เทศน์บนศาลา

วิธีสู้กิเลส

๔ ส.ค. ๒๕๔๒

 

วิธีสู้กิเลส
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์บนศาลา วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๒
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

วันคืนล่วงไปๆ ชีวิตนี้สั้นลงทุกวัน ตั้งใจเลยนะ “ธรรม” ธรรมเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้จริงนะ เกิดเป็นคน เกิดเป็นชาวพุทธแล้วได้พบพระพุทธศาสนานี้ประเสริฐที่สุด ประเสริฐมาก เพราะว่าอะไร เพราะว่ามีทางออกไง

คนเราเกิดมา โดยธรรมชาติต้องเกิดอยู่แล้ว คนเราตายไปต้องเกิดทั้งหมด เว้นไว้แต่พระพุทธเจ้าลงมากับพระอริยสาวก คือ พระอรหันต์เท่านั้น พระอนาคามีก็ไปเกิดเป็นพรหม เห็นไหม ตายแล้วต้องเกิดหมด เกิดแล้วก็ต้องตายหมด เว้นไว้แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมถึงธรรมไง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มีธรรมอยู่ในหัวใจแล้วพ้นออกไป

ถึงว่าเราเกิดมาเป็นชาวพุทธ แล้วได้พบพระพุทธศาสนานี้ประเสริฐที่สุด ประเสริฐมากเพราะมียาแก้ไขให้เราหลุดพ้นออกไปจากทุกข์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้

คนเกิดมาถึงว่ามีความทุกข์ ทุกข์เพราะการเกิด แต่มันก็ต้องเป็นไปอย่างนี้ ต้องเกิดต้องตายเพราะมีเชื้ออยู่ในหัวใจ เกิดมามีเชื้ออยู่ในหัวใจก็อมหนองมาตลอด แล้วก็บ่นกันว่าทุกข์ๆ บ่นกัน คำบ่นนั้นแก้ไขไม่ได้ไง ความบ่นนั้นแค่บ่นไปเฉยๆ ยิ่งบ่นมันยิ่งให้ความหนักหน่วงกับใจของเราตลอด เพราะใจเราบ่นว่าทุกข์ เหมือนกับเราบ่นว่าหนัก ความหนักนั้นก็เพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกมากเลย

ถ้าเรามีกำลังใจ “ความหนัก” มันจะหนักขนาดไหน เราก็สามารถจะแบกภาระนั้นไปได้ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น ถึงให้มีความพยายามวิริยะอุตสาหะ

ในมรรค ๘ ไม่ใช่ปล่อยว่าง ปล่อยวางเฉยมาตลอด ต้องบุกบั่นขึ้นไป ต้องทำไง ทำให้สมกับความเป็นจริงแล้วมันจะว่างทีหลัง ว่างต่อเมื่อมันเป็นความเป็นจริง แต่เมื่อยังต้องมีความวิริยะอุตสาหะอยู่ ถึงต้องมีกำลังใจบุกบั่นไป แล้วมีร่องรอยแห่งทางที่เราจะเป็นไปได้ มันมีร่องรอยครูบาอาจารย์นำไปแล้วนะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะตรัสรู้ธรรมได้นะ ไปศึกษากับลัทธิต่างๆ ก็เป็นไปไม่ได้ เขาสอนไป เขาบอกไป ปฏิญาณตนแล้วบอกว่า อันนี้เป็นธรรมๆ แต่ในเมื่อพระพุทธเจ้าไปศึกษาแล้ว มันไม่เป็นนะ มันจะสว่าง สงบขนาดไหน มันก็เป็นความสว่างสงบขนาดนั้น สว่างสงบอย่างที่เขาเป็นกัน แต่มันไม่สามารถชำระกิเลสได้

เพราะว่ากิเลสนี้มันละเอียดอ่อนมาก ละเอียดอ่อนจนการเกิดการตายนี้เราไม่รู้เรื่องนะ เราเกิดเราตายมาพร้อมกับกิเลส เราก็ไม่รู้

จนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ถึงได้บอกจาก “บุพเพนิวาสานุสสติญาณ” ว่าไม่มีที่สิ้นสุด คนเกิดตายมานี้ไม่มีต้นไม่มีปลาย ถึงว่าเราเกิดมานั่งอยู่บนกองกระดูกของเราเอง ดิน น้ำ ลม ไฟ พอแปรสภาพออกไปแล้ว

การเกิดในภพชาติต่างๆ เห็นไหม ตายแล้วเกิดจน กระดูก เนื้อ หนัง ของเราอยู่ในพื้นแผ่นดินนี้ เราก็มาเหยียบย่ำพื้นอยู่บนกองกระดูกของเราเอง เรายังไม่รู้สึกตัวเลย เราไม่รู้ถ้าไม่มีธรรมมาบอก ไม่มีพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ธรรมแล้ววางธรรมไว้ เราไม่มีทางรู้หรอก เห็นไหม

ตอนนี้ถ้ารู้อย่างนี้เราก็รู้ตามตำรา พระพุทธเจ้ารู้ขนาดนี้ไง รู้ว่า ตายแล้วเกิด เกิดมานี่ มีภพชาติมาตลอด แล้วเราก็ตายแล้วก็เกิดมาอย่างนี้ เราก็ไม่รู้ แต่เราว่าปัจจุบันนี้เกิดมา มันทุกข์ๆ ยากๆ เห็นไหม ปัจจุบันที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้มันทุกข์ยาก

ทุกข์ยากขนาดไหน มันแสนประเสริฐ ประเสริฐที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนานี้ไง ดูอย่างเกิดเป็นสัตว์สิ อย่างสัตว์เดรัจฉาน เห็นไหม เราไปเห็นสัตว์เดรัจฉาน เรายังกลัวสัตว์ ตัวนี้เป็นเสือ เป็นช้าง เป็นอะไร เรายังกลัวสัตว์นะ กลัวว่าเขาจะทำร้ายเรา เรากลัวได้ถ้าเห็นว่าเป็นสัตว์

แต่ถ้าเห็นเป็นมนุษย์ด้วยกันไม่กลัวหรอก แปลกไหม มนุษย์นี้เป็นสัตว์สังคมไง อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยหมู่คณะอยู่ แต่มันก็มีปัญหากันไปตลอดเลย แล้วเจอมนุษย์นี้ไม่กลัว มันชินชาไง แต่ถ้าไปเจอเสือ เจอสุนัข เรายังกลัวได้ แต่ไม่มองมุมกลับเลยว่า มนุษย์นี้แหละหลอกกันสุดๆ มนุษย์เรานี่หลอกกัน สังคมที่เป็นไปนี้ เราทันโลกไหม

นี่จะชักเข้ามาให้เห็นว่า ความใกล้ชิดนี้ เรามองไม่เห็นไง แล้วกิเลสมันอยู่ในหัวใจเลย เรายิ่งไม่เห็นเข้าไปใหญ่ หัวใจนะมันอยู่กับความคิดมาตลอด เราไปมองแต่ข้างนอกว่าน่ากลัวน่าขยะแขยง แต่เราไม่มองสิ่งที่ว่าหลอกกิน หลอกใช้ อยู่ในหัวใจเราตลอดเวลา เราไม่ได้มองตรงนี้เลย มองแต่ก็มองออกไป เห็นไหม

ถึงว่าการเกิดเป็นมนุษย์มันประเสริฐตรงนี้ไง ประเสริฐตรงมีปัญญา เพราะมนุษย์นี้เป็นสัตว์ประเสริฐ ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานมันอยู่กันโดยสัญชาตญาณ เราเป็นผู้ที่มีปัญญาใช้ปัญญาใคร่ครวญไตร่ตรองได้ แต่ปัญญานั้นถ้าเป็นปัญญาในทางบวกนะ เช่น ปัญญาในทางธรรม

ถ้าปัญญาในทางคดโกง การบีบบี้สีไฟกันแล้ว มนุษย์ก็ให้โทษมากกว่าใครทั้งสิ้น มนุษย์ให้โทษได้ โกงได้ทั้งหมด โกงคนอื่นก็ยังพอทนนะ ถ้าโกงตัวเอง ฟังสิ...มนุษย์นี้โกงตัวเอง โกงวันเวลาที่ล่วงไปๆ นี้ไง

วันคืนล่วงไปๆ เราก็นอนใจกันเรื่อยไป เรามองแต่อันอื่นเป็นโทษๆ แต่ไม่มองว่าตัวเองเป็นโทษ ตัวเองนี้เป็นโทษแต่ก็ไม่แสวงหาทางออก เมื่อนั้น เมื่อนี้ เมื่อนี้ เมื่อนั้น เห็นไหม ไม่เห็นว่าตัวเองเป็นโทษ แต่เพ่งโทษคนอื่นทั้งหมดเลย เพ่งโทษออกไป คนนั้นเป็นโทษ คนนี้เป็นโทษ แต่ไม่มองว่าหัวใจตัวเองเป็นโทษ แค่การผัดวันประกันพรุ่งนี้ก็เป็นโทษ หายใจเข้า ไม่หายใจออก รู้หรือว่ามันจะมีชีวิตยืนยาวไป ใครบ้างมีชีวิตยืนยาวขนาดไหน ประมาทชีวิตขนาดนั้นหรือ ถึงบอกว่าถ้าตัวเองเป็นโทษ แต่ไม่ได้มองว่าอันนี้เป็นโทษ นี่แหละคือตัวโทษ ตัวทำให้เคลื่อนไหวไป ตัวทำให้ใจเคลื่อนไป ตัวทำให้ไม่มีการเริ่มต้น มันปล่อยไป มันผัดวันประกันพรุ่งตลอด

ขนาดนี้ก็เป็นโทษแล้ว แล้วยังเอาความร้อนมาใส่ใจของตัวอีก กว้านความร้อนทั้งหมด ทุกข์ทั้งหมดในโลกนี้ มาแบกมาสุมไว้ในหัวใจ แล้วก็อมทุกข์ไปตลอด แต่เวลาเกิดก็บอกว่า เกิดมาแล้วทุกข์นะ ตีโพยตีพายกับตัวเองว่าตัวเองเป็นทุกข์เป็นร้อน แต่ไม่ได้มองว่ากิเลสต่างหากที่พาให้ร้อน กิเลสในใจของเรามันพาให้ใจรุ่มร้อน

นี่ไง พระพุทธเจ้าถึงว่า กิเลสนี้มันเป็นเชื้อ ถึงต้องเอาธรรมะนี้เข้าไปกดถ่วง กิเลสนี้เป็นเชื้อโรค เชื้อที่สุมทำให้เราเกิดความทุกข์ยาก ต้องเอายาเข้าไปรักษา “ธรรมะโอสถ”

ธรรมะโอสถจะทำให้หัวใจนี้ร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมา เห็นไหม ร่มเย็นเป็นสุขในอัตภาพของความเป็นมนุษย์ ร่มเย็นเป็นสุขจนเราพัฒนาตัวเราเองขึ้นไป วุฒิภาวะของใจจะสูงขึ้นๆ สูงขึ้นจนหลุดออกไปจากวัฏฏะ สูงขึ้นจนหลุดออกจากความเกิดและความตาย เห็นไหม

ความเกิดและความตายที่อยู่ประจำหัวใจ ถึงว่า นิพพานถึงเข้ากับใจ ใจเท่านั้นที่เป็นภาชนะที่รับนิพพานได้ เพราะว่านิพพานนี้มันมีอยู่ มันเป็นความสุขแบบประเสริฐเลอเลิศ เหนือโลกเหนือสงสารทั้งหมด แล้วไปเข้ากับอะไรไม่ได้เลย ไม่มีภาชนะชิ้นไหน ไม่มีวัตถุชิ้นไหน ตู้เซฟไหน จะเก็บนิพพานไว้ ไม่มี ไม่มีหรอก มีแต่หัวใจที่ทุกข์ๆ ยากๆ อยู่นี้ หัวใจที่อมทุกข์อมหนองอยู่นี้ มันเป็นเชื้อโรค เพราะมันมีเชื้ออยู่ในหัวใจ เห็นไหม

ชำระใจให้สะอาด พอใจสะอาด “ใจ” นี้เป็นธาตุรู้ ใจนี้เป็นธาตุ แร่ธาตุอันหนึ่ง แต่มีความรู้สึก มันมีชีวิต มันถึงไปรับกับนิพพานที่เป็นสิ่งที่เหนือโลกได้

ถึงบอกว่า ตายแล้วต้องไปเกิดทั้งหมด เกิดแล้วก็ต้องตายทั้งหมด ตายเกิดจากภพชาติเฉยๆ แต่หัวใจไม่เคยตาย เกิดเป็นมนุษย์ชื่อนาย ก. เกิดเป็นเทวดาหรือเทพอัปสร เกิดเป็นนรกก็เป็นเปรตผี แล้วใครไปเกิด นาย ก. เทพอัปสร หรือว่าเป็นเปรต นี้คือสมมุติตั้งชื่อให้ ตั้งชื่อให้หัวใจที่ไปเสวยขณะนั้นต่างหาก

ถ้ามนุษย์นาย ก. ก็ชั่วแค่ ๑๐๐ ปี ไปเป็นเทพอัปสรก็ชั่วแค่ ๑ กัปของเขา หนึ่งชีวิตของเขาจะไปดำรงเป็นเปรตก็หนึ่งชีวิตของเขา แล้วก็วนกลับมาเกิดตายๆ อยู่อย่างนั้น จิตไหนเคยตาย จิตไม่เคยตาย หัวใจคนไม่เคยตาย แต่มันอมทุกข์ถึงเป็นวัฏวน วนไปตลอด วนไปตามแต่วาสนาบารมีที่สะสมมาในหัวใจนั้น เห็นไหม

นี่แหละถึงว่าต้องให้ตาสว่าง ถึงต้องมาทำความอบรมหัวใจ อบรมหัวใจให้เห็นคุณประโยชน์ของการเกิดเป็นมนุษย์ที่ได้พบพระพุทธศาสนานี้ เห็นไหม เป็นประโยชน์ เป็นบุญกุศลแบบมหาศาลเลย แล้วสิ่งที่ชินชาอยู่ในหัวใจ ก็ผลักไสให้ตัวเอง ผัดวันประกันพรุ่งในการประพฤติปฏิบัติอยู่ เห็นไหม เห็นโทษของกิเลสในหัวใจเราหรือยัง เห็นโทษของการผัดวันประกันพรุ่ง การไม่เอาจริงเอาจังในการจะขวนขวายหาทางออก

เวลาเราดูข้างนอกเห็นเสือ เห็นสุนัข เรายังกลัว เห็นมนุษย์เราก็ไม่กลัว เพราะว่ามันเป็นมนุษย์ด้วยกัน มันเป็นสัญชาตญาณใกล้เคียงกัน แต่กิเลสในหัวใจที่ผลัดวันประกันพรุ่ง ที่เป็นความคิดของเรา เรายิ่งนอนเนื่องไปกับมันเลยเห็นไหม นอนเนื่องในหัวใจ เราคิดเราสบาย เราจะหาทางออก เราจะมีความสุขไปก่อน แล้วเมื่อถึงเวลาเราจะปฏิบัติ นี่คือโทษที่มองไม่เห็น โทษที่ละเอียดอ่อนในหัวใจของเรา

ถ้าเราเห็นโทษในหัวใจของเรา แล้วเราจะติเตียนใครได้ มันก็ต้องติเตียนตัวเราเอง เราเองว่าเราเป็นชาวพุทธมีวาสนาบารมีได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แต่การขวนขวายของเรา ขวนขวายยังไง นี้แค่การขวนขวายออกนะ การขวนขวายออกนี้คือศรัทธา คือ ความเชื่อในธรรมะของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้านี้เมตตาสงสารสัตว์โลกมาก เมตตาสุดส่วนของหัวใจ เพราะหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกข์มาก่อน เราเป็นพ่อเป็นแม่ของคน เราเป็นผู้นำของคน ความทุกข์ในหัวใจที่เกิดขึ้นมา เราไม่ต้องการให้ ลูก หลาน ญาติ พี่ น้อง หรือบ่าวไพร่ หรือบริษัทบริวารของเราต้องทุกข์หรอก นี่เป็นผู้นำคน เห็นไหม

เวลาทุกข์เกิดขึ้นในหัวใจก็อยากให้เขาไม่ทุกข์เหมือนเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นถึงกษัตริย์ เป็นถึงนักรบ แล้วออกรบชำระกิเลสออกจากหัวใจไปแล้วนะ ทำไมจะไม่สงสารลูกศิษย์ตถาคต พุทธบริษัท ๔ ที่วางไว้ สงสารมาก ถึงไม่อยากให้เป็นทุกข์ขนาดนั้นไง ถึงว่าเมตตาธรรม ปัญญาคุณ พุทธคุณของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้ ตรงที่เคยทุกข์มาก่อน ถึงเมตตาสงสารประทานธรรมะมาให้เรา ๕,๐๐๐ ปีนะ ให้เรามีโอกาส ๕,๐๐๐ ปี

แล้วเราเกิดในกึ่งกลางพระพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง เห็นไหม พระพุทธเจ้าเมตตาถึงวางไว้ แล้วเพียงแต่เราจะหงายภาชนะหรือเปล่า ถ้าภาชนะเราคว่ำอยู่ แสงอะไรเข้าไม่ได้ก็มืดอยู่อย่างนั้น น้ำฝนจะตกขนาดไหนก็เข้าไม่ได้ เราต้องหงายภาชนะของเราขึ้นมา เพื่อรองรับธรรมะพระพุทธเจ้าอันนี้ไง

ศรัทธา ตัวเชื่อในปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า ถึงมีประโยชน์กับเรามาก มีประโยชน์ทำให้เราไม่นอนใจ ไม่นอนจม ไม่นอนอยู่กับกิเลส เป็นหมูนอนอยู่กับมูตรคูถของมัน เห็นไหม

เห็นหมูไหม หมูมันนอนจมอยู่กับมูตรคูถของมันนั่นนะ แต่หัวใจนอนจมอยู่กับกิเลสนี้ หอม.. หัวใจนอนจมอยู่กับกิเลสนี้ หอมนะ เพราะเราคิดน่ะ เพราะเราพอใจ เพราะเราว่าเราฉลาด

กิเลสมันฉลาด มันทำให้มนุษย์โง่ แต่มนุษย์ว่าตัวเองฉลาดไง ฉลาดกว่ากิเลส กิเลสฉลาดตรงไหน ฉลาดว่าเราได้สบาย สบายใน ๑๐๐ ปีนี้นะ แล้วจิตที่มันต้องเวียนว่ายตายเกิด มันจะไปที่ไหนต่อ มันต้องถามตนเอง เห็นไหม

ถามใจของตัวว่า ใจของตัวนอนจมกับมูตรคูถนี้ มันหลงว่าเป็นน้ำหอมนี้ มันฉลาดหรือว่ามันโง่กว่ากิเลส กิเลสคือความเคยใจของเรา กิเลสมันอยู่กับใจที่มันนอนจมกันมานั่น แล้วเราก็เชื่อมันไม่ได้สักนิดหนึ่งเลย แต่ไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีใครเคยจับกิเลสหรือได้เห็นหน้ากิเลสเลย เพราะกิเลสมันอยู่หลังความคิด ไสเราไปข้างหน้าตลอด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ถึงเห็นตามความเป็นจริง ถึงเสวยวิมุตติสุขตามความเป็นจริง ถึงได้บอกพวกเรา “ให้ฟังธรรม” ธรรมของพระพุทธเจ้านี้ ฟังธรรมในวันธัมมัสสวนะ ให้ตั้งใจ แล้วให้น้อมนำใจไปกับธรรมนั้น ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ชำระกิเลสได้ตามความเป็นจริง

ธรรมะนี้เป็นยารักษาโรค ธรรมนี้เป็นธรรม ธรรมจริงๆ ธรรมของแท้ที่ออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจารึกไว้ แล้วลูกศิษย์ลูกหา สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าสืบต่อศาสนามา ๒,๕๔๓ ปี อยู่จนบัดนี้ แล้วเรายังเกิดมา

เราต่างหากจะต้องตายไปจากศาสนานี้ก่อน พระพุทธเจ้าจึงวางศาสนานี้ไว้ ๕,๐๐๐ ปี เรานี้แค่ ๑๐๐ ปี ชีวิตเราจะถึงไหม เราจะเสื่อมจากศาสนาหรือศาสนาจะเสื่อมจากเรา ฟังสิ...ว่าศาสนาจะเสื่อมอีก ๕,๐๐๐ ปี ตอนนี้ ๒๕๔๓ ปีใช่ไหม ก็ยังเหลืออีก ๒,๔๐๐ กว่าปีนะ แล้ว ๒,๔๐๐ กว่าปีกับชีวิตเรา ๑๐๐ ปี เทียบค่ากัน ใครจะตายก่อนกัน ศาสนาจะเสื่อมก่อนชีวิตเรา หรือ ชีวิตเราจะจากศาสนานี้ไปก่อน

ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ชีวิตนี้มีการพลัดพรากแน่นอน ! เราไม่เสื่อมจากเขา เขาก็ต้องเสื่อมจากเราวันยังค่ำ ไม่มีสิ่งใดคงที่ ไม่มีสิ่งใดเป็นสัญญาผูกมัดว่าเราจะต้องอยู่ด้วยกันจนชั่วฟ้าดินสลาย ไม่มี ไม่ใครตายก่อนก็ต้องตายจากไป แล้วเราต้องตายจากศาสนาไปแน่นอน ๒,๔๐๐ กว่าปีนี้ เราต้องตายไปก่อนแน่นอน

แล้วเราจะไปตกอยู่ที่ไหน ทำบุญอธิษฐานกันให้เจอพระศรีอาริยเมตไตรย เกิดมาแล้วจะได้ตรัสรู้ธรรมไปเลยไง แล้ววันเวลามันวนไปนี้ เรานัดธุรกิจกัน เรายังผิดพลาดเวลากันเลย ขนาดนัดกันเจาะจงยังผิดพลาด แล้วนี้นัดนะ นัดจะเจอพระศรีอาริยเมตไตรย นัดว่าจะไปเกิดในตอนนั้น จะได้ตรัสรู้ธรรมตามได้ง่ายดาย มันจะผิดนัด.. มันจะผิดจังหวะที่เกิด เพราะปัจจุบันนี้เราพบแล้ว ของกองอยู่ซึ่งๆ หน้า ธรรมะของพระพุทธเจ้าวางอยู่ตรงหน้า “มรรคอริยสัจจัง” ยังจะผัดวันไปเอาของเดิมนี้แหละ

แต่ให้ตายไปก่อนแล้วไปเจอข้างหน้า กิเลสมันหลอกเอาขนาดนั้นยังว่าฉลาด น่าคิดๆ ตั้งใจขึ้นมาย้อนกลับมา

ถามใจตัวนะ นักปฏิบัติให้ถามใจตัว ให้เห็นโทษของกิเลส เห็นโทษของกิเลสที่มันไสเราออกไปจากจุดยืนของการเกิดเป็นมนุษย์นี้ บุญที่เกิดเป็นมนุษย์นี้มันมหาศาล แต่กลับมองข้ามความเป็นมนุษย์ของเรา มองข้ามหัวใจที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มองข้ามหัวใจที่เกิดเป็นมนุษย์ เห็นไหม

แล้วหัวใจนี้ “มโน” นี้เป็นที่เข้าไปสัมผัสศาสนา เข้าไปทำตามความเป็นจริงตัวนี้ ถึงบอกว่าเราน่าจะคิด กิเลสมันร้ายกาจขนาดนี้นะ แม้แต่เจอธรรม เจอหลักตามความเป็นจริง ธรรมจริงๆ มันถึงจะเห็นกิเลสจริงๆ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันถึงจะตามกิเลสทัน ถ้ามันตามกิเลสทัน มันก็น้อมให้กิเลสอ่อนตัวลง ให้เราเชิดชูหัวใจเราให้เบิกบาน ให้ภาชนะนี้หงายขึ้นมาเพื่อรับธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยมาจ้างวาน ไม่เคยมาขอร้อง ไม่เคยมาแบ่งส่วนบุญส่วนกุศลจากผู้ปฏิบัติ จากลูกศิษย์ตถาคตที่เป็นลูกศิษย์ของท่านนี้ เพราะว่าท่านได้เต็มอิ่มเต็มฐานของใจของท่านไปแล้ว ถึงวางไว้ไง ถึงไม่ได้ง้อ ไม่ได้ต้องการจะได้ลูกศิษย์ลูกหา ไม่ได้ง้อว่าใครจะปฏิบัติให้เห็นตามความเป็นจริงแบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ง้อเลย ไม่ได้จ้างวาน

เราต่างหากอยากชำระกิเลสของเรา เราต่างหากนะ ฟังสิ...เราต่างหาก เราทุกข์ต่างหาก เราต้องการกำจัดกิเลสของเราต่างหาก เราต้องการให้ใจของเราสัมผัสธรรมนั้นต่างหาก เราปฏิบัติเราถึงได้ เราจริงจังเราถึงได้ ให้ทันกิเลสนี้ เห็นไหม

ถ้าทันกิเลสนี้แล้ว มันถึงจะได้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง แล้วหัวใจนี้จะเบิกบาน หัวใจถึงจะเข้ากับธรรมอันนั้นได้ ถ้าเข้าตรงนี้มันมีหลักปัก

ถ้าหัวใจไม่ปัก หัวใจไม่เชื่อ หัวใจไม่ยอมเปิดตามความเป็นจริงแล้ว ธรรมที่มหาศาลครอบ สามโลกธาตุมันใหญ่ขนาดไหน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครอบ สามโลกธาตุ วัฏวนนี้ครอบทั้งหมดเลย ใหญ่ขนาดสามโลกธาตุ แล้วจะมาเข้ารูเข็มในหัวใจของเราเล็กๆ อย่างนั้นได้อย่างไร

หัวใจเท่ารูเข็มนี้ ก็ว่า “เมื่อนั้น เมื่อนี้” ไม่ยอมขยายปากของใจ เพื่อจะเข้าสัมผัสกับธรรม มันจะเข้าได้อย่างไร ฉะนั้นถึงว่าต้องปักลงแล้วเชื่อ แล้วขยายไอ้ปากเล็กๆ เท่ารูเข็มนี้ให้มันอ้าออก ให้มันกว้างเข้า ให้ธรรมนั้นเข้ามาถึงใจเรา ธรรมนี้เป็นสากล ธรรมนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในจักรวาลในสามโลกธาตุ แต่ไม่มีใครสามารถจะดึงเข้ามา ไม่มีใครสามารถจะเหนี่ยวเข้ามาในหัวใจของตัวได้เลย เพราะหัวใจมันครอบไว้ เท่ารูเข็มไม่ยอมอ้า นั่นกิเลสทั้งนั้น กิเลสในใจเราต่างหากมันต่อต้านธรรม ธรรมไม่เคยให้โทษใคร ธรรมไม่เคยให้โทษใครเลย ให้แต่ประโยชน์ล้วนๆ แต่กิเลสในใจเรามันปิดกั้นใจเรากันเอง

ถ้าเตือนใจตัวเองได้ ถึงจะว่าเป็นนักรบ นักรบต้องซื่อสัตย์กับตัวเราเองก่อน นักรบไม่ซื่อกับตัวเองจะรบแต่คนอื่น จะชนะผู้อื่นทั้งหมดไม่เคยชนะกิเลสของตัว ชนะคนอื่นแต่แพ้ความเห็นของตัว ให้ตัวทำให้หัวใจเรานี้อยู่กับที่ ไม่ขยับไปข้างหน้า ตามความเป็นจริง เห็นไหม

การเกิดมาเป็นมนุษย์นี้มีบุญกุศลมาก ต้องมีทรัพย์สมบัติ คือ มีสิ่งที่แลกเปลี่ยนมา เป็นมนุษย์ได้ด้วยศีล ๕ ศีล ๕ ครบสมบูรณ์ถึงได้เป็นมนุษย์สมบัติ มนุษย์สมบัติเกิดขึ้นจากศีล ๕ ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ ไม่ได้ลักของใคร ไม่ได้ผิดคู่ครองของใคร ไม่ได้ดื่มสุราเมรัย เห็นไหม ไม่โกหกมดเท็จ

ชีวิตคนนั้นจะสั้นถ้าปาณาติปาตา ชีวิตคนนั้นเกิดมาอายุสั้น เพราะว่าได้มีการทำลายไว้ แต่ก็สามารถต่อได้ อย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมไว้ เห็นไหม เณรของพระสารีบุตรที่ว่าไปปล่อยสัตว์ เพื่อจะต่อชีวิต ถ้าเราให้ชีวิตคนอื่น ชีวิตเราจะยาวไกล เราไม่ลักของเขา เราช่วยสงวนรักษาสมบัติของคนอื่น สมบัติของเราก็ไม่โดนลัก

มีศีล ๕ นี้ถึงมาเกิดเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ถึงว่าเกิดเป็นมนุษย์นี้ มีคุณประโยชน์มหาศาล มีบุญกุศลมหาศาล แล้วเกิดพบพระพุทธศาสนาอีกต่างหาก

เราเปรียบเทียบออกไปในโลกนี้สิ ในโลกที่เขาไม่มีพุทธศาสนา ดูสิว่าในการสังคมของเขาทุกข์ร้อนขนาดไหน มันก็เหมือนกับหลืบๆ หนึ่ง ในภูเขามีหลืบอยู่หลืบหนึ่ง แล้วมีสังคม ชนในสังคมนั้นมีความสุข ไม่ค่อยเบียดเบียนกัน ก็คือสังคมชาวพุทธเรา ในโลกนี้กี่พันล้านคน แล้วสังคมของพุทธเรามี ๖๐ กว่าล้านคนในเมืองไทย ในเมืองนอกถือพุทธก็พุทธกันไป ก็ยังรบราฆ่าฟันกัน

เราถึงว่า พวกเราเกิดมาเหยียบแผ่นดินถูก เราเกิดในประเทศอันสมควร เราเกิดในพระพุทธศาสนา แล้วเรายังมีครูบาอาจารย์มาชี้นำ มาชี้ให้เห็นถึงกิเลสของเราว่าบกพร่องอย่างไร แล้วเรายังผัดวันประกันพรุ่งอยู่ นี้มันต้องโทษตัวเอง

นี่แค่ขับไสใจให้เปิดภาชนะนะ แล้วพอเริ่มต้นจะลงไปทำใจให้สงบ สงบจากความคิดเดิม การประพฤติปฏิบัติธรรมเห็นไหม

“ธรรมเหนือโลก” ธรรมเหนือโลกไม่ใช่ธรรมในโลก ธรรมในโลกก็ทำบุญกุศลไป เราทำบุญกุศลกัน เผื่อแผ่ แผ่เมตตากัน การทำบุญกุศลนี้เป็นธรรมในโลก ทำให้เกิดชาติต่อไปๆ มีบุญกุศลพาเกิด ถึงจะเกิดอีกก็ดีพาเกิด บุญพาเกิด เกิดในสวรรค์ เกิดในพรหม พอหมดแรงขับเคลื่อนแล้ว เป็นของยืมก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ เวียนว่ายตายเกิด นี่คือ “ธรรมในโลก”

แล้วธรรมเหนือโลกล่ะ ธรรมเหนือโลกมันเป็นของที่ประเสริฐ มันก็ต้องทุ่มทั้งชีวิตเข้าไปใช่ไหม เพราะชีวิตนี้เกิดมาแล้วทุกข์ ชีวิตนี้เกิดมาแล้วแบกแต่กิเลสมากับตัว แต่ถ้าจะชำระกิเลสออกไป มันจะทำแบบธรรมในโลกได้อย่างไร

เวลานั่ง เวลาจะเข้าไปในชุมชน ก็ว่าจะนั่งหน้า จะเอาแต่สิ่งดีๆ จะเห็นภาพชัด เวลาจะผ่านเข้าไปก็จะเสียประโยชน์แต่น้อยๆ อยากจะนั่งหน้าก็ต้องมีบัตรเชิญอย่างการ์ดใบใหญ่ๆ สิ อยากประพฤติปฏิบัติมันก็ต้องทุ่มทั้งชีวิตหน่อยสิ ชีวิตเราต้องทุ่มเข้าไป เห็นไหม เราเอาแต่ตีตั๋วเด็ก ทำแต่ทำง่ายๆ เวลาไปจะไปนั่งหน้าเขาเลย

การประพฤติปฏิบัติ มันก็เป็นอยู่ในโลกเขา ธรรมในโลกอย่างนั้น จะชุบมือเปิบได้อย่างไร ให้ลอยมาเองๆ พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้ว “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทางเท่านั้น” ชี้แนะแนวทางนี้ประเสริฐมาก

ในสมัยพุทธกาลทุกคนแสวงหาหมด ทุกคนเข้าสมาบัติได้ กาฬเทวิลเข้าสมาบัติได้ อาฬารดาบสเข้าสมาบัติได้ ทุกคนพร้อมอยู่เลยนะ เหมือนกับมีเงินเต็มกระเป๋าเลยเพื่อรอซื้อสินค้า แต่ไม่มีสินค้าให้ซื้อ ฟังสิ... คนเกิดในสมัยนั้นยังไม่มี แล้วเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ในกึ่งกลางพระพุทธศาสนานี้ สินค้ามากมายเลยแต่ไม่ยอมซื้อ

ชีวิตมนุษย์เรานี้ เกิดมานี้ซื้อได้ นี้คือตัวเงินที่จะซื้อธรรมมาใส่ใจ ชีวิตของเรานี่แหละ แล้วเราไม่ซื้อ เราไม่ขวนขวายเอาธรรมนั้นมาใส่ใจของตัว แล้วยังว่าฉลาดๆ อยู่นะ กิเลสมันบังไปทุกชั้นๆ นะ ถึงว่าเวลาประพฤติปฏิบัติ มันต้องทุ่มทั้งตัว

ถึงว่าทำใจให้สงบจากความคิดเดิม ความคิดเดิมที่คิดๆ อยู่นี้ เขาเรียกว่า “โลกียะ” เพราะกิเลสมันพาคิด เห็นไหม ขนาดว่ากิเลสมันหลอกมาขนาดนั้น เวลาจะประพฤติปฏิบัติยังต้องเข้าไป ไม่ใช่ว่ามันหลอกแล้วเราจะเชื่อมันนะ เรารู้ทันมันแล้ว เราจะต้องกำจัดมันก่อน กำจัดมัน

เรานี้เหมือนเด็กน้อยๆ เริ่มต้นหัดปฏิบัติ เตาะแตะๆ เดินไง จิตมันจะกำหนดให้เป็นสมาธิ มันเหมือนเตาะแตะๆ มันยังเดินไม่เป็น กิเลสนี่ โอ้โฮ ! อย่างกับยักษ์ อย่างกับมาร เจ้าวัฏจักร เห็นไหม

คิดทีหนึ่งนะ “เลิกดีกว่า นั่งไปก็เจ็บขา” เห็นไหม สู้กันไม่ได้เลย มันคนละไซส์เลย ใหญ่มาก กิเลสเจ้าวัฏจักรนี้ใหญ่มาก เหนือความคิดของเราทั้งหมดเลย แล้วเราเตาะแตะ “นั่งสมาธิหน่อยนะ วันนี้จะปฏิบัติ” มันจะเอาอะไรไปสู้มัน ไม่มีทางสู้ได้เลย ถึงต้องพยายามไง กำหนดจิตนี้ให้ลงให้ได้ กำหนดอันที่ว่าใหญ่โตเป็นเจ้าวัฏจักรนั้น ให้มันสงบตัวลงได้

การทำสมาธินี้ถึงว่าทำได้แสนยาก งานใดๆ ในโลกนี้ที่ว่า ทุกข์ๆ ยากๆ ขนาดไหน ถ้ามีเงินก็จ้างได้หมด ถ้าเป็นคนที่นิสัยดี เป็นคนที่อัธยาศัยดี มีคนที่ตกทุกข์ได้ยากเขาก็ช่วยเหลือ สิ่งของในโลกนี้ช่วยเหลือเจือจานกันได้ทั้งนั้น มีการไหว้วานกันทำได้

แต่การปฏิบัตินี้ ไม่มีทางไหว้วานกันทำได้เลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตาสงสารสัตว์โลกมหาศาล อยากรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ทั้งหมด แต่ก็ต้องให้ทำเอง เพราะหัวใจกับกิเลสมันอยู่ด้วยกัน กิเลสอยู่ใต้จิตสำนึก อยู่ในก้นบึ้งหัวใจ หมอผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ มันก็เปลี่ยนแต่ก้อนเนื้อห้องสูบเลือดเท่านั้นเอง เขาไม่ได้ผ่าลงไปเห็นกิเลสในหัวใจนั้นเลย แล้วใครจะผ่าเข้าไปได้

ฌานสมาบัติไหนจะเพ่งเข้าทะลุภูเขาเลากาได้ขนาดไหน มันก็ไม่สามารถพุ่งเข้าไปเห็นกิเลสได้ นั่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกว่า “ผู้ที่มีทุกข์ๆ อยู่นั่น ผู้ที่มีทุกข์ในหัวใจนั้น ต้องเป็นผู้ปฏิบัติเอง”

เพราะการสร้างภาวนามยปัญญา ธรรมจักรเกิดขึ้นจากกระแสของใจที่ส่งออกมานั้น หักเข้าไปกินหัวใจนั้น หักเข้าไปชำระกิเลสในก้นบึ้งหัวใจนั้น ต้องให้หัวใจที่กิเลสนี้ส่งขับเคลื่อนออกมานั่น กิเลสความคิดที่ส่งขับเคลื่อนออกมาเป็นอารมณ์โลก อารมณ์ความทุกข์ ความร้อน อารมณ์โลภ อารมณ์โกรธ อารมณ์หลง อารมณ์ที่เราเร่าร้อนอยู่นี้คือพลังงานที่กิเลสผลักไสออกมาทั้งหมดเลย เรากำหนดทำความสงบเข้าไป เพื่อให้อารมณ์ที่เป็นความร้อน เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงนี้ ให้มันเบาบางลง

ฟังสิ...เบาบางลงเท่านั้น เพราะว่า “สมาธิธรรม” สมาธิจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนี้เบาบางลง ฟัง..สิ่งที่เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง หลงราคะตัณหา ให้ใจทะเยอทะยานออกไป ที่เป็นทุกข์ๆ อยู่นี้ ให้สงบตัวลง ถ้าไม่สงบตัวลงความคิดนี้เป็นความคิดเดิม เป็นความคิดในโลก เป็นความคิดของโลก เป็นความคิดของโลกียะ เป็นความคิดที่กิเลสพาคิดทั้งหมดเลย จะทำบุญขนาดไหน ก็กิเลสพาคิด แบบที่ว่าเมื่อกี้นี้ผัดวันประกันพรุ่ง ทำบุญก็บุญในโลก บุญของโลก บุญของการเกิดซ้ำเกิดซาก เรียกว่าทำให้เกิดดีขึ้นเท่านั้นเอง แต่การกระทำที่พ้นออกจากโลก ฟัง !...พ้นออกจากโลก ออกจากการเกิดการตายที่แสนทุกข์แสนยากนี้ มันต้องเริ่มจากการที่ว่าให้ “เจ้าวัฏจักร” ให้ “อวิชชา” ให้ “พญามาร” ตัวใหญ่ๆ ที่คุมหัวใจนี้ แค่หลบตัวลงเท่านั้นเองนะ แค่ยุบยอบตัวลง ยังไม่ใช่การชำระเลย ให้เป็นสมาธิธรรม ให้มันยอมให้เราคิดแบบธรรมบ้างไง ให้เราคิดแบบธรรมคือโลกุตตระ คือการจะพ้นออกไปจากกิเลส

ถ้าไม่อย่างนั้น มันจะเป็นความคิดของความคิดเดิมทั้งหมด ความคิดเดิมคือ “อวิชชา ปัจจยา สังขารา” พาคิด

อวิชชา คือ พญามารพาคิด เราต้องคิดด้วยเรา มันถึงคิดไม่ออก มันถึงมองไม่เห็นช่องทางที่จะออกจากโลกได้ เป็นไปไม่ได้ คิดโดยที่พญามารพาคิด แล้วพญามารที่เป็นเจ้าวัฏจักรอยู่ในหัวใจของเรา จะพาให้คนที่อยู่ในอาณัติของมันพ้นออกมาจากอาณัติของมัน เป็นไปไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ถึงต้องทำความสงบเข้ามาไง

ถึงในการทำความสงบ มันจะเตาะแตะขนาดไหน เราก็ต้องขวนขวายต้องทำ นี่ผู้ที่ปฏิบัติธรรม มันเหนื่อยอยากตรงนี้

มันเหนื่อยยากตรงเริ่มต้นนี้ การเริ่มต้นนี้ เห็นไหม นับหนึ่งนี้แสนยาก เพราะมันไม่อยากจะนับ เราต้องการสิ่งใด เรายังสะสมเงินทองซื้อได้ เพราะเรามีความเห็น เราเห็นเป็นรูปวัตถุที่เราต้องการ เพชร แก้ว แหวน เงิน ทอง เห็นไหม เราอยากได้วงไหน อยากได้เส้นไหน เรายังสะสมเงินไปซื้อได้ แต่นี่ที่ว่า “ธรรม” ก็ไม่เคยเห็น มรรค ผล นิพพาน อย่างไรก็ไม่เคยรู้ มันไม่เคยเห็น มันไม่เคยรู้ มันไม่ชวนทำ

มันไม่ชวนทำหรอก เพราะมันไม่เห็นสิ่งล่อไง ถึงว่าต้องเชื่อในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อในครูบาอาจารย์ว่ามันเป็นสุขอย่างยิ่ง มันมีจริงๆ มันเทียบได้ตรงที่ว่ามันทุกข์จริงๆ เวลาทุกข์ ทุกข์จริงๆ เวลากิเลสมันเป็นเจ้าวัฏจักร มันใหญ่โตขึ้นมาในหัวใจ ไม่รู้จักมันนนะ แต่ก็ยังเชื่อมันไป ให้มันขับไสไป แต่สิ่งที่มีอยู่นี้มันต้องบุบสลายได้ มันต้องแปรสภาพได้ เห็นไหม มันถึงคู่กันตรงนี้ ถ้ามันมีทุกข์อยู่ มันก็ต้องมีสิ่งที่กำจัดทุกข์ได้จริงสิ

สิ่งใดมีอยู่ มันก็ต้องมีสิ่งที่ว่ามันต้องแปรสภาพไป มันต้องหลุดไปได้ เรามีของเราอยู่ จะดีขนาดไหน จะเก็บไว้ขนาดไหน มันยังต้องเสื่อมสภาพไปเลย แล้วสิ่งนี้มันอยู่กับใจเรา มันถึงว่ามันต้องดับได้ไง พอดับเชื้อตัวนี้ เห็นไหม เอาทุกข์นี้เข้าไปเทียบ เอาความทุกข์เอาที่นอนจมเหมือนไอ้หมูนอนอยู่บนมูตรคูถนี้เข้าไปเทียบ

สิ่งที่เกิดขึ้นจากมูตรคูถนี้แหละ มันจะสดใส มันจะสว่างไสว มันจะเป็นผู้ที่พ้นจากอวิชชาได้ เพราะอะไร เพราะเชื่อในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมีตบะธรรม เพราะการมีมุมานะ เพราะมีความจงใจไง ใจของผู้ที่จะปฏิบัติ ใจของผู้ที่พ้นจากทุกข์นี้ต้องเป็น “อาชาไนย” เราจะเลือกกินแต่สิ่งที่ดีๆ มันประกาศตนในสมณสารูปที่ว่าเราจงใจจะออกนี้ไง คำว่า “อาชาไนย” นี้คือ ต้องมีความแกร่งกล้า ความแกร่งกล้าของใจนี้แหละ มันถึงจะยืนได้ จากที่เตาะแตะ เห็นไหม จากเด็กเตาะแตะ แล้วไปเจอคู่ต่อสู้ที่ว่าเป็น “เจ้าวัฏจักร”

กำหนด “พุทโธๆ” เข้ามา ถ้าเราอยู่ในเรือนของเรา เรากลับไปปฏิบัติ กำหนดพุทโธๆ ขึ้นมา จากเตาะแตะ เตาะแตะ ขึ้นมาเลย กำหนดพุทโธขึ้นมา นี้คือการสะสมใจให้อยู่กับตัว ใจที่ส่งออกที่ขับเคลื่อนไปด้วยกิเลสพาคิด “โลภ โกรธ หลง” ที่มันเอาความรุ่มร้อนมาเผาหัวใจนั่นละ เปลี่ยนจากความคิดไปทางโลก เปลี่ยนจากโลกียะที่เคยเป็นอยู่ คิดแบบเจ้าวัฏจักร พญามารมันคิดอยู่ เพราะมันอยู่เหนือโลก มันอยู่เหนือโลกอยู่เหนือใจของเรา มันขับไสให้เราคิดอยู่ในอาณัติของมันตลอด แล้วก็เอาไฟมาเผาตัวเอง เห็นไหม

บัดนี้เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าระลึกถึงพุทโธๆ นี้ เป็นชื่อขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะไม่เห็นตัวก็จริงอยู่ แต่เราขอน้อมให้อันนั้นคือชื่อ “พุทโธๆ” นี้ให้อยู่กับใจเรา ให้ความคิดนี้มาเกาะอยู่ที่พุทโธ

จากความคิดที่เจ้าวัฏจักรพาคิดอยู่นั้น “ใช้สติ ใช้ปัญญา” เหนี่ยวรั้งกลับมาคิดถึงพุทโธๆ พุทโธนี้เป็น “พุทธานุสติ” ระลึกนะ ตั้งสติระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา เห็นไหม เหมือนไขว่คว้าหาครู หาอาจารย์ ให้มันมีที่ยึด

จากเด็กเตาะแตะ ก็ขอหาแบ็คอยู่ข้างหลังสักหน่อยหนึ่ง ก็หาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เป็นที่พึ่ง ที่อาศัย ถึงจะไม่ได้สงบจริงก็ขอพึ่งพาอาศัยกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย

พุทโธๆ กำหนดเข้าไป นี่ไง จากที่พญามาร บังคับผลักไสให้คิดในโลภ ในโกรธ ในหลง แล้วกลับมาคิดเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วดึงมาๆ มารมันกลัว

กิเลสกลัวธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น กิเลสไม่เคยกลัวสิ่งใดเลย นี้ก็เหมือนกัน เรายึดมั่นแล้ว เรากำหนดพุทโธมา แย่งมา แย่งความคิดออกมาจากที่เป็นโลกียะให้มันสงบตัวลง สงบตัวลงให้เป็นกลางก่อนเห็นไหม ถ้าสงบตัวลงเป็นกลางจิตมันเป็นกลาง เริ่มสงบตัวลงๆ ความสงบตัวลงนี้มันก็แปลกประหลาดมหัศจรรย์แล้ว ที่ความทุกข์ร้อนนั้นดับไป

ฟังสิ..สิ่งที่เป็นทุกข์เป็นร้อนอยู่ในหัวใจนั้น มันจะเบาบางลง มันจะดับไป แล้วมันจะมีความสุขเกิดขึ้น เป็นความเวิ้งว้างไง เวิ้งว้างนะ มันจะเบาลง จิตสงบตัวลง ใหม่ๆ มันจะเข้าไปได้เล็กๆ น้อยๆ ก่อน เล็กๆ น้อยๆ นะ ผ่อนคลายจากที่ว่าเกือบเป็นเกือบตายนี่ไง คิดจนเครียด คิดจนหัวใจนี้ตึงเครียด ประสาทนี่เขม็งตึงไปหมดเลย แล้วมันผ่อนคลายได้หมด

“คนเราตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เคยดับเครื่อง จิตไม่เคยสัมผัสสมาธิธรรมเลย เครื่องยนต์มันติดตลอด ชีวิตนี่มันติดไปได้ยังไง”

เครื่องมันยังมีเวลาต้องดับเครื่อง เครื่องต้องซ่อมแซม แต่จิตนี้ไม่เคย เข้าโรงพยาบาลเขายังต้องวางยาสลบเห็นไหม เพราะอะไร เพราะมันไม่ยอมหลับ เอายาสลบวาง เวลาผ่าตัดกันนะ

ผ่าตัดนั้นมันก็ไม่ได้หลับ เครื่องก็ไม่ได้หยุดนะ เพียงแต่เขาเอายาสลบนั้นกดไว้เฉยๆ แล้วเราทำความสงบลงไปๆ จากเครื่องร้อน..ตึงเครียดไปหมด แทบจะพังแล้วโครกเครกๆ แล้วมันสงบตัวลงได้ ดูสิ เครื่องมันดับเครื่องได้ มันถึงเป็นความสุขไง

มันถึงเป็นความสุขเกิดขึ้น เครื่องไม่เคยดับเลย เราได้ใช้สมาธิธรรม พุทโธๆ นี้เข้าไปดับเครื่อง หยุดเครื่องเดินได้ มันลงสมาธิ สมาธินี้เป็นโลกุตตระ เป็นธรรม เห็นไหม เป็นธรรมที่ไม่ได้อยู่ในโลก อารมณ์โลกเป็นอารมณ์โลก

“สมาธิธรรม” เห็นเงาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากพุทโธๆ เห็นไหม พุทโธๆ จนพุทโธนั้นเริ่มจางลง เบาลง ใจเป็นพุทโธขึ้นมาเอง ใจเป็นพุทโธเองนะ เนื้อของพุทโธกับใจเป็นเนื้อเดียวกัน

จากคำท่องบ่นนั้นเป็นเหมือนรอยเท้าของโค แล้วเราก็เดินตามรอยเท้าของโคจนถึงตัวโค รอยเท้าของโคกับคนเดิน อันนี้ก็มี “สติ” เป็นผู้เหนี่ยวรั้ง ให้พุทโธๆ ให้จิตนั้นเดินตามรอยเท้าโค เห็นไหม แล้วก็จะถึงตัวโค ถึงตัวโคคือจิตนั้นเป็นสมาธิ โดยเนื้อของจิตนั้นเอง

คำว่า “พุทโธ” นั้นก็ไม่ใช่ ความรู้สึกนี้มันเด่นขึ้นมา จากการทำความสงบเข้าบ่อยๆ บ่อยๆ เข้าอย่างนี้ ทำความสงบเข้าไปแล้วจนจิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นเพราะความสงบนี้เข้าไปบ่อยครั้งมากๆ จนจิตตั้งมั่น

ถ้าความสงบครั้งแรก มันแค่เป็นความสงบ แล้วเรามีความสุข เห็นไหม เรามีความสุขพร้อมกับความสงบนั้น แล้วมันทำอะไรได้ล่ะ มันก็ติดอยู่ในความสงบนั้น กางปัญญานั้นออก ปัญญานั้นกางออกมาเป็นข่ายของปัญญาไง

เราติดเรดาร์แล้ว เราก็ใช้เรดาร์ออกหากาย หาเวทนา หาจิต หาธรรม

หากายนะ กายทำไมต้องไปหาอีก ก็เรานั่งอยู่กับกายนี้ ก็เพราะมันนั่งอยู่กับกาย มันถึงไม่เห็นกาย หัวใจอยู่ในร่ายกายเรานี้แหละ แต่มันไม่เคยเห็นร่างกายเราเองเลย มันมีแต่ตาเนื้อมองเห็นแขน เห็นขา ลูกตาก็ไม่เคยเห็นลูกตา ลูกตาต้องใช้กระจกส่องย้อนกลับมามันถึงเห็นตา เห็นไหม เห็นด้วยตาเนื้อ เวลาลูกตาเสีย แขนเสีย ตัดแขนไป แขนเป็นเราไหม

อวัยวะในร่างกายของเรา ที่ว่าเป็นเราอยู่นี้ เวลาเราเปลี่ยนถ่ายออกไป มันยังเป็นของเราไหม ฟันเวลาไปถอนที่โรงพยาบาล พอทิ้งไปแล้ว ยังไม่อยากเก็บเอามาเลย มันเหม็น

ในร่างกายอะไรเป็นเรา ไม่มีเลย แต่เราว่า “เป็นเรา” เป็นเราแล้วเป็นแบบโง่ๆ ด้วยนะ ถ้าเป็นเราแบบเห็นนะ มันจะเห็นเรา นี่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเห็นว่าเรา

ถึงว่าทำไมถึงต้อง กางข่ายของปัญญาไง กางข่ายของปัญญาหากาย หาจิต ความสงบตัวนี้ มันสงบออกมาแล้วมันเป็นพลังงาน เป็นสัมมาสมาธิ สมาธินี้ทำให้จิตสงบร่มเย็น สมาธินี้เป็นต้นทุนที่เราจะยกขึ้นวิปัสสนา

“สมถกรรมฐาน” คือ ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ทำให้จิตนี้สงบจากเจ้าวัฏจักร จากพญามารที่ครอบคลุมอยู่ ให้ออกมาเป็นสมาธิธรรม สมาธินี้เป็นสัมมาสมาธิอยู่ในมรรค ๘ ที่อยู่ในความเห็นชอบ ความดำริชอบ เห็นไหม ความดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ สมาธิชอบ สติชอบ สติชอบควบคุมใจยกขึ้น ยกขึ้นวิปัสสนา กางข่ายของปัญญา ปัญญานี้กางออกไปให้เห็นกาย เห็นจิต จิตกับกายอยู่ด้วยกัน แต่ไม่เคยเห็นกัน เห็นแต่พญามารมาคอยคั่นไว้

จิตของเรา กับกายของเรา ให้พญามารมาคั่นกลางว่า “เป็นเรา เป็นเมื่อนั้น เมื่อนี้” ผัดวันประกันพรุ่งไง มันไม่ใช่เรา มันเป็นเราโดยอดีต อนาคต

มันไม่ใช่เราในปัจจุบัน เป็นอดีต อนาคต ใจมันคิดว่าเรานะ นาย ก. นาย ข. จะทำนั่นจะทำนี่ สัญญาผูกมัดไว้ในโลก เมื่อนั้น เมื่อนี้ เราต้องไปทำตามสัญญาที่ผูกมัดไว้ ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่ถึงวันนั้นหรือเปล่า ไปทำสัญญาไว้ แล้วตัวเองจะอยู่ถึงวันนั้นไหม เรายังไม่รู้ว่าเราจะตายวันไหนเลย แต่ผูกมัดไงหมด

“เรากับเขา” อันนี้เป็นอดีต อนาคต ไม่เคยเห็นเราเลย พญามารมันคั่นตรงนี้ไว้ไง ไม่เคยเห็นเรา แต่เพราะเรามีวาสนาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์แล้วมีกฎหมายคุ้มครอง มันถึงเป็นบุคคลขึ้นมา บุคคลที่กฎหมายคุ้มครอง บุคคลมีสิทธิตามกฎหมาย จะทำสิ่งนั้นๆ “สมมุติทั้งหมด !” หลอกกันล้วนๆ หลอกให้มันจมอยู่ในวัฏวนนี้ไง

มันหลอกกันไป ถึงเวลาจิตสงบเข้าไปแล้ว มันถึงกางข่ายของปัญญาออกมาได้ ข่ายของปัญญา เรดาร์ตัวนี้ไม่เคยออกมาจากใจเลย ข่ายของเรดาร์ที่จะยกขึ้นมาได้ มันอยู่ที่ฐานของใจ ใจที่ไม่เข้าถึงความสงบ จะไม่เคยเห็นข่ายของเรดาร์ตัวนี้เลย

พญามารมันครอบไว้ขนาดนั้นนะ แล้วยังพาให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับมันตลอด แต่ถึงเวลาที่จิตนี้สงบ เพราะในความเชื่อ ในการเป็นสัตว์อาชาไนย เชื่อในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำหนดพุทโธๆ จนจิตนั้นสงบเข้าไป จิตสงบเข้าไป

จิตนี้เป็นเอกัคคตารมณ์ จิตนี้เป็นเอก จิตนี้เป็นหนึ่ง จิตนี้เป็นเอกภาพ จิตนี้เป็นอิสระชั่วคราว สิ่งที่เป็นอิสระชั่วคราวนี้ ถึงต้องหาครูหาอาจารย์ หาธรรมแท้ๆ

ธรรมแท้ๆ จะบอกให้ว่า จิตที่เป็นเอกภาพนี้ อย่าหลงตัวเอง จิตที่เป็นเอกภาพมันก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ในจักรวาลนี้ดวงดาวมันก็หมุนไปตามจักรวาลนั้น มันก็เป็นเอกภาพของมัน แต่มันก็ต้องเหวี่ยงไปตามแรงของมัน

สมาธิที่เป็นเอกภาพนี้ ก็เกิดขึ้นมาจากเราเชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันเป็นเอกภาพ มันเป็นหนึ่ง มันไม่เป็นใคร มันเป็นเอกอยู่อย่างนั้น แต่มันเสื่อมได้ ถ้าไม่กางข่ายของปัญญาออก มันก็เจริญอยู่ขณะนั้น แล้วมันก็ต้องเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา

ถึงว่าจิตนี้สงบ จิตนี้เป็นเอกภาพ จิตนี้ต้องกางข่ายของปัญญาออก ค้นหากายกับจิต กายกับจิตที่อยู่ด้วยกัน ที่มันไม่เคยเห็นกันเลย จิตสงบขนาดไหนก็ไม่เคยเห็นกาย จิตสงบขนาดไหนก็ไม่เคยเห็นจิต

จิตนี้เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นหนึ่ง เป็นจตุตถฌาน เป็นอากาสานัญจายตนะ เป็นสมาบัติ เป็นรูปฌาน อรูปฌาน ขนาดไหนก็แล้วแต่ มันก็ไม่เห็นมัน เพราะตัวมันเป็น

“เจ้าวัฏจักร” สงบตัวลง ให้มันแสดงตัว แต่ “เจ้าวัฏจักร” พญามารยังควบคุมฐานบัญชาการอันนั้นไว้อยู่ ถึงต้องยกขึ้นวิปัสสนา

การยกขึ้นวิปัสสนา เห็นไหม สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ยกขึ้นวิปัสสนาโดยการ กางข่ายออกหากาย หาจิต ถ้าใครหากาย หาจิตเจอ ถึงจะเริ่มต้นวิปัสสนา จากการเริ่มจะทำสนธิสัญญา การจะทำสนธิสัญญาต้องมีคู่กรณีใช่ไหม การทำสนธิสัญญาใดๆ ก็ตาม ต้องมีคู่กรณี ถึงจะทำสนธิสัญญากันได้ แต่นี่มีเราอยู่คนเดียว จะไปยกประเทศนี้ให้ใคร จะไปยกภพยกชาติของเรานี้ให้ใคร

เราจะทำลายภพ ทำลายชาติของเราได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่มีคู่กรณีที่จะทำสนธิสัญญากัน ยกภพ ยกชาติ ทำลายภพ ทำลายชาติอันนี้ ถึงต้องการกางข่ายของปัญญาออก กางข่ายของปัญญาออกหากาย หาจิต เพื่อจะเป็นคู่ทำสนธิสัญญาการทำลายภพ ทำลายชาติ ถึงต้องยกขึ้นวิปัสสนา ถ้าไม่ยกขึ้นวิปัสสนา มันไม่มีคู่กรณีในการทำสนธิสัญญานั้น

ยกขึ้นวิปัสสนาด้วยกายกับใจ ที่เราจะแสวงหากายกับจิตนี้ให้เจอ นี่คือการแสวงหากายกับจิตนั้น ถึงว่าข่ายของปัญญา เห็นไหม ทำไมถึงว่าเป็นข่ายเป็นเรดาร์ของปัญญา เพราะมันหาไม่เจอ จิตนั้นใส สมาธินี้แน่น ว่างไปหมด มองไม่เห็นสิ่งใดๆ เลย เราเวิ้งว้างไปหมด

เวลาจิตมันสงบตัวลงนั้น มันก็สงบไปด้วย เพราะพญามารมันครอบคลุมอยู่ที่ฐานของความว่างนั้น ถึงต้องหากายให้เจอ ถ้าใครเคยเจอกาย หรือมีอำนาจวาสนา เห็นไหม มีอำนาจวาสนา คือการสั่งสมบารมีมา จิตดวงนั้นจะเห็นกาย พอเห็นขึ้นมาแล้วก็จะหลุดมือไป แล้วก็จะไม่เห็นอีก เพราะอะไร เพราะวาสนาก็ต้องใช้หมด วาสนาบารมีบุญกุศลนี้เกิดขึ้นมา มันเป็นบุญกุศลมาเกิดจากบุญในโลก

บุญในโลกที่เราสะสมมานั้น เพราะเราเกิดตายมา เราเป็นผู้ที่เกิดตายมาในโลกนั้น สะสมบุญบารมีมา พอมันจับกายแล้ว ถ้าเราไม่จับแล้วพิจารณา มันจะจับแล้วหายไป แล้วเราจะจับกายนั้นอีกไม่ได้ นี่ไง ถึงต้องกางข่ายของปัญญาออก ผู้ที่ไม่ได้สะสมบารมีมา มันต้องหากายและจิต กายหรือจิตก็ได้ แยกออกแล้วเป็น กาย เวทนา จิต ธรรม

กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ธรรมเป็นธรรม เวทนาก็เกิดพร้อมกับกายกับจิต ถ้าเราจับ กาย เวทนา จิต ธรรม คือ สติปัฏฐาน ๔ นี้ มันเข้ากับอริยสัจ ๔ มันถึงเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราจะค้นคว้าใฝ่หากันไง เห็นไหม ทำแค่จิตสงบนี้กิเลสมันก็หลอกมาจนขนาดนั้น

แค่กว่าจะทำจิตสงบได้ แค่กว่าจะปักฐานตั้งมั่น เข้าไปยึดพื้นที่เพื่อจะยืนขึ้นมา เพื่อจะวิปัสสนายังทุกข์ยากขนาดนั้นเลย งานแค่เข้ามาหาพื้นฐานมันยังทุกข์ยากขนาดนั้น แล้วงานการชำระกิเลส การวิปัสสนามันจะง่ายกว่าการทำสมถะหรือ.. ฟังดูสิ

การหาทุน กับการต่อสู้ การถากถาง การจะทำสนธิสัญญา พิจารณากาย ยกขึ้น ถ้าเห็นกายเห็นไหม ถ้าพื้นฐานของจิตสงบอยู่ มันจะเห็นตามความเป็นจริง ถ้าจิตมันไม่สงบ กายนี้มันจะจับต้อง เรดาร์เราจะจับกาย แล้วมันจะหลุดไปๆ จากเรดาร์นั้นไป เรดาร์นี้กำลังไม่พอ ข่ายของปัญญาเรามันไม่พอ มันจับกายนั้นไม่ได้

จิตก็เหมือนกัน จิตนี้มันเกิดขึ้นมาจากความรู้สึก เห็นไหม เวลาจิตสงบเข้าไปนี่เป็นสมาธิ เป็นเอกัคคตารมณ์

ที่ว่าเป็นฌาน เป็นสมาบัติ จิตมันก็ส่งออกไปข้างนอกหมด มันเป็นนามธรรมไง แล้วเรากางข่ายออกสิ กางข่ายของปัญญาออก ไอ้จิตที่กระเพื่อมออกมาเป็นข่ายก็จริงอยู่ เป็นสมาธิ เป็นสมาบัติ เป็นอะไรก็แล้วแต่ มันมีตัวเริ่มต้น มันมีสิ่งที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนออกไป

พลังงานที่เป็นฌานที่เป็นสมาบัตินี้ ฌานสมาบัตินี้มันมาจากไหน อวกาศให้ผลกับใคร เห็นไหม อากาศ ลมนี้มันจะมีความสำคัญต่อเมื่อคนนั้นมีลมหายใจเข้าออก อันนั้นจะเป็นประโยชน์ คนที่ตายแล้วลมหายใจ อากาศ อวกาศ จะเป็นประโยชน์อะไรกับคนนั้น

“จิต” ก็เหมือนกัน จิตพอสงบตัวลง เห็นไหม สงบตัวลงนะ ข่ายนี้เกิดขึ้น แล้วต้องย้อนกลับมาหาสิ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจากจิตที่มีวิญญาณอยู่ จากจิตปฏิสนธิ เป็นสิ่งที่ว่ามันต้องขับเคลื่อนสิ่งนี้ออกมา สิ่งที่ว่างๆ นี้แหละ สิ่งที่เห็นว่าเป็น “ความว่าง” ที่มันขับเคลื่อนออกมา สิ่งที่เป็นความรู้สึกออกมา นี่คือจิต

ข่ายของปัญญา เรดาร์นี้มันต้องจับต้องได้ เรดาร์จับจิต จิตนี้มันเป็นความหวั่นไหว เป็นความกระเพื่อมของใจ มันละเอียดกว่ากาย กายนี้เหมือนเครื่องบินรบ เห็นไหม เครื่องบินรบที่เขาออกมานั่น มันจับได้มันจะเห็นภาพเลย นี่การพิจารณากาย

เรดาร์ต้องจับกายให้ได้ จับข้าศึก เห็นไหม จับข้าศึกแล้วสงบ ทำให้มันเห็นตัวแล้วจับมันมานั่งโต๊ะ ทำเป็นคู่สนธิสัญญา

ถ้าจับจิต จิตนี้เป็นอารมณ์ จิตนี้เป็นสิ่งเริ่มต้นของทุกๆ อย่าง จิตนี้เป็นเจ้าวัฏจักร จิตนี้เป็นเจ้าของเครื่องบินนั้น เห็นไหม

เครื่องบินนั้นจะออกมาบัญชาการทำสงครามกับเราได้ มันต้องมีผู้ที่บังคับบัญชา หรือมันต้องขออนุญาตใครมา ใครต้องสร้างมันขึ้นมา บุญหรือกรรมแต่งให้เราเกิดเป็นมนุษย์นี้เห็นไหม มีกายกับจิตนั่นสร้างมา เจ้าวัฏจักรมันควบคุมอยู่ตรงนี้

แต่ถ้าพิจารณาจิตย้อนเข้าไป ดูซิว่า เครื่องบินนั้นเป็นกาย แต่ไอ้จิตที่มันสั่งเครื่องบินนั้นขึ้นมา คำสั่งนี้ดูสิมันเป็นรหัสนะ มันเป็นวิทยุ มันเป็นคลื่น คำสั่งเครื่องบินนั้น เครื่องบินนั้นบินมาเป็นกาย เห็นชัดๆ เลย แต่คำสั่งที่สั่งเครื่องบินให้บินไปล่ะ คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมที่สั่งบัญชาการมันอยู่ที่ไหน นี่คือคลื่นของจิต

ถ้าจับจิตได้ จิตนี้เป็นพลังงานความคิด จับความคิดนั้นขึ้นวิปัสสนา ข่ายของปัญญาจะสามารถจับได้ จับทั้งแบบกายและจิต จับทั้งตัวเครื่องบินเข้ามา จับทั้งกองบัญชาการที่สั่งเครื่องบินนั้นขึ้นมา จับมานั่งโต๊ะ จับมาเป็นคู่สนธิสัญญาที่จะต้องเจรจากัน ถ้าจับได้นี่คือข่ายของ “ปัญญา” นั้นคือการเริ่มต้นวิปัสสนา

การจะยกขึ้นวิปัสสนาได้ มันต้องมีคู่กรณี ต้องมีคู่กรณีใครเป็นฝ่ายรุกล้ำ สงครามกายกับจิต สงครามระกว่างกิเลสกับธรรมนี้ ใครเป็นคนริเริ่ม ใครเป็นคนทำให้เกิดสงครามขึ้นมา “ธรรม” สิ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ริเริ่ม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชำระกิเลส คือว่าทำสงครามนี้จบสิ้น แล้วหลุดออกไปจากวัฏฏะ

ถ้าไม่มีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะเห็นกิเลส ใครจะรู้จักกิเลส กิเลสคือเรา กิเลสใหญ่ที่สุดเหนือหัวใจของเรา กิเลสมันครอบคลุม มันบัญชาให้โกรธ ให้โลภ ให้หลง ให้ทุกข์แสนทุกข์ เห็นไหม ให้ทุกข์แสนทุกข์ ไม่มีทางเลย ถ้าไม่มีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีทางเห็นหน้ากิเลสเลย แต่นี้เราประพฤติปฏิบัติมาจนจิตสงบ จนจับกิเลสได้ จนจับกายและจิตที่เป็นพญามารมันควบคุมอยู่นี้ มานั่งโต๊ะเพื่อจะทำสนธิสัญญากัน นี้คือการเจรจาไง คือการทำวิปัสสนาไง

กายนี้หรือเป็นเรา จิตนี้หรือเป็นเรา เรามันอยู่ที่ไหน เห็นไหม พญามารมันคั่นอยู่ที่ว่าเราไม่เคยเห็นสิ่งนี้เลย มันจะตื่นเต้น พอจับเขามานั่งโต๊ะได้นะ ความไหวไป

ไดโนเสาร์อยู่ที่ใจ ไม่มีใครเคยเห็นตัวมันเลย พาเกิดพาตายมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แล้วเราไปเห็นตัวมัน แล้วจับมานั่งโต๊ะได้ คนๆ นั้นยอดนะ “อาชาไนย” ผู้นั้นไปถึงครึ่งทางที่จะพ้นจากกิเลสได้แล้วนะ การจับไดโนเสาร์นี้ได้ มันจะไหว เราจะรู้สึกตื่นเต้น ขนพองสยองเกล้า

ขนพองสยองเกล้าเพราะอะไร เพราะว่ามีคู่แล้วไง มีคู่กรณีก็จะเริ่มมีการเจรจาเกิดขึ้น การเจรจา เห็นไหม ผู้ที่ดูเครื่องบิน เครื่องบินบินมานี้ มันรุกล้ำเข้ามาในเขตของเราหรือเปล่า

กายก็เหมือนกัน พิจารณากายซิ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง กายจะเห็นจากตาของใจ ไม่ใช่กายที่เห็นด้วยลูกตา แก้วตานี้ ตานี้เห็น ลูกแก้วตานี้เห็นหนัง หนังที่ว่าเป็นสมบัติโลกที่มาอาศัยอยู่ชั่วคราว

แต่การเห็นข้างใน เห็นโครงสร้างของกาย เห็นโครงสร้างภพของมนุษย์ เห็นโครงสร้างของการสร้างบุญกุศลมาได้เป็นมนุษย์นี้ แล้ววิปัสสนาว่า โครงสร้างนี้อยู่ได้จริงหรือ

หัวใจของเราอยากอยู่คงที่ กิเลสนี้ไม่ต้องการให้สิ่งใดแปรสภาพไปเลย ถ้าสิ่งนั้นเราพอใจ สิ่งที่ไม่แปรสภาพไปเลยนี้มันเป็นสิ่งใด มันเป็นไปได้ไหม มันเป็นไปไม่ได้ แต่ในเมื่อเจ้าวัฏจักร ไอ้ตัวหลงมันพาอยู่ มันจะพาให้กายนี้กับเราไม่ตาย กายกับเราจะอยู่เป็นคู่ตลอดไป ไม่เคยตายจะอยู่ค้ำฟ้า

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ พอไม่ใช่ นี่สนธิสัญญาเริ่มการเจรจา การวิปัสสนาดูกายไป ดูกายว่ากายมันจะแปรสภาพอย่างไร ดูโครงสร้างของกายด้วยตาใจ ไม่ใช่ดูกายด้วยตาข้างนอก ดูกายด้วยตาข้างนอก ยิ่งดูยิ่งกิเลสเกิด ดูโครงสร้างภายใน เพราะจิตนี้สงบแล้วเห็นกายนี้ พิจารณากายตามความเป็นจริง ถ้าสมาธิดีอยู่ ภาพนั้นเห็นอยู่ แล้วแปรสภาพให้เราดู การแปรสภาพนี้ คือ “วิภาคะ”

“วิภาคะ” แยกส่วนแบ่งส่วนของกายที่มันแปรสภาพ โครงสร้างนี้ต้องหมุนไป มันคงที่ไม่ได้

“ความคงที่ไม่ได้” นั้นคืออะไร คือ “ไตรลักษณ์” สิ่งที่เป็นไตรลักษณ์ มันแปรสภาพจากภายใน จากไม่มีกิเลสมาเห็นอดีต อนาคต มันอยู่ในปัจจุบันธรรม “ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันจิต”

“จิต” นี้ที่ไม่มีมิติ จิตนี้ที่เป็นหนึ่ง จิตที่เป็นเอกภาพ กับ จิตที่ ๒๔ ชั่วโมง จิตที่คิดไปในโลกภายนอกนี้เห็นไหม “โลกียะ” จิตคิดว่าความเป็นไป เวลาเมื่อนั้น ตายถึงวันนั้น ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ ตายไปแล้วกี่ชั่วโมง จะเน่าจะเปื่อย เปื่อยแล้วจะพุพองไปขนาดไหน เซลส์ของมนุษย์อยู่ได้กี่ชั่วโมง

อันนี้เป็นความคิดของพญามารมันหลอก มันพาหลอก สมมุตินี้พาหลอกทั้งหมดเลย แต่ขณะที่วิปัสสนาอยู่ภายในนี้ โครงสร้างของจิตไม่มีมิติ เป็นปัจจุบัน เป็นทุกๆ อย่างที่ขณะนั้น ในขณะจิตที่พิจารณาอยู่ “พลิก !” ในขณะจิตที่พิจารณาอยู่ ถ้าเห็นตามความเป็นจริง ความพลิก ความแปรไป เพราะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ มันปล่อย.. ปล่อยกายออกไป

จิตเป็นจิต กายเป็นกาย ชั่วคราว การปล่อยนี้มันจะปล่อยชั่วคราวก่อน เพราะอะไร เพราะแก่นของกิเลส กิเลสนี้เหนืออำนาจมาก พอมันแพ้นี้ มันก็หลบไง เราอย่าชะล่าใจนะว่าธรรมนี้จะชนะได้ในทีเดียว

การต่อสู้กับกิเลส กิเลสมันจะพาหลอกพาล่อ ขนาดการประพฤติปฏิบัติ ทำความสงบ มันยังพาหลงใหลได้ปลื้มไปขนาดนั้น แล้วเรายังอุตส่าห์กระเสือกกระสนเข้ามา ด้วยความจงใจของเราเข้ามา พอจงใจเข้ามาแล้ว ยกขึ้นขณะวิปัสสนา กำลังนั่งเจรจาในสนธิสัญญากันอยู่ เราไปพลาดท่า แพ้การเจรจา เราจะเสียใจไหม

การจับคู่กรณีมานั่งโต๊ะได้ การเจรจาอยู่ ถ้าเจรจายังไม่สำเร็จเราจะล้มโต๊ะเพื่ออะไร อย่าให้กิเลสมันหลอกให้ล้มโต๊ะนั้นนะ ฉะนั้นวิปัสสนา ถ้าปล่อยแล้วมันยังไม่ได้ทำสนธิสัญญากัน มันยังไม่เป็นเรื่องจบสิ้น มันยังไม่ใช่เรื่องจบสิ้นอยู่ พิจารณากายซ้ำอีกตั้งโต๊ะขึ้นมาให้ได้ พิจารณาซ้ำเข้าไป ซ้ำเข้าไป

การเจรจาจนเขาไม่มีข้อต่อรอง พิจารณากายจนแปรสภาพ เป็นไตรลักษณ์ เห็นตามความเป็นจริง

“ปล่อย” ปล่อยนี้กิเลสยังเกาะเนื่องกันอยู่ มันยังมีช่องทางที่มันจะหลบออกได้ เห็นไหม วิปัสสนา.. วิปัสสนาซ้ำๆๆ จนกิเลสขาด กายนี้แยกออกไป “กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์” แยกออกจากกันหมดเลย

สนธิสัญญานั้นตกลงกันเรียบร้อย สนธิสัญญานั้นทำได้ ถ้าทำได้แล้ว สงครามกายกับจิตไง มันก็ผ่านไปขั้นตอนหนึ่ง ขั้นตอนที่ว่า เราก็เป็นผู้ที่ว่า ยืนได้ตามความเป็นจริง เป็นลูกศิษย์ตถาคต อย่างที่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” เห็นไหม พระอัญญาโกณฑัญญะรู้ธรรมนะ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา” การว่าธรรมดา คือธรรมดาในความเห็นจริง ไม่ใช่ธรรมดาในการเห็นว่า เราเป็นธรรมดา เราไปคาดหมายออกไปเป็นธรรมดา

การวิปัสสนาทางจิตก็เหมือนกัน วิปัสสนาจิต เห็นไหม กายเป็นกาย กายอยู่ที่ไหน กายจะขับเคลื่อนเองได้ไหม ไม่มีทาง เพราะจิตนี้ไปข้อง ขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา เราเป็นขันธ์ ๕ จิตนี้เป็นเรา เราเป็นจิต ทุกข์ถึงได้เกิดขึ้น ความคิดที่ขับเคลื่อนไป บังคับบัญชาการกายอยู่นี่ไง

ความคิดที่เราคิดกันไปนี่ ความคิดอันนี้มันก็หมุนไป ถ้าเราพิจารณาจิต จับคลื่นคือความคิดที่ออกไป คลื่นความคิดบังคับเครื่องบินนั้น คลื่นความคิดที่บังคับกายให้ทำตามอำนาจของมัน คลื่นความคิดนี้เป็นอะไร เป็นขันธ์ สัญญาคือความจำได้หมายรู้ ความคิด ความปรุง ความแต่งเห็นไหม วิญญาณรับรู้ไป เวทนาคือกำลังขับเคลื่อน พอใจไม่พอใจ

เวทนาไง สุขก็บอกว่าดีจะได้เหนี่ยวไว้นานๆ ถ้าทุกข์ก็พยายามผลักไสออก วิญญาณรับรู้ไปเรื่อย นี้ไง นี่คือคลื่นบังคับกายไป วิปัสสนาก็ต้องใช้จิตเข้ามาจับ เห็นไหม เอาจิตแก้จิต เอาความเห็นแก้ความเห็น เอาสิ่งที่ว่าเป็นโลก โกรธ หลง ความทุกข์ร้อนเร่าร้อนนั้น ให้มันสงบเย็นลง แล้วเอาความสงบเย็นลงนั้นชำระล้างมัน

ต้องเอาความสงบเย็นชำระล้างสิ่งที่ว่าซ่อนเร้นอยู่ในความสงบเย็นนั้น ต้องเอาความว่างชำระล้างความว่าง ให้ว่างตามความเป็นจริงจากการชำระล้างนั้น ความว่างที่เกิดจากสมาธิ เกิดขึ้นได้เพราะว่าสมาธินี้ จิตนี้มันว่างได้ จิตนี้เป็นนามธรรม จิตนี้กดได้ หินทับหญ้าเป็นไปได้

ความว่างนี้เกิดขึ้นจากที่ว่าไม่ได้ปฏิบัติ เรานั่งอยู่เฉยๆ มันก็ว่าง ทุกข์ไปจนสุดสิ้นของความทุกข์ คือ ความปล่อยวาง สุดสิ้นจุดของคนคือตายเห็นไหม สิ้นสุดของชีวิตนี้คือการดับขันธ์ สิ้นสุดของความทุกข์แล้วมันปล่อย

“ปล่อย” ถ้าปล่อยดี ก็เป็นดี ปล่อยไม่ดีก็เข้าโรงพยาบาลไปเลย ปล่อยจนบ้าไป เพราะความเครียด ความกดดัน นั่นมันก็เป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว สิ้นสุดของความคิดต้องเป็นอย่างนั้น มันถึงเป็นความว่าง ความว่างอันนั้นมันเป็นไปโดยธรรมชาติ มันต้องเอาความว่างนั้น สงบเย็นอันนั้น วิปัสสนาขันธ์ ๕ วิปัสสนาคลื่นความคิดที่มันปรุงให้เดือดร้อนอยู่ในความว่างนั้น คลื่นความคิดที่ว่างๆ อยู่ในความว่างนั้น วิปัสสนาไอ้สิ่งตัวนั้นน่ะ สิ่งนั้นมันขับเคลื่อนออกมาเป็นอารมณ์เป็นคลื่น เป็นตัวควบคุมใจ

“ใจ” นี้บังคับกาย เห็นไหม กายเป็นบ่าว ใจเป็นนาย ใจนี้บังคับกาย ผลักไสกายออกไปตลอด คลื่นความคิดอันนี้มันบังคับเครื่องบินให้บินไปทำลายเขา มันบังคับให้หัวใจนี้ทุกข์ร้อน แล้วให้กายนี้ขับเคลื่อนไปเป็นเลือดแดงเต็มหน้า เห็นไหม นั่นล่ะพิจารณาเข้ามาๆ ด้วยสมาธิธรรม สมาธิที่คงที่

วิปัสสนาจนขึ้น ขันธ์เป็นขันธ์ เราเป็นเรา สัญญาเป็นสัญญา สังขารเป็นสังขาร แยกออก ! เห็นตามความเป็นจริง อ๋อ! คลื่นนี้ มันมีรหัสเข้ามา แยกรหัสกับแยกคลื่นออกไป เห็นสภาวะตามความเป็นจริง ปล่อย... ปล่อยเหมือนกัน นี้คือการทำสนธิสัญญาทางจิตไง

ทำสนธิสัญญาทางกายก็ได้ ทางจิตก็ได้ เพราะพระพุทธเจ้าสอน กาย เวทนา จิต ธรรม

พอธรรมสูงขึ้น สงครามจะดับได้ตั้งแต่ยังไม่เกิดสงคราม เพราะตกลงกันได้ก่อน ไม่ต้องให้กายขับเคลื่อนออกมา นี้คือการชนะศึกโดยไม่ต้องรบ ชนะประเสริฐ ชนะโดยที่กองทัพไม่ได้ขับเคลื่อนออกไป ชนะอย่างนี้ประเสริฐ ประเสริฐที่ไหน ประเสริฐที่นั่งอยู่เฉยๆ ก็ชนะไง นั่งอยู่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

กำหนด “พุทโธๆ” จนเป็นสมาธิ จนยกขึ้นวิปัสสนา จนชำระกิเลสออกทั้งหมด สงครามเกิดโดยที่ไม่ต้องรบ ชนะโดยที่ยังไม่ต้องขับเคลื่อนออกไปเลย คนนั้นประเสริฐสุด คนนั้นเป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ว่าเป็นยอดไง เป็นที่พึ่งของเราจริง เป็นที่พึ่งของชาวพุทธจริง ชาวพุทธถึงได้ประพฤติปฏิบัติตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประพฤติปฏิบัติให้รู้จริง ตามจริง อย่างที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้เห็นไหม “เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น” เพราะว่ากิเลสมันอยู่ในหัวใจของเรา มันอยู่ในก้นบึ้งของเรา เราต้องใช้ “พลังงาน” ของใจเรานั้นทำความสงบ แล้วต้องเข้าไปทำลายเอง

หมอผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ก็เปลี่ยนก้อนเนื้อ เห็นไหม

“ธรรมะ” เท่านั้นทำลายกิเลสได้ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น คือ “ธรรมมาวุธ” อาวุธที่ประเสริฐเลิศโลก ทำลายให้ดวงใจนี้พ้นออกไปจากโลกได้ เห็นไหม มีดผ่าตัด ธรรมมาวุธของพระพุทธเจ้านี้ประเสริฐสุด แล้วเราพยายามสร้างขึ้นมาจากกระแสใจของเราที่พยายามประพฤติปฏิบัตินี้ มันจะไปไหน มันจะหลุดมือจากเราไปได้อย่างไร

ถึงว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ เราอย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดจากมือเราไป โอกาสที่เราจะชำระกิเลสได้ มีผู้ชี้นำอยู่ วาสนาบารมี ครบเต็มเปี่ยมล้นแก้วเลย ล้นโอ่ง ล้นไห อย่าว่าแต่บารมีไม่มีเลย ล้นจนไม่รู้จะทำอย่างไรนั่น เลยไม่ทำ ก็เลยจะหมดอำนาจวาสนาไป ไปข้างหน้าจนหมดอำนาจวาสนาไป

เกิดมานี้พบพระพุทธศาสนา พบแล้ว แล้วได้ปฏิบัติด้วย แต่ให้จริงจังไง อย่าให้กิเลสมันหลอก กิเลสมันหลอกนะ ผลัดไปเรื่อย ผลัดไปจนเน่า ผลัดไปจนไม่มีโอกาสไง

ฉะนั้น ตอนนี้มันยังไม่เน่า ตลาดยังไม่วาย เรายังมีเลือดลมดีอยู่ เรายังมีความรู้สึกดีอยู่ มีความรู้สึกดีในการประพฤติปฏิบัตินี่แหละ ! นี่แหละที่เรียกว่า “ตลาดยังไม่วาย” เอวัง