เทศน์เช้า วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง พระอานนท์นะ เป็นพระโสดาบัน
“ดวงตาของโลกดับแล้ว ดวงตาของโลกดับแล้ว”
ดวงตาของโลก ใครมีความสงสัย ใครมีความทุกข์ความยากอย่างไร จะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าข้าพเจ้ามีความทุกข์ความยากอย่างนี้ ควรแก้ไขอย่างใดไง
เวลาฝ่ายการเมืองเขามีปัญหากัน เขาจะปฏิวัติรัฐประหารไง ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บอกว่า ไม่ได้หรอก แพ้
ดวงตาของโลกดับแล้ว ดวงตาของโลก
ธรรมวินัยเป็นศาสดาของเรา เป็นสิ่งที่เป็นธรรมส่องทางชีวิตของเรา ถ้าส่องทางชีวิตของเรานะ เรามีสติมีปัญญาของเรานะ เราจะเอาตัวเรารอดได้ ถ้ามีสติปัญญานะ
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ หัวใจของเราเห็นไหม เวลาภัยพิบัติๆ เวลามีภัยอันตรายขึ้นมา กลัวตาย เวลากลัวตายๆ ขึ้นมา นักปฏิบัติๆ ธรรมะอยู่ฟากตาย ถ้าธรรมะอยู่ฟากตาย เวลามันจะตาย อะไรมันจะตายก่อน พิจารณาไป อะไรจะตายก่อน
เพราะเวลาเรานั่งภาวนาอยู่ เราไม่ได้ไปอยู่ในภัยพิบัตินั้น
ไปอยู่ในภัยพิบัติ จมน้ำ ขาดอากาศหายใจมันก็ตาย มันตายโดยภัยธรรมชาติ แต่เวลากิเลสมันหลอกๆ เห็นไหม ธรรมะอยู่ฟากตายๆ ถึงเวลากิเลสที่มันจะพลิกจะแพลง มึงตายแน่ๆ มึงสู้ ชีวิตนี้มึงตายแน่ๆ
หลวงตาท่านภาวนาไปบอกว่า กิเลสมันตาย เราไม่ตาย เราพ้นไง พ้นจากการครอบงำของกิเลส กิเลสมันตาย
แต่ของเรานะ เวลาภัยพิบัติขึ้นมา มันกลัวตายๆ กลัวตายขึ้นมามันทุกข์มันยากขนาดไหน คนกลัวตายทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นน่ะเพื่อเอาตัวรอด
คนเรามีกายกับใจๆ นะ คนที่มีกรรมของสัตว์ๆ มันก็ตายไป เวลาคน ภัยธรรมชาติมันผ่านไปแล้วไง คนเรามีกายกับใจ เวลาร่างกาย กายกับใจคือชีวิต มีชีวิตขึ้นมา มาเจอภัยพิบัติไง ชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างสูญสิ้น ตายนะ คนตายพ้นทุกข์ไปแล้ว เรายังมีชีวิตอยู่นี่ทุกข์น่าดูเลย จะฟื้นฟูอย่างไร จะทำอย่างไร เพราะการดำรงชีพเลี้ยงชีวิตของตน
ธรรมและวินัย ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ธรรมส่องชีวิตของเราไง
สิ่งใดก็แล้วแต่ เริ่มต้นจากเล็กจากน้อยก็แล้วแต่ เราไม่ต้องทำเกินตัว สิ่งที่เกินตัวไปแล้วมันบีบคั้นหัวใจเรานัก เห็นไหม
เวลาภัยพิบัติขึ้นมา สิ้นชีวิตนี้ไป มันตายไปแล้ว ตายจากเวรจากกรรม เพราะเวรกรรมทำให้หมดอายุขัยนั้นไป
มีกายกับใจดำรงชีวิตอยู่ไง ชีวิตนี้ต้องการปัจจัยเครื่องอาศัย ถ้าปัจจัยเครื่องอาศัย มันต้องการการกระทำ ฉะนั้น คนเรามีหน้าที่การงาน การงานเพื่อดำรงชีวิตไง ดำรงชีวิตไว้ทำไม
ดำรงชีวิตไว้ ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา เวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นมามันสะเทือนใจ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โคนต้นโพธิ์ เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา นั่นน่ะ สัจธรรมอันนั้นมันมหัศจรรย์ของมันไง
ครูบาอาจารย์ของเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ไปเจอภัยพิบัติที่ไหน ด้วยการกระทำอย่างใดไง เวลาผ่านสิ่งใดมา มันระลึกถึงคุณที่นั่นไง
หลวงปู่เจี๊ยะเวลาท่านไปสร้างโรงเรียน สร้างสถานอนามัยในดอยสูง
ลูกศิษย์ถามว่า เพราะหลวงปู่เจี๊ยะไม่ได้ไปอยู่ด้วยไง
“อาจารย์ทำทำไมล่ะ”
“ทำแทนคุณเขา เขาเคยดูแลครูบาอาจารย์ของเรามา เขาดูแลอุปัฏฐากอุปถัมภ์หลวงปู่มั่น”
หลวงปู่มั่นไปทุกข์ไปยาก ไปแสวงหาโมกขธรรม ท่านธุดงค์ของท่านไป แล้วท่านก็เล่าไว้ หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตาฟังไว้ ๒ หู เต็มหูนั่นน่ะ แล้วสุดท้ายแล้วหลวงปู่เจี๊ยะท่านไปสร้างโรงเรียนประชาบาล อนามัยในที่สูงนั่นน่ะ
พระเขาถามว่า “หลวงปู่ หลวงปู่ไปทำทำไม”
“แทนคุณเขา แทนคุณเขา เขาเคยดูแลครูบาอาจารย์ของเรามา”
เห็นไหม ไม่ได้ดูแลเรา เราไม่เคยรู้จักเขา แต่เขาเคยดูแลครูบาอาจารย์ของเรามา แล้วครูบาอาจารย์ของเราท่านมีคุณธรรมมา ท่านมาอบรมบ่มเพาะเราไง ถ้าอบรมบ่มเพาะเรา
ธรรม ดวงตาของโลก ถ้าดวงตาของโลก ใครมีสัจจะ มีความสงบในหัวใจอันนั้น มันจะมหัศจรรย์ในหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้น กายกับใจๆ มันทิ้งได้ทั้งนั้นน่ะ มันแลกได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันแลกได้ เห็นไหม คนที่มีสัจจะมีความจริงของเราไง
แต่ถ้าเป็นทางโลกๆ มันมีแต่ความทุกข์ความยากไปทั้งนั้น มีแต่ความลำบากลำบนไปทั้งนั้น แล้วเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราเชื่อพระพุทธศาสนา
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราทำหน้าที่การงานของเรา เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่สลึงหนึ่ง เลี้ยงครอบครัวสลึงหนึ่ง สลึงหนึ่งทำธุรกิจของเราไง แล้วถ้าเหลือสลึงสุดท้ายฝังดินไว้ ฝังไว้ที่ใจนี้
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ใครทำสิ่งใด มันจะฝังหัวใจดวงนั้นไป นั่นระดับของทานไง ถ้าใครมีอำนาจวาสนา มันจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา
มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ แต่ต้องเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรม กิเลสมันก็พาถู่ลู่ถูกังของมันไป
ถ้ากิเลสตัณหาความทะยานอยากพาถูลู่ถูกังไป มันเป็นการภาวนาเป็นพิธีกรรมๆ จิตใจคนที่เบาบาง มันก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นเครื่องแบบ แค่พึ่งพาอาศัย แล้วถ้าคนที่มีอำนาจวาสนาของเขานะ เขาทำจริงทำจังของเขา เขาไม่ฟังใครทั้งนั้นน่ะ นี่ไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง
นี่ไง เจ้าชายสิทธัตถะเวลา ๖ ปีที่ศึกษาค้นคว้ามาไง อาฬารดาบส อุทกดาบสบอกเป็นศาสดาเหมือนเราได้เลย
เจ้าชายสิทธัตถะไม่เอา ไม่เอา ไม่สน เพราะอะไร เพราะมันยังสงสัยอยู่ มันจบที่ไหน มันจบมันต้องตอบมาสิ มันเป็นของมันอย่างไรไง ใครยกย่องบูชาสรรเสริญอย่างไร ถ้าหลงใหลไปก็ไปแล้ว
เจ้าชายสิทธัตถะไม่สนใจ ทิ้งหมดน่ะ ทรมานร่างกายขนาดไหน ทรมานทางโลก เห็นไหม ที่พิธีกรรมต่างๆ ที่ทำทุกรกิริยาต่างๆ นั่นก็ความเข้าใจผิด เข้าใจว่าจะละกิเลสให้ได้ จะเป็นคนที่เข้มแข็ง จะทำให้เต็มที่ ทำไปโดยความเห็นของโลกไง แต่จริงๆ แล้วกลับมาฉันอาหารของนางสุชาดา สุดท้ายแล้ว คืนนี้ถ้านั่งภาวนาแล้ว ถ้าไม่สำเร็จให้ตายไปเลย
ถ้าคืนนี้ถ้าไม่บรรลุธรรม ถ้าไม่เป็นสัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ทุกข์ยากมาก ๖ ปีแล้ว ทุกข์ทรมานมา ๖ ปีแล้วนะ ถ้าคืนนี้ไม่ได้ก็ให้มันตายไปซะ
ตั้งแต่ปฐมยามไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ ที่เขาระลึกชาติกัน ที่เขามหัศจรรย์พันลึกกันน่ะไม่ใช่ ดึงกลับมา ดึงกลับมาด้วยสติสัมปชัญญะ จิตที่มันรู้ ดึงกลับได้ ถ้าคนมีสติสัมปชัญญะ
ถ้าคนไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ระลึกได้ มันเตลิดเปิดเปิงไปเลยนะ โอ้โฮ! มหัศจรรย์พันลึก ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเรา เรายอดเยี่ยม ไปเลย ไม่มีวันจบวันสิ้น นี่กิเลสมันพาไปไง
เจ้าชายสิทธัตถะมีสติสัมปชัญญะ ทุกข์มา ๖ ปีพอแรงแล้ว อาฬารดาบส อุทกดาบสยกย่องสรรเสริญขนาดไหนก็เรื่องของเขา เรามาปฏิบัติ ถ้าไม่ได้ก็ให้มันตายในคืนนี้ แล้วมันเตลิดเปิดเปิงไป
ดึงกลับมา
มัชฌิมยาม ทำความสงบของใจเข้ามา จุตูปปาตญาณ อนาคต ถ้าอนาคตจะเป็นอย่างนั้น คนนั้นตายแล้วจะไปที่นั่น จิตนี้มันอย่างนั้น โอ้โฮ! มันไปมหัศจรรย์อีกนะ รู้ไปหมด ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะ มันก็ไปอีกแล้ว รู้อนาคตไปหมด ทายพยากรณ์ได้ทั้งนั้น ใครจะประสบการณ์อย่างไรได้หมด แล้วมันคืออะไรล่ะ อนาคตมันยังมาไม่ถึง แล้วเขาจะรู้กับเราไหม เราบอกเขาไปก่อน
ดึงกลับมา
อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
ถ้าคืนนี้ประพฤติปฏิบัติ ถ้าไม่สิ้นกิเลส ให้มันตายไปในคืนนี้ แต่ถึงความเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา กิเลสมันตาย พญามารตาย ปู่ของมาร เรือนยอดของเรือนสามหลัง เวลามันสิ้นไปจากใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันดิ้นมันรนของมันไง ไปฟ้องลูกสาวความโลภ ความโกรธ ความหลง จะตามมาเอาคืนไง
แม้แต่พ่อของเธอยังหลอกเราไม่ได้
ไอ้นี่ลูกสาวสามคน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทั้งหลงทั้งใหล ทั้งโลภ ทั้งอยากได้ ทั้งอยากเป็น ทั้งจะกว้านมาเป็นสมบัติของเราคนเดียว
ก็เราก็ต้องตายอยู่แล้ว ไปกว้านมาทำไม มันต้องเจือจานสังคม เจือจานวัฏฏะเขา จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเขามีบาปมีบุญของเขา ถ้าเขาซื่อสัตย์สุจริต เขาทำของเขา เขาจะได้ประโยชน์ของเขาตามธรรมของเขา ถ้าใครเกิดมาโดยมาร โดยการแย่งชิง โดยการเบียดเบียน โดยการทำลาย เขาก็สร้างเวรสร้างกรรมของเขา นั่นเป็นสมบัติของวัฏฏะไง
ถ้าสมบัติของเรา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
การเกิดเป็นมนุษย์มีกายกับใจนี้ไง หัวใจที่มันกลัวตายๆ มันกลัวมาก เวลากายกับใจ ร่างกายมันต้องการปัจจัยเครื่องอาศัย ปัจจัย ๔ ใช้ชีวิตสมบุกสมบันมาก็เพื่อการดำรงชีวิตนี้ไว้ มีสติปัญญาขึ้นมา เราเท่าทันมันแล้ว มันวางตรงนี้หมดแล้ว มันสบายใจ มันทำอย่างไรก็ได้
คนเกิดมาบุญและบาป เกิดเป็นคนเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันด้วยความรู้สึกนึกคิด แต่เป็นคนมันมีกายกับใจเหมือนกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ทางโลกก็ไปหาหมอ หมอก็รักษาเรื่องร่างกายนี้ เวลามันผิดพลาดทางหัวใจก็ไปหาจิตแพทย์ จิตแพทย์ก็ดึงกลับมาให้เป็นปัจจุบันนี้
แต่ถ้าเป็นธรรมล่ะ ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ แล้วเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะล่ะ
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลายไง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง นี่ผลของวัฏฏะ มันไม่มีอะไรคงที่ของมัน มันแปรสภาพของมันอยู่อย่างนี้ แล้วไม่มีวันจบวันสิ้น
นี่ไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ อดีตชาติไม่มีวันจบวันสิ้น อนาคตไม่มีวันจบวันสิ้น แล้วจะมีความมหัศจรรย์ในหัวใจของตน มันจะมหัศจรรย์ไปเพื่ออะไร ไปเพื่อความล้มลุกคลุกคลาน สมบุกสมบัน แล้วก็มาภัยพิบัติตายแล้วตายเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีวันจบวันสิ้นหรอก ชาตินี้เราช่วยเขา ชาติหน้าเขาจะมาช่วยเรา ผลัดกันไง
กู้ภัย กู้ภัยจะมาช่วยเขา ได้บุญได้กุศล ไอ้เรากู้ภัย ได้บุญกุศล เราจะไปช่วยเขา นี่มันก็ผลของวัฏฏะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันก็เป็นความดี ดีเหมือนกัน ดี ทำดีคือดี แต่มันพ้นไหมล่ะ
แต่ถ้าเป็นความจริงความจังขึ้นมา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ถ้าหายใจเข้า หายใจออก มีสติสัมปชัญญะ มันถึงเป็นอานาปานสติ
ทั้งๆ ที่ก็หายใจอยู่นี่ แต่ถ้าไม่มีสติไม่มีปัญญาเท่าทัน เราหายใจเพื่อร่างกายนี้ไง เวลากายกับใจที่มันรวมเป็นชีวิต ถ้าชีวิตแล้ว ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา นี่เพื่อเอาชีวิตรอด ถ้าชีวิตรอด มันมหัศจรรย์ แค่ทำความสงบของใจมันมหัศจรรย์แล้ว มหัศจรรย์จนมันส่งออก จนรับรู้ไป
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ
แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป เพราะเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ว่าเป็นวิปัสสนๆ วิปัสสนามันรู้แจ้งแทงตลอดกิเลสในหัวใจของตน ไม่ใช่วิปัสสนาเพื่อจะมียศถาบรรดาศักดิ์ วิปัสสนาเพื่อให้เขายอมรับศรัทธา ไม่ใช่ พิสูจน์ได้
ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เพราะอะไร
ชีวิตนี้มีคุณค่ามาก คนที่เสียชีวิตไปแล้วไง อาฬารดาบส อุทกดาบสนะ เป็นอาจารย์ที่เจ้าชายสิทธัตถะไปศึกษากับเขา แล้วเขายกย่องสรรเสริญขนาดไหน ไม่เอา
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เสวยวิมุตติสุขๆ ไง สุขอย่างนี้ใครจะรู้ได้ พระพุทธศาสนา คนต้องมีมาตรฐาน จะเอาอาฬารดาบส อุทกดาบสก่อน
โอ้โฮ! เพิ่งตาย ตายก็ไปอยู่บนพรหมไง เพราะได้ฌานสมาบัติไง เพิ่งตายไป เสียดาย เสียโอกาสเขา เสียดาย เสียโอกาส เขาตายไปแล้ว ตายไปแล้วไปเกิดในสถานะใหม่ก็มีชีวิตใหม่ ก็ความรู้สึกอันนั้น
แล้วอาฬารดาบส อุทกดาบสอยู่ไหนล่ะ แล้วสถานะเป็นอย่างไร จะเอาใคร นี่ไง เวลากำหนด สิ่งที่ว่าเขาตายไปเสียแล้ว
นี่เหมือนกัน ชีวิตมีคุณค่า มีคุณค่าที่ว่าเราเกิดในพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง ปัจจุบันนี้หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงของท่าน แก้จิตๆ แก้จิตๆ คือแก้ความผิดพลาด แก้จิตๆ คือจิตที่มันติดมันข้อง แก้จิตๆ จิตที่มันลุ่มมันหลง แก้จิตนี้ไง
นี่ไง เวลาฆ่าพญามาร เวลาเรือนยอดของเรือนสามหลัง มันช่วยตัวเองไม่ได้ ถึงจะไปหาลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง จะไปยั่วไปยวน ไปเอาคืนมาไง
นางตัณหา นางอรดี แม้แต่พ่อของเธอ เรายังได้หักลงแล้ว เธอจะมีความหมายอะไร
ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น แล้วเวลาถ้ามันไม่มีสัจธรรม มันมีความหมายไหม
มี มันลุ่มมันหลง มันโลภ มันอยากได้อยากดี มันเป็น มันเป็นไปหมดน่ะ มันเจือไปด้วยตัวมันเพราะมันมีเชื้อ เพราะมันมี
ฉะนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ฟังธรรมๆ สัจธรรมที่เราแสวงหา พระพุทธศาสนานี้มหัศจรรย์ แล้วมหัศจรรย์เรียบง่าย เรียบง่ายเพราะมันเป็นอารมณ์ไง ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น ต้องการสติปัญญาเท่านั้น อย่างอื่นไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น
แต่ชีวิตมันต้องอยู่ด้วยปัจจัยเครื่องอาศัยใช่ไหม เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ มันต้องอาศัยสิ่งนี้เพื่อดำรงชีวิตดำรงชีวิตไว้ทำไม ดำรงชีวิตไว้ทำไม
ดำรงชีวิตเอาไว้ฝึกหัดปฏิบัตินี่ไง แค่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นไง ถ้าสำเร็จ สำเร็จแค่หายใจเข้า หายใจออก จบแล้ว
แต่กว่าจะเป็นช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น เราต้องปูพื้นฐานหัวใจเรามาตลอด พื้นฐานหัวใจของเราคือสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ฐานแห่งชีวิต พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
จิตที่เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้เลย มันมหัศจรรย์นัก เพราะมันจับต้องไม่ได้ แล้วไม่มีใครจะไปทำลายมันได้ แล้วไม่มีใครจะเห็นมันได้
ต้องเป็นตัวมันเห็นตัวมันเอง
แล้วตัวมันจะเห็นตัวมันเอง มันต้องเริ่มต้นศรัทธา มีศรัทธามีความเชื่อ มีการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหาก เธอต่างหาก หัวใจของเธอต่างหากนั้นมีศรัทธาแล้วฝึกหัดปฏิบัติย้อนกลับมา ปัญญาในพระพุทธศาสนาคือทวนกระแสกลับเข้าไปสู่ใจของตนไง เห็นหัวใจของตน เห็นจิตของตน
แล้วจิตของตน สมถกรรมฐาน เห็นนั่นคือฐาน เห็นนั่นคือตัวเริ่มต้น ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิคือสมถกรรมฐาน ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ บรรลุธรรม สำเร็จเรียบร้อย ว่างหมดเลย ไม่มีสิ่งใดอีกแล้ว เพราะมันส่งออก มองไปข้างนอกจะเห็นอะไร เห็นอากาศ
ถ้ามีวาสนานะ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เจอภัยพิบัติเสียชีวิตไปแล้ว เสียชีวิตไปแล้วไง เวลาพ้นจากภัยพิบัติไง โอ้โฮ! ชีวิตใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกข์กว่าเก่าอีกน่ะ
ข้อเท็จจริง ความเป็นจริงเป็นอย่างนั้น ถ้าความจริงเป็นอย่างนั้นไง เราอยู่กับโลก โลกพึ่งพาอาศัย ใครมีกำลังที่มากกว่าก็ช่วยคนที่มีกำลังน้อยกว่า ใครที่มีสติปัญญาก็เตือนคนที่อ่อนด้อย
แต่คนอ่อนด้อย ความรู้สึกนึกคิดมันยอมรับกันไม่ได้หรอก แต่ถ้าเขามีสติมีปัญญาของเขา เขาไม่มีผลประโยชน์อะไรกับใครทั้งสิ้น มันเป็นผลประโยชน์ของเราทั้งนั้น
ถ้าเรามีสติปัญญา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเป็นประโยชน์ของเรา ไม่ใช่ประโยชน์ของเขา ประโยชน์ของเขา คนที่เตือนถ้าเป็นธรรมก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเป็นโลก เขาจูงน่ะ เขาไม่ได้เตือน เขาหาเหยื่อ เขาต้องการเหยื่อ ต้องการเหยื่อให้เป็นฐานไง
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ของเราไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมันเห็นไง เห็นจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สังเวช
แล้วเวลาถึงที่สุด หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง น้ำตาที่ล้างภพล้างชาติจบสิ้นกันที
ไอ้เรามีแต่น้ำตาที่ผูกพัน ผูกพัน แสวงหา ยึดมั่น อยากได้ อยากผ่อนคลาย แต่เวลาถ้าน้ำตาชำระภพชำระชาติ จบ ไหลทิ้งไปซะ สูญสิ้น จบกันเสียที เอวัง