นิทาน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๒๐. เรื่อง “สุขหนอ”
เมื่อพิจารณาลมแล้วกำหนดระลึก พิจารณาขันธ์ ๕ สลายลง เกิดกายวิเวก วัชพืชที่เติบโตงอกป่าช้าที่กาย เมล็ดได้ปลิดขั้ว เมล็ดไม่กลับมางอก เมื่ออุปาทานดับลงจึงถึงอตัมมยตา ปรุงแต่งที่เจืออุปาทานดับลง ถึงอนัตตาสัญญา ภพดับลง
จึงกลับมาพิจารณาที่ฐาน ดูกายโพธิ สุขก็สุขของโพธิ ทุกข์ก็ทุกข์ของโพธิ พิจารณาดูลม ดูอุเบกขา กลับมาเทียบกับความสงบที่ใจ พิจารณาตัณหาที่ก่อดังพายุที่มีกำลัง ที่เริ่มมีกำลัง จนหยุดที่ฐาน มิจฉาดำริก่อมีกำลัง ไม่ก่อตัวก็ไม่มีกำลัง เมื่อไร้ธุลีลง ย่อมสุขหนอๆ ยิ่งไขว่ขว้าก็ยิ่งห่างจากความพอ พิจารณาประมาณนี้เป็นวิปัสสนาหรือยัง
ตอบ : ไม่มีวิปัสสนา ไอ้นี่มันเป็นนิยายธรรมะ มันเป็นนิยายเลย
นี่ไง เทศน์เมื่อคืนนี้ “กิเลสหน้าไหว้หลังหลอก” แล้วกว่าจะหากิเลสได้ ปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชน กัลยาณชน ที่ภาวนากันอยู่นี่ ภาวนาให้มันเป็นสัจจะความจริงขึ้นมา ให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา
ถ้าพูดถึงการภาวนา ใช่ภาวนาไหม ใช่ การภาวนาเริ่มต้นอย่างนี้ใช่ไหม ใช่ แล้วการภาวนายากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้นนี่ไง คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้นนี้ ปุถุชนคนหนาโดยสามัญสำนึกเหมือนกันหมด กว่าจะทำให้หัวใจเป็นกัลยาณชน
ปุถุชนคนพาล มันพาลไปทั่ว แล้วมันพาลทำลายตัวมันเองด้วย ถ้าเป็นกัลยาณชนนะ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
จากปุถุชนเป็นกัลยาณชน เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไป เขาจะเห็นนิมิต เขาจะมีความรู้ความเห็นร้อยแปด แต่ใจไม่สงบ ถ้าใจสงบเป็นสัมมาสมาธิๆ นี่ไง แค่สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
ไอ้นี่สุขหนอๆ
สุขหนอ มันเป็นคำอุทาน มันเป็นคำอุทานของกษัตริย์สมัยพุทธกาล กษัตริย์ที่เขาออกบวช แล้วเขาประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ แล้วเขาอุทานของเขา สุขหนอ สุขหนอ
เขาไม่ได้อวดใคร เขาไม่ได้คันน่ะ คันจนต้องพิมพ์มาอย่างนี้ ถ้าสุข สุขทำไมไม่สงบนิ่ง สุข ทำไมไม่มีความสุขของตน ทำไมต้องคันล่ะ
ไอ้นั่นเขาไม่ได้คัน เขาอุทาน เขาอุทาน
พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุทานไง “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”
คำว่า “อุทาน” มันปลื้มปีติ แล้วมันมีความสุขจริง
ฉะนั้น กษัตริย์กบิลพัสดุ์ “สุขหนอ สุขหนอ”
สุขหนอจนพระที่อยู่ด้วยกัน พระที่อยู่ด้วยกันเขาไม่เชื่อ เขาไปฟ้ององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระภัททิยะเขาคงคิดถึงฐานะความเป็นกษัตริย์ เขาคงรำพึงรำพันถึงความสุขอดีต ความสุขที่ตัวเองเป็นกษัตริย์อยู่ ที่ปกครองประชาชน ไอ้นั่นมันเป็นความสุขของเขา เป็นอดีต แล้วเขามาตกทุกข์ได้ยาก เขามาอยู่โคนไม้ เขามาถือธุดงค์ เขาคงจะมีความทุกข์มาก เขาถึงเพ้อ “สุขหนอ สุขหนอ”
มันเป็นคำอุทานของพระภัททิยะ
เวลาสุดท้ายแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกเข้ามาถาม
“เธอพูดอย่างนั้นจริงหรือ”
“จริง”
“ทำไมถึงจริงล่ะ”
“โอ้โฮ! ตอนที่เป็นกษัตริย์ กลางคืนก็ไม่ได้นอน ต้องคอยปกครองคุ้มครอง บริหารประเทศชาติ โอ๋ย! มันทุกข์มาก”
นั่นล่ะมันแสนทุกข์เลยล่ะ แต่สละราชสมบัติแล้วมาบวช บวชแล้วประพฤติปฏิบัติ เวลาปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์นะ “สุขหนอ สุขหนอ” ไม่ได้อวดใคร แล้วไม่ได้บอกใคร ไม่ได้ให้ใครไปโฆษณา แต่พระที่ยู่ด้วยกันเขาไม่เชื่อ เขาเลยไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าถึงนิมนต์มา
“เธอพูดอย่างนั้นจริงหรือ”
“จริง”
“ทำไมเธอพูดอย่างนั้นล่ะ”
อธิบายถึงเหตุผลเลย
ถ้าเหตุผลแล้ว พระพุทธเจ้าบอก ใช่ พระพุทธเจ้ารับประกัน
นั่นน่ะถ้าสุขหนอจริงๆ มันสุขสงบไง
ไอ้นี่มันสุขคันๆ สุขแล้วคัน คันเลย
ฉะนั้นถึงบอกว่า เริ่มต้นว่า เมื่อพิจารณาลมกับระลึก ถ้าพิจารณาลม อานาปานสติ ถ้าพุทโธๆ เรายังจะอ่านอยู่บ้างไง ไม่อย่างนั้นคำถามนี้จะไม่อ่านเลย
แต่บอกว่า เมื่อมันพิจารณาลม
แสดงว่ามันก็ยังปฏิบัติอยู่ไง ไม่ใช่ว่าใช้ปัญญาเลย ใช้กำหนดรู้เท่าทัน
อันนั้นจะไม่แตะเลย ไม่แตะเลย
แต่ถ้าพิจารณาลม พิจารณาลมแล้วพิจารณาขันธ์มันสลายลง กายวิเวก
กายวิเวก โลงศพเวลาเขาไปยกขึ้นไปไว้เชิงตะกอน มันวิเวก มันรอไฟเผา มันรอไฟเผาเลยนะ กายน่ะ ถ้ากายวิเวก
วัชพืชมันเกิด แล้วจิตอยู่ไหนล่ะ
กายวิเวก วัชพืชเติบโต งอกป่าช้าขึ้นมา ร่างกายนี้มันสืบต่อได้หรือ
ร่างกายทางการแพทย์ ๗ ปี เซลล์นี้ตายหมดนะ เซลล์ใหม่ทั้งนั้นน่ะ ทางการแพทย์
ฉะนั้น ถ้ากายวิเวก วัชพืชมันเกิด
โอ้โฮ! กายนี้เป็นกิเลสเนาะ กายวิเวก แล้วเวลาซากศพเขาไปเชิงตะกอน มันวิเวกไหม มันนอนนิ่ง
แต่ถ้าคนยังมีชีวิตอยู่ยังมีโอกาส จิตต่างหาก
กำหนดลมหายใจ จิตสงบลง มหัศจรรย์ที่จิตของเรา ถ้ามหัศจรรย์ที่จิตของเรา ถ้ามันเห็นกิเลสนะ วัชพืชต่างๆ มันคือตัวกิเลส
แล้วกิเลสมันอยู่ไหนล่ะ
เทศน์เมื่อคืนวานนี้ ไปฟังนะ “กิเลสหน้าไหว้หลังหลอก” วางสเต็ปไว้เลย เริ่มต้นเป็นอย่างนั้น เพราะเราฟังมาเยอะ ไอ้อย่างนู้น นิมิตอย่างนั้น มีแสงสว่างอย่างนั้น แล้วถามว่า แล้วเป็นอย่างไรล่ะ
ก็ยังงงๆ อยู่ ยังสงสัยอยู่
นี่ไง มันถลำไปเลย กรณีอย่างนี้เมาแล้วขับ ไอ้พวกเมาแล้วขับไง เวลากินเหล้าเมาเข้าไปแล้ว โอ้โฮ! ถนนนี้ว่างหมดเลย เหยียบเต็มที่เลย ไอ้พวกเมาแล้วขับ แล้วมันก็สะเปะสะปะไปทั่ว นี่เมาแล้วขับ
แล้วนี่เมาธรรมะ ธรรมเมา เมาแล้วขับ ขับไปแล้ว กายวิเวก เกิดวัชพืช เกิดเมล็ดพันธุ์ที่มันบิดมันทิ้ง มันจะไม่เกิดอีก มันดับลงไง ภพมันดับ
มันเป็นนิทานน่ะ มันเป็นนิทาน
โลกนะ เวลามันหมุนไปไง อรุณขึ้น เช้า กลางวัน แสงสว่าง มันหมุนไปไง ห่างจากดวงอาทิตย์ไป มันดับ
โลกมันหมุนไป มันก็ยังมืดสว่าง สว่างแล้วมืด มันก็เกิดดับ มันดับอะไรล่ะ
ภพดับ เขาว่านะ ภพดับลง จึงพิจารณาฐาน ดูที่โพธิสุข สุขก็สุขของโพธิ สุขหนอ สุขหนอ
มันพวกเมาแล้วขับน่ะ เมาแล้วขับ ได้เป่าตรวจแอลกอฮอล์หรือยัง มัน ๒๗๐ หรือมัน ๒๒๐ ๑๓๐ หรือ ๑๘๐ เมาแล้วขับไง
นี่มันเป็นความเห็นของผู้ที่ปฏิบัตินั้นนะ เราไม่ได้ขัดแย้งในความเห็นความรู้นั้น มันก็เป็นเรื่องของความรู้ความเห็นนั้น ถ้าเรื่องความรู้ความเห็นนั้น เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน
ถ้ามีอำนาจวาสนาแล้วนะ สิ่งใดที่เกิดขึ้นเขาวางๆๆ เห็นแล้ววาง เห็นแล้ววาง อาการของจิตมันเป็นเงาทั้งสิ้น เป็นเงาทั้งสิ้น ถ้าจิตมันไม่สงบระงับขึ้นมา มันจะไม่รู้ไม่เห็นสิ่งนี้หรอก
เราโดยปกติ เราก็อยากจะเป็นคนที่เป็นปกติ บุคคลธรรมดา สติสัมปชัญญะจะสมบูรณ์ของเรา ถ้าเราทำสิ่งใดแล้วเป็นผลประโยชน์กับเรา ก็ให้เป็นผลประโยชน์กับเราด้วยมีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเราต่อเมื่อเราตายไปแล้วไง
“พ่อๆๆ กินข้าวนะ” เคาะโลง
เอาที่สติสัมปชัญญะในปัจจุบันนี้ แล้วถ้ามันรู้มันเห็นสิ่งใด ถ้ามันพิจารณา
เขาว่าพิจารณาลม กำหนดลมหายใจ กำหนดพุทโธ
ถ้าจิตมันสงบระงับเข้าไป มันจะรู้มันจะเห็นสิ่งใดก็แล้วแต่ วางไว้ วางไว้ วางไว้ก่อน อย่าด่วนได้ ถ้าด่วนได้ มันจะไม่ได้ตามความเป็นจริงอย่างนั้นหรอก
ไม่ได้ตามความเป็นจริงอย่างนั้นได้อย่างไร
ไม่อย่างนั้นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านจะบอกว่า กิเลสนี้ร้ายนัก กิเลสนี้ร้ายนัก กิเลสที่มันอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกมันร้ายนัก
เราปรารถนาทำคุณงามความดีไง กิเลส เวลาที่มันเป็นความชั่ว ความชั่วร้าย นั่นก็เป็นกิเลส ไอ้ความดีๆ มันก็ติดนะ นั่นก็เป็นกิเลสไง
แล้วพูดถึงว่า ระหว่างกามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ทางสายกลางๆ ทางสายกลางก็คือกิเลสเหมือนกัน
นี่ไง ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อุเบกขา อุเบกขาเฉยๆ นั่นก็คือกิเลส กิเลสทั้งนั้นน่ะ แต่มันจับไม่เป็น มันจับต้องกิเลสไม่ได้
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตหายหมดเลย ปลิดมันทิ้ง
ไอ้นี่นิยายธรรมะ นิทาน ถ้ามันเป็นจริง มันเป็นจริงอีกอย่างหนึ่ง มันไม่มีเหตุมีผล ไม่มีที่มาที่ไปไง
ถ้ามันมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป จิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงเห็นอย่างไร
เวลาพิจารณาไป นี่พิจารณาลมหายใจ ระลึกถึงขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มันสลายลง
ขันธ์ ๕ เวลาบางสำนักเขาให้กำหนดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คือขันธ์ ๕ ไง นี่ขันธ์ ๕ กรรมฐาน ๕ กรรมฐาน ๕ จากภายนอกคือท่องบ่นเอา เวลาท่องบ่นเอา เวลามันเข้ามาถึงสงบเข้ามาแล้ว ตัวมันก็สงบได้
เวลาปัญญามีสุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา เวลาประพฤติปฏิบัติมีโลกียปัญญา มีโลกุตตรปัญญา
โลกียปัญญา ปัญญาจากกิเลส ปัญญาที่มันสร้างสม ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วก็ด้วยจินตนาการขึ้นไปเพริศแพร้ว เมาแล้วขับ ไม่รู้จะไปชนใครบ้าง แต่ไม่ชนกิเลส หากิเลสไม่เจอ ชนกิเลสไม่ได้ ถ้าชนกิเลสไม่ได้นะ
มันเป็นบุคคล ๔ คู่ เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เวลากิเลสขาด ดั่งแขนขาดนะ
นี่พูดถึงว่าเมาแล้วขับ พิจารณาดูลม ดูอุเบกขา กลับมาเทียบความสงบที่ใจ พิจารณาตัณหาที่มันก่อดังพายุที่มีกำลัง ที่เริ่มมีกำลัง จนมันหยุดที่ฐาน มิจฉาดำริ ก่อให้มีกำลัง ไม่ก่อให้เกิดตัวให้มีกำลังขึ้นมา ไม่มีผงธุลีลง ไร้ผงธุลีลง ย่อมสุขหนอ สุขหนอ ยิ่งไขว่คว้าก็ยิ่งห่างไกล ยิ่งไขว่คว้าก็ยิ่งหา ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งไปไม่ถึง
ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา
กัญชาเสรีทางการแพทย์ ช่อดอกเขาห้ามสูบนะ ไอ้นั่นเมากัญชานี่หว่า ไอ้นี่มันช่อดอกกัญชา สูดให้เต็มปอด สูดลึกๆ สุขหนอ สุขหนอ
กัญชา เขาให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ ไม่ใช่เพื่อสันทนาการ แล้วสันทนาการขึ้นมามันมีปัญหาไง
แล้วเวลาในการประพฤติปฏิบัตินะ คำถามนี้ที่เราเอามาพูด เพราะมีคำว่า “เมื่อพิจารณาลม” แสดงว่าอานาปานสติไง เพราะอะไร เพราะเราเป็นพระกรรมฐาน
เวลาโดยธรรมชาติของคน คนที่เกิดมามีกิเลสตัณหาความทะยานอยากทั้งสิ้น มีครอบครัวของมารในหัวใจของคน จะหยาบ จะกลาง จะละเอียดขนาดไหน มันก็มีอยู่ของมันโดยธรรมชาติ เพราะมันยืนยันโดยการปฏิสนธิในการเกิด ถ้ามันมีของมันอยู่แล้ว มันน่าเห็นใจทุกๆ คน
แล้วถ้าน่าเห็นใจทุกๆ คน คนเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วมีจิตใจที่มีศรัทธาความเชื่อมาประพฤติปฏิบัติด้วย เรายิ่งเห็นใจเป็นสองชั้นสามชั้น แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติไปเริ่มต้น เห็นไหม
นี่ไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติมาก่อน ให้มีข้อวัตรเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ เวลาปฏิบัติ เขาเอาใจที่ปฏิบัติไง เวลาเอาใจที่ปฏิบัติขึ้นมา พิจารณาดูลม พิจารณาอุเบกขาให้จิตมันสงบระงับเข้ามา แล้วมันจะเห็น รู้สิ่งใดๆ ถ้ามันไม่มีสติปัญญาเท่าทัน วางไว้ก่อน ถ้าวางไว้ก่อน เวลาจับต้องขึ้นมาได้ มันพิจารณาของมันไปแล้ว มันพิจารณาของมันได้
อย่างเช่นบอกว่า พิจารณาขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้ารูป ถ้ารูป สิ่งที่เกิดขึ้น รูป รูปคือรูปอารมณ์ อารมณ์คือเป็นรูป เพราะมันครบวงจรของมัน มันถึงเกิดเป็นอารมณ์ ถึงเป็นความรู้สึกได้ เพราะมันมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
มันมีเวทนา มีความรู้สึกในอารมณ์นั้น
มีสัญญา เพราะไม่มีสัญญาขึ้นมา มันจะก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปไม่ได้
มันมีสังขาร สังขารคือความคิด ความปรุง ความแต่ง มันสมบูรณ์แบบของมัน
มันมีวิญญาณรับรู้ในขันธ์ ในขันธ์นั้นน่ะ ในความรู้สึกในอารมณ์นี้ ถ้ามีความรู้สึกในอารมณ์นี้ มันถึงเป็นอารมณ์ขึ้นมา
อารมณ์ เห็นไหม ถ้าเราพิจารณา ขันธ์ ๕ ถ้าพิจารณาขันธ์ ๕ แล้วขันธ์ ๕ มันแตกตัวอย่างไร
ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเป็นกองๆๆ เลยนะ มันไม่ใช่กองเดียวกัน มันคนละกอง แต่มันยำกัน ๕ กอง โดนกิเลสมันเหมารวมขึ้นมาเป็นอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมา แล้วขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นอย่างไร นี่พิจารณาขันธ์ ๕ เขาพิจารณาอย่างนี้
ขันธ์ ๕ ดับลง เกิดกายวิเวก
โอ๋ย! ตาย
มันพิจารณาอย่างไรก็เรื่องของเขา ไอ้เมาแล้วขับนะ ที่เป่าเครื่องพิสูจน์แอลกอฮอล์มันมีเท่าไร แล้วพอมาถึงกลัวมันจะไม่จริงไม่จังไง
พิจารณาดูลม เวลาพิจารณาไปแล้ว กิเลสดั่งพายุ มันดับลง มันลงที่ฐาน มิจฉาดำริ มิจฉาดำริ ไม่ดำริอะไรแล้ว
นี่มิจฉา มีสัมมา ดำริชอบ ดำริไม่ชอบ แล้วเฉยๆ อยู่ที่ยังไม่ดำริ กลาง กลางก็อวิชชา อวิชชามันยังอีกไกลนะ
เวลาเราพูดบ่อยมาก พูดบ่อยมากให้คนมีน้ำใจต่อกันว่า กิเลสในหัวใจของคนมันน่าอันตรายมาก แล้วทุกคนมีกิเลส เราถึงควรให้อภัยต่อกันไง
ที่เราว่ามันน่ากลัวที่สุด คือบุคคลคนนั้น บุคคลคนนั้นเขาจะผิดจะถูก บุคคลนั้นคือร่างกาย นั้นเรื่องหนึ่ง แต่ความรู้สึกนึกคิดของเขา เขามีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของเขา เขากระฟัดกระเฟียดในใจของเขา เขาสร้างเรื่องในใจของเขา แล้วเขาก็สร้างไปทำลายคนอื่น มันน่าสังเวชไง
เวลากิเลส กิเลสในหัวใจของคนมันน่ากลัวมากๆ น่ากลัวมาก เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ทำลายอวิชชา ครอบครัวของมารหมดสิ้น
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน เวลาท่านสิ้นกิเลสของท่านไป ท่านถึงว่าน่ากลัว น่ากลัว
แล้วเวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอก การประพฤติปฏิบัติมันยากที่สุดคืออันดับเริ่มต้น อันดับเริ่มต้นก็เริ่มต้นจากพวกเรานี่
แล้วเวลาครูบาอาจารย์ท่านอบรมบ่มเพาะนะ ถ้าใครได้บุคคลคู่ที่ ๑ นะ ถ้าพาดกระแสแล้วนะ ปล่อยวางได้เลย บุคคลคนนี้ ใจดวงนี้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เด็ดขาด เพราะพาดกระแส
คำว่า “พาดกระแส” เราไม่ได้พาด พวกเราไม่มีคลื่นไง ไม่มี WiFi รับรู้อะไรไม่ได้ ตั้งเสา แล้วตั้งเสามาตรวจสอบมันมีไม่มี เวลามีไม่มี ก็นี่ปฏิบัตินี่ไง ปฏิบัติเริ่มต้นมันยาก มันยากอย่างนี้ ทีนี้มันยากอย่างนี้
นี่ตอบนะ ธรรมดาว่าจะไม่ตอบเลย จะไม่ตอบเลยเพราะอะไรรู้ไหม เพราะตอบไปแล้ว กรรมฐานมันจะออกนอกลู่นอกทาง เริ่มต้นก็เมาแล้วขับ ไอ้ข้างหลังก็พี้จนมึนชา แล้วยังว่าเป็นนักประพฤติปฏิบัติอีกนะ
ถ้าเป็นนักประพฤติปฏิบัติมันต้องมีสติสัมปชัญญะ สิ่งที่รู้ที่เห็น รู้ จิตรู้ มันรู้ทุกเรื่องน่ะ จิตมันรู้ รู้ไปหมด แล้วถามตรงๆ เลยว่า เอ็งยังสงสัยตัวเองอยู่หรือเปล่า
แหม! สุข สุขในโพธิเลยนะ
ถ้าสุข มันไม่คันพิมพ์มาหรอก ที่มันพิมพ์มานี่มันก็สงสัยอยู่แหละ ถ้าสงสัยนะ เพราะการประพฤติปฏิบัติต้องสิ้นสงสัย สิ้นสงสัยแต่ละภพแต่ละชั้น แต่ละขั้นแต่ละตอนขึ้นไป แต่ละตอนขึ้นไปแล้วขุดคุ้ยค้นหาไม่เจอนะ มันหลอก มันพลิกมันแพลง
การขุดคุ้ยค้นหากิเลสนั่นเรื่องหนึ่งนะ ไอ้ขุดคุ้ยค้นหา ที่เราปฏิบัติกันนี่ปุถุชน ถ้าเป็นกัลยาณชน สมาธิเจริญแล้วเสื่อม ปุถุชน กัลยาณชน มันก็ผลัดเปลี่ยนกันไป เดี๋ยวพัฒนา เดี๋ยวถดถอย เดี๋ยวพัฒนา เดี๋ยวถดถอย นี่การทำสมาธิ
ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั่นน่ะบุคคลคู่ที่ ๑ ด้วยฝ่ายเหตุ ถ้าฝ่ายผลก็บุคคลคู่ที่ ๑ สมบูรณ์แบบ ถ้าฝ่ายผลเกิด
ถ้าฝ่ายผลเกิด เกิดอย่างไร ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ดับอย่างไร
พวกเราไม่มีก็ได้
นี่ก็พวกเราเหมือนกันไง พวกเราเมาแล้วขับก็ได้ คนอื่นเขามีมารยาท เขาอยู่ในสังคม เขากลัวผิดกฎหมาย ไอ้พวกเรานี่นักปฏิบัติ เมาแล้วขับเลย กัญชาเพื่อทางการแพทย์นะ ของเราไอ้ช่อดอกนั่นน่ะยิ่งยอดใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นเป็ดผสมส่วนอื่นด้วยยิ่งยอด แหม! ภาวนายอดเยี่ยม
นิทานธรรมะนะ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๒๑. เรื่อง “ปฏิบัติผิดถูกประการใด”
กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ น้อมกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า การปฏิบัติที่โยมทำผิดถูกประการใด น้อมกราบขอหลวงพ่อเมตตาชี้แนะด้วยค่ะ
เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ลูกตั้งสติอยู่กับการเคลื่อนไหวในเวลาทำงานในชีวิตประจำวันและพุทโธในใจ ตั้งแต่สะดุ้งตื่นจนผล็อยหลับไปกับพุทโธ โยมจะตั้งสัจจะไว้ว่าจะตื่น ๓.๓๐ น. ของทุกวัน ตื่นแล้วจะนั่งทันที จะไม่ล้มตัวลงนอนอีก
แรกๆ ตื่นมางัวเงียมาก บางวันก็มีตื่นตัวดี บางวันก็นั่งฟุบ กว่าจะลุกยืนได้ใช้เวลานานพอสมควร แต่พอทำไปได้ทุกวันๆ ก็จะรู้สึกตื่นตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความงัวเงียขณะตื่นนอนก็น้อยลงเจ้าค่ะ
ขณะทำงานบ้าน จิตชอบคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย พอรู้สึกตัว โยมก็จะบอกว่า จะคิดก็คิดไป ฉันจะทำงาน พอตั้งใจอย่างนี้ ความคิดก็หยุดลง พอคิดอีก ก็เรียกสติกลับมาแบบเดิม ทำอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานหลายเดือน จนความใจสงบลง คำบริกรรมหายไป รู้สึกแน่นๆ ที่หัว ความรู้สึกทางร่างกายชัดเจนขึ้น รู้สึกถึงลมหายใจชัดขึ้น รู้สึกถึงหัวใจที่ทำงาน รู้สึกเหมือนมีประจุไฟฟ้าอยู่ทั่วร่างกาย เวลาที่ยืนและตั้งความรู้สึกที่เท้า เหมือนตัวหนักมาก เหมือนเท้าที่เหยียบจะจมไปในพื้นเจ้าค่ะ
โยมก็ทำแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ ต่อมาความรู้สึกทางร่างกายชัดเจนมากขึ้น รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงมากจนเหมือนจะกระเด็นกระดอนออกมาข้างนอก รู้สึกถึงลมหายใจแรงมาก รู้สึกหนัก แน่นที่หัว ปวดเหมือนจะระเบิดออกมา รู้สึกถึงแน่นจุกปวดที่กลางอกเหมือนระเบิด
ตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นทุกข์มากเจ้าค่ะ รู้สึกว่าการเต้นของหัวใจ ลมหายใจ ความยุบๆ ยิบๆ ทางร่างกายเสียดแทงและเป็นภาระที่หนักมากเจ้าค่ะ
โยมก็ตั้งใจว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร จะเจ็บจะปวดก็เจ็บปวดไป จะดูซิว่าจะเจ็บปวดไปถึงไหน
พอปวดมากๆ ความรู้สึกปวดเหมือนจะแผ่ออกมาแสบๆ ร้อนๆ ทางผิวหนังเจ้าค่ะ
ดูอยู่อย่างนี้ ดูนานเป็นเกือบเดือน ก็เริ่มเข้าใจว่า ตราบใดที่มีร่างกายก็ทุกข์อย่างนี้ ต่อมาเห็นว่า ถ้าจดจ่อแนวแน่อยู่กับกายมากแบบจ้อง ก็จะมีอาการแน่นหนักปวดแบบนั้น ก็เลยลองผ่อนคลาย คือวางความรู้สึกไว้กว้างขึ้น ความรู้สึกแน่นหนักปวดก็ผ่อนคลายลงเจ้าค่ะ ก็เริ่มเข้าใจว่า อาการจดจ่อแบบจ้องๆ เป็นเหมือนการเข้าไปยึดถือเอาร่างกาย เป็นทุกข์เจ้าค่ะ
ตอบ : คำถามถามว่าปฏิบัติถูกหรือผิด
เราอยากจะประพฤติปฏิบัติไง เราอยากประพฤติปฏิบัตินะ เราก็ตั้งใจ ตั้งใจว่าเราจะปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราก็จะพยายามจะทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ
คนที่ไม่มีความเข้าใจ เขาจะบอกเลยนะ พระปฏิบัติหรือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เขามีเวลาอะไรของเขา วันๆ เดินไปเดินมา เดินไปเดินมา
เดินจงกรมไง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา
เรามีเวลามากขนาดนั้นเชียวหรือ จะเอาเวลามาขว้างทิ้ง โยนทิ้งอย่างนี้หรือ เวลามันมีคุณค่า จะมาอยู่เฉยๆ อย่างนี้ได้อย่างไร เราไปทำหน้าที่การงานแล้วมันจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนขึ้นมา
ไอ้นั่นมันงานเรื่องการประกอบสัมมาอาชีวะ
แต่คนถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมานะ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ถ้าทำได้นะ นั่นน่ะมันเอาใจไว้อยู่ในร่างกายเราแล้วแหละ เดินจงกรมไม่เบื่อหรือ ชั่วโมงสองชั่วโมงมันเครียดตายแล้ว แต่ถ้ามันเดินจงกรมแล้วจิตมันสงบระงับเข้ามา โอ้โฮ! มันเดินไปเดินมาเหมือนลอยไปลอยมา มันมีความสุขของมันนะ
ถ้าจิตมันสงบมันมีความสุขของมัน แต่ถ้าจิตมันไม่สงบมันก็ทุกข์ยากของมัน แล้วจิตถ้าไม่สงบขึ้นมาแล้ว แล้วคนที่ไม่มีอำนาจวาสนานะ ปล่อยให้จิตนี้มันดีดดิ้นของมันไปนะ มันฟาดงวงฟาดงา มันหาเรื่องหาราวไปสร้างเวรสร้างกรรม มันเลิกภาวนาไปเลยล่ะ ถ้ามันไม่สงบแล้วมันส่งออกนะ มันมีเรื่องราวต่อไป เพราะอะไร
อิทัปปัจจยตาไง เพราะมันมีอย่างนี้ มันถึงเป็นอย่างนี้ เพราะมันมีอย่างนี้ เพราะมันเดือดมันร้อนขึ้นมา มันก็จะผ่อนคลาย มันจะผ่อนคลายมันก็เที่ยวไปหาเรื่องหาราว พอหาเรื่องหาราวมันก็มีคดีความมีอะไร มันต่อไปนู่นน่ะ เรื่องภาวนาทิ้งไปเลย
แต่ถ้าเราเวลาจิตใจมันเครียด จิตใจมันเบื่อหน่าย
เบื่อหน่ายก็บังคับ
งานทางโลกทุกคนก็ทำหมด เราก็เห็น ถึงที่สุดแล้วคนตายไป คนตายไปไม่ได้ทำให้งานในโลกนี้สำเร็จขึ้นมาได้เลย โลกมันยังมีต่อไปข้างหน้า เพราะโลกนี้เป็นอจินไตย แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันก็ยังจะเกิดจะตายอยู่อย่างนี้ตลอดไป
คนที่เวลาตาย คนที่เขามีสติสัมปชัญญะนะ เขาทำพินัยกรรมของเขาไว้เรียบร้อยแล้วนะ นั่นเขาตายด้วยความที่เขารู้เท่าทันความตายของเขา ไอ้คนที่ไม่เท่าทันความตายของตนนะ มีสมบัติมากมายมหาศาล วูบตายเลย ไม่รู้ว่าสมบัติเป็นของใคร มีปัญหามาก ตายโดยไม่รู้ตัว
มีคนเกิดคนตายอย่างนั้นมากมายมหาศาล แล้วเราล่ะ เราก็เป็นคนหนึ่งไง แต่พอเราเป็นคนหนึ่งปั๊บ เรามีสติมีปัญญาขึ้นมา เราจะมาฝึกหัดภาวนาของเรานี่ไง
เราเป็นชาวพุทธ เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญในหัวใจหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันก็จะเจริญในหัวใจของเรานี้ ถ้ามันจะเจริญในหัวใจของเรานี้ นี่เริ่มปฏิบัติแล้ว
เวลามาปฏิบัตินี่ไง กรรมของสัตว์
ขิปปาภิญญา ทำไมฟังเทศน์หนเดียวเป็นพระอรหันต์ไปเลยล่ะ
เพราะเขาได้สร้างบุญสร้างกรรมของเขามาดีงาม
ไอ้ทุคตะเข็ญใจปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์นะ ไม่เคยฉันข้าวอิ่มแม้แต่มื้อเดียว คนไม่เคยกินของอิ่มเลย ไม่รู้จักคำว่า “อิ่ม” ทุกข์ไหม นี่ก็วาสนาของเขา ใครทำมา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา นี่ไง นี่วาสนา
หลวงตาท่านยืนยันประจำ วาสนาของคนแข่งกันไม่ได้ ถ้าคนมีวาสนา มันเป็นของมันโดยสัจจะ โดยความจริง โดยข้อเท็จจริง คนไม่มีวาสนาจะทำอย่างไร สร้างเวรสร้างกรรมทั้งสิ้น
นี้ย้อนกลับมาที่คำถามไง เราพูดอย่างนี้มาให้เห็นว่า เวลาคนปฏิบัติไปเจออุปสรรคแต่ละบุคคลนั่นน่ะ บุคคลคนนั้นได้สร้างเวรสร้างกรรมมาอย่างนั้น เพราะมันเป็นเรื่องของบุคคลคนนั้น บุคคลคนนั้นพยายามตั้งสติจากใจของตน กำหนดลมหายใจก็จากใจของตน แล้วใจดวงนี้ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะก็ใจของตน
เวลาเราออกมาสังคม เราออกมาอยู่กับสังคม เห็นไหม สังคม กระแสสังคม เพื่อนฝูงต่างๆ นั่นก็เรื่องภายนอก ไอ้เรื่องของเรามันกลบเกลื่อนไว้หมดเลย แล้วมันก็อยู่กับสังคมไปด้วยความสุขความสบาย ด้วยความรื่นเริงของมัน
แต่เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า สังคมนี้ เรื่องของสังคม ใครจะดี ใครจะชั่ว มันเรื่องของเขา แต่เรื่องของเรามันไม่มีไง เราจะเอาอัตตสมบัติไง เราจะเอาเรื่องของเราไง เราจะเอาเรื่องของเรา เราถึงมีศรัทธามีความเชื่อจะมาประพฤติปฏิบัติอยู่นี่ไง ทีนี้เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันก็ข้อเท็จจริงจากกรรมของสัตว์
ฉะนั้น จะเข้ามาถึงคำถามนี้ คำถามนี้เราตั้งใจ เราชื่นชมนะ ที่โยมมีความมุมานะ มีสัจจะ มีความเพียร ตื่นตั้งแต่ตี ๓ แล้วจะไม่นอนอีกเลย แล้วก็นั่งโงกง่วง โงกง่วงอยู่นั่นน่ะ
มันอยู่ที่ว่าอุบายวิธีการ คนมีอุบายพลิกแพลงไง
หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง เวลาปฏิบัติ โง่อย่างกับหมาตาย
คือทำซ้ำๆ ซากๆ ให้กิเลสมันหัวเราะเยาะ กิเลสมันจะคอยปลุกเร้าเลย เฮ้ย! มึงฉลาดขึ้นมาสักนิดหนึ่งสิ มึงโง่ๆ อย่างนี้กูหลอกง่ายๆ เลย
เราก็พลิกแพลงของเราขึ้นมา เราให้มันฉลาดขึ้น ฉลาดขึ้นก็คือหาวิธีการที่เปลี่ยนแปลงไง ไม่ใช่ว่าตื่นขึ้นมาแล้วก็นั่งฟุบอยู่อย่างนั้นน่ะ จนลุกขึ้นมามันเจ็บปวดไปหมด เราก็เจ็บปวด เว้นไว้แต่ในที่อยู่ของเรามันคับแคบ มันไม่มีที่พอจะบริหารจัดการได้ นี่เราก็ทำของเราไง แต่เราชื่นชมถึงความมุมานะไง
ฉะนั้น เวลามันเป็นไปๆ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ พอเราทำไปแล้ว เขาบอกว่ามันก็ดีขึ้น มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันมีสติตื่นตัวขึ้นมา พอตื่นตัวขึ้นมา
มันตื่นตัวขึ้นมา มันก็แบบว่าเรารู้จักตัวเราเองมากขึ้น การประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นงานของเราๆ ไง พยายามฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าปฏิบัติของเรา ปฏิบัติได้มากได้น้อยขนาดไหน เวลาปฏิบัติๆ ทุกคนก็อยากจะได้ผล
แต่เวลาบอกเลยนะ เวลาปฏิบัติ ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเรานั่งปฏิบัติมันจะเป็นจริตเป็นนิสัย มันสร้างอำนาจวาสนา สร้างนิสัยให้กับใจของเราเอง ถ้าใจของเรามันได้สร้างนิสัย สร้างพื้นฐานของการปฏิบัติ มันจะติดหัวใจนี้ไปไง เห็นไหม พันธุกรรมของจิตๆ
เวลาตัดแต่งพันธุกรรม เขาตัดแต่งขึ้นมา เขาผสมสายพันธุ์ใหม่ ไอ้เราผสมกับความเพียร ผสมกับพุทโธ ผสม เราก็ไปผสม หัวใจของเรามันก็ตัดแต่งในภพชาติปัจจุบันนี้ มันก็จะฝังลงไปในหัวใจต่อไป ถ้าเราประพฤติปฏิบัติให้เป็นจริตเป็นนิสัยของเราไป แล้วถ้ามันเกิดเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เราก็พยายามจะแก้ไขให้มันเป็นความถูกต้องชอบธรรม เป็นสัมมาไง ให้มันถูกต้อง
ถ้ากิเลสมันลากไป นั่นก็กิเลสลากไป แต่ไม่เชื่อมัน เพราะถ้ากิเลสมันลากไปๆ มันก็จะลากไปอย่างนั้นน่ะ ลากไปแบบเมาแล้วขับ มันก็ลากมันไป แล้วไม่มีสติยับยั้งเลย ไม่มีสติยับยั้งแล้วตรวจสอบใช่หรือไม่ใช่ มันไม่ใช่อยู่แล้ว แต่ถ้ามันเห็น มันเห็นก็คือเห็น
นี่วาสนาของคน
ตอนนี้บางคนนอนนะ โอ๋ย! ฝันร้อยแปดเลย บางคนนอนอย่างไรมันก็ไม่ฝัน ไอ้ไม่ฝันก็คือไม่ฝันเลย ไอ้ฝันก็ฝันอยู่อย่างนั้นน่ะ ก็เขาทำมา พันธุกรรมของเขาเป็นอย่างนั้น ไม่ฝันมันก็ไม่ใช่จิตสงบ ฝันก็ไม่ใช่จิตสงบ
จิตสงบขึ้นมาคือความสงบของใจ ถ้าความสงบของใจมันมีกำลังของมันไง มันถามสิ ถาม แล้วมันแก้ไขของมัน นี่แก้ไขค้นคว้า แต่มันก็อยู่ที่วาสนา เพราะอะไร เพราะวุฒิภาวะแค่นี้ไง ก็ทำได้แค่นี้ไง แล้วจะพลิก จะพลิกอย่างไรล่ะ เพราะอะไร
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ปฏิบัติก็ปุถุชนเหมือนกัน เริ่มต้นก็แค่นี้ แต่พอมันทำไปๆ แล้ว พอมันมีสติปัญญาขึ้น มันคัดแยกขึ้น
เหมือนเราน่ะ เรานะ เราคนทุกข์คนจน อะไรก็ได้ขอให้มีอาหาร แต่พอเรามีฐานะขึ้นมา อาหารต้องพิจารณาแล้วนะ อาหารมีคุณภาพ ไม่มีคุณภาพ แต่ถ้าเราคนทุกข์คนจน ขอให้มีอะไรตกถึงท้องเถอะ แต่ถ้าเราแข็งแรงขึ้นมาแล้ว อาหารต้องคัดแยกแล้ว แล้วถ้ายิ่งโตขึ้นนะ ยิ่งอายุมากขึ้นนะ อาหาร เรื่องความเป็นอยู่นะ เขาต้องเพื่อสุขภาพ
เหมือนกัน ถ้าใจของตนเริ่มต้นมันยังพัฒนาไม่ได้ มันก็เป็นแบบนี้ไง
ทีนี้พอบอก มันดีขึ้น แล้วมันพิจารณาของมันไปนะ มันเหมือนกับมีประจุไฟฟ้า มันมีอะไร
จะมีอะไร อาการของจิต จิตมันรับรู้ทั้งสิ้น แล้วจิตมันรับรู้แล้วมันเป็นจริงเป็นจังนะ แต่เวลาจิตสงบมันยิ่งจริงกว่า ทำไมไม่เกาะไว้ล่ะ ไอ้ที่มันจริงกว่าน่ะ ศีล สมาธิ ปัญญา มันยิ่งจริงกว่า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ เวลาแสดงธัมมจักฯ นะ เทวดาส่งข่าวเป็นชั้นๆ ขึ้นไป จักรได้เคลื่อนแล้ว ย้อนกลับไม่ได้ จักรได้เคลื่อนแล้ว จักรได้เคลื่อนแล้ว ธรรมจักร จักรมันเกิด ศีล สมาธิ ปัญญา มันเกิด มันเคลื่อนแล้ว มันฝังอยู่ที่ใจนั้น ใจนั้นรับรู้แล้ว แล้วมันจะไปกลับตรงไหน เพราะมันรู้มันเข้าใจแล้วจะแกล้งโง่ มันจะโง่ตรงไหนล่ะ
ไอ้คนฉลาดแกล้งโง่ ใช้ได้นะ
ไอ้โง่ ไม่รู้ อวดฉลาด นั่นน่ะตายหมด
ทีนี้แสงหรือสิ่งอะไรที่มันเสียดแทง มันเกิดขึ้น
มันเป็นกรรมของสัตว์นะ บอกว่ามันไม่มี มันก็มีเฉพาะคนที่รู้นั่นแหละ ไอ้คนที่ไม่มีมันก็บอกว่าไม่เป็นไรๆ แต่ไอ้คนมีมันจะเป็นจะตายอยู่นั่น
จะเป็นจะตาย ก็เราทำมา ทำมาแล้วเราก็แก้ไข
ถ้ามีสิ่งใดเบียดเบียน ก่อนภาวนานะ แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ เราเคยมีเวรมีกรรมกับสัตว์ผู้ใด เราก็พยายามแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ แล้วเวลาปฏิบัติ เขาบอกว่า ให้ประพฤติปฏิบัติจิตเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ จิตเกิดปัญญาหรือไม่เกิดปัญญา ออกจากการปฏิบัตินั้นให้แผ่เมตตา
การแผ่เมตตาคือการให้อภัยและขออภัย
ให้อภัยกับสิ่งที่เป็นเวรเป็นกรรมต่อกัน
ขออภัยที่เราเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับใคร
ถ้าจิตใจคนที่เป็นธรรม เราขออภัย ให้อภัย สิ่งอภัยทาน มันก็เป็นทานอันหนึ่ง เป็นทานที่ละเอียดลึกซึ้งไง เพื่อจะมาบรรเทาเบาบางไอ้สิ่งที่มันบีบคั้นหัวใจของเรา เวลามาประพฤติปฏิบัติมันมีสิ่งที่ว่าต่อเนื่อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เชื่อกรรม เชื่อกรรม เชื่อกรรมนี่ไง
กรรมคือการกระทำ ได้ทำสิ่งใดเมื่อใดที่เราขาดสติสัมปชัญญะ ได้ไปสร้างเวรสร้างกรรมสิ่งใดไว้ นี่กิเลสที่น่ากลัวไง เวลาที่เราทำสิ่งใดไว้ไง แล้วสิ่งใดที่ใครมีเวรมีกรรมต่อเรา เราก็ให้อภัย เราให้อภัย เพราะเขาก็มีเวรมีกรรมอย่างนั้นเหมือนกัน
นี่พูดถึงว่าการให้อภัย พอให้อภัยแล้วจิตมันก็ปลอดโปร่ง จิตมันก็โล่งโถง
แต่ถ้ามันไม่ได้ทำสิ่งนี้นะ นู่นก็เสียด นี่ก็แทง นู่นก็ทุกข์ นี่ก็ยาก มันเครียดไปหมดเลย
ตั้งสติ ให้อภัยและขออภัย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนะ เราทำความสงบของใจเพื่อใจของเรา แล้วถ้ามันจะรู้มันจะเห็นสิ่งใด ให้มันรู้มันเห็นตามความเป็นจริง ถ้าเห็นแล้วนะ จิตถ้ามันมีสติมีสัมปชัญญะ มันเห็นแล้วมันจับต้องของมันนะ ถ้ามีวาสนา วิปัสสนาญาณ
วิปัสสนาคือความรู้แจ้งในข้อเท็จจริง ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วมาเกิดขึ้น แล้วท่ามกลางคือการใช้สติปัญญาใคร่ครวญ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ในการกระทำ แล้วถ้ามันดับไปโดยภาวนามยปัญญา มันจะมหัศจรรย์แล้วมันจะชัดเจนของมัน ความชัดเจนนั้นมันต้องรอหัวใจ รอจิตที่มีอานุภาพ
จิตที่ไม่มีอานุภาพ ตัวมันเองมันยังหาตัวมันเองไม่เจอ ภพดับๆ ภพอะไร ภพที่ไหน
เวลามันภพดับ อารมณ์ความรู้สึกๆ รูป รูปเกิดๆ ดับๆ
ไอ้เกิดดับๆ คืออารมณ์ สิ่งที่มันจับต้องได้ เวลามันเกี่ยวพันกัน ถ้ามันภพดับ สังโยชน์มันขาดอย่างไร นี่ไง เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ วิวัฏฏะอย่างไร ออกจากสังสารวัฏน่ะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดถึงอวกาศของจิต อวกาศของธรรมไง บอกว่า เวลาจิตที่เป็นธรรมมันยิ่งใหญ่ มันครอบงำสามโลกธาตุไง กามภพ รูปภพ เพราะจิตนี้มันเคยเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะทั้ง ๓ โลก
แล้วความรู้สึก นิพพานมันกว้างใหญ่ กว้างขวาง ครอบสามโลกธาตุ มันเป็นอย่างไรล่ะ ภพไหนล่ะ
นี่มันไม่มีความเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันก็ไม่มีความเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา
พอมันมีความเป็นจริงขึ้นมา สิ่งที่มันเสียดมันแทง มันยุบมันยับขึ้นมาในร่างกาย
เราพุทโธไว้ สิ่งใดที่เกิดขึ้น ถ้ามันรับรู้ก็คือรับรู้ ไม่รับรู้ก็คือปล่อยมันไป แต่พุทโธกับผู้รู้ปล่อยไม่ได้ พุทโธกับผู้รู้ นี่คือสัจจะความจริง คือจิตของเราที่ไม่เคยตาย แล้วเรารักษาดูแลที่นี่ แต่อาการมันเกิดร้อยแปด เวรกรรมของคนไม่มีจบไม่มีสิ้น
นี่ไง ดูสิ พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย เคยฆ่ามารดาของตนไว้ โดนโจรทุบตาย ทั้งๆ ที่เป็นพระอรหันต์นะ ชาติสุดท้ายมาเป็นพระอรหันต์ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีฤทธิ์มีเดช ไปเที่ยวนรก ไปสวรรค์ ไปโปรดสัตว์ ไปแก้ไขทุกข์ยากของสังคมได้ทั้งนั้นเลย แล้วถึงที่สุดโจรมาทุบท่านตาย กรรมไง
เวลาตายแล้วเขาไปถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าว่า ใช่ พระโมคคัลลานะตายไม่สมกับฐานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเลย ตายไม่สมสถานะในชาติปัจจุบันนี้ แต่สมสถานะในอดีตชาติที่พระโมคคัลลานะได้สร้างไว้
ในชาติปัจจุบันนี้ไม่สมฐานะในการเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายที่มีฤทธิ์มีเดช นี่มีฤทธิ์มีเดชรองจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สมฐานะเลย ไม่สมฐานะชาติปัจจุบันนี้ แต่สมฐานะที่พระโมคคัลลานะได้ทำมา
นี่ดูผลของกรรมสิ กรรมเวลามันให้ผลนะ ทั้งๆ ที่ว่าเป็นพระอรหันต์นะ สิ้นกิเลสนะ
แต่พวกเรากำลังปฏิบัติอยู่นี่ แล้วถ้ามันทุกข์มันยาก วางมันๆ แล้วเราทำความสงบของใจเข้ามา
เขาบอกว่า บางทีมันเสียดมันแทงในหัวใจ ถ้าบางทีมันปวดมันแสบมันร้อน
เขียนมาซะเราอยากร้องไห้เลยล่ะ สงสาร
ทำไมปฏิบัติมันทุกข์ขนาดนี้ ทำไมปฏิบัติมันทุกข์ขนาดนี้ ทำไมคนทำคุณงามความดีไม่เห็นมีใครส่งเสริมเลย ทำไมทำคุณงามความดีมันมีแต่ความทุกข์ความยาก
ความดีทำยากไง แต่ควรทำ ทำเพื่อหัวใจของเรา
ความชั่วมันทำง่าย เวลาอารมณ์ชั่ววูบแล้วก็ทำลายเขาไปเลย แล้วมันก็สร้างเวรสร้างกรรมไง
นี่กรรมดีมันทำยาก แต่เราวาง สิ่งที่มันเข้ามาเสียดมาแทง เราวาง วางของเราไว้ หาความสงบสุขของเรา สิ่งที่เราหาเป็นสมบัติของเรา เป็นสมบัติของโยม สิ่งที่เขียนมาถามนี้เป็นประสบการณ์ของโยมคนเดียว เป็นกับจิตดวงนี้ พันธุกรรมของจิตๆ ไง แล้วเราแก้ไขของเราไป เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเราไปเนาะ
คำถามไง สิ่งนี้ สิ่งที่ทำร่างกายมันมีความทุกข์ความยากมาก
ความทุกข์ความยากก็วางไว้บ้าง วางไว้บ้างไง
เขาบอกว่า เวลาปวด มันจะปวดก็ให้มันปวดไป แต่เราไม่ปวด
อันนี้เป็นคุณธรรม เป็นสัจธรรมที่ยอดเยี่ยม มันจะเจ็บปวดขนาดไหน เราไม่ปวดกับมัน มันจะทุกข์จะยาก เราไม่ทุกข์กับมัน เห็นไหม อารมณ์มันอยู่เปลือกข้างนอกที่มันทุกข์ ถ้าเราไม่ทุกข์กับมัน เราเป็นอิสระ พอเป็นอิสระ เขาก็ทำมาได้
อาการอย่างนั้น อาการข้างนอก มันเป็นกรรมของสัตว์ มันเป็นอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ถ้ามันมีสิ่งใดแล้วเราวางได้ เราก็ปลอดภัยในใจเราได้ เราวางไม่ได้ เราก็แบกหาม เราก็ทุกข์ในใจของเรา มันก็เป็นกรรมของสัตว์เหมือนกัน
เราฝึกหัดๆ เห็นไหม มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ แต่ต้องชอบธรรม ต้องเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม
แต่เวลาชอบธรรม กิเลสมันเบียดมันเบียนขึ้นมา มันก็ทำให้เราเจ็บปวดอยู่นี่ไง เราพยายามทำของเราให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันจะเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เวลาสมุจเฉทปหานๆ มันตายเลย อยู่ข้างนอกนู่น แล้วมันจะมายุ่งกับเราไม่ได้อีกเลย แต่เราต้องทำให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของเรา เอวัง