เทศน์เช้า วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรม สัจธรรมนี้เป็นสัจธรรม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักรแล้วหวนคืนไม่ได้ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม แสดงธรรมนะ เวลาคนที่เร่าร้อน เร่าร้อน เขาต้องการความชุ่มชื้น เขาต้องการความมีน้ำใจต่อกัน น้ำใจต่อกัน
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม แสดงธรรมไง สัจธรรมอันนั้นเป็นสัจธรรมความจริงไง บุพเพนิวาสานุสติญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย้อนตั้งแต่พระเวสสันดรไป พระเวสสันดรไปไม่มีต้นไม่มีปลายไง เราว่าเรามีความทุกข์ความยาก เรามีความทุกข์ความยากไง ความทุกข์ความยากที่เรามานั่งกันอยู่นี่มันมาจากไหน
ร่างกาย เห็นไหม การเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์สมบัติ มนุษย์สมบัติ ถ้าเราไม่มีบุญกุศล เราไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรอก เพราะเรามีบุญกุศลเราถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ไง พอเกิดเป็นมนุษย์อาการ ๓๒ เวลาคนเกิดมา เห็นไหม รูปสมบัติ รูปสมบัติ คนที่รูปร่างสวยงามเพราะเขาถือศีล ๕ ศีลเขาสมบูรณ์ไง คนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คนที่สร้างบาปสร้างกรรมมา เห็นไหม อายุเขาสั้น ร่างกายเกิดมาแล้วไม่เหมือนคนอื่น นี่ร่างกายไง
เวลาเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เราทำมาหากิน ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไง เวลาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องขึ้นมา เลี้ยงปากเลี้ยงท้องแล้วหัวใจเราเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ไง ถ้าหัวใจมันทุกข์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ธรรมโอสถ ธรรมโอสถไง ที่เรามาทำบุญกุศลกันอยู่นี่ ที่เรามาทำบุญกุศลกันอยู่นี่เพราะเราเชื่อมั่นในสัจจะความจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
การเกิดเป็นมนุษย์ เห็นไหม วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา ถ้าวันมาฆบูชา เห็นไหม เป็นฝ่ายเหตุ เราทำคุณงามความดี ทำความดีมันฝ่ายเหตุ ผล ผลคือวิบากกรรม กรรมดี กรรมชั่วไง บอกเวลาเป็นกรรม เป็นกรรมขึ้นมา เราจะบอกว่าเป็นกรรมชั่วทั้งสิ้น เป็นกรรมที่เราทำความผิดพลาดมา แต่ที่มันยืนยันกันว่าการที่เราเกิดเป็นมนุษย์นี่ ที่มานั่งอยู่นี่ เรามีบุญกุศล มีบุญกุศลเราถึงได้เกิดเป็นมนุษย์
เวลาเกิดเป็นมนุษย์ คนเจ็บไข้ได้ป่วย เห็นไหม เวลาคนเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เวลาเขารักษา เขารักษาให้หาย คนที่ไม่หายมันเป็นทุกข์เป็นยาก เวลาเป็นทุกข์เป็นยากเขาพยายามรักษาของเขา เพื่อประโยชน์กับเขา เพื่อความสุขของเขา ความสุขเป็นความสุขชั่วคราว ความสุขชั่วคราว ความสุขชั่วคราวมันก็อยากมีความสุขเพื่อดำรงชีวิตนี้ไป
แต่เวลาเป็นเรื่องสัจธรรม สัจธรรมนะ สัจธรรมมันเกิดที่หัวใจ เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิต กำเนิด ๔ ในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ กำเนิด ๔ จิตนี้ต้องเกิดแน่นอน แล้วเวลากำเนิด ๔ กำเนิด ๔ มันไปตามเวรตามกรรมของจิตนั้น ถ้าตามเวรตามกรรมของจิตนั้น เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วมีบุญด้วย มีบุญเพราะเราเกิดกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางกึ่งกลางพระพุทธศาสนา
เพราะในไตรปิฎก กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ปีนี้เป็นปีที่องค์การยูเนสโก้ ยกย่องหลวงปู่มั่นเป็นบุคคลสำคัญของโลก บุคคลสำคัญของโลก เป็นบุคคลสำคัญของโลก ทั่วทั้งโลกเขาจะเห็นคุณงามความดีของหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านทำอย่างไร ในชีวิตทั้งชีวิตนะท่านค้นคว้า ขวนขวายของท่าน เพื่อในหัวใจของท่าน
พวกเราทุกคนปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ พวกเราปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ เราก็พยายามขวนขวายกัน ขวนขวายกัน คนมีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน เขาว่าไอ้นั่นจะเป็นความสุข ไอ้นี่จะเป็นความสุข
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตที่มันสงบ จิตที่เราไม่สงบ เราอยู่ในบ้านของเรามันมีแต่เรื่องวุ่นวาย เรื่องขัดแย้งไปทั้งสิ้นเลย มันสงบได้อย่างไร เวลาจิตมันสงบ เวลาสงบแล้ว ถ้าจิตที่มันสงบแล้วอยู่ในบ้านที่วุ่นวาย ถ้าจิตมันสงบแล้ว ความวุ่นวายมันก็วุ่นวายอยู่ในบ้านนั้นน่ะ แต่เรารักษาหัวใจของเราได้ไง
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วถ้าจิตมันสงบ สงบตามความเป็นจริงของมัน ไม่ใช่สร้างภาพ สร้างภาพกัน การสร้างภาพกันว่างๆ ว่างๆ ว่างๆ มันสร้างอารมณ์ว่าง อารมณ์ว่างมันก็สร้างขึ้นมา แล้วก็ต้องประคองไว้เดี๋ยวมันจะไม่ว่าง
แต่ถ้ามันเป็นความสงบจริง มันเป็นสมาธิจริงนะ มันมีความสุขในตัวของมันเอง แล้วว่างๆ ว่างๆ ไม่พูดว่าว่างๆ ว่างๆ ด้วย มันมหัศจรรย์ อึ๊! เรามีความสุขโดยตัวเราเอง เรามีความสุขในหัวใจนั้นเอง นั้นแค่สัมมาสมาธินะ แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง
วันนี้วันมาฆบูชา พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์เป็นพระอรหันต์นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้ เหมือนเราคลอดลูก ลูกเราเอง เอหิภิกขุคือบวชให้เอง สั่งสอนเอง แล้วประพฤติปฏิบัติเอง ประพฤติปฏิบัติเอง แล้วเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ถ้าเป็นพระอรหันต์นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าพระอรหันต์กับพระอรหันต์มันหลอกกันไม่ได้ พระอรหันต์กับพระอรหันต์มันรู้เหมือนกันหมด มันเสมอกันโดยความเป็นพระอรหันต์ไง ถ้าเสมอกันโดยความเป็นพระอรหันต์ นี่ไงศาสนาของเรามันยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ตรงนี้ไง ยิ่งใหญ่มันมีผล
ในการประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงอันนั้น ถ้าในการประพฤติปฏิบัติความจริงอันนั้น กึ่งพุทธกาลหลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมา แล้วเราเกิดมา เราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง คือเจริญในใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ถ้าไม่มีใครรู้จริงเห็นจริงจะมาสอน สอนได้อย่างไร
เวลาหลวงปู่เสาร์ท่านออกประพฤติปฏิบัตินะ มีแต่สังคมเสียดสี ดูถูก ดูแคลน พระต้องเป็นขุนนาง พระต้องมียศถาบรรดาศักดิ์ พระไปไหนต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านละทิ้งสังคม เข้าป่าเข้าเขาไปมันเป็นคนไร้ค่า มันเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า แต่ท่านไปค้นคว้าในใจของท่าน มันทุกข์ยากลำบากนะ
ความทุกข์ยากลำบากมันเรื่องธรรมดา เราทำมาหากินเราก็ต้องทุกข์ยากลำบากเหมือนกัน แล้วคนที่มีอำนาจวาสนาคือจังหวะและโอกาส การทำธุรกิจของแต่ละคน จังหวะและโอกาสที่มันมาสมบูรณ์พอดีของมัน นั่นคือวาสนาของเขา มีคนมีสติปัญญามากมายมหาศาล แต่เขาไม่มีจังหวะ เขาไม่มีโอกาส เขาคิดล้ำหน้าสังคมไป เขาคิดล้าหลังจนสินค้าเขาตกยุค ตกสมัย นี่คือวาสนาของเขาไม่อำนวย ถ้าวาสนาของเขาอำนวย ถ้าวาสนาของเขาอำนวยมันมาจากไหนล่ะ
นี่ไงดูสิเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่พระเวสสันดรไป พระเวสสันดรนะสละทั้งภรรยา สละทั้งลูก สละให้ชูชกตีต่อหน้า แล้วถ้าสุภาพบุรุษคนที่รักลูก พ่อแม่ที่รักลูก แล้วคนตีลูกเรา ต่อหน้าเรา มันสะเทือนหัวใจหรือไม่ การสะเทือนหัวใจคือการสะเทือนกิเลส การสะเทือนตัวตนของตน มันสะเทือนแล้วมันเจ็บปวดเจ็บช้ำ แต่เรามีขันติธรรมหรือไม่ ขันติบารมี สร้าบารมี ๑๐ ทัศ ทานบารมี ศีลบารมี อุเบกขาบารมี บารมี ๑๐ ทัศมันสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบแล้วยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า มาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะต่างหาก
แล้วเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เกิดมาก็เป็นปุถุชนแต่เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีอำนาจวาสนา ที่มีความอุดมสมบูรณ์พร้อม แล้วถ้าเป็นพวกเรานะ ถ้าอุดมสมบูรณ์พร้อมแล้วนอนอยู่นี่ไม่ไปแล้ว จะเป็นจักรพรรดิ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมบูรณ์พร้อม ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เพราะพ่อพยายามบำรุงรักษาไว้เพื่อจะให้เป็นจักรพรรดิไง
ถามมหาดเล็กว่า “นั่นอะไรน่ะ” มันน่าแปลกใจว่านั่นอะไร
“คนเกิด”
“แล้วนั่นอะไรน่ะ”
“คนแก่”
“แล้วนั่นล่ะ”
“คนเจ็บ”
“แล้วนั่นอะไร”
“คนตาย”
“แล้วเราต้องเป็นอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า”
นี่เพราะอะไร เพราะได้การบำรุงบ่มเพาะไว้ไง นี่ไงแต่เพราะว่าด้วยสร้างอำนาจวาสนามาสมบูรณ์แบบ “ถ้าเราต้องเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เราจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเหมือนกัน”
แล้วคิดเอง “มันต้องมีฝ่ายตรงข้ามว่าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ถ้ามันมีเกิดมันต้องมีไม่เกิด ถ้ามันมีแก่มันต้องมีไม่แก่ ถ้ามันเจ็บมันต้องมีไม่เจ็บ ถ้าตายมันต้องมีไม่ตาย แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ”
นั่นเห็นสมณะ “อ๋อ! น่าจะเป็นอย่างนี้”
ท่านค้นคว้าของท่าน เพราะท่านค้นคว้าของท่าน ท่านมีการกระทำของท่าน บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณได้ตัดอวิชชาในใจของท่านเรียบร้อยแล้ว ถึงเสวยวิมุตติสุข วิมุตติสุข วิมุตติสุขคือสุขในตัวมันเอง แล้ววิมุตติสุขไม่ต้องมาโฆษณา ไม่ต้องไปเอาวิมุตติสุขไปช้อนเอาลาภสักการะจากสังคม ไม่ต้อง วิมุตติสุขมันสุขเหนือโลก เหนือโลกจริงๆ ธรรมเหนือโลก
ถ้ามันเหนือโลก อะไรจะมีคุณค่า ถ้ายังแสวงหาอยู่แสดงว่าเอ็งบกพร่อง ถ้าแสวงหาอยู่มันก็ไม่สมบูรณ์แบบน่ะสิ ถ้าสมบูรณ์แบบในหัวใจดวงนั้น นี่ถ้าธรรมแท้ๆ มันอยู่ในใจของเรา แล้วไม่เดือดร้อน ไม่ดิ้นรน ไม่ขวนขวาย ไม่แสวงหาอะไรทั้งสิ้น เพราะมันสมบูรณ์แบบของมันแล้ว
ความสมบูรณ์แบบแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติของท่านก็เป็นอย่างนั้นไง ความเป็นอย่างนั้น เพราะความเป็นอย่างนั้นถึงได้วางธรรมและวินัย เราถึงขวนขวายกันมา เรามาตั้งไกลนะ เรามาเพื่อแสวงหาบุญกุศลของเรา เรามาสะสมของเรา สะสมในหัวใจดวงนี้ เพื่ออำนาจวาสนาเพื่อหัวใจดวงนี้ ให้มันเจอแต่สังคมที่ดีงาม ให้เจอสิ่งที่พอใจของเรา
คนที่มีสติปัญญา เวลาบอกคนจะเกิดปัญญา ปัญญา ปัญญาต้องค้นคว้า ปัญญาต้องศึกษา ศึกษานั่นสุตมยปัญญา ศึกษาแล้วทรงจำคือสัญญา คือจำแล้ว ถ้านั่งสมาธิ หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เดี๋ยวปัญญามันเกิด ปัญญามันจะเกิดต่อเมื่อเราทำความสงบของใจเข้ามา ปัญญามันจะเกิดต่อเมื่อเราฝึกหัดภาวนา ใครมีข้อข้องใจ ใครมีสิ่งใดที่มันอยู่ในหัวใจนะ วางไว้ แล้วลองหลับตา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พยายามทำความสงบของใจเข้ามาสิ เดี๋ยวมันจะเกิดปัญญา แก้ไขปัญหาวิกฤติในใจต่างๆ ได้! ได้!ได้!
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เวลาคนอื่นบอกกล่าว คนอื่นชี้นำ นั้นเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน เวลาถ้ามันเกิดขึ้นในหัวใจของเรา มันเป็นของเราขึ้นมาในหัวใจของเรา มันเกิดปัญญาของเรา แล้วเราแก้วิกฤติการณ์อย่างนี้ได้ มันจะเห็นเลยว่า อ๋อ! เราก็ทำได้ เราก็แก้ไขได้ ถ้าเราทำได้ เราแก้ไขได้ ปัญญามันเกิด ปัญญามันเกิด นี่ปัญญาทางโลกๆ นะ
แล้วเวลาที่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หรือพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ที่ท่านมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะ เวลาสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิความเห็นผิดในใจของตน สีลัพพตปรามาสคือการลูบ การคลำ การลังเลสงสัยขาด กามราคะ ปฏิฆะมันกวนใจมาตลอด เพราะมันกวนใจ มันอยู่ในใจของเราตลอดเวลาอยู่แล้ว เวลาพิจารณาไปแล้ว ที่สิ้นสุดมันของชั่วคราวทั้งสิ้น มันไม่มีอะไรเป็นจริงเป็นจังเลย มันไม่มีอะไรตอบสนองเลย
การครองเรือน การครองเรือน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าการครองเรือน เหมือนวิดน้ำทะเลทั้งทะเลเอาปลาตัวเดียว การครองเรือนมันแสนยาก การครองใจของเรา ดูสิพระปฏิบัติขึ้นมา จะเอาใจของเราไว้ในใจเรามันยังทุกข์ยากขนาดนี้ แล้วการครองเรือนมีสามี ภรรยานะ หัวใจเขา หัวใจเรา ถ้ามีลูกมีหลานก็หัวใจลูก หัวใจหลาน แล้วมันเป็นไปโดยวัยไง เวลาเด็กๆ มันถามพ่อ ถามแม่มัน สะอึกทุกคนน่ะ นั่นคืออะไร นั่นคืออะไร ทำคุณงามความดี
เด็กๆ มันถามพ่อ ถามแม่ มันถามด้วยความไร้เดียงสา ถามด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ถามด้วยมันอยากรู้ แต่เวลาผู้ใหญ่เราจะคุยกัน เราต้องมีมารยาท เราต้องมีต่างๆ ร้อยแปด แล้วเวลามันโตขึ้นไปมันก็ต้องเผชิญสัจจะความจริงของมันเหมือนกัน
ถ้าปัญญามันเกิด ปัญญามันเกิด มันย้อนเข้ามาในหัวใจ ครูบาอาจารย์ที่เวลาท่านเห็นจริงในหัวใจของท่าน แล้วปัญญาเวลาภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้นมันมหัศจรรย์ ขนาดว่าหลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลส ท่านระลึกถึงคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแล้วกราบเล่า กราบแล้วกราบเล่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร แล้วเวลาคนที่มันไปรู้ มันก็รู้เหมือนกันนั่นแหละ แต่รู้ได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร เราจะสร้างคุณงามความดี เราต้องสร้างฐานให้มันดีงามขึ้นมา ยอดเจดีย์ส่งเสริมขึ้นไป
นี่ก็เราปูพื้นฐานของเรา ทำสมาธิให้มั่นคงแข็งแรงของเราขึ้นมา แล้วเกิดปัญญาขึ้นมา เกิดปัญญาขึ้นมา ปัญญาไม่ใช่ปัญญาอย่างนี้หรอก ปัญญาไม่ได้เกิดจากสมอง ปัญญาไม่ได้เกิดจากจินตนาการ เวลาปัญญามันเกิด มันเกิดจากจิต เกิดจากจิต ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา เวลามันเกิดขึ้นมามันจะเกิดมหัศจรรย์ของมันนะ มันจะเห็นคุณค่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไง มันจะเห็นความจริงของมันไง มันจะเห็นภาวนามยปัญญาเป็นอย่างไรไง มันจะเห็นศาสนา มีกระพี้ มีแก่น มีเปลือกไง แล้วมันเป็นจริง เป็นจริงในหัวใจของเรา
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เวลาบรรพบุรุษของเราท่านเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วเราเกิดมาท่ามกลางศาสนาพุทธไง เราเกิดท่ามกลาง พุทธะคือผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน พุทธะคือหัวใจของเรา พุทธะคือตื่นตัว แล้ววันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเราตื่นตัวของเรา เรามีคุณค่าในตัวของเราเอง เราเห็นคุณค่านั้นมาก มันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แก้วสารพัดนึก รัตนตรัยของเรา เป็นเป้าหมายชีวิต
ชีวิตที่มันทุกข์มันยากกันอยู่นี่ ที่กระเสือกกระสนกันอยู่นี่ ให้มีรัตนตรัยของเรา นี่เป็นเป้าหมาย มันถึงจะมีการขวนขวาย มีการกระทำให้มันเจริญงอกงามขึ้นมาไง ไม่อย่างนั้นมันทุกข์แล้วก็จะทุกข์ต่อไป มันทุกข์แล้วมันก็จะถอยหลังทุกข์ให้มากขึ้นไง ถ้ามันทุกข์แล้วเราเดินก้าวหน้าไปให้มันอุเบกขากับเสมอกัน อุเบกขา มันจะเป็นอุเบกขาได้ต้องมีสติปัญญาเท่าทันกับอารมณ์ความรู้สึก มันพิจารณาแล้วมันวาง มันวาง มันปล่อย นี่อุเบกขา แล้วถ้ามันมีสติปัญญามากขึ้นไป เห็นไหม มันมีสติปัญญาแทงทะลุไปในใจของตนไง
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เราเห็นมีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา แสดงว่าเราก็มีหัวใจของเรา เราเห็นคุณค่าในใจของเรา เรามีสามัญสำนึกถึงแก่นแท้ ถึงการกระทำ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในใจ ไม่ใช่พระพุทธรูปอย่างนี้ ไม่ใช่พิธีกรรมอย่างนี้ มันเป็นสัจธรรมในหัวใจ มันเป็นขึ้นมาเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกกับใจดวงนั้น เป็นสัจธรรมที่มีคุณค่ากับใจดวงนี้สัมผัสได้ ใจของเรา ใจของเราที่มันทุกข์มันยาก
แต่เราเกิดเป็นคนนะ เราต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เราต้องมีหน้าที่การงาน เราก็ทำของเราด้วยหัวใจที่เป็นธรรม หัวใจที่เป็นธรรม อย่าให้มันทุกข์เกินไป อย่าให้มันทุกข์เกินไป มีธรรมโอสถให้เป็นเครื่องแก้ใจเราบ้าง อย่ากัดหนอง อย่าให้มันทุกข์ซ้ำทุกข์ซาก ควรเข็ดในความทุกข์อันนั้นบ้าง แล้วหาสิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับหัวใจบ้าง ให้มีทางออกกับชีวิตของเราไง นี่มันถึงมีความสำคัญ สำคัญจริงๆ สำคัญเพราะสัจธรรม ธรรมโอสถหล่อเลี้ยงหัวใจ หล่อเลี้ยงธาตุรู้ให้ไม่ทุกข์เกินมันจะทนได้ แล้วพยายามขวนขวาย
ความสุข ความสุข ความสุขคือความอบอุ่นในใจ บุญคืออะไร ทำบุญแล้วมีความสุข ความสุขคือปล่อยวาง โล่งโถง ไม่มีอะไรมาขัดมาแย้ง แล้วเราพยายามขวนขวายของเรา เพื่อประโยชน์กับเรา เพราะเราให้จากมือของเราไป ผู้รับรับจากมือของเราไปแล้ว มันเป็นประโยชน์ของคนนั้นนะ จากน้ำพักน้ำแรงของเรามันไม่เป็นบุญตรงไหน มันเป็นบุญกุศลอยู่แล้ว แล้วบุญกุศลนี้มันซับลงไปที่ใจ พอซับไปที่ใจแล้ว ทิพย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ คือมันอยู่ที่ใจนั้น มันจะเป็นทิพย์สมบัติ ใครทำสิ่งใดมันซับลงที่ใจของมัน ถ้าไม่ทำสิ่งใดก็ไม่ได้อะไรเลยเหมือนกัน
เว้นไว้แต่เราขี้ทุกข์ขี้ยาก เราอยากทำแต่ไม่มีปัญญานะ เราก็อนุโมทนา เห็นใครทำคุณงามความดี สาธุ! เราก็อยากทำอย่างนั้นน่ะ แต่เราขาดแคลน เราก็อนุโมทนาไปกับเขา คำว่า “อนุโมทนา” มันเห็นดีเห็นงามไง ความเห็นดีเห็นงาม เห็นไหม หัวใจมันก็ยังมีโอกาส มีทางออกของมัน เห็นไหม นี่พูดถึงถ้ามีสติปัญญา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ให้สามัญสำนึกของเรามีความสำคัญเพื่อประโยชน์กับเรา เอวัง