เทศน์บนศาลา

ธรรมขวัญเสีย

๑๒ เม.ย. ๒๕๖๘

ธรรมขวัญเสีย

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าฟังทางโลก ฟังทางโลกมีแต่เรื่องติฉินนินทาทั้งสิ้น มันเรื่องเสียดสีส่อเสียด เป็นเรื่องของโลกๆ ทั้งนั้น

ถ้าเป็นเรื่องธรรมๆ ไง ถ้าธรรมะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่ ๖ ปีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขวนขวายมา ลองผิดลองถูก เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา ฉันอาหารของนางสุชาดาแล้ว ถ้าคืนนี้เรานั่งสมาธิ เรานั่งประพฤติปฏิบัติแล้ว ถ้าไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จะยอมเสียสละชีวิตเลย

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา อานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก พอจิตสงบลง บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้คือมรรค คือมรรค คือผล ที่เกิดขึ้นในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติทดสอบมา ๖ ปีนั้น แล้วสิ่งที่กระทำมาเป็นพระโพธิสัตว์ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะอีกมากมายมหาศาลที่ได้สร้างสมบุญญาธิการมาไง เวลาทำแล้วประสบความสำเร็จไง เป็นพระอรหันต์ไง เสวยวิมุตติสุขๆ ไง ความสุขที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา

แต่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง เรามีบุญและบาป คนที่มีบุญกุศลเกิดมาแล้วชีวิตของตนมีความสุขพอสมควร ไม่ทุกข์ไม่ยากจนเกินไป

เวลาคนที่มันทุกข์มันยากจนเกินไปนะ ทุกข์ยากจนจะคิดถึงเรื่องการประพฤติปฏิบัติก็เป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตมันทุกข์ยาก ชีวิตมันทุกข์ยากจนเป็นผู้พิการ เป็นผู้ที่ไร้ความสามารถ เป็นผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ มันทุกข์ยากจนปิดหูปิดตา

แต่ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาของเราไง ชีวิตเราก็ไม่ทุกข์จนเข็ญใจจนเกินไป แต่ว่าจะร่ำรวยมั่งมีศรีสุขแบบเขามันก็ไม่ใช่ แต่เราก็มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง

ถ้าฟังธรรมๆ ฟังธรรม เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เห็นคนทุกข์คนยากมันสะเทือนใจทั้งนั้นน่ะ แล้วเราไม่อยากจะเป็นอย่างนั้นๆ พอไม่อยากจะเป็นอย่างนั้นนะ คนที่มีสติมีปัญญาเขาก็ช่วยเหลือเจือจานกันไป เป็นการเสียสละไง มันเป็นเรื่องของทาน

ทาน ศีล ภาวนา

ถ้าเป็นเรื่องของการเสียสละทาน มันก็ช่วยสังคมทางโลกให้เขามีความพ้นจากทุกข์ชั่วครั้งชั่วคราว ให้เขาพอผ่อนหายใจของเขาได้ เขาระลึกถึงบุญถึงคุณของเราไง เรามีการกระทำเพราะจิตใจของเราเป็นธรรมๆ นี่เพื่อเป็นบุญเป็นกุศล เป็นบุญกุศลนะ

เราไม่ได้ตกทุกข์ได้ยากอย่างนั้น เรามีความสามารถ เราก็ช่วยเหลือเจือจานเขา มันก็เป็นบุญเป็นกุศล เป็นบุญเป็นกุศลของหัวใจดวงนั้น ถ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจวาสนา

ถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ เขาไม่สนใจใคร แล้วไม่รับผิดชอบสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น แล้วมันก็ปิดกั้นตัวเองอยู่อย่างนั้นน่ะ นี่พูดถึงว่าเวลากิเลสมันบีบมันคั้นไง

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราดู เวลาเราดู เราสังเกตว่าเวลาเราเห็นสมณะๆ

การเห็นสมณะเป็นมงคลของชีวิต

ถ้าคนที่มีสติมีปัญญานะ ถ้าเขาเห็นความประพฤติ การประพฤติปฏิบัติของสมณะที่เห็นแล้วมันขัดหูขัดตา นั่นเราก็มีสติมีปัญญาทบทวนไตร่ตรองของเรา

ในสังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว เวลาฟังธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เริ่มต้นตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรม มีรัตนะ ๒ เท่านั้น

มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมามีพระองค์เดียว มีศาสดา แล้วเวลาเป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นสัจจะเป็นความจริงเพราะอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร ทำลายผู้ที่ครอบครองหัวใจของสัตว์โลก ได้ชำระล้างมัน

มารนี่คร่ำครวญ “เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไป เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไป”

เวลาไป พ้นจากมือเราไปก็เป็นพระอรหันต์ไง เวลาเป็นพระอรหันต์ก็เสวยวิมุตติสุขๆ ไง ถ้ารัตนะ ๒ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีความสุขแล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ ๗ วัน ๔ ครั้ง ๖ ครั้งนั่นน่ะ ถึงได้ “จะเอาใครดีหนอ เอาใครดีหนอ” เล็งญาณไง อาฬารดาบส อุทกดาบสก็สิ้นชีวิตไปเสียแล้ว เสียดาย เพราะเขาได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘

คำว่า สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘” ก็เหมือนเรา ได้ฌานสมาบัติก็ได้สมาธิ แต่สมาธิเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา ถ้าเป็นมิจฉาขึ้นมา มันไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย อุทกดาบสและอาฬารดาบสก็ติดในความเห็นของตน ติดในสมาบัติของตน ติดในสมาธิของตน ก็เป็นมิจฉาซะ

แต่ถ้าเป็นสัมมาๆ เวลาศีล สมาธิ ปัญญา มันจะเป็นสัมมาๆ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมในองค์ ๘ ของมรรคนั้น มีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน ถ้ามีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มันถึงเป็นสัมมาสมาธิไง

แต่ถ้ามันสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ นั่นล่ะมิจฉาเต็มๆ เลยล่ะ มิจฉาเต็มๆ เพราะมันส่งออก มิจฉาเต็มๆ เพราะตัวเองมีฌานมีสมาบัติไง มีฤทธิ์มีเดชไง มันติดของมันไง ฉะนั้น เวลาอุทกดาบสและอาฬารดาบสตายไปเสียแล้ว เพราะเขาได้ฌานสมาบัติ

เขาได้สมาธิ เป็นมิจฉาก็ไปอบรมบ่มเพาะให้เขาดึงกลับมาให้เป็นสัมมาได้ สัมมาคือว่าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม สัมมาคือจิตเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วย้อนกลับมาเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เขาจะได้พิจารณาของเขา เขาจะได้เจริญมรรคของเขา มรรคของเขาจะเจริญขึ้นในหัวใจของเขา แต่ก็น่าเสียดายที่เขาสิ้นชีวิตไปเสียแล้ว

เล็งญาณๆ ไปก็ไปเอาปัญจวัคคีย์นี่แหละ เวลาปัญจวัคคีย์ เริ่มต้นจะไปอบรมบ่มเพาะ นัดกันเลย เพราะปัญจวัคคีย์เป็นผู้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่ ๖ ปีมา เวลาอดอาหาร กลั้นลมหายใจ สลบถึง ๓ ครั้ง ก็เห็นๆ อยู่กับตา เวลาเห็นๆ อยู่กับตา แล้วเวลาไปฉันอาหารของนางสุชาดา เริ่มต้นจากอดอาหาร จากกลั้นลมหายใจ แล้วไปฉันอาหาร ของนางสุชาดา

แต่เพราะอะไร เพราะเป็นศาสดาไง เพราะเป็นความเห็นในหัวใจของตนไง เพราะเราไม่รู้เราก็สอนไม่ได้ไง แต่ขณะที่เราไม่รู้ เราก็ขวนขวายของเราไง ขวนขวายจนถึงที่สุดแล้ว มันไม่ใช่ทางแล้วล่ะ ถ้าเป็นทาง เราต้องฟื้นฟูร่างกายกลับมา

นี่ไง ด้วยบุญด้วยกุศลไง สหชาติ ผู้ที่เกิดร่วมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นางสุชาดาก็จะไปแก้บน แก้บนว่าจะขอลูกผู้ชาย แล้วได้ลูกชาย ก็จะไปแก้บนไง จะไปแก้บนก็ไปเห็นเจ้าชายสิทธัตถะนั่งอยู่ นั่นนึกว่าเทวดา ก็ถวายไง ฉันอาหารของนางสุชาดา แล้วถ้าคืนนี้เรานั่งแล้ว ถ้าเราไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เราจะสละชีวิตเลย

บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รัตนะ ๒ วิมุตติสุขๆ สุขที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็ศรัทธาเชื่อมั่นในรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็จะสร้างคุณงามความดีของเรานี่ไง ถ้าทำคุณงามความดีของเรา ก็เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลไง บุญและบาป

แล้วถ้าจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาล่ะ

มันก็ต้องเริ่มต้นมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วกล้ากระทำหรือไม่ ถ้ากล้ากระทำขึ้นมา สิ่งที่ทำบุญกุศลนั้นก็เป็นบุญเป็นกุศลไง เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก

เราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เอาอะไรประพฤติปฏิบัติไง

วิธีการประพฤติปฏิบัติมันเป็นพิธีกรรม พิธีกรรมแต่ละลัทธิศาสนาเขาก็มีการประพฤติปฏิบัติของเขา ในพระพุทธศาสนาต่างนิกายเขาก็ทำของเขา เวลาทำของเขา ทำได้มากได้น้อยขนาดไหน มันก็เป็นบุญกุศลของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น ถ้ามันเป็นตามข้อเท็จจริง

ถ้าไม่เป็นตามข้อเท็จจริง เห็นไหม กิเลสมันร้ายนัก เวลามันพลิกมันแพลงขึ้นไป มันพลิกมันแพลงว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมๆ ไง เวลาศึกษามาแล้วว่ามีสติมีปัญญา ถ้ามีสติมีปัญญามันก็เป็นเรื่องโลกียปัญญา ปัญญาทางโลกๆ นี่ไง ปัญญาโลกๆ สิ่งที่เราศึกษา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเป็นภาคปริยัติ เป็นทฤษฎีไง

เวลาพระกรรมฐานเขาว่า นั่นฉลากยา ตัวยามันอยู่ในขวดของยา

ฉลากยา ฉลากยาก็บอกถึงคุณภาพของยานั้น ถ้าคุณภาพของยานั้น เราอ่านฉลากยานั้นแล้วให้โรคภัยไข้เจ็บเราหาย มันก็เป็นไปไม่ได้

ถ้าเราอ่านฉลากยานั้นว่า จะทานอย่างใด จะใช้อย่างไร จะกระทำอย่างไรให้มันได้มีผลการรักษา นั่นฉลากยา ตัวยาๆ มันอยู่ในขวด

อันนี้ก็เหมือนกัน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง จิตตภาวนาๆ ไง

สมัยนั้นมันยังไม่มี มันเริ่มต้นมันยังไม่มีทฤษฎีมีภาคปฏิบัติสิ่งใดหรอก มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณเท่านั้นว่าใครมีวาสนาหรือไม่มีวาสนา เอาคนที่มีวาสนาก่อนไง เอาคนที่มีวาสนา ก็ไปเอาปัญจวัคคีย์ไง

เวลาเทศนาว่าการขึ้นมา เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

แล้วอะไรเป็นทางสายกลางล่ะ สายกลางมันสายกลางมาจากไหนล่ะ

ถ้าสายกลางขึ้นมา สายกลางก็สัมมาสมาธิไง

เวลาจะไปเอาอุทกดาบส อาฬารดาบส เขาได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ นั่นน่ะมันเป็นมิจฉา มิจฉาเพราะมันส่งออก มันเป็นฌานโลกีย์

ถ้าทำให้เป็นสัมมาทิฏฐิซะ ให้มันเป็นความสงบ สงบโดยสติโดยปัญญา แล้วน้อมกลับมาเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันจะเกิดมรรคเกิดผล

ปัญจวัคคีย์ๆ ไง ปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ๖ ปีไง ก็ทำสมาธิมานี่แหละ ทำสมาธิมา แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเอาอะไรไปสอน

นัดกันๆ เพราะไปฉันอาหารของนางสุชาดา นัดกันว่า ถ้ามาแล้วเราจะไม่รับ คนมักมากจะมาหาเราแล้วแหละ อุปัฏฐากอยู่ ๖ ปี ประพฤติปฏิบัติแค่ไหนก็สิ้นกิเลสไม่ได้ ไปฉันอาหารของนางสุชาดาแล้วไปมักมากในทางโลกขึ้นมา มันจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ไม่มีใครอุปัฏฐาก คงจะคิดถึงเรา นัดกันว่าไม่รับ

แต่ด้วยความเคยชิน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาก็รับโดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติ เวลาแสดงธรรมแล้วอยากฟังไง

“เธอเคยได้ยินได้ฟังอย่างนี้หรือไม่ อยู่กันมา ๖ ปีเคยพูดอย่างนี้ไหม ไม่เคยพูดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะไม่รู้ บัดนี้รู้แล้วไง”

อยู่ด้วยกัน ๖ ปีก็ต้องรู้นิสัยใจคอกัน อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่พูด จะพูดสิ่งที่ตามความเป็นจริงเท่านั้น ขณะนั้นไม่รู้ก็ไม่พูดสิ่งใดเลย พยายามจะฝึกหัดตนให้ได้ จะทำของตนให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาให้ได้

บัดนี้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในใจของตนแล้ว อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบแล้ว เสวยวิมุตติสุขๆ มีความรู้ มีความเป็นจริง

“เธอจงเงี่ยหูลงฟัง”

พอเงี่ยหู ก็ตั้งใจฟังไง พอตั้งใจฟังขึ้นมา แสดงธัมมจักฯ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือความดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ นี่คือทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

เวลาฟังธรรมๆ ขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นมีดวงตาเห็นธรรม ด้วยอำนาจวาสนาของปัญจวัคคีย์ก็ไม่เท่ากัน

เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมๆ สงฆ์ของโลก ไม่ใช่สงฆ์ ๕ องค์ของโลก ผู้ฟัง ๕ ปัญจวัคคีย์ แต่ผู้ที่บรรลุธรรมมีองค์เดียวเท่านั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ อีก ๔ องค์นั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อบรมบ่มเพาะต่อเนื่องไปจนได้เป็นพระโสดาบันทั้งหมด แสดงอนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์ทั้งหมดเลย

ไปเอายสะอีก ๕๔

พระอรหันต์ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนักๆ

พระอรหันต์ไปเพื่ออบรมบ่มเพาะ นี่ไง ไปเอาหัวใจเขา ไปให้เขามีสติมีปัญญาของเขา ถ้าเขามีอำนาจวาสนา เขาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเขา ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเขาขึ้นมา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลกนี้ไง

ในกึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ๆ ไง อบรมบ่มเพาะมา ลูกศิษย์ลูกหามากมายมหาศาล เวลาได้มา ได้มาเท่าไรล่ะ ได้มาก็ธรรมทายาท สิ่งที่เป็นศาสนทายาทของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ถ้าเป็นจริงๆ ขึ้นมา มันเป็นจริงขึ้นมาเพราะผู้ที่รู้จริงไง

ฉะนั้น เวลาเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เรามีการกระทำของเราไง แล้วมันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาหรือไม่ไง

ยิ่งมีการศึกษา ในปัจจุบันนี้ กรรมฐาน การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง มันเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา สังคมชาวพุทธเชื่อถือศรัทธาก็จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ พอฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เราก็ต้องฝึกฝน พยายามฝึกหัดให้มันเป็นสัจจะความจริงขึ้นมา

ถ้าครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นธรรมๆ มันเป็นการฉ้อฉลทั้งนั้นน่ะ ธรรมะๆ อะไรเป็นธรรมะ อะไรมันเป็นธรรม อะไรมันเป็นโลก

แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเกิดมาจากโลกๆ นะ เราเกิดมาเป็นโลก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เกิดมาจากพ่อจากแม่ เกิดมาจากครรภ์ของมารดา โลกทั้งนั้น จริงตามสมมุติๆ สมมุติโลกไง

ถ้าสมมุติโลก ถ้าจะเอาความจริงขึ้นมาล่ะ

สมาธิก็สมมุติว่าเป็นสมาธิ ถ้ามรรคก็สมมุติให้มันเป็นมรรค เพราะสมมุติโดยทฤษฎีไง โดยการศึกษาขึ้นมาไง

เวลาเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา แต่เรามีกิเลสไง เรามีทิฏฐิมานะไง เรามีความเห็นของเราขึ้นมาไง เราเข้าใจตามความเข้าใจของเราไง ถ้าตามความเข้าใจ แล้วถ้ามีวาสนานะ เวลาครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นธรรม เขาฟังแล้วเขาเดินหนีเลย

เพราะอะไร

ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน แม้แต่เรานี่แหละ บวชพรรษาแรกยังเชื่อเขาให้เขาปั่นหัวเล่นตลอดมา ไปเห็นเขาทำท่าหลับหูหลับตา ทำว่าเขาเคร่งครัด เชื่อเขาไปหมดเลย โง่น่าดูเลย คิดทบทวนถึงตนเองไง บวชพรรษาแรกเดินตามเขาไปต้อยๆๆ เลยล่ะ พอเข้าไปเอาจริงเอาจังขึ้นมามันไม่ใช่ทั้งนั้นเลย โดนหลอกทั้งนั้น

เวลามีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงนะ ท่านฝึกให้เราฉลาด ฝึกให้ฉลาดคือฝึกให้เราเป็น ถ้าฝึกให้เราเป็นนะ ถ้าทำสิ่งใดไม่ได้ ข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ถ้าเครื่องอยู่ของใจ ฝึกหัดใจให้มันสงบระงับเข้ามา ถ้าสงบระงับเข้ามา เห็นไหม

ผู้บวชใหม่ บุญและบาป บวชมาเริ่มต้นมีบุญมีกุศล แหม! มีความสุขนะ เวลาบุญกุศล สรรพสิ่งโลกนี้เป็นอนิจจัง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา นี่แหละมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากบุญแล้วมันก็อิ่ม จากมันถดถอยแล้วมันก็เสื่อม พอมันเสื่อมแล้วมันก็ทุกข์มันก็ยาก แล้วทุกข์ยากคืออะไรล่ะ

คิดไปหมดล่ะ เอาตัวมาขังไว้ในธรรมและวินัย แต่มันขังหัวใจไว้ไม่ได้ไง คิดร้อยแปดพันเก้า

เวลาฆราวาสธรรม เราเป็นฆราวาส เราอยู่ทางโลก เราก็เบื่อหน่าย เพราะเรามันมีหน้าที่การงาน มีสังคมบีบคั้นตลอดเวลา ถ้าตลอดเวลาขึ้นมามันก็อยากจะพ้นทุกข์ อยากศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิมุตติสุขๆ ไง สุขอื่นใดในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเหนือกว่า

สุข ถ้าสุขทางโลก สุขเวทนา ทุกขเวทนา มันเจือไปด้วยอามิสไง เจือด้วยอามิสสินจ้าง เจือไปด้วยการฉ้อฉล เจือไปด้วยการแข่งขัน เจือไปด้วยทุกอย่างเลย

แต่ถ้าวิมุตติสุขๆ วิมุตติสุขมันสุขชนะกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ศึกษาธรรมะแล้วก็มีความปรารถนาอยากจะออกประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นฆราวาสๆ โหยหาเลยล่ะ เราไม่มีเวลาปฏิบัติ เราไม่มีเวลาปฏิบัติ

บวชเป็นพระๆ นักรบๆ นักรบผู้ที่มีโอกาสมากมายมหาศาลที่จะประพฤติปฏิบัติ ไอ้นักรบๆ นั่นแหละ เวลาถ้าเป็นบุญเป็นกุศลมันก็อิ่มเอมในหัวใจของตน เวลามันเสื่อมน่ะ แล้วเวลาถ้าเรามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ครูบาอาจารย์ท่านฝึกหัดปฏิบัติมาจนจิตใจเป็นธรรม ท่านก็อบรมบ่มเพาะเรา คุ้มครองดูแลเราไง ท่านคุ้มครองดูแลเราให้เรามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ทำความสงบเข้ามาให้ตามความเป็นจริงไง ถ้าจิตสงบระงับเข้ามามีความสุข สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ตามข้อเท็จจริง

เวลามันฟุ้งมันซ่าน มันทุกข์มันยากตลอดเวลา ถ้ามันสงบๆ จิตสงบเป็นสมาธิ ไม่ใช่ธรรม

ถ้าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา จิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ใช้ภาวนามยปัญญาขึ้นมามันจะเริ่มรู้เริ่มเห็นของมัน ก็เป็นตทังคปหานชั่วคราวเท่านั้น มันจะเอาธรรมมาจากไหน แต่ถ้ามันไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง มันขาดสติ

เวลาทางโลกเขานะ เวลาเขาทำไร่ไถนา เขาจะมีธรรมขวัญข้าว เขาขวัญนา มีขวัญทั้งนั้นน่ะ นักกีฬาถ้าขวัญกำลังใจดีงาม เขาแข่งขันกีฬา เขาจะมีสติมีปัญญาดีของเขา

ไอ้พวกขวัญอ่อนน่ะ เดินก็ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่ได้ ยืนในสิ่งใดก็ไม่ได้ แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ สติอ่อนแอไง สมาธิ สะดุ้งก็เป็นสมาธิ

สมาธิอะไรของเอ็ง มันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันขวัญอ่อน มันอ่อนแอ มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันไง ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ

มีสติ สมาธิเป็นสมาธิ ถ้าสมาธิเป็นสมาธินะ เราฝึกหัดปฏิบัติเข้ามาให้มีความสงบระงับเข้ามา เวลาสงบระงับเข้ามาเป็นครั้งเป็นคราวขึ้นมาไง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา อืม! อืม! เพราะมันสมบูรณ์แบบในตัวของสมาธิ

จิตเวลามันทุกข์มันยากขึ้นมาเพราะเวรกรรมของสัตว์ จริตนิสัยนะ จริตนิสัยของคนที่มีอำนาจวาสนาดีงามขึ้นมาเขาไม่คิดชั่ว ตกทุกข์ได้ยากอย่างไรเขาก็ไม่ทิ้งธรรม

จิตของคนถ้ามันอ่อนแอ ไม่ต้องตกทุกข์ได้ยากหรอก มีสิ่งใดมันจะคิดเอารัดเอาเปรียบเขาตลอดเวลา มันคิดระรานเขา คิดร้อยแปดพันเก้า แล้วถ้ามีสติปัญญา เอ๊ะ! ทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะ ทำไมจิตใจเราเป็นแบบนี้ แล้วเวลาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจะคดจะโกงตัวเองใช่ไหม

ความลับไม่มีในโลก ใครทำสิ่งใดเขาก็รู้ทั้งนั้นน่ะ สิ่งที่รู้แจ้งๆ ก็ตัวนี่เป็นคนรู้เอง ผิด ทำบุญและทำบาป ทำบุญหรือทำบาป แต่เวลาเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น มันพาลไปทั้งสิ้น เวลามันพาลไปทั้งสิ้น แล้วจะทำความสงบของใจทำอย่างไร แล้วใจอย่างไรมันจะสงบ

ทั้งๆ ที่เอ็งตัวเองก็โกงตัวเอง โกงโอกาส โกงอำนาจวาสนา แล้วเราไปทำๆ ขึ้นมา ให้ล้มลุกคลุกคลานไป จะจริงหรือจะเท็จก็ลุ่มหลงไปกับความรู้ความเห็นนั้นเพราะขาดสติ ถ้ามีสตินะ ทบทวน ทบทวนแล้วทบทวนเล่านะ ฝึกหัดปฏิบัติ มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน

พาหิยะ พาหิยะฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งเดียวเป็นพระอรหันต์เลย พระในสมัยพุทธกาลก็แปลกใจ เพราะตัวเองก็ปฏิบัติมาเจียนอยู่เจียนตาย ทำไมมันไม่เจริญงอกงามขนาดนั้น ไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เธออย่าถามให้มากไปเลย พาหิยะฟังเทศน์หนเดียวเป็นพระอรหันต์ นั่นข้อเท็จจริง เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วเขาฟังเทศน์หนเดียวเท่านั้น แต่ที่เขาทำอย่างนี้ได้ เขาเคยประพฤติปฏิบัติมามากมายมหาศาล สละชีวิตมาแต่ละภพแต่ละชาติ เขาภาวนาสละตายๆ มาแล้วแต่อดีตชาติ แล้วพอเขาอดีตชาติสละตายมา แต่มันไม่ตายไง มันไม่ได้แก้กิเลสไง มันตายไปพร้อมกับกิเลสไง เวลาเกิด บุญกุศลมาเกิดเป็นพาหิยะนี่ไง

มันมีเหตุมีผล มีที่มา เพราะเขาทำอย่างนั้น จิตใจเขาถึงเข้มแข็ง เพราะเขาทำอย่างนั้น จิตใจของเขามันถึงพร้อม พร้อมที่จะฟังธรรม แล้วถ้าธรรมะเข้ามา มีกระบวนการแบบพระอัญญาโกณฑัญญะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ทำไมมีพระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวเท่านั้นที่มีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๔ ยังไม่เข้าใจอย่างนั้น ยังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ จนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะขึ้นมาจนเป็นพระโสดาบันทั้งหมด เทศน์อนัตตลักขณสูตรถึงเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๕ องค์

นี่เหมือนกัน สิ่งที่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราไม่ขวัญอ่อน เรามีสติปัญญาของเรา เราทบทวนว่ามันเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง

ไม่ใช่ขวัญอ่อน ขาดสติ แล้วว่าโน้มน้าวไปว่าอารมณ์นั้นเป็นสมาธิ แล้วถ้ายิ่งขวัญอ่อนนะ สะดุ้ง บรรลุธรรมเลย ตกใจ บรรลุธรรมเลย ขวัญอ่อนขนาดนั้นเชียวหรือ

แต่ถ้าเราเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็กลัว เราก็วิตก เราก็กังวลทั้งนั้นน่ะ เพราะนี่คือนิวรณธรรม นิวรณธรรมกางกั้นสมาธิ

ความวิตก วิจาร ง่วงเหงาหาวนอน ความลังเลสงสัย แล้วใครไม่มีบ้างล่ะ มีทั้งนั้นน่ะ

จนอภิธรรมมาบอกเลย บอก คนที่มีกิเลสปฏิบัติไม่ได้ เพราะอะไร เพราะนิวรณธรรมนี้คือกิเลสทั้งนั้นน่ะ

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา กิเลสก็คือกิเลส แต่ถ้าจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติก็แยกแยะเอา ความอยากมีศีลมีธรรม ความอยากที่จะพ้นจากทุกข์ มันมีทั้งนั้นแหละ แต่ก็คัดแยกเอา ถ้าอยากในความเพียรเป็นมรรค

อยากในความเพียร แต่ความเพียรก็ล้มลุกคลุกคลานอย่างที่ว่านี่ไง ถ้าขวัญอ่อน ถ้าขวัญเสีย ขวัญหนีดีฝ่อ มันเอาขนาดนั้น กิเลสเป็นอย่างนั้นทั้งนั้นน่ะ

เวลากิเลส กิเลสคือพญามาร พญามารคืออวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้

แล้วถ้ามีกิเลสปฏิบัติไม่ได้ ต้องมีการศึกษาเข้าใจทั้งหมดแล้วปฏิบัติ

ศึกษาทั้งหมดนั่นแหละ เพราะการศึกษานั้นเป็นฉลากยา แล้วการศึกษานั่นแหละจะเกิดมีทิฏฐิมานะ แล้วการทำความสงบของใจทำอย่างไร

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา ปริยัติคือความทรงจำธรรมวินัย ทรงจำไว้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา หลวงตาพระมหาบัวไปหาหลวงปู่มั่นไง หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง

“มหามาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่ได้อยู่ในวัตถุธาตุใดๆ ทั้งสิ้น อยู่ในใจของคน”

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ เราเกิดเป็นมนุษย์ เรามีใจ เรามีจิตวิญญาณ เพราะจิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมาเกิดเป็นเรา แล้วเพราะเรามีอำนาจวาสนาไง เราถึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

คนเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาก็มากมาย เขาไม่สนใจพระพุทธศาสนา เขาว่าพระพุทธศาสนาเป็นการเห็นแก่ตัว พระบวชแล้วไม่ทำหน้าที่การงาน เอารัดเอาเปรียบไง

แต่เขายังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติไง เวลาเขามาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ โอ้โฮ! งานอะไรก็ทำได้ทั้งนั้นน่ะ นั่งแล้วหลับตา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ นั่งไม่ได้

กว่าจะฝึกหัดนั่งได้ต้องมีสติมีปัญญามากมายมหาศาล ให้ทบทวนๆ จนจิตยอมรับว่า ศีล สมาธิ ปัญญา จนจิตยอมรับว่ามรรคผลนิพพานมี มันถึงจะเริ่มฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเวลาเริ่มฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ขาดสติ พุทโธๆๆ ล้มลุกคลุกคลาน ล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นน่ะกว่าจะทำความสงบของใจได้

ถ้าทำความสงบของใจได้ ครูบาอาจารย์บอกว่าพออยู่พอกิน

เรื่องบุญและบาป ภิกษุบวชใหม่ ส่วนใหญ่แล้วบวชแล้วอิ่มบุญ แหม! รู้สึกว่ารื่นเริงอาจหาญ พอไปๆ เข้าเดี๋ยวคิดร้อยแปดพันเก้า เดี๋ยวกิเลสฟูแล้ว

เวลาอิ่มบุญ บุญและบาปๆ บุญและบาปทำให้เราทรงตัวอยู่ได้ บุญและบาป เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง

เวลาทางโลกมีการแข่งขัน ทางโลกมีสิ่งเร้ามากมายมหาศาล เราเสียสละ เสียสละทางโลกมาบวชเป็นพระ พอบวชเป็นพระแล้ว ถ้าบวชเป็นพระแล้วก็คัดเลือกเอา ถ้ามีการศึกษาก็ศึกษาเรียนปริยัติ แต่ถ้าจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา หาครูบาอาจารย์พระกรรมฐาน แล้วครูบาอาจารย์ที่แนะนำท่านจะให้ออกฝึกหัดปฏิบัติ

ปฏิบัติอะไร

ปฏิบัติคือเป็นนักรบรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก รบกับสิ่งที่ไม่รู้ รบกับพญามาร รบกับตัวตนของตนไง

ใครจะดี ใครจะชั่วเป็นหมู่เป็นคณะ เป็นคณะสงฆ์ หน้าที่ของเราต้องเอาชนะตนเอง หน้าที่ของเรานะ อย่าขาดสติ มีสติสัมปชัญญะ การกระทำต่อเนื่องไป

สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล เพราะขาดการกระทำต่อเนื่อง ถ้าขาดการกระทำต่อเนื่อง เป็นครั้งเป็นคราว เป็นไฟไหม้ฟางไง เวลามันอาจมันหาญก็ แหม! ลุยเต็มที่เลย เวลามันสะเทือนใจ ปล่อยหมดเลย เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่ถ้าเราทบทวนของเรา การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าใครรู้ใครเห็นนรกสวรรค์แล้ว พยายามจะละบาปเลยล่ะ จะทำแต่คุณงามความดี

เพราะบาปอกุศล นรกอเวจี อบายภูมิก็อบายมุขไง อบายมุขก็อบายภูมิไง อบายภูมิก็ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานไปไง นี่เวลาเกิดไง เป็นเรื่องจิตวิญญาณเหมือนกัน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นแมลง เกิดในขุมนรก เปรตผี ทุกข์ยากทั้งนั้นน่ะ

แล้วเวลาทำบุญกุศล อนุปุพพิกถา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มต้น เริ่มต้นตั้งแต่อนุปุพพิกถา ถ้าคนยังไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนา ให้ทำทานก่อน ทำทานแล้วมีบุญมีกุศล มันมีความสุขของเขา ความสุขของเขาเวลาตายไปจะไปเกิดบนสวรรค์ ถ้าเกิดบนสวรรค์ ให้ถือเนกขัมมะ พอถือเนกขัมมะ จิตใจมันผ่องแผ้ว เห็นไหม จิตควรแก่การงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงแสดงอริยสัจ

ถ้าจะแสดงอริยสัจก็จะแสดงอริยสัจต่อเมื่อลูกศิษย์ที่คุ้นเคย ลูกศิษย์ลูกหาที่ฝึกหัดปฏิบัติกำลังเข้มข้นเข้มงวดที่จะฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงถึงแสดงเรื่องอริยสัจ อริยสัจคือเหตุและผลข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัติ

แต่ถ้าคนยังไม่เข้าใจสิ่งใดๆ เลยไง เริ่มต้นคนยังไม่เข้าใจอริยสัจ อริยสัจอะไร นี่ไง หัวใจที่สูงต่ำ อำนาจวาสนาที่แตกต่างกัน ฟังแล้วความเข้าใจแตกต่างกัน ถ้าความเข้าใจแตกต่างกัน แล้วการกระทำแล้วมันจะได้ผลเหมือนกันหรือไม่

เราถึงว่า ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง

ไม่ใช่ขวัญอ่อน เพราะขวัญอ่อนไง มันเหมือนกระต่ายตื่นตูม เสียงผลตาลหล่นใส่ต้นตาล “ฟ้าผ่าๆ” วิ่งดิ้นรนไปน่ะ

พอไปเจอสิงโตไง

หยุด หยุดก่อน ตื่นตกใจเรื่องอะไร

ฟ้าผ่าๆ

มันผ่าที่ไหน

ผ่าที่นอนอยู่นั้นน่ะ ที่กระต่ายมันนอนอยู่ใต้ต้นตาล

ถ้าฟ้าผ่า ต้องไปดูว่ามันผ่าจริงหรือเปล่า

ไปถึงเห็นลูกตาลตกใส่ใบตาล

พาเอาสัตว์วิ่งขาหักบาดเจ็บมากมายด้วยความเป็นกระต่ายตื่นตูม

นี่ก็เหมือนกัน ขวัญอ่อน สะดุ้ง บรรลุธรรม มันมีเหตุมีผลอะไร

เวลาครูบาอาจารย์ท่านไม่เชื่อเรื่องอย่างนะ ในพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนการอ้อนวอนขอ สอนน่ะ ถ้ามันเป็นไปได้จริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ให้ลูกศิษย์ลูกหาสาวกสาวกะได้ทุกข์ได้ยากเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเอาไปหมดเลย

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไง ลูกศิษย์ลูกหาสาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟัง

“เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น”

เพราะจิต จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเป็นอิสระ นี่สิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล แล้วเวรกรรมของจิตก็แตกต่างกัน เวลาความชอบก็ชอบแตกต่างกัน อาหารในพื้นถิ่นของใคร ใครเคยทานอาหารอย่างใด ก็ชอบว่าอาหารอย่างนั้นถูกใจ ได้อาหารสิ่งที่ไม่ถูกใจมามันก็ไม่อยากได้ แต่ถ้าเป็นความจำเป็นก็ทานได้เหมือนกัน แต่มันไม่ชอบ แต่ถ้าที่ชอบ ชอบเพราะมันเคยชินไง นี่ไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันถึงแตกต่างกันไง

ฉะนั้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหากที่เป็นคนขวนขวายฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก ถ้ารื้อหัวใจของสัตว์โลก สัตว์โลกต้องมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วพยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มีสติสัมปชัญญะ อานาปานสติ พุทธานุสติ ต้องกำหนดลมหายใจเข้ามาจนจิตมันสงบ จิตสงบถ้าเป็นถูกต้องชอบธรรม เป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมถกรรมฐาน

นี่ไง เวลาถ้ามันเป็นปัญญาๆ ที่ว่าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านใช้ปัญญาของท่านได้ ใช้ปัญญาทบทวนอารมณ์ของตนนี่แหละ อารมณ์ที่เกิดขึ้นมา ก็คิดธรรมะนี่แหละ คิดธรรมะด้วยเหตุด้วยผลขึ้นมา

อารมณ์ของตน ตัณหาความทะยานอยาก มันชอบใจ ไม่ชอบใจ มันกระเหี้ยนกระหือรืออยู่ในหัวใจทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีสติปัญญาเท่าทัน ตรึกในธรรมๆ เปรียบเทียบๆ ขึ้นมา กิเลสมันสู้ไม่ได้หรอก มันต้องยอมจำนน มันยอมจำนนเหตุผลนะ มันไม่ใช่ยอมจำนนกลัวใครไม่มี

เหตุผลเพราะอะไร

ปัญญาอบรมสมาธิต้องมีสติใช่ไหม เพราะมีสติมันถึงเป็นธรรม เพราะมีสติมันถึงมีเหตุมีผล พอมีเหตุมีผลขึ้นมาด้วยข้อเท็จจริง กิเลสมันยอมแพ้หมดแหละ ถ้ากิเลสมันยอมแพ้ มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง

เวลาถ้าบอกว่า กำหนดพุทโธ อานาปานสติ มันไม่มีเหตุมีผล มันเข้าสู่จิตของตน ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ จิตมันสงบ

ถ้าไม่ถูกต้อง ว่างๆ

ว่างๆ นี่อ้างทั้งนั้นน่ะ ว่างๆ อะไรว่าง

แล้วเวลาใช้ปัญญาๆ พิจารณากายๆ พิจารณากายวิปัสสนึก ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิไง สติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ ปลอมๆ คือทฤษฎี ใครบ้างที่ไม่รู้จักอริยสัจ ชาวพุทธ ศีล ๕ ก็ท่องได้ ศีล ๘ ก็ท่องได้ อริยสัจก็ท่องได้ ทำไม่มันจะไม่รู้ อย่างเรา เราอ่านออกเขียนได้ เราก็รู้ได้เหมือนกันทั้งนั้นน่ะ แล้วรู้นี่รู้ด้วยอะไรล่ะ ก็รู้ด้วยโลกียะ ด้วยสมมุตินี่ไง

แต่ถ้าทำความสงบนะ โดยไม่ขาดสติ ทำคุณงามความดีของเรา

สิ่งที่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ แล้วมีครูบาอาจารย์เทศนาว่าการ เราก็ฟังมา สาธุ สาธุอย่างเดียว แล้วเราฟังมานะ ฟังแล้วมันกล่อมใจของเราไง

เวลาวงกรรมฐานๆ นะ หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตา เราอยู่กับท่านมา ท่านบอกเลยนะ ถ้าหลวงปู่มั่นเสียงดังขึ้นมา หลวงปู่เจี๊ยะจะบอกเลย “เฮ้ย! ฟ้าร้องๆ” ใครจะทำอะไรแล้วแต่ วาง จะไปที่กุฏิหลวงปู่มั่นฟังท่านเทศน์

เพราะสมัยนั้นเรื่องเทศน์กรรมฐานมันยังไม่เกิดขึ้นไง มันเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นเทศน์แบบปริยัติ คืออ่านหนังสือให้ฟัง อ่านหนังสือให้ฟัง ใครๆ ก็อ่านได้ ใครๆ ก็เข้าใจได้ มันไม่แทงกิเลส ไม่ซึ้งเข้าถึงหัวใจ

เวลาหลวงปู่มั่นเสียงดัง ทุกคนส่วนใหญ่แล้วจะต้องรีบไปที่ใต้ถุนกุฏิฟัง พอฟังแล้วมันทิ่มหัวใจๆ อะไรที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง อะไรที่มันแปลกประหลาด มันทิ่ม ทิ่ม ทิ่มเลย แล้วพอทิ่มหัวใจ ในทางจงกรม ไปแล้ว

เวลาสิ่งที่ว่า มันเหมือนกับสิ่งที่ว่าเป็นพิกุลทอง เป็นทองคำ หลุดออกมาจากปากหลวงปู่มั่น โอ้โฮ! มหัศจรรย์

หลวงปู่เจี๊ยะท่านพูดประจำ “ฟ้าร้องเว้ย! ฟ้าร้อง”

ฟ้าร้อง เดี๋ยวฝนมันจะตก เวลาฝนตกมันชุ่มชื่น แล้วมันก็สืบต่อมา เราก็ฟังไง

เวลาโลกเจริญ โลกเจริญด้วยการศึกษา คนต้องมีสติมีปัญญา เราก็ฟังรู้ เราก็ฟังมามากมายมหาศาล เราก็รู้เราก็ฟังมา ฟังมาโดยพร้อมกับกิเลสเรานี่ไง ว่าฟังมาพร้อมกับกิเลสเราขึ้นมา แล้วถ้าเป็นธรรมขวัญอ่อนไง มันก็เป็นอุปาทาน มันก็ไปจำมาไง สุดท้ายแล้วมันก็สร้างอารมณ์ว่าง ว่างอีกแล้ว เหตุผลอะไร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้เอง กาลามสูตร ห้ามเชื่อ แล้วเรามีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้ามีอำนาจวาสนามันจะถามตัวเองนะ ที่รู้ที่เห็นนี่จริงหรือ

รู้เห็นจริงๆ นะ แล้วถ้าครูบาอาจารย์ที่ท่านผ่านมาแล้วนะ การรู้การเห็นอย่างนี้มันปลายอ้อปลายแขมมาก

โดยธรรมชาตินะ คนจะทำความสงบ ถ้ามันเห็นนิมิต มันรู้มันเห็นนิมิตนะ แล้วคนชอบหรือไม่ชอบไง

เสียง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มารมันก็อาศัย รูป รส กลิ่น เสียงนี่แหละ เพื่อหาผลประโยชน์ของมาร ของกิเลส

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะ สิ่งที่รับรู้มันเป็นการสื่อสาร มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ที่สมบูรณ์ไง ไม่ใช่พิการ สิ่งใดที่เราใช้ไม่ได้ไง

เราใช้ได้ทุกอย่าง แล้วจะไปศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งรู้ใหญ่เลย อายตนะภายนอก อายตนะภายใน อายตนะ ๑๘ อายตนะ จนอายตนะนิพพาน งง อายตนะเป็นนิพพานได้หรือ มันไม่ใช่จิต

แล้วอายตนะไง จักขุวิญญาณ เสียงกระทบ ถ้าจักขุวิญญาณ วิญญาณในขันธ์ ๕ ไม่สมบูรณ์แบบ เสียงสักแต่ว่าเสียง

จักขุวิญญาณ เสียงกระทบโสตประสาท แล้ววิญญาณรับรู้ ถึงจะรู้ว่าเสียงนั้นพูดเรื่องอะไร นี่วิญญาณในขันธ์ ๕

เวลาครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติไปแล้ว เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านผ่านมาแล้ว สิ่งที่ว่าจิตสงบแล้ว ถ้าไม่ขวัญอ่อน ไม่สะดุ้ง

สะดุ้ง บรรลุธรรม เหตุผลอะไร ทำอะไรมา

ฟ้าผ่าๆ ทางวิชาการ ฟ้าผ่า เวลาผ่าลงมา ไฟป่าเกิด ผ่ามานี่คนตาย ฟ้าผ่า

แล้วนี่มีมรรคมีผลอะไรไปผ่ากิเลส มีอะไร

นี่พูดถึงถ้าขวัญอ่อนไง ธรรมะขวัญอ่อนมันไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วถ้ามันขวัญเสียล่ะ ขวัญหนีดีฝ่อ เจออะไรก็ไม่รู้จัก เจออะไรก็ไม่กล้าพิจารณา เจออะไรก็วิ่งหนี แล้วหลบๆ เลี่ยงๆ มันเป็นธรรมะตรงไหน

เกิดมาเป็นมนุษย์นะ ชีวิตนี้สำคัญมาก แล้วมีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติ แล้วสิ่งที่รู้ที่เห็นขึ้นมา เพราะอะไร เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง กรรมฐานกำลังเจริญงอกงามไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง มีครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติ มีคนเชื่อในมรรคในผล

แล้วมรรคผลของคนขวัญอ่อนมันมีเหตุมีผลตรงไหน

ถ้าเป็นสมาธิต้องมีสติ พอสติกำหนดหรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิ หยุดคิด หยุดคิดด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วก็คิดอีก ก็ทำต่อเนื่องไป จนกว่าจะมีความชำนาญ มีความชำนาญรักษาอาการหยุดนั้น เห็นจนมันมั่นคง เห็นไหม

กำหนดพุทโธๆ จนจิตสงบ จนมีกำลังของมันขึ้นมา ถ้าจิตมีกำลัง น้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม โอ้โฮ!

มันไม่ใช่ขวัญอ่อน สะดุ้ง แล้วบรรลุธรรม ตกใจแล้ว โอ้โฮ! ธรรมะสิ้นกิเลส นี่ไง มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ความเห็นผิดทั้งนั้น เพราะอะไร เห็นผิด เพราะกาลามสูตร ห้ามเชื่อ

ถ้าเชื่อนะ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

หลวงปู่มั่นสั่งหมู่คณะไว้ เราก็ฟังมาจากครูบาอาจารย์ทั้งนั้นน่ะ

“ให้จำหลวงปู่ขาวไว้นะ หลวงปู่ขาวได้สนทนาธรรมกับเราแล้ว”

“ให้จำพระมหาบัวไว้นะ พระมหาบัวดีทั้งนอกและใน”

ใน เห็นไหม ได้สนทนา ได้โต้แย้งกับหลวงปู่มั่นมาตลอด เพราะธมฺมสากจฺฉา มันได้ตรวจสอบ มีเหตุมีผล ไม่ใช่สะดุ้งตื่น ไม่ใช่ตกใจแล้วบรรลุธรรม ไม่ใช่ขวัญอ่อน มันมีสติสัมปชัญญะ

ถ้าเราไม่มีวาสนา เราเป็นธรรมะขวัญอ่อน เราก็เออออห่อหมกตามแต่กิเลสมันจะพลิกแพลง แล้วก็ชักจูงเราไป ไอ้นี่เป็นธรรม ไอ้นั่นเป็นธรรม...เหรอ เราเป็นอย่างนั้นหรือ

เราต้องมีสติสิ เราเชื่อกิเลสเราได้หรือ

คำว่า เชื่อกิเลสได้หรือไม่ได้ มันเพราะว่าเราเชื่อตัวเราไม่ได้ไง เพราะเราเชื่อตัวเราไม่ได้ เพราะตัวเรามีพญามาร ตัวเรามีความหลงผิด

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตู้พระไตรปิฎก ธรรมและวินัยเป็นศาสดา แล้วก็ขวัญอ่อน ขวัญหนีดีฝ่อ ว่าอันนี้เป็นไอ้นั่น ไอ้นั่นเป็นไอ้นี่ เป็นไปตามแต่กิเลสมันชักนำ แล้วเราก็เชื่อๆ เราก็ลุ่มหลงไง

เราก็เคยเป็น บวชพรรษาแรกเชื่อเขาไปหมด เห็นเขาเคร่งครัดแล้วเชื่อเขาไปเลย แต่เขาภาวนาไม่เป็นน่ะ แต่พอเราทำสงบได้ อ้าว! อ้าว! เลยนะ ตั้งแต่นั้นมาไม่ค่อยเชื่อใคร แล้วยิ่งฟังแล้วคนละเรื่องเดียวกัน ธรรมะภาคปฏิบัติไม่อีลุ่ยฉุยแฉกอย่างนั้น

ถ้าเป็นภาคปริยัติ อะไรก็ได้ ยิ่งเรียงความต่างๆ เขาตีความของเขา นั้นเป็นทางวิชาการ ในทางวิชาการพูดประจำ นี้เป็นทางวิชาการ วิชาการมีสิทธิที่จะทำอย่างไรก็ได้ เพราะเป็นทางวิชาการเพื่อลับสมอง เพื่อทำให้โลกเจริญ

แต่ในภาคปฏิบัติ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ครูบาอาจารย์เล่าต่อๆ กันมาไง

“หมู่คณะจำท่านขาวไว้นะ ท่านขาวเราได้คุยธรรมะกันแล้ว”

“ให้จำหลวงตามหาบัวไว้นะ ดีทั้งนอกดีทั้งใน”

แล้วเวลาครูบาอาจารย์ท่านสอบตลอด สอบ สอบให้เราเป็นข้อเท็จจริง

แต่ถ้าเราเชื่อตัวเองก็ธรรมขวัญอ่อน ขวัญหนีดีฝ่อ ไม่มีสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริง เพราะไม่มีวาสนา

แม้แต่ผู้มีวาสนานะ พระหลายๆ องค์มากที่มีวาสนา เขาฟังหมดนะ แล้วทดสอบ ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็วาง เอาเทคนิคใหม่ เอาพิธีกรรมพิธีการปฏิบัติอย่างใหม่ การกระทำต้องฝึกหัดใจของเราให้เข้มแข็งขึ้นมา พอเข้มแข็งขึ้นมามันสงบระงับได้ เออ! มีความปกติสุข

พอมีความปกติสุข เราก็รักษา รักษาความกระทำอันนั้น ชำนาญในวสีๆ ชำนาญในการเข้าและการออก ถ้าชำนาญในการเข้าและการออก แล้วกิเลสมันรุกรานตลอดเวลานะ วันนี้ทำสมาธิได้ วันต่อไปทำได้ยากขึ้น เพราะกิเลสมันมีเล่ห์กลของมัน

พอมีเล่ห์กลของมันนะ พระกรรมฐาน เวลาครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติมาแล้วนะ การอดนอนผ่อนอาหาร ท่านถือว่าเป็นเรื่องเบสิกเลยนะ เรื่องธรรมดา แล้วทำเต็มที่เลย แล้วครูบาอาจารย์จะปกป้องด้วย ปกป้องและดูแลให้ทำเต็มที่ เพราะต้องเอาชนะตนเอง

ผู้ที่ปฏิบัตินั้นจะต้องมีสติสัมปชัญญะเข้มแข็งจนเหนือกิเลส ให้กิเลสจางลง กิเลสจางลงหมายถึงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือกิเลสสงบตัวลง กิเลสไม่อาจหาญ สงบตัว สงบตัวอยู่ในจิตนั้น เพราะไม่มีการกำจัด มันจะมีการกำจัดต่อเมื่อวิปัสสนา วิปัสสนาคือภาวนามยปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในจิตของตน ในจิตของตนด้วยมรรค ๘

งานชอบ งานชอบธรรมในสมถกรรมฐาน งานชอบธรรมในวิปัสสนา ในวิปัสสนา เพราะจิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วใช้สติปัญญามันจะใช้กำลังของจิตมาก

กำลังของจิต จิตที่ทำสมาธิๆ ถ้ามันออกเห็นนิมิต นั่นมันใช้กำลังมันไปแล้ว เวลาคนที่ภาวนาขึ้นมา เวลาจิตสงบแล้วได้ยินเสียงมโหรี ได้ยินเสียงต่างๆ ว่าเขามาประโคม จิตส่งออกหมดล่ะ จิตส่งออกไปรับรู้ คำว่า จิตส่งออกไปรับรู้ คือใช้พลังงาน พอมันใช้พลังงานไปแล้วกำลังมันจะอ่อนลง

เวลาจิตสงบแล้วเป็นสมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ พอใช้ปัญญาไป ถ้ามีกำลังของสัมมาสมาธิ ปัญญาอันนั้นมันจะเป็นภาวนามยปัญญา มันจะเป็นวิปัสสนา มันจะรู้แจ้ง มันจะแยกมันจะแยะ

ถ้าพิจารณากาย พิจารณากายเป็นไตรลักษณ์ พิจารณาเวทนา เวทนาเป็นขันธ์ พิจารณาจิต จิตเศร้าหมอง จิตผ่องใส ถ้าพิจารณาธรรมารมณ์ นี่ธรรมะเลย

ธรรมารมณ์คืออารมณ์ที่เป็นธรรมะ อารมณ์ที่เป็นธรรมะเพราะมีสัมมาสมาธิ เพราะมีกำลังของจิต จิตจับต้องได้ จิตแยกแยะได้ ถ้าแยกแยะได้ พิจารณาไปมันปล่อยๆ โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ไง มันมหัศจรรย์ในการกระทำของตนไง

แล้วถ้ามหัศจรรย์ในใจของตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก เข้าใจเลยล่ะ แล้วถ้ามันเข้าใจในจิตของตน เข้าใจในภาวนามยปัญญาที่เป็นงานชอบ ที่ความชอบธรรม แล้วมันชอบธรรม พิจารณาไปแล้ว พอมันใช้กำลัง เดี๋ยวกำลังของสมาธิมันจะอ่อนลง

พออ่อนลงนะ คนที่ภาวนาเริ่มต้นยังภาวนาไม่ชำนาญ ก็คิดว่าตัวเองกำลังอาจหาญ ก็จะใช้สติปัญญาเหมือนเดิมเข้าไป ใช้ไปแล้ว เอ๊ะ! ถ้ามีสตินะ ถ้าไม่ใช่ขวัญอ่อน ถ้ามีสติสัมปชัญญะ มีครูบาอาจารย์คุ้มครองดูแล แล้วพยายามฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นข้อเท็จจริงของใจของตน เพราะการประพฤติปฏิบัติไง

พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ เพราะเขาสร้างบุญกุศลของเขามา

ไอ้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันก็มีบุญกุศลมากมายมหาศาลแล้วที่ได้ออกฝึกหัดปฏิบัติ แล้วถ้าออกฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าทำความสงบของใจได้ นั้นจากปุถุชนเป็นกัลยาณชน มันพัฒนาจิตของตนเอง มีความสามารถพัฒนาจิตของตนสูงขึ้น

แล้วถ้าจิตน้อมไปด้วยกำลังของจิต ด้วยกำลังของสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ธรรมะขวัญอ่อน ไม่ใช่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติขวัญหนีดีฝ่อ ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติตกอกตกใจ มีความสะดุ้งตื่นกลัว ถ้ามีความสะดุ้งตื่นกลัว เพราะไม่ได้ฝึกหัด ไม่มีสติปัญญา ไม่มีความชำนาญที่จะเข้ามาเห็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน

ถ้ามันมีสติมีปัญญา มันพิจารณาของการกระทำของเรามาตลอดไง มันจะผิดพลาดมาตลอดน่ะ จิตที่จะมีดวงตาเห็นธรรม จิตที่จะพาดกระแส กระแสธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

ในปัจจุบันนี้เราเป็นปุถุชนคนหนา จิตของเราน่ะมารล้วนๆ กิเลสครอบงำทั้งหมด ความไม่รู้เต็มหัวใจ แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันก็ค่อยรู้ค่อยเห็น ค่อยพัฒนาของใจของตนขึ้นมา แล้วด้วยวาสนานะ ไม่ขวัญอ่อน ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจ มีสิ่งใดเกิดขึ้น ขอบคุณ ขอบคุณในการกระทำ ขอบคุณสิ่งที่รู้ที่เห็น แล้วพยายามกระทำของตนต่อเนื่องไป

ถ้าพิจารณาไปแล้วมันไม่มีกำลัง เห็นไหม ถ้าไม่มีกำลัง แล้วถ้าไม่เข้าใจ พยายามที่จะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เพราะลงทุนลงแรงมามาก ปฏิบัติมาลงทุนลงแรงมามาก ในปัจจุบันนี้กำลังจะเก็บเกี่ยว กำลังจะได้ผล รีบขวนขวาย ยิ่งทำไปๆ จบครับ เสื่อมหมด ปัญญาก็ไปไม่ได้ เป็นสัญญา

ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ตัวเองนะ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ แล้วถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา ล้มลุกคลุกคลานอย่างไรก็เห็น เวลามันพัฒนาขึ้นมา เราก็รู้ของเราได้ แล้วพัฒนาต่อเนื่องไปโดยการรักษาไม่ให้มันเสื่อม

รักษาไว้ การรักษาไว้การทำต่อเนื่อง แล้วการฝึกหัดปฏิบัติยกขึ้น ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ วิปัสสนาคือภาวนามยปัญญาที่มันเริ่มแยกแยะ ถ้าแยกแยะ เห็นไหม รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง ถ้ามันปฏิบัติแล้วโดยความสมบูรณ์แบบ รสของสติธรรม รสของสมาธิธรรม รสของปัญญาธรรม รสของการกระทำมันมีรสมีชาติ

แล้วเวลามีรสมีชาติแล้ว เวลาปฏิบัติไปเวลามันเสื่อม อ้าว! ทำไมมันดื้อนัก ทำไมมันจืดชืด ทำไมมันไม่ได้ผลอะไร ก็ยังไม่รู้นะน่ะ

ถ้ามีครูบาอาจารย์แนะนำนะ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิเป็นสมาธิ แต่ถ้าไม่มีสมาธิภาวนามยปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้ เป็นโลกียะปัญญาทั้งหมด เป็นสัญญาล้วนๆ เป็นการจำ จำได้หมายรู้ ความจำไม่ใช่ความจริง

แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติจนเกิดความจริง แต่เราก็ใช้ความจริงการกระทำนั้นต่อเนื่องไปโดยขาดสติ โดยไม่รอบคอบ เวลาไม่รอบคอบ ถ้าเป็นทางโลกก็ตะบี้ตะบันการกระทำอย่างนั้น

แล้วพอตะบี้ตะบันทำไปแล้ว ทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะ ปฏิบัติมันต้องเจริญงอกงามขึ้น ปฏิบัติมันต้องดีขึ้น ปฏิบัติแล้วถ้ามันเสื่อม ปฏิบัติแล้วทำไมมันจืดมันชืดไง แล้วถ้ายังไม่เข้าใจก็จะหันรีหันขวางอยู่อย่างนั้นน่ะ

ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องนะ ปัญญาภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิ ถ้าสัมมาสมาธิมันอ่อนกำลังลง มันจะเป็นสัญญาแล้ว สิ่งที่เป็นสัญญา สัญญาคือความจำได้หมายรู้ ถ้าความจำได้หมายรู้ มันไม่เป็นปัจจุบัน มันเป็นอดีตอนาคตไปแล้ว ถ้าเป็นอดีตอนาคตไปแล้ว มันต้องวางการใช้ปัญญาอันนั้นกลับมาทำความสงบของใจเข้ามา

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถึงจะต้องก้าวเดินไปด้วยกันไง

ถ้าสมาธิเป็นสมาธิ โดยติดสมาธิ ว่าสมาธิ พอเข้าไปสู่สัมมาสมาธิ “นี่คือนิพพาน นี่คือตัวรู้”

มันจะไปรู้อะไร ตัวมันเองมันยังเป็นมิจฉา มันยังไม่เข้าใจตัวมันเอง ถ้ามันเข้าใจตัวมันเอง ก็ถ้ามันเป็นตัวรู้ ตัวรู้มีกิเลสไง ก็ตัวรู้ตัวที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ก็ตัวรู้นี่แหละที่มันมืดบอด ก็ตัวรู้คือตัวภวาสวะ คือตัวภพ

สิ่งที่เป็นตัวภพๆ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะก็เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันจะใช้ปัญญา มันจะแยกภพแยกชาติ มันจะแยกของมันต่างหากออกมาเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริง

ถ้ารู้แจ้งเห็นจริง เวลาครบรอบสมบูรณ์แบบของมัน มันจะวาง อันนี้เป็นตทังคปหานไง ตทังคปหานคือการชนะกิเลสชั่วคราวๆๆ แต่ก็เป็นคุณสมบัติของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เป็นคุณสมบัติของจิตที่มันฝึกหัดปฏิบัติไง นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์นะ สิ่งใดพอมันวางขึ้นมา มันเหมือนกับขวัญอ่อนนั่นแหละ สะดุ้ง ตกใจ บรรลุธรรม

ตกใจ สะดุ้ง มันไม่มีเหตุมีผล มันไม่ใช่ปัญญา

สิ่งที่มันจะปล่อยวาง มันจะชำระล้างกิเลส มันต้องเป็นปัญญา ปัญญาที่เกิดจากจิต

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก ก็ต้องปัญญาของหัวใจดวงนั้น หัวใจดวงนั้นเกิดภาวนามยปัญญา จิตแก้จิตไง จิตมันจะมีกำลังของมัน มันจะพิจารณาของมัน เพราะอาการ เห็นไหม ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเป็นขันธ์เป็นกองๆๆ

ถ้ามันจะเป็นขันธ์เป็นกองๆๆ ขึ้นมา มันต้องมีสัมมาสมาธิ มันถึงจะเป็นขันธ์เป็นกอง ถ้ามันขาดสมาธิมันก็เป็นอารมณ์ มันเป็นกองไปไหน มันไม่เป็นกอง มันเป็นอารมณ์ มันเป็นพายุเลย มันโหมใส่เราล้มลุกคลุกคลานเลย มันเป็นขันธ์ตรงไหน

แต่ถ้ามันมีกำลังของสมาธิ มันจับรูป รูปคืออารมณ์ที่มีความรู้สึกสมบูรณ์แบบ ในรูปนั้น รูปมันเกิดจากอะไร รู้จักรูปนั้นได้อย่างไร มันต้องเป็นเวทนาสิ ดีหรือชั่ว ชอบหรือไม่ชอบ แล้วเวทนามันจะเกิดมาได้อย่างไร มันก็มีสัญญาไง ถ้ามีสัญญาแล้ว สัญญาก็เปรียบเทียบ สัญญาคือข้อมูลเดิมของจิต แล้วสัญญามันรู้ได้อย่างไร ก็รู้ด้วยสังขารปรุงไง แล้วสังขารปรุง มันปรุงขึ้นมาแล้วใครรับรู้ ก็วิญญาณรับรู้ นี่ไง โสตวิญญาณไง เสียงกระทบหู วิญญาณไม่รับรู้มันเป็นไปไม่ได้ แล้วไม่รู้ไม่เห็น ที่รู้เห็นนี้เป็นวิชาการ แล้วเวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็สะดุ้ง ก็ตกใจ แล้วมันเป็นไปหมด

เป็นไปตั้งแต่เอ็งศึกษามาไง เป็นไปตั้งแต่ได้ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์มาไง แล้วก็เคลมเอาว่ามันเป็นอย่างนั้นไง เป็นจริงหรือ

ถ้าเป็นจริงนะ เราจะรู้เราจะเห็น ถ้าเป็นจริงไม่ขวัญอ่อน ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจ จับ แล้วแยกแยะ เพราะมันเคยทำ มันเคยทำ มันเคยพิจารณาแล้ว แต่พิจารณาแล้วมันปล่อยวาง แต่เพราะรู้ไม่เท่าทันกิเลส เข้าใจว่า เวลามันวางแล้วคือกิเลสมันร่วงไปหลุดไป

ไม่เคยเลย ไม่มีร่วง ไม่มีหลุดเลย เข้าใจว่าเองไง เข้าใจเอง แต่มันไม่เป็นความจริง

เวลาถ้ามันเข้าใจแล้วมันปล่อยวาง ก็ชั่วคราว คำว่า ชั่วคราว กิเลส แก่นของกิเลส กิเลสเป็นเจ้าวัฏจักร มันสถิตอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกไม่มีต้นไม่มีปลาย ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคารพบูชามันเลย อ้อนวอนขอเลย ขอให้คิดดี ขอให้พูดดี ขอให้ทำดี ขออยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วกิเลสมันก็ยิ้มเลย เคาะหัวเล่น

แต่เวลาเรามีอำนาจวาสนานะ เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาแล้วฝึกหัดปฏิบัติ แล้วถ้ามันสงบระงับเข้ามา นี่สมาธิ เพราะมีสมาธิถึงยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้

เพราะไม่มีสมาธิเป็นโลกียปัญญา คือท่องจำ ความจำทั้งนั้น สัญชาตญาณ แต่จิตสงบแล้ว จิตสัมมาสมาธิมันเป็นการแยกระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ

โลกียะคือคิดแบบโลกอยู่กับโลก อยู่กับจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามา

ทุกลัทธิทุกศาสนาสอนการทำสมาธิ แต่เป็นมิจฉา

แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์คอยประคองให้ดี ประคองให้ดี แล้วถ้าเป็นสัมมาสมาธิ มีกำลังแล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ จะเกิดโลกุตตรปัญญา

ถ้าปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิ สมาธิที่มีกำลังแล้ว เห็นกายแล้วพิจารณากายได้ นี่ไง มรรคจะเคลื่อน ปัญญาจะหมุนแล้ว แล้วคนที่ฝึกหัดปัญญาอย่างนี้ นี่ภาวนามยปัญญาไง

แล้วถ้าฝึกหัดบ่อยครั้งเข้าจะชำนาญมากขึ้น ชำนาญมากขึ้น มันจะหมุนติ้วๆ ขนาดไหน มันจะเร็ว มันจะช้าอย่างไร อยู่ที่อำนาจวาสนา อยู่ที่จริตนิสัย อยู่ที่การกระทำให้สมบูรณ์แบบไง ถ้ามันสมบูรณ์แบบของมัน สมบูรณ์แบบ พอมันสมบูรณ์แบบครบรอบของมัน วงจรของมัน ในธัมมจักฯ กิจจญาณ สัจจญาณไง

ถ้าไม่มีกิจจญาณ ไม่มีกิจกรรม ไม่มีการกระทำของจิต ไม่มีสัจจะ ไม่มีวงรอบ ๑๒ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ยอมรับ

ในธัมมจักฯ มันต้องมีวงรอบ ๑๒ มีกิจจญาณ มีการกระทำ มีสัจจะคือข้อเท็จจริง

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งอะไรเกิดขึ้นล่ะ เกิดขึ้นจากจิตไง ไม่ขวัญอ่อนไง ไม่ตกใจ ไม่สะดุ้ง มีสติปัญญารอบคอบ มีครูบาอาจารย์คอยคุ้มครองดูแล

ถ้ามันเป็นจริงนะ มรรคสามัคคีมันจะหมุน มันจะเร็ว มันจะช้า อยู่ที่กิเลสหยาบ กิเลสหนา กิเลสบางแตกต่างกัน อยู่ที่การพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม โจทย์แตกต่างกัน แต่อันเดียวเท่านั้น

ถ้าพิจารณากาย ขาดที่กาย ก็ขาดหมด ขาดที่เวทนา ขาดที่จิต ขาดที่ธรรม ขาดเหมือนกัน เวลาพิจารณาไปแล้วมันขาด ขณะ นิโรธ ดับทุกข์หมดเลย

ไม่มีนิโรธ ไม่มีขณะ พวกเราไม่มีขณะก็ได้

ไม่มีขณะก็โลกียะหมด ไม่มีขณะก็นอกพระพุทธศาสนา

ในพระพุทธศาสนา นิโรธดับทุกข์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับด้วยมรรค ๘

หลวงปู่มั่น หมู่คณะจำท่านขาวไว้ ท่านขาวได้สนทนากับเราแล้ว

ขณะนิโรธชัดเจน ถ้าไม่มีขณะ ไม่นิโรธชัดเจน หลวงปู่มั่นไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับหมายความว่าพระองค์นั้นปฏิบัติยังไม่ครบ ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ปฏิบัติมาถูกไหม ถูก ถูกด้วยอำนาจวาสนาของเขา

แต่ถ้าขณะ นิโรธ ดับทุกข์ นั้นจิตดวงนั้นพาดกระแส ภพนั้นมีวาสนาจะมีการกระทำต่อเนื่องไป ถ้าพาดกระแสแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้วางใจได้ เพราะจิตดวงนี้ ภพนี้ต้องถึงปลายทางเด็ดขาด ลองพาดกระแสคือมีคุณธรรมในใจแล้วไง

ถ้าไม่พาดกระแส ปุถุชนไง ไม่มีต้นไม่มีปลาย

พระโสดาบันเกิดอีก ๗ ชาตินะ ปุถุชนไม่มีกำหนด ไม่มีต้นไม่มีปลาย การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะกำหนดไม่ได้

แต่ถ้าสมุจเฉทปหาน ขณะ นิโรธ อีก ๗ ชาติ ถ้าพระโสดาบันไม่รู้ เป็นพระโสดาบันได้อย่างไร พระโสดาบันต้องชัดเจน เพราะมันเป็นคุณสมบัติ คุณสมบัติของจิตที่มีดวงตาเห็นธรรม รู้ชัดๆ

ถ้าไม่รู้ชัดๆ มันจะเป็นพาดกระแสได้อย่างไร มันรู้ชัดๆ ไม่ได้เพราะไม่มีขณะไง เพราะไม่นิโรธไง ไม่ดับทุกข์ตามความเป็นจริงไง ถ้ามันตามความเป็นจริงขึ้นมามันจะเป็นความจริง มันถึงมีเหตุมีผลไง

ไม่ใช่ว่าสะดุ้ง ตกใจแล้วบรรลุธรรม มันมีที่ไหนในพระพุทธศาสนา

นี่ไง พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มหัศจรรย์ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีคุณค่ามาก เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้เห็นสมณะมงคลชีวิต

แล้วดูสิ สมณะร้อยแปดพันเก้าเป็นมงคลชีวิตไหมล่ะ ตัวเขาเองเขายังทำตัวดีไม่ได้เลย จะเป็นมงคลชีวิตของใคร

แล้วตัวเราล่ะ ตัวเรา เราก็ต้องเอาความจริงของเราขึ้นมาให้ได้ ถ้าเอาความจริงของเราขึ้นมาให้ได้ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา

ไม่ใช่ขวัญอ่อน สะดุ้ง ตกใจขึ้นมา บรรลุธรรมๆ มันมีมรรคตรงไหน มันมีอะไรเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา มันมีอะไรเป็นข้อเท็จจริงของใจดวงนั้น ถ้ามันไม่มีอะไรเป็นข้อเท็จจริง ใจดวงนั้นก็จะมืดบอดอยู่อย่างนั้นน่ะ ใจดวงนั้นอยู่ใต้พญามาร อยู่กับความไม่รู้ อยู่กับอวิชชา แล้วมันจะพ้นจากมารไปตรงไหน

แต่ถ้ามันประพฤติปฏิบัติขึ้นมาด้วยนิโรธ ดับด้วยมรรค ๘ เวลามรรค ๘ มันสมบูรณ์แบบของมันไง เวลามันหมุนติ้วๆ ขึ้นมา นี่ธรรมจักร ธรรมจักร จักรที่มันเคลื่อน ปัญญาที่มันเคลื่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก หัวใจดวงนั้นเกิดมรรคเกิดผล เกิดเหตุไง แล้วถ้าสมุจเฉทปหาน นิโรธ เกิดผลไง จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ

แต่ในปัจจุบันนี้ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา จิตเราสมมุติทั้งนั้นน่ะ แต่ตัวจิตไม่เคยตาย แต่กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำให้เราล้มลุกคลุกคลานกันอยู่อย่างนี้

ด้วยอำนาจวาสนานะ มันเป็นยุคเป็นสมัยไง สมัยที่หลวงปู่มั่นออกประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ คนเขายังไม่เชื่อถือไง หลวงปู่มั่นทั้งชีวิตของท่าน ใช้ชีวิตให้เขาดู ให้โลกเห็นไง

ถ้าเป็นสายตาทางโลก เป็นคนไร้ความสุข แต่ถ้าเป็นทางธรรม เศรษฐีธรรม ถ้าเศรษฐีธรรม ความเป็นจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิมุตติสุขๆ ไง ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านมีวิมุตติสุขในหัวใจของท่านไง ถ้ามีวิมุตติสุขในหัวใจของท่าน มันต้องการอะไรอีก มันมีอะไรอีก

ถ้ายังเห็นอะไรมีคุณค่า ใจของเอ็งไร้สาระ

เพราะ เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก ธรรมอันนั้นเหนือโลก ธรรมอันนั้นวิวัฏฏะ ไม่อยู่กับโลกแล้ว ไม่อยู่กับพรหม ไม่อยู่กับเทวดา ไม่อยู่กับกามภพ รูปภพ อรูปภพ พ้นหมด

เวลาครูบาอาจารย์ท่านทำให้เห็น กรรมฐานถึงได้เจริญงอกงามขึ้นมา มีคนเชื่อถือศรัทธาขึ้นมาไง

ฉะนั้น ไอ้พวกขวัญอ่อนมันก็เข้ามาในวงกรรมฐานไง สะดุ้งตกใจบรรลุธรรมหมดเลย แล้วทุกคนก็เห็นนะ เห็นแก่โลกกามิส คนมันเยอะ ลาภสักการะล้นไป

นั่นน่ะข้าศึกทั้งนั้น สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะไหม แล้วโลกามิสนั่นน่ะ ครูบาอาจารย์ท่านไม่สนใจเรื่องนี้นะ ถ้ามันจะเกิดขึ้นที่ไหนให้มันเป็นประโยชน์กับโลก ถ้าสนใจเรื่องอย่างนี้ ใจเป็นธรรมหรือ

มีแต่โครงการช่วยชาติฯ เท่านั้นน่ะ ท่านบอกว่าท่านไม่มี เพราะท่านไม่มี ท่านถึงจะต้องเรื่องโลกให้โลกเขาจัดการ ถ้าท่านมี ท่านบอกเลยนะ ท่านจัดการได้หมดล่ะ แต่มันเป็นเรื่องโลกไง

แต่เรื่องธรรมสิ เรื่องธรรมมันยิ่งใหญ่

เรื่องธรรม ทำของเรา เราประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

ไม่ใช่แสวงหาค้นคว้า ขวัญอ่อน ตกใจ สะดุ้ง ขวัญหนีดีฝ่อ ปฏิบัติเหมือนกระต่ายตื่นตูม ใครพูดอะไรก็เชื่อ ลูกตาลลูกเดียวตกใส่ใบตาล แค่นั้นน่ะนะ ลูกตาลลูกเดียวตกใส่ใบตาลที่โคนต้นตาล ตื่นตูมกันไปหมด

แต่ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริงของเราสิ เราไม่ต้องไปตื่นตูมกับใคร เพราะเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก จะไปตื่นตูมกับใคร

เขาตื่นตูมนะ เราจะไปยับยั้งเขาก็ไม่ได้ เขาถึงเชื่อกันอย่างนั้นไง แล้วเราจะเชื่ออย่างนั้นไหม ก็เราไม่เชื่อแล้ว ถ้าเราไม่เชื่อแล้วเราไปตกใจอะไรกับภายในของเราล่ะ เราก็พยายามทำของเราให้เป็นข้อเท็จจริงสิ

ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ใจดวงนั้นจะมีคุณธรรม เอวัง