ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หูเบา

๖ ส.ค. ๒๕๖๕

หูเบา

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม ข้อ ๒๘๑๗. เรื่อง “เป็นทุกข์มากครับ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ กระผมเป็นทุกข์มาก กระผมได้ช่วยเหลือผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ช่วยเหลือเรื่องเงิน ส่งเงินให้เขา เขาเป็นหนี้เยอะครับ กระผมช่วยใช้หนี้ให้เขา เคยเลิกคบกับเขาครับ แต่เขาได้ทำการฆ่าตัวตายครับถ้าไม่ส่งเงินให้ เขาจะฆ่าตัวตายครับ กระผมจึงเลิกคบเขาไม่ได้ครับ ทุกวันนี้กระผมส่งเงินให้เขาไม่พอครับ กระผมจึงต้องขโมยเงินแม่เงินพ่อส่งให้เขา ไม่อยากทำเลย แต่เขาคิดฆ่าตัวตายครับ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลวงพ่อช่วยชี้แนะด้วยครับ

ตอบ : อันนี้มันต้องไปหากรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

กรณีอย่างนี้ ใช่ เราเคยคบกับเขา แล้วเวลาคบกับเขา เราต้องส่งเสียเงินให้เขา ต้องส่งเสียเงินให้เขาแล้ว ส่งเสียเงินให้เขาจนเงินของเราไม่มี แล้วเราต้องไปขโมยเงินพ่อ ขโมยเงินแม่

พ่อแม่กับเขา เทียบกัน

สิ่งที่เราจะช่วยเหลือเจือจานกันในสังคม โควิดๆ ตู้ปันสุข เราให้ด้วยความเต็มใจของเรา ถ้าเราให้ด้วยความเต็มใจของเรา ใครเดือดร้อน เขามีน้ำใจ เขาก็เอาเพื่อพอยังชีพของเขา เขาก็เผื่อแผ่คนอื่นต่อไป

ไอ้นี่ถ้าเขาเป็นหนี้เป็นสินก็เป็นหนี้เป็นสิน เขาเป็นหนี้เป็นสินขึ้นมาแล้ว แล้วเขาขอความช่วยเหลือแล้วเราโอนให้เขา แล้วถ้าไม่ให้ เขาจะฆ่าตัวตายๆ

กรมสุขภาพจิตครับ

ถ้ากรณีอย่างนี้นะ ถ้าเราให้ไปออกสื่อตามเว็บไซต์ ประจานเลย ประจานเลย แล้วเดี๋ยวไม่ใช่เราคนเดียว ไอ้ส่งเงินๆ เขาจะฆ่าตัวตาย ไม่รู้ว่ากี่คน

นี่หูเบา ใจเบา

ใช่ เราเคยคบกับคน ถ้าคนเขาตกทุกข์ได้ยาก เราก็ช่วยเหลือเจือจานกันโดยความสามารถของตน แล้วถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้

โดยความเป็นจริงนะ ถ้าเพื่อนกันนะ เขาคบกัน เงินทองเขาใช้ร่วมกัน เขาก็ใช้ร่วมกัน เขาไม่ต้องยืมกัน ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินต่อกัน ถ้าคำว่า “ยืมกัน เป็นหนี้เป็นสินต่อกัน” มันผิดใจกัน มันผิดใจกัน เห็นไหม

แม้แต่เพื่อน ถ้าเพื่อนสนิท เพื่อนสนิทถ้าเขาเดือดร้อน ให้เขาไปเลย ถ้าเขาบอกยืมๆ เดี๋ยวมีปัญหาแล้ว

เราไม่ต้องทำขนาดนั้น เราไม่ต้องทำขนาดนั้น แล้วถ้ามันเป็นเรื่องมันมีปัญหานะ กรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่งไปเลย ถ้าส่งไปมันก็จบไง

ไอ้เรื่องกรณีอย่างนี้ ถ้าบอกว่ากรรมของสัตว์ มันก็เรื่องหนึ่งนะ แต่ตอนนี้ โอ้โฮ! พอการสื่อสาร ไอ้พวกออนไลน์มันไวมาก

เมื่อก่อนนะ โบราณเรานะ คนที่ไว้ใจไม่ได้ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เพราะอะไร เพราะเขาอยู่กับคนมาก เขามีประสบการณ์กับชีวิตมาก พวกนี้เขาจะแบบปลาไหลเลย รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ ห้ามคบ ตอนนี้ไม่ใช่ ทุกคนมีสิทธิ์เหมือนกันหมดเลย เพราะออนไลน์ได้หมดเลย

ทีนี้วุฒิภาวะของคนมันแตกต่างกันไง คนซื่อ คนซื่อ ตอนนี้นะ มันมีอยู่ที่เพชรบูรณ์ ผู้ใหญ่บ้านของเขา เขาขึ้นรถขยายเสียงประกาศตามหมู่บ้านเลย เพราะคนแก่คนเฒ่าอยู่ในบ้าน แล้วไอ้พวกมาจับฉลากๆ มันไปตุ๋นเอาเงินทั้งนั้นน่ะ แล้วพอมาแล้วคนแก่ไง เขามาพะเน้าพะนอ มาก็พูดอย่างนู้น ให้จับฉลากไอ้นู่น ให้จับฉลากไอ้นี่ วุ่นวายไปหมดน่ะ

แต่ก่อนมันเป็นเรื่องชุมชนใครชุมชนเขา เราอยู่บ้านของเราใช่ไหม แต่นี่รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เขามีประสบการณ์กับชีวิต สังคมเขาเชี่ยว มันมีกรณีอย่างนั้น ตอนนี้ออนไลน์มันมีปัญหาอย่างนี้

แล้วทีนี้บอกว่า ทุกข์มากเลยครับ ทุกข์มากเลยครับ

จบ สิ่งที่เสียไปแล้วก็คือเสียไปแล้ว

สิ่งที่เขาฆ่าตัวตาย

ฆ่าตัวตายก็กรมสุขภาพจิต

แล้วขนาดที่ต้องไปขโมยเงินพ่อ ขโมยเงินแม่ ไม่สมควรแล้วแหละ ถ้าเราโง่ เราหูเบา เราเชื่อเขา เราใจอ่อน เรายับยั้งไม่ได้ เราต้องโอนให้เขา อันนั้นคือให้ไปแล้ว

แต่ไอ้กรณีต่อไปๆ ถ้าไม่ส่งเงินให้เขา เขาจะฆ่าตัวตาย

โอ้โฮ! แล้วเวลาถ้าเอามาเปิดเผยนะ เขาจะฆ่าตัวตายประชดไม่รู้กี่คนนั่นน่ะ

ไอ้ว่าจะฆ่าตัวตาย เพราะเราจิตใจอ่อนไหว โอ๋ย! น่าสมเพช

กรณีอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คำว่า สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” นะ ไอเอ็มเอฟ ลังกา เวลารัฐบาลของเขา ประเทศเขามีความเสียหาย แล้วใครจะช่วยล่ะ แล้วถมไปมันจะช่วยพยุงประเทศเขาได้ไหม ตอนนี้เขาเสนอขอกู้ไอเอ็มเอฟแล้ว หนึ่งแสนล้านดอลลาร์

นี่ก็เหมือนกัน คนถ้ามันไม่จบไม่สิ้น หนี้เขาเยอะมาก

เยอะสิ ก็ยังหลอกได้อยู่ไง ถ้าหลอกได้มันมีหนี้ตลอดไป แล้วบวกเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยเพิ่ม ๕ เท่า

ถ้าเขาทุกข์เขาจน เขามีปัญหาของเขาจริง มันแก้ไขนะ ดูสิ เวลาตอนนี้มันมีปัญหามาก ใครตกทุกข์ได้ยาก ใครที่มีปัญหานะ เขาบอกเลยนะ ให้แจ้งกับกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำรงธรรมๆ แล้วถ้านายอำเภอเรียกมาสอบสวน ผู้ให้กู้เท่าไร ลดดอกเบี้ย ลดโอกาสการชำระหนี้ พักหนี้ เขาทำได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันเป็นธรรม คำว่า มันเป็นธรรม” มันถูกต้องชอบธรรมไง

ไอ้นี่โทรศัพท์มา จะฆ่าตัวตายนะ ไม่ให้ ฆ่าตัวตายนะ

โทรบอกกรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตก็ไปแก้ไข

ไอ้นี่ตัวเองหูเบา หูเบาแล้วก็จะไปขโมยเงินพ่อ ขโมยเงินแม่เลยนะ

ถ้าพ่อแม่รู้เข้าเสียใจนะ เลี้ยงมันมาตีนเท่าฝาหอย มันไปเชื่อใครก็ไม่รู้ แล้วก็มาขโมยเงินพ่อเงินแม่ แล้วยังเขียนมานะ โอ้โฮ! เป็นความทุกข์มากครับ

เป็นความทุกข์มากเพราะเราไม่ได้มีสติสัมปชัญญะ เราไม่ได้ฝึกหัด เราไม่ทำให้จิตใจเราเข้มแข็ง แล้วมีสติสัมปชัญญะใคร่ครวญว่ามันเป็นจริงได้มากน้อยขนาดไหน ถ้ามันเป็นจริงได้มากน้อยขนาดไหน เขาจะฆ่าตัวตาย เขาเอามาขู่มาเข็ญหรือ

ถ้าเอามาขู่มาเข็ญใช่ไหม ถ้าฆ่าตัวตายๆ ไอ้พวกซึมเศร้าน่าสงสาร บางทีถ้ามันกดดันในตัวมันเองแล้วไปยืนตามสะพานลอย คนข้ามถนน จะโดดลงมา นั่นน่ะเขาจะฆ่าตัวตายจริงๆ เวลาเขาจะฆ่าตัวตายจริงๆ เพราะอะไร เพราะว่าเขาขาดสติสัมปชัญญะ หรือความทุกข์ในหัวใจเขาบีบคั้นเขา

ถ้าบีบคั้นเขานะ แล้วเวลาเขาจะบรรเทาทุกข์ไง เวลาจะแก้ไข จะรักษา เขาต้องการมิตรที่ดี ต้องการคนปลอบใจ ต้องการคนที่หัวอกเดียวกันๆ หัวอกที่มันทุกข์ตรมเข็ญใจ มันยากแค้นแสนเข็ญ ไม่ใช่เรื่องเงินเรื่องทอง

เรื่องเงินเรื่องทองเป็นกระดาษ เรื่องความทุกข์ความยากในหัวใจมันบีบคั้นหัวใจ นั่นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ฉะนั้น ไอ้ที่เขียนมานี่ เราอ่านแล้วนะ โทษนะ สมเพช

มันมีอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นหนึ่ง เคยคบกัน ถ้าเราไปคบกับเขา มันก็มีอีกน่ะ โอนไว หลอกให้รัก หลอกให้หลง หลอกให้ใหล เราก็ไปรักเขา ไปพัวพันกับเขา เขาก็สร้างเรื่องขึ้นมาเลยแหละ เป็นหนี้ผ่อนรถ เป็นหนี้ผ่อนบ้าน เป็นหนี้คนนั้นเจ็บไข้ได้ป่วย โอ๋ย! ร้อยแปดเลย

ถ้ามันเป็นเรื่องจริง สิ่งที่เป็นเรื่องจริงนะ คนตกทุกข์ได้ยากมี เราเข้าใจได้ คนที่ทุกข์ที่ยากนะ คนที่เขาทุกข์ยาก เขาปากกัดตีนถีบ เขาพยายามขวนขวายเพื่อชีวิตของเขา แล้วเวลาคนของเขา เขามีสภาพแบบนั้นน่ะ นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติของเขานะ

มันมีอยู่เคสหนึ่ง ที่ว่าเขาเห็นแม่ลูกป้อนข้าวกัน เห็นแล้วมันแบบว่ามันสะเทือนใจ มันชนชั้นรากหญ้า แต่ความจริงนั่นมันเป็นชีวิตของเขาที่เขารื่นเริงนะ พอคนเขาเห็นอย่างนั้นเขาก็โอนเงินให้ โอนเงินให้ใหญ่เลย เปิดบัญชี พอโอนเงินให้ พอเงินมา ไปเยี่ยมที่บ้าน เมาแป๋เลย ยังไม่กลับ ยังกอดขวดเหล้าอยู่นั่นน่ะ

ชีวิตเขาแฮปปี้ของเขา ชีวิตแฮปปี้ของเขา ไอ้เราต่างหาก คุณภาพชีวิตของเราต้องอย่างนี้ๆ แล้วเราก็ไปวัดคุณภาพชีวิตของเขา แล้วก็ต้องอย่างนั้นๆ ต้องพัฒนา

ทางยุโรปเขาเป็นเมืองหนาว เมืองหนาวนะ ความเป็นอยู่ดำรงชีพของเขาก็อย่างหนึ่ง เขาต้องเพื่อความอบอุ่นของเขา ไอ้ของเรานี่นะ เมืองมันร้อน ต้องติดแอร์ ติดแอร์แล้วก็ใส่เสื้อนอก ติดแอร์แล้วนะ แล้วก็แต่งใส่สูทกัน โอ้โฮ! เหงื่อตกพลั่กๆ เลยล่ะ คุณภาพชีวิตของคนไง

นี่ก็เหมือนกัน เราเห็นนะ ใช่ เรามองเขาน่ะ นั่นคือเขามีความสุขของเขานะ เขาจะทุกข์จนเข็ญใจ เขาไม่มีเงินมีทองของเขา แต่เขามีความสุขของเขานะ แล้วเวลาเราจะให้เขาพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขา เขาพัฒนาขึ้นไปตรงไหนล่ะ เพราะนี่เป็นความสุขของเขา ไอ้พัฒนาขึ้นไป กูทำไม่เป็นนะ จะให้มันเป็นภาระของเขา

นี่พูดถึงว่าความรู้สึกของคน ถ้าความรู้สึกของคนเขามันมีสูงต่ำอย่างใด นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่นี่กรณีอย่างนี้มันเป็นเรื่องของผู้ถามเลยล่ะ

ทุกข์ใจมากครับ เพราะว่าต้องส่งเงินให้เขา ถ้าขาดส่งเงินให้เขา เขาก็ขู่ว่าเขาจะฆ่าตัวตาย

ฆ่าตัวตายก็ปิดโทรศัพท์ แจ้งกรมสุขภาพจิต บรรเทาสาธารณภัย บอกเลย บ้านนั้นจะมีคนฆ่าตัวตาย ให้เอาส่งโรงพยาบาล แจ้ง ๑๙๑ เลย

ถ้ามันเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องการขาดแคลน มันเป็นเรื่องสิ่งใด การช่วยเหลือเจือจานกันเป็นน้ำใจ นี่เป็นบุญเป็นกุศล เราเห็นด้วย แต่สิ่งที่มันไม่เป็นความจริง แล้วเราเป็นเหยื่อ เราเป็นเหยื่อแล้วก็ทุกข์ยากมาก แล้วพอทุกข์ยากมาก เราเป็นเหยื่อเพราะหูเบา ปัญญาเบา ทุกข์ยากมาก แล้วก็เอาความทุกข์ไปป้ายพ่อแม่อีก อันนี้รับไม่ได้ รับไม่ได้

แต่กรณีนี้มันเป็นเรื่องโลกๆ นะ

บอกว่า แต่เขาจะคิดฆ่าตัวตายครับ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอหลวงพ่อชี้แนะด้วย

มันไปกวนพ่อกวนแม่มัน ขโมยเงินไปให้เขา นี่ยังเขียนมาถึงหลวงพ่อนะ เป็นพระอยู่ในวัดนะ ยังจะต้องไปรับผิดชอบนะ มันจะฆ่าตัวตายหรือไม่ฆ่าตัวตาย

เหยื่อ ไร้สาระมาก เราเห็นแล้วเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าเรื่องไร้สาระในคนที่มีสติสัมปชัญญะแล้วรู้เท่าทันเหตุการณ์

ไอ้ที่ว่าหลอกกันทางออนไลน์ เวลาโทรไป คนที่ไม่รู้เท่าทันก็เป็นเหยื่อของเขา คนรู้เท่าทันนะ มันหลอกล่อนะ จนไอ้นั่นเสียมวยเลย เห็นไหม ดูใจคนสิ ใจคนที่เขามีสติสัมปชัญญะ เขาถาม ชื่ออะไร สะกดว่าอย่างไร แล้วเป็นหนี้อะไร ตอบไม่ได้หรอก

ไอ้นี่มันอยู่ที่วุฒิภาวะ อยู่ที่สติสัมปชัญญะที่เราจะพัฒนาของเราขึ้น

ใช่ เราเคยคบกับเขา เราเคยไปรู้จักกับเขา นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเหตุการณ์แล้วมันไม่ใช่พัวพัน จนไม่มีวันจบวันสิ้นไง ไม่มีวันจบวันสิ้นนะ ในองค์กร ในบริษัท ถ้าเขามีความเสียหาย เราจะไปรับผิดชอบอะไรของเขาได้ เวลาเขารีไฟแนนซ์หนี้ของเขามันเท่าไร นี่พูดถึงบริษัทที่เราเห็นได้ว่ามันเป็นตัวเงิน ก้อนเงินที่ก้อนใหญ่ๆ อย่างนี้

แต่ไอ้นี่มันไม่ใช่ ไอ้นี่มันเป็นการที่ว่าพูดอย่างไรให้เราเชื่อได้ แล้วก็ใช้หนี้ หนี้เยอะมาก แล้วไม่มีวันจบวันสิ้น ไอ้นี่เราต้องหาเงินถมให้เต็มไปตลอดชีวิตเลยหรือ จะเป็นเหยื่อเขาทั้งชีวิตใช่ไหม

ภาษาเรา มันแก้ได้ด้วยโครงสร้างการแก้หนี้ ทางหน่วยงานของรัฐเขามีอยู่แล้ว ส่งไปเลย เราช่วยเขาเต็มที่เลย ส่งไปนั่นก็จบ

ไอ้นี่มันออเซาะฉอเลาะกันสองคน เวลาคุย คุยกันสองคน แล้วพ่อแม่เดือดร้อนโดนขโมยเงิน ทุกข์มากจนมาถามหลวงพ่อ

หลวงพ่อถึงบอกว่า โฮ้! สังเวช มันเรื่องสังเวช

เราปิดโทรศัพท์ก็จบหมด เราปิดโทรศัพท์

ไอ้นี่ไปออเซาะฉอเลาะกับเขาไง หูเบา ใจเบา แล้วไม่มีสิ่งใดเป็นคุณประโยชน์เลย คุณประโยชน์ว่าเคยคบกับเขานั่นแหละ คบกับเขาแล้วเดี๋ยวนี้เขามีหนี้เยอะ ก็จบไป

เราจะบอกว่า ถ้าเปิดเผยโดยทางเปิดเผย ไม่ใช่โยมคนเดียวที่โดนหลอก แต่มีคนอื่นอีกเป็นพรวนเลย ถึงตอนนั้น เออ! ไม่น่าด่วนตัดสินใจเลยนะ โง่เกินไปหน่อยหนึ่ง จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๑๘. เรื่อง “การเอาจิตเพ่งดูที่เวทนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ การเอาจิตเพ่งดูความเจ็บ ดูว่ามันเจ็บ แล้วความเจ็บมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความเจ็บเพิ่มขึ้นนั้น ความเจ็บมันก็เคลื่อนตัว แล้วก็เกิดอาการชาเคลื่อนตัวจากแขนขึ้นมาจนถึงใบหน้า สักพักสมองมันตื่นขึ้นมา มันไม่เคลิ้มๆ แต่มันตื่น มีสติชัดขึ้น ความเจ็บก็ชัดขึ้นเช่นกันค่ะ คือเจ็บเพิ่มขึ้นค่ะ

จะถามหลวงพ่อว่า ให้ดูอาการที่เกิดขึ้นในร่างกายเรื่อยๆ ใช่ไหมคะ กราบขอบพระคุณค่ะ

ตอบ : อันนี้พูดถึงว่าถ้าเราจะเพ่งดู เขาบอกว่าเขาเพ่งดูความเจ็บปวด ถ้าเพ่งดูความเจ็บปวด เราดูอาการเปลี่ยนแปลงของมัน เราจะมาเพ่งดู

การเพ่งดู การเพ่งดูนั้นมันเป็นนักหลบ มันไม่ได้ใช้ปัญญาไง ถ้าการเพ่งดูแล้วใช้ปัญญาสิ การแก้ไขทุกอย่างมันต้องใช้ด้วยปัญญา การเพ่งดู ดูความเจ็บปวดนั้น แล้วถ้ามันมีปัญญา อะไรเจ็บ อะไรปวด แล้วมันแก้ไขของมันอย่างนั้นไง

นี่เพ่งดูเฉยๆ เพ่งดูมันก็เหมือนเพ่งกสิณ เพ่งไว้เฉยๆ ไง ถ้าเพ่งไว้เฉยๆ เห็นไหม เวลาพุทโธๆๆ จนพุทโธไม่ไหว เราก็กดไว้เฉยๆ

ไอ้กรณีนี้ เวลาเราทำสิ่งใด มันเป็นระหว่างทุกข์กับสุข แล้วตรงกลาง

การเพ่งไว้เฉยๆ คืออุเบกขา อัพยากฤต ไม่ใช่สุขและไม่ใช่ทุกข์ แต่ถ้าเวทนามันเกิดขึ้นๆ เราเพ่งไว้เฉยๆ เวทนามันเกิดขึ้นมันเป็นความทุกข์อยู่แล้ว มันจะเป็นกลางได้อย่างไร

แต่ไอ้ที่ว่าเฉยๆ ที่ไปกดทับไว้น่ะ แต่ถ้ามันใช้ปัญญาๆ ไง ถ้าเราดู เราจับแล้วพลิกแพลงได้ เราพลิกแพลงได้ด้วยปัญญาของเรา ถ้าพลิกแพลงด้วยปัญญาของเรา ถ้าปัญญามันแทงทะลุได้ จบหมดเลยนะ

ทีนี้ถ้าปัญญามันแทงทะลุไม่ได้ เพราะมันเจ็บไง มันเจ็บมันปวดมาก ที่มันยิ่งพิจารณา ถ้าไม่มีกำลังนะ ความปวดจะเป็นสองเท่า

ฉะนั้นบอกว่า  ถ้าเอาจิตเพ่งดูที่ความเจ็บ

แล้วทำไมไม่เอาจิตไปวางไว้ที่ลมล่ะ เราเอาจิตไปวางไว้ที่ลมก็ได้ พอจิตมันสงบแล้วเราค่อยมาพิจารณาของเราไง ถ้าเราพิจารณาของเราได้ เราก็พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม

แล้วถ้าพิจารณาได้ๆ มันก็พิจารณาโดยที่ว่ามันเป็นการฝึกหัด เป็นการฝึกหัด เป็นการฝึกหัดในการที่เราจะฝึกหัดใช้ปัญญาของเรา

แต่ถ้าในการประพฤติปฏิบัตินะ เราแค่เอาความสงบของใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเรามีศีลของเราแล้ว เรามีศีลของเรา ศีลคือว่าเราไม่ก้าวล่วงศีล ๕ แล้วถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น เว้นไว้แต่ตอนที่มันทำมันผ่านไปแล้ว

แต่ตอนที่เราจะนั่ง เราวิรัติได้เดี๋ยวนี้เลย ถ้าเดี๋ยวนี้ เราจะนั่งสมาธิเดี๋ยวนี้ เราวิรัติขึ้นมา คือเราคิดว่า ขณะปัจจุบันนี้ เริ่มต้นจากวินาทีนี้ไป เรามีศีลสมบูรณ์แบบ เรามีศีล ๕ สมบูรณ์ แล้วก็นั่งสมาธิของเราเลย อนาคตวางไว้ แล้วเราก็ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าสมาธิมันเกิดขึ้น มันก็จะมีความสุขความสงบของมัน

แต่นี่มันไม่สงบสักที มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นสักที เราถึงว่าเราจะเข้าไปเผชิญกับสัจจะความจริง เราถึงไปเพ่งความเจ็บปวด ทีนี้พอเพ่งความเจ็บปวดนะ ความเจ็บปวดมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

มันเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว มันเพิ่มขึ้นสองเท่าสามเท่าเลย แต่ถ้าจิตมันสงบแล้วนะ จิตสงบ พอจิตสงบแล้ว ถ้ามันมีความเจ็บปวดเกิดขึ้น มันไปจับ

คำว่า จับ” กับ “เพ่ง”

เพ่งคือเราไปเพ่งไปดูมันไง จับคือเราจะเริ่มต้นงานอะไร ถ้าเราไปจับเวทนา จับเวทนาเพื่อจะเริ่มต้นงาน แต่เพ่งไว้เฉยๆ เพ่งไว้เฉยๆ มันกดไว้

ปลา ปลาตัวหนึ่ง เราเอามือจับปลากดไว้ไม่ให้มันดิ้น กับเราจับปลาของเรา เราจับปลาของเรามา เรากดไว้ๆ

เวลาหลวงตาพระมหาบัวหรือครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นจริงไง ท่านบอกว่า ภาวนาให้หัดใช้ปัญญาบ้างสิ ไม่ใช่ภาวนาแบบโง่อย่างกับหมาตาย

การกดทับไว้ การกดไว้ การต่างๆ ไว้ มันไม่ใช่วิธีการวิปัสสนา

ถ้าวิปัสสนามันต้องใช้ปัญญา เวทนามันคืออะไร เวทนามันความเจ็บปวด เจ็บปวดเกิดจากอะไร แล้วเกิดที่ไหน แล้วเกิดอย่างไร แล้วใครเป็นต้นเหตุ เวลาถ้ามันไล่ไป

ถ้ามันไล่ไปได้ มันไล่ไปได้เพราะอะไร

มันไล่ไปได้เพราะมันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน

ถ้ามันไล่ไปไม่ได้ กดไว้ก็ปวด ขยับก็ปวด คิดก็ปวด มันเลยไม่ทำอะไรเลยไง มันก็เลยกดทับไว้เฉยๆ ก็เพ่งนั่นแหละ เพ่งคือการกดทับ ฉะนั้น ถ้าเราจะเพ่งก็คือเพ่งไง

จะบอกว่า คนฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มันอยู่ที่วุฒิภาวะ คือความสามารถ ความสามารถของคนทำอย่างใด แล้วทำวิธีการใด แล้วผลมันก็ออกมาอย่างนี้ สะเปะสะปะกันอยู่อย่างนี้ ถ้ามันสะเปะสะปะ มันอยู่ที่ความสามารถของคนไง มันอยู่ที่ความสามารถของคน มันอยู่ที่วาสนาของคน

ถ้าความสามารถของคนนะ เราทำของเราอย่างนี้ เราใช้เพ่ง เพ่งเฉยๆ เวลาเพ่ง

ถ้ามันเจ็บที่ไหนนะ จิตสงบแล้ว จิตกับเวทนา กับการจับต้องวิปัสสนา เห็นไหม มันเป็นวิถีแห่งจิต จิตมันเคลื่อนไป จิตมันเป็นระบบของมันไง

แต่ถ้ามันไปเพ่งๆ มันก็เหมือนเพ่งกสิณ เพ่งกสิณนะ เพ่งจ้อง เพ่งดู เพ่งจ้อง เพ่งดู อันนี้จะเพ่งจ้อง เพ่งดู แต่เวลาปฏิบัติไปมันเป็นนะ เวลามันเป็น

เวลาดูความเจ็บปวด เวลาความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันเคลื่อนตัว มันเคลื่อนตัวของมันไป

แล้วเวลาเพ่งๆ เพ่งนี่มันไม่มีปัญญานะ เพ่งไว้เฉยๆ

หลวงตาติมาก ยิ่งหลวงปู่มั่นเวลาท่านส่งจิตไปดูหลวงตา หลวงตาท่านบอกท่านพิจารณาเวทนาของท่าน พิจารณาเวทนาเป็น ๓–๔ ชั่วโมง มันต่อสู้กันรุนแรงไง แล้วมันเหนื่อยมาก เหนื่อยมาก ท่านก็ตั้งแบบว่าขันติธรรม คืออดทนอดกลั้น ก็อดทน ก็เหมือนกดทับไว้ หลวงปู่มั่นส่งจิตมาดูพอดีไง

แล้วเวลาหลวงตาไปทำข้อวัตรนะ

“มหา มหาภาวนาอย่างไร ภาวนาอย่างนั้นนะ ภาวนาแบบหมากัดกัน”

เวลาหมามันกัดกัน มันล็อก กรามมันล็อก มันอยู่อย่างนั้นน่ะ คาอยู่อย่างนั้นนั่น สะบัดกันอยู่อย่างนั้นน่ะ มันไม่ไปและไม่มา เพราะกรามมันล็อก

นี่ก็เหมือนกัน เพ่ง เพ่ง เพ่ง เวลาหลวงตาไปทำข้อวัตรเลย

“มหา มหาภาวนาอย่างนั้นหรือ ภาวนาเหมือนหมากัดกัน”

นี่พูดถึงคนภาวนาเป็นกับภาวนาเป็นนะ แล้วหลวงตาพระมหาบัวท่านก็มาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังนี่ไง บอกว่า ถ้าหลวงปู่มั่นท่านส่งจิตมาดูเราก่อนหน้านั้น ภายใน ๑–๓ ชั่วโมงข้างหน้านั้นที่เราใช้ปัญญาตะลุมบอนอยู่กับมันตลอด ท่านจะไม่พูดแบบนี้

ขนาดที่ว่าท่านใช้ปัญญาไง ท่านใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะ อะไรคือเวทนา เวทนามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เวทนามันเจ็บปวดขนาดไหน ท่านใช้ปัญญาต่อสู้กับมัน ๓ ชั่วโมงกว่า แล้วถ้าพิจารณาไปแล้วนะ ถ้าปัญญามันคมกล้า สมาธิมันเข้มแข็ง เวทนามันจะดับหมดเลย ว่างหมดเลย แต่ถ้ากิเลสมันฟู กิเลสที่มันจะเอาชนะคะคานกัน ต่อสู้กัน ๓ ชั่วโมง ยังเอาแพ้เอาชนะกันไม่ได้

นี่การภาวนา ๓ ชั่วโมงยังเอาแพ้เอาชนะกันไม่ได้ แล้วท่านเหนื่อยมาก พอเหนื่อยมากขึ้นมาก็ยันไว้ไง ยันเหมือนเพ่งไว้ ยันไว้ก่อน ก็อุเบกขา ยันไว้ พอยันไว้ หลวงปู่มั่นส่งจิตมาดูพอดี

เวลาไปทำข้อวัตร “มหา มหาภาวนาอย่างไร ภาวนาอย่างกับหมากัดกัน”

กัดกันก็กัดกันอยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่นักภาวนาด้วยกันนะ ท่านไม่โต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้น

“ครับ ครับ ครับ”

เพราะรู้ รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ เริ่มต้นใช้ปัญญาสู้กับมันด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความมหัศจรรย์ แต่พอสู้ไม่ไหวก็ยันไว้ ยันไว้ ท่านส่งจิตมาดูพอดี ก็มันผิดจริงๆ มันผิดจริงๆ คือไม่ใช่นักรบ มันเป็นนักประคองไว้ พยุงไว้ ไม่ทุ่มไปทั้งตัว ไม่ทุ่มเหมือนนักรบ เหมือนนักมวย นักมวยไม่ต่อยเขา ไม่ออกอาวุธใส่คู่ต่อสู้ หลบๆ หลีกๆ ป้องกันตัวอย่างเดียว

นักมวยต้องออกอาวุธ แต่มันเหนื่อย มันพักก่อน แล้วก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง

ท่านถึงเวลาท่านพูดสิ่งใด ท่านถึงคิดอยู่ในใจไง ถ้าหลวงปู่มั่นส่งจิตมาดูก่อนหน้านั้น ท่านจะไม่พูดแบบนี้ เพราะเราออกอาวุธเต็มที่เลย ทั้งหมัด ทั้งเข่า ทั้งศอก อู๋ย! สู้กันเต็มที่เลย แต่ไอ้กิเลสมันก็ออกมาสู้กันตลอดเวลาเหมือนกัน

นี่เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะมีเหตุการณ์แบบนี้ แบบนี้ แบบนี้ แต่ละบุคคล แต่ละจริตนิสัย แต่ละกิเลสที่อยู่ในบุคคลคนนั้น นี่พูดถึงว่าเอามาเป็นคติเป็นแบบอย่าง

ว่าจะให้หนูทำไปเรื่อยๆ หรือจะให้หนูทำแบบใด

ถ้าการกระทำนี้มันเพิ่งการกระทำ การกระทำเราทำอยู่ในปัจจุบัน แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ได้ปฏิบัติมาทุกวิธีการอยู่แล้ว

อันนี้ก็เหมือนกัน ไอ้ที่เพ่งอยู่นี่มันเป็นการเขาเรียกว่า สิ่งที่ว่าธรรมมันสอน สิ่งที่เกิดขึ้นมันสอนผู้ที่ปฏิบัติ เพราะว่าอะไร

เพราะหนูเพ่งดูความเจ็บปวด แล้วความเจ็บปวดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันเคลื่อนตัว เห็นไหม มันเคลื่อนตัว เคลื่อนตัวแล้วก็เกิดอาการชา

อาการชาคือเราเพ่ง เพ่งแล้วมันไม่สามารถที่มันจะเพิ่มความเจ็บปวดหรือต่างๆ มากขึ้น อาการชานี่เขาว่า เวทนาสักแต่ว่าเวทนา

ถ้าเวทนานะ เวทนาเด็กๆ ก็เจ็บพอประมาณ เวทนาผู้ใหญ่ก็เจ็บมากขึ้น พ่อแม่เวทนา โอ้โฮ! สุดปวดเลย ถ้าเวทนาที่มันมีกำลังมากกว่า ถ้ามันมีปัญญามากกว่า เวทนาเล็กน้อย พิจารณาจนมันปล่อยได้หมดเลย พิจารณาจนปล่อย พิจารณาด้วยปัญญานะ ถ้ามันจะปล่อย มันจะปล่อยด้วยเหตุผล

ถ้าเหตุผลของธรรมด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยการเทียบเคียงของเราว่าสิ่งใดมันเป็นเวทนา มันไม่จริงสักเรื่องหนึ่ง กระดูกก็ไม่ใช่ เนื้อก็ไม่ใช่ เอ็นก็ไม่ใช่

ถ้าความรู้สึกโง่นิดหนึ่ง โดนกิเลสมันหลอก เออ! ใช่ แต่ถ้ามันฉลาดขึ้นมา แล้วมึงไปโง่ทำไม มึงก็ต้องฉลาดขึ้นมาสิ พอฉลาดเข้า เอ๊อะ! มันก็ว่างหมด มันก็ปล่อยหมดไง เพราะความโง่ไปแบกรับมันเท่านั้นไง ถ้ามันรู้เท่ามันก็ปล่อย

ถ้าใช้ปัญญามากขึ้น แล้วปัญญา ภาวนาเกิดขึ้นต่อไป เวทนามันจะตัวใหญ่ขึ้น เพราะตัวเล็กมันโดนทำลายไป มันมาใหม่มันจะตัวใหญ่ขึ้นๆ เพราะพ่อมันมา แม่มันมา ปู่มันมา มันยิ่งใหญ่ขึ้น เราก็ต้องใช้สติปัญญา แล้วถ้าสู้ไม่ได้ก็แพ้ นี่ระหว่างกิเลสกับธรรมต่อสู้กัน ทั้งชนะ ทั้งแพ้ มันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วถ้ามันพิจารณาไปแล้ว ถ้ามันไม่แพ้และไม่ชนะ ชาหมดเลย อาการชา นี่อุเบกขา

แล้วเวลาเขาบอกเลยนะ ที่บอกว่า หลับตา ลืมตา บอกว่าปัญญามันจะเกิดที่อุเบกขา

มันจะเกิดอะไรที่อุเบกขา ฟังแล้วมันจั๊กกะจี้

อุเบกขาคืออุเบกขา เป็นอาการหนึ่งของใจ แล้วปัญญา ปัญญาก็คือปัญญา ปัญญาเกิดจากการฝึกหัด ไม่ใช่ปัญญาเกิดจากอุเบกขา

เออ! มันก็แปลกๆ ไม่ใช่แปลกหรอก ภาวนาไม่เป็น คือมันเป็นไปไม่ได้ มันเกิดไม่ได้

มันเกิดด้วยการฝึกหัด ด้วยการฝึกหัดของเรา มันถึงจะเกิดปัญญา

ฉะนั้นบอกว่า  เวลามันเคลื่อนตัวไปแล้วมันเกิดอาการชา เคลื่อนตัวจากแขนขึ้นมาบนใบหน้า สักพักสมองตื่นขึ้น

สมองตื่นขึ้นคือมันชอร์ตไง

พอมันพิจารณาไปแล้วนะ เวลามันปล่อยวางหมด จากที่ว่ามันขุ่นมัว เหมือนแบบว่าฝุ่นกำลังฟุ้งกระจาย มันไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใด พอฝุ่นมันสงบตัวลง เวลาขึ้นสมองแล้วมันตื่นตัว มันไม่เคลิ้ม มันตื่น สติชัดเจน อันนี้มันก็เป็นอาการทั้งสิ้น สิ่งที่มันตื่นตัวคือว่ามันถึงวาระที่มันแจ่มแจ้ง แจ่มแจ้งก็อย่างหนึ่ง

ไอ้นี่พูดถึงว่า ถามหลวงพ่อว่า ให้ดูอาการที่เกิดขึ้นในร่างกายไปเรื่อยๆ ไหมคะ

ไอ้ร่างกาย ความเจ็บปวด นี้เป็นการพิสูจน์ เป็นการออกรบครั้งแรก

ทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ แล้วใจมันสงบเมื่อไหร่

ไอ้นี่ใช้เพ่งพิจารณาเวทนาเลย

ถ้าพูดถึงนะ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ ไม่มีจิตเป็นพื้นฐานอยู่บ้าง มันทนกับเวทนาอย่างนี้ไม่ได้ แล้วเวลามันทนกับเวทนาไม่ได้แล้วมันจะเกิดกิเลสไง ทำไมจะต้องไปดูเวทนา ทำไมต้องไปดูกาย ทำไมต้องไปดูจิต ทำไมต้องใช้ไปดูธรรม ทำไม ทำไม

ก็ฝึกหัดให้มันฉลาดไง เพราะจิตมันโง่อยู่ ทั้งที่จิตเป็นสมบัติของเราที่มีคุณภาพ มีเอกภาพ มีภราดรภาพในหัวใจนี้มากมายมหาศาล แต่มันโดนกิเลสกดทับไว้หมดเลย

แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วศาสนานี้ การประพฤติปฏิบัติ พระพุทธศาสนากำลังเข้มแข็งแข็งแรง เราก็จะพยายามฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นสมบัติของเรา สมบัติของเราคือเราเข้าไปเผชิญกับสัจจะความจริงอันนี้ แล้วศีล สมาธิ ปัญญามันเกิดขึ้น นี่มีมรรค ใจดวงใดมีมรรค ใจดวงนั้นจะมีผลไง

ฉะนั้น สิ่งที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราก็พึ่งฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วเราจะรู้เห็นเป็นครั้งเป็นคราว รู้เห็นอย่างนี้แล้ว ทีนี้เพียงแต่คำถามว่า

แล้วหลวงพ่อว่าหนูควรทำอย่างไร

ทำความสงบของใจ สิ่งที่ปฏิบัติมานี่ นี่คือภาคปฏิบัติ ภาคปฏิบัติ ภาคปฏิบัติคือการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้เกิดขึ้นตามความเป็นจริง แล้วปฏิบัติแล้ว ทำซ้ำๆ เพราะมันต้องพัฒนาใจขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วถ้ามันสิ่งใดทำไม่ได้ กลับไปพุทโธ ถ้าพุทโธนะ

ทำไมต้องกลับไปพุทโธ

พุทโธก็ทำให้จิตเราเข้มแข็งแข็งแรงขึ้น แล้วถ้ามันจะไปเจอกาย เจอเวทนา เจอจิต เจอธรรม เจออะไรก็ได้ สติปัฏฐาน ๔ แล้วฝึกหัดพิจารณาของเราบ่อยครั้งเข้าๆ มันจะปล่อยวางนี้ๆ เข้ามา ปุถุชนจะเป็นกัลยาณชน จากกัลยาณชนมันจะยกขึ้นสู่เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เป็นโสดาปัตติมรรค

ไอ้นี่มันเป็นการฝึกหัด เป็นการเตรียมความพร้อม เตรียมความพร้อมคือสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย การฝึกหัดในการประพฤติปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนี้ ในการเริ่มต้นของมนุษย์นี้ คือสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น สมมุติบัญญัติว่าสมมุติตามความเป็นจริงว่าเป็นมนุษย์ แต่ความเป็นมนุษย์ มนุษย์มันเกิด จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เรายังไม่รู้ไม่เห็น เพราะมันอยู่ในสภาวะสภาพของความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์เป็นสมมุติ สมมุติ สมมุติของชาติของมนุษย์

แล้วบัญญัติ บัญญัติคือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นบัญญัติๆ ระหว่างสมมุติบัญญัติ แต่ในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา จะฝึกหัดหัวใจของเราให้เป็นความจริงไง ให้หนักแน่น ให้มั่นคง แล้วฝึกหัดของเราไป

ฉะนั้น สิ่งที่หลวงปู่มั่นสั่งไว้เลย

อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ

ถามหลวงพ่อว่า ให้ดูอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายนี้ไปเรื่อยๆ ไหมคะ

นี่ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อบอก ถ้ามีกำลัง มีสติปัญญาสามารถทำได้ เราก็ทำของเราไป ฝึกหัดให้เจริญก้าวหน้า แต่ความเจริญก้าวหน้านั้น อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ

ถ้าสิ่งใด ทำสิ่งใดแล้วไม่มีสิ่งใดเป็นหน้าที่การงานหรือจับต้องสิ่งใดไม่ได้ กำหนดผู้รู้ กำหนดพุทโธ กำหนดอานาปานสติ สิ่งนี้สำคัญที่สุด เพราะการที่จะประพฤติปฏิบัติมันต้องมีพื้นฐานมาจากนั่น มีพื้นฐานมาจากใจของเราไง

สิ่งที่ว่า คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ นี่แหละ แต่ที่เวลาพูดๆ ไปมันเป็นสามัญสำนึกของสมมุติ สมมุติ สมมุติ มันสมมุติทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลาปฏิบัติไป เราเข้าไปเผชิญกับสมมุติอย่างหยาบ สมมุติอย่างกลาง สมมุติอย่างละเอียด

บัญญัติ บัญญัติคือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลามันเกิดเป็นจริงเป็นจังกับเรานะ ปุถุชน กัลยาณชน เรารู้ชัดของเราเอง แล้วถ้าโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล เดี๋ยวยิ่งชัดเจนขึ้นไปใหญ่เลย

ทำตามแนวทางไง ไม่ทิ้งผู้รู้ ไม่ทิ้งพุทโธ

หลวงพ่อให้หนูทำอย่างไร

กลับมาทำความสงบของใจให้มากขึ้น แล้วถ้ามันไปเห็นเวทนา เห็นกาย เห็นจิต เห็นธรรม เราก็พิจารณาของเราไป ทำด้วยกำลังความสามารถของเรา ความเพียรชอบ ชอบในการประพฤติปฏิบัติ เอาความจริงอย่างนี้ จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๑๙. เรื่อง “ขอซื้อหนังสือประวัติครูบาอาจารย์”

ขอทราบวิธีการสั่งซื้อครับ

ตอบ : อ่านข้อนี้แล้วเศร้ามาก เพราะเราอยู่กับครูบาอาจารย์มา ครูบาอาจารย์บอกว่า “พระให้ไม่ได้ ใครจะให้”

ในพระพุทธศาสนา ทาน ศีล ภาวนา พระบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ให้ประชาชนเขาทำทานๆ แต่เวลาพระแล้วมีการซื้อการขายเป็นธุรกิจ เป็นสิ่งที่เป็นผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น

มันไม่มี ขอซื้อประวัติครูบาอาจารย์

ไอ้ที่อยู่ในเว็บไซต์นั้นน่ะ เพราะว่าพวกสังคมเขามารับแจกแล้วเขาไปซื้อขายกันในเว็บไซต์ แต่มูลนิธิพระสงบ ผู้ที่เป็นผู้ที่พิมพ์หนังสือ เขาแจกเป็นทาน

การให้ธรรมเป็นทานชนะซึ่งการให้ทั้งปวง แล้วการให้ธรรมเป็นทาน มันจะให้ด้วยความเป็นธรรม

ถ้าให้ด้วยความเป็นธรรมนะ ใครอยากได้หนังสือก็ขอมาที่เว็บไซต์สิ ขอมาที่มูลนิธิ แต่การขอมามันก็ต้องเป็นธรรม ถ้าขอหนังสือ อยากได้หนังสือ เขาก็จะให้หนังสือ แต่ความจริงแล้วบางคนขอมาเพื่อไปแจกต่อ ขอมาเพื่อจะเอาไปทำธุรกิจ ขอมามันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไง มันเลยไม่เป็นธรรมไง

ถ้าขอมาด้วยความเป็นธรรม เขาให้อยู่แล้ว โดยกิจกรรมของมูลนิธิ เขาไปแจกหนังสือ เพราะอะไร เพราะมันเป็นนโยบายของมูลนิธิอันหนึ่งไง

มูลนิธิตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร

เพื่อให้ธรรมเป็นทาน เพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่อให้ทำตามระเบียบมูลนิธิไง นี้มูลนิธิให้ธรรมเป็นทาน

ฉะนั้นบอกว่า  ขอซื้อหนังสือ ซื้อที่ไหน

เขาไม่เคยขาย เขาแจกทาน แล้วแจกทานด้วยความเป็นธรรมไง

นี่ไง การให้ธรรมชนะซึ่งการให้ทั้งปวง แล้วมันเป็นจริงหรือเปล่าล่ะ เวลาพูด พูดอย่างนั้นน่ะ แต่สุดท้ายแล้วผลประโยชน์ทั้งนั้นน่ะ

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าทำ

ขอทราบวิธีการสั่งซื้อครับ

ไม่มี แต่ถ้าขอ คำว่า ขอ” ไง อยากได้ อยากได้ก็ติดต่อ ติดต่อกับมูลนิธิ แล้วมูลนิธิเขาก็พิจารณาส่งให้

ถ้าพูดอย่างนี้ มีคนขอมาเยอะนะ แต่เขาไม่ใช่ขอไปเพื่ออ่าน เขาจะขอไปแจกต่อ เขาจะขอไปเพื่อผลประโยชน์อื่น ไม่ให้ ไม่ให้หรอก เพราะอะไร เพราะเขาเอาไปเพื่อบิดพลิ้วจากนโยบายของมูลนิธิ คือแจกทานไง เขาไม่ได้แจกทาน เขาเอาไปเพื่อผลประโยชน์ของเขา

แต่ถ้าเป็นธรรมนะ เขาให้ เพราะว่าประชาชนทั่วประเทศไทย มูลนิธิเขามีหน่วยแจกหนังสือ เขาแจกทั่วประเทศไทย

แจกหนังสือ หนังสือเป็นธรรมจากพระปฏิบัติสายหลวงปู่มั่นที่ท่านประพฤติปฏิบัติตามข้อเท็จจริง แล้วในวงของครอบครัวกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ท่านได้สนทนาธรรมกัน หลวงปู่มั่นท่านเป็นคนรับรอง รับประกันหลวงปู่ขาว หลวงตาพระมหาบัว หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นผู้รับรองครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง นี่เป็นประวัติครูบาอาจารย์ที่เป็นข้อเท็จจริงที่ท่านนิพพานไปแล้ว สิ่งที่เหลือไว้คือเศษทิ้ง คือชีวประวัติของท่าน

มูลนิธิพระสงบอยากเพื่อจะให้สังคมไทยได้รับรู้ว่า ประเทศไทยมีของดี มีครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรม ถึงทำชีวประวัติของท่านเพื่อแจกทาน แจกทานให้เป็นธรรม จบ