เทศน์บนศาลา

กิเลสมีธง

๒๖ พ.ค. ๒๕๖๘

กิเลสมีธง

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่อาศัย

ฟังธรรมๆ สัจธรรมอันนั้นยิ่งใหญ่นัก สัจธรรมอันนั้นทำให้เราพ้นจากทุกข์ได้

เราเกิดมา ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริงก็ไม่รู้ เวลาธรรมะ สัจธรรมอันยิ่งใหญ่ เวลาพ้นจากทุกข์ก็ไม่รู้

แต่ถ้ามันรู้จริงๆ ขึ้นมา ความเป็นจริงในหัวใจของตนยิ่งใหญ่นัก เวลามันทุกข์ขึ้นมา ถ้ามีสติมีปัญญามันจะเข้าระลึกถึงแล้ว เกิดมาทำไม มันทุกข์มันยากขนาดนี้ แล้วทุกข์ยากนี้มันมาได้อย่างไร แล้วทุกข์ยากนี้มันจะสิ้นสุดไปเมื่อใด

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาค้นคว้ามาก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงไง ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้ามที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แต่มันไม่มีใครพยากรณ์ไง มันไม่มีใครยืนยันไง

เวลาศึกษาค้นคว้าขึ้นมา ๖ ปีทุกข์ยากแสนเข็ญ เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นน่ะ สิ้นสุดแห่งทุกข์ๆ วิมุตติสุขๆ สุขที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา

ถ้าเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม สุขอันแท้จริงในหัวใจของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก นี่พระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้

ถ้าสอนอย่างนี้ สอนอย่างนี้แล้วเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มันก็เหมือนกับทางโลก ทางโลกกับทางธรรม มันมีโลกกับธรรม

ถ้าเรื่องโลกๆ ขึ้นมา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงที่คนเข้าใจได้ เข้าใจได้เพราะอะไร เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เราบอกเราเข้าใจได้ เพราะเราศึกษาเราค้นคว้า เราก็เข้าใจได้ด้วยการศึกษาค้นคว้าจากทางวิชาการทางโลก นี่โลก

ถ้าทางธรรมๆ ไง ทางธรรมมันเป็นการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงไง เป็นข้อเท็จจริงที่ไหน เป็นข้อเท็จจริงตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นข้อเท็จจริง

พอข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ไง แสดงธรรม ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ เวลารื้อสัตว์ขนสัตว์ขึ้นมา สัตว์โลก เล็งญาณ เล็งญาณแล้วมันมีวาสนาหรือไม่มีวาสนาไง

ถ้าไม่มีวาสนานะ ศึกษาค้นคว้าขนาดไหนเขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ไม่ฟัง ถ้าเขาจะเชื่อ เขาจะฟังขึ้นมา เขาจะเชื่อ เขาจะฟังตามความพอใจของเขา ถ้าตามความพอใจของเขา

ตามความพอใจของเขา ทำไมถึงต้องทำตามความพอใจของเขาล่ะ

เพราะเขาสร้างบุญสร้างกุศลมาขนาดนั้น ถ้าเขาสร้างกุศลทำคุณงามความดีของเขามาไง เขาปรารถนาสิ่งนั้น แล้วหูตามันสว่างไง เวลาสิ่งใดถ้ามันสะเทือนใจๆ โอ้โฮ! มันแทงเข้าใจดำน่ะ มันรู้เท่าทันกิเลสในใจของตนน่ะ

แล้วถ้ามันรู้เท่าทันกิเลสในหัวใจของตนนะ ถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนานะ มันจะมีสัจจะมีความจริงของมันขึ้นมา แล้วมันจะศึกษาค้นคว้า แล้วจะออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเอาให้ตามความเป็นจริงของตนขึ้นมาให้ได้

ถ้ามันเป็นตามความเป็นจริงของตนขึ้นมา เห็นไหม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตมันจะสงบระงับเข้ามา

เว้นไว้แต่ขิปปาภิญญาไง พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวได้เป็นพระอรหันต์เลย แต่เขาได้สร้างสมบุญญาธิการมามากมายมหาศาล เขาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมาแต่ละภพแต่ละชาติไง

บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เขาไปถาม พระในสมัยพุทธกาลไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ทำไมเขาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียว ทำไมเขาถึงเป็นพระอรหันต์ได้ล่ะ”

เขาเคยฝึกหัดปฏิบัติของเขามา บุพเพนิวาสานุสติญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เป็นการยืนยันไง เขาเคยทำอย่างนี้มา เขาเคยทำอย่างนี้มา เพราะเขาได้สร้างคุณงามความดีของเขามา เขามีอำนาจวาสนาของเขา เขายังหลงใหลไปนะ พาหิยะ พาหิยะเรือแตกมา ทุกคนคิดว่าเขาเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้วิเศษ เขาได้ลาภสักการะมาก เขาก็ยอมรับความจริงอย่างนั้น ความจริงแบบโลกๆ ความจริงแบบศรัทธาความเชื่อของสังคมไง แต่มันไม่จริง มันไม่จริง

แต่เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียว หนเดียวนี่แหละ นี่ไง เพราะเขามีอำนาจวาสนาของเขา เขาทำของเขามาของเขา ยังหลงใหลไปได้ขนาดนั้น

แต่ความจริงๆ “เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง”

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไง นี่ไง มันเป็นอนัตตา มันเป็นความว่างเปล่า เราก็มีสติมีปัญญาศึกษาค้นคว้าอย่างนั้นได้ เรามีสติปัญญาค้นคว้าอย่างนั้นแล้ว แล้วมันเป็นความจริงไหม

มันไม่เป็นความจริงเพราะมันเป็นวิชาการ ทางวิชาการมันแก้กิเลสไม่ได้ มันแก้กิเลสไม่ได้เพราะอะไร เพราะเราก็รู้ เราก็ศึกษา เราก็มีสติมีปัญญา เราก็เข้าใจได้ แล้วมันฆ่ากิเลสไหม แล้วกิเลสมันยุบยอบลงไหม แล้วรู้เท่ากันกิเลสหรือไม่ แต่ถ้าเป็นศรัทธา มันก็เข้าใจของมัน แต่มันลบล้างอวิชชาในหัวใจของตนเองไม่ได้ มันจะเท่าทันกิเลสไม่ได้

ถ้ามันจะเท่าทันกิเลสตามความเป็นจริงไง นี่เวลาครูบาอาจารย์ฝึกหัดปฏิบัติแล้ว ทำความสงบของใจเข้ามา เพราะเวลาทำความสงบของใจเข้ามา มันต้องต่อสู้ ต่อสู้กับพญามาร ต่อสู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน ตามความพอใจของตน ตามแต่ความพอใจของตนไง

ตนคิดว่าอย่างนั้นจะเป็นความสุข อย่างนี้เป็นความปรารถนา อย่างนี้จะเป็นคุณงามความดี แล้วเวลาทำไปๆ มันดีจริงไหม ถ้ามันดีจริงมันก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้น มันไม่เป็นความจริงหรอก

แต่ถ้ามันจะเป็นความจริงนะ พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ไง นั่นข้อเท็จจริง มีเหตุมีผล

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันจะเป็นความจริงไง ถ้ามีศรัทธาความเชื่อ มันศึกษาค้นคว้าด้วยสติปัญญาของเราไง ปัญญาอบรมสมาธิไตร่ตรองของมัน เออ! มันก็จริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็เข้าใจตามนั้น แต่ก็เป็นครั้งเป็นคราว บางทีก็คิดได้ บางทีก็คิดไม่ได้

แต่ถ้ามันคิดได้ มันเข้าใจ เพราะอะไร เพราะมันเป็นบุญ แต่เวลามันคิดไม่ได้มันเป็นบาป เป็นบาปเพราะอะไร เป็นบาปเพราะกิเลสมันต่อต้านแล้วแหละ ต่อต้านมันพลิกมันแพลงของมันไง มันทนสิ่งเร้าในหัวใจของตนไม่ได้ไง สิ่งเร้าในหัวใจของตนจะเอาตามความปรารถนาของตนไง เอาตามตามความปรารถนาของตน เอาตามความปรารถนาของกิเลสไง

ทำไมถึงว่าเป็นความปรารถนาของกิเลสล่ะ เพราะอะไร

เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมีอวิชชา มีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ถ้ามีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน เห็นไหม เวลาในหัวใจของตนไง มันมีกิเลส

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาค้นคว้าขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นน่ะธรรม

มันมีโลกกับธรรม โลกกับธรรม ถ้าโลกกับธรรมนะ

สิ่งที่เราปฏิบัติเป็นโลกๆ ไง ปฏิบัติเป็นโลกๆ กิเลสมันก็มีธงของมัน ถ้ากิเลสมันมีธงของมัน พอมีธงตามแต่ว่าพญามาร มาร สิ่งที่ลึกลับซับซ้อนไง นั่นน่ะอวิชชา

สิ่งที่ว่าเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมไง นี่ไง ชาติปิ ทุกฺขา ชาติการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แล้วเกิดมาแล้วสิ่งที่จรมาๆ มันก็มีลูกมีหลานของมัน กิเลสมันแพรวพราว มันลึกลับซับซ้อน

ทำไมมันถึงลึกลับซับซ้อน

มันลึกลับซับซ้อนว่า ถ้าไม่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีพระโพธิสัตว์ ไม่มีผู้ที่มีอำนาจวาสนา ใครจะเป็นคนรื้อค้นขึ้นมา

สิ่งที่ว่ามันเป็นบุญ เป็นบุญตรงนี้แหละ เป็นบุญที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง

แล้วถ้าพระพุทธศาสนาเวลาเสื่อมโทรมไป ดูสิ เวลาเราศึกษาทางประวัติศาสตร์ แต่ละแว่นแคว้น แต่ละยุคแต่ละสมัยเขาก็นับถือพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้มาสองพันกว่าปี แล้วเผยแผ่ธรรม ๙ สาย สุวรรณภูมิๆ มาทางเมืองไทยเรานี่ แล้วมันกี่ยุคกี่สมัยมาแล้วล่ะ

แล้วเวลามันเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา เวลาเขาขุดค้นตามประวัติศาสตร์ โอ้โฮ! สิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรมมันมหัศจรรย์ มันเก่าแก่เป็นพันๆ ปี แต่คนตายไปหมดแล้ว

แล้วคนที่มีอำนาจวาสนาเวลาฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจของตนบ้างไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ พระโสดาบันเกิดอีก ๗ ชาติ พระสกิทาคามี พระอนาคามีเกิดบนพรหม

แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของวัฏฏะล่ะ

เรื่องของวัฏฏะ คนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไง คนเขามีบุญกุศลเขาก็ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหมเหมือนกัน ถ้าเขามีอำนาจวาสนาของเขา แต่มันก็ผลของวัฏฏะไง ผลของวัฏฏะ

แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา เทวดา อินทร์ พรหมมาเคารพบูชามากมายมหาศาล สตฺถา เทวมนุสฺสานํ สอนตั้งแต่มนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหมนู่นน่ะ สอนอะไร สอนให้เขาพ้นทุกข์

เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมามันเจียนตาย แล้วใครจะสั่งสอนล่ะ ใครจะคนชี้นำล่ะ

นางปฏาจารา สิ่งที่ว่าเขาหนีตามคนใช้ในบ้านไป สุดท้ายแล้วเวลาเข้าไปอยู่ป่า เวลาคลอดลูกไง จะกลับบ้านไป ผัวตามมา ผัวตามมาก็กลับไปอยู่ ลูก ๒ คน จะหนีมา ปฏาจาราน่ะ

เวลาถึงที่สุด เวลาจะกลับไปหาพ่อ ฝนตกขึ้นมา เอาลูกคนหนึ่งไว้ฝั่งนี้ เอาคนโตไว้ฝั่งนู้นก่อน แล้วเวลาจะกลับมารับเอาลูกคนเล็กไป เวลาแร้งมันจะมาโฉบเอาลูกของตน โบกมือไล่ๆ ไอ้ลูกคนโตก็นึกว่าแม่เรียก ก็ลงน้ำ เสียชีวิต ไอ้ลูกคนเล็ก สิ่งที่น้ำท่วมตายไป

เสียทั้งสามี เสียทั้งลูก ๒ คน จนสติปัญญาเป็นคนบ้าไปเลย

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการอยู่ไง วิ่งเข้าไป คนบ้าไง

“ปฏาจารา เธอเป็นอะไร”

สติฟื้นมาเลย

ใครจะแก้ไขได้ เวลาฟื้นขึ้นมาด้วยบุญด้วยกุศลของเขามา เขาได้สร้างอำนาจวาสนาของเขามาไง ขอบวชเป็นนางภิกษุณีไง เวลาพิจารณา พิจารณาเทียนนี่แหละ มันเผาลนเทียนหมดเป็นเล่มๆ ไป

ชีวิตนี้เกิดเป็นลูกเศรษฐี ไปชอบคนใช้ในบ้าน สุดท้ายแล้วก็หนีตามกันไปไง ไปทุกข์ไปยาก จนสามีเสียชีวิต ลูกเสียชีวิต กลับมาจะมาหาพ่อหาแม่ พ่อแม่ก็โดนฟ้าผ่า ฟ้าผ่าไฟไหม้บ้านตายหมดเลย

นี่ไง ชาติปิ ทุกฺขา ชาติการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แล้วเกิดมาแล้ว สิ่งที่ทุกข์จรมา ทุกข์จรมาทั้งชีวิตไง สมบุกสมบันมาทั้งชีวิตขึ้นมาไง สุดท้ายแล้วจนเจ็บช้ำน้ำใจ ทุกข์จนขาดสติ ทุกข์จนเป็นบ้า

ถ้าคนเป็นบ้ามันจะฟื้นคืนมาได้อย่างไรล่ะ

ด้วยบุญด้วยกุศลไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อจินไตย ๔ ด้วยสติด้วยปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยอำนาจวาสนาไง เวลาเขาเสียสติ เขาเข้าไปในเชตวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่

“ปฎาจารา เธอเป็นอะไร”

สติฟื้นเลย สติมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงโยนผ้าให้ให้นุ่งห่ม เพราะแก้ผ้าวิ่งเป็นคนบ้าไปเลย ทุกข์ไหม ชีวิตน่ะ มันแสนทุกข์แสนยากทั้งนั้นน่ะ เวลามีสติมีปัญญาฟื้นขึ้นมาแล้วฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สติสัมปชัญญะกลับมา เป็นนางภิกษุณี เวลาจะพิจารณาของตนเองไง ถ้าเวลาจะพิจารณาของตนเอง เปรียบเทียบชีวิตไง พิจารณาเพ่งเทียนๆ แล้วใช้สติปัญญาของตน

สิ่งที่มันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา พระอรหันต์แต่ละประเภท พระอรหันต์แต่ละองค์เขามีสติมีปัญญาของเขา

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราจะศึกษา เราจะค้นคว้า เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา สติสัมปชัญญะของเรามีหรือไม่ สติสัมปชัญญะของเราเท่าทันความรู้สึกนึกคิดของเราหรือไม่ ถ้ามันเท่าทันความรู้สึกนึกคิดขึ้นมานะ จบ ไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ ไม่คร่ำครวญใดๆ ทั้งสิ้น ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้ มันอยู่ที่บาปที่บุญของคน

แล้วถ้าบาปบุญของคน เราทำของเราอย่างนี้มา ทำไมเรามีความคิดอย่างนี้ล่ะ ทำไมเราอ่อนแออย่างนี้ล่ะ ทำไมเราไม่เข้มแข็งของเราล่ะ เวลาปฏิบัติขึ้นมา ทำไมเราไม่ชนะกิเลสในหัวใจของตนล่ะ

เราบวชแล้ว เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติแล้ว เรามีครูบาอาจารย์ที่ยืนยันนะ หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติจนถึงที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ของท่านไปแล้ว เพราะความไปถึงที่สุดแห่งทุกข์นี่แหละ ทำให้ท่านเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์

เป็นโรงงานคือว่า ชี้แนะได้ คอยชี้นำ คอยปกป้องดูแล

ปกป้องดูแลเพราะอะไร

ปกป้องดูแล เพราะท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมา มันก็ล้มลุกคลุกคลานมาอย่างนี้แหละ ล้มลุกคลุกคลานแบบที่เราฝึกหัดการประพฤติปฏิบัตินี่

เขาล้มลุกคลุกคลานมาเราก็เห็นใช่ไหม แต่จิตของเราเวลามันดื้อมันด้าน มันมีกำลังของมัน มันดีดมันดิ้นกลางหัวใจ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ ถ้ามันเป็นอย่างนี้ปั๊บ เราก็จะเริ่มเข้าใจในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

ส่วนคนที่เขามีความสุข เขาปฏิบัติแล้วเขามีความอุดมสมบูรณ์ของเขา นั่นมันกรรมของสัตว์ มันจริงหรือมันเท็จ

ถ้ามันจริงมันจริงๆ เพราะอะไร เพราะเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็เพื่อจิตตภาวนา จิตตภาวนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐาน เราก็ฝึกหัดปฏิบัติ ทำความสงบของใจของเราให้ได้ก่อน ถ้าทำความสงบของใจให้ได้ก่อน มันจะมีศีลมีธรรมในหัวใจของตน ถ้ามันจะมีศีลมีธรรมในหัวใจของตน ทำสิ่งใดมันก็เป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาไง

แต่ถ้ามันยังไม่มีศีลมีธรรมในหัวใจของตน มันเป็นเรื่องโลกๆ ไง มันเป็นเรื่องโลกๆ มันก็เป็นความชอบใจไง เป็นเรื่องกระแสสังคม กระแสของโลก

แล้วเวลากระแสสังคม กระแสของโลก เรามาบวชเป็นพระ พอบวชเป็นพระขึ้นมา เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็มีศีลมีธรรมของเรา เราก็มีข้อวัตรปฏิบัติของเรา

แต่ทางโลกๆ เขา เขาฝึกหัดปฏิบัติ เขาทำตามความพอใจของเขา ความชอบใจของเขา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาปรินิพพานไปแล้ว พระกัสสปะเห็นลูกศิษย์ของตน เป็นหลวงตาไง “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ้นชีวิตไปแล้ว ดีแล้ว ไม่มีใครคอยจ้ำจี้จ้ำไช”

คนที่เขาคอยจ้ำจี้จ้ำไช เขาก็จ้ำจี้จ้ำไชเพื่อให้เราเป็นคนดีขึ้นมาไง

แต่กิเลส กิเลสมันมีธงของมัน มันตระหนี่ถี่เหนียว มันอยากจะสุขอยากสบายโดยที่ให้กิเลสมันหลอกลวง มันชอบใจตามที่กิเลสมันปลิ้นปล้อนไง

แต่ถ้าเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ มีข้อวัตรปฏิบัติ มันเป็นเครื่องอยู่ของใจ มันจะเป็นการต่อต้าน เป็นการเท่าทันกิเลส กิเลสมันไม่พอใจของมันไง

พระกัสสปะเห็นแล้วมันเศร้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เลยทำสังคายนาไง

เวลาทำสังคายนาแล้ว พระที่เขาไม่ได้ทำสังคายนาด้วย เขาบอกเขาก็ถือของเขาไปไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไป พระพุทธศาสนาแตกเป็น ๑๘ นิกาย ๑๘ ความเชื่อ การกระทำแตกต่างกันไป

แต่ถ้าใครมีอำนาจวาสนา ถ้าเป็นฝ่ายเถรวาท เถรวาทที่พระกัสสปะ พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ทำสังคายนามาไง เราก็มีหลักมีเกณฑ์ เราก็เชื่อมั่นของเรา แล้วเราก็ฝึกหัดตามทฤษฎี ตามข้อเท็จจริง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ศาสดาของเราคุ้มครองดูแลเรา นั่นมันเป็นเรื่องประเพณีวัฒนธรรม เป็นเรื่องการเผยแผ่ธรรมในพระพุทธศาสนา

เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติๆ ขึ้นมา ถ้าหาผู้รู้จริงขึ้นมามันแสนทุกข์ยาก

ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านแสวงหาของท่านมาแล้ว แล้วเราก็เหมือนกัน เราก็ฝึกหัดปฏิบัติ เราก็แสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงามของเรานี่ไง ถ้าฝึกหัด แสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ครูบาอาจารย์ท่านฝึกหัดปฏิบัติมา ท่านก็ต้องเริ่มต้นมาให้มันความถูกต้องชอบธรรมไง

เวลาถูกต้องชอบธรรม สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน พระกรรมฐานๆ พระป่าๆ ที่สังคมเขายกย่องบูชากันอยู่นี่ ที่สังคมเขายกย่องบูชาเพราะเขาเห็นไง เขาเห็นว่าเป็นความน่าเชื่อถือ เพราะมีครูบาอาจารย์ มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติตามความเป็นจริงไง แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็ต้องการข้อเท็จจริงในหัวใจของตนไง

เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาไง มารมันคร่ำครวญ มารมันร้องไห้ มารมันดีดมันดิ้น

มารมันมีลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง

“พ่อ พ่อเป็นอะไร”

“เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไป”

“พ่อไม่ต้องเสียใจ เดี๋ยวพวกดิฉันจะไปจัดการเองค่ะ”

เวลาไปแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “นางตัณหา นางอรดี แม้แต่พ่อของเธอ เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง เราได้หักลงแล้ว หักลงแล้ว”

แล้วเรือน ๓ หลัง มันจะมีคุณค่ามากไปกว่าเรือนยอดของเรือน ๓ หลังหรือ

นี่ก็เหมือนกัน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเราไม่รู้ไม่เห็นของมัน เห็นไหม เพราะมันมีกิเลสไง แต่มีกิเลสแล้วเรามีอำนาจวาสนา มันก็มีคุณธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธศาสนาไง

พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย แล้วเราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาไง กำหนดพุทโธๆ ก็พุทธานุสติ เวลาใช้สติปัญญาก็ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันมีความสุขสงบสุขขึ้นมา เราก็จะมีสติสัมปชัญญะรู้สึกสำนึกตัวเราขึ้นมา ไม่ใช่จะละเมอเพ้อพก

กิเลสมันมีธง มีธงคือมันดื้อมันด้าน มันไม่ยอมให้ใครมีอำนาจเหนือมันหรอก

ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลกให้สัตว์โลกมีสติมีปัญญาไง เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันเป็นประเพณีวัฒนธรรม นี่เป็นบุญเป็นกุศล

แล้วถ้ามีบุญกุศลแล้ว เขาก็เป็นบุญเป็นกุศล เช้าก็ทำบุญใส่บาตร สุดท้ายแล้วก็ดำรงชีวิตของเขาไปเป็นฆราวาสในพระพุทธศาสนา ว่าสิ่งนี้หาความสงบสุขในหัวใจของตน แต่ถ้ามีอำนาจวาสนาตามความเป็นจริงไง เราจะฝึกหัดจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ ที่เรากำลังจะฝึกหัดปฏิบัติกันอยู่นี้

ในเมื่อกิเลสมันมีธงไง เราถึงจะต้องมีสติ มีปัญญา มีสัจจะ มีกำลังของเรา ใครจะดี ใครจะชั่ว มันเรื่องของเขา ในพระพุทธศาสนา ปัตจัตตัง สันทิฏฐิโก

สิ่งที่มันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากเพราะเราเผอเรอ เราไม่รู้เท่าทันมัน เราไม่เข้าใจกิเลสของเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นนักปฏิบัติ เราก็เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนานี่แหละ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป กิเลสมันมีธงนะ ถ้ามันยกธงขึ้น เรรวนเลย

แต่ถ้าเรายกธรรมขึ้นล่ะ ถ้ายกธรรมขึ้นนะ ยกสัจธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาธุ ถ้าเรายังไม่รู้เท่าทัน เราก็เทิดใส่ศีรษะของเราไว้ แล้วเราพยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา

เวลามันทุกข์มันยาก เราไม่ต้องไปดิ้นรนหาที่ไหน เวลาความทุกข์ในหัวใจมากมายมหาศาล เวลามันสงบสุขขึ้นมาเพื่อเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมาบ้าง มันจะมีมากน้อยขนาดไหน

ไอ้ที่เราอยู่ๆ นี่ เราอยู่ในพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ เป็นสังฆะ สังคม ถ้าเราหาผู้ที่เป็นแบบอย่างไม่ได้ เราก็จะไปของเราองค์เดียว เราจะฝึกหัดของเราอยู่คนเดียว

แล้วถ้าเป็นมันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาโดยข้อเท็จจริงเป็นสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม มันมหัศจรรย์ใจของตน ใจของตนนี่ กราบแล้วกราบเล่า กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบพุทธะนั้น

ถ้าจิตมันสงบขึ้นมา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันก็พุทธะ มันก็เข้าใจไง มันมหัศจรรย์ในใจของตนไง นี่ขนาดมหัศจรรย์นะ แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะมหัศจรรย์ขนาดไหน

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะเห็นกิเลสไง มันจะรู้เท่าทันกิเลสไง แล้วถ้าใช้สติใช้ปัญญา มันแยกมันแยะของมันขึ้นมา ภาวนามยปัญญา ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันชอบธรรมของมัน

มันรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองนี่ก็มหัศจรรย์แล้ว รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิมันรู้เท่าทันของอารมณ์ของตัวเอง แล้วมันจัดกระบวนการความคิดให้มันปกติไง แล้วจัดกระบวนการความคิดให้ปกติแล้วมันเห็นความคิดไง ถ้าเห็นความคิดมันก็เป็นธรรมารมณ์ไง ถ้าเป็นธรรมารมณ์มันก็สติปัฏฐาน ๔ ไง ถ้าสติปัฏฐาน ๔ ก็เห็นกิเลสไง อ๋อ! กิเลสเป็นนามธรรม กิเลสเป็นอนุสัย กิเลสมันจับต้องของมันได้ มันพิจารณาของมัน มหัศจรรย์

แต่ถ้าเป็นกิเลสล่ะ

กิเลสมันยกธง เวลากิเลสมันโบกธงนะ โอ้โฮ! ระเนระนาดเลย เวลาปฏิบัติ ปฏิบัติที่ไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น เวลากิเลสมันโบกธง “นั่นก็เป็นความจริง ไอ้นั่นก็ความพอใจ” มันอ่อนแอ อ่อนด้อยได้ขนาดนั้นน่ะ

เราทำความสงบของใจนะ ถ้าใจมันสงบ เพราะมีสติ แล้วมีสติ มีคำบริกรรม มันต่อเนื่องกันไป เวลากิเลสมันโบกธงขึ้นมา มันว่ามันรู้มันเห็น มันพอใจของมันนะ แล้วใจมันสงบไหม ถ้ามันไม่สงบมันก็เป็นอารมณ์ไง

แล้วอารมณ์ ถ้าเราอยู่นิ่งๆ อยู่นิ่งแล้วมีความรู้สึกนึกคิด เพราะอะไร เพราะกิเลสมันโบกธง ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เพราะคนเรามันมีความรู้สึกนึกคิดใช่ไหม ธรรมชาติของคนเป็นไง จิตมันคิดโดยธรรมชาติของมันไง แล้วเราฟังธรรมๆ เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันเห็นเป็นเงาไง

“ไอ้นั่นเป็นความคิด ไอ้นี่เป็นเรา ความคิดมันแยกออกจากกัน”

กิเลสมันโบกธง

พอกิเลสมันโบกธง ไปตามมันหมด มันมีอะไรเป็นข้อเท็จจริง

เว้นไว้แต่คนที่มีอำนาจวาสนา สิ่งที่เวลาครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ความสงบสุขๆ แล้วของเราสงบสุขไหมล่ะ

เวลากิเลสมันโบกธงนะ มันเคลื่อนไหวของมัน แล้วเราก็ตามอารมณ์ความรู้สึกนั้นไป แล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือ เวลาไปแล้ว เวลาขาดสติ มันก็ชักนำไปอีลุ่ยฉุยแฉก

เวลามีสติขึ้นมา อ้าว! เราทำผิดพลาดอีกแล้ว เราทำผิดพลาดขึ้นมา เราก็ต้องมาทบทวน ศีล สมาธิ ปัญญา

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ สิ่งใดที่ผิดพลาดไป วิรัติ เราทำขึ้นมาใหม่ ถ้าเป็นพระๆ นะ สิ่งใดที่มันผิดศีล เราก็ปลงอาบัติซะ

ถ้าไม่ปลงอาบัตินะ นิวรณธรรมกางกั้นจิต มันลังเลสงสัย มันปิดมันกั้น มันมีอะไรอยู่ในใจ มันเหมือนมีความยอกใจ เสียวสันหลังอยู่ตลอดเวลา แล้วจะทำอะไรล่ะ

เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ ถ้ากิเลสมันดื้อนัก มันโบกธงรุนแรงนัก เขาไปเที่ยวป่าช้า เขาไปที่สงบสงัดไง ไปที่กลัวๆ

ความกลัวเป็นโทษ

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์เรา เอาสิ่งที่เป็นโทษนั้นน่ะมาเป็นประโยชน์ เพราะถ้าไปที่กลัวๆ ใช่ มันกลัว แล้วไม่กล้าไปไหน ไม่กล้าขยับอย่างทั้งนั้นน่ะ

แต่หลวงปู่มั่นท่านให้พระไปอยู่ที่ไหน ที่ต่างๆ นั่นท่านโปรดนะน่ะ ท่านโปรดว่าให้สิ่งนั้นช่วยกรอง ช่วยดูแล ช่วยไม่ให้กิเลสมันโบกธง กิเลสมันโบกธงขึ้นมา เราหวั่นไหวไปหมดน่ะ

แล้วถ้ามันสงบสุขล่ะ สงบสุข เราจะเอาอะไรไปต่อต้านมัน

ธุดงค์ ๑๓ ธุดงควัตรเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส ที่สงบสงัดเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์ ท่านให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนั้นเพื่อหัวใจดวงนั้น

แต่ถ้ากิเลสมันโบกธง มันไม่เชื่อ มันไม่ฟัง มันเหงา มันไม่มีความสงบ มันไม่เป็นความจริง มันทุกข์มันยาก แต่ถ้าได้สุมหัวกัน ได้นินทากาเล ได้วิเคราะห์วิจัยธรรมะ โอ๋ย! มันประเสริฐ มันยอดเยี่ยม

พิธีปฏิบัติไง ปฏิบัติแบบโลกๆ ไง คลุกคลีตีโมงกันอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะเอาความจริงมาจากไหน

ถ้ามันเป็นความจริงนะ จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก จิตนี้มหัศจรรย์นัก เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา มันหลอกมันลวง กิเลสมันโบกธง เราก็ดิ้นรนตามมันไป เวลาเป็นธรรม เป็นธรรมมาจากไหนล่ะ

พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

การเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานี้เป็นอริยทรัพย์ แล้วสติปัญญามันมีแค่นี้ใช่ไหม สติปัญญาเราไม่เข้มแข็งอะไรเลยหรือ

ถ้าเราจะเข้มแข็งของเราขึ้นมา เราเข้มแข็งขึ้นมา มันก็อำนาจวาสนาของเรานี่ไง ถ้ามันทุกข์มันยาก มันทุกข์แค่ไหน เพราะมันทุกข์อย่างนี้ บุพเพนิวาสานุสติญาณ เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมามากน้อยแค่ไหน แล้วเวลาคนเกิดมาแค่อายุขัย เกิดมาแล้วถ้าไม่ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เหยียบแผ่นดินผิด

ไอ้นี่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพื่อความถูกต้องชอบธรรมในใจของตน ถ้าเพื่อความถูกต้องชอบธรรมในใจของตน มันจะเข้าสู่สัมมาทิฏฐิ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไม่ให้กิเลสมันชักนำไป ไม่ให้กิเลสมันโบกธง

กิเลสมันมีธง แล้วมันก็โบกธง พอมันโบกขึ้นมาเราก็หวั่นไหว เราหวั่นไหวกับกิเลสในใจของตน

ทั้งที่ไม่รู้จักมัน ทั้งที่ไม่เห็นมัน ทำไมไปหวั่นไหวกับมันล่ะ แล้วเวลาเราเกิดมา เรามีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กราบพระๆ เราจะไม่มีที่พึ่งอะไรเลยใช่ไหม

แต่ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่อาศัย

เวลาศาสดา ศาสดาของเราเวลาฝึกหัดปฏิบัติ ตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ แค่มีปัญจวัคคีย์ ๕ คนน่ะ อุปัฏฐากๆ อยู่ มันก็ยังคลุกคลีตีโมง เวลากลับมาฉันอาหารของสุชาดา เพราะอะไร

เพราะฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำทุกรกิริยาขนาดไหน มากมายมหาศาลขนาดไหน มันไม่ใช่ทางแล้ว ตัดสินใจเอง พอตัดสินใจขึ้นมา

ปัญจวัคคีย์เขาก็อุปัฏฐากอยู่ข้างนอกไง

เราจะฟื้นฟูร่างกายของเราขึ้นมา นี่ด้วยอำนาจวาสนาไง สหชาติ ผู้ที่สร้างบุญสร้างกุศลมาไง เจ้าชายสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นางสุชาดาก็จะไปแก้บนไง ถวายอาหารกับเทวดาไง บนเทวดาไว้ ไปเห็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระโพธิสัตว์ นึกว่าเทวดา

นี่ไง ลักษณะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

ถวายอาหารแก่เทวดา เจ้าชายสิทธัตถะไง ฉันอาหาร ๔๙ คำ ปัญจวัคคีย์ทิ้งไปหมดเลย

เวลาตัดสินใจเอง เวลาฝึกหัดปฏิบัติเอง เป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันมีเหตุมีผล มันมีการกระทำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาปัญจวัคคีย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการจนเป็นพระโสดาบันทั้งสิ้นแล้ว เวลาเทศน์อนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ๖ องค์ ไปได้ยสะอีก ๕๕

๖๑ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์

เวลาพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ พ้นได้อย่างไร

พ้นเพราะมีมรรคมีผลไง สัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนี่ไง

เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ด้วยอำนาจวาสนาของคนมันมากน้อยขนาดไหนล่ะ ถ้าอำนาจวาสนาของเราไม่เข้มแข็งพอไง กิเลสมันก็โบก โบกอยู่นั่นน่ะ คือคลื่นความรู้สึกนึกคิดร้อยแปดพันเก้าในหัวใจของตน นั่นน่ะมาจากกิเลสทั้งสิ้น

ทั้งที่ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตไง ธรรมชาติของจิตมันเป็นธาตุรู้ สิ่งที่ถูกรู้ อารมณ์ความรู้สึก แล้วมันต้องมีความรู้สึกนึกคิดโดยธรรมชาติของมัน ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา อำนาจวาสนาอ่อนแอ เวลามันโบกไหวขึ้นมา เราก็หวั่นไหวไปกับมัน

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอวิชชา เรามีความไม่รู้ในหัวใจของเราอยู่แล้ว ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายอดเยี่ยม แต่ถ้ามันเป็นความจริงๆ มันปฏิบัติขึ้นมา มันถึงจะยอดเยี่ยมในใจของตน

ถ้ามันยังไม่ยอดเยี่ยมในหัวใจของตน ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาเกิดตรงไหนล่ะ ให้กิเลสมันโบกธงอยู่อย่างนั้นแหละ ยกธงขึ้นแล้วโบกสะบัด แล้วเราก็ล้มลุกคลุกคลานไปกับมันไง

แล้วโดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต สิ่งที่เกิดมันก็มีอวิชชาอยู่แล้วเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติ แล้วธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันจะเกิดขึ้นมาเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม แล้วถ้ามันจะเกิดในหัวใจของตนของเราขึ้นมา เราต้องฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นข้อเท็จจริง

ศึกษามา ศึกษาธรรมในภาคปริยัติมันทรงจำธรรมวินัยๆ มันเป็นภาคทฤษฎี เป็นวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา ถูกต้องชอบธรรม

แต่มันต้องคนมีบุญ คนมีบุญนะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนะ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา นั่นน่ะคนมีบุญ

มีบุญตรงไหน

มีบุญเพราะท่านสร้างบุญกุศลของท่านมาไง

พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็ได้สร้างอำนาจวาสนาของท่านมา

ในประวัติหลวงปู่เสาร์ ประวัติหลวงปู่มั่นไง

ประวัติหลวงปู่เสาร์ท่านบอกท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เป็นพระโพธิสัตว์ ก็ได้สร้างบุญสร้างกุศลมามากมาย

หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ท่านก็ได้สร้างสมบุญญาธิการของท่านมาเหมือนกัน นี่มีอำนาจวาสนาไง มีสัจจะมีความจริง มีความเอาจริงเอาจัง

แต่ในประวัติของท่าน เริ่มต้นขึ้นมาก็ล้มลุกคลุกคลาน ปุถุชนเหมือนกัน เพราะอะไร เพราะปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สร้างสมเป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็ทำบุญทำกุศล ทำฌานสมาบัติในทางโลกได้มากได้น้อยขนาดไหนไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่พยากรณ์ ลาจากความเป็นพระโพธิสัตว์ได้ จะลาไม่ได้ต่อเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์แล้ว พยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล เธอจะได้สำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อนั้นๆ

แต่อีกยาวไกลนัก เพราะอะไร

เพราะพระศรีอริยเมตไตรยจะตรัสเป็นองค์ต่อไป นี่รู้ได้เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ไง อยู่ในพระไตรปิฎก อนาคตวงศ์มันอีกมากมาย แล้วเราต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะต้องสร้างสมบุญญาธิการ สร้างอำนาจวาสนาขึ้นมาให้มีอำนาจวาสนา มีสัจจะมีความจริงในหัวใจของตน

ดูสิ ดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สหชาติ ทานบารมี เป็นพระเวสสันดร ขันธบารมี เป็นเตมีย์ใบ้ ให้เขาตัดหู นี่ไง นี่สหชาตินะ กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าต้องสร้างบุญกุศลมากน้อยขนาดไหนถึงจะได้มีสติมีปัญญาแบบเจ้าชายสิทธัตถะ เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ค้นคว้ามาขนาดไหน ทุกรกิริยาที่เขาทำก็ทำมาหมดแล้ว ทำดีกว่าเขาด้วย ทำมากกว่าเขาด้วย แต่มันไม่ใช่ทาง

เวลาเป็นทางๆ ทางในพระพุทธศาสนาไง เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง แล้วทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้บุกเบิกมาไง เป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ฉะนั้น เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราบวชเป็นพระ เราเป็นนักรบ แล้วทางสายกลางของใคร

กิเลสมันโบกธง ล้มลุกคลุกคลานน่ะ ถ้ามันโบกธง เราก็ต้องตัดมัน ตัดมันด้วยศีล ตัดมันด้วยสมาธิ ตัดมันด้วยปัญญา กิเลสมันโบกธง เราก็จะเอาธรรมสู้กับมันไง เอาธรรมค้ำจุนในหัวใจของตน เอาธรรมค้ำจุนความเพียรชอบ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ เราจะพ้นจากทุกข์ได้ด้วยความเพียรของเรา ความเพียรนะ

เรื่องความเป็นอยู่นะ สิ่งมีชีวิตต้องมีปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ เราทำมาหากินเพื่อดำรงชีวิตของเรา เรามาบวชเป็นพระ เรามีบริขาร ๘ บริขาร ๘ ก็เป็นปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ เราแสวงหาของเราเพื่อดำรงชีวิตของเรา แล้วดำรงชีวิตแบบสมณะ ดำรงชีวิตแบบพระ แล้วเป็นพระกรรมฐานด้วย

พระกรรมฐานมักน้อยสันโดษ สิ่งใดได้มาแล้ว ฉันแต่พอดำรงชีวิตเท่านั้นน่ะ

มักน้อยสันโดษเพราะอะไร

ไม่นั่งสัปหงกโงกง่วง แล้วเวลาทำความสงบของใจนะ ฝึกหัดใช้ปัญญา แล้วเวลาปัญญามันจะเกิดขึ้นไง

ถ้าไม่มีสติไม่มีปัญญานะ กิเลสมันมีธง แล้วเวลามันก่อกวน เวลามันต่อต้าน ไม่ให้เราพ้นจากมือมันไป มันโบกธง สั่นไหวไปหมดไง แล้วถ้าไม่มีสติปัญญา มันปักธงนะ พิกัดไง มันปักธงลงภาสวะบนภพ บนหัวใจของสัตว์โลก ทั้งๆ ที่มันมีของมันอยู่แล้ว มันมีของมันอยู่แล้วคือมีอวิชชาไง คือความไม่รู้ อวิชชาพาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

แล้วเราก็มีอำนาจวาสนานะ เราได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา แล้วเรามีอำนาจวาสนาได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง แต่เวลากิเลสมันต่อต้าน มันยกธง เราก็ล้มลุกคลุกคลาน งง พิจารณาไม่ออก เวลามันโบกธง สั่นไหวไปกับมันตลอด

แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันปักธงเลย ปักธงคือไม่มีอำนาจวาสนาจะชำระล้างได้ ปักธงคือว่าเราจนตรอกไปกับมัน แล้วก็สำมะเลเทเมา เทเมากับธรรมะหลอกลวงไง ความหลอกลวงในพระพุทธศาสนาไง เวลากิเลสมันปักธงไง

เราไม่ให้มันปัก เพราะมันมีอยู่โดยดั้งเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่มันจะปัก ทำให้เราเหลวแหลก ทำให้เราต้องล้มลุกคลุกคลานไปกับใต้อำนาจของกิเลสน่ะ พอกันที

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีครูบาอาจารย์เป็นแบบอย่าง แล้วมีครูบาอาจารย์คุ้มครองดูแลให้ฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาด้วย เวลาทำสิ่งใด เวลาทำสิ่งใดที่ไม่ถูกไม่ต้อง เราทำในที่ลับที่แจ้งไง ทำในที่ลับ ที่ลับคือมันไม่มีความลับ ความลับจะมีอยู่ไง

มันจะมีอยู่ที่ไหน ความลับไม่มีในโลกหรอก เพราะอะไร

เพราะมโนกรรม กรรมคือการกระทำ ทำสิ่งใดลงไปแล้ว เธอย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ แต่ละภพแต่ละชาติเกิดมาทำคุณงามความดีมากน้อยขนาดไหน พระโพธิสัตว์ๆ เวลาสร้างคุณงามความดีขึ้นมา สิ่งนั้นน่ะมันส่งเสริมไง มันทำให้เป็นจริตนิสัยที่ดีงามไง พระโพธิสัตว์ที่คิดแต่คุณงามความดี คิดเรื่องชั่วๆ มันไม่เอา มันไม่ยอมรับเลยล่ะ

แต่ของเราคิดดีๆ ขึ้นมาแล้ว มันคิดว่ามันเสียเปรียบไง มันจะคิดแต่เอาต่อต้านเขา จะเอาแต่ชนะคะคานเขา แล้วไปชนะคะคานเขาแล้วได้อะไรขึ้นมา

ได้แต่ความหลงผิด ได้แต่เห็นกิเลสมันโบกธงไง ชนะคะคานเขา ก็เห็นเขาโบกอยู่นั่นน่ะ อยากจะให้เขาชื่นชม อยากจะให้เขาดูแล

ครูบาอาจารย์ของเรา สิ่งที่ความสงบสงัดสำคัญที่สุด

แล้วเวลาสงบสงัดเพราะอะไร

นี่ไง เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติมันต้องต่อเนื่อง ชำนาญในวสี ถ้ามันไม่ต่อเนื่อง จบนะ กรรมฐานม้วนเสื่อ

เวลาดีมันก็ดีของมันน่ะ เวลามันเสื่อม เวลาเสื่อมแล้วมันทุกข์มันยาก แล้วแน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะไม่เสื่อม เวลามันเสื่อมขึ้นมาไม่รู้ตัวด้วยนะน่ะ

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ ถ้ามันรู้ตัวนะ แยกเลย แยกทันทีนะ เราต้องฟื้นฟูของเราให้ได้ ถ้าฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว เวลาใช้สติปัญญาไป กิเลสมันโบกธงแล้วล่ะ มันต่อมันต้าน มันขัดมันแย้งไปทั้งนั้นน่ะ

ถ้ามันต่อมันต้าน มันขัดมันแย้งนะ เวลาเราใช้สติปัญญาไปนะ อ๋อ! มันเป็นสัญญาแล้วล่ะ คำว่า “เป็นสัญญา” มันจืดมันชืด เวลามันพิจารณาสิ่งใดแล้วมันขัดมันแย้งทั้งนั้นน่ะ มันไม่สะดวก มันเป็นไปไม่ได้

แล้วถ้าไม่มีสติปัญญา พยายามสมบุกสมบันไปนะ จบนะ สมบุกสมบันไปมันก็ยิ่งดื้อ สมบุกสมบันไปขนาดไหนนะ เพราะมันใช้พลังงานไปแล้วไง ที่เหลือคืออะไรล่ะ ที่เหลือกิเลสมันพัดใหญ่เลย โบกใหญ่เลย โบกใหญ่เลยนะ บรรลุขั้นนั้น บรรลุขั้นนี้ สำเร็จแล้ว แล้วกลับมาน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มีใครเชื่อเราเลย ไม่มีใครสนใจเราเลย

มันจะเชื่อได้อย่างไร มันเป็นเรื่องกิเลส มันเป็นเรื่องที่ทุกๆ คนก็มี ทุกๆ คนก็มีความเห็นแก่ตัว ทุกๆ คนก็อยากจะยิ่งใหญ่

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มักน้อย สันโดษ ปกติสุขในหัวใจของตน นั่งอมยิ้มดูเขา ดูกิเลสมันโบก สั่นไหวไป ไอ้นั่นน่ะมันไม่รู้สึกตัวเลย เห็นแล้วเศร้าใจไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารถรื้อสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก แล้วหัวใจมันเป็นอย่างนั้นน่ะ ทำไมเขาไม่รู้ ทำไมเขาไม่เห็น ทำไมเขาไม่เข้าใจเลย คนที่เป็นยังไม่รู้จักตัวเอง

ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติมา ท่านเห็นแล้วสังเวชไง แล้วจะให้เขาเคารพบูชาได้อย่างไร ความลับไม่มีในโลก สั่นไหวในหัวใจของตัวเอง ตัวเองคิดว่าไม่มีใครรู้

แต่เวลาครูบาอาจารย์ท่านเห็น ท่านสังเวชด้วยไง แล้วสังเวชแล้ว

เวลากิเลสมันปักเลย ไม่ฟังใคร พอมันปักแล้วไง

แต่ถ้าเราจะรื้อจะถอน เราไม่ยอมให้ใครมาปัก เพราะอะไร

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา มารมันดิ้นพล่านๆ มันปักได้ไหม ถอดถอนจนหมดน่ะ นี่ไง ยถาภูตัง รู้ว่ากิเลสมันขาด เกิดญาณทัสสนะ เข้าใจตามความเป็นจริง นี่เวลามันเกิดของมันนะ เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริง

นี่ไง ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง สัตว์โลก สัตตะผู้ข้องไง มันข้องมันเกี่ยวมันยึดมันมั่นของมันไง เวลามันคลายออกไง เวลามันคลายออก คลายออกด้วยอะไร

ด้วยภาวนามยปัญญาไง มันคลายออกด้วยธรรมไง

เห็นไหม กิเลสจะโบกอย่างไร ในเมื่อกองทัพธรรมที่มันจะเข้าไปประหัตประหาร แล้วกองทัพธรรมจะไปหาในตำรับตำราใช่ไหม กองทัพธรรมจะไปหาในยุทธปัจจัยที่ไหน กองทัพธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรมไง เวลาดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบไง เวลาจักรมันหมุนไง ธรรมจักร

เวลากิเลสมันใช้กงจักรทำลายล้าง

แต่ธรรมจักรมันบดบี้ บดบี้สิ่งที่มันยกขึ้นมานั่นน่ะ กิเลสมันยกธงไง บดบี้ให้มันวางลง เวลามันโบกธงมีสติปัญญาเท่าทันมันไง

ปัญญาที่เหลวแหลก ปัญญาที่เลวร้าย ปัญญาที่มันเหยียบย่ำทำลาย เชื่อมันได้อย่างไร เพราะเชื่อมัน เพราะละล้าละลัง เพราะเชื่อมัน เพราะอยากพิสูจน์

ไม่ต้องพิสูจน์

เวลาภาวนาไปเห็นนิมิต นี่คืออะไร เวลารู้เห็นสิ่งใดตามมันไป

ไม่ต้องพิสูจน์ พุทโธชัดๆ หายหมด

พุทโธชัดๆ ไง พุทโธชัดไม่ส่งออกไง

ไอ้ที่รู้ที่เห็น ใครรู้ คนตายรู้ไม่ได้ เวลาไม่มี Wi-Fi ก็รู้ไม่ได้ ไม่มีคลื่น จับอะไรไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ เวลารู้ กูเกิลรู้หมดล่ะ ถามมัน ตอบมัน

มันไม่มีชีวิต มันไม่รู้จักทุกข์ มันรู้แต่จะหลอกคน

ถ้าสติปัญญาเท่าทัน ถ้ามีสติมีปัญญาเท่าทัน สิ่งที่ยกขึ้น เห็นไหม ศีล สมาธิ ปัญญา

แล้วศีลเป็นศูนย์ ศีลอยู่ไหน พระมีศีลไหม มีแต่ศูนย์น่ะ มีศูนย์แล้วยังเหยียบย่ำทำลายคนอื่นเขาอีกนะ “พวกนี้พวกล้าหลัง ไม่ทันสมัย”

ไอ้ทันสมัยมันมีอะไรตกค้างในหัวใจบ้าง

ถ้ามีศีล ศีลคือสีละ คือมั่นคง

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบเป็นปกติสุข เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิก็มีศีลไง เป็นปกติไง

ไอ้ที่มันไม่ปกติเพราะกิเลสมันลากไปไง ยกธง ล้มลุกคลุกคลานเลย พอกิเลสมันยกธง ตาขวางแล้วนะ ไม่พอใจอะไรเลย

ไม่พอใจความเกิดเป็นมนุษย์ของเราหรือ การเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ มีสติมีปัญญา มีสติปัญญาเท่าทันความคิดของตน ถ้าเท่าทันความคิดของตน เข้าสู่พุทธะ เข้าสู่ความสงบสุข เข้าสู่สีละคือความปกติ

สิ่งที่ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ นั่นน่ะขาดความเป็นปกติ เคลื่อนไหวตลอด

แต่ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิคือเคลื่อนไหวเพื่อหยุดนิ่ง ความหยุดอันนั้นคือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น มันจะฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ปัญญาของเขาเกิดจากจิต ปัญญาของเขาเกิดจากสัมมาสมาธิ เกิดจากจิตตั้งมั่น

แต่ปัญญาของเราไม่มี เพราะเกิดนิวรณธรรม เกิดความลังเล เกิดความสงสัย เกิดนิวรณธรรมแล้วรู้นู่น รู้ร้อยแปดพันเก้า

พุทโธอย่างเดียว จบนะ พุทโธเท่านั้นแหละ พุทโธ พุทธะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันตื่น มันรู้ มันรู้เท่าหมด มันจะเกิดได้อย่างไร

แล้วเกิดแล้วก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็นอีก

เวลาควรจะให้เกิด ถ้ากิเลสมันโบกธงก็ตัดธงมันซะ ถ้ามันจะปักลงที่ภวาสวะ ปักลงที่ภพเรา เพราะมันมีอยู่โดยดั้งเดิมอยู่แล้ว เราจะทำลายมันอยู่ เราไม่ใช่มาเพิ่มมัน

ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดยที่ความไม่รู้ เราจะไปเพิ่มมัน เพิ่มมันขึ้นมา เห็นไหม คัดค้านกับธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีขัดไม่มีการแย้งกันเลย

เริ่มต้นจากทาน ทานมันเป็นเรื่องของทาน มันเป็นเรื่องความปกติของมนุษย์ มันเป็นเรื่องของสังคม เรื่องความสงบสุข นั่นเรื่องของทาน

เรื่องของศีล ศีลคือรั้วรอบขอบชิดที่พยายามจะเข้าไปสู่หัวใจของตน

เรื่องของสมาธิคือจิตตั้งมั่น จิตมีกำลังแล้ว ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ นี่จะต้องฝึกหัดใช้ปัญญา

สิ่งที่ควรจะฝึกหัด สิ่งที่ควรจะยกขึ้นมีการกระทำให้มันเป็นความถูกต้องชอบธรรม ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ คัดค้าน โต้แย้ง นี่กิเลสมันปักธงไง กิเลสมันปักธงแล้วล้มลุกคลุกคลานไปหมดเลย เป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ

อ้างนะ อ้างอิงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อ้าง อ้างว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น อ้าง อ้างว่าเป็นพระกรรมฐาน ไม่มีแม้แต่กระพี้ลิ้นที่ว่าเป็นข้อเท็จจริง ไม่มีการกระทำที่เป็นสัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนได้เลย

ถ้ามันเป็นตามความเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของตนได้บ้าง กิเลสมันยกธงขึ้นก็ต้องรู้จักมัน กิเลสมันจะโบกธงก็ต้องรู้จักมัน แล้วถ้ามีคุณธรรม ตัดมันซะ ตัดมันด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา อยู่ปกติสุข สงบสุข มีความสุขแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ให้กิเลสมันปักลงที่ในใจของเราให้ได้

มันมีของมันอยู่แล้ว มีแต่ว่าเราจะพิจารณาของมันให้เป็นไตรลักษณ์ เราจะพิจารณาสิ่งที่มีอยู่แล้ว ให้มันใคร่ครวญ ให้มันแยกแยะของมัน มันต้องสำรอกของมัน มันต้องคายของมัน เห็นไหม เวลามันสำรอก มันคายของมัน ตทังคปหาน ดับลงชั่วคราว ดับลงชั่วคราว ดับลงด้วยสติด้วยปัญญา ดับลงด้วยกำลัง ดับลงด้วยความเพียรชอบ ดับลงเท่านั้น

ถ้ามันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงด้วยอำนาจวาสนานะ ฝึกหัดปฏิบัติ ฝึกหัดปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า แค่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นเป็นการก้าวเดินของจิต จิตมีความก้าวเดินของมัน มีการกระทำของจิตดวงนั้น นี่ไง มันจะมีภาวนามยปัญญาไง มันจะมีธรรมจักรไง มันจะมาบีบบี้สีไฟกับกิเลสในหัวใจของตนไง

กองทัพกิเลส กองทัพธรรมไง

เวลากิเลสมันมีธงของมัน กิเลสมันมีอยู่แล้ว มันมีธงของมัน เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจะให้มันเป็นธรรมๆ กิเลสมันก็ยกธงซะ ยกธงก็ทำสมาธิก็ไม่ได้ สติก็ป้ำๆ เป๋อๆ ทำสิ่งใดก็มีแต่ความผิดพลาด แต่ถ้าเป็นเรื่องกิเลส ชอบนะ กิเลสถ้ามันชอบใจแล้วมันชอบ เรื่องโลกๆ นี่ชอบนัก

“ไอ้พวกกรรมฐานเป็นพวกตกยุค ไม่ทันสมัย ปฏิบัติแบบเป็นขุนนาง ปฏิบัติเป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ ปฏิบัติขึ้นมาให้คนล้อมหน้าล้อมหลัง ปฏิบัติโชว์เขา ปฏิบัติให้เขารับรู้”

ขายขี้หน้า เป็นกรรมฐานเขาไม่ทำกันอย่างนั้น

เวลาสังคมก็เรื่องสังคมนะ คนเกิดมา เราเกิดมาจริงตามสมมุติ เราก็อยู่บนโลกอยู่บนสมมุตินี่แหละ เวลาข้อเท็จจริง เราปฏิสันถาร ทำตามธรรม แต่ถึงเวลาแล้วเราต้องรักตัวเราเอง เราต้องรักข้อวัตรปฏิบัติของเราเอง เราต้องรักหัวใจของเราเอง เรารักถึงศรัทธาของเรานะ

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เรามีศรัทธา พอมีศรัทธา มีสามัญสำนึกที่ดีงาม แล้วศรัทธานั้นเรารักษาของเราไว้ เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ ทุกข์ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาแสนทุกข์แสนยาก

คำว่า “แสนทุกข์แสนยาก” เผชิญหน้าไง กิเลสมันยกธงแล้ว เราจะยกธรรมขึ้น ยกธรรมที่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา นี่ไง สิ่งที่ยิ่งใหญ่นักไง สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแยกแยะไว้แล้วไง สติปัฏฐาน ๔ การฝึกหัดปฏิบัติไง สิ่งใดควรและสิ่งใดไม่ควรไง นี่เวลาคำอบรมบ่มเพาะไง

เราศึกษาเราค้นคว้าขึ้นมา สิ่งนี้ถ้ามีสติปัญญาใคร่ครวญ มันจะเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันไม่ใช่ของเรา มันเป็นอาวุธ มันเป็นคุณธรรมที่ศาสดาของเรามีและมอบไว้ให้ ความมักน้อยสันโดษตบมือเราเอาไว้ หัวใจที่มันจะหยิบ มันจะไปหยิบจับสิ่งใด สติสัมปชัญญะยับยั้งไว้

ยับยั้งไว้ เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะ เป็นศาสดา เป็นธรรมและวินัยอยู่แล้ว แต่ถ้าเราหยิบจับมาใช้ ถึงเวลามันดื้อดึง มันขัดขืน มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คำว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ” โดยเหตุโดยผลไง

กิเลสกลัว กลัวนักกลัวหนา กลัวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเลยยกธงไง “หมดกาล หมดเวลา ปฏิบัติไปแล้วจะทุกข์จะยาก ผู้ที่ปฏิบัติเขาหลงผิด เราเป็นผู้ที่ฉลาด เวลาใกล้จะตายแล้วค่อยปฏิบัติ ตอนนี้ยังมีกำลังอยู่ เสวยสุขของเรา”

สุขมีที่ไหน มันมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ แล้วทุกข์ดับไป นี่ไง เวลาถ้ากิเลสมันโบกธง มันก็เป็นความสุขความพอใจของมัน เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อเพราะอะไร

เพราะว่าเราศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราศรัทธาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ขณะนี้ยังมีกำลัง นั่งได้ เดินได้ ควรกระทำให้ยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่อยู่ที่การกระทำของบุคคลคนนั้น มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเราที่เราการกระทำอยู่นี้ไง กระทำเพื่อหัวใจดวงนี้

เพราะมันฝึกหัด การประพฤติปฏิบัติคือการฝึกหัด คือการปฏิบัติธรรม ตบะธรรม ตบะธรรมจะแผดเผากิเลส ตบะธรรมเกิดจากศีล เกิดจากสมาธิ เกิดจากปัญญา

สิ่งที่ศีล สมาธิ ปัญญา เราฝึกหัดอยู่นี่ไง เราฝึกหัดให้มันเกิดขึ้น แล้วถ้ามันเกิดขึ้น ถ้ามันเป็นปกติสุข พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราก็เห็นไง สีละ ปกติสุข

ถ้าฝึกหัดปฏิบัติไง ไม่ติดมัน ทุกข์แสนทุกข์แสนยากก็รู้ก็เห็น มีสติมีปัญญาก็เท่าทัน มันยกธงก็เห็น มันโบกธงก็รู้ แต่เวลาเราตัด ตัดได้ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ตัดธงมันเลย ตัดธงมันก็ปกติสุขไง

เวลาปกติสุข กิเลสมันอยู่ไหน กิเลสมันก็อยู่ในหัวใจดวงนั้นไง เพราะเรายังไม่รู้ไม่เห็น เรายังไม่ขุดคุ้ยขึ้นมาเพื่อเราจะใช้สติปัญญาแยกแยะมันด้วยธรรมจักร ด้วยจักรที่บดบี้มันไง เราไม่ขุดไม่คุ้ยขึ้นมา มันก็หลบนอนสุขนอนสบายอยู่ในหัวใจของตนไง แล้วถ้ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นผิด มันบอกมันรู้ธรรมขั้นนั้นๆ มันก็ปักธงกิเลสซ้ำเข้าไปในใจของตน

กิเลสมันมีของมันเป็นข้อเท็จจริง แต่ทิฏฐิมานะความเห็นผิด การสร้างภาพการกระทำนั้น การกระทำเอากิเลสปักลงไปในหัวใจของตน บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ ไม่มีเหตุไม่มีผล บรรลุได้อย่างไรวะ มันเป็นไปได้อย่างไร

ถ้ามันเป็นไปได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีอาสวักขยญาณ ไม่มีพญามาร ลูกสาวมาร พยายามปรึกษาหารือกันจะฟื้นกิเลสขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่เพราะว่าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาไง มันปักธงไม่ได้ แล้วมันมีอยู่โดยดั้งเดิมตั้งแต่พญามาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้กำจัดด้วยอาสวักขยญาณ ด้วยมรรค ๘ ไง ด้วยการกระทำโดยข้อเท็จจริงไง

เวลาครูบาอาจารย์เรา บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ในการประพฤติปฏิบัติตามข้อเท็จจริงไง ถ้าปฏิบัติตามข้อเท็จจริงมันมีความจริงในหัวใจของตนไง มันมีครูบาอาจารย์คอยคุ้มครอง คอยดูแล คอยถะนุถนอม การฝึกหัดแต่ละบุคคลไง

เวลาสร้างพระๆ หล่อพระ หล่อให้วิจิตรพิสดารขนาดไหน นี่ก็เป็นการเชิดชูพระพุทธศาสนา

ตบะธรรมๆ จะแผดเผา จะทำลาย จะสร้างพระตัวเป็นๆ พระกินข้าว ไม่ใช่พระไว้บูชา

ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในหัวใจนี้มันสำคัญ ถ้ามันสำคัญขึ้นมาแล้ว ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง เวลาปัญญามันเกิดนะ ฝึกหัด

“สมาธิเกิดขึ้นแล้วปัญญาจะเกิดเอง”

ไม่มีหรอก เพราะมันไม่รู้ไง เพราะมันไม่รู้ เพราะมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ถ้ามันชอบธรรมมันถึงสมบูรณ์แบบไง นี่ไง นิโรธดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ แล้วถ้ามรรค ๘ มันสมบูรณ์แบบของมัน มันแยกแยะ มันแจกแจงได้

หลวงปู่มั่นแจกแจงได้ทั้งนั้นน่ะ มันเป็นขั้นไหน มันเป็นอย่างไร ขั้นนี้มันมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ ขั้นนี้มีสถานะขนาดนี้ โสดาบันมีความรู้สึกมากน้อยขนาดไหน สกิทาคามีมีความรู้ความสามารถขนาดไหน พระอนาคามีละกามราคะ ปฏิฆะ กามราคะ สิ่งที่มันผูกพันในหัวใจนี้ มันสมุจเฉทปหาน เวลามันขาด ขาดอย่างไร นิโรธ นิโรธอย่างไรไง มันเป็นสติ มันเป็นมหาสติอย่างไรไง แล้วถ้ามันยกขึ้น มันไปเห็นภวาสวะ เห็นภพ เวลามันพิจารณาไป บุคคลคู่ที่ ๔ ปัญญาญาณมันเกิดอย่างไร มันกระทำอย่างไร หลวงปู่มั่นท่านซักหมดล่ะ

ถ้าจะเป็นนักรบ ถ้าจะเป็นข้อเท็จจริง ไม่ให้กิเลสมันยกธง ไม่ให้มันโบกด้วย ถ้ามันโบกแล้วเราเหนื่อย กิเลสมันก็เผาลนนะ ทุกข์มันก็ทุกข์ของมันอยู่แล้ว แล้วเวลาจะปฏิบัติขึ้นมามันก็ยิ่งทุกข์เข้าไปอีก เพราะมันจำเจ มันเนิ่นนาน

ปฏิบัติมา เห็นไหม พระกรรมฐานคือนักปฏิบัติอาชีพ ทั้งชีวิตทั้งอาชีพนี้เข้าเผชิญความจริง เพราะการเกิดเป็นอริยทรัพย์ เรามีแค่อายุขัยนี้ แล้วถ้าตายไปโดยเวรโดยกรรมจะไปเกิดเป็นอะไร เกิดในภพชาติใด เกิดแล้วยังเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาหรือไม่

แต่ในปัจจุบันนี้แน่นอน อย่างใดก็เชื่อมั่น อย่างใดก็จะฝึกหัดปฏิบัติ มันก็จะเพิ่มความเพียรของตน เพิ่มความมุมานะ ถ้ามันผิดพลาด อย่างน้อยก็ไม่ให้กิเลสปักธง บรรลุขั้นไหนๆ ไม่เอา ไม่สำคัญ ไม่เป็นความจริง

แต่ถ้ามันเป็นความจริงนะ เวลาสมุจเฉทปหานน่ะ ขณะ มหัศจรรย์ เพราะอะไร เพราะสังโยชน์มันขาด ขณะนี่สังโยชน์มันขาดดั่งแขนขาด กิเลสขาดจากใจของตน ตนเป็นผู้รู้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เกิดจากศีล สมาธิ ปัญญา

สมาธิ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ถ้าไม่มีสมาธิ

ภาวนามยปัญญาเกิดจากธรรม เกิดจากธรรมที่จะไปตัดธง ตัดการเคลื่อนไหวของกิเลส ตัดเห็นๆ ตัดแข้งตัดขา กำจัดสถานที่ของมันด้วยสติ ด้วยการฝึกหัด กำจัดนะ

แต่เดิมมันฟุ้งซ่าน มันคิดไปร้อยแปดพันเก้า มันยึดมั่นถือมั่นเอาสิ่งนั้นมาเป็นความทุกข์ในใจมากมาย พอสติมันเท่าทันไง เห็นไหม กำจัดสถานที่ไม่ให้มันยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้มันไปเอาไฟมาเผาลนตัวของเรา

ทำความสงบของใจเราเข้ามา ถ้าจิตมันสงบแล้วเป็นสัมมาสมาธิ แล้วถ้าฝึกหัด ฝึกหัดใช้ปัญญา เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา คำว่า “ฝึกหัด” ฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาโดยจักขุญาณ มันจะรู้จักกิเลส มันจะเห็นกิเลส พิจารณาแต่ละชั้นแต่ละตอน มันแยกมันแยะของมัน เวลามันปล่อยวางชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราว มันไม่ถึงที่สุดไง

เวลาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันสมุจเฉท ขณะ สังโยชน์ขาดดั่งแขนขาด คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน เพราะหยาบละเอียดแตกต่างกัน มรรคก็มีคุณภาพแตกต่างกัน

ฉะนั้น บุคคลคู่ที่ ๑ ก็รู้ได้ระดับนั้น คู่ที่ ๒ ก็รู้ได้ระดับที่สูงขึ้น คู่ที่ ๓ นี่มหัศจรรย์แล้ว เพราะไม่เกิดบนกามภพ คู่ที่ ๔ จบ จบที่กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแล้วกราบเล่าๆ เพราะใจมันเป็นธรรม ใจเป็นธรรมไม่มีทุกข์ วิมุตติสุขๆ มันไม่มีทุกข์ ไม่มีทุกข์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาจะไปปรินิพพาน “อานนท์ ตักน้ำให้เรา เราหิวกระหายเหลือเกิน”

ไอ้นั่นมันเรื่องธาตุขันธ์ พระอรหันต์เขามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เหมือนกัน เวลาเป็นพระอรหันต์ไม่ใช่ทำลายทิ้ง

ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วสลบเลย แล้วเบลอเลย นึกอะไรไม่ได้เลย จำอะไรไม่ได้เลย เป็นพระอรหันต์หรือ พระอรหันต์พูดภาษาคนไม่เป็นน่ะ เป็นพระอรหันต์ตรงไหน

พระอรหันต์กิเลสขาด ขันธ์ ๕ สังขารขันธ์ ความคิด ความปรุง ความแต่งเหมือนเดิม แต่เป็นภาระหน้าที่ ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ที่ดูแลรักษา

ไอ้พวกเราไม่เท่าทันมันหรอก ขันธมาร ความคิดก็เป็นมาร ร่างกายก็เป็นมาร มันอยากได้อยากดีไปทั้งนั้นน่ะ มารทั้งนั้น

ถ้าเป็นบุคคล ๔ คู่ มันขาด ขาดอย่างไร เวลานิโรธ นิโรธอย่างไร เวลามันดับทุกข์ ดับทุกข์ด้วยวิธีการอะไร แล้วดับอย่างไร

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่งไง สิ่งที่ตรวจสอบดูแลกันมาก็เพราะหลวงปู่มั่นนี่แหละ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เห็นไหม หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติมากน้อยขนาดไหน ท่านก็ไปถามหลวงปู่เสาร์ เพราะหลวงปู่เสาร์เป็นอาจารย์หลวงปู่มั่นไง

แต่เวลาอาจารย์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติก้าวหน้าไปมากกว่า ถึงเวลาแล้วก็ไปแก้หลวงปู่เสาร์ เวลาไปถามหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์บอกว่า “ท่านปัญญาเยอะ ท่านต้องแก้ตัวท่านเอง” เวลาแก้ตัวของท่านเองจบแล้วไปแก้หลวงปู่เสาร์อีกต่างหาก มาแก้เจ้าคุณอุบาลีฯ พระโพธิสัตว์ทั้งนั้นน่ะ

เวลาแก้ แก้อย่างไร

เพราะแก้ตัวเองให้ได้ก่อนไง ถ้าแก้ตัวเองให้ได้ แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติที่หลวงปู่มั่นอบรมบ่มเพาะมาไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกไง “หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา เป่ากระหม่อมเรามา”

ก็ได้ตรวจสอบกันมาตลอด เวลาตรวจสอบมาแล้ว หลวงตาพระมหาบัวท่านก็มาตรวจสอบลูกศิษย์ของท่านอีกต่อมาไง

ถ้ามันไม่มีขณะ ขณะมันบกพร่อง มันเป็นไปไม่ได้

คำว่า “เป็นไปไม่ได้” กรรมของสัตว์ไง เพราะมันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ก็เป็นบุญกุศลของบุคคลคนนั้น ถ้าบุคคลคนนั้นถ้าเป็นความจริงนะ ถ้ามันเป็นความจริงเหมือนกัน มันก็สาธุ อันเดียวกัน สาธุ อันเดียวกัน เวลามันพูดมันจะขัดมันจะแย้งกันตรงไหนล่ะ

ธรรมะไม่มีขัดไม่มีแย้ง เวลามันขัดมันแย้ง ขัดแย้งเพราะมึงไม่เป็นนั่นแหละ ขัดแย้งเพราะกิเลสมันปักธง

กิเลสมันมีในใจอยู่แล้วเพราะอวิชชาพาเกิด เกิดมานี่กิเลสทั้งนั้นน่ะ แต่เพราะด้วยบุญกุศล เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราถึงฝึกหัดปฏิบัติ

ฆราวาสธรรมๆ ก็เป็นธรรมฆราวาส เขาพยายามกระทำของเขา เรานี่มีบุญมากนะ บวชเป็นพระศีล ๒๒๗ เพราะศีลมันยิ่งใหญ่ไง ศีลมันมีขอบมีเขตไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติให้มันสมความปรารถนา

เวลาเขาเป็นฆราวาส ศีล ๑๐ เวลาเขาทำสิ่งใดไปแล้วล้มลุกคลุกคลาน มันไม่มั่นคงไง มันไม่ยิ่งใหญ่เหมือนศีล ๒๒๗ ไง เวลาศีล ๒๒๗ มันเป็นโอกาสเป็นอำนาจวาสนาของเราไง

ศีลก็ศีล ศีลก็รั้วรอบขอบชิด โยมคิดอย่างไร พระก็คิดอย่างนั้นน่ะ มีความคิดเหมือนกัน มีความทุกข์ความยากเหมือนกัน แล้วความคิด คิดโดยกิเลสไง ถ้ามันยกธง กราบมันเลยนะ ยิ่งถ้ามันโบกธงนะ โอ้โฮ! เชื่อมั่นมัน เหลวไหลไปทั้งสิ้น เวลามันปักธง “บรรลุธรรม”

เราไม่ให้มันทำอย่างนั้น เราไม่ยอมให้กิเลสมันตบตา กิเลสจะตบตาเราไม่ได้ เพราะอะไร

เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง แล้วเรามีครูบาอาจารย์ไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านไม่รับรองเรื่องอย่างนี้หรอก ยิ่งครูบาอาจารย์ของเราปฏิเสธเรื่องอย่างนี้เลย กิเลสมันปักธง น่าขายขี้หน้า อายมันมาก

โดยธรรมชาติมันก็มีของมันอยู่แล้ว แล้วมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วบวชเป็นพระ บวชเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระป่า มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นโรงงานใหญ่ แล้วให้กิเลสมันปักธงในหัวใจของตนขึ้นมาอีก มันเหลวไหลไง

มันเหลวไหลตรงที่ว่า “พระกรรมฐานตกยุคตกสมัย เดี๋ยวนี้มันสมัยปัจจุบันมันเจริญ ความเจริญนั้นการปฏิบัติต้องเจริญตามความทันสมัยของโลก”

ทันสมัยของโลก มันก็เป็นโลกกับธรรมไง มันเป็นโลกามิส มันเป็นอามิส มันเป็นสิ่งที่ลวงโลก มันเลยกลายเป็นว่ากิเลสมันซับซ้อนเข้าไปอีก

เราทำของเราให้เป็นข้อเท็จจริง เราทำของเราโดยความเกิดเป็นมนุษย์มีคุณค่า แล้วมนุษย์ควรจะได้สิ่งที่เป็นธรรม ควรจะได้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิต แล้วการฝึกหัดปฏิบัตินี้ควรจะได้ความจริง

ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกนะ ไม่ต้องไปโอ้ไปอวด ไปเรื่องแย่งชิงอะไรกับใครทั้งสิ้น มันเรื่องของเขา

ประชาธิปไตยๆ เสียงเขามากกว่า กระแสโลกไง ขนโคกับเขาโคไง เขาโคมีอยู่สองเขา ขนโคมันเต็มตัว สังคม ขนโคเต็มไปหมด

เขาโค มีสัจจะ มีอำนาจวาสนา แล้วฝึกหัดปฏิบัติของตน แล้วถ้ามันเป็นความจริง มันเป็นความสมบูรณ์แบบของเขาโคไง

เขาโคมีอยู่สองเขาที่ไม่ใช่ขน ขนเป็นขน เขาเป็นเขา เขามันแวววาวกว่าขนมาก แล้วมันใหญ่กว่าขนด้วย ทำไมเราทำตัวเราให้เป็นขนโคล่ะ

เราจะเป็นเขาโค ทำหัวใจเราให้แช่มชื่น ทำสัจจะทำความจริงให้ปรากฏในหัวใจของตน เอวัง