เทศน์บนศาลา

กิเลสแก้ผ้า

๒๖ ก.พ. ๒๕๖๘

กิเลสแก้ผ้า

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญงอกงามด้วยการประพฤติปฏิบัติ

การประพฤติปฏิบัติ ถ้าการประพฤติปฏิบัติโดยสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม จิตตภาวนา

ประพฤติปฏิบัติเพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นบุญเป็นกุศลมากมายมหาศาล ถ้าใครมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนานะ

แต่นับถือพระพุทธศาสนาโดยประเพณีวัฒนธรรมนั้น เขานับถือศาสนาโดยประเพณีวัฒนธรรม ดูความเชื่อในพระพุทธศาสนาสิ ถ้าการกราบไหว้บูชาเป็นประเพณีวัฒนธรรม มันเป็นประเพณี คำว่า ประเพณี” มันก็เป็นทางโลกไง ถ้าทางโลก ทางโลกมันก็เป็นโลก โลกียะ เรื่องโลกๆ

แต่ถ้าเป็นเรื่องธรรมๆ นะ เรื่องธรรมมันยิ่งใหญ่ เรื่องธรรมมันยิ่งใหญ่เพราะมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา คนเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา มันเสียดายโอกาสไง โอกาสที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมวินัย เป็นศาสดา การเคารพบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดที่ไหน

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง พุทธ ธรรม สงฆ์ รวมเป็นหนึ่งในหัวใจของหลวงตาพระมหาบัว

นี่ก็เหมือนกัน ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ ถ้าหัวใจดวงนี้มีอำนาจวาสนาขึ้นมามันจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทั้งๆ ก็มีอยู่นะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะจะเกิดในกำเนิด ๔ กำเนิดในภพใดชาติใดก็แล้วแต่ มันมีพุทธะอยู่ในหัวใจทั้งสิ้น

ในฝ่ายมหายานเขาก็บอก ในสัตว์เดรัจฉาน ในมด ในปลวก มันก็มีพุทธะ เพราะมันมีจิตไง มันมีจิต เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เพราะมันมีชีวิตไง สิ่งมีชีวิต สัตว์เดรัจฉานเขาไม่มีอำนาจวาสนาในการประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์

แต่สัตว์ที่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ๆ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาไปเกิดเป็นกวาง เกิดเป็นสัตว์ เป็นหัวหน้าสัตว์ต่างๆ นี่การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแต่ละภพแต่ละชาติ

ฉะนั้น เวลาเกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐๆ ไง สัตว์ประเสริฐที่มีอำนาจวาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา ถ้าศรัทธาในพระพุทธศาสนา ศรัทธาความเชื่อมันมีคุณค่าๆ เพราะถ้าไม่มีศรัทธา เราก็ปล่อยปละละเลยชีวิตของเราตามแต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันเหยียบย่ำทำลายตลอดเวลา

แต่ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง ศึกษามาแล้วมีความเชื่อในพระพุทธศาสนา การเห็นสมณะ เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต ถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มันจะเข้าใจในการเห็นสมณะ สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔

เวลาเห็นพระๆ เห็นพระนี่สมมุติสงฆ์ๆ แล้วเห็นพระมากมายมหาศาล นี่เป็นมงคลชีวิตหรือไม่

ถ้าเห็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ถ้าเป็นบุคคล ๔ คู่ มันก็เป็นอำนาจวาสนา เพราะมันเห็นแล้วมันชื่นใจ

ถ้าเห็นพระ เห็นพระที่เขาทำตามแต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เราเห็นแล้วเราก็สะเทือนใจ

นี่ว่าเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต แล้วทำไมเห็นสมณะอย่างนั้นล่ะ

นั่นเป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์มันเรื่องภายนอกไง ถ้าเรื่องภายนอก สมมุติสงฆ์ๆ มันเป็นสิทธิเสรีภาพของผู้ที่มีอำนาจวาสนาเข้ามาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระ บวชเพื่อหนีทุกข์ บวชเพราะอยากจะเสวยสุขในพระพุทธศาสนา นั้นแค่เข้ามามีปัจจัยกับปัจจัย ๔ ดำรงชีวิต เขาก็ว่าเป็นความสุขของเขา

แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา อดนอน ผ่อนอาหาร สิ่งที่ได้มา ได้มามากน้อยขนาดไหน แต่เวลาฉันแล้วง่วงเหงาหาวนอน ฉันแล้วทำไมมันไม่ปลอดโปร่ง ฉันแล้วไง

เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ไง สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ แล้วครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะไง

ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ เป็นเพราะว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เขาจะไม่ออกแสวงหาไปเรื่องทางโลก นี่ถ้าเรื่องทางธรรมๆ ไง ถ้าทางธรรมขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง

ศึกษาภาคปริยัติขึ้นมาแล้วนะ ถ้าจะออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มันก็ต้องมีสติ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

แต่ถ้าเป็นทางโลก เขาก็ว่ามีความสนุกเพลิดเพลินกับเขา นั่นเขาว่าอย่างนั้นเป็นความสุข

ความสุขอย่างนั้นน่ะ ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ ท่านสังเวช ท่านสังเวชเลย การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติถ้าขาดสติ มันสักแต่ว่าประพฤติปฏิบัติ สักแต่ว่ามันก็ได้ผลสักแต่ว่า แล้วเวลาผลสักแต่ว่าอย่างนั้นมันเป็นธรรมๆ มันเป็นสักแต่ว่า มันไม่มีใครมีสติมีปัญญา มีสติสัมปชัญญะจะรอบรู้ในจิตของตน

แต่ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันเห็นการประพฤติการปฏิบัติอย่างนั้นมันไม่ถูกต้องชอบธรรม ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรม แล้วจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ

ถ้าครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะที่ดีงาม ท่านจะอบรมบ่มเพาะคุ้มครองไง หนึ่งตัวอย่างดีกว่าร้อยคำสั่ง เวลาอยู่กับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านประพฤติปฏิบัติให้เราเห็นเลย

หลวงปู่เสาร์ท่านพูดประจำ “ทำให้มันดูมันยังไม่เอา จะไปเทศนาว่าการอย่างไร

เพราะหลวงปู่มั่นเทศนาว่าการทะลุปรุโปร่ง แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ท่านเทศน์แต่น้อย เทศน์เล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา แล้วเวลาพระถามว่า ทำไมหลวงปู่ท่านเทศน์ไม่แตกฉาน ไม่แทงทะลุในหัวใจของตน

ท่านบอกว่า ทำให้มันดูอยู่นี่มันยังไม่เอา ทำให้มันดูอยู่นี่ แล้วจะไปสั่งสอนอะไรมัน

เหมือนกัน

แต่เวลาหลวงปู่มั่นเวลาท่านเทศนาว่าการของท่าน นั่นทะลุปรุโปร่งหมด ทะลุปรุโปร่งเพราะท่านแทงทะลุกิเลสในหัวใจของท่านแล้ว มันเห็นกิเลสแล้วมันจะขยักแขยง

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในหัวใจของตน

ในหัวใจของคนทุกๆ คน ในหัวใจของของจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมีพญามาร มารนั้นน่ะมันปลิ้นมันปล้อน มันบีบคั้น มันมีแต่ความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา เชื่อมัน

เวลามารมันบังเงานะ มันแสดงตนว่ามันเป็นธรรมๆ แล้วผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่มีอำนาจวาสนาก็เชื่อมันน่ะ เชื่อมัน ลุ่มหลงไง ความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาประพฤติปฏิบัติเชื่อตามกิเลสไปด้วยความลุ่มหลงของมัน มันจะสร้างอารมณ์อย่างไร มันจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรก็เชื่อตามๆ มันไปอย่างนั้น มันเป็นไปได้อย่างไร

นี่เพราะเขาไม่มีอำนาจวาสนา เขาขาดบุญกุศลของเขา เขาก็ตามแต่กิเลสที่มันจะบังเงา กิเลสที่มันอ้างธรรม แต่ถ้าเป็นกรรมฐานเขาเรียกว่า ปฏิบัติบูชากิเลส

กิเลสเป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม แล้วสิ่งที่ไม่ดีงามมันเป็นต้นทุนเดิมของสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน ดูสิ ดูเวลาสัตว์เดรัจฉาน เวลาเราเลี้ยงสัตว์ๆ เรารักทั้งนั้นน่ะ เราทะนุถนอมมันเพราะเรารักมัน เวลาสัตว์ที่มันโหดร้ายมันฆ่าเจ้านายมันเลย มันขวิด มันทำลายเจ้านายเสียชีวิตเลยนะ

เราก็รักมัน เราก็ดูแลมัน เราก็ปรารถนาดีกับมันทั้งนั้นน่ะ มันสัตว์เดรัจฉาน เวลาเราเห็น เวลามันเป็นสัตว์มันขาดสติ มันทำลายเจ้าของมันทั้งนั้นน่ะ

แต่ว่าถ้าเราเป็นสัตว์ประเสริฐๆ เราเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐขึ้นมา เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ทำไมเราไปเชื่อกิเลสในหัวใจของเราล่ะ

สิ่งที่ความลุ่มหลง ดูสัตว์เดรัจฉาน เวลามันรักเจ้านายมัน มันก็รักของมัน เวลาที่มันขาดสติของมัน มันทำร้ายทั้งนั้นน่ะ

แล้วนี่เหมือนกัน เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลากิเลสในหัวใจของตน เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ทำไมเรามีสติปัญญาอ่อนด้อยขนาดนั้น แล้วจะเชื่อตามให้กิเลสมันครอบงำอยู่อย่างนั้น

มันจะเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต เราเห็นตถาคตหรือไม่

เราเห็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมมานะ เวลาจะกราบพระ เวลาเรื่องศีลเรื่องธรรม ท่านไม่ก้าวล่วงทั้งนั้นน่ะ นั่นน่ะคือศาสดา

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง “เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม”

การว่า “เหยียบหัวพระพุทธเจ้า” ก็วินัยนี่แหละ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา แล้วเหยียบย่ำทำลาย ไม่เห็นคุณค่า แล้วแสดงธรรม นี่เวลากิเลสมันบังเงาไง

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ นะ เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วเราพยายามจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นตามความเป็นจริงในหัวใจของตน ในหัวใจของตน เห็นไหม นี่ถ้ามีศรัทธา

ถ้ามีศรัทธาแล้วมันมีสติ มีวินัย แล้วมันเห็นคุณค่า เห็นคุณค่าด้วยความสงบสุข ความสงบสุขเพราะการประพฤติปฏิบัติไง

ภาคปริยัติไง เวลาศึกษาเล่าเรียนมาจะกี่ประโยคก็แล้วแต่ นั่นน่ะทรงจำธรรมวินัยๆ นั่นน่ะเป็นภาคปริยัติ เป็นทฤษฎีทั้งสิ้น

แล้วเราฝึกหัดๆ เราก็ศึกษามา ศึกษามาตั้งแต่เวลาเราบวชพระไง เวลาเราบวชพระ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ พระอุปัชฌาย์ให้มาอยู่แล้ว แล้วให้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้ตลอดชีวิตเถิด

แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเพื่ออะไร

เราฝึกหัดมา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ แล้วถ้าเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา แล้วใครจะไปรู้กรรมฐาน ๕ ถ้ากรรมฐานเราศึกษา อุปัชฌาย์ให้กรรมฐาน ๕ มาแล้ว เราบวชแล้วเราศึกษาเล่าเรียนของเรา นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก มันเรียนธรรมๆ นวโกวาทไง

สิ่งที่เราศึกษามา ศึกษามาก็เพื่อว่าให้มีความรู้ในความเป็นพระภิกษุ ถ้าพระภิกษุแล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าตามข้อเท็จจริงขึ้นมา เราจะทำตามความเป็นจริงของเราขึ้นมา ถ้าทำความเป็นจริงของเราขึ้นมา มันจะมีความปกติสุข มีความสุขของเรานะ ความสุข ความสงบ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

ผู้บวชพระใหม่ๆ บวชแล้วมันอิ่มบุญไง มีบุญมีกุศลแล้วมันมีความสุขทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาอยู่นานไปๆ เห็นไหม เวลาพระ ในวงพระ เวลาเขาตรวจบัญชีกลางปี ๕ พรรษามีกี่องค์ ๑๐ พรรษามีกี่องค์ ๒๐ พรรษา มีน้อยลงเรื่อยๆ เวลาพรรษามากขึ้นๆ ไง

เพราะบวชตามประเพณีก็มี ถ้าบวชเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เอาจริงเอาจังขึ้นมา การบวชพระ อายุพรรษา อาวุโสภันเต เรามีสติปัญญามากน้อยขนาดไหน ถ้ามีสติปัญญา เราศึกษาให้ได้นิสัย ได้นิสัยแล้ว เวลาเราออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราจะเอาตัวรอดไง

เอาตัวรอดเพราะอะไร

เวลาเอาตัวรอดขึ้นมา เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก

แล้วถ้าชำนาญแล้วชำนาญเพื่ออะไร

ชำนาญเพื่อเราจะอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ด้วยความอบอุ่น อบอุ่นแล้วมีสติมีปัญญา มีความชื่นบาน ถ้ามีความชื่นบานขึ้นมาแล้ว นั่นมันเป็นความจริงในหัวใจของตน ถ้าความจริงในหัวใจของตน เห็นไหม ศีล สมาธิ ปัญญา ไปไหนมันก็มีความปกติสุข

ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้

เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดกับพระผู้ใหญ่ สมเด็จถามเลยว่า ท่านมั่นๆ ท่านอยู่ในป่าในเขา ท่านไปศึกษากับใคร เราอยู่ในเมือง ในวัดวาอาราม เป็นครูบาอาจารย์ ตำรับตำรามากมายมหาศาล เรายังต้องค้นต้องคว้า ยังต้องเปิดตำรับตำราตลอดเวลา มันไม่ทะลุปรุโปร่ง

หลวงปู่มั่นท่านบอกว่า กระผมฟังธรรมอยู่ตลอดเวลาเลย

ถ้าเป็นวงกรรมฐาน แล้วพระที่ประพฤติปฏิบัติมาจะเข้าใจทันทีเลย จะเข้าใจทันทีว่า เวลาเราทำความสงบของใจแล้วธรรมมันเกิดๆ ฟังธรรมๆ ฟังธรรมนะ แล้วถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เวลาฟังธรรม ธรรมมันเกิดจากจิตของตน จิตของตนมันสงบระงับแล้วธรรมเกิด

ถ้าธรรมเกิดขึ้นมา มันเป็นธรรม แล้วผู้ที่ปฏิบัติขึ้นมาก็ โอ้โฮ! ลุ่มหลงว่าสิ่งนั้นมันเป็นคุณงามความดี

นั่นเป็นธรรมเกิด มันอยู่ที่อำนาจวาสนา

แล้วถ้ามันเป็นธรรม “ผมฟังธรรมตลอดเวลาเลย”

นี่ก็เหมือนกัน ที่เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าจิตเรามีความปกติสุขขึ้นมา เวลาธรรมเกิด เกิดขึ้นมามันก็เป็นธรรม

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาๆ ปัญญามันเกิดจากการเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา

เวลาภาคปริยัติๆ นะ เขาศึกษาเล่าเรียน การศึกษาเล่าเรียนนั่นน่ะโลกียปัญญา นั่นน่ะสุตมยปัญญา สุตมยปัญญาแล้ว เวลาเรียงความ เวลาทำต่างๆ มันก็เป็นจินตนาการ จินตมยปัญญา แล้วภาวนามยปัญญา เขายังไม่รู้จัก เขายังเห็นอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเขารู้จัก เขาเห็นอย่างนั้นได้นะ มันจะเข้าสู่ภาคปฏิบัติแล้ว

ภาคปริยัติก็ศึกษาทรงจำธรรมวินัย แล้วถ้ามีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา ก็ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์ก็ให้มา กรรมฐาน ๕ เกสา ทันตา นขา ทันตา ตโจ

เวลาจิตสงบแล้วถ้ามันรู้มันเห็นเข้ามา ถ้าจิตสงบแล้ว เวลาถ้ามันเป็นขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปคืออารมณ์ความรู้สึกไง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ ๕ ถ้าขันธ์ ๕ ก็ศึกษาขันธ์ ๕ แต่ตัวขันธ์ ๕ ไม่รู้จัก ตัวความเป็นจริงของขันธ์ ๕ ก็ไม่เคยเห็น

เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ที่อุปัชฌาย์ให้มา ให้แทงทะลุไป ให้พิจารณากาย กายกับใจๆ ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม เวลาภาคปฏิบัติขึ้นมามันจะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาจะเกิดขึ้นอย่างนั้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริง เป็นสัจจะเป็นความจริงไง ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริงนะ

แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติแล้วเวลากิเลสมันหลอก กิเลสมันหลอกไง ก็ศึกษามาแล้วมีสติมีปัญญา แล้วสติปัญญาอย่างนั้นน่ะ ไอ้นั่นมันเป็นสัญญา เป็นสัญญาความจำได้ จำได้ในการศึกษา เป็นภาคทฤษฎี แล้วถ้าจะเอาความจริงๆ เวลาศึกษามา วางไว้ วางไว้แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นได้ ทำความสงบของใจเข้ามา

แล้วทำอย่างไร

ทำสมาธิๆ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติได้จริงนะ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติได้จริงมันก็มหัศจรรย์แล้ว คำว่า มหัศจรรย์ แล้วถ้าทำสมาธิ เวลาธรรมเกิดที่หลวงปู่มั่นท่านพูด กระผมฟังธรรมอยู่ตลอดเวลาเลย

ฟังธรรมคือท่านที่มีอำนาจวาสนาไง พอจิตของท่านสงบแล้ว ท่านฝึกหัดใช้ปัญญาไปแล้ว อย่างใดก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมาเลย ท่านถึงลาความเป็นพระโพธิสัตว์ไง

เวลาจิตมันสงบแล้วเวลามันเห็นกายอย่างนี้ พิจารณากายไป เวลามันพิจารณากายไป มันใช้ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ถ้าพิจารณากาย เออ! มันต้องอย่างนี้สิ” มันอย่างนี้ขึ้นมา มันใช้ปัญญาไปแล้วมันแตกต่างกันไง

แต่เดิมใช้ปัญญา เสร็จจากการภาวนาแล้วมีอะไรดีขึ้น มีอะไรที่พัฒนาขึ้น แล้วจิตมันรู้แจ้งรู้เห็นอะไร มันก็เป็นเรื่องปกติๆ ถ้ามันเป็นสัญญา ถ้ามันเป็นเรื่องโลกียปัญญา คือปัญญาการศึกษาไง คือปัญญาจากความเป็นมนุษย์ ปัญญาเกิดจากสัญชาตญาณ ปัญญาเกิดจากความวิเคราะห์วิจัยนี่แหละ นี่เป็นเรื่องโลก

จิตสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ไง เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา เวลาเกิดภาวนามยปัญญา เออ! มันต้อง... เห็นไหม มันเกิดแล้ว

สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นที่เรารู้เห็นอยู่นี่ไง มันแตกต่างกัน มันแตกต่างกัน

ฝึกหัดจนมีความชำนาญ ถ้ามีความชำนาญขึ้นมาแล้ว พอมันมีชำนาญแล้วมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้นไปไม่ได้เพราะอะไร

เพราะเวลาเราทำความสงบของใจนะ ให้ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก เราทำความสงบของใจ ทำสมาธิๆ เวลาเป็นสมาธิมีความสุข เวลามันเสื่อม เวลาเข้าสมาธิได้ยาก เข้าสมาธิไม่ได้ บางคนทำไม่ได้เลย เคยทำได้เป็นบางครั้งบางคราว แล้วไม่ได้อย่างนั้น แต่ความจำได้ ถ้าความจำได้ พอไปใช้ปัญญาไม่มี มันไม่มีกำลังไง

ถ้ามีกำลังนะ ครูบาอาจารย์บอกให้วางไว้ แล้วกลับมาทำความสงบของใจให้ได้ ถ้าทำความสงบของใจได้ มันปกติสุข มันมีกำลังของมันนะ พอมันออกใช้ปัญญา เออ! ถ้าออกเดินอย่างนี้มันจะมีความชำนาญ ถ้ามีความชำนาญขึ้นมา ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปมันจะก้าวหน้า

ถ้าการฝึกหัดปฏิบัตินะ สมาธิก็เข้าไม่ได้ ปัญญาก็เป็นจินตนาการทั้งสิ้น ถ้าจินตนาการไป ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ปฏิบัติตามความเป็นจริงๆ ไง

แต่ถ้าปฏิบัติแล้วโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน มีภาคทฤษฎี มีการศึกษามามากมาย เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็ประพฤติปฏิบัติโดยตามตำรา พอตามตำรา เวลากิเลสมันใส่สูท

กิเลสๆ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าไม่รู้จักกิเลสจะแก้กิเลสได้อย่างไร เหมือนปลงอาบัติ ปลงอาบัติ ถ้าไม่รู้จักว่าตัวเองทำอาบัติมาแล้วผิดอะไร จะปลงอาบัติอะไร

ปลงอาบัติก็ต้องรู้ว่าเราผิดอะไร เราปลงอาบัติแล้ว ปลงแล้ว อาบัติถึงจุด กรรมส่วนกรรม อาบัติ สาธุ สุฏฐุ เราจะเริ่มตั้งใจของเราใหม่ นี่อาบัติที่ปลงได้ อาบัติครุกาบัติ อาบัติที่อาบัติหนัก ต้องอยู่กรรมกับสงฆ์ แล้วถ้ามันหนักไป จบเลย นี่เวลาจะปลงอาบัติๆ ต้องรู้จักอาบัติ

นี่เหมือนกัน เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจะชำระล้างกิเลส กิเลสมันเป็นอย่างไร

คนเราไม่รู้จักกิเลส ไม่รู้จักกิเลสนะ ถ้าไม่รู้จักกิเลสมันก็ไม่เกิดภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเห็นกิเลสของมัน ถ้าเห็นกิเลสของมัน มันเริ่มฝึกหัดปฏิบัติของตนขึ้นไป

ถ้าเวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ ถ้าไม่เข้าใจหรือปฏิบัติไม่เป็น กิเลสมันใส่สูท กิเลสมันใส่สูทนะ พอเห็นกิเลส กิเลสมันใส่สูท โอ้โฮ! เห็นกิเลสใส่สูท สูทนี้มันเป็นสากล สูทมันเป็นปัจจัย ๔ เครื่องนุ่งห่ม อาภรณ์ที่มันห่อหุ้ม เหมือนกับเป็นวัตถุไง มันเป็นวัตถุไง แต่ใครเป็นคนใส่ เวลากิเลสมันใส่สูทนะ แหม! เป็นวิชาการ ศึกษามามีความรู้ ประพฤติปฏิบัติไป เห็นไหม

เวลาสมเด็จถามไง เราอยู่กับกองตำรับตำรา เรายังต้องค้นคว้าต้องพิจารณาของเราตลอดเวลา แล้วท่านมั่น ท่านมั่นท่านอยู่ในป่าในเขา ใครเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านจะฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมาได้อย่างไร

แต่เวลาหลวงปู่มั่นบอก ผมฟังเทศน์ตลอดเวลาเลย

คนภาวนาเป็น “ผมฟังเทศน์ของผมตลอดเวลา”

ฟังเทศน์ เห็นไหม เวลาธรรมมันเกิดๆ สัจธรรมที่เกิดขึ้น แล้วถ้าฝึกหัดใช้ปัญญาขึ้นมา จิตสงบแล้ว ถ้าเกิดภาวนามยปัญญา ระหว่างสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปมันมหัศจรรย์ๆ มันมหัศจรรย์ในใจของตนนะ โอ้โฮ! เกิดภาวนามยปัญญา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นธรรมไง สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม

แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทำลายอวิชชา ได้ครอบครัวของมารสิ้นไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ปฏิญาณตนว่าเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นใน ๓ โลกธาตุนี้ที่บอกว่า “เราเป็นพระอรหันต์”

เป็นพระอรหันต์เพราะได้เกิดอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ทำลายพญามาร พญามารคือเจ้าวัฏจักรจากหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงได้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ จบสิ้นกระบวนการในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง

ถ้าตามความเป็นจริง มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เวลาเกิดขึ้นมาแล้วในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการ เห็นไหม ปัญจวัคคีย์ ยสะ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ นี่มันเป็นความมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราฝึกหัดปฏิบัติไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง เจริญเพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ของท่าน สาธุ ด้วยการฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริงในหัวใจของท่าน

กิเลสมันน่าเกลียดน่ากลัวขนาดไหน กิเลสมันซับมันซ้อนขนาดไหน กิเลสมันปลิ้นมันปล้อนขนาดไหน แล้วกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง นั่นคือภาคปฏิบัติไง

แล้วในปัจจุบันนี้การศึกษาเจริญรุ่งเรืองไง โลกเจริญ โลกเจริญการศึกษา เจริญจากสติปัญญาของมนุษย์ สิ่งใดในโลกนี้เกิดจากการสร้างของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้สร้าง มนุษย์เป็นผู้ที่มีสติปัญญา มนุษย์เป็นผู้ทำการวิจัย มนุษย์ทั้งนั้นน่ะ วิจัยในพระพุทธศาสนาไง นี่กิเลสมันใส่สูท กิเลสมันใส่สูทนะ มันเป็นสากล มันทำการวิจัยร้อยแปดพันเก้า นี่กิเลสมันใส่สูท

แล้วถ้าในบ้านเมืองของเรา กิเลสมันจะนุ่งโจงกระเบน ถ้ากิเลสมันนุ่งโจงกระเบน มันเป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรม มันเป็นพระพุทธศาสนา ศาสนาพุทธในเมืองไทยเป็นเมืองหลวงของพระพุทธศาสนา มันมีเกียรติ มันมีศักดิ์ศรี มันมีความถือตัวถือตน นี่กิเลสมันนุ่งโจงกระเบน เพราะนุ่งโจงกระเบน เพราะอารมณ์ความรู้สึกของตนไง สติปัญญาที่มีความรู้ของตนนั่นไง

แล้วถ้าสิ่งที่ว่า รู้จักกิเลสไหม

เพราะกิเลสมันนุ่งโจงกระเบนไง นุ่งโจงกระเบนก็คือวัตถุ นุ่งโจงกระเบนก็คือสิ่งที่อาภรณ์ที่กิเลสมันนุ่งห่มอยู่ แต่ไม่เห็นกิเลสไง ไม่รู้จักกิเลส

คนที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ ถ้ามีอำนาจวาสนานะ เวลากิเลสมันแก้ผ้าล่อนจ้อนเลยนะ กิเลสมันไม่ใส่สูท กิเลสมันไม่นุ่งโจงกระเบน กิเลสมันเป็นกิเลสไง

เวลาทำความสงบของใจเข้ามา จิตนี้ผ่องใส จิตประภัสสร จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส จิตเดิมแท้นี้ สิ่งที่ว่าผ่องใสๆ เวลากิเลสมันแก้ผ้า มันไม่นุ่งอาภรณ์อะไรเลย มันไม่เอาสมมุติใดๆ มาหลอก

เวลากิเลสมันใส่สูท มันเอาสมมุติมา สมมุติต่างๆ ขึ้นมา มาหลอกอีกชั้นหนึ่ง เพราะความจริงมันก็เป็นสมมุติอยู่แล้ว ความจริงมันสมมุติบัญญัติ มันก็หลอกลวงเราตลอดเวลามาอยู่แล้ว ศึกษามามากน้อยขนาดไหน สิ่งนั้นมันทั้งใส่สูท มันทั้งนุ่งโจงกระเบนอยู่นั่นน่ะ แล้วเราก็ว่าไอ้สูท ไอ้โจงกระเบนเป็นกิเลส

เป็นหรือ

กิเลสมันเป็นกิเลส มันไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นกิเลสไง แล้วประพฤติปฏิบัติเอาความจริงมาจากไหน

ถ้าทำความสงบของใจเข้ามาก็แค่สงบ สงบก็คือสงบไง สัมมาสมาธิคือสัมมาสมาธิไง

“สัมมาสมาธิแก้กิเลสไม่ได้”

ก็เอ็งทำสมาธิไม่เป็น เอ็งไม่มีสมถกรรมฐาน เอ็งยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐานตรงไหน แล้วอะไรเป็นการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

ในสัจจะในความจริงไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ คนเกิดมามีกายกับใจ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาความรู้สึกนึกคิดในโลกนี้สมมุติบัญญัติทั้งนั้น สมมุติบัญญัติขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ไง ความรู้สึกนึกคิดนี้มันเป็นข้อเท็จจริง แต่เราฝึกหัด เราก็ฝึกหัดจากข้อเท็จจริงนี่แหละ เพราะข้อเท็จจริงนี้มันเกิดจากจริตนิสัย

อย่างเช่น หลวงปู่มั่นนี่ไง หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา ท่านสร้างอำนาจวาสนาบารมีของท่านมา เวลาฝึกหัดของท่านขึ้นมา ผมฟังเทศน์ตลอดเวลาเลย

ไอ้เราฟังไหม

ไอ้การปฏิบัติเดี๋ยวนี้สอนกันทางจิต โอ้โฮ! จิตส่งมา

ถ้าเป็นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ เราเชื่อมั่นของเราอยู่แล้ว แต่ผู้ที่จะรับรู้ล่ะ ในสมัยปัจจุบันนี้เขามีคลื่น มีโทรศัพท์ ไอ้เราไม่มี เราจะไปตอบกับใครล่ะ ครูบาอาจารย์ท่านมีของท่านนะ แล้วเราไม่มี เราจะไปรับได้อย่างไร

แหม! สอนทางจิต กิเลสมันใส่สูท กิเลสมันใส่สูทไง มันก็จินตนาการตามอารมณ์ความรู้สึกมันไปไง แล้วเวลากิเลสมันแก้ผ้า มันแก้สูทนั้นออกไปไง ไม่รู้จักมันอีก หามัน ไม่รู้ไม่เห็นมันอีก แล้วเห็นกิเลสเห็นอย่างไร

คนฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ เวลามันทุกข์มันยาก เราทุกข์ยากมาก เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นไง กิเลสมันเป็นอย่างไร ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดยการศึกษาการค้นคว้า เราบวชแล้วเราศึกษาค้นคว้า ถ้าเรียนจบแล้วเราจะออกปฏิบัติ ถ้าเรียนจบแล้วเราก็มีความรู้ มีสติมีปัญญา มีความรู้ในพระพุทธศาสนา แล้วเวลาจะปฏิบัติ ปฏิบัติเริ่มต้นอย่างไร แล้วจับต้องสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันล่ะ

ถ้าจับต้องสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันคือชนะตนไง

สมาธิคือการชนะตนเอง นั่งลง หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ เดินจงกรมหายใจเข้านึกพุท หายใจออกโธ ทั้งเดินจงกรมและนั่งลงเพื่อค้นคว้าหาจิตของตน

ถ้าจิตของตน จิตถ้ามันสงบระงับเข้ามา ถ้าจิตสงบระงับเข้ามาก็มันวางภาระไง มันวางรูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มันวางความรู้สึกนึกคิด ความยึดมั่นถือมั่นโดยสัญชาตญาณ

แล้วสัญชาตญาณของคนมันเป็นธรรมชาติไง มันเป็นธรรมชาติว่า จริตนิสัยของคนมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความชอบ ความไม่ชอบสิ่งใด สิ่งใดที่มันชอบหรือไม่ชอบ มันสะเทือนหัวใจตลอดเวลา แล้วสิ่งความลังเลสงสัยในหัวใจมากมายมหาศาล การทำความสงบของใจเข้ามาคือทำให้มันวางสิ่งต่างๆ รูป รส กลิ่น เสียง ขันธ์ ๕ วางทั้งหมดให้ตัวของมันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

อารมณ์ความรู้สึกก่อนที่มันจะพาดพิงอารมณ์ มันเสวยความรู้สึกนึกคิดโดยธรรมชาติ แล้วบอก พยายามฝึกหัดให้มันวาง วางชวนะ วางความรับรู้ วางต่างๆ ให้เป็นตัวของตัวเองได้หรือไม่

ถ้ามันวางสิ่งที่เป็นสิ่งที่มันรับรู้ สิ่งที่มันเป็นความวิตกกังวลต่างๆ มาเป็นตัวของตน นั่นล่ะคือสัมมาสมาธิ ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นหนึ่ง สัมมาสมาธิมีสติสัมปชัญญะตลอด แล้วถ้ามันน้อมไปนะ

ทำความสงบของใจเข้ามาๆ จนมีกำลัง มีกำลังก็มีความสุขๆ คนไม่มีวาสนานะ มันว่านี่คือนิพพาน มันติดสมาธิไง

เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ มันจะเข้าใจว่า สติปัญญาระดับนี้ ระดับที่ว่าเราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราเข้ามาให้จิตมันสงบระงับเข้ามาไง โดยความรู้สึกนึกคิดไง ถ้าความรู้สึกนึกคิดเข้ามา กิเลสใส่สูทหรือกิเลสมันจะนุ่งโจงกระเบน แล้วกิเลสมันแก้ผ้า แก้ผ้ามันล่อนจ้อน ล่อนจ้อนคือตัวมันไง ก็ตัวกิเลสไง

แล้วกิเลสตัวมันเป็นอย่างไร จิตประภัสสรหรือ

สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกในหัวใจของตน ตนจะรู้แจ้งรู้จริงในใจของตน ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง

แต่ถ้ามันเป็นมาร มันเป็นกิเลสหลอก มันก็ภาวนาเหมือนกัน ภาวนาบูชากิเลสไง จะรู้จักกิเลสถ้ากิเลสมันใส่สูท โอ๋ย! จ้อยๆๆ มันสากลน่ะ มันวิเคราะห์วิจัยได้หมดน่ะ อธิบายได้ด้วย กิเลสมันใส่สูท สูทมันมีสูทนะ มันมีเสื้อเชิ้ต มันมีเน็กไท มันมีเสื้อชั้นใน มีกางเกง อู้หูย! กิเลสมันใส่สูท

แล้วตัวกิเลสล่ะ

มึงไม่เห็นกูก็แล้วกันล่ะ ตัวกิเลสมันนอนกระดิกเท้าเลย ผู้ปฏิบัตินี้อยู่ในอำนาจเราตลอดไป มันก็หลงใหลอยู่อย่างนี้แหละ

แล้วถ้าเราชาวพุทธ เราอยู่ในประเทศไทยไง ถ้ามันนุ่งโจงกระเบน โอ้! นี่ใช่เลย ใช่เลย โจงกระเบนผ้าพับไว้ ต้องทับไว้ให้มันมีกลีบ แล้วเวลานุ่งแล้ว ผ้าโจงกระเบน

ผ้าโจงกระเบนหรือสูท มันเป็นวัตถุ มันเป็นสิ่งสมมุติที่สมมุติขึ้น แล้วตัวกิเลสล่ะ กิเลสมันอยู่ไหน แล้วกิเลสเป็นอย่างไร

นี่ไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติไง ถ้าฝึกหัดปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติจิตสงบแล้ว ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบแล้ว จิตตภาวนา นี่ภาคปฏิบัติ ไก่ป่า ไม่ใช่ไก่บ้าน

ไก่บ้านก็อยู่ในคอกไง เขาคอยเลี้ยง คอยดูแลไง แล้วก็มีที่ มีรังไก่ไง

แต่ไก่ป่า ไก่ป่ามันหาอยู่หากินของมันเองนะ แล้วคนไล่ล่ามันด้วย

นี่ไง เวลาไก่ป่า ไก่ป่าไม่ใช่ไก่บ้าน

ไก่บ้าน ไก่บ้านไม่ต้องทำอะไร มันเกิดเองได้หมด

แต่ไก่ป่ามันต้องขุดคุ้ยค้นคว้าหาอาหารเพื่อดำรงชีวิต

การฝึกหัดปฏิบัติของเรา ทำความสงบของใจเข้ามา

ทำไมต้องทำความสงบ

เพราะทำความสงบมาให้เกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา

ปัญญาเกิดจากการศึกษา ปัญญาเกิดจากการวิจัย ปัญญาเกิดจากการค้นคว้า กิเลสมันใส่สูท มันจะนุ่งโจงกระเบนอย่างนี้ มันพร้อมอยู่แล้วที่จะปั่นหัวนักปฏิบัติทั้งหลาย

นักปฏิบัติทั้งหลายจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพื่อจะเป็นสูทหรือเป็นโจงกระเบน แล้วกิเลสเป็นอย่างไร

แล้วถ้ามันเป็นกิเลสนะ ทำความสงบของใจเข้ามา ฝึกหัดปฏิบัติให้จิตสงบของเราให้ได้ จิตฝึกหัดให้มันมีความสงบของใจมันจะมีความปกติสุข ถ้าความปกติสุข ทุกข์ควรกำหนด สุขเราเสวย

ทุกข์ทั้งนั้นน่ะชีวิตเรา มันเหนื่อยยาก เห็นไหม ดูนักกีฬาเวลาเขาฝึกเขาซ้อมเหงื่อไหลไคลย้อย ไอ้เราก็เหมือนกัน นั่งสมาธิภาวนาขึ้นมากว่ามันจะสงบแต่ละครั้งแต่ละคราว ลงทุนลงแรงไปมากมายมหาศาล

เว้นไว้แต่ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เพราะเขาสร้างอำนาจวาสนาของเขามาอย่างนั้น ถ้าเขาสร้างอำนาจวาสนาของเขามา เขาทำสิ่งใดมันก็จะสงบนะ

มีผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจิตสงบได้ง่าย มี แต่สงบแล้วได้ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้จริงหรือไม่ได้จริง เป็นหรือไม่เป็น

ถ้าเป็นจริงขึ้นมานะ จิตสงบแล้วก็สงบอยู่อย่างนั้น แล้วไม่ก้าวหน้าต่อไปข้างหน้า

จิตสงบมันก็เป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานในพระพุทธศาสนา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา มันจะเป็นวิปัสสนา วิปัสสนาจะใช้สติปัญญาแทงตลอดกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วถ้าทำความสงบของใจ มันก็สันทิฏฐิโก รู้ได้แค่สัมมาสมาธิ

ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปนะ ถ้ามันมีสติมีปัญญาพิจารณาของมันไปนะ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นธรรมตามความจริง เห็นกิเลสนะ กิเลสไม่ได้ใส่สูท กิเลสไม่ได้นุ่งโจงกระเบน กิเลสมันเป็นกิเลส แล้วมันปลิ้นปล้อนหลอกตัวเองด้วย

ผู้ที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าไม่มีอำนาจวาสนามันก็ติดข้องกับวัตถุนี่แหละ

รูปอันวิจิตรไม่ใช่กิเลส ตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนต่างหาก

รูปอันวิจิตรไง กิเลสมันจะใส่สูท มันจะนุ่งโจงกระเบน มันเรื่องของกิเลส เรื่องของกิเลสที่มันจะพลิกแพลง กิเลสไม่มีเหตุไม่มีผล กิเลมันจะมีอำนาจเหยียบย่ำหัวใจของสัตว์โลก แล้วเอาใจของสัตว์โลกนั้นน่ะเป็นที่อยู่ที่อาศัย แล้วครอบครองใจดวงนี้มาไม่มีต้นไม่มีปลาย

ฉะนั้น รูปอันวิจิตรไม่ใช่กิเลส ตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหาก ถ้าตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหาก ถ้ามันมีสติมีปัญญา มันจะไล่เข้ามาสู่หัวใจของตน

แต่นี่ประพฤติปฏิบัติมันส่งออกไงนะ ใครมีตึก มีคอนโด มีบ้านเรือนที่วิจิตรพิสดาร ก็ โอ้โฮ! ไอ้นั่นเป็นกิเลส ไอ้เราคนทุกข์คนจนอยู่กระต๊อบห้องหอ กระต๊อบห้องหอมันก็กิเลสนะ

นี่พระกรรมฐานๆ ไง อยู่กระต๊อบ อยู่ร้าน อยู่ในเรือนว่าง มันต้องมีข้อวัตร เขาก็ทำความสะอาดนะ ทำความสะอาด ตีตาดต่างๆ เพราะอะไร เพราะนี่มันกิจของสงฆ์ มันเป็นกิจของสงฆ์ มันวัดเลยว่าเป็นพระหรือไม่เป็นพระ

ถ้ามันเป็นพระ มันมีวัตรปฏิบัติของเขา ถ้าไม่เป็นพระ ไม่เป็นพระมันก็เหมือนคนไร้บ้านไง นอนกลางดิน กินกลางทรายเพราะไม่มีบ้านของตน ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีวัตรปฏิบัติ ไม่มีศีลไม่มีธรรม มันก็ไร้รากไง แล้วมันจะเอาความจริงมาจากไหน

แต่ถ้ามันจะเป็นความจริงขึ้นมา มันมีข้อวัตรปฏิบัติของเขา ถ้ามีข้อวัตรปฏิบัติของเขา เขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเพื่อเข้ามาสู่หัวใจของตนไง ถ้าหัวใจของตนเห็นไหม

จะเป็นกระต๊อบห้องหอ ถ้ามันเป็นกิเลสก็กิเลสทั้งนั้นน่ะ

ฉะนั้น สิ่งที่รูปอันวิจิตรไม่ใช่กิเลส ตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหาก

ตึกรามบ้านช่อง ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติไง ไอ้โน่นก็เป็นกิเลส ไอ้นี่ก็เป็นกิเลส จนเขามีกลุ่มปฏิบัติหลายๆ กลุ่มนะ เขาจะแสวงหาผลประโยชน์ไง เขาบอกว่า ถ้ามีทรัพย์สมบัติ การปฏิบัติแล้วมันจะไม่เป็นธรรม ต้องเสียสละไง มาเป็นส่วนกลาง

แล้วส่วนกลาง ใครบริหารล่ะ

“ต่างคนต่างไม่มีทิฏฐิมานะ ไม่มีสักกายทิฏฐิ ไม่มีกิเลส”

ถ้ากิเลสมันนุ่งโจงกระเบน กิเลสมันใส่สูท มันสร้างรูปแบบได้ทั้งนั้นน่ะ

ในหมู่ปฏิบัติหลายกลุ่มมาก เห็นมาเยอะ ใครมีสมบัติไม่ได้ ต้องโอนเข้าส่วนกลาง

ส่วนกลาง หัวหน้าเป็นคนบริหาร

ทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติส่วนทรัพย์สมบัติ บุญและบาปประจำหัวใจล่ะ

คนมีบุญนะ ดูจักรพรรดิสิ ขุนนางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว จะเอาเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องการอย่างใดได้พร้อมหมด หัวใจของคน บุญและบาปในใจของคนนั้นต่างหาก ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติแล้วเขามีบุญมีกุศลของเขา

ไอ้เราปฏิบัติ เวลารูปสมบัติไง กิเลสมันใส่สูท นุ่งโจงกระเบน โอ้โฮ! เยอะแยะไปหมดเลย มีพร้อม วัตถุทุกอย่างมีพร้อม แต่สติล่ะ ปัญญาล่ะ แล้วภาวนามยปัญญาล่ะ อยู่ไหน แล้วทำอย่างไร แล้วจะเกิดขึ้นตรงไหน นี่วาสนา อำนาจวาสนาของผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

ถ้าเราจะทำความจริงของเรา เราตั้งสติของเรา ขณะนี้กิเลสมันใส่สูทป่าววะ มีสติปัญญาไง ถ้ามีสติปัญญาก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาไตร่ตรอง

ปัญญาไม่ใช่ว่า เรามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรมันจะถูกต้องชอบธรรมไปทั้งนั้น

ถ้าสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม จิตต้องสงบ ถ้าจิตมันไม่สงบ แสดงว่าผิด แสดงว่าสิ่งนี้เราใช้สติปัญญาอยู่นี่ไม่ถูกต้องชอบธรรม

แล้วถ้ามันจะถูกต้องชอบธรรมต้องทำอย่างไร

ต้องมีสติ

ถ้าสติไม่เท่าทันนะ จะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ถ้ามีสติสัมปชัญญะขึ้นมา มันเป็นปัจจุบันขึ้นมา มันมีกำลัง แล้วมันเป็นสัมมาที่ถูกต้องชอบธรรม

แต่ถ้ามันขาดสติ ก็ความคิดอันนี้แหละ เราเคยคิดได้ เราเคยคิดอย่างนี้แล้วจิตมันสงบ วันนี้ก็จะคิดแบบนี้ แล้วมันสงบไหม เพราะขาดสติ เพราะขาดความเป็นปัจจุบัน มันขาดความเป็นปัจจุบันไง

ถ้ามีสติปัญญาเข้ามา ถ้าเรามีสติปัญญาเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันจะใส่สูท มันจะนุ่งโจงกระเบน มันจะทำอย่างไร เราเท่าทันมันทั้งนั้นน่ะ ลอกมันได้ ปอกลอกมันให้ได้ ใส่สูทก็ถอดสูทมัน ถ้ามันนุ่งโจงกระเบน โจงกระเบนเราก็ไม่ต้องการ ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น

แล้วบอกว่า ถ้ามันติด แล้วจิตประภัสสร

กิเลสมันแก้ผ้า

กิเลสแก้ผ้ายังไม่รู้จักว่ากิเลสมันแก้ผ้า มันล่อนจ้อนอยู่นั่นน่ะ แต่ยังไม่รู้จักมันนะ ไม่รู้ไม่เห็นทั้งนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่มันอยู่ท่ามกลางหัวใจดวงนี้ ทั้งๆ ที่มัน อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา

เพราะอวิชชาพาให้จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ทั้งๆ ที่มันครอบงำแล้วพาเวียนว่ายตายเกิด แล้วได้เกิดเป็นมนุษย์ไง

แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วได้ฝึกหัดปฏิบัติไง ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา นั่นก็ทำบุญทำบาปของเขา ถ้าเขาทำบุญกุศลนั้นก็บุญกุศลของเขานะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สร้างคุณงามความดีก็ไปเกิดบนสวรรค์ ไปเกิดบนพรหม แล้วถ้าทำชั่ว นรกอเวจี แล้วถ้าเรามีอำนาจวาสนา นี่ไง เราจะฝึกหัดปฏิบัติล่ะ

ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ตามความเป็นจริงไง

เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันก็ใส่สูทนุ่งโจงกระเบนนั่นแหละ ปลิ้นปล้อนอยู่อย่างนั้น แล้วมีวาสนาหรือไม่

ถ้าไม่มีวาสนานะ มันก็เคลมไง ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม จิตมันประภัสสร ความเป็นประภัสสรเป็นธรรม

นั่นแหละกิเลสมันแก้ผ้า

กิเลสมันแก้ผ้านะ สว่างไสว ผ่องใส กิเลสทั้งนั้น แล้วไม่กล้าจับ ไม่กล้าจับ ไม่กล้าแตะ ไม่กล้าแตะเลยนะว่านี่เป็นกิเลส แสดงว่าไม่มีวาสนาเลย วาสนาอ่อนด้อยมาก

แต่ถ้ามีวาสนานะ เราทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับมากน้อยขนาดไหน น้อมไปให้เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง

ทำไมต้องเห็น

เพราะกิเลสมันก็ใช้กายเวทนาจิตธรรมนี่แหละ เพื่อการยึดมั่นถือมั่นของมัน มันอาศัยไง อนุสัยนอนเนื่องไปกับความคิด

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ้นกิเลสนะ “มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา”

นี่ความคิดไง ความคิด ความเป็นอยู่ ความดำรงอยู่ กิเลสแก้ผ้านั่นน่ะ ล่อนจ้อนนั่นน่ะ ยังพลิกแพลงทำลายมันได้

“มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดจากบนหัวใจเราไม่ได้อีกเลย”

นี่มาร นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเยาะเย้ยมารนะ เยาะเย้ยมารตัวต่อตัว

เวลาลูกศิษย์ลูกหาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชนะกิเลส ปรินิพพาน กิเลสมันขุดคุ้ย มันค้นคว้า มันวิ่งหาใหญ่เลยล่ะ มันจะนับไปเลยว่าจิตที่อยู่ในอำนาจของมันน่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “มาร ไม่เจอ ไม่เจอ เป็นไปไม่ได้”

เป็นไปไม่ได้เพราะอะไร เป็นไปไม่ได้เพราะทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ถ้าทำลายภวาสวะ นี่ไง กิเลสสวะ อวิชชาสวะ ภวาสวะ อาสวะ ๓ อวิชชาคือความไม่รู้กิเลส อวิชชาสวะ กิเลสสวะ ภวาสวะ แล้วมีความสามารถ มีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหนที่จะเข้าไปเห็นรู้ เห็นแจ้ง รู้แจ้งด้วยสติด้วยปัญญาการชำระล้าง การถอดการถอนกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน

มันต้องมีอำนาจวาสนาแล้วฝึกหัดปฏิบัติไง

อำนาจวาสนาเกิดมาจากไหน

ก็เกิดมาจากนั่งสมาธิภาวนาอยู่นี่ไง อำนาจวาสนา ใครจะมอบไว้ให้

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตนเท่านั้น ตนคิดได้ ตนคิดได้ ตนมีสติสัมปชัญญะ ตนถึงได้มีศรัทธา แล้วตนเคารพบูชา ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถือสิ่งคำสอนนอกจากมรรค ๘ นอกจากความดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ

ไอ้การอ้อนวอน การร้องขอ มันเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ มันอยู่นอกจิต

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

เพราะจิตของพระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในจิตนั้น เกิดขึ้นด้วยสติด้วยปัญญา ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้สติปัญญาเท่าทัน กิจจญาณ สัจจญาณ มีสัจจะมีความจริง

“อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

มันต้องเกิดขึ้นจิตนั้น จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตตภาวนา

คนเราเกิดมามีกายกับใจ หัวใจดวงนั้นถึงต้องทำสัมมาสมาธิไง ทำให้จิตสงบระงับ แล้วจิตสงบระงับแล้วนะ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา

ถ้าจิตมันสงบระงับ แต่มันไม่มีกำลังของมัน เพราะอะไร เพราะสมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง สมาธิๆ ใครอย่ามาหลอกเรานะ เราติดสมาธิอยู่ ๕ ปี”

สมาธิๆ แล้วเราไม่มีเลย ว่างๆ ว่างๆ

ว่างๆ เริ่มต้นอย่างไร อะไรทำให้ว่าง แล้วถ้าว่างจริง เขาไม่พูดอย่างนี้

สัมมาสมาธิ จิตเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นอย่างไร แล้วเวลาไม่พาดพิง มันมีกำลังไหม

เวลามันมีกำลังนะ ถ้ามีกำลังแล้วไม่มีวาสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น เพราะในวงกรรมฐาน ในวงพระป่าไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ไม่มีสมถะจะมีวิปัสสนาได้อย่างไร ไม่มีวิปัสสนา สิ่งที่มันจะเกิดแทงทะลุกิเลสในใจของตนทำได้อย่างไร แล้วอะไรเป็นวิปัสสนา อะไรเป็นสมถะ

แล้วสมถะ เขาบอก “สมถะแก้กิเลสไม่ได้”

เพราะไม่มีสมถะ มันก็ไม่เกิดวิปัสสนา แล้วถ้าวิปัสสนาไม่มีสมถะ วิปัสสนาก็ไปไม่ได้ ไปไม่ได้หรอก เพราะอะไร เพราะถึงเวลาแล้วกำลังมันไม่มี กำลังไม่มีก็เป็นสัญญา

สัญญาคือความจำได้หมายรู้ มันจะใส่สูทแล้ว ไอ้กิเลสแก้ผ้า ไอ้กิเลสล่อนจ้อน เอ็งไม่มีคุณค่า กิเลสด้วยกัน กูใส่สูทนะมึง ไอ้ล่อนจ้อน มึงไม่รู้หรอก

นั่นคือตัวจริง ไอ้ตัวปลอมมันใส่สูท แล้วเราก็ แหม! เอาสูทมาวิเคราะห์

สูท เอ็งจะเอายี่ห้ออะไรล่ะ ตัดด้วยผ้าอะไร ไปแล้ว

แล้วถ้านุ่มนวลก็ โอ้โฮ! นุ่งโจงกระเบน โอ้โฮ! มันเป็นวัฒนธรรมของชาวไทย

ผ้าโจงกระเบน ผ้าที่ไหนก็มี แล้วไอ้ตัวกิเลสมันอยู่ไหน

ถ้าสติปัญญาไม่เท่าทันมันไง ถ้าสติปัญญาไม่เท่าทัน เวลาสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงานก็ไม่มั่นคง เวลาจะมีกำลังขึ้นมาเพื่อจะเข้าไปสู่วิปัสสนา มันก็ไม่มีกำลัง แล้วไม่มีกำลังไปก็ประพฤติปฏิบัติไปตามกิเลส แล้วบูชากิเลส ให้กิเลสมันครอบงำอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนะ

ถ้ามันเป็นชิ้นเป็นอัน ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ถ้าสมควรแก่ธรรม สติ โอ้โฮ! สติมันเท่าทัน แล้วถ้ามีคำบริกรรม ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าจิตมันสงบ มันต้องหัดก้าวเดินขึ้นไป นี่ไง ปุถุชน กัลยาณชน

เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจากปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนามันหนาโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันหนาด้วยนามธรรม ไม่ต้องไปเกี่ยงหรือไปนินทาใครทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องปัจจุบันในหัวใจของบุคคลคนนั้น บุคคลคนนั้นชอบ รักสิ่งใด เกลียด ชัง ไม่พอใจอะไร มันเป็นจริตเป็นนิสัยไง

ดูคนกลัวสิ กลัวจิ้งจก กลัวตุ๊กแก กลัว กลัวร้อยแปดพันเก้า ไอ้เด็กที่ไม่กลัว เด็กมันจับเล่นได้ ไอ้คนกลัว กลัวแทบเป็นแทบตาย ไอ้คนไม่กลัวมันของเล่น ของที่มันชอบ มันอยู่ไหนล่ะ

มันก็อยู่ที่หัวใจดวงนั้นไง มันเป็นจริตเป็นนิสัยของแต่ละบุคคลไง ถ้ามันจริตเป็นนิสัยแต่ละบุคคล สิ่งที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็ต้องทำตามความเป็นจริงในหัวใจของตนขึ้นมา ถ้าทำความเป็นจริงในหัวใจของตนขึ้นมา พยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราให้มากขึ้น มากน้อยขนาดไหนมันอยู่ที่วาสนาที่เราจะทำของเราขึ้นมาให้ได้

ถ้าเราจะทำของเราขึ้นมาให้ได้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี พอจิตสงบแล้วมันก็มาทบทวน

ครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ท่านจะให้เราทบทวนว่าเราวางอารมณ์อย่างใด เพราะอะไร เพราะนี่คือคุณสมบัติ คุณสมบัติทำให้จิตสงบ แล้วคุณสมบัติของเรา เราเป็นคนทำของเราให้จิตสงบระงับ

เวลาพระกรรมฐานนะ ในสมัยของเราที่อยู่กับครูบาอาจารย์ ต่างองค์ต่างอยู่ ต่างองค์ต่างดูแล ต่างองค์ต่างรักษา รักษาใจของตน มันรักษายากไง แล้วผู้ที่รู้จริงเห็นจริงคือหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนี่ไง ท่านถึงห้ามๆๆ

ไอ้ห้ามๆ จนประชาชนทั่วไปเขาว่า เฮ้ย! อะไรๆ ก็ห้าม ห้ามไปหมดเลยหรือ

อ้าว! ห้ามเพราะว่านั่นล่ะคือต้นเหตุทำให้เอ็งทุกข์นะ

ลงทุนลงแรงเจียนอยู่เจียนตายกว่าจะได้ความสงบสุขขึ้นมาบ้าง

ในสมัยปัจจุบันนี้นะ พระอรหันต์ทั้งนั้นน่ะ ปากเปียกปากแฉะ จ้อยๆๆ ไม่มีกิริยาสำรวมระวังอะไรเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ไอ้นั่นมันคนบ้า มันบ้าหันน่ะ บ้าบอคอแตก มันขาดสติไง

ดูหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นสิ ดูครูบาอาจารย์ของเรา ท่านมีสติสัมปชัญญะของท่านนะ แล้วสตินั้นน่ะ เพราะสติวินัย สติวินัย สติไม่ขาดช่วงเลยล่ะ เพียงแต่ว่ามันเป็นนิสัยของแต่ละบุคคล

ไอ้นี่นักปฏิบัติอะไร ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเลยหรือ ไอ้ที่ว่า ว่างๆ ว่างๆ ว่างอย่างไร

ฉะนั้น ถ้ามันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เราจะต้องตั้งใจของเรา

ใครจะเป็นสิ่งใดนั่นมันเรื่องของเขา เรื่องของเราคือทำความสงบของใจเข้ามา

ครูบาอาจารย์ที่ท่านดูแล ท่านดูที่จริตนิสัย กรรมฐาน ๔๐ ห้อง การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ เพราะจริตนิสัยของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน คำว่า แตกต่างกัน” เห็นเขาทำอย่างนั้น เวลาคุยกันไง สนทนาธรรมๆ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมํคลมุตฺตมํ เราฟังเขาพูดว่า อู้ฮู! เขาทำแล้วมันง่าย ทำแล้วมันดี

เดี๋ยวนี้หลอกออนไลน์ หลอกให้รัก สวยงามทั้งนั้น ตัวจริงไม่ตรงปกเลย

คุยกันไอ้โน่นก็ดี ไอ้นี่ก็ดี ไอ้ภาวนาเก่ง

จริงหรือ จริงหรือ

ถ้าจริงเขาเงียบ ไอ้พูดมากนั่นแหละตัวร้าย จริงนี่เงียบเลย เพราะมันส่งออกไง การพูดออกไป พลังงานทั้งนั้นน่ะ

ถ้าเป็นความจริงนะ เงียบ แล้วดูแลใจของตน ถ้าจะพูด พูดกับครูบาอาจารย์ พูดต่อเมื่อมันจำเป็น

แต่ไอ้พล่ามๆๆ พล่ามทั้งวันน่ะ มันเป็นความจริงตรงไหน ไอ้นั่นมันส่งออกทั้งนั้นน่ะ มันพล่ามจนเคยตัวไง ภาษาเราว่า หมาบ้า หมาบ้าหางตกเลย น้ำลายไหลย้อยเชียว ตานี่ขวางเลยนะ

นักปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้น ถ้านักปฏิบัติ เขาสำรวมระวังของเขา เวลาใครจะเข้ามา เขายังไม่ให้ใครเข้าเลย เข้ามาทำไม เข้ามาเพื่ออะไร เวลาของเรามันเป็นเวลาประพฤติปฏิบัติต่างหาก เวลาครูบาอาจารย์ท่านมีกฎมีกติกาอย่างนั้น

แต่ถ้าทางโลกนะ โอ๋ย! โหดร้าย ใจดำ แต่กิเลสนี่ใส่สูท พอกิเลสใส่สูทแล้วนั่งพับเพียบเลย ยอมจำนนหมด โลกเป็นใหญ่ เขาจะเอาอย่างนั้น เขาจะเอาอย่างนี้ กิเลสมันจะใส่สูทไง แล้วถ้าเอาวัฒนธรรมนะ มันก็นุ่งโจงกระเบนน่ะ

แต่ถ้าจริงๆ กิเลสมันแก้ผ้ามันล่อนจ้อนเลย ใส ผ่องใส นั่นน่ะกิเลสมันแก้ผ้า เอ็งก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยเห็น ไม่เคยจับต้องสิ่งใดๆ ได้

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถึงให้สติปัฏฐาน ๔ พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม พิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา ถ้าเป็นกายนอก กายใน กายในกาย กายของจิต

พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม เพราะอะไร

เพราะเราจับต้องสิ่งใดไม่ได้

กิเลสเป็นนามธรรม

ใช่ ตัณหาความทะยานอยาก สมุทัย อนุสัย มันเป็นนามธรรมทั้งนั้นน่ะ แล้วมันแสดงตัวอย่างไร

ถ้ามันแสดงตัว ถ้าพิจารณากาย ถ้าจิตสงบเห็นกาย โอ้โฮ! จิตสงบแล้วนะ มันวิภาคะ มันแยกส่วนขยายส่วนน่ะ เฮ้ย! กายมันทำไมเป็นอย่างนี้ กายก็ต้องสวยงาม กายก็ต้องเป็นสิ่งที่น่าพอใจ กายก็เป็นสิ่งที่ความปรารถนา กายมันก็ต้องไม่เจ็บไม่ปวด กายมันก็ต้องไม่ทุกข์ไม่ยาก กายมันก็ต้องอุดมสมบูรณ์พูนผล มันต้องไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

แรงปรารถนา

จิตสงบแล้วมันวิภาคะ มันขยายส่วนไง ขยายออก ถ้าพิจารณาให้มันพุ ให้มันพอง ให้มันเสื่อมสภาพ มันเป็นไตรลักษณ์ พอมันเป็นไตรลักษณ์ไง กิเลสแก้ผ้า กิเลสล่อนจ้อน

เวลาพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม เวลามันสำรอก เวลามันคาย

มันคายอะไร

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ นี่กิเลสมันแก้ผ้า มันล่อนจ้อน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสังโยชน์

สังโยชน์มันเครื่องร้อยรัด สังโยชน์ ๑๐ มัดไว้เลย ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น

การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต เห็นสมณะทะเลาะเบาะแว้งกัน เห็นสมณะเที่ยวฉ้อเที่ยวโกง เห็นสมณะอย่างนั้นเป็นประโยชน์อะไร

จิตเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เวลามันสำรอกมันคาย ตทังคปหาน มีความสุข

เราเกิดเป็นมนุษย์มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา มันเป็นบุญเป็นกุศล แล้วถ้าได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ คำว่า ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ในวงกรรมฐานครูบาอาจารย์เรา “ฟากตาย”

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ไอ้พวกที่ว่าทำงานหนัก เกิดมาชาตินี้ทุกข์มาก ท่านบอกอย่าเพิ่งพูด ให้ฝึกหัดปฏิบัติก่อน ธรรมะอยู่ฟากตาย

เวลาฝึกหัดปฏิบัติ สิ่งที่ว่ามันจะตทังคปหาน มันจะปล่อยวาง เขาทุ่มเขาเท เขาทำของเขา เขาไม่มาเป็นหมาบ้าพล่ามๆๆ แล้วมันกวนคนอื่น

ธรรมทายาท ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมันจะเป็นธรรมขึ้นมาบ้าง มันจะมีจริตมีนิสัยที่ครูบาอาจารย์ท่านวางระบบไว้ ก็มาพล่ามๆๆ ให้คนที่มันจะมีโอกาสบ้าบอคอแตกไปด้วยกัน เป็นประโยชน์กับใคร ตัวเองก็ แหม! ใส่สูทเชียว นุ่งโจงกระเบนนั่งพับเพียบ ยังเป็นหมาบ้าอีกต่างหาก

แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง ถ้าการทำงานที่มันทุกข์มันยาก อย่าเพิ่งคุย ประพฤติปฏิบัติตามความจริง ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง สมุทัยควรละ นิโรธดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ด้วยสัจจะด้วยความจริง การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติแบบนั้น แล้วการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติแบบนั้น ถ้าเป็นความจริงๆ ขึ้นมา มันอยู่ฟากตาย ถ้าอยู่ฟากตาย

แล้วไอ้ที่ยังเป็นหมาบ้า ยังหางตกน้ำลายยืดอยู่นี่ มันจะเป็นธรรมไปได้อย่างไรวะ มันเป็นไปไม่ได้ มันน่าสงสาร น่าสงสาร เห็นไหม

ผู้ที่ด้อยปัญญาเห็นอย่างนั้นน่ะนึกว่าเป็นธรรม เห็นอย่างนั้นน่ะชอบ เพราะอะไร มันโอ้โลมปฏิโลม มันเป็นกิเลสใส่สูทเหมือนกันไง เพราะกิเลสแก้ผ้าก็ล่อนจ้อน ก็ไม่เห็น ตัวเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาก็จับต้องอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามันใส่สูท มันนุ่งโจงกระเบน แหม! นั่งคุยกันทั้งวันทั้งคืนเลย คุยธรรมะๆ

ความจริงนะ มันก็คือความจริง ถ้าความจริงมันเป็นความจริงแล้ว มันหนีไม่พ้นกับความสัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ จิตใจเป็นสัปปายะ สถานที่สงบสงัด หัวใจสงบสงัด ถ้าสงบสงัดขึ้นมาแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

กรรมฐานนะ สมาธิก็ทำไม่เป็น ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ต้องพูดถึง กิเลสใส่สูทหมด กิเลสเป็นรูปแบบไง

ไอ้นั่นเป็นกิเลส เมื่อก่อนเคยทุกข์เคยยาก เดี๋ยวนี้หายแล้ว เมื่อก่อนเคยโกรธ เคยเกลียด เดี๋ยวนี้ไม่เกลียดแล้ว เมื่อก่อนเคยหลง เดี๋ยวนี้ไม่หลง

ไม่หลงอยู่นั่นน่ะ พูดอยู่นั่นน่ะไม่หลง มันเป็นเรื่องวัตถุ

เห็นไหม หลานพระสารีบุตรไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง จะไปต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาครอบครัวของพระสารีบุตรมาบวชไง จะพูดอ้อมๆ อ้อมๆ ไม่กล้าไง

ถ้าเธอไม่พอใจอะไรต่างๆ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ของเธอด้วย อารมณ์ของเธอก็คือวัตถุอันหนึ่ง อารมณ์ของเธอน่ะ

นี่ไง กิเลสมันใส่สูทไง เอาสูทนั้นน่ะมาอวดอ้างกัน แล้วเวลากิเลสมันแก้ผ้า แก้สูท แก้โจงกระเบนแล้ว ก็ยังไม่รู้จักกิเลสอีกต่างหากนะ เพราะกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็นไง

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา

ปัญญาเกิดจากการภาวนามันต้องมีสติ ต้องมีสมาธิ ถ้ามีสติ มีสมาธิ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้เกิดภาวนามยปัญญา แล้วเกิดรากฐานขึ้นมาโดยการฝึกหัดปฏิบัติของตน ไอ้สิ่งนี้ที่เกิดขึ้นกับใจดวงนี้ เกิดจากการฝึกหัดปฏิบัติ ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกไง ถ้ายังไม่ได้ภาวนา อย่าเพิ่งคุย

แล้วจะรักษาอย่างไร จะทำอย่างไรให้มันเจริญงอกงามขึ้นไป

ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าสมาธิ ออกสมาธิ ออกจากสมาธิก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาแล้วกำลังมันเบาบางลง ก็วาง วางปัญญาอันนั้น ถอยกลับมาอยู่ที่สมถะ สมถะก็ต้องกำหนดพุทโธ หรือใช้ภาวนามยปัญญา หรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ทำสมาธิจนสมาธิมีกำลังแล้ว พอปล่อยจากสมาธิมันเข้าสู่ปัญญา ปัญญามันก็จะแยกแยะของมัน แยกแยะของมัน ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญา มันเป็นธรรมจักร มันคมกล้าของมัน มันจะบดบี้สีไฟกิเลส มันก็จะหมุนติ้วๆ ของมันขึ้นไป

เวลาหมุนติ้วๆ กำลังมันไม่พอ กำลังมันไม่มี ก็ต้องวางปัญญาอันนั้น วางปัญญาอันนั้นก็กลับมาสู่สมถะ กลับมาสัมมาสมาธิ แล้วใช้สติใช้ปัญญา ทำให้สมาธิมันมีกำลังของมันขึ้นมา กำลังขึ้นมา พอวางจากสมาธิ มันก็เข้าสู่ปัญญา นี่คือแนวทางปฏิบัติที่จะรู้จักกิเลสแก้ผ้า

กิเลสแก้ผ้าแล้วดำเนินด้วยมรรค ๘ ธรรมจักร จักรเคลื่อนแล้ว ภาวนามยปัญญาเกิดแล้ว เกิดจากหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นเกิดภาวนามยปัญญา มันจะรู้แจ้งเลยว่าเราไม่เป็นหมาบ้าอีกแล้ว

ไอ้หมาบ้าพล่ามๆๆ มันเศร้า มันเป็นสิ่งที่เรื่องไร้สาระ

ธรรมะ ตู้พระไตรปิฎกก็มี แล้วคนที่เขามาศึกษาค้นคว้า เขาก็อยากจะศึกษาค้นคว้าจากข้อเท็จจริง จากการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นตามความเป็นจริงในใจของเขา ไม่ใช่จากการครอบงำ จากการสะกิดจิต จากการน้ำลายยืด หางตก มันไม่ใช่ธรรมจักร

ธรรมจักรต้องให้เขามีสติสัมปชัญญะ

การฝึกหัดปฏิบัติของเรานี่ไง ถ้าสำนึกได้ คอตกเลยนะ แต่ถ้ามันส่งออกไปนะ เตลิดเปิดเปิงไปนะ โอ้โฮ! ใส่สูท นุ่งโจงกระเบนไปเหมือนหมาบ้า เรายังไม่รู้ตัวนะน่ะ ถ้ารู้ตัวกึ๊ก! หยุดเลย เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต

ถ้าเห็นตถาคตจะไปเห็นที่ใคร

ก็ใจของตัวนั่นไง

ใจของตัว กิเลสมันใส่สูทอยู่นะ นุ่งโจงกระเบนด้วย แล้วไม่รู้จัก เวลาจริงจังขึ้นมา เขาให้รู้จักตรงนั้น รู้จักที่มันนุ่งจูงกระเบน ที่มันใส่สูทนั่นแหละ แล้วถ้าทำได้จริง จิตผ่องใส มันแก้ผ้านะ

แก้ผ้าก็ยังจับมันไม่ได้อีก เพราะอะไร เพราะมันเป็นธรรมไง ไม่ได้ฝึกหัด ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติอะไรเลย

“มันเป็นธรรม”

เป็นธรรมเพราะอะไร

“เพราะมันมีอยู่โดยดั้งเดิม ธรรมมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่เรารื้อฟื้นมันขึ้นมา”

แล้วรื้อฟื้นมันขึ้นมาอย่างไรล่ะ

อ้าว! ก็มันใส่สูทไง มันนุ่งโจงกระเบนไง

กิเลสก็หลอกอีกชั้นหนึ่ง กิเลสมันก็พลิกอีกทีหนึ่ง แล้วก็บูชามันอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่มีอะไรก้าวหน้าเลยหรือ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้ามันเป็นชิ้นเป็นอัน มันจะอยู่กับร่องอยู่กับรอย ไม่มีเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ความลับไม่มีในโลก กรรมทำที่ไหนก็เป็นกรรมทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต่อหน้าทำกรรมก็คือกรรม ลับหลังในที่ลับในที่แจ้งขนาดไหนมันก็เป็นกรรม ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ไม่มีเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่มีเบื้องใดเบื้องสูงเบื้องต่ำ ไม่มีเบื้องไหนทั้งสิ้น มันจะเป็นธรรมจริงๆ ขึ้นมาตามความเป็นจริงไง

ถ้าเป็นความเป็นจริง มันถึงรู้แจ้งเห็นจริงไง การรู้แจ้งเห็นจริง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุ ตัณหาความทะยานอยาก นิโรธ ดับ

ดับอย่างไร

ดับไฟมันต้องดับได้ ดับแล้วต้องจบสิ

ไอ้นี่ดับแล้วหมาบ้า หางตกเชียว มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้

มันไม่ใช่หมาบ้า มันสมณะ บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ นะ เห็นสมณะบุคคลคู่ไหน ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต เป็นมงคลอย่างยิ่ง แล้วถ้าเรารู้เราเห็นของเราจริงๆ ล่ะ

พุทธ ธรรม สงฆ์ รวมเป็นหนึ่ง เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก หนึ่งไม่มีสองในหัวใจของผู่ที่ประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง เอวัง