปเนาะ เห็นไหม เครื่องอาศัยนี่อาศัยใครไปก็ได้ อาศัยไปหมด แล้วมันสะดวกสบายจริงๆ บางคนไม่มีเลย อยากไปไหนก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ไป ถึงว่าถ้าอยากไปหรือว่าต้องการไป ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ไม่ไปก็ไม่ไป ถือว่ากรรม.. จริงๆ นะ คิดอย่างนั้นเลยนะ

บางอย่างจำเป็นมาก.. ตัดทิ้ง ! ไม่ไป ใครจะด่าก็ให้มันด่าไป ถือว่าในเมื่อเราขวนขวายแล้ว ถึงกับจุดสิ้นสุดความสามารถเราแล้ว เรามันไปไม่ได้ก็ต้องถือว่าสิ้นสุดแค่นี้ ไม่ตื่นเต้นเลย.. เฉย แล้วไปเจอข้างหน้าก็ต้องไปขอโทษเขา.. เคย เขาส่งฎีกามา ส่งมาหมายถึงว่าประชุมวันนี้ ส่งมาตอนเย็น.. ไม่ทัน อ้าว.. ไม่ทันก็ไม่ทัน ถือว่าไม่ทัน.. เราก็ทำเต็มที่แล้วไง

นี่การอาศัยคนอื่นมันก็เป็นอย่างนั้น แต่ ! แต่มันไม่ใช่เรื่องสุขเรื่องทุกข์ในใจ ใจนี้มันเป็นของเรา

ดังนั้นพระอยู่ในป่าจะอยู่ได้อย่างไร ? พระอยู่ในป่าในเขา เห็นไหม ถึงว่าพระอรหันต์ เวลาสโมสรสันนิบาต.. ฟังนะ แล้วไปเทียบดูแล้วงงมากนะ สโมสรสันนิบาตของโลก โอ้โฮ.. เวทีนี้ต้องเพียบนะ ต้องมีไฟ ต้องมีน้ำตกนะ ต้องโอ้โฮ.. มีไฟ มีน้ำตกนะ

สโมสรสันนิบาตของสงฆ์เห็นไหม พระพุทธเจ้านั่งกลางแสงจันทร์ พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์นั่งเงียบสนิท ! มีความสุขไง กินความสงบ กินความนิ่ง กินความวิเวกไง ใจมีแต่ความสุข นั่งเสวยสุขทั้งคืน วิมุตติสุข ฟังสิ นี่สโมสรของผู้มีความสุข

แล้วสโมสรของเรา ดูสิ “โอ้โฮ.. ชนกันไปก็ชนกันมา” ชนแก้วไง ชนแล้วชนอีก โอ้โฮ.. สโมสรสันนิบาต แล้วเราไปมองกันว่าเขามีความสุขได้อย่างไร ? นั่งกันเฉยๆ มีความสุขได้อย่างไร ?

ก็เหมือนเรามีความสุขใจมาก เราก็เปลี่ยนนะ เวลาเราหาวัตถุมา อย่างผู้หญิงก็มีเพชร เพชรเม็ดโตเลยนะ มองเพชรน่ะ “โอ้โฮ.. มีความสุขมาก อิ่ม.. มีความสุข” นี่อามิส เพราะใจมันเสวยอารมณ์ แต่จิตที่บริสุทธิ์ จิตมันนิ่งไง มันมีความสุขได้อย่างไร ? มันก็เหมือนที่ว่าเราเห็นเพชรเม็ดใหญ่ๆ แล้วเรามีความสุขไง แต่นี่มันไม่ต้องเห็นเพชรเม็ดใหญ่ๆ มันกินอารมณ์ในตัวมันเองไง มันสุขของมันเอง แล้วนั่งมีความสุขมาก.. นี่วิมุตติสุข นี่สโมสรสันนิบาตของผู้ที่ว่าเชื่อศาสนาแล้วทำถึงที่สุด

นี่สโมสรสันนิบาตของเรา.. อย่าหลงทาง เราชาวพุทธ เราเชื่อพระพุทธเจ้า ไอ้อย่างอาชีพการงานทำตามๆ ไป แต่หัวใจไม่วิ่งออกไปข้างหน้าหรืออยู่ข้างหลังจนมันเสียงาน แล้วทำให้เรามีความทุกข์ไง เพราะเราขวนขวายกันไปจนแบบว่างานอยู่ขนาดนี้ แต่มันคิดไปก่อน.. ไอ้นี่ก็เป็นความทุกข์ มันมายังไม่ถึง

เขาบอกว่าอดีตอนาคตไม่ให้คิด ให้อยู่กับปัจจุบัน หน้าที่ก็ทำไป ทำงานปัจจุบันของเรา.. ยอด ! แต่นี่ปัจจุบันก็จะทำ ย้อนไปในอดีต ย้อนไปในอนาคตทุกข์ไปหมดเลย ทุกข์ไปหมดเลย ขนาดอยู่กับงานก็ยังทุกข์ เพราะใจมันไปก่อน งานการมันอยู่กับที่ไง

พระพุทธเจ้าถึงสอน “ทาน ศีล ภาวนา” ศีลมันคุมใจไว้ คุมไว้เลยนะ ปาณาติปาตา ไม่ฆ่าสัตว์ คนไม่ฆ่าสัตว์ชีวิตจะยืนยาวนะ.. ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดในกาม ไม่มุสา ดูสิ ดูแล้วคิดมากนะ

ดูอย่างสัตว์ เห็นไหม ความสืบต่อ ความรับผิดชอบของสัตว์ ! สัตว์ แม่นี่รักลูกนะ แป๊บเดียว อย่างเรานี่รักกันตลอดเลยนะ อย่างของสัตว์.. สัตว์ดีมันดีมากนะ อย่างสัตว์เวลามันคลอดลูกมา มันจะรักมากตอนลูกมันเล็ก พอมันโตหน่อยมันกัดให้ลูกมันไป เห็นไหม มันชั่วความรับผิดชอบมันนิดเดียวๆ เลย แต่มันก็เป็นธรรมชาติไง แต่มันไม่มีปัญญาเหมือนมนุษย์ มนุษย์มันผูกพันกันไปจนตาย

แต่สัตว์นี่รักเดี๋ยวเดียวนะ แม้อยู่ด้วยกันมันก็กัดกัน นี่ความรับผิดชอบมันไม่มี ความสืบต่อ สติมันหรือว่าความสืบต่อของความรู้สึกอันนี้มันไม่มี ไม่เหมือนคน มันถึงได้ทุกข์ของมันอย่างนั้นไง ถึงว่าอบายภูมิ

เราเกิดเป็นมนุษย์ เรามีสิทธิ์มากนะ เรามีสิทธิ์ สติสัมปชัญญะ ความรู้สึก ปัญญาของมนุษย์ต่างกันมาก มนุษย์เท่านั้นที่จะปฏิบัติธรรมแล้วหลุดพ้นไปได้ อย่างอื่น อย่างเทวดา พวกอินทร์ พรหมนี้ได้บ้าง แต่ไม่เหมือนมนุษย์ ! ไม่เหมือนมนุษย์ ! ยิ่งสัตว์นี้ไปเลย

นี่ถึงว่าปาณาติปาตาไง ไม่ฆ่าเขา ไม่รังแกเขา คิดดูสิ ตัวเขาเอง สังคมเขาเองเขายังช่วยกันเองไม่ได้ แล้วเราก็ไปยุ่งกับเขา ไม่ฆ่าสัตว์แล้วเมตตาสัตว์ด้วยนะ ศีลกับธรรมไง ศีล ๕ คือว่า ศีลคือการยกเว้น เรานั่งอยู่นี่ศีลครบนะ ไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วอยู่เป็นก้อนหินหรือ ?

ธรรมคือความเมตตา คือความสงเคราะห์ นั่นธรรมเห็นไหม มีศีลแล้วต้องมีธรรมด้วย ถ้ามีศีลแต่ไม่มีธรรมนะ.. มนุษย์นี้เปรียบเสมือนก้อนหินก้อนหนึ่ง ก้อนหินมันอยู่เฉยๆ มันไม่เคยทำอะไรเลย ก้อนหินมันตั้งอยู่นั่นมันผิดศีลตรงไหน ? มันไม่เห็นผิดศีลเลย เรามีศีลต้องมีธรรมด้วย พอมีศีลแล้วไม่ทำอะไรเลย มันก็ว่าเราไม่ต่อเนื่องไง มีศีลแล้วก็มีธรรม ไม่ลักทรัพย์ก็หาทรัพย์ ไม่ผิดของเขา เราก็ไม่ให้ใครผิดของเรา ใช่ไหม

ไม่โกหกเขา ! ไม่โกหกเขาไม่สำคัญนะ ไม่โกหกตัวเองนี้สำคัญกว่านะ โกหกตัวเอง ! นี่โกหกตัวเองกันตลอด อยากจะทำความดีแล้วไปตั้งเป้าหมายแล้วไม่เคยได้เลย โกหกไหม ? นี่โกหกตัวเอง ! โกหกคนอื่นแล้วยังโกหกตัวเองด้วย.. เมา ! เมาอารมณ์ของตัว อย่าว่าแต่เมาสุราข้างนอกเลย เมาในความคิด เมาในอารมณ์ เมาหมด ! เมาหมดเลย !

ถ้าละเอียดเข้ามานี่ปัญญามันจะเกิดนะ แล้วมันตะล่อมความคิดของตัวเองไง ให้เห็นโทษ เห็นโทษก็จะเห็นคุณไปพร้อมกัน

ถ้าไม่เห็นโทษเลยล่ะ ทำไมเราเป็นอย่างนี้ ? ทำไมเราเป็นอย่างนี้ ? ก็ไม่เห็นโทษที่จะแก้ไข จริงไหม โทษยังไม่เห็นเลยจะเห็นคุณตรงไหน ถ้าเห็นโทษจะเห็นคุณไปเรื่อย “ผลักเข้ามาใกล้ๆ เลย ผลักเข้ามาใกล้ๆ เลย เออ.. นี้เป็นโทษนี่ แล้วเราจะเห็นคุณ พอละโทษก็เป็นคุณเกิดขึ้นมาตลอดเลย นี่ปัญญาจะเกิดแล้ว

ปัญญาของคนไม่เหมือนกับสัตว์ สัตว์มันไม่มีอย่างนี้ มันไม่ได้คิดอย่างนี้หรอก มันมีแต่จะกัดเขาเพื่อจะอิ่มหนำสำราญของมันคนเดียว แต่เรานี้ปัญญามันเข้ามากัดใจ กัดความรู้สึกให้เป็นสุขภายใน สุขแท้ๆ ที่พระพุทธเจ้าสอน ที่ศาสนาเราสอน เราไม่วิ่งไปข้างนอก วิ่งไปหาอามิสมัน แต่ต้องอาศัยนะ (เทปสิ้นสุดเพียงเท่านี้)