เทศน์พระ

ปิดตาใจ

๑๒ เม.ย. ๒๕๖๘

ปิดตาใจ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม หน้าที่ของเราคือหน้าที่ประพฤติปฏิบัติธรรม เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมให้หัวใจเราเป็นธรรม ถ้าหัวใจเราเป็นธรรม มันเหนือโลก โลกส่วนโลก ธรรมส่วนธรรม

ไอ้นี่มันอย่างว่าธรรมอยู่ใต้โลก โลกมันยิ่งใหญ่ไง ต้องคาราวะโลก โลกบงการ โลกชี้นำ โลกสั่งสอน ครับ ยอมรับแม่งทั้งนั้น

แต่ถ้าธรรมเป็นใหญ่ เราก็มาจากโลก เพราะเราไม่รู้เรื่องธรรมะหรอก แล้วคนที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติก็คิดว่าตัวเองเป็นธรรมไง แล้วพยายามคิดว่าตัวเองรู้จักธรรมะไง แล้วก็จะเอาธรรมะไปสั่งสอนเขา สั่งสอนคน สั่งสอนโลกด้วยตรรกะ

ตรรกะที่ดีงามก็สวยงาม ตรรกะที่บิดพลิ้ว ตรรกะที่บิดเบี้ยวก็สอนคนให้บิดเบี้ยว แล้วในสถานะของอะไรล่ะ ในสถานะของการเป็นสมมุติสงฆ์ไง ก็บวชเป็นพระ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อบรมบ่มเพาะสอนโลกด้วยตรรกะที่บิดเบี้ยว ตรรกะที่บิดเบือน มันจะเป็นความจริงมาจากไหน

ถ้าเป็นความจริง เรามีศีล เรามีสมาธิ แล้วเราฝึกหัดใช้ปัญญาของเรา ถ้ามันรู้มันเห็นของมัน มันสังเวช มันสังเวช มันสังเวชว่า เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา สิ่งที่เกิดมา เกิดมาผลของวัฏฏะ เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาพาดกระแส ออกจากวัฏฏะเป็นวิวัฏฏะ ถ้าวิวัฏฏะขึ้นมา มันมีการกระทำของมันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเข้าไปพบเข้าไปเจออย่างนี้ มันจะไปเจออะไร ถ้าไปเจอมันก็เจอจิตของตนเอง ถ้าเจอจิตของตนเอง ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ ถ้ามันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันก็รู้มันก็เห็นของมัน มันก็มีความสุขความสงบเป็นธรรมดา แล้วมันมีความสุขความสงบเป็นธรรมดา แล้วเขาสังเวชด้วย สังเวชว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะทำอะไรได้ แล้วทำอย่างไรวะ แล้วมีใครจะบอกกูสักที

ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ มันไปรู้ไปเห็นเข้าแล้วมันจนตรอกไง มันจนตรอกแล้วมันอยากจะไปต่อ ถ้ามันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม แล้วจะไปต่ออย่างไร ตัวเองก็ยังทรงตัวเองอยู่ไม่ได้ แล้วตัวเองจะเข้ามาถึงตรงนี้ก็เกือบเป็นเกือบตาย แล้วเดินหน้าเดินต่อไปจะเดินอย่างไร มันถึงแสวงหาครูบาอาจารย์ไง

ถ้าครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เห็นไหม ถ้าใครรู้ใครเห็น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถ้ารู้เห็นเหมือนกัน ชี้นำบอกแนะสิ่งใด มันรู้มันเห็นของมัน มันเข้าใจตามความเป็นจริงของมัน

ถ้าเป็นตรรกะ เฮ้ย! มันคนละเรื่องว่ะ ก็กูก็เป็นตรรกะ กูเป็นความรู้ของกู แล้วเห็นอะไรล่ะ แล้วกูก็เห็น แล้วมึงก็เห็น แล้วเห็นอย่างไร

อ้าว! ได้เสีย หักพร้าด้วยเข่า มันก็หักกันไปเท่านั้นน่ะ ถ้าหักกันไป

มันจะเป็นความชอบธรรม ถ้าเป็นความชอบธรรมขึ้นมานะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้เฉพาะตนในหัวใจของตน ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าใครทั้งสิ้น เสมอกันไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะขึ้นมาเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน เสมอกันด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ เท่ากันด้วยความสิ้นกิเลส แตกต่างกันด้วยอำนาจวาสนาบารมีเท่านั้น ถ้าเป็นสัจจะความจริง มันเหมือนกัน มันเท่ากัน มันเป็นอันเดียวกัน อันเดียวกันด้วยคุณธรรมอันเดียวกัน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรม หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลส พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์รวมเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจของท่านไง นั่นก็เป็นคุณธรรมอันนั้นไง สัจธรรมอันนั้นมันยิ่งใหญ่ไง

ฟังธรรมๆ ฟังธรรมจากหัวใจอย่างนั้น มันมีเหตุมีผลของมันขึ้นมา

เหตุผลอะไร

ปุถุชน กัลยาณชน บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ บุคคล ๔ คู่ เหตุและผลแต่ละชั้นแต่ละตอนมันมหัศจรรย์ขนาดนั้นน่ะ ความมหัศจรรย์ขนาดนั้น ผู้ที่รู้จริงเห็นจริงเสมอกัน เหมือนกัน มันจะแตกต่างกันอย่างไร

ไอ้นี่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย แล้วเข้าไปพบไปเจอนะ ถ้าเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวมันก็ไปของมัน ถ้าตรรกะที่เป็นธรรมๆ เข้าไปรู้เห็นแล้วทำอย่างไรต่อ

ถ้าครูบาอาจารย์เป็นธรรม ท่านถึงแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง แล้วครูบาอาจารย์ชี้นำมา ถ้าชี้นำมา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา มันจะพยายามขวนขวาย พยายามกระทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา

แล้วถ้าครูบาอาจารย์ก็คอยแต่เอาใจช่วย มันจะเป็นไปได้หรือจะเป็นไปไม่ได้ มันก็อยู่ที่วาสนาของเอ็งนั่นน่ะ

พระอรหันต์แสนกัป ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย

พื้นฐานมันไม่มี พื้นฐานมันเป็นไปไม่ได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร มันสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็เอาใจช่วยอยู่นี่ไง เอาใจช่วย พยายามให้มันยกขึ้นให้มันดีงามขึ้นมาไง ถ้ามันดีงามขึ้นมาได้มันก็เป็นความมหัศจรรย์ของใจดวงนั้นไง มันก็เป็นสัจธรรมไง มันก็เป็นธรรมทายาทไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก หลวงปู่มั่นเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์ๆ ไง ถ้าเป็นพระอรหันต์มันก็จบไง เป็นพระอรหันต์มันเป็นที่หัวใจดวงนั้นไง แล้วหัวใจดวงนั้นมันอยู่ท่ามกลางหัวอกของมนุษย์นั้นไง แล้วมนุษย์นั้นมันจะมีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม

แล้วถ้าผู้กระทำเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยว ตรรกะที่หลอกลวง มันก็เป็นความรู้ของเห็นของเขาไง

แต่ของเราล่ะ

ถ้าเป็นธรรมนะ ถ้าเป็นธรรมมันมีอำนาจวาสนา สิ่งใดที่รู้ที่เห็นขึ้นมามันจะเป็นครูเป็นอาจารย์ของเราไง สิ่งที่รู้ที่เห็น ธรรมะเป็นธรรมชาติ ใบไม้ร่วงใบหนึ่ง มันหลุดจากขั้ว มันปลิวลงสู่แผ่นดิน มันใช้สติปัญญา มันมีความรู้ขึ้น มันมีความเห็นขึ้น มันสังเวชขึ้น มันมีสติมีปัญญาไง ถ้ามีหูมีตาไง

ถ้ามันเป็นความเสื่อมสภาพไปโดยธรรมชาติเป็นสัจจะความจริงไง นี่ผลของธรรม ธรรมชาติมันแปรปรวนของมันตลอดเวลา ฤดูกาลก็เปลี่ยนแปลง

มนุษย์เกิดมา เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ของเรามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจ มันไม่ธรรมดาหรอก มันเจ็บปวดเจ็บช้ำน้ำใจทั้งนั้นน่ะ ความเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นมานั่นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นน่ะ

แต่ถ้าเป็นเรื่องของธรรมล่ะ ถ้ามันเปิดหูเปิดตาไง ถ้าเปิดหูเปิดตามันฟังสิ่งใด นี่ฟังธรรมๆ ฟังธรรมแล้วเข้าใจไหม

ถ้าความไม่เข้าใจ เห็นไหม เวลาพระสมัยพุทธกาลไง ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เข้าใจก็ไปถามพระสารีบุตร ให้พระสารีบุตรอธิบายแยกแยะให้ฟัง เออ! เออ! นี่ปัญญาอบรมสมาธิไง

สุดท้ายไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ข้าพเจ้าได้ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไม่เข้าใจ ไปถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรอธิบายให้ฟังอย่างนี้ แล้วเอาสิ่งที่พระสารีบุตรอธิบายแล้วมาถามพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าเราอธิบาย เราก็อธิบายแบบพระสารีบุตรนั่นแหละ

ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันเป็นธรรมอันเดียวกันนั้นไง ถ้าเป็นธรรมอันเดียวกัน มันจะแตกต่างอย่างไร มันเสมอภาคเท่ากันด้วยความสะอาดบริสุทธิ์เหมือนกัน แตกต่างกันด้วยอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไง

ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้ามันเปิดหูเปิดตาไง ถ้ามันเปิดหูเปิดตาขึ้นมา สิ่งนั้นมันจะพัฒนาหัวใจขึ้นมาไง ตาเห็น ใคร่ครวญ มีสติปัญญา

คนตาบอด สิ่งอย่างอื่น อักษรเบรลล์ เขายังลูบคลำ เขายังศึกษาของเขาได้ แม้แต่ตาบอดเขายังศึกษาค้นคว้าของเขา เขายังมีความเข้าใจของเขา นั่นตาเนื้อบอด แต่หัวใจมันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันขวนขวาย มันพยายามของท่านไปไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาตาดีๆ ตาเห็น ตาเถ่อออยู่นี่ เห็นแล้วมันคิดไหม มันพิจารณาไหม มันแยกแยะไหม มันค้นคว้าไหม ตาดีๆ นี่มันปิดตา เวลามันปิดนะ เวลาหลับตา คนนอนหลับ เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์เทศนาว่าการไง แชมป์โลก นักกีฬาทักษะยอดเยี่ยม เวลาเขานอนหลับก็จบ คนหลับ จะไปแก้ตัวอย่างไร ตำรวจนอนหลับจับโจรผู้ร้ายไม่ได้หรอก เขาต้องแข็งแรงของเขา มีกำลังของเขา เขาทำหน้าที่การงานของเขาด้วยคนตื่นตัวตลอดเวลา ถ้าคนมันนอนหลับพักผ่อน ทำอะไรก็ไม่ได้

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราก็มีสติมีปัญญาของเรา เราก็มีหูมีตาของเรา ถ้าเราขวนขวายของเรา เราศึกษาค้นคว้า มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันจะพัฒนาหัวใจของเรานะ ครั้งที่ ๑ ผิด ครั้งที่ ๒ ผิด ครั้งที่ ๓ ดีขึ้น ผิดน้อยลง ครั้งที่ ๔ พิจารณาของมันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปจนมีความเข้าใจของมันได้ นี่ถ้ามันเปิดตาแล้วมันใช้สติปัญญาของมันไง

แต่ถ้ากิเลส เห็นๆ นี่แหละ มันคัดมันค้าน มันไม่เห็นด้วย มันเหยียบมันย่ำ มันไม่มีเหตุผลไง ยกตนข่มท่าน เหยียบยกเท้าแล้วก็เหยียบธรรมวินัย เหยียบเข้าไปเต็มฝ่าเท้า นุ่มนวล เต็มเท้าเลยล่ะ ไร้สาระมาก

ปิดตาโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กิเลสเวลามันทิฏฐิมานะของมันไง มันคัดมันค้านของมัน มันไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นไง มันปิดตา ปิดทั้งหมดไง แล้วมันปิดหูปิดตาขึ้นมาแล้วมันจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาได้อย่างไร มันก็ทำตามกิเลสไง ทำตามแต่ความพอใจของตน ทำแต่อารมณ์ของตน แหม! มุมานะ แหม! ยอดยี่ยม...กิเลสทั้งนั้น

เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ไอ้ที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้นน่ะมันถูกต้องชอบธรรมตรงไหน

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา หมายความว่า มรรค ๘ คือความชอบธรรมในสัจจะในความจริงในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทิฏฐิมานะของตน

ตนมีทิฏฐิมานะแล้ว มีทิฏฐิของตนแล้วก็เอาความรู้ความเห็นของตนบวกกับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วบอกว่าเป็นความเห็นของตนถูกต้องชอบธรรม แล้วก็ไปเหยียบย่ำทำลายด้วยฝ่าเท้า เหยียบ เหยียบธรรมและวินัยเต็มฝ่าเท้า แล้วไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเลย มันทิฏฐิมานะมันปิดตาของตน ปิดใจของตน

ถ้ามันเป็นจริงนะ เราทำความเป็นธรรมไง เขาจะทำอาหาร จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ เวลาเขานึ่ง เขาทอด ถ้าไฟมันอ่อน ไฟแรงแล้วแต่เขาต้องการปรุงอาหารประเภทใด ถ้าไฟแรงไปมันก็ไหม้ ไฟอ่อนไปมันก็ไม่สุก ไม่ติดไฟแล้วก็ทำอาหารอยู่อย่างนั้น มันเป็นไปได้อย่างไร นี่ไง ทางสองส่วนไม่ควรเสพ

เอาแต่ทิฏฐิมานะของตน เห็นคนอื่นว่าเขาไม่เป็น เขาไม่ดี เขาไม่ชอบ ไอ้เราก็ทุ่มเทของเราเต็มที่ เต็มที่ ทะลุกลางปล้อง ทะลุไป ทะลุทะลวงไปตามแต่ทิฏฐิมานะของตน นี่ไง เวลากิเลสมันปิด ปิดอย่างนี้

คนเรานะ เปลือกตาแค่หลับตาและลืมตา มันก็รู้มันก็เห็นตามรูปนั้น แต่วิญญาณรับรู้หรือไม่

เวลากิเลสมันปิดหูปิดตานะ มันนักเลงโต เห็นผิดแล้วระรานเขา แล้วเหยียบย่ำเขา ดูถูกดูแคลนเขา ว่าคนอื่นไร้สาระ ตัวเองยิ่งใหญ่ นี่เวลามันปิดตา

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ”

นั่นน่ะเกิดจักขุญาณ เกิดจักขุญาณที่จิต จิตรู้จิตเห็น จักขุวิญญาณ ไม่ใช่ตาเนื้อ เป็นตาใจ

ตาเนื้อมันก็ปิด กิเลสก็ปิดหัวใจ มันเกิดดวงตาธรรมขึ้นมาได้อย่างไร

ดวงตาที่จะเห็นธรรมไง มีดวงตาเห็นธรรมๆ อัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติท่านมีดวงตาเห็นธรรม ตาของใจ

ไอ้นี่มันปิดตา เปลือกตา หลับตา รู้ๆ เห็นๆ ลืมตา รู้ๆ เห็นๆ แต่หัวใจมันปิด หัวใจมันมืดบอดด้วยทิฏฐิมานะ ด้วยความเห็นผิด แล้วมันจะเกิดจักขุวิญญาณ มีดวงตาจิตเห็นธรรมได้อย่างไร

มันเห็นแต่กิเลสไง แล้วก็เอาสีข้างเข้าถูไง แล้วก็ระรานเขาไปทั่วไง ระรานเขา

“เหมือนกัน รู้เหมือนกัน พระเหมือนกัน ศีลเท่ากัน”

รู้เหมือนกัน รู้อะไร รู้ ทำไมมืดบอดขนาดนี้ รู้ ยังไม่รู้อะไรผิดชอบชั่วดี แค่ผิดชอบชั่วดีนี่แหละ มันยังเป็นไปไม่ได้เลย แล้วจะไปรู้จักกิเลสได้อย่างไร

ไอ้ความผิดชอบชั่วดี ทฤษฎี วัตถุทั้งนั้นน่ะ ทฤษฎี สูตรต่างๆ มันเป็นทฤษฎีทั้งนั้นน่ะ สูตรสำเร็จ ท่องเมื่อไหร่ก็ได้ เปิดตำราเมื่อไหร่ก็ได้ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระไตรปิฎก เปิดเท่าไรก็รู้ เปิดเท่าไรก็อ่านได้ อ่านแล้วไม่เข้าใจอีกต่างหาก ทฤษฎีทั้งนั้นน่ะ แต่ความจริงไม่มี

แล้วถ้าความจริงมี มันมีจากไหน

นี่ไง ถ้ามันเปิดหัวใจ เปิดตาขึ้นมา

ถ้าปิดตาๆ  ปิดตาปิดโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ยิ่งย่ำยี ย่ำยีบีฑา ดูถูกดูแคลน แล้วไอ้ทิฏฐิมานะว่ายิ่งใหญ่ หา?

ถ้ามันเป็นตามความจริงนะ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ มันเป็นบุญเป็นกุศลนะ เวลาบวชใหม่ๆ อิ่มบุญอิ่มกุศลนะ อยู่ด้วยความสงบสุขอยู่ที่ไหนก็ได้ มันอิ่มอกอิ่มใจไปตลอด นั่นน่ะบุญ

เวลาอยู่ไปๆ ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาได้บ้าง มันมีความสงบสุขไง แล้วมีสติมีปัญญา มันเท่าทันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตนไง มีศีลมีธรรม

มีศีล มีรั้วรอบขอบชิด

มีธรรมๆ มีสติปัญญา ไม่ทุกข์ไม่ยาก

มีศีล ศีลมันล้อมไว้ แต่จิตก็ดิ้นโครมๆๆ อยู่ในรั้วรอบนั้นน่ะ แต่ถ้ามีธรรมๆ ธรรมมันเคลียร์พื้นที่ มันเคลียร์หัวใจไง มันเคลียร์ถึงความทิฏฐิมานะอันนี้ไง มันมีอะไร

แม้แต่ฆราวาสเขา เขายังอยากบวชพระ อยากเป็นนักรบ อยากจะมีโอกาสได้ต่อสู้กับกิเลส ไอ้นี่เราเห็นโทษของมัน เห็นโทษของมันแล้วมาบวชพระ สถานะของความเป็นภิกษุ ถึงจะเป็นสมมุติสงฆ์ๆ มันก็มีศีล ๒๒๗ ไง

ถ้ามีศีล ๒๒๗  ศีลมีโอกาสมีมากกว่าอยู่แล้ว โอกาสที่จะเข้าไปเผชิญกับกิเลสในหัวใจของตน ถ้ามันเข้าไปเผชิญกับกิเลสในหัวใจของตน เราต้องทำความสงบสุขของเราเข้ามา ถ้าทำความสงบสุขของใจเราเข้ามา ถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันยกเข้าสู่วิปัสสนา มันเห็นกิเลส มันได้ต่อสู้กันแล้ว นั่นจะเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ นี่ไง ถ้ามันมีโอกาสไง

แต่นี่มันปุถุชน กัลยาณชน มันทำความสงบสุขของตัวเองไม่ได้ไง ถ้ามันทำความสงบสุขของตัวเองไม่ได้แล้วมันปิดตาไง

ปิดตาด้วยเปลือกตา มันไปหาจักษุแพทย์ หยอดตา กินยา เดี๋ยวไวรัสในตา เชื้อโรคในตามันเบาบางลง มันก็จะเห็นขึ้นมาได้ เวลาถ้าเปลือกตา แก้วตาที่จะรู้จะเห็นภาพ รู้เห็นวัตถุข้างนอก

แล้วถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของตนล่ะ ถ้าทิฏฐิมานะกิเลสมันปิดล่ะ เห็นๆ อยู่นี่ ทุกอย่างก็เห็นตำตา ตำตา ตำหัวใจเลยล่ะ แต่มันคิดเป็นไหม ถ้ามันตำตาๆ มันต้องคิดได้ ถ้ามันคิดได้ มันสังเวชนะ

คนเราหลงผิดแล้วสำนึกได้ เศร้ามาก ทำไมเราชั่วช้าได้ขนาดนี้ๆ ชั่วช้าคือการฆ่ากาลเวลาของเราเอง เวลาที่มันผ่านไป เราทำอะไรขึ้นมาบ้าง

เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าด้วยความถูกต้องชอบธรรมไง ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี อย่างน้อยพระอนาคามี อย่างมากสิ้นกิเลส ๗ ปี แล้วนี่กี่ปี แล้ววันเวลาที่มันผ่านไปๆ เวลาผ่านไปๆ เราฆ่าเวลาทิ้งเลย โดยที่เราไม่ขวนขวายมีการกระทำขึ้นมา

แล้วเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มันเป็นประโยชน์ของใคร

มันเป็นประโยชน์ของใจดวงนั้นทั้งนั้นน่ะ ใจดวงนั้นที่มีการกระทำขึ้นมา มันมีประสบการณ์ของใจมันมา อาการของใจที่มันเคลื่อนออกไป มันสงบระงับหรือไม่สงบระงับไง ถ้ามันสงบระงับ มันสงบระงับด้วยกิริยาอย่างไรไง

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุไง จะเข้าสมาธิ ออกสมาธิ ชำนาญในวสี มันก็ชำนาญด้วยการกระทำของตนทั้งสิ้น ถ้ามีการกระทำของตนทั้งสิ้น มีความชำนาญแล้ว สมาธิมันจะเสื่อมไปไหน ถ้าสมาธิไม่เสื่อม สมาธิมีแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นหรือไม่เป็น ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น มันด้วยมรรค ๘ ไง

ถ้าด้วยมรรค ๘ มันทำเพื่ออะไร

มันเปิดหูเปิดตาไง

ปิดเปลือกตามันก็ไม่เห็นรูป เปิดตาขึ้นมามันก็เห็น แล้วถ้าหัวใจ กิเลสทิฏฐิมานะมันปิดหัวใจล่ะ มันจะรู้เห็นอะไร

ทำสัมมาสมาธิ ทำด้วยความชำนาญไง เริ่มต้นก็งงเหมือนกันน่ะ สงสัย ไอ้นี่มันคืออะไร เดี๋ยวมันก็ดี เดี๋ยวมันก็เลว เดี๋ยวมันก็เจริญ เดี๋ยวมันก็เสื่อม มันเป็นเพราะอะไร ก็ฝึกหัดจนมีความชำนาญ ชำนาญในวสี

พอชำนาญในวสีขึ้นมา เข้าสมาธิ ออกสมาธิด้วยความคล่องแคล่วชำนาญการ รักษาไว้ได้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นหรือไม่เป็น ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้จะทำอย่างไร นี่มันมีเหตุมีผลของมันไง นี่กรรมฐาน เขาไม่ปิดตา เขาเปิดตาแล้วเขาศึกษา ตารู้ได้แค่ไหน แล้วจิตรู้ได้อย่างไร แล้วจิตรู้อะไร แล้วจะขวนขวายหารู้อะไร ก็ภาคปฏิบัติไง

ศึกษาๆ ภาคทฤษฎี กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง แล้วเจริญที่ไหน เจริญครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติตามความจริงของท่าน ถ้าท่านปฏิบัติตามความเป็นจริง ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ใครเห็นก็สาธุนะ มันมีความสงบสุข มันมีความร่มเย็นเป็นสุข มันอยากอยู่ใกล้ชิด สิ่งนั้นคุณธรรมมันคุ้มครอง มันคุ้มครองดูแล นี่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม พึ่งพาอาศัยได้

แล้วถ้าเป็นกิเลสๆ มีแต่ความเร่าร้อน เข้าใกล้ไม่ได้ เข้าใกล้ ล้วงกระเป๋าอย่างเดียว จะเรียกร้องเอาแต่ทรัพย์สิน จะเรียกร้องเอาแต่ความยอมจำนนกับตน แล้วใครจะยอมจำนน

อยู่ไกลๆ ก็ได้ อยู่ห่างๆ ก็ได้ แล้วร่มเย็นเป็นสุข เออ! นี่แหละอาจารย์ ร่มเย็น

อยู่ใกล้ก็ร้อน อยู่ไกลก็ร้อน อยู่ที่ไหนก็มีแต่การบีบบี้สีไฟ แล้วมันจะเปิดตาได้อย่างไร จักขุญาณเกิดไหม

จกฺขํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปัญฺญา อุทปาทิ ในธัมมจักฯ

เกิดจักขุญาณ เกิดความรู้ความเห็น เกิดปัญญา

แล้วมันเกิดอย่างไร เพราะอะไร

เพราะฝ่าเท้า ทิฏฐิมานะมันเหยียบย่ำ มันไม่ให้เกิดเลย มันไม่ให้สัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมเกิดในหัวใจของตน

เวลาเราบวชมาแล้วสมมุติสงฆ์ๆ มันก็เป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติอยู่นี่แหละ สมมุติก็ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นน่ะ ชีวิตจริงตามสมมุติ ตายหมดน่ะ มาบวชเป็นพระขึ้นมา เวลาพระตายก็มรณภาพ

เวลากิเลสตาย กิเลสตาย สมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับหมด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสขาดออกไปชัดๆ จกฺขํ อุทปาทิ จักขุญาณ จิตมันรับรู้ จิตมันเห็น พอจิตมันรู้ จิตมันเห็น บุคคล ๔ คู่ไง คงที่ตายตัว อกุปปธรรม

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เถียงกันปากเปียกปากแฉะ อะไรเป็นอัตตาและอะไรเป็นอนัตตา อัตตาเป็นกิเลส นี่ตัวตนเราอยู่นี่ไง อนัตตาที่มันแปรสภาพ เวลามันขาด อกุปปธรรม พ้นจากความเป็นอนัตตา มันจะเป็นอนัตตาไปไม่ได้

จากอัตตาจากอนัตตา จกฺขํ อุทปาทิ เป็นอกุปปธรรม คงที่ตายตัว ตายตัวอย่างไร นี่ถ้ามันลืมตาไง จักขุญาณไง จักขุญาณมันรู้มันเห็นของมันไง ถ้ามันเป็นจริงแล้ว แล้วควักออกมาอวดใคร แล้วใครจะรู้ได้ รู้ได้ก็พระกรรมฐานนี่ พระกรรมฐานเป็นผู้ที่มีสิทธิสูงสุดที่จะรู้ได้ เพราะเป็นคนที่กระทำอยู่

ตำรวจจะจับโจร ตำรวจเป็นคนจับได้ ชาวบ้านเขาช่วยจับไง ก็มาช่วยตำรวจจับ

ของเราๆ  เรานักรบอยู่แล้ว แล้วไม่ไปจับใครหรอก จับกิเลสกูเองนี่แหละ จับไอ้ที่เริ่มต้นหลอกให้กูเกิดมานี่ไง แล้วก็มีศรัทธาความเชื่อมาบวชเป็นพระอยู่นี่ แล้วบวชมาเป็นนักรบอยู่นี่ แล้วไม่ปิดตา

ปิดตาด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ตาบอด ตาเอียง ตาบอดสี นั่นน่ะตาบอดด้วยโรคภัยไข้เจ็บ กิเลส กิเลสมันปิดตามาตั้งแต่ต้น เพราะไม่รู้อวิชชาพาเกิด มันครอบงำมาตั้งแต่ต้น

แต่เรามาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราบวชเป็นพระเป็นนักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ถ้ารบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตนนะ ให้เท่าทันกิเลสก่อน ให้เท่าทันความเห็นผิด เพราะความเห็นผิดอันนั้นมันถึงปิดตา เพราะความเห็นผิดอันนั้นถึงมีทิฏฐิมานะ เพราะความเห็นผิดอันนั้นถึงอหังการ เพราะความเห็นผิดอันนั้นถึงเหยียบย่ำทำลาย เหยียบเข้าไปเต็มฝ่าเท้าด้วยทิฏฐิด้วยมานะของตน ด้วยความอหังการนะ

พิธีปฏิบัติ พิธีกรรมทั้งนั้นที่ทำอยู่นั่นน่ะ มันเป็นพิธี แล้วพิธีมันจะยิ่งใหญ่กว่าความจริงได้อย่างไร เพราะพิธีนั้นปฏิบัติเข้าไปสู่ความจริง แล้วความจริงมันเกิดขึ้นหรือยัง

ถ้าความจริงมันเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นจากพิธีที่ประพฤติปฏิบัตินั้น

พิธีๆ พิธีปฏิบัติ วิธีการที่จะเข้าไปหาสู่ความเป็นจริงร้อยแปดพันเก้า มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน อยู่ที่พิธีของใคร แล้วพิธีของใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน มีความอาจหาญ มีความแกล้วกล้ากับพิธีนั้นมากน้อยขนาดไหน

ถ้ามากเกินไปมันก็เป็น เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนที่ไม่ควรเสพ มากเกินไปเป็นอัตตกิลมถานุโยค น้อยเกินไปก็อ่อนแอ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

แล้วทำอย่างไรให้เป็นสายกลางในพระพุทธศาสนา

ถ้ามันเป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันจะเกิดปัญญานะ ทำไมกูโง่ขนาดนี้ๆ แล้วถ้ามันลงสู่สัจจะลงสู่ความจริง เวลามันเปิดจักขุ จกฺขํ อุทปาทิ เปิดจักขุจิตวิญญาณ เกิดดวงตาเห็นธรรม ดวงตาที่เป็นธรรม

ใครทำ ใครทำ

มันก็นี่ไง จิตตภาวนาๆ ไง ถ้าเป็นจริงมันไม่ปิดตา

ปิดตามันก็สังเวช ปิดตานี่จักษุแพทย์ เขาควักลูกตาเลยนะ ลูกตาหมดอายุการใช้งาน ควักเลย เหลือข้างเดียว ลูกตาควักทิ้งได้เลย จักษุแพทย์น่ะ กิเลสมันควักไม่ได้ กิเลสไม่มีใครรู้จัก จักษุแพทย์ก็มีกิเลส คนไข้ไปหาแพทย์ก็มีกิเลส พระปฏิบัติก็มีกิเลส มีกิเลสทั้งนั้นน่ะ เพราะยังไม่รู้สัจจะความจริง ยังไม่เห็นความจริง แล้วกิเลสนั่นแหละปิดตา ปิดตาก็ปิดโอกาสนะ

อย่างน้อยก็ได้ต่อสู้สู้รบกับกิเลสให้มันเบาบางลง ที่ทำอยู่นี้มันก็เป็นพิธีปฏิบัติ แล้วถ้าพิธีนี้มันไม่ถูกต้องชอบธรรม มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ทางวิธีอื่นอีกมากมาย

พิธีนี้จะเข้มข้น ผ่อนผันลง แล้วแต่มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันต้องหาช่องทาง หาช่องทางของจิตดวงนั้น จิตดวงนั้นต้องหาวิธีการที่หลากหลาย วิธีการที่จะกระทำของตน เห็นไหม วิธีการนี้หลอกล่อกิเลสให้มันเดินตามมา แล้วถ้ามันรู้มันเห็น โอ้โฮ! ทำไมกูโง่ได้ขนาดนี้ๆ

กิเลสเป็นนามธรรมๆ กิเลสนั่นแหละตัวร้ายที่สุด มันปิดหัวใจเลย มันทิฏฐิมานะมันบิดเบี้ยวเลย มันเป็นตรรกะวิบัติ มันเป็นการชี้ให้เห็นผิด ทั้งๆ ที่ว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็เกิดทิฏฐิมานะรู้เห็นตามที่เราพอใจ คนอื่นตีความผิดจากนี้ คนนั้นผิด คนอื่นทำไม่ถูกต้อง คนนั้นใช้ไม่ได้

เราต่างหากมีทิฏฐิมานะเต็มหัวใจ เห็นไหม ทิฏฐิมานะก็เกิดจากธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ศึกษาค้นคว้ามา แล้วเกิดมานะทิฏฐิ เกิดความเห็นผิด เกิดความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็จะเอาไปฟาดฟันคนอื่น ไม่ฟาดฟันกิเลสในใจของตน เพราะมันปิดตา

เปิดตานะ เรื่องของเขา ใครจะดีใครจะชั่วมันเป็นบุญเป็นบาปของเขา บุญกุศลของเราคือเราต้องฟาดฟันกิเลสของเราให้สงบตัวลงเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ จิตตภาวนา เพราะไม่มีสมุทัยเจือปน ไม่มีกิเลสปิดตาหรือทิฏฐิบิดเบี้ยว

พิษตรรกะ ตรรกะบิดเบี้ยว ตรรกะพาเห็นผิด แล้วเกิดทิฏฐิมานะซ้อน ซ้ำซ้อน ซ้ำซากอยู่กับใจของตน ถือว่าทิฏฐิ ทิฏฐิพิธีกรรมอันนี้ถูกต้อง แล้วก็เกาะเกี่ยวกับทิฏฐิเห็นผิด แล้วก็ปิดตา ปิดหัวใจ ไม่เกิดจักขุวิญญาณ จกฺขํ อุทปาทิ เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่มรรคสามัคคี ไม่ใช่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันเป็นความเห็นผิดของทิฏฐิมานะของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

โรคภัยไข้เจ็บมันปิดตาเนื้อ กิเลสตัณหาความทะยานอยากปิดหัวใจ ปิดตาของใจไม่ให้เกิดสัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ทั้งๆ ที่ว่าเกิดเป็นพระ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระด้วยอำนาจวาสนาบารมี มาเป็นพระปฏิบัติ แล้วพยายามจะปฏิบัติขึ้นมาให้เห็นตามความเป็นจริงในหัวใจของตน

ถ้ามันเห็นตามความจริงในใจของตน เห็นไหม ปุถุชน กัลยาณชน ยกขึ้นสู่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันจะอ่อนน้อม มันจะอ่อนน้อมต่อธรรมและวินัย มันจะเคารพธรรมและวินัย แล้วเข้มแข็งที่จะเข้าเผชิญหน้ากับกิเลสไง ไม่อ่อนแอ ไม่หลบๆ หลีกๆ ไม่หันหน้าหนี ไม่เอาหัวซุก

ไก่ป่าเอาหัวซุกขยะ แล้วก็คิดว่าตัวเองปลอดภัยไง

ไม่หันหน้าหนีนะ แล้วสะบัดก้นแผล็บๆ เป็นไก่ที่มันเอาหัวซุกขยะไง คิดว่าคนไม่เห็นมันไง ไร้สาระมากๆ

เป็นนักรบนะ เผชิญกับความจริงทั้งนั้นน่ะ แล้วครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม บอกที แล้วทำตามความเป็นจริงนั้น สุดท้ายแล้วมีแต่ความละอาย มีหิริมีโอตตัปปะ มันละอายแก่ใจ ละอายแก่การประพฤติปฏิบัติของตน

ละอายจริงๆ นะ กูทำเกือบตาย ผิดทั้งนั้นเลย กูทำเกือบตาย ทำไมมันไม่ใช่วะ

ก็มันไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะทิฏฐิมานะเอ็งนั่นไง ก็ทำอย่างนั้นแหละ ลดทิฏฐิมานะ เออ! ทำไมกูไม่รู้วะ

อาการของใจน่ะ ใจนี้สำคัญนัก ทิฏฐิมานะบิดเบี้ยวทำให้หลงผิดทั้งนั้นน่ะ แล้วหลงผิด ใครหลงผิด

เวลาหลวงพระมหาบัวขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง

“เออ! เออ!”

หลวงปู่มันลุ้นนะน่ะ

เราอยู่กับครูบาอาจารย์มา ผู้ที่ปฏิบัติเข้าไปถามปัญหา ท่านก็รอเวลาไง แนะ บอก แล้วให้เขาไปกระทำของเขา แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง

“เออ! มันต้องอย่างนั้นสิ” ถ้ามันอย่างนั้นน่ะ “มันต้องอย่างนั่นสิ”

แสดงว่ารู้จริงทั้งลูกศิษย์และอาจารย์

อาจารย์รู้อยู่แล้วเพราะอาจารย์เคยผ่านมา แต่ลูกศิษย์กำลังกระทำอยู่ มันก็เข้าด้ายเข้าเข็ม กำลังสับหลีก สับไปสับมา สับสนปนเป มันยังไม่จริงไง

ถ้ามันจริง ผัวะ! “เออ! มันต้องอย่างนั้นสิ” แสดงว่าถูกทั้งครูอาจารย์ ทั้งลูกศิษย์กับอาจารย์ ลงร่องเดียวกัน

“เออ! มันต้องอย่างนั้นสิ”

เพราะอาจารย์ท่านเป็นอยู่แล้ว หลวงปู่มั่นผ่านมาหมดล่ะ

“มันต้องเป็นอย่างนั้นสิ”

แต่หลวงตาเกือบตายกว่ามันจะเป็นอย่างนั้นน่ะ นี่ไง มันไม่ปิดตา

เปิดหู เปิดตา ฟัง พยายาม ทดสอบ แก้ไข

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ดึงกลับๆ

ไอ้เราปฏิบัติมันผิด มันไปแล้ว สติโน้มกลับมา ดึงกลับมาแล้วเริ่มต้นใหม่ ดึงกลับมา แล้วครูบาอาจารย์ก็ ต้องอย่างนั้นสิ ต้องอย่างนั้นๆ ลุ้นอยู่นั่นน่ะ

ไอ้คนทำนะ เกือบตายนะ ทั้งสับทั้งหลีกทั้ง โอ้โฮ! วุ่นวายไปหมด

อาจารย์ก็ลุ้นๆ

ไม่ปิดหูปิดตา ฝึกหัดปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริง เวลามันเป็นจริงขึ้นมา “เออ! มันต้องเป็นอย่างนั้นสิ”

มันลงกันทั้งครูและอาจารย์ ลงในมรรคในผล ลงในสัจจะ ลงในความจริง ลงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอวัง