เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๙ มี.ค. ๒๕๖o

 เทศน์เช้า วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมเพื่อเราแสวงหาสัจธรรมในชีวิต 

ชีวิตของเรา เห็นไหม เราหาสัจธรรม เวลาหาสัจธรรม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศานา พระพุทธศาสนาสอนให้มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ทางสายกลาง ทางสายกลางเราก็คิดของเราไปเองทั้งนั้น มันไม่เป็นทางสายกลางโดยสัจจะโดยความจริงไง 

ฤดูกาล เวลาฝนตก เวลาฝนตกขึ้นมา เห็นไหม มีความชุ่มชื่นขึ้นมา นี่เป็นดับความร้อน ดับความร้อน แต่! แต่มันก็ยังไม่สะใจพวกชาวไร่ชาวนาเขา ชาวไร่ชาวนาเขา เขาต้องการให้ความพอดีของเขาคือความต้องการของเขา ให้ความเหมาะสมในการดำรงพืชไร่ของเขา 

การดำรงชีวิต เห็นไหม ดำรงชีวิตของเรา ดำรงชีวิตของเรา ถ้าเราหาสัจจะความจริงของเรา เราต้องมีสติมีปัญญามากกว่านั้น ถ้ามีสติปัญญามากกว่านั้น เห็นไหม มัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทาของใคร ถ้ามัชฌิมาปฏิปทาของกิเลส กิเลสมันมีความต้องการของมันทั้งนั้น 

ถ้ามัชฌิมาของธรรม ถ้ามัชฌิมาของธรรม เห็นไหม เริ่มตั้งแต่การกระทำของเรา เราขวนขวายของเรา ถ้ามันสมดุลของเรา เราก็มีความสงบระงับเข้ามาเรื่อยๆ แต่มัชฌิมามันจะละเอียดไปเรื่อยๆ ความละเอียดของมัน ละเอียดมันซับซ้อนเข้าไปในหัวใจเราเรื่อยๆ สิ่งใดที่เราได้ประสบได้พบเห็น สิ่งใดที่ได้ประสบนี่รสของธรรม รสของธรรม ธรรมะมันต้องมีรสมีชาติ 

เวลาเขาบอกปฏิบัติธรรมต้องมีความสุข มีความสุขไง ความสุขของเขา ความสุขคือความสบายใจไง ความสบายใจโลกเขาก็สบายใจได้ เขาไปเที่ยวพักผ่อนมาเขาก็สบายใจของเขา

แต่ถ้าเป็นการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ความสบายใจๆ สบายใจ เห็นไหม คนบอกสบายใจแล้วเป็นอุเบกขา อุเบกขานั่นก็เป็นธรรมๆ อุเบกขานั่นแหละมันจะไปลงดีและชั่ว อุเบกขามันกลางๆ ไง มันไม่มีเหตุมีผลของมันไง ถ้ามันอุเบกขา อุเบกขา สบายใจเขาว่าเป็นอุเบกขา แต่ถ้าอุเบกขามันก็มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเข้าไปเขาจะมีหลักมีเกณฑ์ของเขาเข้าไปเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป 

ถ้าฟังธรรมๆ เพื่อเหตุนี้ไง ฟังธรรมเพื่อหัวใจของเรา ถ้าหัวใจของเรา เรามีสติปัญญามากขึ้น ถ้าเรามีสติปัญญามากขึ้นเราจะค้นคว้าหาจิตใจของเราได้มากขึ้น มันเป็นอริยทรัพย์ 

ทรัพย์สมบัติที่เราแสวงหากันอยู่นี่ ทรัพย์สมบัติแสวงหามาเพื่อดำรงชีวิต ทรัพย์สมบัติแสวงหามาเพื่อดำรงชีพ ทรัพย์สมบัติ เห็นไหม ถ้าใครประสบความสำเร็จ สังคมเขาสรรเสริญ แต่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรม มักน้อยสันโดษ มักน้อยสันโดษ เขาบอกชีวิตนี้ไม่มีความสุข ชีวิตนี้ไม่มีค่า ชีวิตไม่มีค่า ชีวิตมีค่าต้องอาบเหงื่อต่างน้ำแบกหามอย่างนั้นใช่ไหมถึงจะมีค่าน่ะ มันมีค่าอย่างนี้มันมีค่าแบบโลก โลกเขามองเห็นได้ง่ายไง 

แต่ถ้ามีค่าๆ ของเรานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา เวลาเป็นบุคคลเอกของโลก สั่งสอน ๓ โลกธาตุ สั่งสอน ๓ โลกธาตุเอาอะไรไปสั่งสอนเขา ก็เอาวิมุตติสุขในใจนั่นไงไปสั่งสอนเขา

ถ้าเราไม่มีวิมุตติสุขในหัวใจ เราไม่มีเหตุมีผลขึ้นมา เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไม่ได้ มันไม่มีเหตุไม่มีมรรคขึ้นมาเอาอะไรไปสอนเขา จำมาสอนเขา จำมาสอนเขา เวลาเขาถามขึ้นมาก็ตอบเขาไม่ได้ พอตอบเขาไม่ได้เพราะอะไร เพราะเป็นความจำไง ความจำก็ต้องไปหาเหตุผลในตำรานั้น ถ้าหาเหตุผลในตำรานั้น แล้วตำราเขาบอกว่าอย่างไรเราก็ไม่เข้าใจไง เราก็พยายามจะเทียบเคียงขึ้นมา มาสอนเขาให้เข้าใจให้ได้ไง เราเองยังไม่เข้าใจ เราไปสอนคนอื่นให้เข้าใจได้อย่างไร

แต่ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดแล้ว  มารเอย เธอเกิดเพราะความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดบนดวงใจนี้ไม่ได้อีกเลย” มันมีเหตุมีผลไง เวลาสั่งสอนเขาก็สั่งสอนเขาตรงนี้ไง สั่งสอนเขาตั้งแต่ เห็นไหม คนที่เป็นคฤหัสถ์ เห็นไหม บริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา อุบาสก อุบาสิกา เห็นไหม เขาก็มีหน้าที่รับผิดชอบของเขา

เวลาในสมัยพุทธกาลนะ มีพระไงไปเอาไม้ เอาไม้ของกษัตริย์เอามาสร้างกุฏิ แล้วเวลาเขาไปตรวจไม้ ไม้มันขาด เขาก็ไปจับ พอไปจับขึ้นมาไปจับคนที่เป็นผู้ควบคุมดูแล ควบคุมดูแลนั่นน่ะ เขาบอกพระมาขอ พระมาขอเขาจะตัดหัวเลย เพราะมันของโกงเขา มันเป็นของราชการ นี่ก็ไปเอาพระนั้นมา เวลาพระนั้นมาพระบอกว่าเวลาไปเอา มาขอไม้ ก็บอกว่า กษัตริย์เขาให้แล้ว กษัตริย์เขาให้แล้วก็ไปเอา ไอ้คนที่ควบคุมก็ให้ไปไง พอให้ไปแล้ว เห็นไหม  

ถึงเวลาแล้วเขาจับมา ก็บอกว่า เอ๊ะ! งานเรามาก งานเรามากน่ะ เราระลึกไม่ได้หรอกว่าเราเคยบอกให้กับพระตั้งเมื่อไหร่ พระต้องไม่ทุศีลไง พระบอกว่า จำไม่ได้หรือ เวลาจะสถาปนาเป็นกษัตริย์ ป่า น้ำ ป่าไม้ยกให้สงฆ์ ยกให้สงฆ์ยกให้พระไง เขาไปอ้างอิงเอาตอนนั้น 

แต่เวลาเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองงานมากใช่ไหม พูดอะไรไปอาจจะจำไม่ได้นะ ให้พระบอกมา เวลากษัตริย์ กษัตริย์บอกเลยนะ รอดชีวิตได้เพราะผ้าเหลืองนะ ถ้าไม่ใช่พระนะตัดหัวเลย แต่นี่เพราะเป็นพระ เวลาเขาพูด เห็นไหม เวลาสถาปนาเป็นกษัตริย์ เขาพูดถึงเวลา ป่า น้ำ เพราะว่าไม่ให้พระที่ประพฤติปฏิบัติรังเกียจเดียดฉันท์ไง ว่ามีสิทธิ เป็นผู้ถือครอง เป็นผู้มีสิทธิ์ ผู้ที่เป็นธรรมเขาไม่หยิบไม่ฉวยนะ

ฉะนั้น กษัตริย์ที่มีธรรมท่านรู้ถึงพระที่มีคุณธรรมในใจไง สิ่งนี้ถวายพระ ยกให้ แล้วพระให้ใช้สอยตามธรรมวินัยนั้น ไอ้นี่อ้างอิงเลย ไปเอาไม้ในคลัง เขาเอาไว้ซ่อมราชวัง งานเรามาก งานเรามาก คำว่า งานเรามาก” เห็นไหม เราเกิดเป็นบริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา งานของเรามีไง งานของเราเยอะแยะ งานของเรา เห็นไหม ต้องทำหน้าที่การงาน งานของเราต้องหาเลี้ยงชีพ งานของเราต้องดูแลครอบครัวของเรา งานของเราเยอะแยะ งานของเราเยอะแยะ งานของเราไง ถ้างานของเรา แล้วเราจะหาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเวลามันที่ไหน

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ทางของคฤหัสถ์เป็นทางคับแคบ มันคับแคบตรงนี้ คับแคบที่ว่าเราไม่มีเวลาที่จะพยายามเจียดมาเพื่อจะหาความสงบของใจ เราไม่มีเวลาจะเจียดมาเพื่อค้นคว้าหาอริยทรัพย์ สัจจะความจริงในใจ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกทางคฤหัสถ์เป็นทางคับแคบ ไอ้เราก็ว่าคับแคบอย่างไร โอ้โฮ! รวยนะ ทำงานได้เยอะด้วย คับแคบที่ไหน เหงื่อไหลไคลย้อยเลย ไอ้นั่นมันงานสาธารณะไง งานหาไว้เป็นสมบัติสาธารณะ มันเป็นของสาธารณะนะ

ผู้ที่มีปัญญา เห็นไหม ในทางเศรษฐกิจใครมีปัญญา ใครมีอำนาจวาสนา จังหวะและโอกาสเป็นของเขาทั้งนั้นน่ะ ผู้ที่ทำขาดตกบกพร่อง ผู้ที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จต่างๆ มันก็มีเรื่องเวรเรื่องกรรมทั้งนั้นน่ะ กรรมเก่า กรรมใหม่นะ แต่คำว่า กรรม” ต้องมีกรรมดีด้วยนะ ไม่ใช่มีแต่กรรมชั่ว ถ้าไม่มีกรรมดีเราไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์หรอก สิ่งที่เกิดเป็นมนุษย์มีค่าที่สุด เพราะการเกิดอันนี้เกิดจากมนุษย์สมบัติ มนุษย์สมบัติคือศีล ๕ ผู้มีศีลสมบูรณ์ ผู้มีศีล แล้วพอเกิดมาแล้วผู้ที่มีอายุยืนยาว เพราะเขารักษาศีลของเขาดี 

สิ่งที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์สมบัติมีค่าที่สุด เพราะเป็นมนุษย์แล้ว เราเป็นฆราวาสเราก็แสวงหาเพื่อเลี้ยงชีพของเรา เพื่อแสวงหาเพื่อความสุขความจริงของเรา ถ้าเห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระ มาบวชเป็นพระทางกว้างขวางแล้ว ทางกว้างขวาง เห็นไหม ฉันเสร็จแล้ว ๒๔ ชั่วโมง วัดเรา ๒๔ ชั่วโมง เพราะ เพราะเราแสวงหาอย่างนี้ เราบวชใหม่ๆ เราแสวงหาที่นี่เราแสวงหาการประพฤติปฏิบัติ เราแสวงหาครูบาอาจารย์นะ เราคิดถึงหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ หัวใจของผู้ที่บวชใหม่ๆ เขาต้องการอะไรไง 

ฉะนั้น วัดเรานี่ ฉันเสร็จแล้วนะ เว้นแต่ผู้ที่เข้าเวร วัดเป็นที่สาธารณะ มันต้องมีผู้ที่ควบคุมดูแล ผู้ที่เข้าเวร ผู้ที่อยู่ภาระหน้าที่ ผลัดกัน เราก็รับผิดชอบหน้าที่ แต่ผู้ที่ไม่มีหน้าที่ ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมง ทางของพระมันกว้างขวาง กว้างขวางอย่างนี้ กว้างขวางว่าเรามีเวลา ๒๔ ชั่วโมงเลย อดอาหารก็ได้ อดนอนก็ได้ ๒๔ ชั่วโมงเป็นอิสระ เป็นเสรีภาพที่จะประพฤติปฏิบัติเต็มที่ เป็นสิทธิ์ ทางของพระกว้างขวาง กว้างขวางอย่างนี้ไง 

แต่ถ้ามันกว้างขวางในหัวใจนะมีสติหรือไม่ ถ้าไม่มีสตินะกิเลสมันบีบคั้น กิเลสมันหยิบฉวย กิเลสมันบีบคั้น มันดีดมันดิ้นในใจ นี่คับแคบแล้ว กิเลสมันทำให้คับแคบ มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดบนหัวใจเราไม่ได้เลย แต่ของเรามารเต็มหัวใจเลย มันบีบบี้สีไฟ มันเหยียบย่ำในใจ เวลาทางกว้างขวางก็ลงไปในทางจงกรมสิ นั่งสมาธิภาวนารักษาหัวใจของตนสิ ถ้ามันนั่งไม่ได้นะ คนถ้าไม่มีงานทำ คือว่า ไม่มีมรรคในหัวใจ เดินไม่ได้หรอก ๒๔ ชั่วโมงอยู่ไม่ได้ นั่งก็นั่งไม่ได้ ทำสิ่งใดก็ไม่ได้ 

แต่ถ้ามันทำได้ๆ ทำได้ต้องหัวใจมีบาทมีฐานของมัน ถ้าหัวใจมีบาทมีฐานขึ้นมา ทางจงกรม เห็นไหม สวรรค์เลย วิมานเลย สิ่งที่ปรารถนาเลย อยากจะเข้าสู่ทางจงกรม ครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติเป็นของท่าน มันเรียกร้อง หัวใจน่ะมันเรียกร้อง มันแสวงหา เมื่อไหร่เราจะได้ภาวนา เมื่อไหร่เราจะได้เผชิญหน้ากับกิเลส มันแสวงหาตลอด 

แต่แต่คนใช่ไหม เกิดมามันก็ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยใช่ไหม ถ้าไม่รักษาชีวิตนั้นมันก็จะตายไป ถ้ามันจะตายไปก่อนที่กิเลสมันจะตายเราเสียโอกาสนะ มันถึงต้องเจียดเวลามาบิณฑบาต บิณฑบาตมาขบมาฉัน เลี้ยงชีพไว้ รักษาชีวิตนี้ไว้ รักษาชีวิตนี้ไว้เพื่อประพฤติปฏิบัติไง คนถ้ามันมีเหตุมีผลของมัน 

ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ท่านจะดูอย่างนี้ไง ถ้าดูของเรา ถ้าเป็นพระจริงๆ ถ้าพระมีเหตุมีผล มีมรรคมีผลในใจ โอ้โฮทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนามันเป็นสิ่งที่โหยหา เขาโหยหาอย่างนี้ ถ้ามันเป็นธรรมๆ งานของพระ งานของพระไง ถ้าบวชพระๆ งานของพระ งานหาอริยทรัพย์ ทรัพย์สมบัติที่เป็นภายในหัวใจนี้ไง

แล้วทรัพย์สมบัติที่เป็นภายในหัวใจนี้ ใครเป็นคนการันตีว่ามีทรัพย์มากมีทรัพย์น้อยล่ะ ถ้ามีทรัพย์มากมีทรัพย์น้อย มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกในใจนี้ไง มันอยู่ที่พฤติกรรมการกระทำนั้นไง ถ้าพฤติกรรมการกระทำนั้น เพราะมันมาจากหัวใจไง ถ้าหัวใจมันมีสติมีปัญญาในใจมันจะไปทำอวิชชาไหม ทำตามกิเลสตัณหาความทะยานอยากไหม 

เพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยาก นี่ไง กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กันนะ เรารู้ว่ากรรมมันจำแนกอย่างไรให้มันเกิดอย่างไรไง แล้วเราก็เกิดมากับมันตลอด แล้วเราก็มาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจนมีสติมีปัญญาจนเท่าทันมัน ตามมันทันมันถึงสงบเข้ามาได้ไง เวลาใช้สติปัญญาแยกแยะมัน ทำลายมัน ไอ้อวิชชาไอ้กิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันทำลาย มันทำลายหัวใจของสัตว์โลกที่ให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะในความมืดบอด แล้วเราไปรู้เท่าทันมัน รู้เท่าทันมัน แล้วจะยังเดินตามมันอีกไหม จะให้มันชี้นำอีกไหม จะเดินตามมันอีกไหม 

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินตามมันไปไง ถ้าไม่เดินตามมันไป แล้วสิ่งที่ตรงข้ามมันคืออะไรล่ะ วิหารธรรม วิหารธรรมคือความสุข ความสงบความระงับในใจนั้น ความสุข ความสงบ ความระงับในใจนั้น ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาของท่านจนหมดอายุขัย วิหารธรรมของผู้มีคุณธรรม เห็นไหม เดินจงกรมก็เหมือนกับเครื่องยนต์กลไก เราดูแลรักษา เราต้องใช้งาน เราต้องบำรุงรักษา 

นี่ก็เหมือนกัน ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตเดิมแท้ที่มันผ่องใสต่างๆ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อดูแลรักษานี่วิหารธรรม ไม่ใช่ประพฤติปฏิบัติเพื่อชำระล้างกิเลส แต่เขาทำเพื่อความผ่อนคลาย ความผ่อนคลายนะ

เวลาพระในสมัยพุทธกาลเขาเห็น เขาพบกัน เห็นไหม เธอยังทนได้อยู่หรือ เธอยังทนได้อยู่หรือ” มันไม่มีอะไรเป็นความจริง เสื่อมสภาพหมดไง ร่างกายมันต้องบีบคั้น เวลาเป็นเฒ่าแก่ขึ้นมา เห็นไหม หัวเข่าเจ็บ ทุกอย่างมันปวดมันเมื่อย เธอยังทนได้อยู่หรือ 

ผู้ที่มีสติปัญญา เห็นไหม กายกับใจไม่เกี่ยวเนื่องกัน กายเป็นกาย ใจเป็นใจอยู่ด้วยกัน อาศัยด้วยกัน จนกว่ามันจะหมดอายุขัย ถ้าจนกว่าจะหมดอายุขัยนะ เพราะว่าไม่เร่งเกินไป ไม่ผ่อนเกินไป มัชฌิมาปฏิปทา เห็นไหม ไม่เร่ง ไม่อยากตาย ไม่อยากตาย ไม่อยากทำลาย อยากจะไปวิมุตติสุขจริงๆ สอุปาทิเสสนิพพานพระอรหันต์ที่ดำรงชีพอยู่ มีเศษส่วนคือร่างกายนี้ ธาตุขันธ์ยังมีร่างกายนี้ แต่วิหารธรรมมันคุ้มครองดูแล ปกป้องดูแลรักษาไว้ รอจนกว่ามันจะหมดอายุขัยไง เพราะทำลายไม่ได้ มันมีค่า

ชีวิตนี้มีค่ามากนะ เราทุกข์เรายากกันอยู่นี่ เห็นไหม สิ่งนี้เราต้องการความสุขๆ ความสุขทางโลกเราพยายามแสวงหามาเพื่อเรานะ เวลาที่เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาวิกฤตขึ้นมาเจียนอยู่เจียนไปไง เจียนอยู่เจียนไป อดนอนผ่อนอาหารนี่เจียนอยู่เจียนไป เจียนอยู่เจียนไป มันธรรมะมันอยู่ฟากตาย ฟากตายไง เพราะอะไร เพราะว่ากิเลสมันจะบอกว่าตายแล้วนะ ทำไม่ได้นะ เดี๋ยวจะตายนะ ลำบากนะ ทุกข์นะ มันจะมาหลอกตลอด เวลาฟากตาย อะไรตาย อะไรตายก่อน ไอ้คนที่จะตายคือคนประมาท คนที่ขาดสติ ไอ้คนนั้นน่ะตาย 

แต่เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ สติมันสมบูรณ์ตลอด มันจะไปตายไปไหน มันพร้อมอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่มีอิทธิบาท ๔ จะอยู่อีกกัปหนึ่งก็อยู่ได้ ถ้ามันอยู่อีกกัปหนึ่ง สติมันพร้อม จิตมันจะออกไปได้อย่างไร มันทำลายแค่ไหน จิตมันไม่ออกไปมันก็ไม่ตาย ไม่ตายทั้งนั้นน่ะ 

นี่ก็เหมือนกัน ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม เวลามันเจียนอยู่เจียนไป เจียนอยู่เจียนไป มันแลกมาด้วยอย่างนี้นะ แลกมาด้วยการประพฤติปฏิบัติ แลกมาด้วยสติปัญญาอย่างนี้ ฉะนั้น เวลามันเห็นคุณค่าของชีวิตนี่ไง แล้วจะทำลายได้อย่างไร ทำลายไม่ได้หรอก ไม่มีใครทำลายได้หรอก ดูสิเวลาครูบาอาจารย์ท่านพูด จิตที่เป็นธรรมๆ มันเหมือนเข้าได้กับทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ เม็ดหิน เม็ดทรายมีค่าเท่ากันหมด มันเสมอภาคหมด ไม่มีอะไรสูง ไม่มีอะไรต่ำ ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย แต่เป็นธรรมทั้งนั้นเลย เป็นธรรมอย่างนั้น นี่ธรรมเหนือโลก 

เราว่าธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะก็เป็นธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติสำหรับผู้ที่ฝึกหัด ผู้ที่ศึกษาไง ถ้าธรรมชาติ เห็นไหม เราก็ติดอยู่นั่นน่ะ แต่ถ้ามันเหนือกว่า มันทิ้งกว่า มันพ้นจากโลกธาตุไป กามภพ รูปภพ อรูปภพ ๓ โลกธาตุ มันพ้นจากโลกนี้ไป มันเหนือทั้งหมด นี่ไงธรรมเหนือโลก เหนือโลก เหนือโลกเหนือสงสาร เหนือความคิด เหนือความคาดหมายทั้งสิ้น 

แต่พวกเราศึกษามาพวกเราก็คาดหมายอย่างนั้นน่ะ เราคาด เราหมาย เราอยากได้ อยากดี มันถึงมัชฌิมาของกิเลสไง ถ้ามัชฌิมาของธรรมๆ นะ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เวลาหน้าแล้งเขาสูบน้ำมา ต้นน้ำมันเอาหมดเลย กลางน้ำยังไม่ได้ ปลายน้ำร้องโอดครวญเลย แล้วต้นน้ำมัชฌิมาปฏิปทาหรือไม่ กลางน้ำมัชฌิมาปฏิปทาหรือไม่ ปลายน้ำมัชฌิมาปฏิปทาหรือไม่ ถ้ามัชฌิมาปฏิปทามันจะแบ่งอย่างไรให้มันเท่ากัน เพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากของคนมันเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เอาตนเองก่อน เอาตนเองก่อน

แต่ถ้ามันจิตใจที่เป็นธรรมๆ เอาคนอื่นก่อน เอาคนอื่นก่อน เราประชุมกัน เราดูแลร่วมกัน เราแบ่งปันกัน เราแบ่งปันกันมันแสนยากนะ แต่นี่ไงถ้าชุมชนร่วมกันเป็นสหกรณ์ แล้วผู้นำที่ดีพยายามฝึกฝนขึ้นมา มันจะมีตัวแทนขึ้นมาที่เป็นคนดี คนดี คนดีเพราะการหล่อการหลอม การเห็นผลประโยชน์ เห็นการขัดแย้ง เห็นการแตกทำลาย เห็นการเห็นแก่ตัว แล้วทำให้ทุกอย่างเสียหายๆ ไป ถ้ามันเห็นทั้งสองฝ่าย เห็นทั้งคุณประโยชน์ที่เราร่วมมือกัน เราทำแล้วได้ประโยชน์ เห็นถึงการว่าเราแตกแยกกัน เราทำลายกัน แล้วทุกคนไม่มีใครเหลือเลย ตายหมดเลย 

เพราะน้ำมันแย่งชิงกันจนไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้นเลย เห็นทั้งแง่ดี เห็นทั้งแง่ลบ แล้วพัฒนาขึ้นมา นี่ผู้นำที่เกิดใหม่ ผู้นำที่ต่อเนื่องกันมา มันต้องมีหัวหน้าที่ดี หัวหน้าที่ดี ทำให้ชุมชนนั้นมั่นคง มัชฌิมาปฏิปทาของธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่มัชฌิมาของกิเลสไง มัชฌิมาของกิเลสก็พอดีไง ยังไม่พอด้วยขาดอีกนิดหนึ่ง จะเอาอีกไง นี่มัชฌิมาของกิเลสไง 

นี้มัชฌิมาปฏิปทาเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะท่านเห็นถึงความสุดโต่งทั้งสองข้าง ความสุดโต่ง เห็นไหม เรานี่เข้มแข็งมาก เรานี่เข้มข้นมาก เข้มข้นมากมันก็ติด แต่ครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติไปแล้วนะ ท่านบอกว่าขณะที่ปฏิบัติ นั่นน่ะมันก็พอดี มันพอดีขณะประพฤติปฏิบัติ พอดีหมายความว่าถ้าไม่เข้มแข็ง ไม่มั่นคงเลย มันก็จะไม่เข้าไปถึงสิ่งนั้น พอมันเข้มแข็งมั่นคงขึ้นไป มันสุดโต่งไป สุดโต่งไปมันก็สมดุลมันก็หาของมัน คือพยายามทำซ้ำๆ จนเป็นประสบการณ์ขึ้นมา เดี๋ยวก็ลงพอดีผัวะพอลงพอดีผัวะนั่นแหละมรรคสามัคคี มรรคสามัคคีสมดุลของมัน แต่ถ้าอ่อนแอๆ มันขึ้นไปถึงตรงนั้นได้ยากไง 

นี่มันอยู่ที่ครูบาอาจารย์ไง ถ้าครูบาอาจารย์ของเรา ท่านเป็นครูบาอาจารย์ของเรา ท่านคอยชี้นำเรา ท่านเป็นหลังอิงให้เรานะ เรามีครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่งที่อาศัยมันจะเป็นประโยชน์กับเรานะ นี่ฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้นะ ฟังธรรมเพื่อหัวใจของเรา 

เรื่องของโลกมันก็เป็นเรื่องของปัจจัยเครื่องอาศัยของโลก เรื่องของธรรม เรื่องของธรรม เป็นเรื่องส่วนตัวนะ พ่อแม่ เห็นไหม กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี เราก็ดูแลพ่อแม่ของเรา นี่เรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ เรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ แต่หัวใจเราล่ะ ถ้าพ่อแม่ของเราหูตาสว่าง มันไม่ใช่ใช้ผลประโยชน์ได้เฉพาะโลกนี้นะ โลกหน้า โลกหน้าถ้าจิตนี้ออกจากร่างนี้ไป มันไปโลกหน้ามันมีบุญกุศลอันนี้ไป มันส่งเสริมไป เราดูแลตั้งแต่โลกนี้ โลกหน้านู่นน่ะ

แต่โลกไม่เข้าใจ โลกไม่เข้าใจหรอก โลกต้องให้ป้อนน้ำป้อนข้าวอยู่ที่บ้านนั่นน่ะ ป้อนน้ำป้อนข้าวเราก็ทำนะ สิ่งนี้มันเป็นธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มันมีของประจำโลก แต่จิตดวงที่เกิด จิตคือมันมีความรู้สุขรู้ทุกข์ ไอ้จิตดวงนั้น ไอ้ความรู้สึกอันนั้น ความรู้สึกอันนั้น อันนั้นน่ะ ดูแลอันนั้น แล้วอันนั้นคนจะดูแลได้ เราเข้ามาดูแลของเราเอง แล้วเราปลดเปลื้องของเราเองนะ เวลาเราปลดเปลื้องจนมันสูญสิ้นไปกับหัวใจ มันก็รู้อยู่อันนั้น มันรู้จำเพาะตนไง แต่รู้จำเพาะตน มันรู้จำเพาะตนแต่มันตรวจสอบได้ ตรวจสอบได้ตอนที่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติถึงหรือเท่ากันแล้วถาม

เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะพูดคำเดียว ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ พูดคำเดียวจบๆๆ ไม่เยิ่นเย้อ ไม่วุ่นวาย ไม่เรื่องมาก ไอ้ปฏิบัติเรื่องมากน่ะไม่ใช่ ปฏิบัติไม่มีเรื่องมาก ปฏิบัติแล้วมันจบสิ้นกระบวนการทั้งสิ้น แล้วทีเดียวจบหมด นี้คือธรรม เอวัง