เทศน์พระ

ตาม้า

๒๗ เม.ย. ๒๕๖๘

ตาม้า

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมะเพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันครอบงำ มันครอบงำโดยที่เราไม่รู้ตัวนะ ถ้าเรารู้ตัวขึ้นมาแล้ว ใครจะยอมให้ใครครอบงำ ทุกคนบอกทุกคนมีศักดิ์ศรีทั้งนั้นน่ะ ไม่ให้มีใครครอบงำ ไม่ให้มีใครชี้นำ

แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอานนท์เป็นพระโสดาบันนะ “ดวงตาของโลกดับแล้วๆ”

คำว่า ดวงตาของโลก” ส่องสว่างไปทั่วจักรวาลให้คนได้พึ่งพาอาศัย ที่มันทุกข์มันยากขึ้นมา ให้สิ่งนั้นเป็นผู้คุ้มครองดูแลเรา

อชาตศัตรูจะยกไปตีเมืองวัชชี ก็ไปถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้าไปแล้วแพ้หรือชนะไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหันไปถามพระอานนท์ไง อานนท์ เราบอกเขาใช่ไหม ครุกรรม ที่สามัคคีธรรม ถ้าเขามีความสามัคคีธรรม รบอีกร้อยครั้งก็แพ้ทั้งนั้นน่ะ

อชาตศัตรูถึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปยุไปแหย่ ยุแหย่ให้เขาแตกกัน แตกความสามัคคีกัน พอเขาแตกความสามัคคีกัน เขาไม่ร่วมมือกันแล้ว อชาตศัตรูไปตีเรียบร้อยเลย

ดวงตาของโลก สั่งการสิ่งใดไว้ ถ้าใครประพฤติปฏิบัติตามมีแต่เจริญรุ่งเรืองทั้งนั้น มีแต่ความงอกงามทั้งนั้น

แต่ด้วยเวรกรรมของสัตว์ไง อชาตศัตรูส่งวัสสการพราหมณ์ไปยุไปแหย่ ยุแหย่ให้มันแตกแยก ยุแหย่ให้มันผิดใจกัน ยุแหย่มันซะ สุดท้ายแล้วเวลายกไปตี เขาไม่ร่วมมือกัน เรียบร้อย

นี่ดวงตาของโลก สิ่งที่ว่าเวลาพระอานนท์เป็นพระโสดาบันๆ ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ยังต้องการคนคุ้มครองคนดูแลไง ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันเป็นธรรมๆ ฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจดวงนี้

ทั้งๆ ที่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็มีศักยภาพ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็มีศักดิ์ศรี เราก็มีสติมีปัญญาเหมือนกัน ทำไมต้องฟังธรรม

ฟังธรรมเพราะธรรมกับโลกไม่เหมือนกัน เรื่องโลกๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามพระอานนท์ไง กษัตริย์วัชชีเขายังสามัคคีกันอยู่ไหม นี่เรื่องโลกๆ เพราะอะไร สิ่งนี้มันเป็นเรื่องโลก เรื่องวัฒนธรรม เรื่องสังคม

สิ่งที่กษัตริย์ชาววัชชีบุตรทำบุญทำบาปอะไรมา นั่นน่ะเรื่องเวรกรรม มันมีเวรมีกรรมของมันไง ถ้ามีเวรมีกรรมของมัน หัวใจมันมืดบอด มันไม่ยอมฟังใครทั้งสิ้น ถ้ามันมีอำนาจวาสนาบารมีขึ้นมา มันขวนขวายเอง มันแสวงหาเอง มันฝึกหัดปฏิบัติของมันขึ้นมาเอง

ถ้ามันมีอำนาจวาสนาของมัน ถ้าอำนาจวาสนาของมัน มันเป็นเรื่องมารที่มันครอบงำ มันแหกคอก มันถูมันไถ มันไม่ยอมฟังใครทั้งสิ้น กรรมของสัตว์

ทีนี้กรรมของสัตว์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ มาได้มากได้น้อยขนาดไหน เช้าเล็งญาณ เอาแต่คนที่มีอำนาจวาสนา เอาเฉพาะหัวใจดวงเดียวก็ยังดีกว่า ดีกว่าคนทั้งโลก

คนทั้งโลก พูดไปมันเอาสีข้างเข้าถูทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าคนที่เขามีอำนาจวาสนา เขาแสวงหาของเขาอยู่แล้ว แล้วถ้ามีใครชี้นำๆ ชี้ทางออกให้ไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก โคในคอก วัวในคอก ใครอยู่ปากคอก ใครเปิดคอกมันออกก่อน

นี่มันอยู่ที่ปากคอก แต่ไม่มีใครเปิดให้ ไม่มีใครเปิดให้ก็เหมือนคอกนั่นแหละ แต่ใครเปิดประตูให้ มันออกจากคอกตัวแรกเลย หัวใจของเราที่มันแสวงหา ที่มันขวนขวายของมันไง

ถ้ามันแสวงหา มันขวนขวายของมัน ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ ถ้าหัวใจที่มันหยาบกร้าน มันฟังแล้วมันไม่เข้าใจ ฟังแล้วมันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องบอกว่า หมดยุคหมดสมัย เขาเลิกปฏิบัติกันแล้ว ไอ้เราจะมาเป็นคนโบราณ มาย่ำอยู่กับที่ เขาเจริญงอกงาม

เจริญตรงไหน เห็นตายหมดล่ะ ถึงสุดท้ายแล้วเข้าเชิงตะกอนทั้งนั้นน่ะ เจริญตรงไหน เจริญที่ไหน

ถ้ามันเจริญๆ มันต้องเจริญที่หัวใจดวงนี้สิ อยู่โคนไม้ก็มีความสุข อยู่ที่ไหนก็ดีงามทั้งนั้น หันไปดูสิ กระเสือกกระสนวิ่งกันเกือบเป็นเกือบตาย ได้สิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันมา

การครองเรือนนี้แสนยาก วิดทะเลทั้งทะเลเอาปลาน้อยๆ ตัวเดียว นี้เป็นคำพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาของเราล่ะ เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เราเสียสละมาแล้ว เราบวชเป็นพระ บวชเป็นนักรบไง ถ้าบวชเป็นนักรบขึ้นมา สิ่งใดที่มันเป็นธรรมๆ เราเห็นด้วยหูด้วยตา มันมีสติมีปัญญา มันเตือนสติเรา มันเตือนเราเลยนะ สังเวช มันสังเวชไง สิ่งที่มันสังเวชๆ สังเวชเพราะอะไร

สัตว์โลกมันเป็นไปตามกรรม แล้วเราก็เป็นสัตว์โลกตัวหนึ่งเหมือนกัน สัตตะผู้ข้องมีเวรมีกรรมมาเหมือนกัน แต่ด้วยอำนาจวาสนาได้มาบวชเป็นพระ ได้บวชเป็นพระขึ้นมาจะได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันมีสติมีปัญญา มันมองมันเห็นสิ่งใดขึ้นมา มันเห็นเป็นคุณทั้งนั้นน่ะ มองแล้วมันสลดสังเวชไง

ถ้ามันสลดสังเวช มันไม่คิดไปเอาฝืนเอาไฟมาเผาตัวเองไง ถ้าไม่คิดเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเอง ไอ้นู่นก็ดี ไอ้นี่ก็ดี ที่อื่นดีไปหมดเลย แต่ของกูไม่ดีอย่างเดียวเท่านั้นน่ะ เห็นไหม เวลามันเผาตัวมันเอง

ที่ไหนมันดี ใครจะดีใครจะชั่วมันเรื่องของเขา ไอ้เรื่องของเรา เอาที่ใจเรานี่ไง ถ้าเราเอาใจของเรานี่ เรามีสติมีปัญญาเท่าทันหัวใจ โอ้โฮ! โล่งปลอดโปร่งหมดเลย

จิตหนึ่ง จิตดวงนี้มีคุณค่าที่สุด แล้วจิตดวงนี้มีสติมีปัญญาเท่าทันจิตของตน แล้วถ้าไปเทียบเคียงกับคนอื่น นู่นก็ดี นี่ก็ดี ไปทำไม นู่นก็ดี นี่ก็ดี เขามีความสุขจริงหรือ เขาหน้าชื่นอกตรม หน้าชื่นบาน เข้าสังคม แหม! ระรื่นเชียว ออกไปคอตก

เราเคยเห็นมานะ เคยไปจำพรรษาอยู่ พระนี่ แหม! เวลาอยู่ในสังคม อยู่ในกลุ่ม โอ้โฮ! พูดมีความสุขมาก แล้วเขาก็กลับไปกุฏิ แล้วเราก็กลับกุฏิเราไง พอผ่านไปนะ เห็นกลับไปนั่งคอตก

เห็นแล้วสะอึกเลยนะ เมื่อกี้ยังพูดอาจหาญมากนะ แหม! ใหญ่โตมาก เวลากลับไปที่กุฏิของเขา เขาไปนั่งหงอคนเดียว เขาไม่เห็น เขาไม่รู้ แต่เราเดินผ่านไปพอดี นั่งคอตกอยู่คนเดียว เราเห็นแล้ว โอ้โฮ! เฮ้ย! เมื่อกี้ไม่เป็นอย่างนี้นี่หว่า เมื่อกี้เห็น แหม! เยี่ยมๆ เลย พอกลับไปกุฏิไปนั่งคอตกอยู่คนเดียว

นี่ไง ถ้ามีหูมีตา เวลาเขาเล่นหมากรุก ตาม้า ม้าเวลามันโขก เวลารุกฆาต ต้องกินตัวหนึ่ง รุกฆาต รุกฆาตกิเลสในหัวใจของตน มีสติมีปัญญาไง ตาม้า มีสติมีปัญญาเดินหมาก แล้วถึงเวลา รุกฆาต กินเลยตัวหนึ่ง ยิ่งไล่ขุนจนกลางกระดานเลย ตาม้า

นี่ก็เหมือนกัน หัวใจของเรา เราก็มีหูมีตาทั้งนั้น ถ้ามีหูมีตาของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามีสติมีปัญญา ดูสิ่งใดแล้วให้พินิจพิจารณา คิดของเรา

เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติมาทั้งนั้นน่ะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณรับรู้ในอารมณ์ความรู้สึก ถ้าเราใช้ปัญญาอยู่นะ มันก็ได้ยิน มันก็เห็น ทำไมมันไม่รู้

อ๋อ! วิญญาณรับรู้มันไม่รับรู้ มันไม่สมบูรณ์แบบของมัน อายตนะ เห็นไหม อายตนะภายนอก อายตนะภายใน ถึงกระทบมันก็ไม่รับรู้ของมัน เพราะมันขาดวิญญาณในขันธ์ ๕

ถ้าวิญญาณในขันธ์ ๕ มันสมบูรณ์แบบของมัน มันก็เป็นอารมณ์ มันก็เป็นความรู้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องนี้เรื่องนั้น

ถ้ามันไม่ทันนะ มันเห็น เห็นก็เห็น เห็นเก้อๆ เขินๆ เห็นแล้วไม่รับรู้คืออะไร นั่นน่ะมันไม่สมบูรณ์แบบในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่สมบูรณ์แบบมันเป็นอารมณ์ไปไม่ได้

แต่ถ้ามันเป็นอารมณ์ไป มันเป็นอารมณ์ไปเพราะโดยข้อเท็จจริงของขันธ์ มันก็หมุนของมันไปอย่างนั้นแหละ แต่ถ้ามีสติมีปัญญามันเท่าทัน มันหยุดของมันเป็นชั้นๆ วิญญาณรับรู้ไหม รับรู้ขึ้นมา มันก็ผ่านไปๆ มันก็มีของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้ามีสติมีปัญญา ตาม้า ตาที่มีสติมีปัญญาเท่าทัน มีธรรมในหัวใจของตน มีสติสัมปชัญญะแล้วฝึกหัดปฏิบัติของเรา

เพราะเราเป็นนักรบ เราจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ถ้ารบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน จะไปรบกับอะไร กองทัพหรือ กองทัพมันก็มีอาวุธสำหรับรบ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบิณฑบาต เวลาพวกพราหมณ์เขาเสียดเขาสีไง “สมณะก็ทำไร่ไถนากินเองสิ มาเที่ยวขอชาวบ้านเขากินได้อย่างไร”

“โอ้! เราก็ไถนาเหมือนกันนะ สติเป็นเชือก ปัญญาเป็นผาล”

นี่เหมือนกัน เวลากองทัพๆ กองทัพเขามีอาวุธของเขา เขามีปืนใหญ่ เขามีเครื่องบิน เขามีรถถัง เขามีทุกอย่างพร้อม นี่เวลาออกรบไง

เราเป็นนักรบรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน อะไร ก็มรรค ๘ ไง สติชอบ งานชอบ เพียรชอบ ก็เป็นอาวุธไง ฟันเฟืองธรรมจักร จักร ๙ ซีก มันหมุนของมันไปไง

เวลาทางโลกเขาเป็นกงจักร กงจักรมีแต่ทำลายกัน ดูสิ เวลาเครื่องหมายของทหารเป็นกงจักรเลยล่ะ มันจะหมุน มันจะพิฆาตข้าศึกเลยล่ะ

ไอ้ของเราเป็นธรรมจักร มีสติมีปัญญา มันจะไล่ต้อนเข้ามาในหัวใจของตน สิ่งนี้ถ้ามันเป็นธรรมๆ ฟังแล้วมันสะเทือนใจ มันสะเทือนใจ ทำไมเราทำไม่ได้อย่างนั้น ทำไมเราทำไม่เป็น ทำไมเราทำไม่ได้

เราอยู่กับครูบาอาจารย์อย่างนี้ เวลาครูบาอาจารย์เทศน์ขึ้นมา ถ้าเราเคยทำได้ทำเป็น เออ! พยาน เราก็หมุนอยู่นี่ไง ของเราก็หมุนอยู่นี่ หลวงตาเทศน์ เออ! เราก็ทำอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้เราก็ถูกไง นี่ไง ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ นี่ขนาดครูบาอาจารย์เทศนาว่าการนะ ถ้าหัวใจเราปฏิบัติของเรา เราเป็นความจริงของเราขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา

มันเป็นจริงหรือไม่จริงล่ะ

ถ้ามันไม่จริงมันก็เป็นมิจฉา เวลาเป็นสัญญาก็เปรียบเทียบเทียบเคียงขึ้นมา แต่ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติ พระบวชใหม่ๆ ทนคำสั่งสอนไม่ได้ไง นี่ก็พระบวชใหม่ๆ มันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาให้หัวใจของตนหรือไม่ไง ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังในหัวใจของตนขึ้นมา มันมีสติ มันเท่าทันอารมณ์ไง แล้วพอเท่าทันอารมณ์มันก็ลดความทุกข์ไง

เวลาความทุกข์ความยากขึ้นมา เวลากิเลสมันบีบบี้สีไฟในหัวใจของตน กิเลสมันบีบบี้สีไฟมันก็ผ่านขันธ์ ๕ นี่แหละ มันก็ผ่านอารมณ์ความรู้สึกเรานี่แหละ นี่ไง สิ่งที่สมุทัยเจือปนมาๆ ก็มีความรู้สึกนึกคิด

สมุทัยคือกิเลส นี่ไง กิเลสที่มันเจือปนกับอารมณ์ความรู้สึกของตน ทั้งๆ ที่เราก็คิดเหมือนกันนี่แหละ แต่คิดเจือปนด้วยกิเลส คิดด้วยความไม่รู้ คิดด้วยความเผอเรอ คิดด้วยความอยู่ในอำนาจของมารไง คิดเป็นโลกไง

เวลาคุยกัน แหม! อาจหาญนะ ฉะฉานไง กลับไปกุฏิไปนั่งคอตกอยู่คนเดียว เบื้องหลังไง เบื้องหน้าเขา โอ้โฮ! อาจหาญ เก่งกล้า เวลาออกจากสมาคมไง ออกจากไอ้สุมหัวกันนั่นน่ะ เขาไปนั่งคอตก

ไอ้เรา เวลาคุยกันเราก็นั่งฟัง เสร็จแล้วเราก็กลับกุฏิเหมือนกัน ผ่านไปเห็นนั่งคอตกเชียว เวลาเอาจริงเอาจัง นั่นน่ะนักรบพ่ายแพ้สงครามของตัวเองทั้งสิ้น เวลาคุยกันในสังคม แหม! อาจหาญนัก

เวลาถ้าเป็นจริงเป็นจัง แต่ไม่ได้ยกหางนะ เวลาของเราเดินจงกรมทั้งนั้นน่ะ อยู่ที่ไหนถ้าพ้นจากข้อวัตรนะ ไอ้สงบไม่นั่งสมาธิก็เดินจงกรม จนพระเขาเดินผ่านไปผ่านมา เขาบอกว่า มึงไม่ต้องไปหรอก มันเดินจงกรมอยู่ จนเขายอมรับน่ะ

ในสังคม กูไม่รู้ไม่ชี้กับมึง แต่เวลากูแยกไปแล้ว ทางจงกรมของกู เข้าทางจงกรม ไม่ไปนั่งคอตก ไม่ไปนั่งเอาคอพาดเขียง ให้กิเลสมันย่ำยีไง เก่งมันต้องเก่งอย่างนั้น นักรบ นั่นธรรมจักร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง นี่ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวางไง

ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ คับแคบเพราะเวลาต้องทำมาหากิน ถ้ามีครอบครัวก็ต้องดูแลครอบครัวของตัว เวลาครอบครัวเขาหลับนอนเสร็จแล้วค่อยมานั่งภาวนา แล้วก็มาปรับทุกข์ไง เราวาสนาน้อย เราไม่มีเวลา เราไม่เหมือนนักปฏิบัติ ๒๔ ชั่วโมง

แล้ว ๒๔ ชั่วโมงเวลาไปวัดไปวาไปทำไม

ไปสุมหัวนินทากันไง

ถ้าเอาจริงเขาไม่สุมหัวไง ๒๔ ชั่วโมง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาตลอด เราทำอย่างนั้น มีพยานทั้งนั้นน่ะ ไอ้ที่พูดนี่ เพราะเวลาเขาวิจารณ์กันแล้วมันก็มาเข้าหูเราหมดไง

มึงไม่ต้องเข้าไปหรอก มันเดินจงกรม

ไอ้จอห์นไม่เชื่อ เข้าไป เออ! ท่านเดินจงกรมจริงๆ

ก็เขานินทากัน เขานินทา เขาจับตาดูเราอยู่

นี่เวลาปฏิบัติไง ฉะนั้น เวลาหลวงตาเทศน์ ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ ถ้าเราทำของเรา เราเป็นจริงของเรา

เราไม่ใช่ว่า โอ๋ย! เราหัวเดียวกระเทียมลีบ พระที่อื่นเขามีแต่ความสุข สุมหัวคุยกันสนุกสนาน ไอ้เราก็ต้องมาปลีกวิเวก ต้องมาปฏิบัติอยู่คนเดียว โอ๋ย! ทุกข์เจียนตาย

ทุกข์เจียนตายจริงๆ จิตมันเสื่อม สมาธิมันไม่ลง เวลาลงมันมีแต่ความสุขมาก แล้วความสุขมากมันมีอยู่จริง แล้วมีอยู่จริงอยู่ที่ใจดวงนี้ไง

ใจเวลามันไม่ลง มันทุกข์มันยากขนาดไหน เวลาจิตมันมีความสงบสุข มีความสงบสุขมาก แล้วสู่ความสงบสุขนี้อันตราย อันตรายที่ว่าเดี๋ยวมันก็ต้องเสื่อมลง ฉะนั้น มันสงบสุขแล้วมันยกขึ้นสู่วิปัสสนา เราจะต้องรักษาไม่ให้มันเสื่อมลง จะต้องให้มันพัฒนาขึ้นไป

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐานใช้พลังงานแล้ว มันกำลังมาก ใช้กำลังไปแล้วกำลังมันอ่อนลง ต้องวาง อย่าเสียดาย อย่าประมาท อย่าทำสุกเอาเผากิน วาง วางแล้วกลับมาทำความสงบของใจให้มันมีกำลังขึ้นมา มีกำลังขึ้นมา จากสมถกรรมฐาน พอปล่อยก็เข้าสู่ใช้ปัญญา ปัญญามันก็แยกมันก็แยะของมัน พยายามรักษาดูแล ขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส

กิเลสนี่ เราเจอมันตั้งแต่ปีแรกๆ เจอมันนี่งงเลยล่ะ เอ๊อะ! มันมีอย่างนี้ด้วยหรือ ตำราเขาบอกนี่ว่าจิตเป็นนามธรรมๆ แล้วทำไมมันจับต้องได้ขนาดนี้ล่ะ อ๋อ! แต่มันก็ อ๋อ! อยู่แล้ว เพียงแต่มาวิจัยไง อ๋อ! อ๋อ!

ฉะนั้นบอกว่า ไม่เห็นกิเลส ฆ่ากิเลสไม่ได้ ไม่รู้จักกิเลส ฆ่ากิเลสไม่ได้

“กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้จักมันได้อย่างไร”

แสดงว่ามึงภาวนาไม่เป็นนั่นน่ะ ไอ้นี่เหมือนกูเลย เมื่อก่อนกูเป็นอย่างนี้ กูก็คิดแบบเขานี่แหละ แต่พอไปเจอเข้า เอ๊อะ! โอ้โฮ! เฮ้ย! มันไม่เหมือนกับที่เรารู้มาเลย มันไม่เหมือนที่เราคาดหมาย เราคาด เราหมาย

อ่านมาหมดน่ะ วินัยมุขเล่มหนึ่ง เล่มสอง เล่มสาม บุพพสิกขา ค้นคว้ามาก็กลัวจะภาวนาผิดไง ก็ศึกษาค้นคว้ามาทั้งนั้นน่ะ กิเลสนี้อ่านจนชำนาญเลยล่ะ กูรู้จักชื่อมึงทั้งนั้นน่ะ เดี๋ยวกูเจอมึงแน่ๆ เลย แต่พอเจอเข้า เอ๊อะ! โอ้โฮ!

ฉะนั้น เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ท่านเทศนาว่าการ งานในวงพระกรรมฐานที่สำคัญมากมีอยู่ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือการขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส

ฉะนั้น คนที่ทำสมาธิๆ แล้วที่เทศนาว่าการกันอยู่นี่ไง ทำสมาธิแล้วเดี๋ยวปัญญามันจะเกิดเองนั่นแหละ คือเขาไม่เคยเห็นกิเลส คนที่ไม่เคยเห็นกิเลส คนไม่รู้จักกิเลส จะพูดอย่างนั้นทั้งหมด

ทำสมาธิเดี๋ยวปัญญาจะเกิดเอง เดี๋ยวปัญญามันจะมาเอง ถ้าใช้ปัญญาไปเลย ใช้ความคิดไปเลย ภาวนาไปแล้วนะ พอมันถึงที่สุดแล้วนะ สมาธิมันจะมาพร้อมกันเลย มันจะเป็นมรรคทันทีเลย จะฆ่ากิเลสทันทีเลย

โฮ้! ฟังแล้วปวดหัว

แต่เวลากูฟังหลวงตากูเทศน์นะ เออ! อย่างนี้สิ กูทำอย่างนี้ อย่างที่หลวงตาเทศน์นี่ เออ! คล้ายกันเลย คล้าย มันเหมือนกันไม่ได้เพราะจริตนิสัยไม่เหมือนกัน แล้วกิเลสก็คนละตัวด้วย

ถ้ากิเลสในใจของหลวงตาพระมหาบัว พระมหาบัวท่านก็ใช้มรรคของท่านชำระล้างกิเลสในหัวใจของท่าน

กิเลสของกูๆ ใครจะชำระให้กู มันไม่มีหรอก มันก็ต้องกูนี่แหละต้องจับกิเลสของกูเอง

แล้วถ้ากูไม่รู้ล่ะ กูก็บ้าบอคอแตกไปกับเขานั่นไง

ฉะนั้น ใครจะชำระล้างกิเลสให้ใครมันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้

ผู้ที่เขาภาวนาเป็น เขาขุดคุ้ยค้นคว้าของเขา เขาเจอกิเลสของเขา ถ้าเขาเจอกิเลสของเขา ถ้าเขาไม่เจอกิเลสของเขา เขาจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุไม่มีผลพอ

ถ้ามันเห็นกิเลสของตน ถ้ามันจับกิเลสของตนได้ แล้วมันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ นั้นมันมีเหตุมีผลของมัน ถ้ามีเหตุมีผลของมัน นี่ไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง มันชัดมันเจนของมัน ถ้าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงแล้วมันชัดมันเจนของมันไง เพราะอะไร เพราะมันมีตา ตาม้า ตาที่ฉลาด จักขุญาณไง เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เวลาเกิดจักขุญาณ

เขาว่า มันหลับตาลืมตา มันจะเห็นได้อย่างไร

หลับตาลืมตานี่เรื่องไร้สาระมากๆ เรื่องจริงๆ แล้ว ใจที่มันเปิดตา จักขุญาณ ญาณของจิตที่มันรู้มันเห็นนั่นน่ะ ถ้าไม่รู้เห็นมันจะรู้ธรรมได้อย่างไร จิตที่เป็นธรรมๆ มันเป็นธรรมอย่างไร แล้วถ้ามันจะเป็นธรรม ใครเป็นคนเป็นธรรม

หมูหมากาไก่นะ เวลาถ้าเป็นสัตว์ มันก็เป็นธรรมชาติของสัตว์เดรัจฉาน หมูหมากาไก่ถ้ามันเป็นชื่อ เราเกิดเป็นคน พ่อแม่ตั้งชื่อไอ้หมา พ่อแม่ตั้งชื่อไอ้หมู จะหมูหมากาไก่ถ้ามันมีสติมีปัญญาของมันขึ้นมา ถ้ามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา มันมีวิปัสสนาของมันขึ้นมา มันจะเป็นหมูหมากาไก่ขนาดไหนมันก็จะรู้ธรรมในใจของมันไง ถ้ารู้ธรรมในใจของมัน มันจะบรรลุธรรมของมันไง

หมูหมากาไก่นั่นน่ะเป็นแค่ชื่อ แต่ถ้าเป็นความจริงมันต้องเป็นมรรค แล้วถ้าเป็นมรรค ใครจะทำเป็นมรรคขึ้นมาได้อย่างไรถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ หรือไม่มีการประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงไง

ถ้ามันมีการประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริง ถ้าใจมันเป็นธรรมขึ้นมา มันมีสติมีปัญญาไง เพราะมันมีตาม้า ตาที่ฉลาด ตาที่เป็นมรรค ตาที่มันแยกมันแยะ แยกแยะกิเลสในใจของตน

มันแยกมันแยะนะ แล้วมันเป็นตามข้อเท็จจริง มันเป็นตามธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตทังคปหาน รู้เท่าๆ เวลามันรู้เท่า รู้ด้วยสติด้วยปัญญา

ถ้ารู้เท่าด้วยสติด้วยปัญญานะ ถ้ามันเป็นเรื่องสังคม เรื่องโลก ปัญญาอบรมสมาธิ มันก็เป็นความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา แต่มีสติขึ้นมามันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิเพราะตรึกในธรรม เพราะตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทียบเคียงกับอารมณ์ความรู้สึกของตน มันก็หยุด นั่นน่ะปัญญาอย่างนั้นก็รับรู้ได้ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม

ที่ว่ารู้ธรรมเห็นธรรมๆ นั่นน่ะเป็นปัญญาอบรมสมาธิทั้งนั้นน่ะ แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นปัญญาอบรมสมาธิเพราะมันเป็นมิจฉาไง

แต่ถ้าเป็นสัมมา เพราะเป็นความตั้งใจว่าขณะนี้เราจะใช้ปัญญาอบรมสมาธิ คือใช้สติปัญญาเท่าทันความคิดให้มันหยุดคิด นั้นก็เป็นสมาธิ เป็นสมถะไง

ถ้าเป็นนักรบๆ รบด้วยมรรคด้วยผลไง รบด้วยธรรมจักรไง ถ้ามันพอใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันหยุดคิดๆ หยุดคิด แล้วถ้ามันจิตเห็นจิต นั่นมันจะเห็นกิเลสไง

คิดเท่าไรก็ไม่รู้ๆ คิดแบบโลกๆ ไง ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คิดให้หยุดคิดไง เวลามันหยุดแล้ว หยุดแล้วก็มีกำลัง ถ้าหยุดแล้วมีการสะสมต่อเนื่องจะมีกำลัง ถ้ามีกำลังมันจะเห็นจิตนอก จิตนอกมันก็เห็นอาการของจิตนี่ไง เห็นสติปัฏฐาน ๔ นี่ไง มันก็เห็นกิเลสนี่ไง ถ้าเห็นกิเลสนะ อึ๊ก! อ๋อ!

เรียนมา ศึกษามาปริยัติขนาดไหน สาธุ ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของเรา ถ้าของเรา เราต้องรู้ต้องเห็น ถ้ารู้เห็นก็เห็นสติปัฏฐาน ๔ นั่นแหละ เห็นนี่ อึ๊ก! อึ๊ก! อ๋อ!

กิเลสตัวแบนๆ หรือตัวกลมๆ มันจะเป็นตัวแบนหรือจะเป็นพยาธิตัวตืด

แต่ถ้ารู้ถ้าเห็น นี่ขุดคุ้นค้นคว้าหากิเลส นี่นักรบ รบด้วยธรรมจักร รบด้วยความเพียรชอบ รบด้วยความมุมานะการประพฤติปฏิบัติการกระทำของนักรบ

เราบวชเป็นพระไง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาของเรา ฝึกหัด อย่าเบื่อหน่าย เวลาเบื่อหน่าย ทำวันแล้ววันเล่า ทำทุกวัน

เราก็ทำ ทั้งวันๆ น่ะ ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติท่านก็ทั้งวันๆ แล้วครูบาอาจารย์ยังให้กำลังใจตลอดเวลา แล้วฝึกหัดขึ้นมาให้มันเป็นความจริงขึ้นมาในใจของตน แล้วถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาในใจของตน มันทำแล้วมันมีความสุข แล้วสาธุ มันเทียบถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างที่ว่าเราเป็นนี่ไง

พระสารีบุตรไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ทั้งๆ ที่ประวัติพระสารีบุตรไง เริ่มต้นเป็นคหบดีร่ำรวยมาก มีเงิน เป็นเศรษฐี เที่ยวหาความสุข เวลาถึงเวลาบุญมาถึง ไม่มีรสชาติเลย ไม่มีความสุขเลย ก็มาบวช ไปบวชกับสัญชัย ให้สัญชัยสอน มีสติปัญญาก็ศึกษาจนจบ จนหมดไส้หมดพุง มันก็ไม่ได้เรื่อง

เวลามาเจอพระอัสสชิ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ บรรลุธรรมขึ้นมา ไปฝึกฝนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ๑๔ วันเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ไม่เชื่อเลย

ก็ความเชื่อ พอความจริง อึ๊ก! อึ๊ก! จะเชื่อใคร ก็ของจริงของกู แต่เคารพพระพุทธเจ้าไหม โคตรเคารพเลย ไม่เคารพจะเป็นอัครสาวกเบื้องขวาหรือ ทำงานแทนพระพุทธเจ้าได้เลย แต่ก็ไม่เชื่อเลยล่ะ เพราะทำแทนพระพุทธเจ้า ต้องคอยส่งเอกสารไปเอกสารมาหรือ นี่พูดถึงแสดงธรรม ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! เลย เพราะใจเป็นธรรม ออกได้ตลอดเวลา นี่เวลาถึงที่สุดไง

แต่เวลามารมันครอบงำอยู่ เราก็ต้องพึ่งพาอาศัย เวลามารมันครอบงำหัวใจ มันเริ่มต้นจากกิเลสอยู่ที่ฐีติจิต พญามารนอนกระดิกเท้าอยู่ที่ฐีติจิต คือจิตเดิมแท้ของจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เทวดา อินทร์ พรหมเป็นทิพยสมบัติ ภูตผีปีศาจเป็นนามธรรม มารมันนอนอยู่ฐีติจิตหมดน่ะ แล้วมาเกิดเป็นเรานี่ล่ะ แล้วใครนอนอยู่

แล้วความคิดนี้ ความคิดเกิดจากสถานะของความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ โดยสัญชาตญาณของมนุษย์มีความรู้สึกนึกคิด แล้วก็คิดธรรมะของพระพุทธเจ้าไง คิดธรรมะของพระพุทธเจ้าไง คิดธรรมะของพระพุทธเจ้าไง แต่ธรรมะของตัวไม่มี

ธรรมะของตัวล่ะ

เอ๊อะ!

สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันแยกมันแยะของมันขึ้นไป มันของเราทั้งนั้น

จิตดวงใดไม่มีมรรค จิตดวงนั้นไม่มีผล

จิตดวงใด มรรค ๘ ธรรมจักร ก้าน จักร ก้านของกงล้อ ๘ ก้าน ถ้ามันหมุน มันหมุนอย่างไร เวลามันหมุนของมัน จักรมันเคลื่อน เคลื่อนอย่างไร เวลาปัญญามันติ้วๆๆ เพราะอะไร เพราะธรรมจักรมันจะบดมันจะบี้ไง

นี่ไง เวลาเกิดสงคราม สงครามที่เขารบราฆ่าฟันกัน เขามีอาวุธ ตอนนี้ใช้โดรน โอ้โฮ! โดรนพิฆาตทำลายข้าศึก เดี๋ยวเขาก็พิฆาตกลับ เขาก็สร้างโดรนได้ โดรนมีขายอยู่ทั่วไป ใครเอามาติดตั้งเขาก็ถล่มได้ทั้งนั้นน่ะ โดรนพิฆาต รบกันด้วยข้าศึก

แต่ของเรารบ รบกับกิเลสไง พระพุทธศาสนานะ ชนะตนเองประเสริฐที่สุด ชนะความรู้สึกนึกคิดเรานี่ อย่าเบียดเบียนใคร อย่าทำร้ายใคร

คิดจะเบียดเบียน คิดจะทำร้าย เท่ากับทำร้ายตัวเอง แล้วทำร้ายสองเท่าสามเท่า

เราไม่เบียดเบียนใคร ใครผิด ถ้าสุดวิสัยที่เราจะตักเตือนได้ กรรมของสัตว์ เอ็งทำไปเถอะ กรรมของเอ็งทั้งนั้นน่ะ เอ็งสร้างไปเลย กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครเป็นผู้ทำ คนนั้นเป็นผู้รับกรรมทั้งสิ้น มันสุดวิสัยถ้าเขาจะทำ เชิญเลย ตามสบาย ของเขาทั้งนั้น ไม่ใช่ของเรา

แต่ถ้าเราเป็นหมู่เป็นคณะกัน ถ้าเราเตือนกันได้ เราคุ้มครองดูแลกันได้ ถ้าเขาเชื่อเขาฟังก็เป็นประโยชน์กับเขา ถ้าเขาไม่เชื่อไม่ฟัง เขาจะทำเต็มไม้เต็มมือของเขาก็เชิญตามสบาย เพราะเราไม่เกี่ยวไง เราไม่ได้รับเวรรับกรรมอันนั้นนะ

แต่ถ้าความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้มันสะเทือนกัน มันสะเทือนกันเพราะสิ่งที่มันจะหมุนเวียนไป มันมีการขัดการแย้งกัน แต่ทำไปเถอะ ใครทำของคนคนนั้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำมาคนนั้นก็ได้ไป ทำบุญก็ได้บุญ ทำบาปก็ได้บาป มันเป็นเรื่องจริงข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา

แล้วเรามาบวชเป็นพระ เราเป็นนักรบอยู่นี่ไง ถ้าตาม้าจะรุกฆาต รุกฆาตกิเลสในใจของตัว ตัดแข้งตัดขามันเป็นชั้นเป็นตอน

ถ้ามีสติปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิมันก็มีความสงบสุข มันหยุดคิด ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง พิจารณาของมันไปมันก็ปล่อยวางชั่วคราวๆๆ เวลาถึงที่สุด สมุจเฉทปหาน กิเลสตาย กิเลสตายจริงๆ ตายเห็นๆ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเน้นย้ำทุกวัน “ดั่งแขนขาด”

ท่านเปรียบเทียบนะว่า กิเลสมันขาดดั่งแขนขาด

คำว่า แขนขาด” มันตัดแขน ตัดแขนตัวเอง เราไม่รู้จักหรือมีความรู้สึกหรือว่าเราได้ตัดแขนของเรา เวลาสมุจเฉทปหาน ขณะ นิโรธ เหมือนกัน ดับ ดับทุกข์ นิโรธ สว่างโพลง มหัศจรรย์ มหัศจรรย์เพราะบรรลุธรรม

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด โลกธาตุหวั่นไหว ตรัสรู้ โลกธาตุหวั่นไหว แสดงธัมมจักฯ โลกธาตุหวั่นไหว ปลงอายุสังขารปรินิพพาน โลกธาตุไหวหมด

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเรารู้เราเห็นสิ่งใด หัวใจสั่นไหว กิเลสขาดเป็นชั้นเป็นตอน ถ้าเป็นมรรคเป็นผล เป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในหัวใจแล้วมันจะคิดชั่วได้อย่างไร แค่บรรลุธรรม ไม่สีลัพพตปรามาสๆ

คำว่า สีลัพพตปรามาส” คือไม่ลูบคลำศีล ศีลจะชัดเจน ศีลในหัวใจมันจะชัดเจนของมัน แล้วไม่ลูบไม่คลำ ไม่ลูบไม่คลำเพราะมันปรารถนาคู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔

ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล ทำให้ทำความสงบของใจได้ง่ายขึ้น

สมาธิ สร้างภาวนามยปัญญาขึ้นมาในใจของตน

แล้วคนที่ปรารถนามรรคผล เรื่องศีลทำไมมันไม่รักษาสุดชีวิตเลย เพราะมันเป็นบาทฐานของใจที่จะก้าวเดินต่อไป ฉะนั้น เวลาคนที่ปฏิบัติแล้วสำมะเลเทเมามันเป็นไปได้อย่างไร มันไม่ใช่หลวงพ่อจี้กง

เขาเป็นจี้กง เขาสิ้นกิเลสแล้วเขาถึงเป็นจี้กงไง คนที่กำลังก้าวล่วง เพราะโดยธรรมชาตินะ สิ่งมีชีวิตรักตัวเองทั้งนั้นน่ะ แล้วคนที่ปฏิบัติเป็นถ้ามีดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรม นั่นน่ะสัจธรรมประกาศกลางหัวใจ แล้วเขารู้ว่าเขาเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔

คู่ที่ ๒ มันจะประพฤติปฏิบัติต่อไป เขาจะรักษาศีลเขาขนาดไหน เพราะมันเป็นบาทฐาน

สัมมาและมิจฉา ถ้าศีลมันก็เป็นสัมมาสมาธิ ถ้ามันขาดศีลมันก็มิจฉา มันก็ติด มันก็ภาวนาไปขาดตกบกพร่อง

แล้วคนที่ปฏิบัติ เขาเรียกว่าภาวนาเป็น ภาวนาเป็นคือบรรลุธรรม ภาวนาเป็นคือสมุจเฉทปหาน คือสังโยชน์ขาดไป ๓ ตัว สังโยชน์ ดั่งแขนขาด รู้เต็มหัวใจของตน ไม่มีลูบคลำในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันจะเป็นความมหัศจรรย์ขนาดไหน มันจะรักษาดูแลใจของตัวเองขนาดไหน แต่ข้างนอกเขาอ่อนน้อมถ่อมตน เขาไม่อวดไม่โอ้หรอก เพราะอะไร เพราะการโอ้การอวดนี่อันตราย อันตรายตรงไหน

ธรรมดาเรา เราอยากฟังไหมว่าใครปฏิบัติธรรมแล้วธรรมะเป็นอย่างไร เราหิวกระหายอย่างฟังทั้งนั้นน่ะ ถ้ามึงบอกว่ามึงเป็นนะ เดี๋ยวเถอะ เขาล้อมหน้าล้อมหลังมึงเลย เขาจะรอให้มึงเล่านิทาน วุ่นวาย

ในวงกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงท่านจะกันไว้เลย กันไว้ว่า ไอ้นี่มันภาวนาไม่เป็น ไอ้นี่มันคนใช้ไม่ได้ ไอ้สังคมก็ดูถูกดูแคลนเลย

นั่นล่ะผ้าขี้ริ้วห่อทอง นั่นแหละครูบาอาจารย์ที่ท่านฉลาด ท่านดูแลรักษาปกป้องให้เป็นธรรมทายาทขึ้นมา ไม่อีลุ่ยฉุยแฉก ไม่ใช่สังคม แหม! ในวงสนทนาอาจหาญ พอกลับไปกุฏิไปนั่งคอตกเชียว

แต่ถ้าเป็นธรรม ในวงสนทนาเขาอ่อนน้อมถ่อมตน เวลากลับไปกุฏิของเขา เขาอาจหาญรื่นเริงในทางจงกรม เขาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นักรบ ๒๔ ชั่วโมง รบกับกิเลส รบกับตัณหาความทะยานอยากในใจของตน มหัศจรรย์ๆ ทำจนประสบความสำเร็จเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา เห็นไหม

ตาม้า ตาใจ จักขุญาณที่ฉลาด จักขุญาณที่จะเอาตัวรอดจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก นักรบจะรบกิเลสในหัวใจของตน

ในหัวใจคนอื่นเรื่องของเขา จริตนิสัย อำนาจวาสนาของคนไม่เหมือนกัน เขาสร้างเวรสร้างกรรมของเขา วาระเวลาของกรรมให้ผล เขาเป็นแบบนั้น ถ้ากรรมมันเบาบางลง เขาจะคอตก กูไม่น่าทำเลยๆ เพราะทำไปแล้วมันรู้ไง

ถ้าเป็นปาราชิก ๔ ตาลยอดด้วน ถ้าตาลมันยอดด้วนไปแล้ว ทำไปเถอะ ก็มันตาลยอดด้วน เป็นสิ่งไม่มีชีวิต

แต่ถ้าไม่เป็นตาลยอดด้วน กูไม่น่าทำเลย แล้วปฏิบัติลำบากขึ้น เพราะมันฝังใจ ความลับไม่มีในโลก สร้างแต่บาป หาบแต่กรรม บุญกุศลจะเอาที่ไหน

ถ้าบุญกุศลคือศีล สมาธิ ปัญญา เอาความจริงของเราขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เวลามรรคมันเคลื่อน สัจจะความจริง นี่บุญของเรา ธรรมจักรเกิดขึ้น ใจดวงใดมีมรรคไง ใจดวงใดมีการกระทำไง ใจดวงนั้นกำลังมีความมหัศจรรย์ แล้วก็เป็นใจของเราเสียเอง เราเป็นคนพิจารณาของเราเสียเอง เราก็รอลุ้นว่าเมื่อไหร่มันจะสมบูรณ์แบบสักทีๆ ทุกข์เกือบตาย

ปล่อยให้มันเป็นตามความเป็นจริงของมัน แล้วทำความจริงของมันให้ได้ เวลาใจมันเป็นกลาง มัชฌิมาปฏิปทา สมบูรณ์แบบของมัน สมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับทุกข์ ดับสิ้นในกิเลสของตน เอวัง