ปากว่า
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม วันนี้วันสำคัญในพระพุทธศาสนา พรุ่งนี้จะเป็นวันอธิษฐานพรรษา ฉะนั้น ลงอุโบสถแล้ว พรุ่งนี้กลับไปอยู่ที่สำนักของตน อธิษฐานพรรษา แล้วถ้าใครต้องการ ต้องการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติด้วยความเข้มข้น ก็จะอธิษฐานพรรษาของเขา แล้วอธิษฐานธุดงค์ด้วย
ถ้าเป็นธุดงค์ๆ ธุดงค์เพื่ออะไร
เพื่อขัดเกลากิเลสไง
ธุดงค์ถ้ามันเป็นตัวมันเอง มีความสำคัญ แล้วมันมีให้ผลในการบรรลุธรรม
ในประเทศที่เขาขาดแคลน ในประเทศที่เขาอดอยาก ในประเทศที่เขาไม่มีจะกิน เขาทุกข์เขายากทั้งนั้น แล้วคนทั้งโลกเขากลับไปทุ่มเท เพื่อฟื้นฟู เพื่อต้องการให้เขามีอยู่มีกิน อันนั้นเพราะเขาอดอยากด้วยเวรด้วยกรรมของสัตว์
แต่ของเรา เราถือธุดงควัตร เราอดนอน ผ่อนอาหาร เราเพื่อจะตัดทอนกิเลส ตัดทอนความเคยชิน ตัดทอนความหน้าด้าน ตัดทอนความเห็นแก่ตัว ตัดทอนๆๆ ของมันไป เห็นไหม มันเป็นเครื่องมือขัดเกลา มันไม่ใช่สิ่งที่จะฆ่ากิเลสได้ แต่มันมีความสำคัญนะ
ถ้าไม่มีความสำคัญ เห็นไหม จะมีเงินมากเงินน้อยขนาดไหน เขาจะต้องเริ่มต้นจากหนึ่ง ๑ บาท สะสมจาก ๑ บาท ๒ บาท ๓ บาทขึ้นไป เงินล้านเงินแสนมันจะมาจากไหน มันมาจาก ๑ บาท
นี่ก็เหมือนกัน วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันอาสาฬหบูชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ แสดงอย่างไร แสดงที่ไหน
มุขปาฐะ จากปาก จากพระโอษฐ์ จากพระโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากปาก แต่ปากนั้นได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมา ๖ ปี ได้ศึกษา ได้ค้นคว้า ได้มีการกระทำที่หลงผิดไปมากมาย กิเลสตัณหาความทะยานอยากปิดหูปิดตา ไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ การฝึกหัดล้มลุกคลุกคลานมามากมาย เวลาเอาจริงเอาจังมาขึ้นมา ตรัสรู้เองโดยชอบ
ไม่มีใครมีอำนาจวาสนาบุญญาธิการจะรื้อค้นสิ่งที่เป็นสัจธรรมอย่างนี้ขึ้นมาได้ เว้นไว้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า
พวกเราะสาวกสาวกะ ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ของที่มีอยู่ๆ ของที่ยืนยันแล้วโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ยสะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ๖๐ องค์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์
ผู้ที่ได้ยินได้ฟังที่เขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เขามีความเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของเขา เวลาเป็นจริงเป็นจังของเขา พระอัสสชิๆ ไง ขณะที่ไปบิณฑบาต พระสารีบุตรเดินตาม เห็นแค่กิริยา เห็นแค่การกระทำ คนที่เขามีปัญญา เขามองออก เขารู้ได้ว่าอะไรเป็นธรรม อะไรเป็นกิเลส
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาจากเหตุและผล มันต้องมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น
บุคคล ๔ คู่ไง “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” นี่พาดกระแส นี่ไง คู่ที่ ๑ ไง เวลาปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้คู่ที่ ๑ แล้ว แสดงอนัตตลักขณสูตร บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ นี่มันมีขั้นมีตอน มันมีเหตุมีผลของมัน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตนๆ จำเพาะผู้ที่รู้
ผู้ที่ไม่รู้ มืดบอด ปากว่าๆ ปาก นี่ไง ลิ้นสองแฉก ปลิ้นปล้อนกะล่อนไปทั่ว เอาความจริงมาจากไหน
ถ้าความจริงๆ ขึ้นมา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมานะ ศีล สมาธิ ปัญญา ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ สติวินัย พระอรหันต์น่ะสติวินัย เขารู้ของเขา เขาเห็นของเขา มันเป็นความจริงของเขา
ไอ้พวกปากเปียกปากแฉะนั่นน่ะ ปากพล่อยๆ พูดธรรมะๆ มึงมีอะไร กิเลสมันยังครอบงำตัวเอง ตัวเองปิดหูปิดตาหลงใหลไปกับตัณหาความทะยานอยาก แล้วจะเอาปากว่า เที่ยวโพนทะนา เที่ยวอบรมบ่มเพาะคนอื่น สอนตัวเองไม่ได้
ถ้าสอนตัวเองให้ได้ มันไม่ทุศีล
แค่ศีล ๕ โกหกมดเท็จ ศีล ๕ หลอกใคร หลอกตัวเอง หลอกตัวเองแล้วไปหลอกคนอื่น ถ้ามันหลอกตัวเอง พูดไปแล้ว เราเองเรารู้ได้ว่าจริงหรือเท็จ นี่ไง ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ไง
เขาถึงว่า เวลาสนทนาธรรมๆ เขาถึงไม่ให้พูด ถ้ามันไม่รู้จริงไง
ถ้ารู้จริงแล้ว เขารู้ทันได้ เขารู้ได้ พูดผิดพูดถูก เขารู้ได้ ถ้าเป็นจริงๆ นะ มันมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นน่ะ มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด
มรรคหยาบๆ เริ่มต้นความหยาบๆ ของเรานี่แหละ ไปรู้ไปเห็นอะไรก็ตื่นเต้นๆ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นไง
เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านได้คู่ที่ ๒ แล้วติดอยู่นั่นน่ะ มันสุขแค่เศษเนื้อติดฟัน มันยังมีมากกว่านี้อีก แต่มันติดน่ะ ที่มันติดๆ เห็นไหม
สิ่งที่มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียดไง มันก็เป็นมรรคเป็นผลนะ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ มันสำคัญไหม แล้วคู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ล่ะ มันจะไปไหน นี่มันเป็นระหว่างที่การประพฤติปฏิบัติไง ถ้ามันเป็นระหว่างการประพฤติปฏิบัติไง
ปากว่า เดินจงกรมก็ไม่รู้จักมัน
เวลามีความสงบ มันสงบอย่างไร ถ้าเวลามันสงบขึ้นมา เวลาสงบ สมาธิคืออะไร
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตา สมาธิก็เป็นอนัตตา
ที่ทำความสงบๆ จริงหรือเปล่า ถ้าจริง มันอยู่กับเราไหม ถ้ามันอยู่กับเรา เป็นเพราะอะไร ทำไมครูบาอาจารย์เราต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาตลอดเวลา เพราะอะไร
นี่ไง ก็เพราะรักษาความสงบระงับอันนี้ไว้ไง พอถ้ามันเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ แล้ว ไม่ต้องรักษา มันก็เป็นความจริงอยู่ในหัวใจดวงนั้นน่ะ ยิ่งเป็นความจริง เห็นไหม หลวงขาว พระอรหันต์ ทางจงกรม ๓ เส้น เช้าขึ้นมาเดินถวายพระพุทธ กลางวันถวายพระธรรม กลางคืนถวายพระสงฆ์ พระอรหันต์นะ
เรามีขี้หมาอะไร ไร้สาระ ดีแต่ปาก ปากเปียกปากแฉะ ความจริงอยู่ที่ไหน ไม่เห็นมี
ถ้ามีความจริงขึ้นมา มันสลดมันสังเวช มันสลดสังเวชมากว่า โง่เง่าเต่าตุ่นได้ขนาดนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามุขปาฐะ การฟังธรรมๆ ที่มันสำคัญ สำคัญเพราะว่าสมัยนั้นไม่มีสื่อสารมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น ปากต่อปากเท่านั้น
นี่ไง จะเข้าพรรษา เข้าพรรษาแล้ว ถ้าสงฆ์คณะใดไม่มีพระปาฏิโมกข์ สัตตาหกรณียะ ไปท่องจำมาได้ ไปต่อปาฏิโมกข์
ปาฏิโมกข์เพราะอะไร
เพราะสงฆ์ ๔ องค์ขึ้น ถ้าไม่มีพระสวดปาฏิโมกข์ ถ้าจำพรรษา เป็นอาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมด ต้องส่งพระองค์ใดองค์หนึ่งไปฝึกหัดปาฏิโมกข์เข้ามา เพราะปาฏิโมกข์ นี่ไง วินัยไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา
นี่ไง สัตตาหกรณียะ ยังสัตตาหกรณียะไปเพื่อไปศึกษาค้นคว้าได้ ไปศึกษาท่องปาฏิโมกข์ให้ได้ แล้วท่องปาฏิโมกข์ พระสงฆ์ ๔ องค์ขึ้น นี่ไง บุคคลอุโบสถ คณอุโบสถ สังฆอุโบสถ
บุคคล บุคคลคนหนึ่ง ๒–๓ เป็นคณะ ถ้า ๔ เป็นสงฆ์
ถ้าเป็นสงฆ์ สงฆ์ต้องทำอย่างไร
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง นี่ไง เขาถึงเคารพไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดา นี่ไง ไม่เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม
เหยียบหัวพระพุทธเจ้า ธรรมและวินัยนั่นน่ะ หยามหมิ่นหยามเหยียด แล้วเยาะเย้ยถากถาง ตัวเองวิเศษ ยิ่งใหญ่
ยิ่งใหญ่มาจากไหน ยิ่งใหญ่โดยให้มารมันจูงจมูกไปไง ถ้ามารมันจูงจมูกไป มันลากไป มันได้อะไรขึ้นมา นี่ไง อลัชชี ผู้เน่าเหม็นในพระพุทธศาสนา เป็นอลัชชีเน่าเหม็น แล้วกีดขวาง แล้วทำลายคนที่เป็นธรรมด้วย
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ มันสลดสังเวชไง
นี่ไง เวลายกเข้าหมู่ๆ เข้าหมู่เป็นสงฆ์ด้วยกัน ถ้าสงฆ์ด้วยกัน ถือศีลเท่ากัน ศีล ๒๒๗ เหมือนกัน ถ้า ๒๒๗ เหมือนกัน มันอยู่ที่คนหน้าด้านหรือคนผิวบาง
หน้าด้านแล้วอวดดี ด้านได้ อายอด ถ้าหน้าด้าน ไถไปเลย
คนที่เขาเป็นธรรมเขาสังเวช แล้วสังเวช นี่ไง เราอยู่กับครูบาอาจารย์ ท่านบอกเลย คณะสงฆ์เหมือนร่างกายร่างกายหนึ่ง ร่างกายหนึ่งมีอวัยวะ ๓๒ สิ่งใดที่มันเจ็บไข้ได้ป่วยอันใด มันสะเทือนไปทั้งร่างกายทั้งนั้นน่ะ
คณะสงฆ์ คณะสงฆ์ก็เหมือนกันทั้งสิ้น คณะสงฆ์ นี่ไง สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ
นี่ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ ถ้ามันดีมันเลว ทำไมไม่วินิจฉัย
ร่างกายนี้มันเจ็บไข้ได้ป่วย หมอดูไม่ออกใช่ไหม คนเรามันเหยียบขวากเหยียบหนามมา มันเดินกะเผลกๆ อยู่นั่นน่ะ ยังไม่รู้อีกหรือว่าเท้ามันเจ็บ ถ้าเท้ามันเจ็บ มันเดินไปไม่ได้ แล้วคณะสงฆ์ถ้าเท้ามันเจ็บ องค์หนึ่งกีดขวางแล้วทำลายเขาไป มันคืออะไร
เหมือนกัน นี่ไง ปากว่า ดีแต่ปาก พฤติกรรมมันไม่ใช่ แล้วกีดขวางเขาไปด้วย
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นี่ไง หมู่คณะเป็นสัปปายะ มันคิดเหมือนกัน มันทำเหมือนกัน ถึงเราจะไม่เหมือนกับเขา เราต้องอดกลั้นกันของเรา
พันธุกรรมของจิตๆ จิตของคนมันแตกต่างหลากหลายทั้งนั้น ถ้าจะให้คิดเหมือนกันอย่างเดียว มันเป็นไปไม่ได้
แต่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา แล้วเราบวชเป็นพระ ตอนบวชเป็นพระ เราก็ปฏิญาณตนอยู่แล้วไง อามะ ภันเต อามะ ภันเต อามะ ภันเต ก็ยอมรับแล้วทุกอย่าง ถ้ายอมรับทุกอย่าง หมู่คณะเป็นสัปปายะ มันจะกีดมันจะขวางไปขนาดไหน
ถ้ามันกีดมันขวางในใจเรา เราก็เพ่งโทษเราสิ ไอ้สันดาน มึงจะล่อเขาอีกแล้วหรือ ตัวมึงเอง มึงก็เผาตัวมึงเองอยู่แล้ว มึงจะไปเผาใครอีกวะ แล้วนี่มึงเผาเขาไป หมู่คณะเขาไม่เดือดร้อนหมดเหรอ แล้วเดือดร้อนจากใคร ก็เดือดร้อนจากกูนี่ไง ไอ้กูที่เผาตัวเองว่ากูยิ่งใหญ่ กูรู้ กูตรัสรู้เองโดยชอบ
ไม่มีหรอก ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสรู้ซ้อนกันอย่างนี้หรอก นี่กึ่งกลางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมของเราเป็นพระศาสดา ไม่มีใครมาซ้อนได้หรอก แต่ไอ้เราเวลามันคิด มีสติมีปัญญา นักปราชญ์ราชบัณฑิต ยอดเยี่ยม
เผาตัวเอง แล้วหมู่คณะก็เดือดร้อน เดือดร้อนกันไปหมด
แต่ถ้ามันเป็นจริงๆ นะ สิ่งที่เวลามันเผาตัวเราเอง มีสติมีปัญญาเท่าทันมันแล้ว
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ มุขปาฐะ พระโอษฐ์ ปากของท่านเวลาเทศน์ธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม
ธัมมจักฯ เป็นหลักในพระพุทธศาสนา ในพระพุทธศาสนานะ พระปฏิบัติเรา ยึดถือไง หนึ่ง ธัมมจักฯ อาทิตตฯ อนัตตฯ
อาทิตตฯ อานัตตฯ ขันธ์ ๕ เป็นเราหรือไม่เป็นเรา มันทุกข์หรือมันสุข
มันทุกข์พระเจ้าค่ะ
ทุกข์แล้วมึงยึดไว้ทำไม ทำไมไม่ปล่อยมันล่ะ
ก็ปล่อยไม่เป็นพระเจ้าค่ะ แล้วจะปล่อยอย่างไรล่ะพระเจ้าค่ะ ข้าพเจ้ายอดเยี่ยม ข้าพเจ้ารู้หมดแล้วพระเจ้าค่ะ
นี่ไง ปากว่า แต่ทำไม่เป็น
แต่ถ้ามันทำเป็นๆ นะ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕
ความคิดเกิดดับ เวลาคิดดี ทำไมไม่เหยียบคันเร่งมันเข้าไป เวลามันคิดชั่ว เบรกไว้สิ สติปัญญาเบรกมันไว้ นี่ไง มารเวลามันพลิกมันแพลงขึ้นมา เบรกมันไว้ เวลาธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมมันเกิด เหยียบคันเร่งสิ
เรามาบวชเป็นพระเพราะเราศรัทธาในพระพุทธศาสนา นี่คืออำนาจวาสนา แล้วอำนาจวาสนาขึ้นมา ถ้ามันใฝ่ดีๆ คันเร่งเหยียบมันเข้าไป เวลามารมันถากถางเรา มันเบียดเบียนเรา เพราะแกะดำ มันไม่เหมือนเขา
เขาทำกัน ข้อวัตรปฏิบัติเขาทำด้วยกัน พร้อมกัน เหมือนกัน แล้วมึงเป็นอะไร มึงแกะดำหรือ มึงกีดมึงขวางเขาหรือ ไม่เห็นหรือ มึงไม่รู้ใช่ไหม มันรู้เหมือนกันหมดน่ะ ใครไม่มีตา ทุกคนมีหูมีตาทั้งนั้นน่ะ แล้วใครเขาพูด เขามีมารยาท เขาเคารพในธรรมและวินัย
ไอ้ของเราอวดรู้อวดดี กีดขวางเขาไปทั่ว แล้วยังไม่รู้ตัวซะอีกนะ ไอ้ตรงไม่รู้ตัวนี่สำคัญ ไม่รู้ตัวก็มารไง อวิชชาคือความไม่รู้ ไม่รู้แล้วเกิดทิฏฐิมานะ ไม่รู้แล้วอวดเก่ง ไม่รู้แล้วคิดว่าตัวรู้ ไร้สาระ ปากว่าไง แต่มันไม่มีการกระทำมา
มันการกระทำมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามุขปาฐะ พระโอษฐ์เหมือนกัน แต่ท่านทำมา ๖ ปี หลงผิดมามากมายมหาศาล หลงผิดมาขนาดไหน อดอาหาร อดอาหารจนขนเน่า กลั้นลมหายใจนะ
กิเลสอยู่ไหน ถ้าเป็นรูปธรรม กิเลสอยู่ไหน เราก็มีอำนาจวาสนามาเหมือนกัน เราก็เกิดเป็นคนเหมือนกัน เราก็อยากจะชนะกิเลสเหมือนกัน แล้วสิทธิเสรีภาพร่างกายของเราเป็นของเรา จิตก็เป็นของเรา ทุกอย่างก็เป็นของเรา แล้วกิเลสมึงอยู่ไหน มึงจะมายิ่งใหญ่กว่ากูได้อย่างไร กลั้นลมหายใจเลย อยากจะค้นหากิเลสไง สลบไป ๓ ครั้ง ไม่มี
เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา กิเลสก็ให้มันปลิ้นมันปล้อนอยู่นี่ไง กิเลสก็มันจูงจมูกเราอยู่นี่ไง ไอ้ที่ว่าหลงผิดนี่ไง รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นน่ะ แล้วรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วทำอย่างไรขึ้นมาล่ะ แล้วมันเป็นประโยชน์กับใครล่ะ นี่ไง เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา มันอยู่ที่ไหนล่ะ
ศีล สมาธิ ปัญญา
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค ถ้ามันทุกข์มันยากมันลำบาก ครูบาอาจารย์ท่านมีอยู่แล้ว ท่านไม่ให้ทำหรอก ถ้ากามสุขัลลิกานุโยค สุข พอใจ สะดวกสบาย กูแน่อยู่คนเดียว กูดีอยู่คนเดียว กูเหนือคน กูขี่หัวคน กูอยู่บนยอดเจดีย์ของคน
นี่ทางสองส่วนไม่ควรเสพ
มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา งานชอบ
งานชอบ งานอะไร คฤหัสถ์เขาก็งานชอบของคฤหัสถ์เขา ทำมาหากินของเขา ถ้าเป็นอุบาสก อุบาสิกา ถือศีล ๘ นี่งานชอบของเขา นี่ไง ถ้าสามเณร สามเณรก็ศีล ๑๐ ไง ดูสามเณรสิ กรรมฐานเรา เวลาเณร ให้เณรพรากของเขียว ให้เณรทำงานให้เราแทนไง
นี่ไง แล้วเราเป็นสมณะล่ะ งานชอบ ชอบอย่างไร สมถะทำเป็นหรือเปล่า ถ้าสมาธิไม่มี ไม่ต้องพูดอะไรกันเลย
เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดกับหลวงปู่เจี๊ยะไง สมาธิมันยังไม่เป็น แล้วจะคุยอะไรกันน่ะ
หลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาพระมหาบัวท่านคุยกัน ท่านนั่งสนทนากัน เรานั่งฟังอยู่ด้วย หลวงปู่เจี๊ยะถามเลย
“เฮ้ย! ทำไมพระสมัยนี้มันเป็นอย่างนี้หมดเลยวะ”
“ก็ดูสิ สมาธิมันยังทำกันไม่ได้เลย”
ถ้าสมาธิมันทำได้ มันจะย้อนกลับไปที่ศีล นี่ไง ไม่โกหกมดเท็จ ไม่โป้ปดโกหกมดเท็จ ไม่พูดจาโอเวอร์ พูดจาล้ำหน้า พูดจาว่าฉันสำเร็จ พอพูดว่าฉันสำเร็จ มันกลับไปคิดนะ เฮ้ย! กูปาราชิกหรือเปล่าวะ กูพูดไปพล่อยๆๆ ว่ากูบรรลุธรรมๆ
แล้วพอมีสติสัมปชัญญะกลับมาทบทวน เฮ้ย! ก็มันไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ มันจะไปบรรลุห่าอะไรของมัน แต่มันพูดพล่อยๆ ไป มันปาราชิกหรือเปล่า นี่ไง ผลเวลามันพูดไง
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเลย สมาธิมันยังทำกันไม่เป็น
ถ้าสมาธิมันทำเป็น มันมีบาทมีฐานไง คือคนเราคุยกันภาษาเดียวกัน หนึ่ง เรานักปฏิบัติ เราพระปฏิบัติ บริขารเราก็เหมือนกัน ธุดงควัตรก็เหมือนกัน ทุกอย่างมันก็เหมือนกัน เราพระปฏิบัติ พูดจาภาษาเดียวกัน แล้วเข้าใจนะ
ไปคุยกับวัดบ้าน คุยกับพระทั่วไป เขางงนะ เฮอะ! เขามีการทำแบบนี้เหมือนกันหรือ พระเขาทำกันอย่างนี้หรือ
เขาอยู่สุขอยู่สบายของเขา แค่ฉันเพลไม่ฉันก็แตกต่างแล้ว
นี่พูดจาภาษาเดียวกัน ทำสมาธิเป็น มันจะเริ่มพูดกันรู้เรื่อง พูดจาภาษาเดียวกันไง
ไอ้นี่เวลามันพูด ว่างๆ ว่างๆ มันก็เอาอารมณ์มันมาพูด เอาความรู้สึกนึกคิด เอาจินตนาการของเขา แล้วเราก็พยายามประพฤติปฏิบัติกันไง
ถ้าจิตมันตั้งมั่น จิตมันเป็นสมาธิ มันมีสติมีสัมปชัญญะ มันรู้ของมัน มันมีความสุขของมัน มันพูดจาภาษาเดียวกัน มันเริ่มต้นจากสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
ไอ้นี่มันไม่มีอะไรเลย สมาธิมันยังทำไม่เป็น แล้วพูดอะไรกัน มันพูดกะล่อนปลิ้นปล้อนไง มันพูดตามแต่อารมณ์ของมันไง มันพูดแต่ทัศนคติ พูดแต่มุมมอง พูดแต่ความเห็นของมันไง
แล้วความเห็นของคนมันหลากหลายขนาดไหน
สมาธินะ ทุกศาสนา ทุกลัทธิเขาทำสมาธิ แล้วสมาธิมันมีมิจฉาหรือสัมมาไง คำว่า “มิจฉา” พอทำสมาธิมันก็สำคัญตน มันก็ยิ่งใหญ่ของตน มันก็ไปรู้เห็นของตน เห็นนิมิต เห็นต่างๆ นี่ไง ถ้ามันเป็นมิจฉาไง
ถ้าของเรา หลวงปู่มั่นท่านอัดตายเลย นั่นมันส่งออก ทำไมไม่มีสติสัมปชัญญะเท่ากับจิตของตน ทำไมปล่อยให้มันแลบไปได้ ถ้ามันปล่อยให้แลบไปได้ แสดงว่าขาดสติ ถ้าขาดสติ จิตมันถึงแลบออกไป แล้วมันแลบอย่างไร มันแลบนั่นน่ะสมุทัย มันแลบเพราะตัณหา แล้วถ้ามันทำให้สงบ สงบอย่างไร
ถ้ามันสงบระงับเข้ามา เวลาจะเริ่มพูดจาภาษาเดียวกันเพราะอะไร
สมาธินี้เกือบตาย เกือบตาย อดนอน ผ่อนอาหารเข้ามา เอาจนกว่ามันจะอยู่ของมันได้ มันเกือบตายอยู่แล้ว แต่มันไม่ตาย พอไม่ตาย มันก็เริ่มต้นตั้งสติไง เออ! ไอ้ที่พูดๆ มานั่นน่ะ มันเลวร้ายทั้งนั้น มันพูดโดยที่ขาดประสบการณ์ โดยกิเลสมันลากจูงไป แล้วก็ไม่มีครูบาอาจารย์ไง
ถ้ามีครูบาอาจารย์ นี่ไง การปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นกับคราวจะสิ้นกิเลส
คราวเริ่มต้นมันจับพลัดจับผลู แล้วก็บอกว่ามันเป็นๆๆ อาจารย์ไม่ฟังผมเลย ครูบาอาจารย์เห็นแก่ตัว ถ้าเป็นพวกก็ว่าถูก ถ้าเป็นคนอื่นผิด
มันมีถูกมีผิดที่ไหน มันข้อเท็จจริง เป็นก็คือเป็น ถ้าเป็น ไปบอกเขาว่าไม่เป็น เขาเยาะเย้ยถากถางด้วย เออ! กรรมฐานมีความรู้แค่นี้หรือวะ
ครูบาอาจารย์ที่ธุดงค์ไปไง เวลาติดขัด ไปคุยธรรมะไง “ความรู้แค่นี้จะมาสอนเราหรือ”
ความรู้แค่นี้ ไอ้แค่ว่างๆ ว่างๆ นั่งไปบรรลุธรรมเลย ระเบิดบึ้ม เป็นพระอรหันต์
ฉนวนกาซามันระเบิดทุกวันเลย ตายทีตอนเกือบสามสี่หมื่นแล้ว ระเบิดตึ้มๆ อยู่นั่นน่ะ
ระเบิดอะไรของมึง มันต้องมีที่มาที่ไป กว่าจะรู้จะเห็นขึ้นมา ระเบิดมันจะเป็นไปได้ กว่าเขาจะประกอบระเบิด ก่อการร้าย ผู้ที่เชี่ยวชาญของเขา เขาประกอบ ประกอบแล้วก็ไปวาง พอวางเสร็จแล้ว เขาก็กดที ตึ้ม!
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันจะมีข้อเท็จจริงขึ้นมา มันต้องมีพื้นฐานสมถกรรมฐาน มีสัมมาสมาธิ แล้วถ้าเห็นกาย เห็นกายอย่างไร
ระเบิดตึ้มๆ นิมิตก็เป็นอย่างนั้น คือมันมาโดยที่ไม่มีเหตุไม่มีผล มันมาโดยมาร ลัทธิกิเลสมันบังเงา กิเลสมันเสี้ยมสอนไง ถ้ามันปากว่า ปากว่าก็กิเลสมันว่านั่นแหละ ปากว่า คึกคะนองไปตามปาก แล้วปากก็ลากไป แล้วคนที่ไม่มีพื้นฐานนะ
เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราบวชเป็นพระห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นธงชัยพระอรหันต์ เขาเห็นแก่ผ้าเหลืองๆ เขาเห็นแก่พระ ไอ้พระที่ทุกคนสังคมไทยเขายกให้ เขายกให้ว่าเป็นพระๆ อย่าไปถือสาไง ไอ้พระก็เลยมีฤทธิ์มีเดชวิจิตรพิสดาร
มันไม่ระลึกถึงตนเองเลยหรือ มันสังเวช
คนที่เขามีมารยาทเขายังรู้เลยว่าถูกหรือผิด ไอ้นี่เป็นพระแท้ๆ บวชพระ บวชพระมา สติสัมปชัญญะมันต้องสมบูรณ์กว่าเขา เพราะสัปปายะ ๔ เพราะว่านี่บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แล้วเขาชื่นชมว่าเป็นนักรบ
จะรบกับใคร
ก็รบกับกิเลสในใจของตน
ถ้ารบกิเลสในใจของตน รบด้วยอะไร
ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ไม่ใช่ปาก
เขารบด้วยสติของเขา เขารบด้วยความเพียรของเขา เวลางานชอบๆ งานชอบอย่างไร ชอบแค่ไหน ระดับไหน
ถ้ามันชอบขึ้นมา เวลามันสงบระงับเข้ามา มันถึงเวลาวงกรรมฐานเขาถึงเคารพบูชากันไง อาวุโส ภันเต แต่ถ้าใครมีคุณธรรม เขารู้ ในครอบครัวกรรมฐานนะ ใครภาวนาเป็น ภาวนาไม่เป็น
ถ้าภาวนาไม่เป็นนะ ไปไหนมา สามวาสองศอก ถามช้าง ตอบม้า ก็แล้วกันแหละ ก็คนมันไม่รู้ โอ๋! ช้างมันขนมันเหมือนม้านี่เนาะ ถามช้าง ตอบม้า
ช้างมันตัวใหญ่กว่าม้า ช้างมันมีงวง ช้าง ดูสิ เวลามันเดินสะเทือนไปหมด ม้ามันวิ่งมานู่นน่ะ
ถามช้าง ตอบม้า เวลาถามช้าง ตอบม้า ไอ้คนถามมันแปลกใจแล้ว
ฉะนั้น ในวงปฏิบัติ หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำ ผิดนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ถ้าผิดนิดหนึ่งมันรู้เลยว่าคนนั้นไม่ใช่ ถ้ามันถูก มันถูกอย่างไร ตอนนี้มันก็มีแต่ว่า มรรคหยาบ มรรคละเอียด
ไอ้พวกมรรคหยาบๆ ไอ้พวกภาวนาไม่เป็น มรรคก็มรรคท่องจำทั้งนั้นน่ะ มรรคก็ไปเอาทฤษฎีมาเที่ยวจับเขา มันจะเป็นมรรคไปตรงไหนวะ
ถ้ามันเป็นมรรคๆ ขึ้นมา สติเป็นอย่างไร แล้วสติของเขา เขารักษาของเขาเอง
ไอ้ ส.เสือ ต.เต่า สระอิ นั่นมันเป็นชื่อ เวลาสติของเขา เขามีสติสัมปชัญญะของเขา เขามีความรู้ตัวของเขา แล้วเวลาเขาเท่าทันอารมณ์ของเขา เขาควบคุมความรู้สึกนึกคิดของเขา เขาเห็นโทษของความคิดเกิดดับๆ ของเขา
แล้วมันเหลืออะไรล่ะ มันจะเหลืออะไร
ก็เหลือผู้รู้ไง แล้วผู้รู้มันไม่ส่งออก มันอยู่ไหน
มันอยู่ที่สติสัมปชัญญะไง นี่แก่นของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา
คนนับหน้าถือตา เหนื่อยเกือบตาย ตักอาหารกว่าจะเสร็จนั่นน่ะ ถ้าอยู่คนเดียวสบายตายห่าเลย บิณฑบาตมาแล้วก็ฉัน
คนนับหน้าถือตา กว่าจะได้กิน เหงื่อไหลไคลย้อยนู่น ยังไม่ต้องคอยโต้แย้งกับความประจบสอพลอของเขาอีกต่างหาก
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง
เวลาปากว่านั่นน่ะ ปากว่าคือกิเลสว่า มันเป็นสำนวนโวหารของโลกเขา เวลาเป็นสำนวนโวหารของโลกเขา แล้วนี่ไง มันก็เป็นสัญญาอารมณ์ไง มันก็ไม่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง ปากว่าก็กิเลสว่า แล้วกิเลสมันก็พร่ำเพ้อไปนั่นน่ะ ตามแต่มันจะเจาะปาก
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ภาวนาทีหนึ่งเกือบตาย ทำความสงบ ครูบาอาจารย์ท่านให้อุบาย ๑๐ ปี ยังทำไม่ได้เลย
ไอ้นี่ฟังมาแล้วมันไปแต่งเป็นนิยายไปเลย นิยายธรรมะ แล้วถ้านิยายธรรมะนี่ชอบนะ ตรรกะมันฟังเข้าใจ แต่ความจริงมันไม่เห็น แล้วมันรู้ไม่ได้ด้วย
ถ้ามันรู้ได้นะ เออ! กูไม่น่าปล่อยไก่เลยนะ ไอ้คนที่เขารู้นะ กูปล่อยไก่ไว้กับเขาเยอะแยะ เพราะเขารู้ทั้งนั้นน่ะ แต่เราก็เถียงปากเปียกปากแฉะ เก่ง รู้ แน่ ดี
โง่บัดซบ
จริงๆ ของเขา ถ้าเขารู้ของเขา ความรู้อันนี้กับความรู้พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานก็เหมือนกัน ความรู้อันนี้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านก็เริ่มรู้มาจากแบบนี้ ถ้าไม่เริ่มรู้มาจากแบบนี้ ท่านจะเข้าไปหาผู้รู้ ผู้ตื่นในหัวใจของท่านอย่างใด
แล้วถ้าท่านเข้าไปหาผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในหัวใจของท่าน แล้วท่านยกขึ้นสู่วิปัสสนา คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ กิเลสมันหลอกมันพลิกมันแพลงขนาดไหน ท่านทำมาแล้ว เวลาท่านเห็นไอ้พวกปากว่า ท่านขำๆ ขำๆ สำหรับผู้ที่ไร้เดียงสา แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติใหม่
เหมือนเรามองเด็กๆ มันใสสะอาดของมันนะ มันไร้เดียงสา มันแสดงออกของมันน่ารักน่าชัง
แต่ถ้ากิเลสไม่เป็นอย่างนั้น กิเลสมันเผาผลาญใจของคนคนนั้น กิเลสมันสร้างให้หัวใจดวงนั้นมีแต่บาปมีแต่กรรม บาปกรรม มโนกรรม การกระทำนั้นย้ำคิดย้ำทำจนเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ
แล้วไอ้ปากว่าก็ว่าโดยกิเลสย้ำแล้วย้ำเล่า แล้วกิเลสมันก็พาหัวหกก้นขวิดอยู่อย่างนั้น แล้วมันจะเป็นคนดีขึ้นมาได้เมื่อไหร่ มันก็ให้กิเลสชักจูงมันไปไง แล้วบวชมาทำไม
อยากบรรลุธรรม
บรรลุอย่างนั้นใช่ไหม บรรลุกิเลสไง กิเลสมันพาบรรลุ แล้วยังหลงใหลไปด้วยนะว่าสิ่งนั้นเป็นจริงเป็นจัง
วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สำคัญเพราะอะไร
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิบัติมา ๖ ปี เวลาแสดงธัมมจักฯ ประกาศสัจธรรม แล้วประกาศครั้งแรกได้พระอัญญาโกณฑัญญะ สงฆ์เกิดเลย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วตอนนี้เราก็บวชเป็นพระ เราก็เป็นพระสงฆ์ แต่เป็นสมมุติสงฆ์ สงฆ์โดยสมมุติ เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน พาดกระแส
พระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ พาดกระแส ถ้าพาดกระแสแล้ว มันปฏิบัติไปแล้วมันถึงที่สุดแห่งทุกข์แน่นอน ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ วิมุตติสุขๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เสวยวิมุตติสุข
เป็นเจ้าชายสิทธัตถะไปเที่ยวสวน เห็นคนเกิด คนแก่ คนตาย เราต้องเป็นอย่างนั้นหรือ แล้วฝั่งตรงข้ามมันอยู่ไหนล่ะ เกือบตาย ๖ ปี สลบ ๓ หนนะ อดอาหาร ทำทุกรกิริยา สิ่งที่โลกนี้เขาทำกันว่ายอดเยี่ยม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พิสูจน์มาหมดสิ้นแล้ว
ฉะนั้น เราสาวกสาวกะ เราไม่ต้องไปแสวงหา ไม่ต้องไปทดสอบที่ไหนอีกแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรวจสอบทดสอบมาแล้ว แล้วปฏิเสธทั้งสิ้น เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา แสดงธัมมจักฯ นี่แหละ
ในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก เอกอันนั้น เวลาแสดงสัจธรรมขึ้นมาไง นี่ไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไง เวลาเกิดรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง
วันนี้วันสำคัญในพระพุทธศาสนา วันอาสาฬหบูชา พรุ่งนี้จะเป็นวันเข้าพรรษา
เราตั้งสติ เราพยายามของเรา
ความทุกข์ทางโลก เราเกิดเป็นมนุษย์ เราได้ประสบมาทั้งนั้นน่ะ โลกนี้มีอะไรที่น่ารื่นเริง โลกนี้มีอะไรเป็นจริง เงินในกระเป๋าใช้หมดแล้วก็ทุกข์แล้ว กู้หนี้ยืมสินเพื่อจะต้นเดือนปลายเดือน มีภาระรับผิดชอบ มีภาระหน้าที่ มีทุกอย่างจะต้องแบกหาม มันอะไรเป็นข้อเท็จจริง เราไปสงสัยอะไร
บวชมาเป็นพระ บวชมาเป็นนักปฏิบัติ พรุ่งนี้เป็นวันอธิษฐานพรรษา แล้วก็จะอธิษฐานความเข้มข้นของตนที่จะเอาชนะกิเลสในใจของตน เอามันให้อยู่ กิเลสในใจนี้ เอามันให้อยู่ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา
ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ อืม! โง่มาตั้งนาน แล้วโง่จริงๆ ด้วย แต่ถ้าเอาจริงเอาจังของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติ แล้วพยายามฝึกหัดปฏิบัติ ทุกข์ไหม
ทุกข์อย่างนั้นมันจะทุกข์แก้กิเลส เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มันเป็นความทุกข์ที่เราจะแก้กิเลส แล้วกิเลสมันกลัวเรื่องอย่างนี้ด้วย
มันจะพลิกแพลงว่า ทำอย่างอื่นก็ได้ ไม่ต้องทำก็ได้ ใกล้ๆ ตายค่อยทำก็ได้ กิเลสมันกระซิบๆๆๆ อยู่นั่นน่ะ แล้วก็ไหลตามมันไป
จะเข้าพรรษาพรุ่งนี้ ตั้งสติแล้วฝึกหัดให้เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมาสักที
วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้พวกเธอทำอะไรอยู่
เราก็พยายามฝึกหัดเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา แต่มันด้วยอำนาจวาสนา ด้วยกิเลสของตนที่มันพลิกมันแพลง เราพยายามขีดวงมันไว้ ไม่ชนะก็ขีดวงไว้ จะพาไปไหน จะพาไปทำอะไร ไม่ๆๆ แล้วพยายามตั้งสติไว้ เรารักษาชีวิตได้
เพราะเราบวชเป็นพระ เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ปัจจัยเครื่องอาศัยเลี้ยงได้ แต่กิเลสไม่มีวันพอ ถ้าปฏิบัติ สิ่งที่ว่าปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อกระแสสังคม นี่ไง รูป รส กลิ่น เสียง ร้อยแปดพันเก้า แล้วก็ไปกับเขา
เราขีดวง แล้วตั้งสติไว้ ฝึกหัดปฏิบัติเอาตามความเป็นจริงของตน
พรรษานี้เราก็พยายามตั้งกติกากับเราแล้วฝึกหัด มันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหน นั่นมันก็เป็นการกระทำ แต่ถ้ามันสมดุลพอดี ทางสายกลางในพระพุทธศาสนานะ ถ้าจิตสงบแล้วก็ เฮ้อ! หาตั้งนาน ทั้งๆ ที่ใจก็อยู่กับเรานี่ หาขึ้นมาได้ มันก็เป็นสัมมาสมาธิที่เกิดจากจิต จิตสงบระงับ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เอวัง