เทศน์เช้า วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมเพื่อให้เข้าสู่หัวใจของตนไง ถ้าเข้าสู่หัวใจของตน มันสะเทือนใจนะ มันสะเทือนหัวใจของตน
เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง เวลาเข้าถึงใจมันเกิดธรรมสังเวช เกิดธรรมสังเวช มันสั่นไหวไปทั่วร่างกายเลย ถ้ามันสั่นไหวไปทั่วร่างกาย หัวใจมันได้คุณประโยชน์อันนั้นไง
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ หัวใจที่ยิ่งใหญ่ เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ เราเกิดในครรภ์ของมารดา เพราะพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก เราได้ชีวิตนี้มา เราถึงได้เกิดมาเป็นชาติปัจจุบันนี้ไง
เวลาเรามองไปที่สัตว์สิ มองไปสิ่งมีชีวิตต่างๆ เขาเกิดของเขามาโดยเวรกรรมของสัตว์ทั้งนั้นน่ะ ถ้าเกิดโดยเวรกรรมของสัตว์ เกิดเป็นมนุษย์ถึงเป็นอริยทรัพย์ไง
เวลาเรามองถึงความเป็นชีวิตถึงความเป็นมนุษย์ เราปรารถนาอยากจะมีความยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์นี้ ใช่ ทุกคนก็ปรารถนาอย่างนั้น แต่ที่มันจะเป็นไปได้ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เพราะเขาทำของเขามา
เราฝากเงินในบัญชีเท่าไร เราจะมีเงินในบัญชีนั้นเท่านั้น ในบัญชีของเรามีแต่ตัวแดงๆ ทั้งนั้นเลย ติดลบอีกต่างหาก แต่เราได้เกิดเป็นมนุษย์เหมือนกันไง ถ้ามันเป็นบุญเป็นวาสนาอย่างนั้น ถ้ามันขาดตกบกพร่องอย่างนั้น เราก็พยายามแก้ไขของเรา
คำว่า “แก้ไขของเรา” เราไม่ใช่ไปหวั่นไหวเรื่องอย่างนั้น เพราะนั่นมันเรื่องปลายเหตุ ต้นเหตุ ต้นเหตุคือการเกิดเป็นมนุษย์ไง มันเป็นอริยทรัพย์ มันเกิดให้เรามีโอกาส ถ้าเรามีโอกาสขึ้นมา เราจะทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเรา
ทุกคนฟังแล้วเบื่อ ทำไมต้องทำดี ทำไมต้องทำดี
ทำดี ทำดีไม่ใช่ทำเพื่อใครหรอก ทำดี ทำดีก็ทำเพื่อหัวใจเราเองนี้ไง ก็ทำดีทำชั่วนี่ไง เพราะการทำดีๆ ขึ้นมา เขาได้สร้างคุณงามความดีของเขามา เขาถึงประสบความสำเร็จของเขามา เขามีจังหวะและโอกาสของเขาที่เขาได้สร้างบุญกุศลของเขามา ของเราทำแต่บาปอกุศลมา ทำสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปทั้งสิ้น เพราะเราทำแต่บาปอกุศลมา สิ่งที่เราไม่มีสิ่งใดมา เห็นไหม
ภาชนะสิ่งใดที่บรรจุของเต็มภาชนะนั้น มันก็เต็มในภาชนะนั้น ภาชนะใดที่ไม่มีสิ่งใดเลย มันก็ว่างเปล่าของมัน
นี่ก็เหมือนกัน หัวใจของเราที่ได้สร้างของเรามา ทำไมต้องทำดีๆ
ทำดีก็เพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต ทำดีก็เพื่อโอกาสของเราในอนาคตไง แต่ในปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นมนุษย์แล้วมันมีโอกาสที่ว่าคนมองไม่เห็นไง
ถ้าคนมองเห็นๆ เห็นไหม นี่ไง เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ทาน ศีล ภาวนา
ทำบุญทำกุศลก็เพื่อหัวใจดวงนี้ สิ่งที่สละก็เพื่อหัวใจดวงนี้
แต่เวลาทำแล้วเราจะได้ในปัจจุบันนี้ไง
ไอ้นั่นมันเป็นการแลกเปลี่ยน
แต่ถ้าเป็นบุญเป็นกุศล ทำบุญทิ้งเหว ทำแล้วมันมีความสุขความสงบของเรา เราจะกลับไปตั้งต้นสติปัญญาของเรา แก้ไขวิกฤติในชีวิตเราใหม่ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเพราะมันเป็นกรรมของสัตว์
ถ้าทำบุญกุศล เราทำแล้วเราพอใจของเรา ถ้ามันพอใจของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คำว่า “ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก” คือเราทำเอง เรารู้เอง เราสุข เราทุกข์ เรารู้อยู่ในใจของตน
แต่ถ้าสติเราอ่อนแอ เราหวังให้คนชื่นชมทั้งนั้น ทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้คนประกันว่าเป็นความดีทั้งนั้น นั้นมันเป็นดีจริงหรือไม่ดีจริงไม่รู้
เราเป็นคนไทย เรากินอาหารไทย อาหารชาติอื่นมา เขาบอกว่าไอ้นี่ยอดเยี่ยม ไอ้นี่ดีงาม เรากินแล้วอร่อยไหม
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจของเรามันรับรู้ มันมีบุญและบาปในหัวใจของตน ถ้าเราพอใจ เรามีความสุขของเรา นั่นน่ะถูกต้อง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าไอ้ที่เขาว่ามีความสุขๆ ความสุขอะไรของมึงวะ มึงจะเป็นจะตายอย่างนั้น มีความสุขได้อย่างไรวะ
แต่ความสุขของเรา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตเรามีความสุขความสงบ เรามีสติปัญญาของเราอยู่ เรามีความปกติสุขที่นี่ แล้วถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มีอำนาจวาสนา เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
ทาน ศีล ภาวนา
ทำหน้าที่การงานเสร็จแล้ว เราก่อนนอนกราบพระ ไหว้พระสวดมนต์ แล้วฝึกหัดนั่งสมาธิภาวนา
ทำไมต้องนั่ง
นั่งสมาธิภาวนา ศึกษาค้นคว้าหาใจของตน ถ้าหาใจของตนเจอนะ เราจะไม่ไปไหนเลย เราจะดูแลหัวใจของเรานี้ หัวใจนี้มันมหัศจรรย์ มันสุขทุกข์มันสะสมลงที่ใจนี้
แล้วถ้าใจนี้มันเห็นคุณค่าของมัน ถ้ามันจะฝึกหัดปฏิบัติของมัน ฝึกหัดปฏิบัติเพื่ออะไร
เพื่อให้ใจมันเป็นอิสระ เพื่อไม่ให้ใจมันตกอยู่ใต้พญามารที่ครอบงำ แล้วเราก็กระหืดกระหอบกับมันมาไม่มีต้นไม่มีปลาย ตั้งแต่เราเกิดมาจากไหน เราก็รู้ว่าเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ แต่ถ้าเป็นกรรมของสัตว์นะ บุพเพนิวาสานุสติญาณไม่มีต้นไม่มีปลาย มันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอย่างนี้มาแล้วกี่ภพกี่ชาติ แล้วเวลามันไปพบหัวใจของตน มันจะแก้ไขอย่างไร
ไม่มีในศาสนาใดเลย เว้นไว้แต่พระพุทธศาสนาที่ภาวนามยปัญญา มรรค ๘
ศาสนาใดไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล
แล้วเวลาเราศึกษาค้นคว้าในภาคปริยัติ การศึกษาเจริญ โลกเจริญ ใครก็ศึกษาได้ ใครก็ค้นคว้าได้ วิเคราะห์วิจัยกันแต่เรื่องมรรค ๘ วิเคราะห์วิจัยไง
เวลาครูบาอาจารย์เราที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ ท่านบอกว่ามืดแปดด้าน ทั้งๆ ที่เราค้นคว้าอยู่ มืดแปดด้าน มรรค ๘ มืดหมดเลย ไม่มีความเข้าใจใดๆ เลย
ทำความสงบของใจเข้ามา พอเราค้นคว้าหาหัวใจของเราได้ การศึกษาค้นคว้าจากจิตตภาวนา มนุษย์ การศึกษาด้วยอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยทั้งหลาย ก็วิจัยจากตา หู จมูก ลิ้น กายและสมอง สมองนี้ สมองคนตาย สมองมันอยู่สมบูรณ์แบบของมันนะ แต่คิดไม่ได้ คิดไม่เป็น เพราะไม่มีพลังงาน
พลังงานคือตัวจิต เวลาจิตสงบเข้ามาแล้ว จิตตัวมันเองเป็นอิสระของมัน ถ้ามันฝึกหัดใช้ปัญญาขึ้นมา ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญา เราจะมหัศจรรย์เลยว่า เอ๊อะ! มนุษย์มันมหัศจรรย์ได้ขนาดนี้หรือ
นี่ไง รางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ขึ้นมา คนอื่นมอบให้ทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าเวลาจิตเราสงบแล้ว เราเห็นแล้ว เราจะให้ใจของเราได้รางวัลของเรา รางวัลที่ใจดวงนั้นมีมรรค ถ้าใจดวงนั้นมีมรรค มันได้แต่เงา ได้แต่เงาเพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง
ดูสิ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ๗๐ กว่าล้าน ๗๐ กว่าล้านสนใจพระพุทธศาสนาในแง่มุมมองทิศทางใด ศึกษาในศาสนาอย่างไร
ตอนนี้การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์มันรวดเร็ว ไปวัดไปวานั่นน่ะอ้อนวอนขอ นั่นกระทรวงการคลังใช่ไหม เอ็งจะไปเบิกเอาที่วัดใช่ไหม ไปถึงก็ยกมือไหว้ กลับไปถูกรางวัลที่หนึ่ง ๕ ใบอย่างนี้ นั่นมันเป็นกรรมของสัตว์ไง
แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนตรงนั้น พระพุทธศาสนาสอนถึงความดีความชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
แล้วทำอะไร
นั่นมันเป็นเรื่องของวัตถุนะ เรื่องของทรัพย์สมบัตินั่นน่ะ แต่ทรัพย์สมบัติที่ได้มาดีหรือชั่ว ถ้าดีมันก็เป็นบุญเป็นกุศล ไม่ได้ปฏิเสธ
แล้วถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีความมหัศจรรย์นะ ด้วยความเป็นมนุษย์ ด้วยการเกิดเป็นมนุษย์เท่ากัน ประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ความสุขความทุกข์แตกต่างกัน
เวลาเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมา ดูวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ เราเห็นสัตว์ได้เลย สัตว์นะ เวลาเขาเอาไปโรงเชือด มันมองตานะ ตาสบตานะ มันตาละห้อยเลย นี่ไง มันเกิดเป็นสัตว์ไง จิตดวงหนึ่งมันไม่รู้ใช่ไหม ถ้ามันไม่รู้ ทำไมโรงฆ่าสัตว์ เวลาสัตว์มันโดดวิ่งหนีขึ้นไป มันเอาชีวิตมันรอดล่ะ
นี่เหมือนกัน เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา กฎหมายคุ้มครอง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาดแบ่งหน้าที่การงานกันทำ เราจะเหมางานทั้งโลกเป็นงานของเรา เป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยสมอง ด้วยการวิจัย เรารับรู้ได้ว่างานมันคืออะไร ใครทำอะไร หน้าที่อย่างไร ต้องใช้สอยอย่างไร เราบริหารจัดการ
แล้วเวลาเราเข้ามาสู่หัวใจของตน เวลาใจของตน ถ้ามันจะมีมรรคของมัน เห็นไหม ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล
ใจดวงนั้นที่มีมรรคขึ้นมา สิ่งที่มันเกิดปัญญาๆ ปัญญามันเกิดมาทั้งนั้นน่ะ สิ่งที่ปัญญามันเกิด มันเกิดเพราะมันเป็นธรรมชาติของมันไง ออกรู้ไง สิ่งที่ส่งออก จิตส่งออก เพราะจิตส่งออก แล้วให้กิเลสมันครอบงำของมัน มันก็จินตนาการของมันไปตามยถากรรมของมัน
แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเราขึ้นมา เวลาเราฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาที่มันเกิดขึ้นจากเรา เอ๊อะ! เราควบคุมดูแลได้ เพราะอะไร
ทางสายกลาง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ไม่ตกไปสองส่วนซ้ายและขวา ไม่ตามความพอใจของตน ไม่ต้องการปฏิเสธคัดค้านในใจของตน ทั้งปฏิเสธและความพอใจของตนนั้น มันตกไปสองส่วนเพราะมีเรามีส่วนร่วมไปมากเกินไป
แต่ถ้าเป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ก็เราเหมือนกัน เพราะตนไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะตนนั้นเป็นสัมมาสมาธิ ตนนั้นเป็นเอกภาพ ตนนั้นพิจารณาโดยความเป็นธรรม เพราะต้องฝึกหัด เพราะอะไร
หลวงตาท่านสอนนะ วิปัสสนาอ่อนๆ วิปัสสนาอ่อนๆ
เราฝึกหัดใช้วิปัสสนาอ่อนๆ วิปัสสนาอ่อนๆ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มัคโค ทางอันเอก มันเป็นมหัศจรรย์เฉพาะจิตดวงนั้น
ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ เทศนาว่าการเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก
เวลาครูบาอาจารย์ของเราไปไหนๆ ไปเอาหัวใจของคนนะ เอาหัวใจของคนเพราะมันสุขทุกข์ที่นั่น หัวใจของคนที่มันระหกระเหิน หัวใจของคนที่มันทุกข์มันยากนั่นน่ะ มันจะอยู่ในคราบของอะไรก็แล้วแต่ นั่นมันคราบภายนอกเท่านั้นน่ะ เพราะทางโลกเขาว่าหัวโขนๆ ไง
หัวโขน ใครวางหัวโขนได้ ไม่ต้องแบกภาระหนักบ่าจนเกินไป แต่สิ่งมีชีวิต เราปฏิเสธความเป็นชีวิตของเราไม่ได้ มันถึงเป็นอตฺตา หิ อตฺตโน นาโถไง มันถึงจิตดวงนั้นแก้จิตมันไง แล้วจิตดวงนั้นมันมหัศจรรย์แค่ไหนไง
นี่ไง เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูด สมาธิทำไม่เป็นๆ
คือมันหาใจมันไม่เป็น มันหาแต่อารมณ์มันน่ะ หาแต่ความรู้สึกของตน ทางสองส่วน ทั้งๆ ที่ว่ามันก็เกิดจากจิตดวงนั้นน่ะ เกิดจากจิตดวงนั้น เป็นอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล ทัศนคติ มุมมองของคน จะรู้จะเห็นสิ่งใด มันเป็นสิทธิ์ มันเรื่องธรรมดา ใครจะบังคับใจใครได้
หัวใจของคน ถ้ามันบังคับได้ โอ้โฮ! โลกนี้ไม่ทุกข์ไม่ยากขนาดนี้ กูจะบังคับให้กูสุขตลอดเวลาเลย กูจะบังคับให้ดีตลอดเวลาเลย ใครบังคับหัวใจของใครได้ มาร มารที่ยิ่งใหญ่มันมีอำนาจวาสนาของมันไง
แล้วสำคัญที่ว่าเวลากรรมให้ผลไง กรรมให้ผลมันอุบัติเหตุ เรานี่เพียบพร้อมไปทั้งหมด เราดูแลของเราทุกอย่างพร้อม มันก็สุดวิสัยเกิดอุบัติเหตุจนได้ เวลากรรมมันให้ผล เวลาคนนะ เวลาประมาทเลินเล่อขนาดไหน เวลาประสบอุบัติเหตุ มีคนมาช่วยเหลือตลอดเวลา นี่มันให้ผลไง
ไอ้เราน่ะ
นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไง
“ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด”
ความประมาทเลินเล่อเป็นผลให้เกิดทุกข์ภัยไข้เจ็บทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมามันจะคุ้มครองดูแลได้ แต่เว้นไว้แต่กรรมให้ผลไง
เวลากรรมให้ผลมันสุดวิสัย เวลาสุดวิสัย มันเป็นของมัน มันเป็นถึงมันให้ผลของมันไง เขาเรียกวิบากกรรม ถ้าวิบากกรรมๆ เราถึงเวลาประเพณีของพระพุทธศาสนาไง ปล่อยนก ปล่อยปลา
ปล่อยนก ปล่อยปลา มันมีเกร็ดมาจากในพระพุทธศาสนา
นี่ไง สามเณรลูกศิษย์ของพระสารีบุตรไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอ กอีก ๗ วันจะตาย พระสารีบุตรก็เมตตามาก ก็บอกให้ไปลาพ่อลาแม่ซะ เวลาไปลาพ่อลาแม่ เขาไปเจอปลาที่มันติดอยู่ในที่แห้งไง ก็เอามันไปปล่อย มันเป็นเด็ก เณรมันเป็นเด็ก มันไม่รู้เรื่องหรอก แต่ผู้ใหญ่เขาบงการเพื่อให้มันดีงาม ให้เขาได้สร้างบุญกุศลของเขา เขาก็เอาปลาไปปล่อย เวลาถึง ๗ วันแล้วเณรนั้นมันไม่เสียชีวิตไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์สิ่งใดแล้ว พูดสิ่งใดแล้ว ไม่มีอะไรผิดหมดน่ะ ต้องถูกทุกเรื่อง แต่นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนเตือนเอง พระสารีบุตรก็ไปบอกเณรให้ไปลาพ่อลาแม่ซะ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกไง เพราะอีก ๗ วันจะตาย
เวลาไปลาพ่อลาแม่มันเป็นอุบาย ไปถึงก็ไปทำคุณงามความดี มันต่อชีวิตไง ๗ วันแล้วไม่ตาย พระสารีบุตรถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าบอกว่า นั่นแหละ เพราะวิบากกรรมของเขา เขาไปสร้างคุณงามความดีมันต่อเนื่องกันไป มันก็เลยเป็นประเพณีของชาวพุทธเรา ปล่อยนก ปล่อยปลา
ตอนนี้ไปปล่อยสิ ปล่อยมันก็วิ่งกลับมาในกรงนั่นน่ะ
ปล่อยปลาๆ ปล่อยปลานะ มีคนมาเล่าให้ฟังเยอะมาก ฟังแล้วมันสะเทือนใจเราเอง ฝังใจจนทุกวัน
เขาบอกเขาไปปล่อยปลา พอปล่อยปลานะ ปลามันว่ายออกไป แล้วมันก็ว่ายกลับมา สบตา แล้วมันก็ไป มันมาขอบคุณนะ
เขามาเล่าให้ฟังนะ เขาไปปล่อยปลา ปลามันว่ายไปแล้วนะ มันก็ว่ายทวนน้ำกลับมา มาสบตา แล้วมันก็ว่ายออกไป
ใครก็รักชีวิตทั้งนั้นน่ะ มันรู้ได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม การปล่อยนก ปล่อยปลา แต่ถ้าเป็นทางโลก เขาก็วิเคราะห์วิจัยกันว่ามันเป็นธุรกิจ มันเป็นการทรมานสัตว์ นั่นก็เป็นมุมมอง เป็นทัศนคติของตน ทุกคนรู้ได้ ทุกคนคิดได้ ทุกคนทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ใครจะทำได้มากได้น้อยไง
นี่มันเป็นคติธรรม มันเป็นแบบอย่างในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็เลยมีปล่อยนก ปล่อยปลา
ปล่อยนก ปล่อยปลา เราปล่อยทุกข์ เราปล่อยความเห็นผิด เราปล่อยความคิดผิดให้ออกจากหัวใจของตนไป ฝึกหัด
อันนั้นมันเป็นกิจกรรม มันเป็นกิจกรรมที่มันเกิดขึ้นได้ในพระพุทธศาสนาไง
นี่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราหันกลับมามองชีวิต แล้วเราภูมิใจในการเป็นมนุษย์ของเรา ถ้ามันทำสิ่งใดผิดพลาดไป สิ่งนั้นไม่ดีเลย
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ทำสิ่งใดคิดได้แล้วเสียใจภายหลัง สิ่งนั้นไม่ดีเลย
แต่มันก็ทำน่ะ ทำทุกที ก็ฝืนมัน ฝึกมันบ้าง ทำมันบ้าง ให้เราดีขึ้น ถ้าเราดีขึ้นนะ เพราะเราทำเพื่อหัวใจเราทั้งนั้นน่ะ เพราะเราต้องตายจากชาตินี้ไป ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด แล้วจิตดวงนี้มันจะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราทำคุณงามความดีก็เพื่อใจดวงนี้ เราทำความดีเพื่อเราทั้งนั้น ดีหรือชั่วเป็นของเราทั้งสิ้น แล้วกระทบกระเทือนในสังคม นั้นมันเป็นปัญหาสังคม ปัญหาสังคม เราควบคุมอะไรไม่ได้
แล้วภัยสังคมนี้น่ากลัวมาก เวลาคนคิดเห็นแก่ตัว มันคิดเอาตัวรอด มันเฉพาะหน้ามันน่ะ มันทำลายคนอื่นได้ทุกข์ได้ยากทั้งนั้นน่ะ นั่นมันกรรมของสัตว์ไง แล้วเราต้องการคนอย่างนั้นไหม เราไม่ต้องการคนอย่างนั้น เราต้องการคนดีๆ ทั้งนั้นน่ะ
แต่เวลาเราย้อนกลับมาที่ตัวเราไง ทำไมมันคิดอย่างนี้ล่ะ เราจะพัฒนาอย่างไร เพราะถึงที่สุดแล้วนะ ทุกคน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วไม่มีใครช่วยเราเลยหรือ ไม่มีใครมาดูแลเราเลยหรือ โอ้โฮ! น้อยอกน้อยใจทั้งนั้นเลย
เขาดูแลก็ภายนอกเท่านั้นน่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหาก เธอต่างหาก”
ใจดวงนั้นต่างหากต้องกระทำ เพราะจิตตภาวนา ใจดวงนั้นต่างหากต้องเอาใจดวงนั้นรอด แล้วใจดวงนั้นต่างหากก็คือใจของเรานี่ไง แล้วเรามีทัศนคติอย่างไร เรามีมุมมองอย่างไร นั่นน่ะวาสนาของเรา
แล้วมีทัศนคติอย่างไร ทำอย่างไร
ทัศนคติที่ถูกต้องชอบธรรม รักษาไว้ รดน้ำพรวนดิน รักษาสิ่งที่ดีงามไว้
มันอยู่กับเราไม่นานหรอก เดี๋ยวมารมันก็มาเหยียบย่ำแล้วล่ะ ไม่จริงหรอก คนอื่นเขาไม่ทำอย่างนี้เขายังสุขเลย คนอื่นเขาภาวนาอย่างไรก็ได้ ทำไมเราต้องภาวนา มัคโค ทางอันเอก
นี่ไง มันชักแล้ว มันดึงออกไปแล้ว แล้วก็ไปกับมันนะ เพราะอะไร
อุปาทานหมู่ มันมีหมู่มีคณะ มันมีพรรคมีพวก มันจูงจมูก มันชักนำไป
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์พระองค์เดียว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสิ้นกิเลสในหัวใจของท่าน ครูบาอาจารย์ของเราทำเอง ทำในใจของตน ไม่มีใครมาชักจูงจมูกได้ ไม่มีใครชักให้ลำเอียงได้ ไม่มีอะไรลำเอียงกับอะไร ถ้าใจของมันเป็นจริงไง
ถ้าใจเราเป็นจริง ใครจะมาชัก ใครจะมานำ ถ้ามีวาสนา เรื่องของเขา ลมพัดชายเขา จะติฉินนินทาก็เรื่องของมึง มันเรื่องไร้สาระ
มันจะเอาความจริงไง ถ้าเอาความจริงๆ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถึงว่าเป็นอตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ มันถึงว่าเป็นที่เราสิ้นกิเลส เราสิ้นกิเลส มันสิ้นสงสัย ไม่มีอะไรสงสัย
แต่นี่บรรลุธรรมสงสัยตลอดเลย สงสัยทั้งนั้นเลย แล้วถ้าใครไม่ชมกูไม่ได้นะ ใครไม่ยกย่องกูนี่ แหม! ทุกข์ฉิบหายเลย
กรรมของสัตว์ เอวัง