ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หาจิต

๒๓ ก.ย. ๒๕๖๖

หาจิต

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๖๘. เรื่อง “จิตเห็นอาการของจิต”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ขอความกรุณารบกวนเรียนสอบถามหลวงพ่อดังนี้ค่ะ

จิตเห็นอาการของจิต คือการที่เราพุทโธได้ทั้งวันในจิตแบบไม่ต้องผ่านสมอง จิตใจมีความสุขดี แค่วางเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะหลับตาลืมตาหรือทำสิ่งใด ถ้าเราไม่คิดเรื่องอื่น และเมื่อคิดเรื่องอื่นก็สามารถเห็นแล้วพยายามวางลงได้ เพราะเห็นความคิดที่เกิดขึ้นที่มารบกวนจิตที่พุทโธอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ

ตอนนี้หนูจับกิเลสที่เกิดจากความคิดที่เกิดขึ้นมาระหว่างพุทโธเจ้าค่ะ บางอย่างจับได้แล้ววางได้เลย เช่น ความโกรธกับความโลภเจ้าค่ะ บางอย่างก็แพ้เจ้าค่ะ เพราะคิดว่าเราไม่ใช่พระ ก็ทำตามใจตัวเอง เช่น การดูทีวีหรือการร้องเพลง รวมถึงการกินอาหารที่ชอบเจ้าค่ะ ตั้งใจจะเข้มแข็งให้มากขึ้นเจ้าค่ะ

การฝึกต่อไปคือพยายามไม่คิดอะไร พุทโธได้ทั้งวันอย่างต่อเนื่อง และพยายามกำจัดกิเลสที่เข้ามารบกวนพุทโธ รวมทั้งนั่งสมาธิได้นานขึ้นใช่ไหมเจ้าคะ ตอนนี้นั่งได้ติดต่อกันเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปจะนั่งให้นานขึ้นเพื่อให้เห็นความเจ็บปวดของร่างกายให้มากขึ้น แล้วจะพยายามวางร่างกายที่เป็นของเราเจ้าค่ะ

น้อมกราบหลวงพ่อด้วยความเมตตาเจ้าค่ะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ จิตเห็นอาการของจิต นี่คือความเข้าใจ ความเข้าใจของผู้ถาม เวลาพุทโธๆ จิตมันสงบระงับลงบ้าง แล้วมันรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตน ถ้าระงับอารมณ์ความรู้สึกของตน มันก็มีความสุขความสงบในใจของตน

แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงๆ พุทโธๆๆ จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง

เวลาเรามีสติปัญญาไล่ต้อนความคิดของเราไป มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธินะ คือมีสติปัญญาตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุและผลคือธรรม เหตุและผลคือธรรม แล้วเทียบเคียงกับอารมณ์ความรู้สึกของตนที่กิเลสมันขับไสออกมาโดยที่ไม่มีเหตุไม่มีผล โดยความพอใจของกิเลสที่มันขับดันออกมา ขับดันออกมาแล้วแต่จริตนิสัยของคน

แล้วถ้ามีธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราตรึก คือเราเอาธรรมะมาเทียบเคียง เทียบเคียงระหว่างเหตุผลกับความขับดันโดยความพอใจ มันแตกต่างกัน พอมันแตกต่างกันนะ เหตุผลของธรรมะมันเหนือกว่า มันก็วาง มันก็วาง นี่คือปัญญาอบรมสมาธิ

พอปัญญาอบรมสมาธิ คือมันรู้เท่าทันอารมณ์ของตน อารมณ์ไม่ใช่จิต

ดูจิตๆ ดูที่ไหน ดูอารมณ์เท่านั้นน่ะ มันจะเห็นจิตได้อย่างไร ไอ้ว่าดูจิตๆ น่ะ

ดูจิตๆ คือเป้าหมาย

เวลาครูบาอาจารย์ หลวงปู่ดูลย์ท่านพูด ท่านดูจิตจนเห็นจิต แต่ท่านก็สอนพุทโธด้วย คำว่า พุทโธ” คือคนที่ไม่มีอำนาจวาสนา คือไม่มีสติปัญญา ไม่มีกำลังพอ

ดูสิ การศึกษาๆ คนที่มีปัญญาต้องเรียนแพทย์ รองมาก็วิศวะ แล้วถ้าไม่ได้ มนุษยศาสตร์ เรียนเรื่องสังคม สติปัญญาของคนมันไม่เหมือนกัน มันไม่เท่ากัน ถ้าไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน มันก็อยู่ที่คนมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน

ฉะนั้น หลวงตาถึงใช้คำว่า ปัญญาอบรมสมาธิ”

คือดูอารมณ์ ไม่ดูเฉยๆ ดูอารมณ์ไม่เห็นจิต

เขาบอกว่า จิตส่งออก เขาบอกจิตส่งออกไม่ได้

เขาบอกเลยนะ เข้าใจว่าหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนคลาดเคลื่อน คือท่านสอนผิด

จะบอกว่าหลวงปู่ดูลย์สอนผิดก็ไม่กล้าพูดนะ บอกหลวงปู่ดูลย์สอนคลาดเคลื่อน เพราะว่าจิตมันส่งออกไม่ได้ จิตมันส่งออกไม่ได้ ไม่มีจิตส่งออก สิ่งที่ส่งออกคืออารมณ์ต่างหาก เขาว่า

อารมณ์เกิดจากอะไร อารมณ์คนน่ะ คนตายมีอารมณ์ไหม วางยาสลบมันยังไม่มีอารมณ์เลย แต่ถ้ามันรู้สึกตัวมันถึงมีอารมณ์ อารมณ์เป็นจิตหรือ แล้วอารมณ์ความรู้สึกก็ความคิดเรานี่ไง ความคิด อารมณ์ความรู้สึกคือเงาของจิต ไม่ใช่จิต แล้วเอ็งจะไปดูจิตที่ไหน

เวลาเกิดสุริยคราส เขาถึงบอกเลยนะ ห้ามมองโดยตาเปล่า ต้องมีแว่นดำสิ่งมาป้องกันเพื่อจะมองสุริยคราส ถ้ามองด้วยตาเปล่า ตาบอดนะ

นี่พระอาทิตย์นะ เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นสสาร เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แล้วจิตมึงล่ะ

จิตถ้ามันมีอยู่นะ เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ใจ ถ้าสัมมาสมาธิคือตัวจิต ไม่พาดพิงอารมณ์ ฟังสิ ไม่พาดพิงอารมณ์ใดทั้งสิ้น

แล้วว่างๆ ว่างๆ อารมณ์นี้มันว่างๆ คืออารมณ์ มันเป็นสมาธิไหม มันเป็นหรือเปล่า

แล้วถ้ามันไม่เป็น มันก็เป็นสัญญาอารมณ์ แล้วก็มองตรงนั้น มองตรงอารมณ์น่ะ อารมณ์ความรู้สึก แล้วอารมณ์ก็เกิดดับ แล้วดับแล้วยังโง่อีกนะ

แต่ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันดับ ดับก็พุทโธต่อเนื่องไป ถ้าต่อเนื่องไป เพราะถ้ามันทรงตัวได้ นั่นน่ะคือสมาธิ แล้วตัวสมาธิมันก็อยู่ที่ว่าลึกตื้นหนาบางแตกต่างกัน วาสนาของคนจะรักษาได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้าไม่มีพื้นฐานของสัมมาสมาธิ ภาวนามยปัญญาเกิดไม่เป็นหรอก

เพราะเราฟังมาหมด “โลกียะ โลกุตตระ”

ไม่มีหรอก ของเอ็งกำปั้นทุบดิน โลกียะทั้งหมด แล้วมันเป็นนิยายธรรมะแต่งกันขึ้นมา แล้วก็แบ่งเป็นวรรคเป็นตอนขึ้นมาว่าอันนี้เป็นกิเลส อันนี้เป็นธรรม มันเลยเป็นละครการปฏิบัติน่ะ เขาละครการเมืองนะ ละครการปฏิบัติแล้วมันมีอารมณ์ความรู้สึกไง มันก็เออออห่อหมกคล้อยตามกันไปหมดเลย มันเป็นไปได้อย่างไร

นี่ก็เหมือนกัน คำถามที่ว่าเห็นจิตๆ เห็นอย่างไร

แค่อารมณ์เกิดดับ อารมณ์

ถ้าอารมณ์เกิดดับ ถ้ามันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เวลามีความรู้สึกนึกคิด เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา เราจะพุทโธๆ มันก็เคร่งเครียด มันต้องสัทธาจริต

ถ้ามีสัทธาจริต มันมีศรัทธาความเชื่อ มันมั่นคงของมัน มันพุทโธของมันได้

พุทธจริต ผู้ที่เป็นปัญญาชนที่มีสติปัญญา พอพุทโธๆ มันอัดอั้นตันใจ “อะไรๆ ก็พุทโธๆ อยู่นี่ แล้วก็พุทโธตลอดไปเลย แล้วมันจะพุทโธไปถึงเมื่อไหร่”

พุทโธจนกว่าเอ็งจะพุทโธไม่ได้ไง พุทโธจนกว่าเอ็งจะค้นหาจิตเอ็งเจอไง

พุทโธก็เหมือนอารมณ์นี่แหละ อารมณ์ความรู้สึกมันเกิดจากการขับดันของความชอบและไม่ชอบของคน มันขับดันออกมาเพราะอะไร เพราะเกิดเป็นมนุษย์มีกายกับใจ สัญชาตญาณของมนุษย์เป็นอย่างนี้ สัญชาตญาณของสัตว์มันมีแต่สัญชาตญาณของมัน

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ สัตว์ประเสริฐมีสัญชาตญาณด้วย แล้วยังมีสติปัญญาสามารถแยกแยะได้ถูกผิดด้วย แล้วเวลาถูกผิดๆ แยกแยะด้วยสติปัญญา เป็นปัญญาอบรมสมาธิบ่อยครั้งเข้าๆ จนสติปัญญามันเข้มแข็งแก่กล้าขึ้น เวลาความคิดมันจะเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นด้วยเหตุด้วยผล ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยอารมณ์ ด้วยความชอบและไม่ชอบของตน ถ้าเป็นความชอบและความไม่ชอบของตน กิเลสมันขับดันออกมา มันก็ไหลไปตามกิเลสทั้งสิ้น

แต่ถ้าความคิดมันเกิดด้วยเหตุด้วยผล เกิดจากสติปัญญาของตน นี้คือสัตว์ประเสริฐ แล้วสัตว์ประเสริฐ ถ้ามันคิดเท่าทันของมันแล้วมันวางได้ พอวางได้ วางได้แป๊บเดียว เพราะธรรมชาติ ความคิดเร็วกว่าแสง พลังงานมันเร็วของมันมาก เร็วของมันเดี๋ยวก็คิดอีก ถ้าคิดอีก สติปัญญามันไม่เท่าทัน ก็พุทโธต่อเนื่องกันไป ถ้าพุทโธต่อเนื่องไป เป็นปัญญาอบรมสมาธิบ่อยครั้งเข้าๆ ความหยุดคิดจะนานขึ้น

โศลกของหลวงปู่ดูลย์ไง

“คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด”

ความหยุดมันจะมากขึ้นๆ

“ต้องหยุดคิด แต่การหยุดคิดก็ต้องใช้ความคิด”

มันเป็นโลกียะ เป็นเรื่องโลกๆ เป็นเรื่องสามัญสำนึกของมนุษย์ เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ

“ความคิดทั้งหลาย ความคิดทั้งหมดเป็นสมุทัย”

ความคิดทั้งหมด โลกียะ ความคิดโดยการขับไสต่างๆ มันเป็นสมุทัย

“ความคิดทั้งหลายเป็นสมุทัย ผลของมันคือทุกข์”

“จิตเห็นจิตเป็นมรรค”

จิตเห็นจิต จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ จิตเห็นจิต จิตคือสัมมาสมาธิ กาย เวทนา จิต ธรรม จิต จิต จิต จิตเห็นจิต ไม่ใช่เห็นอารมณ์ มันผ่านทะลุอารมณ์เข้าไปมันถึงจะไปเห็นจิต ถ้าเห็นจิต นั่นแหละเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

จิตเห็นจิตเป็นมรรค เป็นมรรคคือเริ่มต้นวิปัสสนา ภาวนามยปัญญา วิปัสสนาเกิดตรงนี้ เกิดตรงภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ไม่ใช่เกิดจากนิยายธรรมะ นิยายการละคร แล้วมันอ่อนด้อย อ่อนด้อยที่ว่าอยู่ที่วาสนาของคน

ถ้าวาสนาของคน กาลามสูตร ไม่เชื่อ ยิ่งฟังละครธรรมะแล้ว ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา พระไตรปิฎกเป็นตัวแทนธรรมและวินัย ถ้าศึกษาๆ มา ศึกษานี่ธรรมและวินัยเป็นตัวจริง แต่เวลาเราศึกษา เรามีกิเลสของเรา ก็เลยเป็นการละคร การละครเพราะเราเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เราสงสัยสนเท่ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่นไง

“มหามาหาอะไร มาหาธรรมะใช่ไหม ถ้ามาหานิพพาน มันไม่อยู่ในตำรับตำรา ไม่อยู่ในการค้นคว้าของใครๆ ทั้งสิ้น ไม่อยู่ในตำรับตำรา ไม่อยู่ในอะไรเลย อยู่ในหัวใจของคน”

แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สิ่งที่ศึกษามา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา หลวงปู่มั่นบอกว่ามันเลอค่า สิ่งนี้เทิดใส่ศีรษะไว้ แล้วใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้อย่าให้มันออกมา

ถ้ามันออกมานี่มันเป็นสัญญาอารมณ์ มันปั้นมันแต่ง มันเป็นการละคร

เราปฏิบัติเราก็ทุกข์ยากพออยู่แล้ว ปฏิบัติแล้วต้องผ่านการละคร ผู้กำกับ คือกิเลสมันกำกับว่าใช่หรือไม่ใช่ กำกับตามพอใจของมัน แล้วกิเลสยังบงการอีกชั้นหนึ่ง

กิเลสมันเป็นกิเลส ทำให้เราทุกข์เรายากอยู่แล้ว แล้วปฏิบัติแล้วก็ยังไปบูชามันอีก ให้มันเป็นคนวินิจฉัยอีก โอ๋ย! ตาย

หลวงปู่มั่นท่านบอกเลย บอกว่า ศึกษามาทรงจำธรรมวินัย แล้วก็ใส่ลิ้นชักสมองแล้วลั่นกุญแจมันไว้ แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไป เวลาถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ถ้าไม่ใส่ลิ้นชักสมองลั่นกุญแจไว้ ท่านบอกมันจะเตะมันจะถีบ คือมันจะเป็นการละครน่ะ มันจะซับซ้อนซ่อนเงื่อน แล้วคนปฏิบัติมันก็ทุกข์ยากเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

ถ้ามันมีสติปัญญาแล้วเชื่อมั่นนะ ทำตามท่าน สิ่งที่เคยเรียนมา เคยรับรู้มา ใส่ลิ้นชักสมองลั่นกุญแจมันไว้ ไม่ให้มันออกมา แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราไปๆ หน้าเดียวไง ไม่มีการละคร มีแต่ความเพียรชอบ มีแต่ความทุกข์ความยากของเรานี่แหละ มุมานะบากบั่นของเราไป เวลามันเป็น เอ๊อะ! เอ๊อะ!

แล้วท่านพูดเอง เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านก็ประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านบอกว่า ท่านพูดอย่างไรอย่างนั้นเลย เวลาถึงที่สุดถ้าปฏิบัติเป็นความจริงแล้ว สิ่งที่เราทำจริง กับพระไตรปิฎก กับที่เราศึกษามา อันเดียวกันเลย อันเดียวกัน

เพราะอะไร

เพราะมันไม่มีกิเลสของเราเข้าไปแบ่งแยก

กิเลสของเราเข้าไปชอบ ไม่ชอบ จริง ไม่จริง ใช่ ไม่ใช่ มันขัดมันแย้ง มันยิ่งทำให้ยิ่งยากขึ้นไปไง

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า จิตเห็นอาการของจิต

เริ่มต้นการปฏิบัติ คนถามมามากว่าผิดไหม

ไม่ผิดหรอก เพราะอะไร เพราะปุถุชนคนหนา เพราะเราก็เป็นอย่างนี้ เราเกิดมาโดยความเป็นมนุษย์มันก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วเริ่มปฏิบัติมันก็ต้องเริ่มปฏิบัติจากเรานี่ไง เราจะทำความสะอาด เราจะอาบน้ำอาบท่า เราก็เข้าห้องน้ำ อาบน้ำร่างกายเรานี่แหละ อาบน้ำร่างกายเราให้สะอาด

นี่ก็เหมือนกัน เริ่มต้นก็เริ่มต้นปฏิบัติจากความรู้สึกนึกคิดของเราทั้งหมดนี่แหละ ถ้าเราจะไปแบ่งแยกว่าอันนี้ไม่เอามาคิด อันนู้นไม่เอามาพิจารณา ไม่ใช่ มันก็ต้องปฏิบัติเริ่มต้นทั้งหมดนี่แหละ แต่การปฏิบัติเริ่มต้นมันต้องเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือมีสติและมีปัญญาแยกแยะคัดเลือกว่า ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดกิเลส สิ่งที่เราตรึกในธรรมๆ นี่คือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุผลมันแตกต่างหลากหลาย เหตุผลใครดีกว่า เราก็ต้องน้อมเอียงและเชื่อฟังในสิ่งนั้น แล้วสิ่งที่มันคิดมาแล้ว ที่มันทุกข์มันยากมันก็วางลง นี่ไง มันก็ได้แค่อารมณ์ไง

ปัญญาอบรมสมาธิ อบรมอารมณ์ความรู้สึก เข้มงวดกับความรู้สึกนึกคิด แล้วพยายามควบคุมมันมา จนกว่ามันจะเป็นเอกเทศ โดยที่กิเลสมันสงบตัวลง

พอกิเลสสงบตัวลงนะ แล้วสงบแล้วนะ เดี๋ยวมันก็คลายออก คือสมาธิเดี๋ยวมันก็เสื่อม เดี๋ยวมันก็เป็นสมาธิ เดี๋ยวมันก็เสื่อม

สมาธิเป็นสมาธิแล้วมันไม่เสื่อมกับเราเลยเนาะ มันจะอยู่กับเราตลอดไปเนาะ

จิตเสื่อมนี่สำคัญมาก เวลามันเสื่อม มันทุกข์ยากมากกว่าเริ่มต้นปฏิบัติอีก แต่เราศึกษาค้นคว้าแล้วพยายามอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา เพื่อรักษาไม่ให้มันเสื่อมไง แล้วถ้ามันดีขึ้นๆ จิตเห็นอาการของจิต มันถึงจะเป็นข้อเท็จจริง

มันไม่ใช่ว่า สิ่งที่คำถาม “ขอรบกวนหลวงพ่อดังนี้ค่ะ จิตเห็นอาการของจิต คือการที่เราพุทโธได้ทั้งวัน”

พุทโธทั้งวันก็พุทโธของเราไปเรื่อย พุทโธๆๆ

ฉะนั้นบอก พุทธได้ทั้งวันโดยจิตมันไม่ผ่านสมอง

เห็นไหม มันจะผ่านสมอง ไม่ผ่านสมอง โดยที่เวลามันเป็นเราจะรู้เอง

ทีนี้เราก็ไปบอกเลย ถ้าเราพุทโธๆๆ นี่พุทโธเกิดจากจิต ไม่ได้พุทโธด้วยสมอง

มันต้องผ่านสมองทั้งนั้นน่ะ เพราะคนมีกายกับใจ ไม่ผ่านสมอง มันจะระลึกรู้ มันจะนับพุทโธ ๑ พุทโธ ๒ พุทโธ ๓ พุทโธ ๔ พุทโธ ๕ มันจะต่อเนื่องอย่างไร มันก็บังคับของมันไป

ไอ้พวกเวลาผ่านสมองๆ โดยข้อเท็จจริงมันผ่านสมองโดยอัตโนมัติ มันผ่านสมองโดยเรามีกายกับใจ การกระทำงานของมันก็ระบบของมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ แต่เวลาเราไม่เชื่อมันต่างหาก เราไม่เชื่อเวลาที่มันหยาบๆ ขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริงของมันขึ้นไปไง

ฉะนั้นบอกว่า มันพุทโธได้ทั้งวันเลยโดยไม่ผ่านสมอง จิตมีความสุขดี มันว่าง ทั้งหลับตาและลืมตา ถ้าไม่คิดไปเรื่องอื่น มันก็สามารถเห็น เห็นแล้วก็พยายามวาง เพราะเห็นความคิดเกิดขึ้น รบกวนหลวงพ่อ รบกวนจิตอยู่ พุทโธอยู่ อย่างนี้เป็นการเห็นจิตหรือเปล่า

พุทโธก็อารมณ์นะ โดยสามัญสำนึกของคนมันมีอารมณ์ความรู้สึก มันมีความคิด ทีนี้ความคิดถ้ามันหยุดมันดับไปเลย เหมือนกับว่าล้มโต๊ะแล้วเราได้อะไร เราก็ต้องดูสิว่าคิดถูกคิดผิด

พุทโธๆ ทีแรกมันก็พุทโธไม่ได้ พุทโธๆ ก็อารมณ์นี่แหละ เพราะเรานึกเอง วิตก วิจาร พุทโธเราก็นึกขึ้น แต่เดิมมันคิดตามธรรมชาติของมัน แต่ตอนนี้เรามีศรัทธา เรามั่นคงของเรา เราคิดพุทโธๆๆ ก็ความคิดเหมือนกัน เวลาพุทโธหาย พุทโธหาย นั่นน่ะตัวมันจริงๆ แต่ถ้ามันไม่หาย ไม่หายก็พุทโธต่อเนื่องไป พุทโธต่อเนื่องของเราไป เพราะอะไร

เพราะเราศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราศรัทธาในพุทธะ ถ้าเราพุทโธๆ จนจิตมันสงบ นั่นน่ะตัวพุทธะจริงๆ ตัวพุทธะคือตัวหัวใจของเราขึ้นมาความเป็นจริง

ฉะนั้น ตอนนี้หนูจับกิเลสขึ้นมาจากความคิดที่ขึ้นมาระหว่างพุทโธเจ้าค่ะ

มันจับกิเลส มันเห็นความบกพร่อง

กิเลสนะ มันมีลูกหลานมันที่ไร้เดียงสาน่ะ ปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนคนหนาพุทโธได้ยาก ทำสมาธิได้ยาก มีสติมีปัญญาเท่าทันแล้วจะเป็นกัลยาณชน วุฒิภาวะของจิตมันพัฒนาของมันขึ้นไป ถ้ามันพัฒนาของมันขึ้นไป

สิ่งที่ว่าเมื่อก่อนที่เริ่มต้นไม่มีวุฒิภาวะ มันเหมือนแบกหามซุงทั้งท่อน มันแบกหาม มันทุกข์มันยากไปทุกอย่างเลย พอเป็นกัลยาณชนนะ จากท่อนซุงมาเป็นไม้จิ้มฟัน มันจับต้องได้ ไม้จิ้มฟันยังเป็นประโยชน์ ท่อนซุงมันแบกหนัก แบกอารมณ์ความรู้สึกมันทุกข์มันยาก

นี่เวลามันละเอียดรอบคอบขึ้นไป จากท่อนซุงมันก็เลยกลายเป็นไม้จิ้มฟัน พอเป็นไม้จิ้มฟันขึ้นมามันก็เบาบางลง นี่มันก็เป็นแค่อารมณ์ อารมณ์ไม้ซุง อารมณ์ท่อนซุง กับอารมณ์ไม้จิ้มฟัน มันก็เป็นไม้เหมือนกัน มันก็เป็นอารมณ์เหมือนกัน เห็นจิตอย่างไร

จิตเห็นอาการของจิต

พระกรรมฐานทั้งหมด ภาวนาไม่เป็นก็ตายตรงนี้หมดไง แค่ว่างๆ ว่างๆ แล้วก็ว่างๆ ขึ้นไปแล้วมีความคิดรอบหนึ่งก็เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์

ไร้สาระ ไร้สาระ

ถ้าเป็นสาระนะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ทุกข์ดับ พอทุกข์มันดับ ดับอย่างไร

นี่ไง ถึงไม่กล้าพูดว่าภาวนาอย่างไรไง เพราะอะไร เพราะถ้าไม่รู้ไม่เห็นพูดไม่ได้ ไม่รู้ไม่เห็นพูดผิดหมด พอผิดหมดมันก็เป็นการประกาศตนว่า เฮ้ย! เราภาวนาเป็นการละคร ละครประพฤติปฏิบัติ แล้วอารมณ์ก็เป็นละคร

เป็นอย่างนั้นหรือ

ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เขาปฏิบัติเพื่อความสมควรแก่ธรรม สมควรแก่ธรรมคือสมดุลสมควรพอดี ทางสายกลาง มัคโค

ไม่ใช่ว่าทำความพอใจของตน ความพอใจของอุปาทานหมู่ แล้วอุปาทานหมู่ อุปาทานเยอะๆ แล้วอุปาทานหมู่ก็จะเอาหมู่อุปาทานนี้ไปบังคับให้คนคิดเหมือนเรา คนคิดแบบเรา

เออ! กูไม่เคยเห็น

ไม่มี ไม่มีอุปาทานหมู่ ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเป็นธรรม

นี่เป็นอุปาทานหมู่ไง “ของเขามี ของเราไม่มีก็ได้” แล้วถ้าไม่มี ไม่มีมากๆ ขึ้นไป ก็ศาสนาเสื่อมถอยไปไง เสื่อมถอยกลายเป็นถือภูตผีปีศาจ เป็นไสยศาสตร์ เป็นคุณไสยเลย เป็นไสยเวทไปเลย มันเป็นตรงไหน มันเป็นอริยสัจตรงไหน มันไม่เป็น

นี่เหมือนกัน เขาบอกว่า ตอนนี้บางอย่าง เพราะเราก็ปล่อยวางได้ ปล่อยวางความโกรธได้ ความโลภได้ แต่บางอย่างก็แพ้ เพราะคิดว่าเราไม่ใช่พระ

เราไม่ใช่พระ แต่ถ้ามันเป็นตามความเป็นจริง มันก็เป็นความจริงของเรา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมานะ ฉะนั้น การฝึกหัดต่อไปก็ฝึกหัดต่อเนื่องของมันไป

ว่าเคยนั่งได้เกือบ ๒ ชั่วโมง

นั่งได้มากได้น้อยเป็นวาสนาทั้งสิ้น เพราะปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เอาร่างกาย เอาสิทธิเสรีภาพ บุญกิริยาวัตถุ กิริยาที่เป็นสิทธิเสรีภาพของเรา เรายกถวายพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย นี่เป็นบุญเป็นกุศล

เราทำของเราเพื่อปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะได้จริตนิสัย เราจะได้ความต่อเนื่อง แล้วถ้าปฏิบัติความเป็นจริงได้ มันจะเป็นความจริงของเรา

จิตเห็นอาการของจิต ยังจะต้องผ่านความละเอียดลึกซึ้งเข้าไปมากกว่านี้อีกหลายเท่า ไอ้นี่มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือเท่าทันอารมณ์ของตน เท่าทันความคิด เท่าทันอารมณ์ แล้วเห็นแล้ววางอารมณ์ได้ มันก็สุขนะ มีความสุข มันภูมิใจ

แต่ก่อนนั้นกิเลสมันขับไสเป็นขี้ข้า มันกระทืบแบนแต๊ดแต๋เลย เดี๋ยวนี้เชิดหน้าขึ้นมาได้ เป็นอิสระได้ เท่าทันอารมณ์ได้ นี่เท่าทันอารมณ์ เท่าทันความรู้สึก จิตเห็นจิตละเอียดกว่านี้ จิตเห็นจิต

แต่ปฏิบัติมาผิดไหม ไม่ผิด โดยธรรมชาติของมัน โดยธรรมชาติเราต้องปฏิบัติจากตัวตนของเรา เราต้องปฏิบัติเพื่อชนะกิเลสของเรา มันเป็นเรื่องสัจจะข้อเท็จจริง

ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนพระอรหันต์ สอนปุถุชน สอนคนมีกิเลส แล้วฝึกหัดให้สิ้นกิเลส สิ่งที่มันจะสมบูรณ์แบบนั้นคือพระอรหันต์

แล้วเราเป็นพระอรหันต์ไหม

ไม่ได้เป็น ถ้าไม่ได้เป็นขึ้นมา เวลาฝึกหัดก็ต้องฝึกหัดแบบนี้ ฝึกหัดแบบมีความเข้มข้น เข้มแข็ง มีการกระทำโดยข้อเท็จจริง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แล้วมันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของเรา จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๖๙. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ กระผมมีข้อสงสัยในการภาวนา ขอเรียนถามหลวงพ่อดังนี้

ในการภาวนา กระผมมีความเห็นว่า เราเองนี้คือผู้รู้ หรือคือตัวอวิชชาแท้ๆ ดังนั้นกระผมจึงอยากทราบว่า เราจะต้องทำอย่างไรหรือต้องพิจารณาส่วนใด เพื่อให้เข้าถึงฐีติจิตหรือจิตเดิมแท้ครับ ขอกราบเมตตาหลวงพ่อแนะนำด้วยครับ

ตอบ : เวลากิเลสมันทำให้เพลิดเพลินหลงใหลไปกับสังคมกระแสโลก มันก็เพลิดเพลินไปกับเขา เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา เห็นไหม เราถึงว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนถึงเรื่องอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เราจะหันกลับมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราให้ขึ้นมาตามความเป็นจริง

ถ้าความเป็นจริง ข้อเท็จจริง ศีล สมาธิ ปัญญา มันเป็นชื่อ แต่เวลาการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราต้องประพฤติปฏิบัติขึ้นไปให้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตน ถ้าเท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตนมันก็วาง วาง วาง มันก็จะมีความสงบระงับ มีความปลอดโปร่ง มีการกระทำเป็นพื้นฐาน

พอเป็นพื้นฐานขึ้นไปแล้ว เวลาปฏิบัติไปๆ เวลาปฏิบัติไปเริ่มต้นมันกว้างขวาง มันจับต้นชนปลายไม่ได้ ทำสมาธิๆ ถ้าจิตมันสงบแล้วบางทีมันเห็นแสงสว่าง เห็นความว่าง มันเข้าใจของมัน อันนี้มันเป็นได้ขณะที่ว่า ถ้าเราไม่มีทิฏฐิมานะ เราปฏิบัติไปโดยอำนาจวาสนา นี่มันเกิดจากผลบุญ

บุญและบาป บางคนปฏิบัติขึ้นมาไม่เคยได้สัมผัสความสุขความสงบในใจเลย ทุกข์เจียนตาย นั่นก็เพราะกรรมของเขา คือเขาทำของเขามาอย่างนั้น คนที่มีบุญกุศลปฏิบัติไปแล้ว พอนั่ง พับ! มันรวมลง ฟั่บ! มหัศจรรย์เลยนะ แล้วเขาก็งงนะ ไอ้นี่มันคืออะไรน่ะ

ผลบุญ ผลบุญของคนที่ทำมา

แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติไป จริตนิสัยของแต่ละบุคคล เวลาจิตมันสงบแล้วมันสว่างไสวไปหมดเลย

แล้วสว่างไสวมันเกิดจากสมาธิ ถ้าแสงความสว่างไสวเป็นสมาธิ พระอาทิตย์เป็นสมาธิไปแล้ว หลอดไฟที่บ้านเปิดสว่างทุกวัน ถามมันสิว่า เฮ้ย! ๒๒๐ เอ็งเป็นสมาธิหรือเปล่าวะ

หลอดไฟในบ้านมันมีชีวิตไหม มันไม่มี ไฟถนนหนทาง โอ้โฮ! มันสว่างไปหมดเลย มันเป็นสมาธิหรือเปล่า มันเป็นพลังงาน มันเป็นแสงไฟ แต่เพราะจิตมันสงบแล้วมันรู้มันเห็นไง

ทีนี้คำว่า เวลาที่ว่า รู้ว่าผู้รู้คือตัวเราเป็นอวิชชาแท้ๆ

มันแท้อยู่แล้วแหละ แต่เวลาทำความสงบของใจเข้ามา จิตที่มันสงบ มันสว่างไสวในสมาธิก็ได้ แต่มันมีส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วเวลามันสงบ มันสงบเฉยๆ จิตสงบก็รู้ว่า เออ! มันสุข มันสงบ มันปล่อยวาง มันโล่ง มันว่าง อู้ฮู! สุดยอด สมาธิ

ไอ้ความสว่างไสวในสมาธิก็มี แต่ไอ้ความสว่างไสวเวลาจิตมันรวมใหญ่โดยการพิจารณาโดยปัญญา มันมหัศจรรย์กว่านี้

มันมหัศจรรย์กว่านี้เพราะอะไร

เพราะที่เกิดมันแตกต่างกัน ที่เกิดมันเกิดจากมรรค ๘ ไง เกิดจากปัญญา เกิดจากการค้นคว้า สิ่งที่สงสัย สิ่งที่อั้นตู้ในใจ มันโดยสติปัญญามันคลี่คลายออก มันจะปลอดโปร่งขนาดไหน

แล้วเวลามันปลอดโปร่ง เห็นไหม แล้วถ้ามันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐานด้วยนะ เวลามันปลอดโปร่ง มันสว่างโพลงขึ้นมา ความสว่างมันก็ยังมีแตกต่างหลากหลาย แต่ความสว่างนี้มันเป็นเรื่องอำนาจวาสนา มันไม่ใช่เรื่องปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา

ฉะนั้นบอกว่า สงสัยในการภาวนา ตัวเราเองคือผู้รู้

แน่นอน ผู้รู้ เพราะมีจิต เพราะมีผู้รู้ มันมีชีวะ มันถึงขับเคลื่อนได้ ถ้าชีวะนี้เคลื่อนออกจากร่างกาย ตาย แล้วตัวมันน่ะมันมีอะไร มันมีอวิชชาในตัวของมันอยู่แล้ว

ฉะนั้นบอกว่า จะทำอย่างไรจะเข้าถึงฐีติจิต

ภาวนาเข้าถึงสัมมาสมาธิ ถึงอัปปนาสมาธิก็ได้ ถ้าเข้าถึงฐีติจิต แต่เข้าไปโดยสัมมาสมาธิ เข้าไปโดยความสงบระงับ ไม่ได้เข้าไปโดยมรรค ๘

สัมมาสมาธิเป็น ๑ ในมรรค ๘ ไง แต่ในสัมมาสมาธิมันก็มีมรรค ๘ มรรค ๘ หมายความว่าต้องทำความชอบธรรม ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันถึงเป็นสัมมาสมาธิได้

ทีนี้พอเป็นสัมมาสมาธิได้ เวลาทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ถ้าจิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั่นน่ะวิธีการดับทุกข์ในมรรค ในอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

แล้วเห็น เห็นอย่างไร เห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นอย่างไร

แล้วเวลาเห็นมันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปไง บุคคล ๔ คู่ไง เวลาถึงที่สุด ขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างละเอียด

ขันธ์อย่างละเอียด เห็นไหม กามราคะ ปฏิฆะ นี่ขันธ์อย่างละเอียด ขันธ์อย่างละเอียดมันก็เป็นกามราคะ ถ้ามันสำรอกกามราคะทั้งสิ้น สุทัสสา สุทัสสีไง พรหม ๕ ชั้นไง แล้วพรหม ๕ ชั้นมันยังไม่เห็นตัวมันไง เวลาถ้าไปเห็นมันน่ะ นั่นแหละ นั่นแหละ นั่นแหละจิตเดิมแท้ อวิชชาแท้ๆ

เห็นอย่างไร ถ้ามันจะรู้มันจะเห็นน่ะ

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ บุคคล ๔ คู่ มันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป แต่เวลาคำถามนี้ไปไหนมา สามวาสองศอก ไม่รู้เหนือรู้ใต้เลยล่ะ จะเข้าฐีติจิต

ก็ฤๅษีชีไพรไง ไปไหนมา สามวาสองศอก

แล้วบอกว่า ผู้รู้มันเป็นอวิชชา จะเข้าสู่ฐีติจิตเลย

เบอร์โทรศัพท์จองที่นั่งเลย การบินไทย จองที่นั่งการบินไทย เราจะขึ้นดอนเมืองหรือจะขึ้นสุวรรณภูมิ เราจะไปกันแล้วล่ะ

ไอ้นั่นเขาบริษัททัวร์ เขาพาไปทัวร์นรกสวรรค์ พาไปทัวร์บนอากาศ

ปฏิบัติไม่ใช่อย่างนั้น ปฏิบัตินะ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มีครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมคอยคุ้มครอง คอยดูแล มันต้องประพฤติปฏิบัติไปตามข้อเท็จจริงโดยกรรมของสัตว์ สัตว์นั้นมีทุกข์มียากอย่างใด สัตว์นั้นมีอำนาจวาสนาแค่ไหน สัตว์นั้นมีบุญมีบาปอย่างใด สัตว์นั้นมีอวิชชา มีกิเลสตัณหามากน้อยแค่ไหน โทสจริต โมหจริต โลภจริต จริตนิสัยของคนมันแตกต่างกันไป กิเลสมันแตกต่างกันไป

กรรมฐาน หลวงปู่มั่นท่านสอนเฉพาะบุคคล ถ้าเป็นจริงเป็นจัง หลวงปู่ชอบก็เรียกมาตัวต่อตัว หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเลย ถ้ามีบุคคลที่ ๓ ท่านไม่พูด ถ้าวันไหนตัวต่อตัวนะ หลวงปู่มั่นไม่ขึ้นก่อน เราก็ขึ้นก่อน ถามก่อนเลย ถ้าตัวต่อตัวล่ะใส่เลย แล้วก็แก้กันตัวต่อตัว เพราะอะไร

เพราะกิเลสของตัวต่อตัว กิเลสของคนคนนั้น แต่เวลาตอบปัญหาเสร็จแล้วท่านก็เรียกประชุมสงฆ์ แล้วท่านก็อธิบายเรื่องธรรมะ พระทั้งหมดได้รับเหตุผล ได้รับข้อเท็จจริงเอาไปประพฤติปฏิบัติแต่ละคน แต่เวลาไปเจอก็เจอแตกต่างกัน

เห็นพิจารณากายเหมือนกัน หลวงปู่ชอบก็พิจารณากาย หลวงปู่คำดีก็พิจารณากาย หลวงปู่เจี๊ยะก็พิจารณากาย แต่พิจารณากายของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแตกต่างกันไปแต่กิเลสตัณหาของตน

หลวงปู่เจี๊ยะพิจารณากายตั้งแต่ขั้น ๑ ขั้น ๒ ขั้น ๓ ขั้น ๔ เลย

หลวงตาพระมหาบัวมหัศจรรย์ ขั้นแรกเวทนา ขั้นที่สองพิจารณากาย ขั้นที่สามพิจารณาอสุภะ ขั้นที่สี่พิจารณาจิต

พิจารณาจิตก็แบบหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์พิจารณาจิต จิต จิตหมดเลย

ครูบาอาจารย์แต่ละองค์มันพิจารณาแตกต่างกันไป อยู่ที่วาสนาของคน

นี่พูดถึงเหตุผล เอามาเปรียบเทียบถึงคำถามไง ผู้รู้คือตัวเรา มันเป็นอวิชชาแท้ๆ แล้วจะแก้มันอย่างไรล่ะ

ก็เบอร์โทรศัพท์การบินไทย ซื้อตั๋วเลย แล้วขึ้นเครื่องไปกับเขา แล้วเขาพาไปส่งที่เป้าหมายเรา การบินไทยพาไปได้

แต่ธรรมะ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สมควรแก่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น อยู่ที่วาสนาของคน วาสนาของคนมันทำแล้วมันได้ผลของมัน มันวาสนาของมัน ถ้ามันได้ผลแล้วนะ ไม่ต้องสอน มันมุมานะ คนเรามันได้ผล ได้การกระทำ มันมุมานะมีการกระทำ โอ๋ย! หมั่นเพียรเต็มที่ จนครูบาอาจารย์ต้องรั้งไว้ๆ เพราะมันจะเอาเต็มที่ไง

แต่ถ้าภาวนาไม่เป็นมันจืดชืด เอาหัวชนภูเขา แล้วเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทุกข์ยากแสนเข็ญ

แต่ถ้าใครปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นบุญเป็นกุศล เป็นอำนาจวาสนาของบุคคลคนนั้น เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอวัง