กิเลสสีย้อมผ้า
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะคือสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนถึงการใช้ชีวิตของมนุษย์ เป็นมนุษย์เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอน สอนให้เป็นคนดี คนดีอยู่ในศีลในธรรม ถ้าอยู่ในศีลธรรม นี่สอนความเป็นอยู่ของมนุษย์ เป็นประเพณีวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาสอน สอนให้คนเป็นคนดีไง ดีเพื่ออะไร เพราะดีเป็นบุญเป็นกุศล ถ้าชั่ว ชั่วมันเป็นบาปอกุศลไง บาปอกุศลมันกดจิตใจให้ต่ำ กดจิตใจให้มีแต่ความทุกข์ความยาก บุญกุศลทำให้จิตใจนี้เบา เบาเพราะอะไร
เบาเพราะว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าใจมันเบา ใจมีสติสัมปชัญญะ มันอยู่ด้วยความสุขด้วยความสบายไง แต่ถ้ามันเป็นบาปอกุศล มันกดให้จิตใจมันต่ำต้อยไง
จิตใจต่ำต้อย ดูสิ เวลาคนคิด ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำไมเราไม่ทัดเทียมคนอื่นเขา
แต่ถ้าการใช้ชีวิตถ้ามีสติมีปัญญานะ การเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ เป็นอริยทรัพย์ เพราะมนุษย์ทำสิ่งใดก็ได้ มนุษย์มีสติปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้สถาปนาเป็นกษัตริย์อยู่แล้วไง ละการที่จะได้สถานะความเป็นกษัตริย์ ยิ่งใหญ่ขนาดไหนในทางโลก ออกมาประพฤติปฏิบัติแสวงหาสัจธรรมในความเป็นจริงในหัวใจของท่าน อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร
มาร มารที่ปิดหูปิดตาให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ทั้งๆ ที่เป็นพระโพธิสัตว์ๆ มีแต่คุณงามความดีทั้งนั้น สร้างแต่คุณงามความดีเป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น ถ้าเป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง
ฉะนั้น เวลาไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้วถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แสวงหาอยู่ ๖ ปี แสวงหาอยู่ทุกข์ยากแสนเข็ญขนาดไหน เวลาจะชำระล้างกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เสวยวิมุตติสุขๆ มันแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ความจำ ความจำนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ความจริง ความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งเพราะอะไร
อีกเรื่องหนึ่งเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหูตาสว่างแล้วเป็นความจริง
ไอ้พวกเราเป็นความจำ จำมาแล้วเป็นชีวิตประจำวันไง มีศีลมีธรรมเป็นคนดี คนดีก็เพื่อชีวิตที่มีความร่มเย็นเป็นสุขไง ถ้าความดีก็ต่อเนื่องเป็นความดีขึ้นไปไง แต่เวลาความดี มันจะทำความดีแล้วมันต่ำ เวลามันอารมณ์ชั่ววูบๆ เวลามีเวรมีกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรมไง
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง วัดวาอารามเต็มประเทศไทยไง สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามมันก็ดีงามไง
วัดเป็นที่ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเป็นสุข เป็นเขตอภัยทาน อภัยทาน
เราไปทำบุญทำกุศลที่วัดที่วาเป็นประเพณีวัฒนธรรม เป็นคุณงามความดี แล้วสร้างขึ้นมาเป็นความดี สังคมร่มเย็นเป็นสุข
สังคม สิ่งที่ว่าฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อชีวิตนี้ เพื่อการใช้ชีวิต มีศีลมีธรรม มีอำนาจวาสนามาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระเป็นนักปฏิบัติไง ได้บวชเป็นพระขึ้นมา ถ้าจะปฏิบัติแล้วก็ยังลังเลสงสัย ลังเลสงสัยก็มีการศึกษา ไปศึกษาภาคปริยัติ ก็ศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
ตั้งแต่อดีตชาติ ตั้งแต่เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตั้งแต่เวลาสิ้นกิเลสไป นี่เป็นความมหัศจรรย์ๆ เวลาเทศนาว่าการเผยแผ่ธรรมๆ มันเผยแผ่ธรรม เวลาแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วไปเทศน์โปรดพระมารดาบนสวรรค์ ออกพรรษาแล้ว ตักบาตรเทโวๆ ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ที่ไปสอนไปอบรมบ่มเพาะพระพุทธมารดา
สิ่งที่เป็นความมหัศจรรย์ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ศึกษาเป็นบาลี บาลีแปล แปลพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกขึ้นมาเป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม ถ้าศึกษามาแล้วก็เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ถ้าเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตนะ รักษาชีวิตนี้ไว้ดีงามไง ถ้าชีวิตดีงามได้มันก็เป็นบุญเป็นกุศล
แต่ถ้าจะเอาความจริงไง ถ้าเราจะเอาความจริง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าเราจะเอาความจริงในพระพุทธศาสนา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งพระอานนท์ไว้ไง
“อานนท์เธอบอกเขานะ ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด อย่าได้บูชาสิ่งที่เป็นอามิสเลย”
ดอกไม้ธูปเทียนต่างๆ ข้าวของเป็นอามิส อามิสบูชา บูชาพระพุทธศาสนา
ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง นี่เป็นอริยทรัพย์ ชีวิตนี้ เวลานั่งสมาธิภาวนา ร่างกายของเรา บุญกิริยาวัตถุถวายองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ทั้งร่างกายและจิตใจยกถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
“ปฏิบัติบูชาเราเถิด”
แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน เวลามันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันมหัศจรรย์ไง แต่เวลาออกฝึกหัดปฏิบัติมันมีวิธีการมากมายมหาศาล
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไง เดียรถีย์นิครนถ์ปลอมมาบวชในพระพุทธศาสนา ปลอมมาบวชในพระพุทธศาสนาเพราะอะไร
เพราะสิ่งที่ว่าเวลาเขาเป็นศาสดาๆ มีผู้อุปถัมภ์อุปัฏฐากมากมายมหาศาล เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเผยแผ่ธรรมๆ ไง สิ่งนั้นไม่มีคุณค่า สิ่งนั้นไม่เป็นข้อเท็จจริง สิ่งนั้นเป็นความเชื่อ
แล้วถ้าความจริงล่ะ
ความจริง ความจริงฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินี่ไง
ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับเข้ามาได้หรือไม่ได้ ถ้าสงบเข้ามาไม่ได้ ฤๅษีชีไพร พวกเดียรถีย์นิครนถ์ปลอมบวชเข้ามา ก็สร้างเป็นก๊กเป็นแก๊งขึ้นมา ในพระไตรปิฎกมากมายมหาศาล เพราะอะไร
เพราะถ้าเขาอยู่ทางโลก ทางโลกมีความเชื่อของเขา มีความเชื่อร้อยแปดของเขา เขาก็มีความเชื่อของเขาอย่างนั้น
เวลาพระพุทธศาสนาปฏิเสธหมด
ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา เวลาปลอมบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา พวกเดียรถีย์นิครนถ์ไง เวลาความเชื่อของเขา เขาก็ปฏิบัติเป็นความจริงของเขา เป็นความจริงของเขาก็ระหกระเหินในหัวใจของเขาตามอำนาจวาสนาของคน เพราะอะไร เพราะสิ่งความเชื่ออันนั้นมันก็ชักนำให้ความรู้ความเห็นของเขาเป็นอย่างนั้น
แต่เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง จะเจริญอีกหนหนึ่งไง เวลาเจริญอีกหนหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านออกฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพราะอะไร
เพราะศาสนามันเหลวแหลกไง มันก็เป็นความเชื่อไง มีวัดมีวาก็มีพระไว้องค์หนึ่ง มีไว้องค์หนึ่งไว้เฝ้าวัดไง แต่ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงของเราขึ้นมาไง ที่วัดวาอารามมันเป็นที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้าวัดร่ำวัดเรียนถึงเวลาแล้วเขาก็เรียนหนังสือของเขา ถ้าเรียนหนังสือของเขา มันก็เป็นการศึกษา ศึกษาภาคปริยัติ
ถ้าภาคปฏิบัติขึ้นมา เขาเอาความสงบสงัดในวัดวาอารามนั้น ถ้าวัดวาอารามนั้นเพื่อฝึกหัดปฏิบัติใจของตน ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาๆ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าทำความสงบของใจ ใจสงบระงับเข้ามาได้หรือไม่ได้
ถ้าใจสงบระงับเข้ามาไม่ได้ไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปตามแต่ความเชื่อ เวลาถ้าทำความสงบ มันสงบตรงไหน
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านมีอำนาจวาสนานะ เวลาจะทำความสงบของใจเข้ามา เวลาจิตสงบมันไปรู้ไปเห็นอะไรร้อยแปดพันเก้า เอ! ไอ้นี่มันคืออะไร มันเป็นคืออะไรไง
เวลาท่านสงบด้วยกำลังของจิต จิตมันขึ้นไปบนสวรรค์ บนก้อนเมฆ บนต่างๆ ดึงกลับลงมาๆ เวลาลงที่ต่ำไป ลงไปนรกอเวจีไปรู้ไปเห็นอะไรร้อยแปดพันเก้า นี่มันคืออะไร นี่มันคืออะไร
นี่ไง ถ้าเอาความจริงๆ โดยทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
เวลาฟังธรรมๆ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภาคปริยัติ ถ้าเป็นทางโลกๆ เขาศึกษาเรื่องชีวิตประจำวันของเรา การใช้ชีวิต ดำรงชีวิต ชีวิตนี้มาจากไหน เวลาชีวิตมาจากไหน เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง เราก็รู้ชีวิตเกิดมาเกิดจากพ่อจากแม่ จากพ่อจากแม่ กตัญญูกตเวทีกับพ่อต่อแม่ไง ญาติ ญาติโกโหติกาของเรา ชาติตระกูล กตัญญูกตเวทีของเรา นี่เป็นข้อเท็จจริงในทางโลกของเขา
แต่ดำรงชีวิตล่ะ เราจะรักษาใจอย่างไร มันมีความทุกข์ไหม กิเลสมันบีบคั้นทั้งนั้นน่ะ จะมากจะน้อยแล้วแต่ มันแก้ไขอะไรสิ่งใดไม่ได้ แต่มันก็มีศีลมีธรรมในหัวใจของตนนั่นนะ
เวลาปฏิบัติ ปฏิบัติจิตตภาวนาๆ ภาคปฏิบัติ เวลาจิตตภาวนา จิตจะทำอย่างไรให้มันสงบระงับเข้ามา มันไปรู้ไปเห็นสิ่งใดมันส่งออกทั้งนั้นน่ะ นี่เวลาจิตมันส่งออกไง
เวลาทางโลกฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการใช้ชีวิต เพื่อให้ชีวิตนี้มีความปกติสุขในชีวิตของตน
ในภาคปฏิบัติ ภาคปฏิบัติเขาต้องจิตตภาวนา เขาหา เขาค้นคว้าหาจิตของตน แล้วจิตของตนอยู่ไหน เวลาถ้าจิตมันจะสงบระงับเข้ามา สงบอย่างไร
เดียรถีย์นิครนถ์เขาทำของเขานั่นน่ะ ดูสิ ดูเขาบูชาไฟๆ พราหมณ์ยังบูชาไฟอยู่ในปัจจุบันนี้ ในอินเดียยังบูชาไฟกันอยู่ตลอดเวลา ฮินดูเขาถือพราหมณ์ พระเจ้ากี่องค์ บูชาอ้อนวอนขอกันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วมันจะมีฤทธิ์มีเดชมีความเป็นไป
แล้วเวลาพระพุทธศาสนาล่ะ
พระพุทธศาสนา ถ้าจะเอาจริง จิตตภาวนา ถ้าจิตตภาวนา แล้วจิตมันอยู่ไหน ถ้าจิตมันอยู่ไหน เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติของเรามาแล้วนะ ถ้าเชื่อตามความรู้ความเห็นของตนมันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะอะไร
เพราะเวลาฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อการใช้ชีวิตของเรานี้ ชีวิตนี้มาจากไหน แต่เวลาภาคปฏิบัติๆ ไง มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ทำความสงบของใจได้ตามความจริงหรือไม่ ถ้าทำสงบตามความจริงไม่ได้ มันก็ออกรู้ออกเห็นไปอย่างนั้น ถ้าออกรู้ออกเห็น เห็นอะไร เห็นกิเลสมันหลอกไง เห็นกิเลสมันปลิ้นมันปล้อนไง เวลามันปลิ้นมันปล้อน “อ้าว! แต่เราเป็นชาวพุทธนะ เรานับถือพระพุทธศาสนานะ เราปฏิบัติ”
อันนั้นมันความเห็นของตน อันนั้นกิเลสมันหลอกแล้ว
เวลาเป็นความจริงขึ้นมา อันนั้นเพราะอะไร เพราะจิตมันตกอยู่ใต้พญามาร กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันครอบงำหัวใจของตนทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่เวลาออกมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ออกมาด้วยความอยากนี่แหละ เราอยากฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นตามความเป็นจริง แล้วมันจริงของใคร มันสงบระงับเข้ามาของมันมาไม่ได้ มันไม่ได้เพราะอะไร มันไม่ได้เพราะอะไร
เพราะว่าโดยธรรมชาติ โดยการเกิด เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เพราะอวิชชาพาเกิด อวิชชาพาเกิดมันมีพญามารของมันอยู่แล้ว เวลาธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิมๆ ธรรมะก็วัฏฏะนี่ไง บุญและบาปนี่ไง แล้วเราทำบุญและบาปเรามาหรือไม่
ทำ คนเราทำดีและชั่วมาทั้งนั้น ดีก็ทำมา ชั่วก็ทำมา ความดีความชั่วของเรามา ถ้าทำดีทำชั่วของเรามา นั่นแหละผลของกรรม กรรมมันให้ผลของมัน
เวลามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็มีวาสนานะ มีวาสนา เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาขึ้นมาได้บวชเป็นพระ เราจะเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาควาททะยานอยากในหัวใจของตน เรารู้จักกิเลสหรือยัง เราเห็นกิเลสของเราหรือยัง
ยัง แต่เรามีความเชื่อ เรามีศรัทธา แล้วมีศรัทธาขึ้นมา แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติตามความเชื่อของตน ตามความเชื่อของตนมันก็เป็นฤๅษีนิครนถ์ไปอย่างนั้นเลย
แต่ถ้าเป็นความจริงๆ ขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ใจมันจะสงบระงับเข้ามาเป็นสัมมาสมาธิหรือไม่ ถ้ามันใจสงบเข้ามา สงบมีกำลังของมัน มันออกรู้ออกเห็นอย่างนั้นน่ะ
ครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาท่านรู้ท่านเห็นอย่างนั้นมาอยู่แล้ว ถ้ารู้ถ้าเห็นอย่างนั้นมาอยู่แล้ว สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา สิ่งที่รู้ที่เห็นอนัตตาทั้งนั้นน่ะ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป มันเกิดขึ้นจริงๆ ไหม จริง จริงตรงไหน จริงที่เรารู้เราเห็นนี่ไง แล้วมันเป็นความจริงในพระพุทธศาสนาหรือไม่
มันเป็นความจริงในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นธรรมๆ ท่านบอกให้ทำความสงบของใจเข้ามาเพราะอะไร
เพราะถ้าเราฟังธรรมๆ ในภาคปริยัติ เราฟังธรรมๆ ขึ้นมานะ ธรรมและวินัยเป็นศาสดา เวลาเทศนาว่าการทางภาคปริยัติเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราก็มีความรู้ความเห็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วเราก็ศึกษามาด้วยประเพณีวัฒนธรรม เราก็เห็นมา ไปวัดไปวา ในโบสถ์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังมากมายมหาศาล มันก็รู้โดยสภาวะแวดล้อมของจิตมันเห็นมาหมดแล้วแหละ แล้วเวลาทำไปๆ นั่นก็เป็นกิเลส เป็นตัณหาความทะยานอยาก เป็นพญามาร เขาก็เขียนในวัดในโบสถ์กัน พญามาร โอ้โฮ! มันน่ากลัว
มันก็เหมือนเมื่อก่อนน่ะ คอมมิวนิสต์ๆ คอมมิวนิสต์เป็นยักษ์เป็นผีไปนู่นน่ะ เขียนเสือให้วัวกลัว เขียนให้คนกลัวคอมมิวนิสต์
แล้วพวกคอมมิวนิสต์มันว่าไงรู้ไหม
คอมมิวนิสต์บอกว่า คอมมิวนิสต์คนแรกของโลกคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึงธรรม ความเสมอภาค ความเป็นภราดรภาพ ความเป็นจริง เขาบอกว่า คอมมิวนิสต์องค์แรกคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ
เพราะคอมมิวนิสต์เคยคุยกับเรา เขาบอกอย่างนั้น
เราบอก ไม่จริง คอมมิวนิสต์เป็นลัทธิเป็นความเชื่อ เป็นความเชื่อในทางโลก ในการเสมอภาค เสมอภาคของเราที่ไหน พระพุทธศาสนาสอนเรื่องเวรเรื่องกรรม ใครเสมอภาคกว่าใคร ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในบรรดาพระอรหันต์แต่ละองค์ เอตทัคคะ ๘๐ องค์ มันมีความเท่าเทียมกันตรงไหน
มันเท่าเทียมกันโดยอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจของแต่ละบุคคลนั้น แล้วทำลายอวิชชา ทำลายพญามารในหัวใจของแต่ละบุคคลคนนั้นเป็นพระอรหันต์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา ด้วยอำนาจวาสนาบารมีที่สร้างสมมามากมายมหาศาล นี่มากมายมหาศาล เห็นไหม เวลาพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เวลาไปฟังเทศน์พระอัสสชิแล้วจะมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพยากรณ์เลย “นั่นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาเรามาแล้ว”
เวลาเทศนาว่าการอบรมบ่มเพาะจนเป็นพระอรหันต์ไง ตั้งเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา พระทั้งหมดติเตียนว่า เห็นแก่ตัว ลำเอียง ไม่เสมอภาค ภราดรภาพ
ลัทธิคอมมิวนิสต์ไง
บอก ไม่ใช่ เขาทำของเขามา เราทำตามข้อเท็จจริงนั้นเท่านั้น มันเป็นของเขาๆ ไง
คอมมิวนิสต์คนแรกของโลกมาจากไหน ตรัสรู้ธรรมต่างหาก ตามข้อเท็จจริงของบุญและบาปต่างหาก มันคนละเรื่องกับคอมมิวนิสต์
คอมมิวนิสต์เป็นลัทธิเป็นความเชื่อ เป็นการจับคนให้เสมอกันเท่ากัน แล้วไม่เสมอ แล้วไม่เท่ากัน แต่ถ้าเป็นสังคมของเขาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหัวหน้าไม่ซื่อสัตย์ไม่สุจริตแล้วไม่มีความสามารถล่ะ นี่พูดถึงคอมมิวนิสต์
แต่ถ้าเป็นธรรมะ ธรรมะๆ มันความเสมอภาค พระอรหันต์เหมือนกัน อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา มีพญามารทำลายกิเลสตัณหาความทะยานอยากสิ้นไปของแต่ละบุคคลด้วยอำนาจวาสนาบารมีของคน
อำนาจวาสนาบารมีไง ถ้าเขาไม่มีอำนาจวาสนาบารมี เขาทำอย่างไร เขาพยายามของเขาขนาดไหน เห็นไหม ฤๅษีชีไพรนิครนถ์เขารู้เห็นอย่างนั้นเพราะอะไร
เพราะสิ่งที่ว่าเป็นภาคปริยัติ เป็นสิ่งการศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิเลสมันฉลาดกว่านั้น มันเอาสิ่งนั้นมาพลิกมาแพลงขึ้นมาเป็นสมบัติของมัน เป็นสมบัติของมันแล้วก็หลอกลวงเรา แล้วจิตเราโง่ เห็นอย่างนั้นก็เชื่ออย่างนั้น
เพราะเวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านนะ เวลาจิตกว่าจะสงบจนเป็นสัมมาสมาธิ สงบในสัมมาสมาธิคือจิตสงบแล้วเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม
ถูกต้องชอบธรรมตรงไหน
กว่าที่มันจะเข้าเป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันปล่อยวางอะไรของมันมา สงบแล้วมันก็รู้ก็เห็นของมันเป็นโลกทั้งนั้นน่ะ คำว่า “โลก” คืออภิญญา คำว่า “โลก” คือความรู้ความเห็น
ความรู้ความเห็น ความรู้ความเห็นต่างๆ ขึ้นมา ถ้าเป็นโลกเขาเรียกว่าโลกียะ เป็นเรื่องโลกๆ แล้วมันจะสร้างอย่างไรก็ได้ แล้วมันจะจินตนาการอย่างไรก็ได้ เพราะอะไร สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา
เวลาภาวนามยปัญญา ว่ามันเป็นภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญามันตรงไหน ตรงไหนเป็นภาวนามยปัญญา ตรงไหนมันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา
ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันมีที่มาที่ไปของมันไง
นี่ไง เวลาพระกรรมฐานๆ ไง จิตตภาวนา จิตเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ ถ้าจิตเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นมา สิ่งที่ทำมาแล้วมันจะรู้เห็นว่านี่คือโลก โลกมันเป็นอย่างนี้ โลกนี้มันเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะเรารู้เราเห็นไง แล้วเราก็เข้าใจว่ามันจะเป็นอย่างนั้นไง แล้วมันก็จะเป็นอย่างนั้น เวลากิเลสมันหลอก มันหลอกเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป คิดซับคิดซ้อนขึ้นมาเป็นชั้นเป็นตอน อารมณ์หนึ่งก็เป็นขั้นตอนหนึ่งๆ
ขั้นตอนไหน ขั้นตอนอะไร
ขั้นตอนว่าจิตส่งออก จิตรู้ไง แล้วถ้ารู้อย่างนั้นเป็นประโยชน์กับใคร มันทำให้ตัวเองเสียโอกาส ทำให้ตัวเองติดกับอยู่อย่างนั้นน่ะ มันไม่พลิกลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม
ถ้ามันจะพลิกกลับเข้ามาเป็นความถูกต้องชอบธรรม เห็นไหม กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหลง โลภะ หลงอะไร หลงในตัวกิเลสที่ให้กิเลสมันหลอกไง หลงในตัวกิเลส เวลากิเลสบังเงานะ มันปั้นมันแต่งมามหัศจรรย์ทั้งนั้นน่ะ เวลาความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์แค่ไหน
มหัศจรรย์ อารมณ์ความรู้สึกของคน ดูสิ เวลาไอ้พวกหลอนยามันมหัศจรรย์ขนาดนั้นน่ะ หลอนยา หลอนยานี้เป็นสิทธิส่วนบุคคลนะ มันเป็นสิทธิของเขา เขาผิดปกติของเขา
ไอ้ของเรากิเลสมันพลิกมันแพลงขึ้นมา มันผิดปกติตรงไหน ผิดปกติอย่างไร
มันผิดปกตินะ เวลา เวลาพิสูจน์ทั้งนั้นน่ะ
เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเข้าสมาธิไม่ได้
หลวงตาพระมหาบัวท่านยืนยันเลย เวลาจิตสงบแล้วอย่าพรวดพราดออก ถ้าพรวดพราดออก มันจะเข้าอีกได้ยาก
เวลาจิตมันสงบตามความเป็นจริงนะ แต่ถ้ามันส่งออก มันส่งออกที่ไปรับไปรู้ต่างๆ ไม่ต้องเข้าไม่ต้องออกหรอก กิเลสมันจัดฉากให้หมดล่ะ แล้วกิเลสมันจัดฉาก จัดฉากขึ้นมาอย่างไร สิ่งนั้นเป็นความจริงหรือ สิ่งนั้นพิสูจน์ได้เป็นความจริงไหม
เวลาจิตมันดีนะ โอ้โฮ! มันมีความสุขความประเสริฐมากมายมหาศาล เดี๋ยวเวลามันเสื่อม เสื่อมไปแล้วจบเลยนะ นี่กรณีหนึ่ง
อีกกรณีหนึ่งนะ เวลาจิตถ้ามันผิดปกติขึ้นมา แล้วมันผิดปกติมากมาย เวลาผู้ที่ปฏิบัติๆ ขึ้นมา “วิปัสสนา โอ้โฮ! มันรู้มันเห็นนะ” สุดท้ายแล้วนะ “หนูกินยาอยู่ค่ะ หนูผิดปกติค่ะ” แล้วยิ่งผิดปกติยิ่งภาวนาไป หลุดนะ เวลาหลุดไปแล้วมีปัญหาทันทีเลย ถ้ามันหลุดไป หลุดไปเพราะอะไร
เพราะสมุทัย เพราะกิเลสมันซ้ำเติม ซ้ำเติมเพราะว่าจิตมันผิดปกติของมันอยู่ จิตผิดปกติแล้วให้กิเลสมันซ้ำเติมเข้าไป ถ้าตามความรู้ความเห็นไป หลุด
แต่ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา มันยอมรับความจริงไหม มันยอมปล่อยวางอย่างนั้นไหม
สุดท้ายแล้วต้องใช้ยา ใช้การควบคุมให้มันกลับมาเป็นปกติ หนึ่ง
สอง กลับมาพุทโธๆ ให้จิตมันกลับมาเป็นสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิคือจิตตภาวนา จิตจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ จิตต้องกลับมาเป็นปกติ ปกติโดยสัมมาสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสัมมาสมาธิคือจิตมันเป็นปกติสุขแล้วมันมีความสงบสุขของมัน
สงบสุขของมัน ถ้าไม่มีอำนาจวาสนาก็ติดสมาธิไง
นี่ไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่เป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กิเลสตัณหาความทะยานอยาก ความโลภ ความหลงขึ้นมา มันเป็นขี้ ขี้สามกอง ขี้สามกองทำให้หัวใจมันสกปรกไง
เหมือนกับเวลาผ้าเช็ดเท้า ผ้าขี้ริ้ว เราใช้สิ่งใดแล้วมันจะสกปรก สกปรกแล้ว ถ้าเราชะ เราล้าง เราเช็ด เราทำความสะอาด ผ้านั้นก็กลับมาเป็นผ้าที่สะอาดที่จะใช้งานได้ต่อไป
จิต จิตที่มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มีความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้นมา มันหมักมันหมม จนเป็นความสกปรกโสโครกของมัน
ถ้าเป็นความสกปรกโสโครกของจิต จิตของใคร อำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ชอบสิ่งใด
ดูทางโลกสิ นักเลงการพนันเขาเล่นการพนันเพื่อเลี้ยงชีพ นักเลงสุราเขาก็ดื่มสุราของเขาตลอดเวลา นักเลงผู้หญิง นักเลงต่างๆ นักเลงๆ เห็นไหม นี่ดูทางโลกเขา แล้วหัวใจเราล่ะ เราทำสิ่งใด
ถ้าเราไม่ปฏิบัติ เราก็กลับมองไง มองว่า “คนไปวัดไปวาพวกนี้พวกมีปัญหาทั้งนั้น เราเป็นคนที่มีความปกติสุข เราเป็นคนที่ดีงาม” เวลาถ้ามันเป็นทางโลก
เวลาจะมาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันลุ่มมันหลงของมันไป มันก็ลุ่มก็หลงของมันไป มันก็เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเป็นความหลงใหลได้ปลื้ม มันก็เป็นความโสโครก ถ้าความโสโครกมันความสกปรกไง มันนี่คือกิเลส กิเลสเวลามันย้อมสีไง
เวลากิเลสมันสกปรก ถ้าทำความสะอาดที่มันสกปรกนั้น มันก็จะกลับมาเป็นสัมมาสมาธิ
ฉะนั้น เวลากิเลส นี่ผ้าขี้ริ้วที่มันสกปรกโสโครกไง ทั้งเหม็น ทั้งสะอิดสะเอียน ทั้งอะไร เวลาไปซักไปทำความสะอาดมันก็สะอาด เอาไว้ใช้งานต่อไป
จิต ถ้ามันกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันครอบงำมันอยู่ไง ถ้ากิเลสตัณหาความทะยานอยากครอบงำมันอยู่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ลูกของมาร หลานของมาร เวลาขึ้นไป ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นลูกสาวของมาร ลูกสาวของมาร ลูกสาวสามคน มารคืออวิชชา มันซับซ้อน ซับซ้อนตามข้อเท็จจริง นี่เวลากิเลสมันย้อมสี
เวลาถ้ามันเป็นกิเลส มันเป็นเพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็เป็นความสกปรกโสโครก เป็นความสะอิดสะเอียน เป็นความทุกข์ความยาก แล้วถ้าฟังธรรมๆ ในทางโลก ฟังธรรมๆ เพื่อการดำรงชีวิต การใช้ชีวิต
คำว่า “ใช้ชีวิต” เพื่อความมีศีลมีธรรมในหัวใจของเรา เขาไม่ได้ภาวนา ความโลภ ความโกรธ ความหลง สมบูรณ์แบบของมันตามจริตนิสัยของผู้มีการศึกษา มีการศึกษาเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตก็อยู่ที่นิสัยของเขา
นักปราชญ์ราชบัณฑิต ถ้าเป็นคนคดคนโกง เขาก็ทุจริตเพื่อชีวิตของเขา ถ้านักปราชญ์ราชบัณฑิตเขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เขาก็มีศีลมีธรรม เขาก็ไม่คดไม่โกง เขาไม่ทำความเสียหายในชีวิตของเขา นั่นก็เป็นเรื่องของภาคปริยัติ เรื่องของโลก เรื่องของการดำรงชีวิต
แต่ถ้าเป็นนักปฏิบัติ นักปฏิบัติมันต้องลึกซึ้งกว่านั้นไง ลึกซึงกว่านั้นเพราะจิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะตามสัจจะเป็นความจริงในพระพุทธศาสนา แล้วถ้าจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เขาก็ต้องทำความสงบของใจให้เข้าไปสู่สัมมาสมาธิคือจิตของตน จิตดวงนั้น
จะทำสัมมาสมาธินี่ไง ถ้าจิตมันเป็นสมาธิไม่ได้ จิตที่มันคึกมันคะนอง จิตที่มีปัญหาอยู่นี่ นี่ไง ก็มันสกปรกไง มันมีความโลภ ความโกรธ ความหลง
โลภ โลภก็อยากได้ อยากเป็น ความอยากได้ อยากเป็น มันก็เป็นตัณหาความทะยานอยาก
โกรธ ทำแล้วก็ไม่ได้ดั่งใจของตน จะทำสิ่งใดแล้วถ้าใครไม่ส่งเสริมสิ่งใดก็โกรธ
หลง หลงก็หลงใหลได้ปลื้มไปกับมัน
แล้วทำความสงบของใจได้ไหม
นี่ไง ถ้ามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา สิ่งนี้เขาจะควบคุมมัน
จะไปรู้จะไปเห็นสิ่งใด ส่งออกทั้งนั้น ส่งออกโดยจิตของเรานะ
แต่โลกในปัจจุบันนี้ไง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของสังคมไทยเป็นซึมเศร้า ถ้ามีซึมเศร้าขึ้นมามันขาดตกบกพร่องในใจของมันอยู่แล้ว เวลาขาดตกบกพร่องในใจของมันอยู่แล้ว แล้วถ้าไปฝึกหัดปฏิบัติมันไปเลย
“หนูวิปัสสนาอยู่ค่ะ หนูพิจารณากาย”
เจรจาไปเจรจามา
“หนูกินยาอยู่ค่ะ”
ถ้ากินยา มันผิดปกติอยู่แล้ว ความคิดเร็วกว่าแสง แล้วสิ่งที่มันบกพร่องในหัวใจมันเป็นอะไร แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าผิดปกติ เราก็พุทโธๆ คือรักษาใจ
เวลาคนตกภวังค์นะ มันเหมือนคนขับรถ ถ้าขับรถคือจิตของตนขับรถไปตามเส้นทางในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วคอสะพานมันขาด ตกภวังค์ไปหมด พุทโธๆ ก็หายไปสิ้น
สิ่งที่มันเวลาฝึกหัดปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ให้เป็นสัมมาสมาธิ จิตตภาวนา
เริ่มต้นจากพระกรรมฐานๆ นี่ไง สมาธิทำไม่เป็นๆ เพราะสมาธิทำไม่เป็น สมาธิทำไม่เป็นก็จิตมันไม่ปกติ
ถ้าจิตเป็นปกตินั่นทำสมาธิเป็น ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก ถ้ามันชำนาญในการเข้าและการออก รักษาจิตของตนให้เป็นสัมมาสมาธิ เห็นไหม
โดยข้อเท็จจริงกิเลสมันย้อมสี สี เวลามันย้อมสี ย้อมสีขึ้นมา ถ้าโดยปกติ สิ่งที่ว่าจิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้ๆ มันกิเลสมันสีย้อมผ้า มันย้อมสีของมันไปร้อยแปดพันเก้า จะเอาสีอะไรล่ะ
พระกรรมฐานห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ได้ผ้าฝ้ายมาตัดเย็บแล้วย้อมด้วยสีเปลือกไม้ สีฝาดแก่นขนุน นี่สีธรรมชาติ แต่โดยความเป็นจริง ผ้าป่านมันก็ผ้าสีขาว ถ้ามันย้อมสีๆ ไป กิเลสมันย้อมสี เวลาย้อมสีนะ เริ่มต้นถ้ากิเลสมันก็เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นความสกปรกโสโครก มันมีความทุกข์ความยากของมัน เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพื่อความปกติสุข
ไม่ใช่ว่าจิตบกพร่อง บกพร่องแล้วมันก็ผิดปกติไป แล้วถ้ามันส่งออก ส่งออกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย แล้วจะกลับมาเป็นปกติอย่างไรล่ะ
ถ้ากลับมาปกติ นี่ไง เราไม่ใช่ฟังธรรม ฝึกหัดธรรมโดยการใช้ชีวิตในประจำวัน นั่นมันทางโลกเขา ทางโลกเขานะ ให้มีศีลมีธรรมใช้ชีวิตในประจำวัน
นักปฏิบัติๆ อย่างน้อยก็ต้องทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบเข้ามาแล้ว ถ้าใจสงบเข้ามาแล้ว มันมีสีอะไร ย้อมด้วยสีอะไร
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ แล้วกายกับใจมีขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ขึ้นมา ถ้าเห็นความรู้สึกนึกคิด ขันธ์ ๕ สิ่งที่ว่าปุถุชนคนหนาทำความสงบของใจได้ยาก แล้วทำความสงบของใจเข้ามาแล้วมันก็ส่งออกไปทั้งสิ้น
ถ้าเรากำหนดพุทโธ คำบริกรรมของเรา เราทำแล้วมันส่งออก มันไม่มีความสงบสุข เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าจิตสงบเข้ามา จิตมันปล่อยวางๆ
ปล่อยวางอะไร
ปล่อยวางความคิด ความคิดไม่ใช่จิต ความคิดเกิดจากจิต อารมณ์ความรู้สึกเกิดจากจิต
แล้วอารมณ์มันคืออะไร
อารมณ์มันเป็นธรรมชาติรู้ของสิ่งมีชีวิต เพราะสัตว์มันก็มี เทวดา อินทร์ พรหมก็มี เวลาเกิดไง เกิดแต่ละภพแต่ละชาติ เกิดในสถานะใด เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ นี่คือการเกิด
แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ภาคปฏิบัติๆ จิตตภาวนาไง แล้วจิตมีกำลังไหม จิตมีอำนาจวาสนาไหม ถ้าจิตมีกำลัง มีอำนาจวาสนาขึ้นมา เวลามันน้อมไปเห็น เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม
ถ้ามันเห็น เห็นอย่างไร ถ้ามันเห็นไง สิ่งที่ว่ากิเลสมันย้อมสีๆ สีอะไร สีของใคร
ถ้าเป็นพระๆ ไง สีผ้า ผ้าสีฝาด ผ้ากาสาวพัสตร์เป็นธงชัยพระอรหันต์ นี่เศร้าหมอง สิ่งที่เศร้าหมองเพราะไม่ให้กิเลสมันเห่อเหิมทะเยอทะยานไง แล้วใช้สิ่งนี้ดำรงชีวิตไง
เวลาบวช อุปัชฌาย์ให้ บริขาร ๘ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ สิ่งห้ามทำ ๔ อย่าง แล้ว ๔ อย่างให้ทำ รุกฺขมูลเสนาสนํ ให้อยู่ในที่สงบสงัดสมควรแก่การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เพราะจิตตภาวนา
จิตนี้ร้ายนัก จิตนี้ สิ่งที่เร็วกว่าแสง แล้วมันได้ประดับไปด้วยอะไร เห็นไหม กิเลสมันย้อมสีไง ถ้าเป็นทางโลกก็เป็นคฤหัสถ์ไง บริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกาเป็นผู้อบรมบ่มเพาะ เป็นผู้ที่สนับสนุนพระปฏิบัติ อุดหนุนผู้ที่จะเผยแผ่ธรรม ภิกษุ ภิกษุณีเป็นผู้ฝึกหัดไง
ย้อมสี สีอะไร
แล้วถ้าความเป็นจริง บริษัท ๔ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเอาความจริงจังขึ้นมา จิตตภาวนา
โดยธรรมชาติ โดยทั่วไป ผ้าส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว ถ้าเป็นสีขาว มันก็ทำความสงบของใจเข้ามาให้เป็นสัมมาสมาธิ
ถ้าเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมาเพื่ออะไร
ถ้าไม่เป็นสัมมาสมาธินะ ผ้าสี ดูสิ เขาจะย้อมสีด้วยเส้นด้ายแล้วถักทอก็ได้ เขาจะทำผ้าบาติก เขาใช้พิมพ์ ใช้ย้อม ได้ทั้งนั้น แล้วความรู้ความเห็นของใคร แล้วอำนาจวาสนาบารมีของใคร เราจะรู้เราจะเห็นเรื่องอะไร ถ้าเราขาดสติขาดปัญญา มันไปหมดแล้ว มันส่งออกแล้วมันไปกว้านเอาสิ่งนั้นว่าเป็นธรรมๆ
เป็นธรรมตรงไหน
เวลาเป็นธรรมขึ้นมา จิตสงบนะ เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านทำของท่าน เวลาจิตสงบมันมีความปกติสุขของมัน ถ้ามีความปกติสุขของมัน ถ้ามีวาสนา ติดสมาธิ ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมๆ
เป็นธรรมตรงไหน เห็นกิเลสหรือยัง แล้วกิเลสมันเป็นอย่างไร
อ๋อ! กิเลส กิเลสก็สมมุติขึ้นมาไง ไอ้นั่นเป็นกิเลส ไอ้นู่นเป็นกิเลสไง เพราะอะไร เพราะนั่นคือสัญญาทั้งนั้นน่ะ
เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่นไง ท่านจบ ๓ ประโยคนะ เป็นมหาเหมือนกัน
“มหา มหาเรียนมานะ จะฝึกหัดปฏิบัติ สิ่งที่ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นธรรมและวินัยเป็นศาสดา มันมีคุณค่ามาก แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันจะเตะมันจะถีบกัน เพราะมีการศึกษามา”
เวลาพระกรรมฐานๆ ไง อุปัชฌาย์บวชมา เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ ให้กรรมฐาน ๕ แล้วให้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามีความลังเลสงสัยจับต้นชนปลายไม่ได้ เราก็ศึกษาค้นคว้าเหมือนกัน แต่ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เพราะอะไร
เพราะตำรับตำรามันมีอยู่แล้ว แล้วครูบาอาจารย์เป็นผู้ชี้นำอะไรสมควรกับเรา เริ่มต้นขึ้นมาก็นวโกวาท นักธรรมโท นักธรรมตรี นักธรรมเอกที่เขาเรียนกัน พระกรรมฐานก็เรียน ก็ศึกษา ศึกษามา ศึกษาเพราะมันสงสัยไง เวลามันมีความสงสัย มันมีความกดดันในหัวใจ แล้วจะไปทางไหน
แต่เพราะมีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม สิ่งไหนที่จะเกิดขึ้นขึ้นมาให้มีสติปัญญาเท่าทันมัน ถ้ามีสติปัญญา นี่คือภาคปฏิบัติ
นี่ไง สิ่งที่ว่าหลวงปู่มั่นสั่งหลวงตาพระมหาบัวไว้ไง เอาใส่ลิ้นชักให้สมองไว้ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติไปมันจะเตะมันจะถีบกัน
มันอ้างมันอิงไปหมดน่ะ แล้วอ้างอิงไปเพราะอะไร เพราะหลวงปู่มั่นสมบุกสมบันมาก่อน แล้วอ้างอิงไป อ้างอิงตรงไหน
เวลาอ้างอิง อ้างอิงสิ่งสัญญาความจำหมายรู้ ความจำได้หมายรู้สำคัญนัก เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านอบรมบ่มเพาะไง เทศนาว่าการ สิ่งใดที่สำคัญๆ ข้ามไปๆ เพราะมันเป็นต้นเหตุ
เวลาเราไปวัดไปวาขึ้นมานะ เราจะไว้เนื้อเชื่อใจครูบาอาจารย์องค์ไหนได้ ถ้าไว้เนื้อเชื้อใจองค์ไหนไม่ได้ เวลาครูบาอาจารย์เทศนาว่าการ มันก็ออกมาจากกรรมฐานของท่านนั่นแหละ
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา สิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง นี่ต้นเหตุ ต้นเหตุมันจะเตะมันจะถีบ มันจะสร้างภาพ มันจะจินตนาการของมันขึ้นไป แล้วจินตนาการขึ้นไปใกล้เคียงกันนั่นแหละ
เวลาหลวงปู่ขาว เรื่องเวลาท่านพิจารณา พิจารณาถึงจิตเดิมแท้ของท่านไง มันเปรียบเหมือนเมล็ดข้าว ข้าวถ้ามันเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ เวลาปลูกมันก็เกิดอีก ถ้ามันหุงมันต้มมันสุกแล้วมันจะเกิดอีกไม่ได้
มีมากมายในวงกรรมฐาน ว่าจิตเราเป็นอย่างนั้นๆ ใกล้เคียง ตรงๆ เลยนะว่าจิตเราเหมือนเมล็ดข้าวอย่างนี้ สึกไปหมดแล้ว สึกไปหมดแล้ว
เวลาพูดก็พูดขึ้นมาให้เขาเชื่อถือศรัทธา เวลามีคนเข้ามาศรัทธา ศรัทธาแล้วรักษาศรัทธานั้นไว้ไม่ได้ ตัวเองทำไม่ได้ เยอะแยะไปหมด
ฉะนั้น สิ่งที่รู้ที่เห็น สาธุ มันเป็นสมบัติของแต่ละบุคคล แต่เราเชื่อมันหรือ เวลาเป็นข้อเท็จจริง เป็นความจริงของเราล่ะ เป็นความจริงของเรามาจากไหน
นี่ไง ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมานะ ถ้ามันเป็นความปกติสุขขึ้นมา มันจะเหมือนผ้าขาว ผ้าขาว จิตมันผ่องใส
ผ้าขาวก็คือผ้าขาวนะ ใช้ประโยชน์ มันก็จะเป็นประโยชน์ขึ้นมา ถ้าใช้ไม่เป็นประโยชน์ ผ้าขาวก็สกปรกได้ ผ้าขาวไปทำสิ่งใด ผ้ามันก็คือผ้า ผ้าย้อมสี สีฝาด ป้องกันความสกปรก ผ้าเช็ดเท้า ผ้าเช็ดเท้านะ เพราะผ้ามันเปื่อยแล้ว ผ้ามันใช้ประโยชน์สิ่งใดไม่ได้ เขาถึงมาใช้ทำผ้าเช็ดเท้า ถ้าผ้าเช็ดเท้า เวลาเช็ดเท้าแล้วเขาต้องซักเพื่อใช้สอยต่อไป
จิตของเรานะ มันจะสงบสุขขนาดไหน เดี๋ยวมันก็คลายออก สิ่งที่เป็นนามธรรมๆ สิ่งที่คงที่ไม่มี สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันเป็นข้อเท็จจริงของมันอยู่แล้ว แต่เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของมันขึ้นมานะ กุปปธรรม อกุปปธรรม
กุปปธรรมนั้นน่ะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือเราศึกษาค้นคว้า เราจำได้หมายรู้ เราทำสิ่งใดมันวนเวียนของมันอยู่อย่างนั้น นี่กุปปธรรม สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันแปรสภาพของมันอยู่อย่างนั้นแหละ
แต่ถ้าจิตเราสงบ ถ้าเป็นผ้าขาว มันเป็นผ้าสี ผ้าสีอย่างไรเราก็ทำความสะอาด เราก็ซัก เราก็ดูแลของเรา ถ้ามันสงบสุขขึ้นมา เราจะฝึกหัดพิจารณาของเราไง มันจะใช้ปัญญาของเรา ถ้าใช้ปัญญาของเรา ถ้ามันน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง มันแตกต่าง มันแตกต่างกับเรารู้เราเห็น มันแตกต่างกันเยอะ เพราะจิตไม่สงบ เขาเรียกโลกียปัญญา มันจินตนาการจากตัวตนของตนแล้วเอาเหตุผลของตนเป็นที่ตั้ง มันเป็นจริงไหม
สิ่งที่เราเอาเหตุผลเราเป็นที่ตั้ง สูงสุดคือเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันสรุปจบได้ ถ้ามันสรุปจบได้แล้วมันวาง นั่นล่ะคือปัญญาอบรมสมาธิ
แต่ถ้าจิตมันสงบแล้วถ้ามันเห็นตามข้อเท็จจริงของมัน มันไม่เห็นอย่างนั้น นี่ไง ถ้ามันไม่เห็นอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะมันจะเป็นโลกุตตระไง
โลกียะๆ มันเป็นข้อเท็จจริงของมัน เป็นฤๅษีชีไพร ฤๅษีนิครนถ์ที่เขาทำกันมา ทำกันมามันก็มีตำรับตำรา มันก็มีการส่งต่อกันมาทั้งนั้นน่ะ แล้วมันเกี่ยวกับจริตนิสัยของตนด้วยว่าเราได้สร้างบุญสร้างกรรมมาขนาดไหน
ถ้ามันสร้างบุญสร้างกรรมมา ก็ดูสิ พระอรหันต์ ๘๐ องค์ในสมัยพุทธกาล ลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เอตทัคคะแต่ล่ะองค์ แต่ละองค์ก็แตกต่างกันไป มันไม่เหมือนกัน วาสนาไม่เท่ากัน เพราะเลิศแต่ละชนิด มันจะเท่ากันได้อย่างไร แต่มันเท่ากันได้ด้วยอาสวักขยญาณ มันเท่ากันได้ด้วยวิชชาที่เป็นสัจจะเป็นความจริงของแต่ละบุคคล ถ้าแต่ละบุคคล พระอรหันต์ ๘๐ องค์คัดค้านกันตรงไหน ในเรื่องการทำความสะอาดบริสุทธิ์ในใจของตนไม่คัดค้าน
แต่ความเห็นของเขา เขาคัดค้านกันหมดนะ
ถ้าความถนัดมันแตกต่างกัน ฉะนั้น คำว่า “ถนัดแตกต่างกัน” มันก็อยู่ที่จริตนิสัยเราแล้ว ฉะนั้น ของครูบาอาจารย์ สาธุ นั่นเป็นของท่าน ถ้าพูดถึงของท่านว่าเหมือนของเรา นั้นคือว่าสัญญาทั้งหมด
ถ้าของเราล่ะ ถ้าของเราเห็นไหม
เวลาครูบาอาจารย์ท่าน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ท่านมีเหตุมีผลของท่านไง
อันนี้มันซ้ำ อันนั้นมันซ้ำ
ถ้ามันซ้ำ วิทยานิพนธ์ซ้ำมันใช้ไม่ได้ ไอ้นี่เหมือนกัน ถ้าเป็นของครูบาอาจารย์ สาธุ ก็เป็นของท่าน แต่เราพิจารณาของเราซิ พิจารณาให้มันเป็นความจริงของเรา
ถ้าพิจารณามันไม่เป็นความจริงของเรา อันนี้มันเกิด เห็นไหม ดูอย่างเมล็ดข้าวของหลวงปู่ขาว เราฟังมาเยอะ ไอ้ที่บอกตรงๆ เหมือนกันเลย สึกไปหมดแล้ว มีครอบครัวตั้งแต่ยังไม่สึกด้วย เยอะแยะไปหมด นั้นเป็นกรรมของสัตว์
แต่ถ้าเราฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจของเรานี่ไง ฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจของเรา ถ้าหัวใจของเรามันเป็นข้อเท็จจริงแล้ว เราทำความสงบของใจได้
หนึ่ง จะทำความสงบของใจให้ได้ เพราะสิ่งที่เราใช้สอยเป็นผ้าห่ม ผ้าอะไร มาจากผ้าขาวทั้งนั้น ถ้ามาจากผ้าขาว เราทำความสงบของใจเข้ามามันเหมือนผ้าขาว แล้วถ้ารู้ถ้าเห็น ผ้านี้ทอด้วยอะไร ผ้านี้เป็นผ้าอะไร สิ่งที่กระทำ ทำอย่างไร ทำมาใช้สอยประเภทใด
เราไม่มีความจำเป็นจะใช้อย่างนั้น แต่นี้คือการฝึกหัด นี้คือการตรวจสอบ ทำซ้ำ สิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ทำแล้วทำซ้ำ จะออกมาในกรณีเดียวกัน
ของเราก็เหมือนกัน ถ้าทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำในชีวิตประจำวัน ในชีวิตของเราตามความเป็นจริงเลย เพราะอะไร
เวลาเราพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรมนะ เวลาสังโยชน์มันขาด กุปปธรรม อกุปปธรรมนะ สิ่งที่มันเสื่อมได้ เราก็รู้ได้ กุปปธรรมมันไม่มีอะไรยืนยันหรอก ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ เวลาถ้ามันนิโรธ มันดับทุกข์ตามความเป็นจริงนะ เวลาสังโยชน์มันขาดดั่งแขนขาด มันมีเหตุและมีผล
แล้วถ้ามีเหตุมีผล เหตุผลมันมาจากไหน แล้วเหตุผลอย่างใด
สิ่งที่เหตุผล เราพูดสิ่งใดก็แล้วแต่ มันอ้าง อ้าง อ้าง มันไร้สาระมาก
แล้วของเราล่ะ ดั่งแขนขาด เราตัดแขนเราเอง เราใช้อะไรตัด แล้วตัดอย่างไร แล้วตัดแล้วเหลืออะไร อะไรมีและอะไรเหลือ
ไอ้นี่มันไม่มีอะไรมีและอะไรเหลือเลย เพราะอะไร เพราะมันไม่มีจิตตภาวนาไง มันเป็นอารมณ์ภาวนา มันเป็นสี สีที่มันจะย้อมให้เราตามความพอใจที่ให้กิเลสมันเอาเราอยู่ แล้วเราก็อยู่ใต้อำนาจของมัน มันไม่เป็นอะไรเป็นจริงเป็นจังทั้งนั้นน่ะ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ กตัญญูกตเวที ๑
เวลาองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง มีพระหนุ่มๆ องค์หนึ่งกราบแล้วกราบเล่า กราบแล้วกราบเล่า
มันกราบเพราะอะไรล่ะ นี่ไง ศีลธรรมไง ศีลธรรมคืออะไร คือศาสดา แล้วที่รู้ที่เห็น ศาสดารู้ได้อย่างไร
ศาสดาอะไร มันคงเส้นคงวาไหม ไอ้นี่ไม่มีอะไรเลย สติก็ไม่มี ไปตามอารมณ์ของตน
อารมณ์ๆ นี่ไง อารมณ์ไม่ใช่จิต แล้วถ้าอารมณ์ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันฝึกหัดตามอารมณ์ไง
พระกรรมฐาน จิตตภาวนา จิตตภาวนาชำนาญในวสี รักษาหัวใจของตนให้ได้ ถ้ารักษาหัวใจได้มันเป็นปกติสุข ความเป็นปกติสุขนะ ถ้าเป็นธรรมนะ อ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนน้อมถ่อมตนเพราะอะไร เพราะมันดูแลรักษาใจดวงนั้น แล้วใจดวงนั้นถนอมรักษาไม่ให้กระทบกระเทือนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกระทบกระเทือนนะ มันเต็มที่เลย
เวลาคนฝึกหัดปฏิบัติใหม่นะ “เมื่อก่อนนะ หนูไม่เคยเกรี้ยวกราดขนาดนี้เลย เดี๋ยวนี้อะไรใครมาแตะไม่ได้ มันเกรี้ยวมันกราด”
ผ้าขาวไง
ถ้าผ้าขี้ริ้วมันโดนอะไรกระทบกระเทือน หนังหนาไง ไม่เป็นไร ยอดเยี่ยม เป็นสุภาพบุรุษ แต่เวลาจิตสงบนะ ไปแตะ โอ้โฮ! มันเหมือนเกรี้ยวกราด
แล้วทำไมหนูเป็นอย่างนี้ล่ะ
มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาเพราะอะไร เพราะสิ่งสกปรกโดนความสกปรกนั้น เข้ากันมันไม่กระเทือน แต่ถ้าสิ่งที่มันเป็นผ้าขาว มันไปสิ่งที่สกปรก พอสิ่งใดที่จะเข้าไปถึงผ้า มันเห็นทันที มันสะเทือนทันที
ฉะนั้น ถ้ามันเป็นสิ่งนั้น มันจะเกรี้ยวกราด มันจะเป็นอารมณ์สิ่งใด เพราะว่ามันรักษาของมัน มันกระทบกระเทือนโดยความรุนแรง แต่ถ้าเราทำบ่อยครั้งเข้าๆ มันจะมีความชำนาญมากขึ้น ไอ้สิ่งที่เป็นความสะอาดเรารักษาไว้ ถ้าสกปรกมาเราก็หลบเอา แต่ถ้ามันกระทบ เรายังไม่มีสติปัญญาเท่าทัน จะเป็นอย่างนั้น
นี่พูดถึงคนจะเริ่มสงบนะ คนจะเริ่มรักษาผ้าขาว
ถ้ากิเลสมันย้อมสีผ้า ย้อมจนตามความพอใจของมัน มันเป็นธรรมะตรงไหน
แต่ถ้าเรารักษา รักษาความสะอาดบริสุทธิ์อย่างนั้น ความว่าอ่อนน้อมถ่อมตนมันเห็นคุณค่า เห็นคุณค่าของความสงบสงัดนี้
ถ้าความสงบสงัดนี้คืออะไร
จิตตะจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา จิตตภาวนา มันจะภาวนาตรงนี้
มันไม่ใช่ภาวนาตั้งแต่ที่ส่งออกไป ไปกว้านเอาทั้งหมดเลยว่าเป็นสมบัติของตน ไม่ใช่ ถ้ามันจะใช่ ผ้าขาวๆ แต่ผ้าขาวมันจะสกปรกง่าย ผ้าขาวโดนสิ่งใดมันจะเห็นง่าย จิตอะไรที่มันกระทบกระเทือนมันจะมีปัญหาของมัน ฉะนั้น เราจะต้องมีสติสัมปชัญญะรักษา
นี่ไง สิ่งที่ในวงกรรมฐาน จิตรักษายาก เวลาหลวงปู่มั่นนะ “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร” จะถามเรื่องจิตก่อน แล้วตอบไปนะ ไปไหนมาสามวาสองศอก ท่าน เออ! เอ็งภาวนาไป ท่านดูแลไว้
วาสนาของคน วาสนาของเขาอยู่แค่นั้น ถ้าวาสนาอยู่แค่นั้นแล้วท่านพยายามส่งเสริม ส่งเสริมถ้ามันพัฒนาขึ้น ท่านจะถามแล้ว “จิตเป็นอย่างไร” แต่ถ้าคนที่ไม่มีวาสนานะ ท่านก็ดูแลแล้วเฉยๆ เพราะอะไร
เพราะสิ่งนี้เวลาในวงกรรมฐานไง จะเอาผลงานๆ มันกดดันเกินไป แค่รักษาความปกติสุขเขาได้ก็เยี่ยมแล้ว แล้วถ้าดีขึ้น ดีขึ้นนะ เหมือนคนทำสิ่งใดแล้วประสบความสำเร็จ เขาก็พยายามจะทำงานของเขาให้เพิ่มขึ้นๆ
ฉะนั้น เวลาวงกรรมฐานๆ จะรอครูบาอาจารย์เทศนาว่าการ ถ้าเทศนาว่าการนะ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง
ใจดวงที่มืดบอด ใจที่ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน พูดสิ่งใดมันจะไปกระเทือนใจอีกดวงหนึ่งได้อย่างไร
ใจดวงหนึ่ง เวลาเริ่มฝึกหัดปฏิบัติไง กิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง มันมีแต่ขี้ทั้งนั้น แล้วขี้ทั้งนั้นมันครอบงำหัวใจของมันไง มันถึงมันทุกข์มันยากของมันอยู่ตลอดเวลานี่ไง แล้วถ้ามีคำบริกรรม คำบริกรรมของเขา แล้วถ้าเขาใช้ปัญญาอบรมสมาธิของเขา เขาพยายามจะรักษาของเขา ไอ้ผ้าขี้ริ้วนั้นเราจะซัก เราจะทำความสะอาดของเรา
ถ้าทำความสะอาดของเราจากความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วความโลภ ความโกรธ ความหลงแต่ละบุคคลโดยธาตุ โดยจริตนิสัย แล้วจริตนิสัยกับโดยธาตุกับใจมันเป็นอันเดียวกัน แล้วมันจะแยกอย่างไรว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลงอย่างไร
มันถึง เห็นไหม เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะชัง ไม่ลำเอียงเพราะพวกเขาพวกเรา เอาข้อเท็จจริงนั้นไง
แต่ของเราเวลาความโลภ ความโกรธ ความหลง มันหลงไง มันมีดุลพินิจของมันไง มันถึงบอกว่า ไอ้นู่นลำเอียง ไอ้นั่นก็ไม่ยอมรับ ไอ้นู่นก็ไม่เป็นความจริง
มันตามข้อเท็จจริง มันตามข้อเท็จจริงนั้น มันไม่ใช่รับหรือไม่รับหรอก เพราะมันเป็นจิตตภาวนา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไง เวลาผู้ที่ฟังธรรมๆ ได้ประโยชน์ก็ได้ประโยชน์ไป
ผู้ที่ฟังธรรมแล้วไม่ได้ประโยชน์ไง ในสมัยพุทธกาลนะ มีเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง มีลูกสาวคนเดียว สวยมาก ยอดเยี่ยม ให้ใครไม่ได้
เวลาภรรยาเขาไปเห็นรอยเท้าพระพุทธเจ้า โอ้! เห็นแล้วสุภาพบุรุษจะให้ลูกสาว ไปตามพ่อมาว่าเจอแล้ว พอพ่อบอก ไม่ใช่หรอก รอยเท้าอย่างนี้ไม่เสพกาม
เขายังมีความหวังไง ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “รอที่นี่ก่อน อยากยกลูกสาวให้”
เรียกลูกสาวมาไง
เวลามาถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณ จะได้พ่อได้แม่ แต่ลูกสาวจะเป็นคู่อาฆาต ก็เลยบอกว่า “แม้แต่ปลายเล็บก็ไม่ได้แตะ”
อย่าว่าแต่จะให้ลูกสาวเลย ปลายเล็บพระพุทธเจ้ายังไม่มีสิทธิ์เลย
โอ้โฮ! เทศนาว่าการถึงเรื่องอสุภะ เรื่องพิจารณากาย พ่อแม่ได้เป็นพระอนาคามี ลูกสาวอาฆาตมาดร้าย จนได้ไปเป็นนางมาคันทิยาที่เป็นภรรยาของกษัตริย์ จ้างคนด่า จ้างคนทำร้ายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอด จ้างคนตามทำร้ายเลย
นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณรู้ แต่ได้พ่อได้แม่ พ่อแม่เป็นพระอนาคามีทั้งคู่ แต่ลูกสาวอาฆาตมาดร้าย แล้วอยู่ในพระไตรปิฎก
นี่พูดถึง เห็นไหม สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเพื่อประโยชน์ไง สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็ประโยชน์กับเขา ประโยชน์กับพ่อกับแม่ พ่อแม่ได้ แต่ลูกสาวอาฆาตมาดร้าย “ดูถูกดูแคลนอะไรขนาดนั้น”
แต่ไม่ใช่ การแสดงธรรม แสดงธรรมเพื่อให้เห็นข้อเท็จจริง แล้วจิตใจของคนมันเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมไง
ความเป็นธรรมเขาได้เป็นพระอนาคามี ไอ้ความไม่เป็นธรรมอาฆาตมาดร้ายพยาบาท
นี่ไง ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียง
ใครลำเอียง มันเป็นข้อเท็จจริงในใจดวงนั้น ถ้าใจดวงนั้นมันมีคุณค่าขึ้นมา มันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้ามันไม่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันก็เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ถ้าตนรักษาจิตของตนไม่ได้ ตนทำสัมมาสมาธิให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาไม่ได้ มันจะเป็นโลกุตตรธรรมขึ้นมาไม่ได้
นี่ไง ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาๆ ไม่มีสัมมาสมาธิ เป็นสัญญาทั้งสิ้น ไม่มีสมาธินะ มันเป็นโลกียปัญญา ปัญญาโลกๆ ทั้งสิ้น สัมมาสมาธิเป็นการแบ่งแยกระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ
ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ เพราะทำสมาธิไม่เป็น ไม่มีสัมมาสมาธิ มันก็เป็นโลกียะ เป็นเรื่องโลกไปทั้งหมด เป็นความเห็นของตน เป็นเรื่องจินตนาการทั้งสิ้น
แต่ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ไง มันจะเป็นโลกุตตรปัญญา ปัญญาเกิดจากจิตตภาวนาของตน ไม่ใช่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่เราจะทำได้หรือไม่ได้อีกต่างหาก
ถ้าเราทำได้ขึ้นมา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ถ้ามันเป็นจริงมันเห็นตถาคตน่ะ เพราะอะไร เพราะพระอรหันต์คือพระอรหันต์ไง พระอรหันต์ก็สิ้นกิเลสเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ไง แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างอำนาจวาสนาบารมีมาแต่ต่างกันมากมายมหาศาล
เวลาพระกัสสปะ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เวลาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันลงหมด ลงศิโรราบ มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เพราะอะไร เพราะเป็นธรรมไง
ถ้ามันเป็นโลกๆ เป็นโลก เทวทัตไง จะเอาให้ได้ จะเอาให้ได้นะ จะปกครองสงฆ์นะ สุดท้ายธรณีสูบไปเลย เพราะอะไร เพราะเป็นเรื่องโลกไง เรื่องโลกมันเป็นเรื่องฌานโลกีย์ เรื่องความเห็นส่วนตัว เพราะมันเป็นอจินไตยนะ ฌานเป็นอจินไตย อจินไตย ๔ พุทธวิสัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด โลก กรรม ฌาน อจินไตย ๔
แล้วเวลาสัมมาสมาธิล่ะ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาล่ะ มันเป็นบาทเป็นฐาน เห็นไหม มันเป็นประโยชน์กับใจดวงนั้นไง เป็นประโยชน์กับเราได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีศรัทธาในความเชื่อพระพุทธศาสนา ฟังธรรมๆ เพื่อดำรงชีวิต เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ถ้าฝึกหัดๆ เราจะต้องฝึกหัดเข้ามาค้นคว้าหาจิตของตน หาจิตของตนโดย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ข้อวัตรปฏิบัติในวงพระกรรมฐาน
แต่โดยข้อเท็จจริง ครูบาอาจารย์พูด “สมาธิยังทำไม่เป็น ทำไม่เป็น”
แล้วทำไม่เป็นมันก็จบแล้ว แล้วถ้าไปๆ มันเป็นฌานโลกีย์เลย แล้วเที่ยวส่งออกๆ ส่งออกไปมันไปกว้านเอามาเป็นสมบัติของตนนั่นน่ะ กว้านเอาเป็นสมบัติของตนเพราะอะไร
กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง มีครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เป็นพ่อแม่ครูจารย์ที่คุ้มครองดูแลในวงกรรมฐานไง แล้วเราฟังธรรมๆ สิ่งนั้นขึ้นมาแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นของจริง สิ่งนั้นเป็นของเรา
นั่นมันเป็นของใคร
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ มันจะเป็นข้อเท็จจริงของเรา แล้วถ้าข้อเท็จจริงของเรา มันเป็นธรรมไง ถ้าเป็นธรรม มันถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันไม่เป็นธรรมก็เทวทัตไง จะเอาให้เป็นให้ได้ จะปกครองสงฆ์
“เทวทัต แม้แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เรายังไม่ให้ปกครอง เราให้สงฆ์ปกครองสงฆ์”
เพราะอะไร เพราะกาลเวลามันกลืนกินทุกๆ อย่าง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ไง “อานนท์ ถ้าเราปรินิพพาน เราก็เอาแต่สมบัติของเราไปเท่านั้น”
พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เวลานิพพานก็เอาแต่คุณธรรมของท่านไป นี่ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ถ้าสงฆ์มีคุณธรรม สงฆ์ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจ มันเป็นปัจจุบันในยุคคราวนั้นๆ
จะให้ใครปกครองใคร ใครปกครองใคร ถ้าให้ปกครอง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเอาอะไร ท่านไม่เอาอะไรเลย แต่ท่านให้ข้อวัตรปฏิบัติ ให้ธรรมทายาทที่เป็นธรรมฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง แล้วถ้าเป็นธรรมทายาทจะเห็นข้อวัตรปฏิบัตินี้มีคุณค่าที่สุด เพราะข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ
ใจมันดิ้นรนกระวนกระวาย จะไปแสวงหาเรื่องกิเลสตัณหาความทะยานอยากโดยร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็กว้านเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง ทุกข์ยากนั้นมาเผาลนใจของตนเท่านั้น
ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ เพื่อความสงบสุข ถ้าเพื่อความสงบสุข จิตเป็นอย่างไร จะเริ่มต้นจิตตภาวนา การภาวนาเขาเริ่มต้นจากจิตตภาวนาไง
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะมาบวชพระ บวชพระก็มีอุปัชฌาย์อาจารย์ สงฆ์ ๑๐ องค์ยกเข้าหมู่ไง นั้นการบวชมาเป็นพระ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ให้พระปกครองพระ แล้วให้พระปกครองพระ แล้วพระที่ดีงาม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้เพื่อให้พระฝึกหัดปฏิบัติ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ เริ่มต้นวงกรรมฐานให้เป็นจิตตภาวนา ถ้าจิตสงบไง
ถ้าจิตสงบ จิตตภาวนา ภาวนาเพื่ออะไร
องค์สมเด็จพระสัมสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแสดงธรรมของท่านเพื่อให้เป็นแนวทางในการฝึกหัดปฏิบัติ นั่นเป็นสมบัติของท่าน
เราฟังมามากน้อยขนาดไหน สาธุ สาธุ แล้วเราก็จะฝึกหัดของเรา เราจะฝึกหัดของเราเพราะเราไม่มีวาสนา เราไม่รู้เหนือรู้ใต้ มรรค ๘ มืด ๘ ด้าน
แต่ของท่านเริ่มต้นขึ้นมา ตั้งแต่ประวัติหลวงปู่มั่นไง ออกฝึกหัดปฏิบัติใหม่ นอนฝัน เวลาท่านข้ามขอนภพขอนชาติ ขี่ม้าขาวไปเปิดตู้พระไตรปิฎก ในประวัติของท่าน เพราะว่าอะไร
เพราะพ่อกับลูก หลวงปู่มั่นท่านเป็นครูบาอาจารย์ เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นลูกศิษย์ลูกหา เป็นผู้อุปัฏฐากอุปถัมภ์ ทุกคืนนวดเส้นอยู่ด้วยกัน เล่าให้ฟังพูดให้ฟัง เพื่ออะไร เพราะสมัยนั้นตำรับตำรายังหาได้ยาก ด้วยเป็นพ่อเป็นลูกเคารพบูชา ได้ยินได้ฟังมาทั้งนั้นน่ะ
เวลาหลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านด้วยอำนาจวาสนานะ ถ้าไม่มีวาสนาอย่างพวกเรา ขับดันขวนขวายขนาดไหนมืดแปดด้าน มรรค ๘ มืด ๘ ธาตุ
แต่ของท่าน ท่านก็เป็นแบบเรานี่แหละ เพราะท่านก็เริ่มฝึกหัดจากปุถุชนเหมือนกัน แต่ท่านทำด้วยอำนาจวาสนาบารมี แล้วทำโดยข้อเท็จจริง
ฉะนั้น เวลากิเลสมันย้อมสีไง กิเลสเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเป็นความสกปรกของใจ ก็ใจมันทำความสะอาจของใจขึ้นมาให้ได้ ถ้าใจสะอาดเหมือนผ้าขาว กิเลสมันย้อมสีผ้า กิเลสมันย้อมสี พอย้อมสี สีก็คือตัวกิเลสไง ความสกปรกมันคือความลุ่มหลง ทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์เข้ามาเป็นจิตตภาวนา จิตเป็นสัมมาสมาธิเหมือนผ้าขาว ผ้าขาวขึ้นมาแล้วก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงของตน ถ้าข้อเท็จจริงของตน เห็นไหม
สิ่งที่เราได้ยินฟังมา สาธุ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่เทศนาว่าการไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ไอ้สัญญา ไอ้ความจำได้หมายรู้ที่เอามามันสร้างภาพหมดเลย แล้วเหมือนหมดเลย เหมือนเพราะวุฒิภาวะอ่อนด้อย ถ้าวุฒิภาวะนะ ถ้าเหมือนใคร สงสัยแล้ว
สาธุนะ ถ้าเราไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงามส่งต่อ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ใครจะปฏิบัติขึ้นมา ปฏิบัติขึ้นมานะ ก็เชื่อแต่กิเลสหลอกในใจของตัว เชื่อกิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง ความสกปรกโสโครก แค่ทำความสะอาดเพื่อรักษาจิต จิตตภาวนายังทำไม่ได้ ยังหาไม่เจอ แล้วถ้ามันจะหาเจอนะ มันก็รักษาไว้ไม่เป็น
ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์นะ สมาธิมันยังทำกันไม่ได้ แล้วถ้าสมาธิทำได้ ชำนาญในวสีแบบหลวงปู่เจี๊ยะท่านสอน
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง เวลาทำความสงบของใจแล้ว ถ้าจิตสงบแล้ว อย่าพรวดพราด
เพราะครูบาอาจารย์นะ เวลาสิ่งที่ว่าเขาล้มลุกคลุกคลานกันนะ ไอ้นู่นก็เป็นไอ้นี่ ไอ้นี่ก็เป็นไอ้นั่น นึกเอาจินตนาการเอาไปหมดน่ะ
หลวงปู่เจี๊ยะ “ชำนาญในวสี”
หลวงตาพระมหาบัวนะ “ถ้าจิตสงบแล้วอย่าพรวดพราดออก ถ้าพรวดพราดออกแล้วมันจะเข้าได้ยาก”
มันต้องเข้าออกๆ เข้าออกเพื่อรักษาจิต รักษาสัมมาสมาธิ จิตตภาวนา ตัวพื้นฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานในวงกรรมฐานจะเกิดขึ้นจากตรงนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากอารมณ์
เกิดขึ้นจากอารมณ์ เห็นไหม สิ่งที่ถูกรู้ไง สิ่งที่ถูกรู้เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ คืออารมณ์ แล้วตัวจิต จิตตภาวนา ตัวจิตที่มันรู้อารมณ์นั่นน่ะ เพราะมันรู้อารมณ์สิ่งที่ถูกรู้ แล้วเอาอารมณ์ เอาสิ่งที่ถูกรู้ แล้วก็จินตนาการธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ว่าเป็นสัจธรรม
ก็ด้วยวาสนาของบุคคลคนนั้นได้แค่นั้น ได้แค่นั้นก็รู้อย่างนั้น
แต่ถ้าด้วยวาสนาของเรา การเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วเราออกจะเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน ถ้าฝึกหัดปฏิบัติได้มากน้อยขนาดไหนมันก็จะเป็นจริตเป็นนิสัย
ถ้าฝึกหัดปฏิบัติในภพชาตินี้ ฝึกหัดปฏิบัติตามร่องรอยของครูบาอาจารย์ ถ้าเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นโครตบุญกุศลนะ ไม่ใช่บุญกุศล เป็นโครตบุญกุศลกับภพชาตินี้เลย
เพราะการเกิดเป็นมนุษย์มันมีคุณค่า แล้วถ้าตายไปแล้วจะเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ จะมีอะไรเกิดและอะไรตาย มีอะไรอีก มันถึงเป็นโครตบุญกุศลเลย
ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราตามข้อเท็จจริง มันเสียดายเวลา เสียดายโอกาส แล้วเสียดายชีวิต ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
ถ้าเป็นความเห็นผิด ไปเกิดต่อข้างหน้า แล้วเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ เพราะในพระไตรปิฎกมีมากมายมหาศาล พระนะ ตกนรก ผ้ากาสาวพัสตร์จะไปพาดอยู่บนแท่งเหล็กเท่าลำตาลที่ปากขุมนรกนั่นน่ะ ผ้ากาสาวพัสตร์จะไปพาดที่นั่น แล้วตัวจะลงนรกอเวจี
นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ สิ่งที่ห้ามทำ ๔ อย่าง กับสิ่งที่ต้องพยายามทำ ๔ อย่าง นั่นแหละมันจะให้ผล ผลจากความเห็นของตนให้กิเลสมันย้อมสี กิเลสสีย้อมผ้า ผ้าย้อมสี ย้อมหัวใจของตน ย้อมความเห็นของตน เชื่อสิ่งใดเป็นอย่างนั้น เอวัง