เทศน์เช้า วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมที่หัวใจต้องการนะ
หัวใจของเรา เวลามันเข้มแข็ง แข็งแรงขึ้นมา สิ่งใดมองโลกนี้เป็นแง่บวกดีงามไปหมดเลย แต่หัวใจเราเป็นแง่ลบขึ้นมา มันจะมีความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ มันกว้านเอาความทุกข์ความยากเข้ามาในหัวใจของตน มันเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจของตนไง
แต่ถ้าเราฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อให้เท่าทันมัน เข้าใจมัน ควบคุมมันได้ ควบคุมมันได้แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นไป กำจัดมันได้ ต้องกำจัดมันได้
ถ้ากำจัดมันได้ เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นลูกสาว ๓ คนของพญามาร พญามาร ชำระล้างอวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้ ถ้ามันรู้แจ้งแทงตลอดในหัวใจของตนแล้ว สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันพอดีของมัน สมบูรณ์แบบ
สมบูรณ์แบบ เพราะว่ามันหยินกับหยาง โลกต้องมีของคู่ ถ้าไม่มีของคู่มันไม่มีการเกิดและการตาย การเกิดและการตายเกิดจากกรรมดีและกรรมชั่ว ความดีความชั่วที่เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาจากการพลั้งเผลอ แล้วความดีเกิดจากความปรารถนา เกิดจากความต้องการของเรา ฉะนั้น ทำดีทำชั่วๆ เห็นไหม ข้ามพ้นทั้งดีและชั่ว ความสมดุลพอดีของมัน
ฝนตก แดดออก เวลาภัยแล้งๆ ขึ้นมา ภัยแล้งมันก็ทำให้เกิดความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ น้ำท่วม เวลาเดี๋ยวนี้โลกนี้มันเจริญ พยากรณ์อากาศเขาอพยพ เขาย้ายถิ่น เป็นล้านนะ อพยพเพื่อจะลี้ภัยๆ ไง แต่มันก็เผาผลาญทรัพย์สินทั้งนั้นน่ะ มันทำลายทรัพย์สินของตนที่ตนสร้างขึ้นมา ตัวเราเองไม่เป็นสิ่งใดขึ้นมา แต่มันเจ็บช้ำน้ำใจไง ของที่แสวงหามาชำรุดเสียหายไปทั้งสิ้น แล้วก็ต้องซ่อมแซมบำรุงกันใหม่
แล้วเวลาชีวิตล่ะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ บุญและบาปตบแต่งให้ดีงาม ตบแต่งให้ดีงามขึ้นมา ของที่ดีงามเป็นของคู่ ของคู่เป็นของสมมุติทั้งสิ้น สมมุติทั้งๆ ที่เราเป็นธรรมขึ้นมานะ สมมุติคือจริงตามสมมุติ คือมันของชั่วคราว ไม่จริงไง
แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอริยสัจ เป็นความจริงขึ้นมาแล้ว ไม่มีเพิ่มขึ้น และไม่มีลดลง มันเป็นความจริงขึ้นมา
แล้วความจริงขึ้นมามันเกิดจากไหนล่ะ
เกิดจากวัตถุ วัตถุมันเป็นความจริงไปไม่ได้ มันแปรสภาพตลอด สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด แล้วเกิดมาทำไม
ไปกีดไปขวางมันไม่ได้หรอก มันต้องเกิด มันต้องเกิดเพราะมันมีการกระทำ มันมีผลไง มันมีเวรมีกรรมของมัน มันถึงได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
เรามาสร้างบุญกุศลของเรา ทำคุณงามความดีของเราๆ แล้วทำคุณงามความดีของเรา คนที่เขาไม่ทำความดีเลยนะ เขาก็ทุกข์จนเข็ญใจของเขา ถ้าเขาทำคุณงามความดีของเขา เขาก็ผลนั้นตอบสนองหัวใจของเขา
คุณงามความดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่มันก็ไหลไปตามธรรมชาติของมันไง แต่ถ้ามีสัจจะมีความจริงควบคุมหัวใจของตน ถ้าเท่าทัน เท่าทันกับความรู้สึกนึกคิดของตน นี่ความสมดุลพอดีของเรา
ถ้าความสมดุลพอดีของเรา มันเกิดมาจากไหนล่ะ
ไม่ฝึกไม่หัดไม่มีหรอก ไม่ฝึกไม่หัด
นี่ไง เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัติที่ไม่เท่าทันมัน เวลาธรรมเกิด มันเกิดความมหัศจรรย์ขึ้นมาในหัวใจนะ โอ้โฮ! มหัศจรรย์มาก ชั่วคราว เกิดแค่นั้นแหละ แล้วก็จบ แล้วก็อยากได้มันอีก แล้วไม่ได้ แล้วก็ตะครุบเงาอยู่นั่นน่ะ เพราะทำไม่เป็น ถ้าทำเป็นๆ สิ่งใดจะเกิดขึ้นมา มันก็เกิดขึ้นมาจากผลการกระทำของเรานี่แหละ แล้วผลการกระทำบวกด้วยบุญและบาปของคน
บุญและบาปของคน ก็ดูความรู้สึกนึกคิดของคนสิ ความรู้สึกนึกคิดของคนมันไม่เหมือนกัน เขาแค่นี้ของเขาก็มีความสุขของเขาแล้ว ไอ้ของเราแค่นี้แล้ว มากกว่านี้ยังไม่มีความสุขเลย เราต้องการให้มากกว่านี้ เห็นไหม จิตใจของคนมันไม่เท่ากัน
สร้างด้วยคุณงามความดีของเรา บวก บวกด้วยอำนาจวาสนาของคนที่ได้สร้างสมมา ถ้าสร้างสมมา ถ้ามันเท่าทันมัน สัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น ถ้าจิตมันตั้งมั่นมันจะเห็นเลยนะ เออ! ไอ้ที่ว่ามันเกิดครั้งที่แล้วมหัศจรรย์พันลึกนั่นน่ะ แล้วพอมันตั้งมั่น มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ แล้วชำนาญในวสี รักษาความตั้งมั่นอันนั้นไว้ได้ด้วย
ถ้ารักษาความตั้งมั่นอันนั้นไว้ไม่ได้ เราจะเจริญก้าวหน้าไปไม่ได้ ความเจริญก้าวหน้าไปมันต้องมีบาทฐานที่มั่นคง บาทฐานที่มั่นคง สัมมาสมาธิไง สิ่งที่ทำมาแล้วมีความชำนาญ แล้วมีความเข้าใจมันด้วย แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นปัญญา มันคนละเรื่องเดียวกัน มันคนละเรื่อง
ปัญญาๆ มันเกิดจากสัมมาสมาธินี้ ปัญญาๆ มันเกิดจากฐานที่มั่นคงนี้ แล้วฐานที่มั่นคงนี้ส่งเสริมอันนั้นขึ้นมา แล้วมันจะรู้เท่าทันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน
แล้วถ้ารู้เท่าทันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้วนะ ท่านบอกเลย มันเกิดสงครามระหว่างกิเลสกับธรรมมันประหัตประหารกันในหัวใจของตน
ไอ้นี่มันทำอะไรมันไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ แล้วมันเป็นธรรมะไปได้อย่างไร
มันเป็นธรรมะขึ้นมา มันเกิดสงครามกลางหัวใจเลย ภวาสวะ ภพ
เพราะอะไร
เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันต้องชำระล้างกันที่จิตนี้ ถ้าชำระล้างที่จิตนี้ จิตนี้ถ้าทำลายลูกหลานของมาร เวลาความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำลายแล้วมันยังมีอวิชชา มีเรือนยอดของเรือนสามหลัง เวลาทำลายเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป ทำลายเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป นี่ไง มันถึงสมดุลพอดีของมันไง ไม่มีเพิ่มและไม่มีลดไง นี่เป็นสัจจะเป็นความจริงไง
แล้วมันอยู่ไหนล่ะ
มันอยู่ในหัวใจที่มันทุกข์มันยากเรานี่แหละ
นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่นไง
“มหามาหาอะไร มาหานิพพานใช่ไหม ไม่ได้อยู่บนภูเขาเลากา ไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่ได้อยู่ในทฤษฎี ไม่ได้อยู่ในใดๆ ทั้งสิ้น อยู่แต่พฤติกรรมที่เราทำได้หรือไม่ได้”
แล้วถ้ามันได้ขึ้นมา ได้อย่างไร
ถ้ามันได้ขึ้นมาตามความเป็นจริงขึ้นมาไง ถ้ามันได้ตามความเป็นจริงขึ้นมา นี่พระพุทธศาสนามหัศจรรย์ มหัศจรรย์ตรงนี้ แล้วมีศาสนาเดียวในโลกนี้ ศาสนาอื่นไม่มี
ไม่มีเพราะอะไร
เพราะมันส่งออกไง อ้อนวอนขอ ขอพึ่งพา มันพึ่งพาอาศัย มันเป็นเรื่องสังคม เรื่องโลกทั้งสิ้น
ความจริงๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เราเป็นคนบอกทางเท่านั้นนะ เธอต่างหากต้องขวนขวายแล้วประพฤติปฏิบัติให้ตามความเป็นจริง แล้วถ้าตามความเป็นจริง เราพยากรณ์
พยากรณ์ว่าใช่ ถ้ามันยังไม่ใช่ ไม่ใช่คือไม่มีขณะ ไม่ใช่เพราะมันไม่ดับทุกข์ ไม่ใช่เพราะมันไม่รู้จักทุกข์ มันไม่เท่าทันทุกข์มันด้วย
แล้วเวลาทุกข์ เราบ่นเพ้อกัน นี้เราทุกช์เรายาก
แต่ถ้าฝ่ายปฏิบัติไม่ใช่ นี่อาการทั้งสิ้น เพราะอะไร
เพราะมันต้องมีต้นเหตุแห่งทุกข์ เราต้องมีความกระทบกระเทือนในหัวใจของเราแน่นอนอยู่แล้ว มันถึงจะทุกข์มาข้างนอก แล้วเหตุผลที่กระทบกระเทือนในหัวใจนั้นคืออะไร แล้วรู้เห็นมันไหม แล้วเท่าทันมันไหม นั่นล่ะ ถ้ามันรู้และเห็นเท่าทันมัน มันจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิต ไม่ใช่ปัญญาเกิดจากอาการ เกิดจากผลตอบสนองในชีวิตนี้ไง
ที่ว่าทุกข์ๆๆ ที่บ่นกันนี่ มันเสมอภาคกัน มันเท่ากัน ทุกคนเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิตทั้งนั้น มากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่เท่ากัน เหมือนกัน แล้วก็เป็นเรื่องโลกๆ ประจำโลก ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่อริยสัจ
เพราะอริยสัจในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม นี่ไง กายก็ร่างกายเรานี่ไง เวทนาก็สุขทุกข์นี่ไง จิตก็ผ่องใสหรือเศร้าหมองไง ธรรมที่เราบ่นว่าทุกข์ว่ายากนี่ไง มันเป็นทุกข์เป็นยากเพราะอะไร เพราะไม่มีสัมมาสมาธิ มันก็ไม่เป็นธรรมไง
ถ้ามีสัมมาสมาธิ มันก็เป็นธรรม กาย เวทนา จิต ธรรม ธรรมารมณ์ไง อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดไง แล้วมันทุกข์ตรงไหนล่ะ แล้วอะไรเป็นทุกข์ล่ะ
นี่ไง มันถึงไม่รู้จักทุกข์ ไอ้ที่ทุกข์ๆ มันขาดแคลน ทรัพย์จาง ถ้ามีทรัพย์ก็หายทุกข์ แล้วคนมีทรัพย์ทุกข์ไหม คนมีทรัพย์ก็ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ คนที่ทรัพย์จางก็ทุกข์อย่างหนึ่ง คนที่มีทรัพย์ก็ทุกข์อย่างหนึ่ง ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ แต่ก็ไม่รู้จักทุกข์อีกต่างหาก แล้วบอกว่าตัวเองไม่มีทุกข์ด้วยนะ มีความสุข มีความพอใจทั้งนั้นน่ะ นี่หลงระเริง
วันไหนนะ ถ้าเราไม่พลัดพรากจากเขา เขาต้องพลัดพรากจากเราแน่นอน ถึงวันนั้นแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น แล้วต้องน้ำตาไหลพราก ตามเวรตามกรรมของสัตว์โลกไป
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง จะไปปรินิพพานนะ พระอานนท์พร่ำเพ้อเลย
“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว แล้วพระจะทำอย่างไร แล้วประชุมสงฆ์จะทำอย่างไร แล้วสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทำอย่างไร”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเลย สั่งเป็นชั้นๆๆ เข้าไปเลย แล้วพยากรณ์ไว้ด้วย
อีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะมีสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น เธออย่าเสียใจ อย่าคร่ำครวญ อย่าร้องไห้ การพลัดพรากนี้เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องปรินิพพาน ทุกอย่างต้องมีพลัดพรากเป็นที่สุด ไม่มีอะไรสิ่งใดคงที่ทั้งนั้น เว้นไว้แต่คุณธรรมในใจอันนั้น วิหารธรรมในใจอันนั้น ในใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นสัจจะความจริงอันนั้น
นี่ไง มันถึงยั่งยืนคงที่ตายตัวโดยที่เราฝึกหัดปฏิบัติเอง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ตอนนี้เหลวไหล ตอนนี้สุขทุกข์เพราะอารมณ์มันป้อนให้ สุขทุกข์เพราะมันย่ำยีในหัวใจของตน แล้วโทษเขาไปหมดนะ ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้เรื่องเลยนะ
ติฉินนินทา เวลาเขาพูด เขาพูดด้วยความพอใจของเขา ไอ้เราก็ว่าเขานินทาเรา แล้วก็ไปกว้านมาเผาตัวเราเอง
ไอ้คนพูดมันไปแล้ว มันพอใจมันนะ ไอ้เราดิ้นพราดๆ ในหัวใจเต้นโครมๆ แล้วยังโทษเขาอีกนะ มันไม่โทษตัวมันเองเลย
แต่มันโทษตัวเอง เราโง่เอง เสียงมันมีอยู่ประจำโลกอยู่แล้ว ไม่มีคนพูด อากาศเคลื่อนไหว มันก็กระทบกระเทือน มันมีเสียงทั้งนั้นน่ะ เสียงก็คือเสียง สักแต่ว่าเสียง นี่ไง แล้วเท่าทันมันแล้ว เสียงก็คือเสียง แต่มันบวกไปด้วยการติฉินนินทา มันบวกไปด้วยเราไปกว้านเอามาไง ถ้าเรากว้านเอามา เรามาทบทวนเราเลย ที่เขาพูดจริงหรือเปล่า
เขาพูดโดยที่เขาไม่รู้ไม่เห็น เขาพูดนินทา ไอ้เราถ้าได้ยินขึ้นมา มาทบทวนนะ เออ! นี่คือเทศน์กัณฑ์ใหญ่เลยนะ เขาบอกเรา แต่เขาไม่กล้าบอกซึ่งๆ หน้า เขาไปนินทากัน เราได้ยินมา เราก็มาแก้ไขตัวเรา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง เขาก็นินทาโดยเขาไม่รู้ แล้วผิดพลาดไปตรงไหนล่ะ นี่ไง ไปโทษเขาไง มันจะมีอะไรเกิดขึ้น เวลาทุกข์เวลายากก็โทษเขาไปหมดน่ะ
แต่ความจริงนะ ชาติปิ ทุกฺขา เราเกิดมาแล้ว ชีวิตเราต่างหาก ชีวิตนี้
เราเกิดมาแล้วมีการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต แล้วก็ต้องตายไป เวลาตายไป ชาตินี้ นี่ไง เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาด้วยความเพียรชอบ บวกด้วยจริตนิสัย บวกด้วยอำนาจวาสนา อำนาจวาสนาก็ภพชาตินี้ไง
ทำอะไรบ้าง ถ้าทำบุญทิ้งเหวๆ ทำความดีทิ้งไว้ๆ มันบวกไปในหัวใจดวงนั้นน่ะ
เพราะอะไร
ความลับไม่มีในโลก ใครเป็นคนทำ
จิตดวงนั้นเป็นคนทำ ไม่ใช่เราทำนะ จิต เพราะมีความอยากทำ มือไม้ถึงเคลื่อนไหวไป แล้วที่มันเป็นคนทำ ทำไมไม่มีผลกับตัวมัน มันมีผลกับตัวมันแน่นอน ทำดีทำชั่ว มันมีผลกับจิตนั้นแน่นอน เราจะรู้ไม่รู้ เราทำแล้วมันฝังในนั้น
เพราะอะไร
เพราะพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย
ทำไมล่ะ
เพราะท่านทำมาทุกภพทุกชาติไง มันก็ฝังลงที่นั่นไง จนบารมีเต็มๆ เต็มจนมันล้นขึ้นมา จะเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไง จะมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
ไอ้ของเรามันุทกข์มันยาก มันขาดมันแคลนตลอด มันบกพร่องตลอด มันไม่เต็มไม่ล้นสักที ถ้ามันเต็มล้นขึ้นมานะ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาด้วยความรื่นเริงและอาจหาญ แสวงหาหนทางนี้มานานแล้ว เราไม่เจอหนทางนี้ไง เราเจอหนทางที่กิเลสมันชักจูงไปตลอดไง เราดิ้นรนไปกับมันมาตลอดว่าจะเป็นหนทางที่จะมีความสงบสุข แล้วไม่สงบสุขใดๆ เลย
ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการจะบอกว่า จะกลับไปอยู่ทำสวนทำไร่ หาอากาศที่บริสุทธิ์ อยู่ที่ความสงบสุขในใจของตน สุดท้ายแล้วเขาไปหาความสงบ ความนิ่ง ความพอใจของเขา
เราเกิดมามีอำนาจวาสนา ฝึกหัดปฏิบัติมา ในทางจงกรม ในที่นั่งสมาธิภาวนา มันรื่นเริงและมันอาจหาญ แล้วมันพยายามขวนขวายขึ้นมา ถ้ามันมีอำนาจวาสนา นี้คือหนทางของเรา นี้คือสิ่งที่เราแสวงหามาตลอด นี้คือสิ่งที่เราแสวงหาทางออกจากวัฏฏะนี้
ถ้าไม่มีทางสายนี้ เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ทำคุณงามความดีมากน้อยขนาดไหนไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เป็นพระอินทร์นะ ปกครองเทวดาทั้งหมดนะ แล้วเวลาพระอินทร์จะตายนะ โอ๋ย! คร่ำครวญเลย ไม่อยากพลัดพรากนะ ทำคุณงามความดีไปเกิดเป็นพรหมนะ พรหม ๔ หน้านะ เดี๋ยวก็ต้องตายนะ มันไม่มีอะไรคงที่หรอก
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วโดยธรรมชาติ เป็นอย่างนั้นของมันโดยสัจจะ โดยความจริง ใครจะรู้ ใครจะไม่รู้ มันเป็นข้อเท็จจริง จะเถียง จะอย่างไร ก็เรื่องของเอ็ง แต่เอ็งต้องเป็นแบบนั้นน่ะ เอ็งจะรู้ไม่รู้ เอ็งก็เป็นแบบนั้นน่ะ
ทำชั่ว อเวจีไง เทวทัตโดนดูดไปสดๆ เลยนะ ไอ้เรานี่นะ เวลาใกล้ตายดิ้นพราดๆ เพราะอะไร เพราะมันทำไว้เยอะ เวลากรรมนิมิตมันเห็นนะ วี้ดว้าดๆ เลยนะ มันกลัว
เอ็งจะกลัวขนาดไหน เอ็งก็ต้องเป็นแบบนั้นน่ะ เพราะอะไร จิตวิญญาณนะ มันไม่มีทางหลีกเร้น มันไปตามกรรมนั่นน่ะ
เวลามีชีวิตอยู่ อาจหาญยิ่งใหญ่นัก เวลาใกล้จะตายนะ วี้ดว้าดๆ เพราะกรรมนิมิต สิ่งที่ทำไว้มันปรากฏทั้งสิ้น คนที่ทำไว้ที่ดีงามไง เหมือนจะไปปิกนิก จะไปสวรรค์
แต่กรรมฐานเราไม่ต้องการใดๆ ทั้งสิ้น ทางสองส่วนไม่ควรเสพ อดีตอนาคตทำให้เราเนิ่นช้า ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันเรามีสติปัญญามากหรือไม่ ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เราจะเห็นทุกข์
จิตสงบแล้ว เวลาเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเห็นทุกข์
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า กิเลสมันมาขับถ่ายทิ้งไว้บนหัวใจ คือมันจะสร้างอารมณ์ แล้วมันก็ไปนอนหลับ ไอ้เราได้รับอารมณ์นั้นนะ ทุกข์ๆ ทุกข์เจียนตาย แต่ไม่รู้จักทุกข์
แต่ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ มึงน่ะมาขี้ใส่หัวใจกู มึงน่ะตัวต้นเหตุ ตัณหาความทะยานอยาก อยากได้อยากดี อยากเป็น นั่นน่ะต้นเหตุ พอต้นเหตุนั้นมันก็สร้างภาพ สร้างโครงการ เพื่อย่ำยีหัวใจของตน ไม่เท่าทันมันทั้งสิ้นเลย ถ้าเท่าทันก็เห็นทุกข์ไง
ที่ว่าบ่นว่าทุกข์ๆๆ เอ็งเดินตามมัน เอ็งโดนมันข่มขี่ เอ็งไม่รู้จักมันหรอก มีแต่บ่นพร่ำเพ้อไปเท่านั้น
หัดทำความสงบของใจสิ พอใจสงบแล้วไม่มีทุกข์ด้วย แล้วหาทุกข์ไม่เจอด้วย
นี่ไง วิปัสสนาไม่เป็น ภาวนาไม่เป็น ทำสิ่งใดไม่ได้ เออออห่อหมกให้กิเลสมันหลอกไป หลอกตั้งแต่ที่ทุกข์อยู่ หลอกทั้งๆ ที่แค่มันติดสมาธิ จิตแค่สงบ จิตแค่ปล่อยวางมา ว่าพ้นทุกข์
มันจะพ้นไปไหน มันไม่มีเหตุมีผล ไม่มีที่มาที่ไป มันจะเป็นการพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร
การพ้นทุกข์ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มารเอย มาร กิเลส ตายอยู่นู่นน่ะ
“มาร เธอเกิดจากความดำริของเรา”
มีใครเห็นบ้าง ใครรู้จักมันบ้าง แล้วมาบ่นพร่ำเพ้อเอาอะไร บ่นพร่ำเพ้อนี่เสวยเต็มหัวใจมารนั่นน่ะ เวลามันชำระล้างไปแล้ว มารเอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเย้ยมารมาตลอด ครูบาอาจารย์ของเรานะ มารเข้ามาในหัวใจของเราไม่ได้ มารนี่ไปเลย สิ้นไปเลย นี่เวลากิเลสมันตาย นิโรธดับทุกข์ เอวัง