ปัญญาคน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๒๕. เรื่อง “การเห็นพระพุทธรูปขณะภาวนา”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกเป็นผู้อยู่เรือน นานๆ จึงจะได้มาอยู่วัดบ้าง การภาวนาของลูกจึงไม่ค่อยต่อเนื่อง ยังขาดความเข้าใจในการรู้การเห็นบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการภาวนา
ลูกมาอยู่วัดครั้งนี้ ตั้งใจทำเพื่อบูชาหลวงพ่ออย่างเดียว จึงไม่ได้คิดหวังอะไรนอกจากท่องพุทโธไปเรื่อยๆ ตามที่หลวงปู่เจี๊ยะท่านสอนให้ท่องถี่ๆ
ผ่านไป ๔ วัน มีตอนหนึ่งขณะเดิน เห็นสติตัวเองคมชัดขึ้นและเพ่งมองไปที่คำภาวนากลางอก เกิดเป็นภาพพระพุทธรูปสว่าง มีแสงสีส้มเย็นตา ลูกก็เลยมองดู แล้วภาพพระก็ใหญ่ขึ้น จากนั้นก็เลยหายไป
กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า หากลูกมีบุญได้เห็นอีก จะสามารถนำไปฝึกหัดดัดแปลงเพื่อแก้ไขกิเลสในใจได้หรือไม่เจ้าคะ กราบขอบพระคุณ
ตอบ : การได้เห็นแสง การเห็นแสง เห็นพระพุทธรูป เห็นสิ่งใด มันเป็นบุญเป็นกุศล
เวลาทางโลกที่เขาทายฝันกันไง เวลาคนฝันๆ น่ะ ฝันร้ายกลายเป็นดี คนฝันเห็นขี้ เห็นสิ่งโสโครก ถูกรางวัลที่หนึ่ง ฝันร้ายกลายเป็นดีไง ถ้าเขาเห็นสภาพแบบนั้น ไอ้นั่นเขาฝัน ฝันเพราะอะไร ฝันเพราะเขานอนหลับ มันไม่มีสติสัมปชัญญะ มันเกิดไปโดยกระแสของสังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง
ฝันสุก ฝันดิบ เวลาความคิดเรานี่เขาเรียกว่าฝันดิบๆ ไง เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ฝันดิบๆ เวลาไปนอนน่ะฝันสุกเลย คือมันฝันโดยข้อเท็จจริง เพราะมันขาดสติ
คนเรานะ เวลามีสติสัมปชัญญะ นอนไม่หลับ ตาค้างเลยนะ พอสติมันอ่อนลง หลับ พับ! นี่มันขาดสติ มันเลยไปรู้ไปเห็นสิ่งนั้น ถ้ารู้เห็นสิ่งนั้นนะ มันก็ฝันร้ายกลายเป็นดี คนฝันเห็นผีเห็นสาง เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา แต่เวลาเขาโชคดีของเขา ไอ้นั่นมันเป็นทายฝันไง
แต่เวลาเราจะภาวนา มันไม่ใช่เพ้อฝัน ยิ่งคำถามที่ขึ้นตั้งแต่ต้นไง
ลูกไม่ค่อยมีเวลา ลูกครองเรือนอยู่ เวลาไปวัดไปวาขึ้นมาก็ปฏิบัติ แล้วไปวัดคราวนี้ไม่หวังผลใดๆ เลย
ตรงนี้สำคัญ ไม่หวังผลใดๆ เลย ปฏิบัติบูชา เราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่เขาปฏิบัติบูชาหลวงพ่อ ท่องพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ
พุทโธนั่นคือเหตุ แล้วไม่มีตัณหา ไม่มีตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเข้ามาก่อกวน
เพ้อฝันเลยนะ ไปคราวนี้ต้องได้สมาธิ โอ้โฮ! ไปคราวนี้นะ จะได้มรรคได้ผล เพ้อเจ้อ แล้วไอ้เพ้อเจ้อนั่นน่ะเป็นตาข่ายกางกั้น ทำความเพียรล้มลุกคลุกคลานทั้งสิ้น
เราทำความเพียร ทำความเพียรของเรา มันข้อเท็จจริงไง โดยข้อเท็จจริงเราสร้างเหตุมากน้อยขนาดไหน ผลมันจะตามมาได้มากน้อยขนาดไหน นั้นมันอยู่ที่เหตุ เหตุมันสมควรพอดีนะ
เหตุ เห็นไหม เราภาวนา ๕ ชั่วโมงเหมือนกัน แต่ ๕ ชั่วโมงด้วยความฟุ้งซ่าน ๕ ชั่วโมงด้วยความอยาก แต่ก็ภาวนา ๕ ชั่วโมงเหมือนกัน แต่ก็ภาวนา ๕ ชั่วโมงเพื่อบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม นวกรรมมันเกิด การกระทำมันเกิด
ดูสิ คนออกกำลังกาย เช้าออกกำลังกายขึ้นมา ร่างกายแข็งแรง ไอ้นี่จิตของมัน จิตได้บริกรรมพุทโธๆ จิตได้กระทำของเขา พอจิตได้กระทำโดยข้อเท็จจริงของเขา เวลามันสงบตัวลง มันมีความสุขอยู่แล้ว มันมีความพอใจของมันอยู่แล้ว แล้วสิ่งที่ยืนยันนะ เห็นแสง เห็นต่างๆ เวลามันเห็น เพราะจิตสงบมันถึงเห็นไง ถ้าจิตไม่สงบ มันก็หูตาอันเดิมนี่แหละ ทำไมมันไม่เห็นล่ะ
เห็นเพราะจิตมันสงบระงับขึ้นมา มันเห็นของมันได้ เห็นแล้วเขาไม่ตื่น
นี่พอเห็นแสงแล้วไปห่วงที่แสงไง แต่ความจริงไม่ใช่ จิตเห็นน่ะ จิตสงบแล้วจิตมันเห็น พอจิตเห็น มันต้องชื่นชมจิตของเรา จิตของเราเห็นแสง แต่มันไม่เห็นจิตเลยนะ มันไปชื่นชมแสง ไปชื่นชมแสงพระอาทิตย์
เรา ถ้าตาเราไม่พิการ ตาของเราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย มันก็เห็นสีเห็นแสงเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าตาเราพิการ เราก็ไม่เห็นนะ
ใจของเรามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันทำให้บกพร่อง มันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เวลาจิตมันสงบระงับเข้ามามันถึงเห็นสีเห็นแสงขึ้นมา
นี่พูดถึงว่าเวลาเขาภาวนา พอภาวนา กำหนดพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ พอถึงวันที่ ๔ มันเกิดสติคมชัดขึ้น
รู้ได้อย่างไรล่ะ มันรู้ได้เพราะมันภาวนาไง
เวลาขาดสติ ล้มลุกคลุกคลาน จับพลัดจับผลู เพราะรู้ว่าเราขาดสติ เราทำอะไรไปด้วยตามอารมณ์ของตน เวลาสติมันคมชัดขึ้น การกระทำนั้นมันก็สมบูรณ์แบบของมัน
เพราะเขาว่าสติมันคมชัดขึ้น เพ่งมองไปที่กลางหัวอก เกิดเป็นภาพพระพุทธรูปสว่าง มีแสงสี สีส้มนะ เย็นตา พอรูปก็มอง พระนั้นก็ใหญ่ขึ้น พระใหญ่ขึ้น
นั่นก็คือเห็น ได้เห็นพระนี่ดีมากๆ เห็นพระ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าเห็นพระ นี่เป็นสัญลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ยืนยันไงว่าจิตของเรามีคุณภาพ
ถ้าเวลามันรู้มันเห็นสิ่งต่างๆ มันรู้เห็นสิ่งออกภายนอกนะ รู้เห็นสิ่งภายนอกแล้วมันไม่เย็นใจเหมือนเห็นพระพุทธรูป
การเห็นนะ แล้วภาพนั้นก็ใหญ่ขึ้นๆ จนมันหายไป
พอมันหายไป ถามสิว่ามีความสุขไหม มันเกิดความสุขความสงบในใจของตนไง ถ้ามันเกิดความสุขความสงบในใจของตน ก็เราภาวนาเพื่อเหตุนี้ไง
เห็นไหม เวลาเราพูด เราพูดบ่อยมาก เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาพระอานนท์ถามตอนที่จะปรินิพพานว่า ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เวลาชาวพุทธจะระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะให้ไปกราบไหว้ที่ไหน
จะไปกราบไหว้สัญลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมพุทธเจ้าไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ที่เราเกิด เราตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา เราปรินิพพาน
สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ไง ชาวพุทธเราก็เลยไปกราบไปไหว้สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ไปไหว้สิ่งนั้นมันเป็นสัญลักษณ์ สัญลักษณ์
แต่ก่อนหน้านี้ เวลาพวกมิจฉาทิฏฐิเขาเข้ามาปกครองคุ้มครอง เขาไม่สนใจเลย เขารื้อด้วย เรื่องสถูปเจดีย์ต่างๆ พาราณสีนั่นน่ะ สิ่งที่เป็นถนนหนทาง เขาไปรื้อจากเจดีย์ของชาวพุทธทั้งนั้นน่ะ แต่เดิมเดียรถีย์เขามาปกครองอินเดีย เขาปล่อยทิ้งปล่อยปละละเลย
ครูบาอาจารย์ของเรา สมัยโบราณเดินธุดงค์ไป มันมีแต่เนินดินทั้งนั้นน่ะ เพราะเขายังไม่ได้ขุด ยังไม่ได้บูรณะไง
ไอ้นี่เขาขุด เขาบูรณะของเขาขึ้นมาแล้วไง เลยเป็นสัญลักษณ์ พอเห็นแล้วมันชื่นใจ มีความสุข มีความรื่นเริง
แต่ครูบาอาจารย์กรรมฐานของเรานะ ท่านไม่ให้หลงธาตุ นั่นเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ
สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ไว้จริง มีอยู่ในพระไตรปิฎกจริง เพราะอะไร เพราะสิ่งที่เวลาเป็นปุถุชนคนหนา แล้วสังคมที่มันไม่มีผู้นำที่ดีงาม เขาก็ต้องไปเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมันชื่นใจ
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงบอก หลงธาตุ
ธาตุรู้ ธาตุรู้ ธาตุรู้คือธาตุของเรา ธาตุรู้คือหัวใจของเรา ให้หัดประพฤติปฏิบัติ หายใจเข้าให้นึกพุท หายใจออกนึกโธ เวลาถ้าจิตสงบเข้ามา เห็นพระพุทธรูป นี่ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตัวเป็นๆ ตัวเป็นๆ ที่ในหัวใจของเรานะ ตัวเป็นๆ คือพุทธะไง พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง
พุทธะโดนกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันย่ำยี มันปกครอง เราจะไม่รู้เห็นสิ่งใดเลย รู้เห็นแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง รู้เห็นแต่สิ่งที่เป็นความทุกข์ความยากไง
เวลาพุทโธๆ เวลาจิตมันสงบเข้ามา เห็นพระพุทธรูปนะ เป็นแสงสีส้มเย็นตา นี่เราไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตัวเป็นๆ เลย แล้วไม่หลงธาตุด้วย เพราะอะไร เพราะมันเป็นธาตุรู้ในใจของตน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
สว่างไสว เป็นพระพุทธรูปแสงสีส้มเย็นตา นี่มันเป็นผลงานของตนไง มันเป็นความสุขของตน ความสุขของตน
นั้นเป็นสัญลักษณ์ แต่จริงๆ แล้วจิตเราสงบ พอจิตเราสงบ จิตเรารู้เราเห็นของเรา มันเป็นประโยชน์กับเราไง
นี่พูดถึงว่า การเห็นพระพุทธรูปในภาวนา
มันแต่ละบุคคลนะ ไม่ใช่ว่าคนทำความสงบของใจแล้วจะเห็นอย่างนี้ทุกๆ คน ไม่ใช่ บางคนก็เห็นแสงเฉยๆ
นี่เห็นแสง เห็นเป็นพระพุทธรูปแสงสีส้มเลย
เป็นบุญหนหนึ่งนะ แล้วต่อไปถ้ามันได้อย่างนี้อีก มันก็เป็นบุญเป็นกุศล ถ้ามันไม่ได้อย่างนี้อีก เราก็ทำความสงบของใจของเราก็พอ เราต้องการทำความสงบของใจแล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วถ้าจิตสงบแล้วฝึกหัด ชำนาญในวสี ชำนาญในการทำความสงบ
แล้วทำความสงบแล้ว เวลาคลายตัวออกมา ให้ตรึกในธรรม ให้พิจารณาถึงชีวิต ให้พิจารณาถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตายนี่แหละ อริยสัจ ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา มันจับต้องของมันเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะอะไร
เพราะมันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นคนที่กระทำอย่างนั้น คนกระทำเอง รู้เอง เห็นเอง กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อใครทั้งสิ้น เชื่อผลการปฏิบัติ แล้วเวลาปฏิบัติล้มลุกคลุกคลาน มันก็ล้มลุกคลุกคลานของมันไง แต่ถ้ามันปฏิบัติแล้วมันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา จากปุถุชนเป็นกัลยาณชน
ปุถุชนนะ สัทธาจริต ศรัทธา อจลศรัทธา เห็นไหม ปุถุชน กัลยาณชน เพราะกัลยาณชนทำความสงบของใจของตนได้ จากเป็นปุถุชนคนหนา หนาด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วถ้าเป็นกัลยาณชน เบาบางจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เบาบางเพราะอะไร
เบาบางเพราะมันเห็นรูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มันก็รักษาอายตนะ รักษาการประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา นี่เป็นกัลยาณชน เป็นกัลยาณชน ศรัทธา อจลศรัทธา แล้วศรัทธามั่นคงแล้วเราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราไป
ทีนี้คำถาม
หากลูกจะเห็นอีก จะสามารถนำมาฝึกหัดดัดแปลงเพื่อแก้กิเลสในใจได้หรือไม่เจ้าคะ
มันเป็นดาบสองคมนะ ถ้าเราระลึกถึงด้วยความชื่นบาน มันก็เป็นความสุข ความรื่นเริงในใจ แต่ถ้าอยากได้นี่เป็นโทษแล้ว ถ้าอยากได้อยากเป็น แล้วอยากได้อยากเป็น โหยหา โหยหาแล้วพยายามจะทำให้ได้อย่างนั้น ทั้งๆ ที่เวลาจิตมันสงบขึ้นมานะ มันอาจจะสงบลึกกว่านั้น ดีกว่านั้นด้วย แต่เราก็ไม่รู้จักเข้าใจว่าความสงบมันคืออะไร
แต่ถ้าเห็นเป็นพระพุทธรูป เป็นแสง เป็นสี มันเป็นสัญลักษณ์ที่เราเข้าใจได้ มันก็จะไปโหยหาอย่างนั้นน่ะ มันเป็นดาบสองคมไง
เวลาธรรมเกิดๆ เวลาธรรมเกิดนะ พอใครประพฤติปฏิบัติเข้าไปแล้วมันมีบาลีผุดขึ้นมาในใจ มันมีคำพูดเป็นธรรมะขึ้นมาในใจ นี่เขาเรียกว่าธรรมผุด
เวลาเราอยู่กับหลวงตา หลวงตาท่านบอกว่ากิเลสผุด ท่านบอกว่ามันเป็นกิเลส เวลาธรรมผุดๆ เกิดธรรมสังเวช ท่านบอกเป็นกิเลส กิเลสเพราะอยากได้นี่ไง
ทีแรกเราก็ เอ๊ะ! มันเพราะอะไร แต่พอมาฝึกหัดแล้ว เออ! ใช่
เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเคยทำได้จิตสงบ เคยทำได้สิ่งใดแล้ว มันจะโหยหาแต่ตรงนั้นน่ะ เวลาการโหยหา พอโหยหาขึ้นมาแล้วมันไม่คุ้มค่าเลย เพราะความโหยหาทำให้ทุกข์ยาก ความโหยหาทำให้เราล้มลุกคลุกคลานไง แล้วจะตัดอย่างไรล่ะ จะตัดความโหยหาอันนี้ ว่าเราจะไม่โหยหาสิ่งนี้อีก แล้วถ้ามันเกิดขึ้นมาได้จริง มันก็เป็นบุญกุศลของเรา ถ้ามันจะเกิดขึ้นมาได้จริง เราก็ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเหตุมันสมดุลพอดี
สิ่งที่มันจะไม่สมดุลพอดีก็ความโหยหานี่ไง ความโหยหา ความอยากได้ ความวิตกกังวล ร้อยแปด อย่างนี้สู้ไม่มีดีกว่า สู้ไม่เคยเห็นเลยดีกว่า ทำของเราไปโดยข้อเท็จจริง
แต่นี่คืออะไร
ตัณหาไง ยางเหนียวไง มันแปะแล้วติดไปหมดน่ะ ภาวนาไม่ได้ก็ดิ้นรนกระวนกระวาย ภาวนาเป็นไปแล้วก็ไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะเป็นอย่างนั้น นี่กิเลสทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น เวลาถ้ามันมีกิเลสทั้งนั้นแล้ว เราถึงบอกว่าให้ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อตัดประเด็นความโหยหา ความวิตกกังวล ความกดดันในใจ ตัดมันทิ้งไป แล้วเราพยายามประพฤติปฏิบัติให้สมควรแก่ธรรม สมควรแก่ธรรม ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเหตุสมควรพอดี นี่มันเกิด เวลามันเกิด เพราะไม่ได้ตั้งใจเลย เวลาตั้งใจแล้วไม่ได้
ไอ้นี่ไม่ได้ตั้งใจนะ สองชั้นเลยนะ ปฏิบัติคราวนี้ไม่เอาอะไรเลย บูชาหลวงพ่อ ปฏิบัติบูชา นี่ปฏิบัติไง
เหมือนเลย เวลานักขัตฤกษ์ เราทำคุณงามความดีเพื่อถวายองค์นั้น ถวายองค์นี้ แต่ความจริงก็ของเรา นี่ก็เหมือนกัน เราปฏิบัติเพื่อความดีของเรา
ฉะนั้นบอกว่า ถ้าเราเห็นภาพอย่างนั้นอีก เราจะเอามาแก้ไข เอามาดัดแปลงแก้ไขกิเลสได้หรือไม่เจ้าคะ
การแก้กิเลสมันต้องเห็นสติปัฏฐาน ๔ จิตเห็นอาการจิต จิตเห็นกาย จิตเห็นเวทนา จิตเห็นจิต จิตเห็นธรรม ถ้าจิตเห็นสภาวะแบบนี้ นี่แก้กิเลสได้ แล้วถ้ามันยังแก้กิเลสไม่ได้ มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิคือพยายามจะปลดเปลื้องจิตของเราให้เป็นอิสระ ปัญญาอบรมสมาธิไง
เพราะจิตอย่างนี้ไง มันเป็นดาบสองคมนี่ไง มันทั้งโหยหา ทั้งวิตกกังวล ทั้งร้อยแปด จะใช้สติปัญญาไล่ไปเลย คิดอะไร เรื่องอะไร เป็นอย่างไร นี่ด้วยเหตุด้วยผลนะ ถ้าด้วยเหตุด้วยผล เหตุผลคือเหตุผลมันเหนือกว่ากิเลส กิเลสมันก็ต้อง เออ! เออ! เออ! ถอยไปเรื่อยๆ ถอยไปเรื่อยๆ มันก็สงบได้ นี่เป็นปัญญาอบรมสมาธิ
แล้วถ้าจิตมันสงบแล้ว ที่ว่าการแก้ไขกิเลสๆ ไง
แต่ถ้าเป็นหลวงตาท่านสอนนะ ท่านบอกว่าปัญญามันใช้ได้ทุกที่ทุกสถาน ปัญญาใช้ได้ทั้งนั้นน่ะ
ใช่ ปัญญามันใช้ได้ทั้งนั้นน่ะ นี่ก็ใช้ได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ปัญญาอย่างนี้เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง
เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราไป เราฝึกหัดปฏิบัติของเราไป การประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าใครได้ผล มันเป็นการยืนยัน เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก ยืนยันกับจิตของตน
ถ้าจิตของตน เห็นไหม แค่การทำความสงบของใจ ทำสมาธิไม่เป็น ทำสมาธิไม่เป็นก็เพราะเหตุนี้ไง ทำสมาธิกันไม่เป็น
ถ้าทำสมาธิเป็น มันก็ยืนยันว่านี่สมาธิ สมถะ พอเห็นสมถะขึ้นมา สมถะ วิปัสสนา มันก็จะเห็นคุณค่าแล้ว ถ้าไม่มีสมถะ วิปัสสนาเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีวิปัสสนาคือไม่มีปัญญา สมถะก็รักษาไว้ได้ยาก แต่ถ้ามันเข้าใจทั้งสองอย่าง แล้วมันเข้าใจแล้วมันบริหารจัดการ ก้าวเดินไปด้วยกัน คนเดินไปได้สองเท้า เท้าซ้าย เท้าขวา นี่ไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถะสำคัญ
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ ไม่มีสมาธิ ภาวนามยปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้เลย ไอ้สิ่งที่เกิดขึ้น สัญญาทั้งนั้น มันเกิดจากสัญชาตญาณ เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งสิ้น แล้วความรู้สึกนึกคิดของคนมันนึกคิดด้วยอะไร
อนุสัย คือกิเลส คือสมุทัยที่เจือปนมา ถ้ากิเลสที่มันเจือปนมามันคิดได้มาก ได้นุ่มนวล ได้ดีงามขนาดไหน มันก็มีสมุทัยเจือปนมา คือมันแก้กิเลสไม่ได้ ว่าอย่างนั้นเลย
แต่ถ้ามีสมาธิ ภาวนามยปัญญามันไม่เกิด ถ้ามีสมาธิ สมาธิจิตสงบเป็นอิสระแล้ว สิ่งที่เป็นอนุสัย ที่ว่าสมุทัยจะเจือปนมา มันสงบตัวลง มันเป็นโอกาสของธรรมเลยล่ะ โอกาสของการยกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วถ้าวิปัสสนาได้นะ มันจะเห็นความต่าง การปฏิบัติมันจะเห็นความต่างของมัน
นี่พูดถึงคำถามไง
ถ้าหนูเห็นอย่างนี้อีก ถ้าหนูเห็นเป็นภาพพระอีก เราจะนำมาฝึกหัดดัดแปลงเพื่อแก้ไขกิเลสได้หรือไม่
การเห็นภาพพระ เห็นแล้วเป็นอดีตไปแล้ว เห็นแล้ว แล้วกันไป เห็นแล้วเป็นการยืนยันว่าเราภาวนาได้ เราเคยเห็นของเรา แล้วเราเคยมีความสุขสงบในใจของเรา
เราทำงานด้วยมือ คนเราทำงานด้วยสมอง สมองคิดงาน แล้วเวลาทำด้วยมือ มือทำงานขึ้นมามันเป็นผลงาน
อันนี้หัวใจ มันพุทโธ มันใช้ปัญญาอบรมสมาธิไง จิตตภาวนา เอาจิตของเราภาวนา แล้วจิตของเราภาวนาแล้วมันได้ผลของมัน มันเห็นของมันน่ะ เห็นชัดๆ เลย ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เป็นคนทำ เป็นคนรู้ เป็นคนเห็น แล้วมีความสุข ความสงบ ความเย็นใจไหม
มี
แล้วเวลาว่าจะมาแก้ไขกิเลส แก้ไขกิเลสก็คือว่าแก้ไขตัวขี้เกียจน่ะ
อยากจะแก้กิเลสได้ แก้ไอ้ตัวขี้เกียจ ไอ้ตัวที่ไม่อยากทำ ไอ้ทำแล้วล้มลุกคลุกคลาน เอามาแก้ไขตรงนั้น เดินถ้ามันเซ ก็เดินให้ตรงๆ นั่งสมาธิแล้วมันไม่สู้ ก็สู้กับมัน นี่แก้ไขกิเลส แล้วฝึกหัดปฏิบัติไป
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ที่เห็นแล้วก็สาธุ สิ่งที่เห็นนะ แล้วสิ่งที่รู้ที่เห็นมันเป็นความรู้ความเห็นของเฉพาะบุคคล ทุกคนไม่ใช่ต้องเป็นแบบนี้ ทุกคนเวลาสงบเป็นเรื่องปกติธรรมดาก็มี เวลาสงบแล้วก้ำๆ กึ่งๆ ก็มี มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนแตกต่างกันไป อำนาจวาสนาของคนแตกต่างกันไป เราก็พยายามจะประพฤติปฏิบัติให้เข้าสู่อริยสัจ
ศีล สมาธิ ปัญญา เราจะเข้าสู่สัจธรรมไง
ศีล สมาธิ ปัญญา
จากสุตมยปัญญา ปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียน จินตมยปัญญา ภาวนาแล้วจะได้อย่างไร นี่จินตมยปัญญา เวลาภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้น โอ้โฮ! มหัศจรรย์ มหัศจรรย์นะ มหัศจรรย์ในตัวของตัวเอง ถ้าไม่มหัศจรรย์นะ มันไม่ลึกซึ้งที่จะเข้าไปชำระล้างกิเลส เพราะกิเลสเป็นอนุสัย อนุสัยคือมันเจือมา เหมือนผลไม้พิษที่มีพิษอยู่ในผลไม้นั้น แล้วจะแยกแยะอย่างไร
แต่เดี๋ยวนี้ทางวิทยาศาสตร์เจริญ เขาสังเคราะห์ได้ เพาะเชื้อได้ เขาพิสูจน์ของเขาได้ อันนั้นมันเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ แต่จิตของเราจะจับจิตของเราไปยัดเข้าสู่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์ที่ไหนล่ะ
มันก็ต้องสมถะไง ที่ทำงานของจิตไง สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานจะเกิดขึ้น งานเกิดขึ้นจากการใช้สติใช้ปัญญา ถ้าใช้สติปัญญาขึ้นมา แล้วถ้าเป็นภาวนามยปัญญา มันเหมือนธรรมขันธ์ไง ที่ว่ามันสับมันฟันเข้าไปในจิตใจของตน มันรู้มันเห็น มันพอใจของมันมาก แล้วธรรมจะเป็นประโยชน์กับหัวใจดวงนั้น
นี่พูดถึงว่า ถ้าเห็นแล้วจะเอามาแก้ไขกิเลสได้หรือไม่
อย่างนี้เป็นการยืนยัน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เป็นการยืนยันถึงผลการปฏิบัติ แต่ว่าถ้าจะเอาอย่างนี้เป็นไม้ตายไม่ได้
สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็คือผ่านไปแล้ว แล้วจะเกิดขึ้น คราวนี้เห็นเป็นพระพุทธรูป คราวหน้าจะเห็นเป็นแสง จะเห็นเป็นอย่างอื่น ถ้ามันเห็นนะ แล้วถ้าไม่เห็นมันก็จิตสงบเฉยๆ จิตสงบเฉยๆ เราบริหารจัดการเองไง เราฝึกหัดไง
เวลาที่คนไปรู้ไปเห็นสิ่งใดแล้วเขามาเล่าให้เราฟัง มาถามปัญหา เราบอกว่าเสียดาย เสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้จัดการ เราไม่มีโอกาสได้บริหารจัดการไง
การบริหารจัดการด้วยสติด้วยปัญญา นั่นล่ะคือตัวการควบคุม แล้วความยกวุฒิภาวะของจิตให้มันสูงขึ้นๆ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน สูงขึ้นโดยข้อเท็จจริงในการกระทำของตน ถึงจะเข้าสู่อริยสัจ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๒๖. เรื่อง “ทำไมพ่อเราถึงไม่ยอมปล่อยให้เราออกไปทำงาน และตัดสินใจด้วยตัวเอง”
คุณพ่อกลัวโควิดมาก เขาให้เราลาออกจากงานมาอยู่บ้าน ตอนนี้อยู่บ้านมาหนึ่งปีครึ่งแล้ว เรามีอาชีพในฝันของเรา มีความฝันที่อยากจะทำให้สำเร็จ แต่เราก็ไม่อยากทำให้เขาเสียใจ ไม่อยากมีปากเสียงหรือทำให้เขาคิดว่าเราไม่รักเขา แต่จะให้ตัดใจกับสิ่งที่อยากทำ ก็ทำไม่ได้ค่ะ ควรจะทำอย่างไรดีคะ
ตอบ : นี่ปัญหาโลกแตก ปัญหาโลกแตกคือปัญหาโลกแตก ปัญหาในครอบครัวของตนไง
สิ่งที่ว่าพ่อกลัวโควิดมาก เขาก็ปรารถนาดีกับเรา เขาก็รัก เขาก็สงวนนั่นแหละ เราก็เห็นความรักความสงวนของเขา ให้ลาออกจากงาน ตอนนี้อยู่บ้านปีครึ่งแล้ว
ตอนนี้โควิดก็เริ่มหายแล้ว เราก็คุยกันด้วยเหตุด้วยผล มันเป็นปัญหาในครอบครัว
โดยจิตวิทยานะ ปัญหาโดยวัยไง วัยของเด็กก็เป็นวัยหนึ่ง วุฒิภาวะมันแตกต่างกันโดยวัย แล้วโดยวัยมันก็ความเห็นแตกต่างกันไป
ทีนี้พ่อที่ว่าเขารักมาก เขาเป็นห่วงมาก เขาให้ลาออกจากงานมาอยู่บ้าน ปีครึ่งใช้เงินของใครล่ะ ใช้เงินของใคร
พ่อให้มาปีครึ่ง เขามีให้น่ะ เขาก็จ้างให้เราอยู่บ้านไง
แต่ถ้าเรามีความฝัน เราอยากมีหน้าที่การงาน เราก็ดูโอกาสสิ ความฝันนั้น ถ้าเราทำด้วยข้อเท็จจริงถูกต้องดีงาม อาจจะประสบความสำเร็จตามความฝันนั้นก็ได้ แต่ความฝันนั้น เป้าหมายนั้นที่เราทำหน้าที่การงานไป มันมีอุปสรรคมากมายมหาศาล อุปสรรคมากมายมหาศาล
เพราะทุกคนจบการศึกษาแล้วอยากจะเป็นเจ้านายของตัวเอง อยากจะมีธุรกิจของตนเอง อยากจะมีสิ่งใดสมความปรารถนาของตัวเองทั้งสิ้น ถ้าสมความปรารถนาตัวเองทั้งสิ้น ธุรกิจมันคือการแข่งขัน ถ้าการแข่งขัน แข่งขันกันด้วยความเป็นธรรมาภิบาล แล้วเวลาเราไปทำสิ่งใด ถ้าเรามีอำนาจวาสนานะ เราจะเจอสังคมที่ดีงาม สังคมที่ดีงาม สังคมที่เอื้ออาทรต่อกันไง
แต่สังคม หลู่ซิ่นเขียนไง คนกินคน เวลาเขาจะเปลี่ยนแปลงสังคม ศิลปวัฒนธรรมไง หลู่ซิ่นน่ะ คนกินคน คนกินเนื้อคน เขาเขียนเป็นนวนิยายเรื่องการเอารัดเอาเปรียบ เรื่องการขูดรีดทารุณ มันเศร้า แต่มันเขียนเพื่อปลุกระดมคนไง
ถ้าปลุกระดมคน แล้วคนเห็นอย่างนั้น คนก็ต้องการความเสมอภาค ความเสมอภาค เรดการ์ด เสมอภาคไปอยู่ในป่าในเขานู่นน่ะ เรดการ์ด ไม่ต้องกลับมาเลย ความเสมอภาค นี่เวลามันเป็นยุคเป็นคราว เป็นยุคเป็นคราว
อันนี้ก็เหมือนกัน ย้อนกลับมาเรา ออกนอกเรื่อง ออกนอกเรื่องเพราะอะไร
เพราะว่าเวลาที่ว่าเรามีเป้าหมายไง คำว่า “เรามีเป้าหมายชีวิต” แล้วเราก็เกรงใจเขา เกรงใจเขา
ก็พ่อแม่ พ่อแม่
เราจะบอกว่าปัญญาชนนะ ปัญญาชนคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้ เว้นไว้อย่างเดียวเท่านั้นน่ะ เว้นไว้กรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์นะ เวลาสัตว์ เวรกรรมมันเอารัดเอาเปรียบ เอารัดเอาเปรียบไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วเอารัดเอาเปรียบ มันก็เอารัดเอาเปรียบสถานะนี้ไง
เวลาฆราวาสมาบวชพระๆ พอบวชพระแล้วนะ ทุกคนคิดถึงพ่อถึงแม่ทั้งนั้นน่ะ แล้วทุกคนก็อยากจะไปโปรดพ่อโปรดแม่ไง แล้วพ่อแม่ไปโปรดสิ การโปรดที่ยากที่สุดคือพ่อแม่ของตนนี่
พ่อแม่ของตน กูอาบน้ำร้อนมาก่อนมึง จบเลย
พอไปถึงก็ กูอาบน้ำร้อนมาก่อนมึง กูเลี้ยงมึงมานะ
ฉะนั้น เวลาบอกว่า สิ่งที่จะแก้พ่อแก้แม่ได้สูงสุดเลย ทำความดีของเรา เราทำความดีของเรา
พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเป็นคนดี ประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าเราทำคุณงามความดีของเราแล้วประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วเป็นคนดี พ่อแม่บอกมันดีเพราะอะไร ดีเพราะอะไร ถ้าเขาศึกษาค้นคว้านะ เขาก็อยากจะเป็นคนดีบ้างไง คนดีเพราะอะไร คนดีมันสุขสงบในใจของตนไง
เราจะแก้พ่อแม่ ทำที่ตัวเรานี่
นี่ก็เหมือนกัน เรามีเป้าหมายของเรา ถ้าเรามีเป้าหมายของเรา เราก็นั่งลงแล้วเจรจากันได้หรือไม่ เราจะมีเป้าหมายอย่างนี้ พ่อมีความเห็นอย่างไร ถ้ามีความเห็นอย่างไร
อู๋ย! อย่าเพิ่งไปเลย เออ! อยู่ที่นี่
ถ้าเขายังไม่ให้ไป นี่ไง ถึงเวลาเราก็ค่อยๆ คุยกัน ค่อยๆ คุยกัน
เราจะพูดว่า พ่ออาจจะมีสายตาที่ยาวไกลกว่าเราด้วย เขาเคยอยู่กับสังคม เขาเห็นสังคมมาก่อน พอเห็นสังคมมาก่อน เขาคิดว่ากาลเวลาอย่างใดที่จะเหมาะสม
แล้วถ้ากาลเวลาอย่างใดที่จะเหมาะสม เถ้าแก่ใหญ่ๆ นะ เวลาลูกเขาจบมาจากนอก เขาจะให้ไปฝึกงานตั้งแต่ตำแหน่งเล็กสุดขึ้นมาเลย ให้ตั้งแต่ล้างห้องน้ำนู่นน่ะ ล้างห้องน้ำ ล้างสำนักงานขึ้นมา ฝึกงานขึ้นมาให้มันเป็นงานทั้งหมดเลย มันถึงจะมาบริหารองค์กรนั้นได้ นี่ถ้าพ่อแม่ที่ฉลาดไง
โอ๋ย! ถ้าเป็นคุณหนู หลายๆ เคสนะ โอ้โฮ! เป็นคนดีมากๆ เลย ลูกๆ เขาเป็นคนดีมากเลย เวลาพ่อเสียไปแล้วเขาต้องพาลูกค้าไปสันทนาการ พอไปเห็นแสงสีเสียง ติด จบเลย
เพราะเราเลี้ยงไว้ดีมากไง ไม่เคยออกไปเผชิญกับสิ่งใดเลย พอเขามาบริหารจัดการขึ้นมา พอเขาต้องพาลูกค้าไปเทกแคร์ ไปเห็นแสงสีเสียง ไปเลย องค์กรเสียหายหมดเลย นี่เพราะเราเลี้ยงไง
นี่เราจะบอกว่า วาระของกรรมมันมา มันแปลกนะ
นี่ก็เหมือนกัน เราคิดได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้าเราคิดแบบประสาวัยรุ่น ตอนนี้บิตคอยน์นั่นน่ะ พังกันเป็นแถบๆ เลย อย่างนี้รวยในอนาคต
การลงทุนมันมีความเสี่ยงทั้งสิ้น ถ้าความเสี่ยงๆ ถ้ามีประสบการณ์
นี่พูดถึง อันนี้เข้าข้างพ่อหรือเข้าข้างลูก ไอ้นี่เข้าข้างใคร
ไอ้นี่พูดถึงเหตุผล
เพราะเขาบอกเขามีเป้าหมายในชีวิต ถ้าเป้าหมายในชีวิตนะ มันเป็นปัญหาในครอบครัวทั้งสิ้น เพราะมันต่างกันโดยวัย แล้วต่างกันโดยวัย ด้วยความรักความผูกพันด้วย ด้วยความรักความผูกพันด้วย แล้วถ้าเรื่องกรรมนี่เรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเรื่องกรรมแล้ว มันเหมือนดื้อตาใส ไม่ฟัง พูดไปเถอะ พูดอยู่นั่นน่ะ ถ้าเป็นเวรเป็นกรรมนะ ถ้าหมดเวรหมดกรรมนะ เฮ้อ! เรื่องแค่นี้ เล็กน้อยมาก จบเลย
แต่ถ้ามันเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรมนะ เกิดทิฏฐิ เกิดมานะ คะคาน จะเอาชนะคะคานกันนะ โอ๋ย! เรื่องเล็กน้อยก็เป็นเรื่องใหญ่ แล้วเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ธรรมดา เรื่องใหญ่จนหลายๆ คนประชดชีวิตจนเสียหายนะ
เราไม่ต้องการอย่างนั้น เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ถ้ามันมีเวรมีกรรมสิ่งใดต่อกันนะ ถ้าไม่มีเวรไม่มีกรรมจะมาเกิดเป็นพ่อเป็นลูกกันหรือ
การเกิดเป็นพ่อเป็นลูกมันก็สายบุญสายกรรมอยู่แล้ว แล้วสายบุญสายกรรมที่ดีงาม เขาเลี้ยงดูมาจนป่านนี้ จนเติบโตมาขนาดนี้ แล้วเขายังรักยังห่วงไม่ให้ไปติดโควิด เอามาไว้ในบ้าน เฝ้าไว้เลยปีครึ่ง
ถึงเวลาแล้ว ไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกที่ไม่ต้องการให้ลูกไม่มีอาชีพ แล้วไม่ต้องการให้ลูกไม่เจริญเติบโต มีทั้งนั้นน่ะ แต่เราไม่รู้ว่าเหตุผลอะไรไง เหตุผลที่เราคุยกันไม่รู้เรื่องไง ถ้าเหตุผลที่เราคุยกันรู้เรื่องมันก็จบไง นี่ไง ปัญญาชน
ปัญญาชน ปัญญาของคน เราต้องเจรจากันให้มันเข้าใจกัน แล้วอย่าให้มีทิฏฐิ ทิฏฐิมานะ ทิฏฐิแต่ละบุคคล แล้วขัดแย้งกันด้วยทิฏฐิ เกิดทิฏฐิมันก็เหมือนการเกิดทิฏฐิ การขัดแย้งกัน ด้วยทิฏฐิ ด้วยมานะ
ทั้งๆ ที่ภาษาเรานะ เป็นเรื่องนามธรรม เรื่องนามธรรมด้วยเหตุด้วยผล ถ้าด้วยเหตุด้วยผล ด้วยสติปัญญาคลี่คลายออกนะ ไม่เกิดทิฏฐิมานะ มันเรื่องธรรมดาหมดนะ ถ้าเกิดทิฏฐิมานะจะเอาชนะคะคานกัน แล้วจะเอาชนะคะคาน โทษนะ สายเลือดด้วย ยิ่งสายเลือดด้วยยิ่งจะเอาชนะคะคานกัน
แต่โดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติของเรา ปู่ย่าตายาย มรดกตกทอดส่งให้อยู่แล้ว เห็นแหวนแต่งงานไหม แหวนแต่งงาน อันนี้ปู่ให้ย่า พ่อให้แม่ คราวนี้เราจะให้แหวนแต่งงาน กี่รุ่นน่ะ โดยธรรมชาติพ่อแม่ก็หวังดีต่อลูกทั้งสิ้น แต่เหตุผลเราไม่รู้ไง เหตุผลอย่างไรมันถึงแก้ไขอย่างไร
นี่ถึงบอก ปัญญาคนนะ เราใช้ปัญญาของเราแก้ไขเหตุการณ์ของเรา แล้วมันเป็นเวรเป็นกรรม เกิดเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกันน่ะ กรรมของสัตว์ทั้งนั้น
แล้วกรรมของสัตว์ทั้งนั้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกเพราะพ่อแม่ให้ชีวิตนี้มา ชีวิตที่มีความฝัน ชีวิตที่พยายามจะตามความฝันให้เจอ พ่อแม่ให้มา พ่อแม่ฟูมฟักมา แล้วขณะพ่อแม่เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวมา ตอนอยู่ในผ้าอ้อม ตอนพ่อแม่ไปส่งโรงเรียนอนุบาล ตอนมันโตขึ้นมานี่
เราคิดถึงตอนนั้น ให้มาทอนความทะเยอทะยานในใจให้มันเบาบางลง แล้วคุยกันด้วยเหตุด้วยผล วันเวลา กาลเวลาจะทำให้ออมชอมกันได้ กาลเวลาให้มันพิสูจน์ได้ ปัญญาคน
เรายอมรับเรื่องเดียว เรื่องกรรม ถ้ากรรมมันมีนะ มันเกิดการขัดแย้งเด็ดขาด เรื่องกรรม แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนานะ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
ธรรมโอสถ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แก้เรื่องเวรเรื่องกรรม แก้ แก้ด้วยสติด้วยปัญญา ปัญญาคน ปัญญาคน ถ้ามีสติปัญญามันจะคมกล้า แล้วเข้าไปประหัตประหารสิ่งที่เป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก การยึดมั่นถือมั่น การเอาทิฏฐิมานะ การจะเอาชนะคะคาน มันวางลงได้ ปัญญาคน คมด้วยปัญญา จะแก้ไขปัญหาในชีวิตได้