บายศรี
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านขุดคุ้ยค้นคว้าขึ้นมาโดยสัจจะโดยความเป็นจริง ถ้าใครประพฤติปฏิบัติได้ตามความเป็นจริงแล้วเป็นอันเดียวกัน อันเดียวกันคือมันเหมือนกัน เหมือนกันโดยข้อเท็จจริงไง
แต่ที่มันมีขัดมีแย้งกันเพราะมันไม่เหมือนกัน มันไม่เหมือนกัน เพราะถ้าเป็นธรรมๆ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติสัจจะความจริงแล้วมันไม่มีใครสูงใครต่ำ มันเป็นสัจจะเป็นความจริง
แต่ถ้ามันไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกันก็ของมึงของกูไง ความเห็นแก่ตัวไง ความคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ไง มันถึงไม่เหมือนคนอื่นไง
ถ้ามันเหมือนคนอื่นมันจะมีตัวตนอะไร มันก็เหมือนอากาศธาตุ ลมพัด มันไป มันมีประเทศไหม มันมีเจ้าของไหม มันพัดไปตามแต่ภูมิภาค มันเป็นธรรมชาติของมัน
สัจธรรมเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติกันตามความเป็นจริงขึ้นมานี้ เราจะเอาความจริงของเราไง
ถ้าฟังธรรมๆ ฟังธรรมนี้ก็มาเทียบเคียงกับหัวใจของตนไง กับความรู้สึกนึกคิด มันตรงกันหรือไม่ตรงกัน
ถ้ามันไม่ตรงกัน มันต้องมีอันไหนผิดแน่นอน เห็นไหม ผู้แสดงธรรมโง่ก็ได้ ผู้แสดงธรรมไม่รู้อะไรเลยก็ได้ แต่อวดรู้
ไอ้คนฟัง คนฟังมันเข้าใจหมดน่ะ ถ้าคนฟังมันเข้าใจหมด มันเก็บบริขารหนีเลย มันไปหาอยู่โคนไม้ดีกว่า มันไปหาอยู่ที่ตามความพอใจของมันดีกว่า แล้วศึกษาค้นคว้าขึ้นมา
แต่มันจนตรอกไง มันไปไม่ได้ไง เวลาฟังเขาก็ฟังเขาไม่ได้ เวลาจะเอาจริง ตัวเองก็เอาความจริงของตัวเองก็ไม่ได้ ไปหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรได้ทั้งนั้น นั่นน่ะคือมาร
ฟังธรรมๆ เทียบเคียงขึ้นมาในหัวใจของตน แล้วเปรียบเทียบนะ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงไง ธรรมะเป็นธรรมชาติ สัจธรรมมันเป็นธรรมชาติ เป็นสัจจะเป็นความจริงของมันไง แต่มันสำคัญคนที่ขุดคุ้ยค้นคว้าขึ้นมาไง จิตตภาวนาๆ
เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ชนะตนประเสริฐที่สุด ชนะกิเลสในใจของตนประเสริฐที่สุด
แต่เราเกิดมา เรามีอวิชชา มีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สาธุ สาธุ เกิดมาไม่พบไม่เห็น จนตรอกยิ่งกว่านี้
นี่ไง การเห็นสมณะเป็นมงคลของชีวิต แล้วเห็นสมณะที่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม นั่นล่ะมงคลที่แท้จริง เห็นสมณะที่ฉี่ขึ้นมา มันจะรีดมันจะไถ่ ยิ่งเห็นยิ่งหน้ากลัว ยิ่งเห็นยิ่งต้องวิ่งหนี
นี่ไง เห็นสมณะเป็นมงคลของชีวิตไง แล้วมงคลตรงไหน
ถ้าเป็นมงคลมันต้องอบอุ่นสิ มันเป็นมงคล อืม! ทำไมเราคิดอย่างนี้ ทำไมของท่านเป็นอย่างนั้นน่ะ ได้คิดแล้ว อันนี้สำคัญมาก เราว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมท่านเป็นอย่างนู้นล่ะ ถ้ามันไม่ใช่ท่านผิด ก็เราผิด ถ้าเราผิด เราจะแก้ไขไหม ถ้าเราผิด เราจะทำให้มันดีขึ้นไหม
นี่ไง การอบรมบ่มเพราะไง ถ้าการอบรมบ่มเพราะขึ้นมา อบรมบ่มเพาะเพื่อใคร
ก็เพื่อตัวของผู้ที่ปฏิบัตินั้นน่ะ ก็ตัวมึงเองนั่นแหละ ประโยชน์ก็ประโยชน์ใจเอ็งนั่นแหละ ประโยชน์ก็จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนั่นน่ะ ถ้ามันได้ประโยขน์ของมันจริงไง มันไม่เอาสภาพแวดล้อมข้างนอกมาบีบบี้สีไฟกันหรอก
คนเกิดมาปรารถนาความดีทั้งนั้น แต่มันจะเจอความดีที่ไหนไง
พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ดูสิ พ่อแม่พาลูกไปขายยาบ้าเยอะแยะเลย พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกนะ ทำไมพาลูกสำมะเลเทเมาอย่างนั้นน่ะ พาลูกสำมะเลเทเมาเพราะเขาจนตรอกไง เพราะเขาก็ติดยาไง เขาก็ค้ายาไง แล้วเขาก็พาลูกไปด้วยไง แล้วเวลาเขาเสพ โอ๋ย! ให้ลูกกูเสพด้วยไง นี่พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกไง ทำไมพาลูกสำมะเลเทเมาได้ขนาดนั้นไง
ถ้าพ่อแม่ที่เป็นธรรมๆ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ถ้าพ่อแม่ที่ดีงามไง ถ้าพ่อแม่ที่ดีงามเขาก็พาลูกเขาไปทางที่ถูกต้องชอบธรรมไง นั่นคือพ่อแม่ ถ้าเราเติบโตขึ้นมา ถ้ามีครอบครัวขึ้นมา เราจะเป็นพ่อแม่ของคน เราจะมีอะไรไปสั่งสอนอบรมเขา
เรามาบวชเป็นพระๆ ไง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะเอาความจริงขึ้นมาในหัวใจของเราไง ถ้าเอาความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เห็นไหม
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วบวชเป็นพระ บวชพระศีล ๒๒๗ นะ โอ้โฮ! ยอดเยี่ยม ใครๆ ก็เคารพบูชา ถ้ามันอิ่มบุญนะ มันก็มีความสุขนะ วันไหนกิเลสมันฟาดงวงฟาดงานะ
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิเลสมันเหมือนช้างสารที่ตกมันอยู่ท่ามกลางหัวใจของตน
ช้างตกมัน ควาญช้างยังเข้าใกล้ไม่ได้ หัวใจของตนนั่นน่ะ ช้างสารที่ตกมัน แล้วมันฟาดงวงฟางงาอยู่กลางในหัวใจของตนนั่นน่ะ
นี่ไง บวชเป็นพระศีล ๒๒๗ ไง ถ้าอิ่มบุญๆ ช้างมันก็สงบเสงี่ยมขึ้นมา ก็มีความสุขของมันไง ถ้ามันฟาดงวงฟาดงาขึ้นมา เจียนตาย มันทิ้งหมดนะ บริขงบริขารไม่ดูแลเลย ถ้ามันไม่เอาไหนนะ บาตรมันก็ไม่ดู ผ้าผ่อนแพรพรรณมันไม่เคยสนใจเลยล่ะ
แต่ถ้าบวชใหม่ๆ นี่แวววาวเลยนะ พับเรียบร้อย บาตรนี่ชัด ขัดแวววาวเชียว นี่ไง บวชเป็นพระไง ศีล ๒๒๗ ไง แวววาวไง มันก็เหมือนทางโลกไง
ทางโลก ทางโลกเขาก็มีการศึกษาค้นคว้าของเขา เราบวชเป็นพระๆ เราก็ศึกษาค้นคว้าของเราไง
นี่ไง ในทางวัฒนธรรมเขาทำบายศรี เขาทำบายศรี ใบตองเขาพับ เขาเย็บ เขาย้อม โอ้โฮ! มันสวยงาม
ใบตองอยู่บนต้นกล้วย สิ่งที่ดอกไม้อยู่ตามสวน ตามท้องไร่ท้องนา เขาไปเก็บมาแล้วเขามาประดิดประดอย การประดิดประดอยเขาต้องฝึกฝนของเขาไง ถ้าครอบครัวไหนเขามีวัฒนธรรมอย่างนั้น เขาจะสอนลูกสอนหลานเขา ชุมชนใดเขาจะสอนเด็กๆ น้อยขึ้นมาให้หัดเย็บหัดทำ ทำบายศรีไง กว่าจะทำได้ กว่ามันจะประณีต กว่ามันจะวิจิตรบรรจงไง แล้วงานไหนๆ เขาต้องมีของเขาไง บายศรีสู่ขวัญเขาจะตั้งของเขา เขาเคารพบูชาไง เวลาทำความเคารพแล้วเปิดกรวยไง เพื่อความเคารพบูชา โอ๋ย! มันแวววาว มันมีความประณีต มันมีความสวยงาม
พระกรรมฐานก็เหมือนกัน เวลาทำข้อวัตรปฏิบัติก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาไง นั่นก็เป็นพิธีกรรม พิธีปฏิบัติไง
พิธีเขาเย็บใบตองอย่างนี้ พิธีเขาดอกไม้ธูปเทียนปักนั่นน่ะ นั่นน่ะพิธีกรรมของเขา เขาทำบายศรีของเขา
ไอ้เราก็เป็นพระไง เวลาข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา นั่นล่ะวิธีการประพฤติปฏิบัติไง ถ้าวิธีการปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมา มันก็แวววาวไง บาตร กาน้ำ พระนิสีทนะ มันสะอาด มันประณีตบรรจงไง
เขาก็วัดนิสัยเอ็งนั่นแหละ นิสัยเป็นพระหรือไม่เป็นพระ
เป็นพระขี้เท่ออย่างนี้ “มันของเล็กน้อย ที่ไหนมันก็มีอยู่แล้ว มันทำก็ไม่เห็นได้อะไรเลย”
มันก็วัดนิสัยมึงนั่นแหละ วัดถึงความเป็นพระจริงหรือความเป็นพระไม่จริงนั่นแหละ นี่พิธีกรรมเฉยๆ นะ แล้วเวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา สมบุกสมบันขึ้นมา ทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจให้ได้
ทำไมต้องทำความสงบของใจล่ะ
นี่ไง โปฐิละใบลานเปล่าๆ ศึกษามา โอ้โฮ! เทศนาว่าการขึ้นมาลูกศิษย์ลูกหามากมายมหาศาล ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ใบลานเปล่ามาแล้วหรือ ใบลานเปล่ากลับแล้วหรือ”
นี่ก็เหมือนกันั พิธีธรรม พิธีกรรมเวลาเด็กมันเล่น เล่นเป็นพระ ยิ่งเดี๋ยวนี้ หลวงตาภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๓ มันสร้างหนังมา มันไปโกยเงินเป็นร้อยๆ ล้านนู่นน่ะ นี่ไง นี่พระสมมุติ สมมุติเป็นพระ ถ่ายหนังนั่นน่ะ
ไอ้นี่เราบวชเป็นพระ จริงตามสมมุติ มันก็สมมุติทั้งนั้นน่ะ สมมุติขึ้นมา จริงตามสมมุติขึ้นมา แต่เรามีอำนาจวาสนาหรือไม่ล่ะ แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เรากระทำของเราขึ้นมาเพื่อทำความสงบของใจเข้ามา เวลาใจสงบเข้ามามันแตกต่างกัน เห็นไหม
เวลาเป็นพระๆ การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิตๆ เราบวชเป็นพระขึ้นมาเอง เราก็เห็นตัวเราเองนี่ มันเป็นมงคลไหม กูก็เห็นตัวกูเองอยู่นี่ กูก็เป็นพระ มันเป็นมงคลชีวิตเราไหมล่ะ
ถ้าเรามีข้อวัตรประพฤติปฏิบัติ เรามีศีลมีธรรมขึ้นมา เออ! มันเป็นมงคลนะ มันเป็นมงคล
แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพราะเราเป็นพระปฏิบัติ ปริยัติเขาศึกษาพิธีกรรมขึ้นมา เห็นไหม บายศรีเวลาเขาเย็บ เขาเย็บขึ้นมาตามพิธีกรรม เวลางานใหญ่ๆ ขึ้นมาจะเห็นทั้งนั้นน่ะ ตั้ง โอ้โฮ! สวยงามแวววาว โอ้โฮ! มหัศจรรย์ บุญยิ่งใหญ่ แล้วเวลาเสร็จงานแล้วก็จบไง แต่เวลาทำขึ้นมา เวลาเตรียมจะมีงานขึ้นมา โอ้โฮ! สมบุกสมบัน จนเดี๋ยวนี้โลกเจริญไง บริษัทออร์แกไนซ์มันจัดให้หมดน่ะ จ่ายตังมา จะเอางามขนาดไหน เอามาเลย
เรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ แล้ววิธีการปฏิบัติจะมีแค่นี้ใช่ไหม
สิ่งที่ทำๆ มา เวลาทำมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เวลาบวชเป็นพระขึ้นมาแล้ว บริขาร ๘ สมบัติของพระ พระมีเท่านั้น ต้องเป็นของส่วนบุคคล ต้องของเรา ผ้าครอง ไปครองแทนคนอื่นได้หรือเปล่า เวลาผ้าครองก็ผ้าครองของเราไง นี่จริงตามสมมุติไง
สิ่งที่ว่าสมบัติของพระไง สมบัติที่ใช้เกี่ยวกับบริขาร ๘ ไง แล้วต้องเป็นของเราด้วย มันขาดครอง มันต้องอยู่กับเรา แล้วเราดูแล เพราะเราเป็นพระไง พอเป็นพระขึ้นมา เวลาเราห่มเป็นมณฑลอย่างนี้ ไม่ชะเวิบชะวาบอย่างนี้ เพราะอะไร
เพราะความเป็นพระไง ถ้าความเป็นพระ พระที่ชาวพุทธเคารพยกย่องบูชาไง ถ้าชาวพุทธยกย่องบูชา เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิตไง เห็นมงคลชีวิตขึ้นมา มันก็การห่ม การอยู่การกิน มันก็ดูสวยงามไง ถ้าดูสวยงามขึ้นมาแล้วก็ เออ! เป็นพระที่เป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรมไง แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง
มันเป็นพิธีกรรมปฏิบัติไง การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม มันก็เป็นพิธีกรรมทั้งนั้นน่ะ จิตตภาวนา เห็นจิตไหม ทำความสงบได้หรือเปล่า
แล้วถ้าทำความสงบ เกจิอาจารย์สงบแล้วทำความสงบเป็นกำลัง ส่งออกหมดน่ะ เสกเป่าของเป็นของศักดิ์สิทธิ์
เวลา ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ศักดิ์สิทธิ์ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกฺขํเป็นของขลังที่จิตใจมันจะรู้จะเห็นของมัน ถ้าจิตใจมันจะรู้จะเห็นของมัน เห็นไหม นี่แหละพระปฏิบัติ ไม่ใช่บายศรี ทำเป็นพิธีกรรมเฉยๆ
ปฏิบัติพอเป็นพิธีๆ แต่เริ่มต้นก็ต้องเป็นพิธีกรรมนี่แหละ นี่ไง ถ้าไม่มีข้อวัตรปฏิบัติ ที่หลวงปู่มั่นวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ มันจะเริ่มต้นกันอย่างไร พระปฏิบัติจะเริ่มต้นกันที่ไหน สำมะเลเทเมาแล้วแต่ความเห็นของคนไง สิ่งใดที่โลกเขายกย่องสรรเสริญก็ทำตามเขากันไปไง
ยิ่งพระ ไปเห็นพระไปกราบโยม เห็นพระไปกราบพวกเกจิอาจารย์ โอ้โฮ! เศร้ามาก เอ็งไม่มีที่พึ่งอะไรเลยหรือวะ ธรรมและวินัย เอ็งไม่มีอะไรเลยหรือ
เป็นพระๆ ไง บุคคลไม่ควรไหว้ ๑๐ อย่าง แม้แต่พระที่พรรษาอ่อนกว่า เขาก็กราบไหว้ไม่ได้แล้ว นี่ไง สามเณร นักบวชนอกศาสนา ปุถุชน ฆราวาส พระไหว้ไม่ได้ นี่วินัยบังคับไว้เลย บุคคลไม่ควรไหว้ เว้นไว้แต่เวลารับไหว้ เวลาวินัย เวลาพระฉันข้าวอยู่ ห้ามไปกราบ เพราะท่านฉันข้าวอยู่ จะไปรับไหว้เอ็งได้อย่างไร
เราอยู่ครูกับบาอาจารย์นะ โอ้โฮ! ศรัทธามาก มาถึงกราบกับพื้นดินเลย
ท่านใส่หงายท้องเลย ไม่รู้จักกาละเทศะ มึงเป็นพระได้อย่างไร เวลาเป็นพระมันก็ต้องรู้ที่ไหนควรไม่ควร
เคารพบูชา ใช่ เห็นครูบาอาจารย์เดินมา โอ้โฮ! จิตใจชื่นบานมาก แต่รอให้ท่านหาที่นั่งก่อน ท่านนั่งลงที่ไหนแล้วค่อยเข้าไปกราบท่าน
ท่านเดินอยู่ เราจะเข้าไปกราบ โอ้! จะแสดงความเคารพ เห็นเดินอยู่ เข้าไปกราบกับพื้นเลยน่ะ
เราอยู่กับหลวงตา หลวงตาด่าพระต่อหน้าเราเลย กูเห็นมาหมดแล้ว ด่าหงายท้องเลย
โอ๋ย! ถ้าไอ้พวกเราชอบนะ ถ้าใครกราบใครไหว้นี่ โอ้โฮ! เขาเคารพกูไง
นี่ไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดา เอ็งเคารพศาสดาบ้างหรือเปล่า ถ้าเอ็งเคารพศาสดา เอ็งทำอย่างนั้นได้อย่างไร ด้วยทิฏฐิ ด้วยมานะ ด้วยความอหังการว่าเขากราบไหว้ตน คิดว่าตนยิ่งใหญ่ ผิดทั้งคู่ ถ้ามันผิดทั้งคู่ ครูบาอาจารย์เขาไม่ทำกันอย่างนั้น
ครูบาอาจารย์อบรมบ่มเพราะขึ้นมา นี่ไง อยากได้นิสัย ถ้าได้นิสัยก็ต้องรู้กาลเทศะอย่างนี้ แล้วจะไปทำเปิ่นๆ อย่างนั้นทำได้อย่างไร
แต่โดยทั่วไปเห็นอย่างนี้ทั้งนั้นน่ะ ศรัทธาบังหน้า เวลาไม่ศรัทธาก็ไม่สนใจเลย ไม่เหลียวหน้ามามองเลย เวลาศรัทธาขึ้นมาก็จะเอาแต่ตามใจตัวเองเลย
ศรัทธาก็เก็บไว้ในใจไง แล้วสมควรไม่สมควรนั่นอีกเรื่องหนึ่งไง ทำตามความถูกต้องชอบธรรมสิ
เป็นพระๆ ที่นักรบจะรบกับกิเลส ถ้าจะรบกับกิเลส มันเริ่มต้น พิธีกรรมๆ มันเป็นแค่พิธี
พิธีมึงยังไม่รู้หรือ มันเป็นแค่พิธี แต่พิธีมึงยังไม่รู้ถูกต้องชอบธรรมแค่ไหน แล้วมึงจะเข้าไปสู่ตัวจริงได้ไง
จิตตภาวนาไง ทำให้สงบมาอย่างไร จิตทำให้สงบเข้ามา ถ้าใจสงบเข้ามา เห็นไหม
โธ่! จิตพอสงบเข้ามานะ อะไรก็ได้แล้ว วัดวาอาราม อัพโภกาสิกังคะ เรือนว่าง อยู่ที่ที่เรือนว่าง ไม่เป็นภาระ นี่ขนาดไม่เป็นภาระนะ เรายังดูแลรักษาข้อวัตรขนาดนี้
คำว่า “ขนาดนี้” เพราะเราเคารพพระพุทธเจ้าไง เพราะเราเคารพพระพุทธเจ้า เราพยายามจะหาพุทธะ หาใจของตน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดในกำเนิด ๔ เกิดเป็นอะไร มาเกิดเป็นพระ นี่มาเกิด เกิดมาเป็นคน เป็นคนจริงตามสมมุติ แล้วมาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระมันก็สมมุติสงฆ์ แล้วเราจะเอาความจริงแล้ว เราเอาความจริงขึ้นมา เราจะเอาจิตเราสงบเข้ามาไง จิตตภาวนาไง ถ้าจิตสงบเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง ถ้าจิตสงบเข้ามา ไม่ใช่ทำพอเป็นพิธีแล้ว ทำจริงๆ นะ จะทำจริงๆ แล้วล่ะ เอาจริงๆ ทำจริงขึ้นมา
ธรรมะรอคนจริง รอความจริงอยู่ ว่าทำธรรมะเป็นของจริง ของจริงรอคนจริงเข้ามาศึกษาค้นคว้า ของจริงรอคนจริงเข้ามาศึกษาแล้วพยายามฝึกหัด แล้วคนที่จริงคนคนนั้นน่ะ เขาจะทำความสงบของใจของเขาได้ ถ้าทำความสงบของใจของเขาได้ เขาจะละทิ้งได้อย่างไร ข้อวัตรปฏิบัติ เขาจะละทิ้งได้อย่างไร เพราะเราเกิดมาจากตรงนั้นไง ถ้าเราเกิดมาจากข้อวัตรปฏิบัติ เราเกิดมา เห็นไหม
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด “หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา”
ถ้าเราเคารพครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านทำเป็นตัวอย่างมา ใครทำเอง ใครคิดได้ คิดแต่จะปอกลอกชาวบ้านเขานั่นแหละ คิดจะปอกลอกกิเลสไม่มี คิดจะสำรอกจะคายกิเลสออก ไม่เคยคิด เพราะกิเลสมันพาคิดไง
กิเลสมันไม่เคยพาคิดทำลายตัวมันเองหรอก กิเลสมันจะพาคิดจะสร้างสมตัวมันยิ่งใหญ่ขึ้นมาไง ถ้ามันคิดมันก็คิดปอกลอกคนอื่นเขาไง คิดปอกลอกคนอื่น คิดให้คนอื่นมาส่งเสริมเราไง
แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันจะปอกลอกกิเลสไง มันจะสำรอก มันจะคายของมัน
ถ้ามันจะคายของมัน มันเริ่มจากอะไรล่ะ
มันเริ่มจากที่มันไม่พอใจ มันไม่พอใจอะไรทั้งนั้นเลย กูไม่สนใจกูนี่ กูจะกินอิ่มนอนอุ่น กูจะหมู กอนแล้วนิน กินแล้วนอน แล้วก็เป็นสมณะ แล้วจะให้คนอื่นเขากราบอีกนะ
แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราไง ไปแบบนอแรด ไปไหนไปแบบนอแรด
จิตดวงหนึ่งเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดมาก็แสนทุกข์แสนยาก ทำหน้าที่การงานมานะ สังคมบีบคั้นมา มันเป็นความทุกข์ มันเป็นความทุกข์ เราแสวงหาไง ฆราวาสธรรม ถ้ามีศรัทธาความเชื่อเป็นคนดี จากเป็นคนดีเป็นฆราวาสธรรม เรามาบวชเป็นพระแล้ว เราจะเป็นนักรบ แล้วเราจะไม่รบกับใครเลย เราจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม บวชมาเป็นพระๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมา มีสงฆ์ที่ดีงาม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ สงฆ์ที่เป็นจริง เราก็สาธุ เราก็มีวาสนาได้ไปพึ่งพาอาศัยความร่มเย็นเป็นสุขในคณะสงฆ์นั้น
ถ้าเราเห็นคณะสงฆ์นั้นพึ่งพาอาศัยไม่ได้ คณะสงฆ์นั้นสงฆ์ที่ไม่เป็นธรรม มันเบียดเบียนกันเอง มันทำลายกันเอง เราก็แยกไปอยู่คนเดียวก็ได้ แยกไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แยกไปศึกษาหาความจริงในหัวใจของตนให้ได้ เพราะเราเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ไม่ใช่บายศรี ทำพอเป็นพิธี ทำพอเป็นพิธี บายศรีไปตั้งที่ไหนมันก็สวยงามแวววาวเท่านั้น บวชเป็นพระ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นๆ มันก็จะแวววาวว่าเป็นพระกรรมฐาน มันก็ทำพอเป็นพิธี มันก็เป็นพิธีปฏิบัติเท่านั้น มันไม่เป็นความจริงไง
ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นก็สาธุ เราก็อยากเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่ตามความเป็นจริง เราอยากเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่มีข้อวัตรปฏิบัติ ที่มีจิตใจสงบระงับ ที่มีจิตใจยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง เราจะทำตัวของเราให้เป็นพระสงฆ์ที่แท้จริงไง เราจะทำตัวของเรา จะสำรอกคายกิเลสไง เราจะไม่ให้กิเลสมันชักนำไปไง ไม่ให้กิเลสมันคอยปอกคอยลอกพิธีกรรมการปฏิบัติของเรา ปอกลอกชีวิตของเรา ปอกลอกเวลาของเราไป ๒๔ ชั่วโมง นี่ถ้าพระกรรมฐานๆ
ก็กูทำมาอย่างนี้ กูภาวนา ๒๔ ชั่วโมง ทั้งอดนอน ทั้งผ่อนอาหาร กูทำมา ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงตลอด ก็กูทำมา กูทำมาอย่างนี้
ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวาง ไปกลัวใคร ๒๔ ชั่วโมงของเรา ทำได้ตลอดเวลา ก็เราจะเอาชนะกิเลสของเราไง เราจะสำรอก เราจะคายมันน่ะ ทำไม แล้วใครค้ำประกันใครได้ ใครจะประกันว่าคนอื่นจริง ก็ตัวมันไม่จริง มันจะประกันใครได้
ก็เราทำของเราจริงไง ไม่ใช่พอทำเป็นพิธี ทำจริงๆ แล้วทำมาอย่างนี้ ทำมาอย่างนี้ตลอด แล้วทำไม แล้วมีอะไรอีกล่ะ ไม่ใช่ทำพอเป็นพิธี ทำจริงๆ เพราะบวชจริงๆ ไง ก็เป็นพระจริงๆ ด้วยไง แล้วเอาจริงๆ ด้วยไง
แล้วถ้าทำจริงๆ มันก็เข้ากับธุดงคกรรมฐานไง ปฏิปทาธุดงคกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นให้ทำอย่างนี้ แล้วครูบาอาจารย์ก็ทำมาอย่างนี้ หลวงปู่แหวนก็ทำมาอย่างนี้ หลวงปู่ชอบก็ทำมาอย่างนี้ แล้วก็เป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว
แล้วเราจะมาทำพอเป็นพิธีใช่ไหม พิธีปฏิบัติน่ะ อย่างกับลิเก อย่างกับหมอลำ ป้อไปก็ป้อมา ป้อเป็นพระกรรมฐาน แล้วมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เวลากิจนิมนต์ไปเป็นคณะๆ เขาเรียกคณะหมอลำ คณะหมอลำอีสานไง เดี๋ยวก็ไปออกงานนั้น เดี๋ยวก็ไปออกงานนี้
นี่ครูบาอาจารย์พูดนะ นั่นล่ะคณะหมอลำ
นี่เหมือนกัน เวลาปฏิบัติเทศบาล ๑ เทศบาล ๒ กิจนิมนต์ตั้งแต่ต้นเดือนยันปลายเดือน ปีชนปี นิมนต์ข้ามปี โอ้โฮ! เป็นพระกรรมฐาน
นั่นน่ะพอเป็นพิธีทั้งนั้นน่ะ
กิจนิมนต์ก็เรื่องของเขา สิ่งที่พระผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ กลิ่นของศีล กลิ่นของธรรม
เขากลัวกันนัก กลัวจะไม่ได้กิจนิมนต์ ทางพระเวลาเขาคุยกัน กิจนิมนต์ได้ซองขาว ได้เปิดบัญชีกัน ได้เงินได้ทองมา มาคุย มาอวด มาโม้กันนั่นน่ะ แล้วก็ช่วยเหลือเจือจานกัน เอาเข้าสังคม เอาเข้ากระแส นั่นล่ะบายศรี พิธีกรรมปฏิบัติ พิธีกรรมฐาน
ครูบาอาจารย์เราไม่สนใจเลย ไปสนใจอะไร
ตั้งแต่วันบวช อุปัชฌาย์ให้บาตรมาแล้ว นั่นแหละอาหาร บิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ไปกลัวอะไร แล้วไปกลัวใคร ที่ไหนเขาจะบีบจะคั้น เราก็เกิบบริขารของเราไป ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์
แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์นะ ครูบาอาจารย์ท่านรู้ จริงหรือไม่จริง ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติเพื่อธรรม ไม่ต้องสนใจใครทั้งสิ้น สนใจในการประพฤติปฏิบัติเท่านั้น
แต่ถ้าอยู่ในวัดใด อยู่ในสงฆ์ใด เขาทำอย่างใด เราไม่กินแรงเขา เราต้องช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ เพราะคณะสงฆ์เหมือนกับคนคนหนึ่ง มีศีรษะ ๑ แขน ๒ เท้า ๒ มีอวัยวะ ๓๒ เหมือนกัน ใช้สอย อยู่อาศัยในอาวาสเดียวกัน มันก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้เสร็จกิจ
เราไปเที่ยวมาทั้งนั้นน่ะ ที่ไหนเขาทำ ถ้าเป็นของคณะสงฆ์ เราทำให้หมด เพราะเราอาศัยคณะนั้นอยู่ แล้วถ้าไปที่ไหนนะ เขามีกิจกรรมมากเกินไป เราบอก เมื่อไหร่มันจะจบวะ จบจะได้ภาวนาไง
เขาบอก เฮ้ย! ทำเถอะ เดี๋ยวมันก็จบเอง
แล้วถ้าหัวหน้าที่ดีก็จบ แล้วได้ภาวนา ถ้าหัวหน้าที่เห็นแก่ตัว เขาอยากได้หน้าได้ตาไง การสร้างนั้นเป็นสมบัติของเขาไง ใครเป็นคนออกแบบ ใครเป็นคนกระทำนะ บ้าบอคอแตกอยู่นั่นน่ะ เพราะอะไร
เพราะใจมันแตก ไม่ได้สร้างก็กลัวว่าจะไม่เท่าเทียมคนอื่นเขา ไม่ได้สร้างก็กลัวว่ามันอึดอัดขัดข้อง ก็คิดว่าจะก่อสร้างมาเพื่อจะเป็นเครื่องอยู่ พอสร้างๆ ไปแล้วแม่งก็ติด พอมันติดขึ้นมาแล้ว ไม่สร้าง มันจะบ้าแล้ว
ไอ้ทีแรกไม่สร้าง ก็ว่าจะสร้างพอเป็นเครื่องอยู่ พอไปอยู่กับแม่งแล้ว แม่งลากไปแล้ว หยุดไม่ได้ หยุดแล้ววัดเงียบเหงา ไม่มีคนมาอีก บ้าบอคอแตกเลย
ทีแรกก็ว่าจะสร้างพอเป็นเครื่องอยู่ พอสร้างไปแล้วแม่งก็ติดไปหมดเลย แล้วทีนี้ก็หยุดสร้างไม่ได้แล้ว พอสร้างก็ยิ่งสร้างกันไปใหญ่นะ
แต่ถ้ามีสติมีปัญญา มีหัวหน้าที่ดีงามไง ถ้ามันมีหัวหน้าที่ดีงาม หัวหน้าเขาไม่ทำอย่างนั้น แต่คนเรา ชีวิตนี้มันต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย พระก็ต้องมีปัจจัยของเขา พระมีปัจจัยของเขา ไม่ใช่พอทำพิธี
ทางโลกมันเป็นอาชีพ มันเป็นวัฒนธรรม บายศรี สิ่งที่เขาฝึกหัดเด็กน้อย ฝึกหัดไว้ให้เป็นวัฒนธรรมของเรา วัฒนธรรมของประเทศ ของชุมชน มันเป็นสิ่งที่สวยงาม มันเป็นสิ่งที่ว่า แล้วเขาก็ชื่นชมนะ ชื่นชมเพราะอะไร
เห็นไหม สังคมใดมีวิชาการ สังคมใดมีความสามัคคี สังคมนั้นร่มเย็นเป็นสุข ถ้าสังคมใดเขาทำสิ่งนั้นได้ สังคมมันก็มีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ ชุมชนตัวอย่าง วัดพัฒนาตัวอย่าง ชุมชนตัวอย่าง สังคมดีงาม มันเป็นวัฒนธรรมไง แต่ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
เรามาบวชเป็นพระ แล้วเป็นพระปฏิบัติด้วย ฉะนั้น ข้อวัตรปฏิบัติคือพิธีกรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาก็พิธีกรรม แต่ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา หาหัวใจของตนให้ได้
เพราะเริ่มต้น จิตตภาวนาๆ ไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง เกิดในครรภ์ ในไข่ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ แล้วด้วยอำนาจวาสนาขึ้นมา มาบวชเป็นพระ เป็นนักรบ พอเป็นนักรบขึ้นมาก็เป็นสมมุติสงฆ์ไง ถ้าจีวร บริขารแวววาว ก็แวววาวด้วยจริตนิสัยไง แต่แวววาวแล้วต้องให้หัวใจที่แวววาวด้วยไง ถ้าหัวใจมันสงบระงับเข้ามา หัวใจมันจะแวววาวของมันไง ถ้าหัวใจมันแวววาวของมันนะ มันจะเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมไง
ถ้าไม่มีอำนาจวาสนาไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติตะบี้ตะบันๆ มันตกภวังค์ไปหมดน่ะ มันหายเกลี้ยงเลย แล้วมันจะแวววาวไหม หัวตอนั่นน่ะ ขี้เถ้า มันไปจมอยู่กับขี้เถ้า มันเป็นหัวตอ มันเป็นตอไม้ มันเป็นภวังค์ มันไม่ขึ้นมาหรอก
แล้วก็เห็นนิมิต เวลาจิตสงบแล้วอยากจะพิจารณากาย จิตสงบแล้วพิจารณากาย
เราฟังทุกทีแหละ ใครมาก็จิตสงบพิจารณากาย แล้วกายแม่งนึกเอาหมดน่ะ วิปัสสนึก ไม่เห็นมีอะไรเป็นความจริงเลย
เป็นความจริงนะ เพชร เวลาซื้อเพชรมันต้องไปร้านเพชรนะ แล้วร้านเพชรที่เขามีเครดิต มีตรา เพชรถูกต้องชอบธรรม ไปร้านเพชร ร้านเพชรมันเอาพลาสติกมาขาย
เหมือนกัน จิตมันสงบ สงบอย่างไร จิตมันเป็นจริงตรงไหน แล้วมันจะเป็นความจริงอย่างที่เอ็งเอาพลาสติกมาขายกัน เอาเรซินมาขาย แล้วบอกว่าเป็นเพชร แล้วก็บังคับให้นักท่องเที่ยวมันซื้อ นักท่องเที่ยวซื้อไปแล้ว ซื้อในราคาเพชร แม่งเอาเรซินกลับบ้านมันไป มันก็บอกว่าพระพุทธศาสนาหลอกลวง การปฏิบัติไม่เห็นมีความจริง
เวลาจะเอาผลประโยชน์ไง
เวลาปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ตัวเองไม่มีอะไรเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง ถ้าตัวเองเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกนะ ธรรมะไม่มีขัดไม่มีแย้งกัน
ถ้ามันจะเป็นข้อเท็จจริง มึงทำมาอย่างไร ความเป็นอยู่ อยู่อย่างไร
ถ้าพระกรรมฐานที่มีสัมมาสมาธินะ เขาจะไม่ทิ้งๆ ขว้างๆ เขาจะไม่ทำอะไรที่ให้มันเสียหาย เพราะอะไร เพราะมันบ่งบอกถึงสติ มันบ่งบอกถึงหัวใจ
ถ้าหัวใจดีงามนะ ทุกอย่างจะเรียบร้อยถูกต้องชอบธรรม แล้วไม่เวอร์ด้วย ไม่อวด ไม่ดีไปกว่าคนอื่นด้วย แล้วที่ฉลาดนะ ดีกว่าเขาอีก แต่พยายามจะอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่แสดงออกเลย ไอ้ที่ก๋าๆ แสดงออกนั่นน่ะ นักเลงหัวไม้ มันเป็นจริงเป็นจังไปไม่ได้หรอก
เว้นไว้แต่ด้วยจริตนิสัย เช่น หลวงปู่ตื้ออย่างนี้ หลวงปู่ตื้อนี่ โอ้โฮ! เวลาท่านถามนะ
“ในสังคมนี้ใครภาวนาได้บ้าง ในสังคมนี้ใครปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าใครมีความสงสัยให้ถามเรา ท่านตื้อ”
หลวงปู่ตื้อน่ะ นั่นล่ะอาจหาญมาก นั่นล่ะข้อเท็จจริง เพราะอะไร
เพราะเวลาคนถามนะ เวลาคนถาม เจ้าฟ้าเจ้าคุณอย่างนี้ คุณหญิงคุณนาย “โอ๋ย! ชำระล้างกิเลส โอ๋ย! มันเวิ้งว้างไปหมด”
ท่านก็นั่งฟังไง เพราะอะไร เพราะบายศรี เพราะพิธีกรรม เพราะสังคมเพราะโลกตอแหล แล้วเราจะน้อมตัวลงไปคลุกคลีกับพวกตอแหล เถียงกันไม่มีวันจบ เพราะอะไร เพราะเรามีศีล เขาไม่มี เขาก็แถของเขาไปอย่างนั้นน่ะ
หลวงปู่ตื้อท่านก็นั่งฟังไง
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันก็จะลากลับแล้วนะคะ”
“อ๋อ! อีดอกทองจะกลับแล้วสิ”
โอ้โฮ! พระอรหันต์แตกหมดเลย จบเอาคำสุดท้าย จบ
ถ้าของจริง เขาไม่มาคลุกคลีกับสิ่งที่เลวร้ายอย่างนั้น กะล่อนปลิ้นปล้อนหลอกลวงตัวเองยังไม่รู้ตัว อวดดิบอวดดี อวดเหนือคนอื่น
ไอ้คนเขาจริงเขานั่งฟัง เขายิ้มๆ นะ
แล้วเอาเหตุผลโลก จะต้องจ้างบริษัทโฆษณาประกาศใช่ไหมถึงจะได้เป็นที่ยอมรับไง เจออีดอกทองเข้าไปจบเลย แตกหมด
นี่ไง ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เราเอาความจริงความจังของเราในหัวใจของตน ถ้าเอาความจริงความจังในหัวใจของตน เราฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นความจริงของเรา ถ้าเป็นความจริงของเรา เราไม่ใช่ปฏิบัติพอเป็นพิธี
พิธีกรรมๆ พิธีมันก็มีความจำเป็นเริ่มต้น พิธีกรรมมันเป็นกรอบ มันเป็นคณะสงฆ์ มันต้องมีขอบเขต เพราะความเสมอกัน ความเท่ากัน การกระทำพร้อมเพรียงกัน ไม่อย่างนั้น ดอกไม้ไง ในแจกันดอกไม้หลากสีไง ดอกไม้ พิธีกรรมก็แจกันที่ปักดอกไม้นั้นไง ปักในแจกันนี้ มันก็แวววาวของมัน เห็นไหม
นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ข้อวัตรปฏิบัติ เอาธรรมขึ้นมาให้พร้อมกัน เหมือนกัน ถูกต้องชอบธรรมอันเดียวกัน นี่มันเหมือนแจกันที่ถูกต้องชอบธรรมไง
แต่ไอ้ความขัดแย้ง ความเห็นแตกต่างเยอะแยะ กูจะเอาอย่างนั้น มึงจะเอาอย่างนี้ ร้อยแปดพันเก้า แต่ชอบธรรมไหม ถูกต้องไหม
สมองมี คิดได้ แล้วทำได้ แล้วทำได้ นี่โอกาสปฏิบัติ ถ้าไม่อย่างนั้นจะปฏิบัติอย่างไร ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เกาะเกี่ยวกันไปหมด ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะสงบเข้ามาได้อย่างไร จิตน่ะ
จิตสงบเข้ามา เราขวนขวายมีการกระทำด้วยความชื่นบาน เสร็จแล้วนะ กูไปแล้วแหละ ทางจงกรมรอกูอยู่
แต่ถึงเวลาแล้วไง เราไม่กินแรงใคร เราไม่เอาเปรียบใคร สิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทำเหมือนกัน ฉันเหมือนกัน อยู่เหมือนกัน แต่ใจไม่เท่ากัน
ถ้าใจเท่ากันนะ สงบสุข เพราะอะไร เพราะถึงเวลาแล้วไง ถึงเวลาแล้วนะ หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตาย แล้วเวลาตายไปแล้วไง ตายนี่เรื่องส่วนตัวแล้ว จิตไปแล้ว นี่เวรกรรมของเขา
แล้วถ้าเป็นพระปฏิบัตินะ ละสังโยชน์ ๓ ๗ ชาติ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ รู้จัก เข้าใจ ชัดเจน ไม่ต้องไปถามใคร
กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง โลกนี้ราบหมดเลย
ว่ารวมใหญ่ๆ รวมใหญ่ของสมาธิก็อย่างหนึ่ง แต่ถ้าเวลาจิตกับกายแยกออกจากกันเหมือนรวมใหญ่เลย โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์
พิจารณาขึ้นไป กามราคะ ปฏิฆะขาดไป เวลาตายไป เห็นไหม หลวงปู่มั่นพูดที่หนองผือไง “อย่าไปห่วงท่านอาจารย์องค์นั้นนะ ท่านตายเมื่อคืนนั้นเป็นพระอนาคามี จบแล้ว พวกเอ็งยังปุถุชนคนหนาอยู่”
ไอ้ปุถุชนคนหนาก็เป็นห่วงเขานะ โอ๋ย! พระที่ตายแล้วจะไปไหน
หลวงปู่มั่นบอกว่า ท่านได้พระอนาคามี นู่นบนพรหม พรหม ๕ ชั้น
แล้วเวลาสิ้นกิเลสล่ะ เวลาสิ้นกิเลสสิ้นอย่างไร นี่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงไง
ทำพอเป็นพิธีใช่ไหม ทำพอเป็นพิธี เอ็งก็ได้พิธีนั่นไง ถ้าทำจริงมันก็ได้ความจริงนี่ไง ถ้าได้ความจริงได้มาจากไหน ใจมันรู้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก แล้วใครจะมาหลอก
แล้วเราทำอยู่อย่างนี้ มีพระบ้าๆ บอกว่าเอ็งผิดอย่างนู้น เอ็งผิดอย่างนี้
เฮ้ย! ใครผิดวะ ไม่รู้ยังเสือกพูด ไอ้เรามันกระจ่างแจ้ง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะ นิโรธ ดับ ด้วยมรรค ๘ กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ พิจารณากายๆ กายแยก ขาด
พิจารณากามราคะ อสุภะๆ เวลามันขาด เวลาขาด ขาดแล้วเหลืออะไร เวลามันเป็น เป็นอย่างไรล่ะ แล้วเวลาจะเข้าไปสู่จิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้เป็นอย่างไร
อุปกิเลสไง ความสว่างไสว โอภาส อุปกิเลส อุปกิเลสกิเลสอย่างละเอียด จิตเดิมแท้
ใครแท้ มึงแท้หรือกูแท้ แล้วมันแท้อย่างไร เวลามันเจอ มันเจออย่างไร มันจับอย่างไร แล้วเวลามัธยัสถ์ มันสมดุลของมันน่ะ ทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย
ไม่ใช่ทำพอเป็นพิธี
ทำพอเป็นพิธีก็ได้พิธีนั่นไง พระกรรมฐานพิธีกรรมไง ปอกลอกเขา อยากให้เขาเชิดชูบูชา ตัวเองยังไม่รู้จักตัวเอง
ตัวเองรู้จักตัวเองแล้วจะกลัวใคร ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก กิเลสมันตายตั้งแต่ที่ว่ามัธยัสถ์นั่นน่ะ ตายจบแล้ว มันมีอะไรเหลือ แล้วสิ่งที่เหลือคืออะไร
ถ้าเป็นพิธีกรรม เราก็เริ่มต้นจากเริ่มต้น แต่เราต้องเติบโตไง สิ่งที่มีอายุขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ปฏิบัติมากขึ้น มันก็สำรวมระวังมากขึ้น มันเข้าใจสังคมไง เราไปไหนเราก็รู้เท่า เราไม่ไปขัดไปแย้งกับใคร เห็นแล้วมีหูมีตา มึงเหี้ย กูจะเหี้ยกับมึงหรือ ท่านดี ผมขอดีด้วย ท่านชอบธรรม ผมชื่นชม
มีหูมีตา คิดได้ ใครบังคับความคิดเราไม่ได้ มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญาของเราเท่านั้นที่จะฝึกหัดปฏิบัติเราให้เราเป็นคนดีขึ้นมา ให้เราเป็นพระปฏิบัติที่ถูกต้องชอบธรรม เอวัง