เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑ ม.ค. ๒๕๖๕

เทศน์เช้า วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันฉลองวันปีใหม่นะ เขาให้ของขวัญกันไง ต้องให้ของขวัญ แลกของขวัญ เพื่อเป็นมงคลชีวิตๆ

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เป็นของขวัญที่มีคุณค่าที่สุด สิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ยังมีลมหายใจเข้าออก ยังมีชีวิตอยู่ ได้เห็นปีใหม่แล้วปีใหม่เล่า วันคืนล่วงไปๆ นี้คือของขวัญที่ดีที่สุดไง ถ้าของขวัญที่ดีที่สุด เห็นไหม

เรามีศรัทธา ถ้าเรามีศรัทธาในตัวเรานะ ถ้ามีศรัทธาในตัวเรา สิ่งนี้มีคุณค่า คือการเกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าที่สุด แล้วเรามีศรัทธาในตัวของเรา มีศรัทธาในตัวของเรา ถ้าเรามีศรัทธาในตัวของเรา เห็นไหม

มนุษย์มาจากไหน

มนุษย์มาจากพ่อจากแม่ ถ้ามนุษย์มาจากพ่อจากแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกๆ ไง เพราะพ่อแม่ให้ชีวิตนี้มาไง เพราะชีวิตนี้มันมีค่าๆ เพราะเรามีศรัทธาในชีวิตของตนเองไง

ของขวัญที่มีคุณค่าที่สุดคือชีวิตของเรานี่ไง ถ้าสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด เราจะถนอม จะรักษามัน ถ้าจะถนอม จะรักษามันนะ เราไม่ส่งหัวใจไปไว้ที่อื่นไง ถ้าเราศรัทธา

ทองคำ เงิน ยศถาบรรดาศักดิ์ นี่เราศรัทธา เพราะเราศรัทธา เราถึงมองข้ามตัวเองไง เราถึงทิ้งชีวิตเรานี้ไปไง แล้วมองว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าไง แล้วเราก็ระหกระเหินไปเพื่อจะเอาสิ่งนั้นๆ แล้วชีวิตนี้มีความทุกข์มาก

แต่ถ้าเรามีศรัทธาในตัวของเรานะ ไอ้สิ่งนั้นน่ะมันเป็นปัจจัย มันเป็นหน้าที่ เพราะคนเกิดมาต้องมีหน้าที่การงาน ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย มันเป็นปัจจัย เป็นหน้าที่ เราต้องแสวงหามาเพื่อดำรงชีพๆ

แต่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือชีวิตนี้ สิ่งที่มีคุณที่สุดคือชีวิตนี้ไง

แล้วชีวิตนี้ ถ้ามันมีคุณค่า คุณค่าเพราะอะไร

คุณค่าเพราะเรามีสติสัมปชัญญะ เรามีศรัทธา

ศรัทธา เห็นไหม เวลาเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศรัทธาเป็นอริยทรัพย์ เพราะศรัทธาแล้วเราจะแสวงหา เราจะขวนขวาย แต่ถ้าเราไม่ศรัทธาในสิ่งนั้นน่ะ เรามองข้ามสิ่งนั้นไปมอง ไปศรัทธาในสิ่งอื่นไง มีศรัทธาเหมือนกัน

ศรัทธาเกิดจากหัวใจ เกิดจากความรู้สึกของเรามีเจตนาที่ดีงาม แต่เจตนาที่ดีงาม เราฝึกฝนของเรา เราดูแลของเรา สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือชีวิตของเราๆ ถ้ามีชีวิตแล้ว มันทำอะไรได้ทั้งนั้นเลย

แล้วสุขภาพกาย สุขภาพจิต

สุขภาพกายแข็งแรง เราจะเดินเหินทำสิ่งใด มันเป็นอิสระเสรีเลย ถ้าสุขภาพกายเราไม่แข็งแรง พึ่งพาอาศัยคนอื่นแล้ว

สุขภาพจิตล่ะ สุขภาพจิตน่ะ ถ้าเราไม่ศรัทธาตัวเราเองเลย ถ้าเราศรัทธาตัวเราเอง สิ่งใดรอบข้าง ติฉินนินทามันมีอยู่แล้ว ถ้ามันศรัทธาตัวมันเอง มันจะมั่นคงของมันไง เราไม่โลเล เราไม่เหลวไหล เราไม่ให้ใครมาเป่าหูไง เขาจะพูดสิ่งใด มันต้องมีปัญญาวิเคราะห์ ใช่หรือไม่ใช่ ถ้ามันใช่ ใช่แล้วเราควรแก้ไขไหม ถ้ามันไม่ใช่ ถ้ามันไม่ใช่ แล้วเราไปกว้านมาทำไม

รูป รส กลิ่น เสียง ทางโลกเขา รูป รส กลิ่น เสียงนี่เป็นธุรกิจหมดเลยนะ แสงสีเสียง โอ้โฮ! เขาทำเป็นธุรกิจได้หมดเลย ธุรกิจล้วงกระเป๋าคนทั่วไปหมด

แต่ถ้าเรามีสติปัญญาไง รูป รส กลิ่น เสียง เราวิเคราะห์ เราต้องรับรู้ เราต้องอยู่กับเขาไง ถ้าคน คนใบ้คนบ้า คนขาดสติ รูป รส กลิ่น เสียงไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาเลย แต่รูป รส กลิ่น เสียงของเรา ถ้าเราไม่มีศรัทธายึดมั่นในใจของเรา เราก็ไปตามเขานะ อะไรมาปลุกมาปั่นเชื่อเขาไปหมดเลยหรือ

เราไม่เชื่อไง นี่ไง ถ้าเรามีศรัทธาในตัวของเรา ถ้ามีศรัทธาในตัวของเรา เรามีคุณค่าสิ่งที่เขามาเสนอทั้งนั้น ถ้าเราไม่มีคุณค่า เขามาเสนอเราทำไม เพราะเรามีตังค์ไง เพราะเรามีตังค์ เรามีสติปัญญา เขาถึงเสนอเราๆ ไง

ถ้าเรามีศรัทธาในตัวของเรานะ เราตั้งสติของเรา เขาจะเสนอนั้นมันก็เป็นหน้าที่ของเขา เป็นงานของเขา เรามีสติปัญญารักษาหัวใจของเราไง

ถ้ามีศรัทธา เป็นอริยทรัพย์ ถ้ามีศรัทธาเชื่อมั่นในตัวเราๆ ถ้ามีศรัทธาเชื่อมั่นในตัวเรา แล้วมนุษย์เกิดมามีกายกับใจๆ สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือหัวใจ สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือชีวิตนี้

แล้วชีวิตนี้มันคืออะไรล่ะ ชีวิตนี้คืออะไร

เราเกิดเป็นมนุษย์ เราศรัทธาในตัวเราแล้วล่ะ แล้วดำเนินการต่อไปอย่างไร เราเคว้งคว้างอยู่อย่างไร เราจะตั้งหลักอย่างไรไง

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นรัตนตรัย คนที่มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เขาจะเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้มากน้อยขนาดนั้น

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า ศาสนานี้เหมือนห้างสรรพสินค้า ใครเข้าไปในห้างสรรพสินค้า แล้วมีกำลังมากน้อยแค่ไหน ก็จะได้สินค้าจากห้างสรรพสินค้านั้นไป

นี่ไง เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นรัตนตรัย เป็นสิ่งที่มีคุณค่า แก้วสารพัดนึก นึกได้มากได้น้อยขนาดไหน

เราก็นึกกันอยู่นี่ไง นึกว่าจะให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต นึกว่าเราต้องการปรารถนา เห็นไหม มันส่งออกไง มันส่งออกไปเอาสิ่งที่เป็นสมมุติไง สมมุติบัญญัติๆ

สิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นความจริงทั้งหมด แต่ดูตลาดสิ เช้าขึ้นมาคนแน่นเลย พอสาย ตลาดวายแล้ว แป๊บเดียว นี่จริงตามสมมุติไง มันมีของมันอยู่จริงนะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน สมมุติบัญญัติๆ มันมีอยู่ของมันจริงๆ นี่แหละ แต่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีสติปัญญาของเรา มันเป็นความจำเป็นในชีวิตนี้ ปัจจัยเครื่องอาศัยมันเป็นความจำเป็นในชีวิตนี้ แต่ชีวิตนี้สำคัญกว่า

เพราะดูครูบาอาจารย์เรานะ เวลาเข้าป่าเข้าเขาไป

ในตู้มีประวัติครูบาอาจารย์เยอะแยะเลย

หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน ท่านไปธุดงค์ในป่า ๗ วัน ๘ วัน ไม่ได้กินข้าว มันไม่มีบ้านคนน่ะ เวลาไปป่าลึกๆ นะ บางทีมันเดินไปมันไม่มีบ้านคน แล้วถ้าไม่มีบ้านคนนะ ๗ วัน ๘ วันนี่เรื่องธรรมดานะ ครูบาอาจารย์ของเราเป็นเรื่องธรรมดาๆ เลย ขอให้มีน้ำ

เพราะในป่ามันมีน้ำอยู่แล้ว มันมีแหล่งน้ำอยู่ทั่วไป เรามีธมกรก เรากรองน้ำที่ไหนก็ได้ ถ้ามีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตขึ้นมา มันดำรงชีวิตนี้ไว้ทำไม เขาดำรงชีวิตนี้ไว้ มันมีค่าไง

พุทธะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะคือจิตดวงนี้ไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีอำนาจวาสนา มีบุญกุศลนะ ถึงได้มาเกิดเป็นเรากันอยู่นี่ มันมีคุณค่ามากๆ

ถ้ามีคุณค่ามากๆ แล้วเวลาเรามีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นแก้วสารพัดนึก เราเป็นฆราวาสไง เราก็เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา แล้วพระพุทธศาสนาก็นึกว่าอยู่ที่พระนั่นน่ะ เออ! พระเป็นคนเฝ้าศาสนา

พระนะ ก็ทุกข์ก็ยาก พระมาจากใคร พระก็มาจากลูกชาวบ้าน ลูกชาวบ้านที่มีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ก็มาจากลูกชาวบ้าน มาจากลูกชาวบ้านแล้วขวนขวายของท่าน การกระทำของท่าน ตั้งแต่ทำความสงบของใจเข้ามา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา เกิดภาวนามยปัญญา

ปัญญาที่เราใช้ดำรงชีพ หาชีพเลี้ยงชีพกันอยู่นี่ เขาเรียกว่าสุตมยปัญญา การศึกษาค้นคว้า การศึกษาตำรับตำรา เป็นสุตมยปัญญา

พวกนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ เขาก็จินตนาการของเขาไป สิ่งใดจะประสบความสำเร็จ จะเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริง เขาก็ทดสอบของเขา จินตมยปัญญาไง ถ้ามันสำเร็จขึ้นไป มันก็สำเร็จ มันเป็นคุณภาพชีวิตเพื่อสังคมโลก เพื่อเป็นธุรกิจ เพื่อผลประโยชน์ของเขาไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านค้นคว้าของท่านด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนาล้วนๆ เพราะจิตดวงนั้นมันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากของมันจริงๆ แล้วสิ่งที่มันจะชำระล้างได้มันต้องเป็นภาวนามยปัญญา

ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงนั้นไม่มีผลไง

ดวงใจดวงใดไม่มีมรรคเพราะอะไร

เพราะดวงใจดวงนั้นมันเข้าถึงสัมมาสมาธิ เข้าถึงพุทธะของมัน มันยังทำของมันไม่เป็นเลย ในสมัยพุทธกาล ฤๅษีชีไพรเขาก็ทำความสงบของใจของเขามา เขาทำฌานสมาบัติของเขา เขาก็ส่งออกไปไง เขาไม่ศรัทธาในตัวของเขา เขาศรัทธาในสิ่งที่เป็นฤทธิ์เป็นเดชของเขาไง เขาศรัทธาสิ่งที่เขาจะมีอำนาจวาสนา เขาจะครองโลกไง แต่ไม่มีใครเคยครองโลกได้เลย เป็นเหยื่อของโลกด้วย

เรา สิ่งต่างๆ เป็นสมมุติทั้งหมด ชีวิตนี้ก็เป็นสมมุติไง เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย คือท่านเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ท่านเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เวลาในพระไตรปิฎก ท่านบอกว่า ท่านเคยเป็นกษัตริย์ที่นั่น ท่านเคยเป็น ท่านเคยเป็น เพราะปัจจุบันนี้ท่านเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่ไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันได้สร้างบุญสร้างกุศลของมันมา ได้ทำบาปทำกรรมของมันมา ถ้าสิ่งใดที่เกิดขึ้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กมฺมโยนิ กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นแดนเกิด กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมทั้งนั้น กรรมคือการกระทำ

แล้วมันทำแล้ว แล้วเราปฏิเสธ ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่วไง

ทำดีต้องได้ดีแน่นอน ได้ดีแน่นอน แต่ความดีอย่างนี้มันก็เป็นความดีเฉพาะความดีอันนั้น ความผิดพลาด การที่เราผิดพลั้งไป นั่นก็เป็นกรรมแน่นอน ช้าหรือเร็วเท่านั้น มันต้องให้ผลของมันแน่นอน

มันแน่นอนที่ไหน

เวลาสิ่งให้บุญกุศลให้กับหัวใจของเรา เห็นไหม ชื่นบาน มีความสุข ปีใหม่ให้ของขวัญ ให้ของขวัญคือชีวิตของเรา ให้ของขวัญไง เราศรัทธาในชีวิตของเรา ศรัทธาในตัวเรา

ถ้ามันเป็นบุญกุศลนะ มันชื่นบาน มีความสุข เวลากรรมมันให้ผล บาปกรรมมันให้ผลนะ เราไม่ได้อย่างเขา เราขาดตกบกพร่อง คนนั้นเขาจะมีความสุข

จริงหรือ คนนั้นเขามีความสุขที่ใจนะ เรายังไม่รู้เลย

เวลามันทุกข์มันยาก มันบีบมันคั้นในหัวใจน่ะ เห็นไหม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันล้นฝั่งในหัวใจของเรา แล้วเราไปเชื่อมันไง

เราตั้งสติไว้ ศรัทธาในตัวของเรา แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นบนหัวใจของเราจริงหรือเท็จ สิ่งนี้มีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็น แล้วถ้ามันมีความจำเป็นนะ มีความจำเป็น ถ้าเราขวนขวายสิ่งนี้ตอบสนองกับความจำเป็นของเราได้ก็สาธุ ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ ชีวิตนี้จำเป็นกว่า สิ่งใดขาดตกบกพร่องบ้าง แล้วเราแก้ไขของเราไปในอนาคตไง เวลากรรมมันให้ผล ถ้ามีสติปัญญาไง กมฺมโยนิ กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ มันเป็นเผ่าพันธุ์ มันเป็นเรื่องเหตุสุดวิสัย

คำว่า “เหตุสุดวิสัย” มันคือเวลาถ้ามันอยู่ในวิสัยที่เราแก้ไขได้ นั้นคือการกระทำกรรมดีของเรา แต่ถ้ามันสุดวิสัยๆ เราก็ตั้งสติสัมปชัญญะ สิ่งที่มีค่ายังมีอยู่ คือชีวิตเรายังอยู่ เรามีสติปัญญาของเราอยู่อย่างนี้ แล้วคนที่มีอำนาจวาสนาขึ้นมา เห็นไหม ดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเกิดภาวนามยปัญญามันจะไปเห็นตัวมันไง

ไม่เห็นหน้ากิเลส รู้จักกิเลส ไปหาหมอนะ ฟ้องกันอยู่ประจำทุกวันนี้ หมอประมาทเลินเล่อ หมอปล่อยให้คนไข้เสียชีวิต หมอรักษาผิด

นี่ก็เหมือนกัน มึงไม่เห็นกิเลสของมึง มึงจะแก้กิเลสอย่างไร คนวินิจฉัยโรคไม่ได้ แล้วมันบอกมันแก้ไขโรคได้ มันเป็นไปได้อย่างไร

มันบอก วางหมดเลย วางไว้หมดแล้ว วางหมดแล้ว

วางหมดแล้วมันก็สวมรอยไง กิเลสสวมรอยสองชั้นสามชั้นนะ

เราเป็นคนดีคนหนึ่ง เราก็ว่าเราเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่คนดีคนหนึ่งนะ ต่างคนดีสองคนสามคน มันก็แข่งกันว่ามันดีกว่ากันไง แล้วก็ว่างๆ ว่างๆ

ว่างอะไรของมัน

ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงนั้นไม่มีผล

ถ้าดวงใจนั้นมีมรรคนะ เรามีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้าเรามีศรัทธามีความเชื่อของเรา ศรัทธาในตัวเราก่อน ศรัทธาในตัวของเรา อย่าศรัทธาสิ่งที่มันส่งออกไปยึดมั่นถือมั่น

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาประพฤติปฏิบัติไง ไม่ให้เชื่อแม้แต่อาจารย์ตัวเองสอน กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อๆ ให้เกิดจากการประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจริง

เฮ้ย! สมาธิเป็นอย่างนี้หรือ ว่างๆ ว่างๆ อย่างนี้หรือ ว่างๆ เหมือนคนเมา เหมือนคนนอนหลับ ว่างๆ อย่างนั้นหรือ มันขาดสติอย่างนั้นเชียวหรือ

สมาธิมันมีคุณค่ามากกว่านั้นไง นี่พูดถึงว่า ถ้ามันมีสติมีปัญญา สมาธิคือจิตสงบระงับ รู้สึกตัวตลอดเวลา เวลามันเกิดภาวนามยปัญญานะ เวลามันเกิด มันรู้มันเห็นของมัน

เวลาคนน่ะ เวลานอนฝัน มันฝันนะ คนที่นอนที่เคยฝัน มันจะฝัน มันควบคุมตัวเองไม่ได้ใช่ไหม เวลาจิตที่มันสงบแล้วมันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เป็นแบบในฝันนั้นน่ะ เป็นแบบในฝันแต่ไม่ใช่ฝัน เพราะขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ สมาธิสงบแล้ว อุปจาระ คือในสมาธินั้นมันรู้ มันรอบรู้ของมันได้ เวลาเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญามันแยกมันแยะของมันขึ้นมาได้ มันแก้ไขดัดแปลงในจิตไง มันแก้ไขของมันในจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง จิตแก้จิตไง ถ้าจิตแก้จิต สิ่งที่มีความมหัศจรรย์ ความสำคัญมันเกิดขึ้น เกิดขึ้น เห็นไหม จากชีวิตที่มันมีคุณค่า

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา พระรัตนตรัย เรากราบเราไหว้ไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบพระๆ พระเขาถาม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบอะไรน่ะ ก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าของศาสนา เป็นผู้รื้อค้นขึ้นมา

ก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ง สิ่งที่มันเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้นจากการภาวนา เกิดที่ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ชอบ ชอบ ชอบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้โดยชอบ

แต่ของพวกเรามันไม่ชอบ มันสวมรอย มันไม่ชอบเพราะอะไร

อริยสัจมีหนึ่งเดียว ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ นี่ไง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ นิโรธคือการรู้แจ้ง นิโรธคือขณะจิตที่มันพลิกแพลงจากปุถุชนเป็นกัลยาณชน จากโสดาบันเป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์ จนสิ้นกิเลสไป

แล้วมันอยู่ไหนล่ะ

ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น เห็นเขาว่ากัน เราก็ว่าด้วย ก็ว่าตามตำราไง ตามตำราก็เป็นปริยัติไง ไม่มีสิ่งใดๆ เกิดขึ้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ นะ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มีพระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่มีดวงตาเห็นธรรม เพราะมันเกิดขึ้นในหัวใจของพระอัญญาโกณฑัญญะ กิจกรรมมันเกิดขึ้น เกิดภาวนามยปัญญา เกิดมรรคเกิดผลขึ้นในใจของท่าน สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับหมด นี่เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา

แต่ทางโลก สิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ สสารเป็นอนิจจัง สิ่งที่เป็นอนิจจัง ของมันมีอยู่แล้วไง มันเป็นอนิจจังๆ

มันก็เป็นอนิจจังไง เอ็งเผลอก็เป็นอนิจจัง ทุกข์จนทุกข์มันคลายแล้วก็เป็นอนิจจัง แต่ไม่เคยสิ่งที่เป็นอัตตา อนัตตาที่มันเกิดขึ้นในใจ มันเลยไม่มีไตรลักษณ์ไง

นี่ไง สิ่งที่เป็นจริงๆ เพราะศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล ถ้าหัวใจมันไม่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ไม่มีความจริงขึ้นมา มันจะเป็นความจริงขึ้นมาได้อย่างไร

ถ้าไม่รู้จักกิเลส ไม่เคยเห็นหน้ากิเลส แล้วไม่รู้จักนะ สวมรอยไปกับมันอย่างนั้นน่ะ ไม่รู้จัก แต่ถ้ามันรู้จักขึ้นมา รู้จักแล้วเห็น

นี่อยู่ที่ว่า พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ ที่เราประพฤติปฏิบัติกันอยู่นี้ เราก็แสวงหาสัจธรรมในใจของเรานี้ ถ้าแสวงหาสัจธรรมในหัวใจของเรานี้ไง ดวงใจของเรามีมรรคขึ้นมา นี่ของขวัญ ของขวัญที่มีคุณค่าที่สุด

ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ถ้าเราประพฤติปฏิบัติของเรา แสวงหาของเราได้มากได้น้อยเท่าใด มันก็เป็นจริตเป็นนิสัย เป็นการสร้างอำนาจวาสนา

แต่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติแล้ว ประพฤติปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าจิตใจเขามีพื้นฐาน เขามีบาทฐาน นั้นคือพันธุกรรมของจิต จริตนิสัยๆ เห็นไหม ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย เพราะเขามีพื้นฐาน หัวใจเขาเปิด

ไอ้เราเลย คิดแต่ว่าศรัทธาในมรรค ๘ ในรูป รส กลิ่น เสียงไง

เราศรัทธา ศรัทธาแต่วัตถุ เราศรัทธาแต่ว่าเมื่อไหร่เราจะมีชื่อเสียง ศรัทธาว่าเมื่อไหร่เราจะยศถาบรรดาศักดิ์ ศรัทธาว่าเมื่อไหร่ใครจะยกย่องสรรเสริญ

ตายหมดนะ ไม่มีอะไรเหนือความตายทั้งสิ้น ถ้าความตายมันมาถึงเมื่อไหร่ ชีวิตหมดแล้ว

โอกาส กมฺมโยนิ กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย แล้วเราเกิดมาในปัจจุบัน เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้ววันพระๆ หรือวันขึ้นปีใหม่ วันเป็นมงคล เราก็ต้องฝึกฝนหัวใจของเราให้มีศรัทธาในตัวเรา มีศรัทธาในตัวเรา ถ้ามีศรัทธาในตัวเรา มีสติสัมปชัญญะ มันมั่นใจ

เวลาทางโลกนะ ขาดความมั่นใจๆ

แล้วอะไรมั่นใจล่ะ กิเลสมันหลอกอยู่ มันมั่นใจไหม

แต่ถ้ามีสติปัญญาเข้ามา เรามั่นใจในตัวเรา เขากับเรามีอวัยวะเหมือนกัน มีอวัยวะ ๓๒ เหมือนกัน มีกายกับใจเหมือนกัน มันแตกต่างกันที่บุญอำนาจวาสนาในใจนี้แหละ

ถ้ามันแตกต่างกันด้วยอำนาจวาสนา เพราะใครสร้างความดีมา สร้างเวรสร้างกรรมมามากน้อยขนาดไหน มันตอบสนองหมดน่ะ พระพุทธศาสนาถึงให้เชื่อกรรม แล้วกรรมคือการกระทำ แต่เราจะทำคุณงามความดีเพื่อตัวของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงแล้ว เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้พระองค์เดียว สอนสามโลกธาตุ สอนมาจนป่านนี้

ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา

ธรรมและวินัยเป็นศาดาของเรา ธรรมและวินัยไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่เอาไว้ซื้อขาย ไม่ใช่เอาไว้โฆษณาชวนเชื่อ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เอวัง