กิเลสลุแก่อำนาจ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่เราปรารถนากันสุดชีวิตนะ เว้นไว้แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนา เขาไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วมีไว้ทำไม มีไว้เพื่ออะไร
แต่ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาของเราไง เพราะเรามีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เรากราบไหว้บูชาว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะทุกข์ยากขนาดไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม วิมุตติสุขๆ ไง
พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์มากมายมหาศาล แต่ในวงการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ผู้ที่สร้างปัญหาไว้ในพระพุทธศาสนาก็มีไว้มหาศาล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาให้พระสารีบุตรไปกำราบปราบปรามไง เวลากำราบปราบปราม ปราบปรามเพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามในพระพุทธศาสนา
ถ้าไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามในพระพุทธศาสนา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ รื้อสัตว์ขนสัตว์ ผู้ที่เป็นฆราวาสก็ให้เขาทำทานของเขา ให้เขามีที่พึ่งในหัวใจของเขา อย่าให้เขาเดือดร้อนจนเกินไป แล้วเวลาถ้าเขาฝึกหัดปฏิบัติของเขาขึ้นมาได้ เขาจะเคารพบูชาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสารีบุตรๆ ไง เวลาฟังพระอัสสชิแล้ว เวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ พระอัสสชิอยู่ในทิศทางใด ก่อนจะนอนจะกราบไหว้ไปทางทิศทางนั้น แต่คนที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ไง ก็ว่ายังนับถือทิศแบบพราหมณ์อยู่ไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเรียกพระสารีบุตรมาถามว่า “เธอทำอย่างนั้นจริงๆ หรือ”
“จริงๆ”
เพราะระลึกถึงบุญถึงคุณไง นี่พระอรหันต์นะ พ้นจากกิเลสแล้วนะ หัวใจเป็นวิมุตติสุขแล้วนะ ยังรู้จักบุญคุณของผู้ที่เคยมีบุญมีคุณต่อตน
แล้วอย่างพวกเราที่จะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล แต่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล ถ้าใฝ่ดี มีอำนาจวาสนา มันจะไม่หลงไปในเหตุการณ์อย่างนั้น แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันชอบอย่างนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า คนเข้ากันด้วยธาตุ
ธาตุ ธาตุที่สร้างสมมา ที่ได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมา มันเห็นสิ่งที่สภาพแบบนั้นมันคิดว่าใช่ แล้วชอบ มันไปเห็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมขึ้นมา มันบอกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่และทุกข์ยาก ไม่น่าเลื่อมใส เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนไง เห็นดีเป็นชั่ว เห็นของชั่วๆ เป็นของดี
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เวลาเราอยู่ในประเพณีวัฒนธรรม สังคมร่มเย็นเป็นสุขนะ ในประเทศไทยมีวัดกับวังที่เป็นวัฒนธรรม ที่เขามาท่องเที่ยว เขามาเปิดหูเปิดตากันไง
สิ่งที่มาท่องเที่ยวก็ท่องเที่ยววัฒนธรรม แต่ถ้าเขาจะศึกษาพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเวลาศึกษาแล้ว นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เวลาฝึกหัดศึกษาค้นคว้าในบาลีไวยากรณ์ก็เพื่อจะไขตู้พระไตรปิฎก จะเข้าใจพระพุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง ให้เข้าใจในพระพุทธศาสนาตามแต่อำนาจวาสนาของตน แต่จะลึกซึ้งมากน้อยขนาดไหน
ฝ่ายธรรมทูตที่ออกไปเผยแผ่ธรรมๆ หลวงตาพระมหาบัวบอก เอาอะไรไปเผยแผ่
มันก็เป็นทางวิชาการไง ในวงการทุกวงการมีทั้งคนดีและคนชั่ว ถ้าคนดี คนดีมันก็เป็นบุญเป็นกุศลไป ถ้าเป็นคนชั่ว คนชั่วมันก็ไปทำลายศรัทธาความเชื่อของชาวพุทธของเขา
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ มันทำอย่างนั้นไม่ได้ มันทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะอะไร เพราะสิ่งที่เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลามันไปรู้ไปเห็นกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน โอ้โฮ!
เวลาลงทุนลงแรงทำงานมากมายมหาศาลขนาดไหน นั้นเป็นงานทางโลกนะ งานทางโลก เวลาทำสิ่งใดไม่เสร็จก็ฝากคนอื่นทำต่อๆ ไปได้
แต่งานในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน ตนเท่านั้นเป็นผู้ที่จะกำจัดกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน
ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ความเป็นธรรมๆ ถ้าวัดวาอารามที่ไหนถ้าปกครองโดยความเป็นธรรม มันอบอุ่น มันชื่นบานไง
แต่มันเป็นกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เวลาเกิดมามันชอบความสะดวก ชอบความสบาย ชอบความโอ่อ่า แต่ความโอ่อ่ามันเข้ากับกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง
เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ตบะธรรมๆ ตบะธรรมจะแผดเผากิเลส ถ้าตบะธรรมจะเผากิเลสไง สิ่งที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ เพื่อแสวงหาหัวใจดวงนี้ ถ้าแสวงหาหัวใจดวงนี้ขึ้นมา มันจะเข้าสู่วงการปฏิบัติที่ถูกต้องชอบธรรม
เพราะในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ภาคปริยัติ ภาคการศึกษา ภาคการศึกษาค้นคว้ามีความจำเป็นแน่นอนอยู่แล้ว แต่มันเป็นภาคทฤษฎี เป็นภาคทางโลกไง แล้วการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา การฝึกหัดปฏิบัติมันก็ปฏิบัติมาจากความโลกๆ นี่แหละ แต่ฝึกหัดมาจากความโลกๆ มันก็เป็นโลกไง แต่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้วก็อ้างอิงว่าสิ่งนั้นจะเป็นความข้อเท็จจริงอันนั้นไง
เวลาภาคปฏิบัติๆ “โปฐิละใบลานเปล่ามาแล้วหรือ โปฐิละใบลานเปล่าไปแล้วหรือ”
เขามีวาสนานะ เขาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ มีลูกศิษย์ลูกหาติดตามเขาไปมากมายมหาศาล เวลาไปกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ใบลานเปล่ามาแล้วหรือ” เวลาจะกลับ “ใบลานเปล่าจะกลับแล้วหรือ”
เขาก็มีสติมีปัญญาไง เวลาความเป็นธรรมๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสสิ่งใดไม่มีเหตุไม่มีผลเป็นไปไม่ได้ เขาก็มาไตร่ตรองตัวของตนว่ามันเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ ถ้ามันเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ นี่มาตรวจสอบแล้ว อืม! มันก็ใช่ ถ้ามันก็ใช่ ก็มาทบทวนแล้วแหละ ที่เราศึกษามา เราศึกษามาก็รู้ทั้งนั้นน่ะ แต่ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดอย่างนั้น
ก็ไปวัดปฏิบัติไง วัดปฏิบัติมีตั้งแต่ครูบาอาจารย์ขึ้นมาจนสามเณรน้อย ไปขอฝึกหัดปฏิบัติ เจ้าอาวาสบอกว่า “โอ้โฮ! ท่านมีชื่อเสียงคับฟ้าคับแผ่นดิน ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจวาสนาสอนหรอก ลองไปองค์รอง เขาจะมีโอกาสรับหรือไม่”
ปฏิเสธไปหมดล่ะ ปฏิเสธไปถึงองค์สุดท้าย สามเณร สามเณรก็เป็นสามเณรอรหันต์นะน่ะ ถ้าไม่มีใครรับแล้ว เจ้าอาวาสบอกว่า “เณร เณรก็ลองรับเขาไว้หน่อย เผื่อเขาจะมีวาสนาอยู่บ้าง”
นี่ไง เณรก็ยอมรับไว้ พอยอมรับไว้แล้วก็เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติไง “เราฝึกหัดปฏิบัติเราก็ต้องมีการเตรียมตัวเตรียมพร้อมเสียก่อน เราอยากได้ไม้ไผ่ ต้องไปตัดไม้นั้น แต่ต้องให้ห่มผ้าเข้าไปตัดด้วยนะ”
คือมันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ มันสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วพระมาบอกทำไม แล้วสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เณรสอนทำไม
แต่ด้วยการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง กิเลสมันร้ายนัก กิเลสมันยิ่งใหญ่นัก กิเลสมันครอบคลุมหัวใจของตนนัก รอบรู้ไปทุกอย่าง รู้ทุกเรื่อง สั่งสอนอบรมใครได้ทั้งนั้นเลย แต่ตัวเองไม่รู้อะไรเลย ฉะนั้น ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง อ้าว! ต้องทำอย่างนั้นจริงๆ ก็ห่มผ้าเข้าไป
พอเข้าไปใกล้ “ไม่เอาแล้ว พอ จะเอาน้ำแทน เอาน้ำต้องห่มผ้าลงไปด้วยนะ”
พอลงไปถึงใกล้น้ำ “ไม่เอาแล้วล่ะ พอ”
เพราะว่าถ้าสั่งอะไรเขาก็ทำอย่างนั้นไง
เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ร่างกายนี้เหมือนเปรียบเหมือนจอมปลวก จอมปลวกมีรูทวารอยู่ ๖ รู ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ปิดมัน ๕ ทวารนั้นน่ะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดไว้ ตั้งสติให้ดีๆ คอยจับเหี้ย เหี้ย เหี้ยตัวนั้น
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาเหี้ยมันโผล่มาเห็นไหม นี่เวลามันจับ
นี่ไง เขาว่า “กิเลสเป็นนามธรรม กิเลสมันไม่มี จะรู้จักมันได้อย่างไรกิเลสน่ะ”
แล้วถ้ามันไม่มีกิเลส มันคืออวิชชา คือพญามาร แล้วฝึกหัดๆ ฝึกหัดก็เพื่อจะชำระล้างมัน แล้วจะฝึกหัด ฝึกหัดโดยกิเลสครอบงำ โดยกิเลสมันยิ่งใหญ่ มันจะไปทำถูกต้องชอบธรรมตรงไหน มันก็ทำแต่อำนาจของกิเลสไง
ฉะนั้น หลวงตาพระมหาบัวท่านเน้นย้ำประจำ เน้นย้ำตลอด “กิเลสในหัวใจคนน่ากลัวที่สุด กิเลสในหัวใจคนน่ะ”
วันนี้ดีๆ พรุ่งนี้มันร้ายได้ ดีๆ นี่ล่ะ มันพลิกแพลงไปหมดล่ะ กิเลสในใจนี้แหละ มันไม่ถึงวาระของมัน มันไม่ลุแก่อำนาจ มันยังไม่แสดงตนน่ะ เก่ง แต่โดยข้อเท็จจริงมันเผาลนของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ
กิเลสในหัวใจของคนน่ากลัวที่สุด
แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ฟังธรรม ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาทำสิ่งที่มันมีสติมีปัญญา ประเพณีวัฒนธรรม ในศีลในธรรม ในศีลในธรรมในพระพุทธศาสนานะ วัดวาอารามนี้วิจิตรพิสดารมหัศจรรย์มาก นี่ไง แล้วเวลามองแล้วมันมีความสวยงาม มีความร่มเย็นเป็นสุข
แล้วหัวใจล่ะ แล้วเวลาข้อเท็จจริงล่ะ
เวลาข้อเท็จจริง เห็นไหม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดไว้ ๕ ทวาร เหลือแต่ใจ เหลือแต่ใจ เราก็พุทโธๆ ของเราไง ปัญญาอบรมสมาธิของเราไง ปัญญาอบรมสมาธิของเราจะดีจะชั่ว จะมากจะน้อยขนาดไหน ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงของเราไป
ถ้าฝึกหัดตามข้อเท็จจริงของเราไปไง ปิดซะ ๕ ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วที่มันเกิดขึ้นล่ะมันคืออะไร แล้วถ้ามันจะรู้มันจะเห็น มันจะเห็นอะไร
ถ้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรสิ่งใด มันก็ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน มันก็จินตนาการของมันไปไง เวลากิเลสมันมีอำนาจนะ ทั้งๆ ที่เราก็มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่เราก็เป็นนักปฏิบัติปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมเพื่อจะมีความร่มเย็นเป็นสุขในหัวใจของตน แล้วถ้าปฏิบัติไป ปฏิบัติไปบูชากิเลส ให้กิเลสมันจูงจมูกไป ปฏิบัติ ยิ่งปฏิบัติมากน้อยเท่าไรยิ่งเกิดทิฏฐิมานะมากขนาดนั้น
ครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นธรรมๆ ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะเหยียบย่ำทำลาย ลำเอียงทั้งนั้นน่ะ ใครจะมีอำนาจวาสนาบาตรใหญ่มาตีเสมอตนเองไม่ได้เลย
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ครูบาอาจารย์ถีบตูดส่งขึ้นไปเลยถ้ามันเป็นจริง เว้นไว้แต่กิเลสมันลุอำนาจ
กิเลสมันลุอำนาจนะ มันรวบยอดหมดว่าเป็นสมบัติของมัน ว่าเป็นสมบัติของมันนะ มันทำชั่วตามแต่อำนาจวาสนาของมันทั้งสิ้น แล้วทำความชั่วตามอำนาจวาสนาของมัน นี่กิเลสมันบังเงาไง กิเลสอ้างอิงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอ้างอิงกับเราไง เราก็เซ่อ เชื่อมัน เชื่อมันจนได้ เชื่อมันจนได้ก็นี่ไง มันอยู่ในอำนาจของกิเลสไง
แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ นะ ถ้ามีอำนาจวาสนา เราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราให้เป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมาให้ได้ แล้วถ้าปฏิบัติเป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมาให้ได้นะ เราเปรียบเทียบ เราตรวจสอบของเราได้
คนเราปรารถนาดีกันทั้งนั้น แต่มันต้องดีให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ความดีตามถูกต้องชอบธรรม
เวลาความดีๆ เราทำของเรา คนเรามันมีผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ผู้ที่ปฏิบัติยากรู้ยาก บัว ๔ เหล่า แล้วบัว ๔ เหล่า ไอ้บัวใต้น้ำนั่นน่ะไม่ต้องพูดถึง มันเป็นอาหารของเต่าของปลาไปทั้งนั้นน่ะ
จิตใจของคนถ้ามันมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน มันจะฝึกหัดปฏิบัติของมัน ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติของมัน แล้วสิ่งที่เป็นศัตรูไม่ใช่ใครทั้งนั้นเลย กิเลสในหัวใจของตน
แล้วถ้ากิเลสในหัวใจของตน ใครปฏิบัติแล้วไปได้สัมผัสสิ่งใด แค่นั้นยังเชื่อ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ พระพุทธเจ้าสอนตรงนั้นหรือ
ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง ทางสองส่วนไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค ไอ้กามสุขัลลิกานุโยค ไอ้ที่มันติดสุขๆ กันนี่ไง เวลาไปแก้ชฎิล ๓ พี่น้องไง ชฎิล ๓ พี่น้องเป็นพราหมณ์นะ บูชาไฟนะ มีฤทธิ์มีเดชนะ สำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์น่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทำอย่างไร
“โอ้! สมณะหนุ่มๆ นี่เก่งเนาะ แต่สู้เราไม่ได้ สมณะหนุ่มๆ เก่งเนาะ แต่สู้เราไม่ได้”
สุดท้ายเอาพญานาคใส่ในบาตร เดินจงกรมให้เห็น ให้สำนึกได้ สำนึกไหม สุดท้ายแล้ว
“เธอไม่ใช่พระอรหันต์หรอก”
เท่านั้นล่ะคอตก เพราะมันไม่ใช่จริงๆ มันไม่ใช่อยู่แล้ว รอคนชี้นี่ไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้ว่าไม่ใช่ คอตก ขอบวชเลย ลอยเครื่องแบบของฤๅษีไป น้องชายสองคนเห็น เอ๊ะ! พี่ชายมีปัญหาอะไรขึ้นมา เวลาคุยตกลงกันแล้วนะ เราบูชาไฟกันมาทั้งชีวิต มันก็ได้กสิณไง บูชาไฟๆ แล้วบูชาไฟมันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไง
เรื่องโลกๆ โอ้โฮ! เหาะเหินเดินฟ้า
เหาะเหินดินฟ้ามันของชั่วคราวเท่านั้น มันไม่ยั่งยืนจีรังหรอก แล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ตลอดไป เพราะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อาการที่เกิดขึ้นที่มีการกระทำทั้งหมดมันไม่คงที่ตายตัวจริงอยู่อย่างนั้นหรอก แล้วไอ้คนที่ปฏิบัติได้ๆ ที่เคยรู้เคยเห็นมาแล้วมีผลตอบสนองอย่างไร นี่ถ้าไม่มีผลตอบสนองไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาแสดงอาทิตตฯ ไง ตาเป็นร้อน หูเป็นของร้อน อายตนะทั้ง ๖ เป็นของร้อน ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะ ร้อนเพราะโลภะ สิ่งนี้ไง เวลา มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มโนคือจิต มโนคือตัวตนของตนเร่าร้อนนัก
ร้อนอย่างไร
ร้อนเพราะบูชาไฟไง ถ้าบูชาไฟ เห็นไหม ท่านถึงเทศนาว่าการ
พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมๆ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องสลายไปเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเพราะจิตมันเห็นกิเลส มันจับต้องกิเลสได้ จับสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
อันนี้ก็เหมือนกัน นี่ไง มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มโนสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ จิตก็ร้อน สัมผัสกับอารมณ์ก็ร้อน เร่าร้อนไปทั้งนั้น เธอหลงอยู่ทำไม
เวลาถ้ามันเข้าใจตามความเป็นจริง โอ้โฮ! ก้มลงกราบแล้วกราบอีก กราบแล้วกราบอีก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะให้ ชฎิล ๓ พี่น้อง เวลาถ้าเป็นธรรมๆ มันเป็นธรรมตามข้อเท็จจริง มันมีเหตุมีผล มันมีที่มาที่ไป
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เริ่มต้นที่มันอีลุ่ยฉุยแฉก รู้จักกิเลสน้อยไป กิเลสนะ เวลาเราทุกข์เรายากนะ มันก็ล่อหลอกกับเราไปไง เดี๋ยวมันจะดี เดี๋ยวมันจะยอดเยี่ยม เดี๋ยวมันจะเป็นประโยชน์กับเรา หลอกไปเรื่อย เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันเป็นช่างปั้น มันปั้นมันแต่ง มันพลิก มันปั้นของมันขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เป็นสติปัฏฐาน ๔ พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต เละเป็นผัดไทยไปหมดล่ะ สับปลับ
เวลากิเลสมันหลอกมันลวง เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติ สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับจิตของตน ตั้งสติให้ดีๆ แล้วถ้าตั้งสติให้ดีๆ มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ
การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้าเราจะปฏิเสธ ปฏิเสธพระพุทธศาสนา ปฏิเสธแนวทางประพฤติปฏิบัติ แล้วจะปฏิบัติอย่างไร
ที่เราปฏิบัติกันนี้ก็ปฏิบัติ เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ มีการศึกษา มีนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เวลาเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ศึกษาอภิธรรมแล้วจะฝึกหัดตามความเป็นจริง จำขี้ปากมาหมดเลย
ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา “พุทโธๆ ไอ้พวกสมถะ ไอ้พวกนี้มันเป็นสมาธิ มันแก้กิเลสไม่ได้ จะต้องสติรู้ตัวทั่วพร้อม”
ไอ้นั่นก็แค่พิธี ไอ้หุ่นยนต์ ก้าวย่างอยู่นั่นน่ะ มันส่งออกมาขนาดถึงปลายเท้า เอ็งยังไม่รู้จักว่านั่นมันจิตส่งออกหรือวะ
เวลาข้อเท็จจริงนะ พุทโธๆๆ ทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ถ้าไม่มีอำนาจวาสนาก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เวลาปัญญาอบรมสมาธิมันจะเกิดอาการร้อยแปดพันเก้า เวลาถ้ามันเท่าทันแล้วมันปล่อยหมด แล้วปล่อยหมด สติปัญญามันเท่าทันนะ มันหยุดคิด มันหยุดคิด สะอึกเลยล่ะ มันมีอย่างนี้อยู่ด้วยหรือ ธรรมดาเราไม่เคยควบคุมดูแลได้ขนาดนี้
เพราะเวลาทำอีลุ่ยฉุยแฉกไง คิดว่ากิริยาการกระทำนั้นเป็นธรรม กิริยาการกระทำของตนนั้นก็เกิดจากอวิชชาในหัวใจของตนเหมือนกัน
เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ยืนยันได้ว่ามีอวิชชา ยืนยันได้ว่ามีพญามาร มันถึงจิตถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราเคารพบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย จะทำคุณงามความดีมากน้อยขนาดไหน นั่นก็เป็นบุญกุศลของเรา เพราะเรามีสติและมีปัญญา และมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
แต่กิเลส กิเลสในหัวใจของตัวมันกลัวไหม มันถอยกรูดๆๆ แล้วมันนั่งพับเพียบเลย ให้เราไปชำระล้างมัน มีอยู่บ้างไหม ไม่เคยมี
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ธรรมะอยู่ฟากตายๆ ธรรมะอยู่ฟากตาย คือความเอาจริงเอาจังนั้นน่ะมันจะเข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ถ้าเข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เริ่มต้นด้วยวิธีการทำอย่างใด
ก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรานี่แหละ
ทางโลกเขามีหน้าที่การงานของเขา ไอ้เราเป็นนักปฏิบัติ หน้าที่การงานของเราก็ทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนา จะทำสิ่งใดอยู่ เราจะมีสติพร้อมกับหัวใจของตน ถ้ามันสติพร้อมหัวใจของตนนะ ถ้าก่อนมันมืดบอด มันไม่ได้บวช อยู่ทางโลกมืดสนิท มาบวชเป็นพระอยากจะฝึกหัดปฏิบัติ มันก็เหมือนฟ้าแลบ แว็บๆ แว็บๆ แว็บๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไม่ได้หรอก
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติ เวลาทำความสงบของใจเข้ามา กว่าใจสงบได้ กว่าจะเป็นสัมมาสมาธิด้วยความถูกต้องชอบธรรม สิ่งที่เป็นไปได้บ้าง เวลาส้มหล่น คนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลามันวูบไปเลย หายไปเองเลย แล้วเข้าไปอยู่ในสถานะหนึ่ง เวลาออกมา เอ๊ะ! นี่มันอะไร เอ๊ะ! นี่มันอะไร
เวลามันวูบ มันส้มหล่นเป็นครั้งเป็นคราว เป็นครั้งเป็นคราวคือ เห็นไหม เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ความเพียรชอบ มันจะมีความเพียรตั้งแต่ตั้งสติ มันจะมีความเพียรตั้งแต่เราควบคุมดูแล
เวลาถ้ามันสงบไม่ได้ก็ทุกข์เจียนตายอยู่อย่างนั้นน่ะ ทุกข์เจียนตาย ไม่ทำอะไรเลยนี่เป็นยอดคน เป็นยอดมนุษย์ทั้งนั้น มนุษย์ทุกคนบอก โอ๋ย! การประพฤติปฏิบัตินี้ปอกกล้วยเข้าปากเลย เมื่อไหร่ก็ได้ ไอ้แค่นั่งเฉยๆ นี่ เดินไปเดินมา ใครจะทำไม่ได้ เราทำงานมาทุกอย่าง ทำงานมาทุกเรื่อง โอ๋ย! เหนื่อยเจียนตายก็ทำมาหมดแล้ว นั่งเฉยๆ ใช้สติปัญญาทำไมจะทำไม่ได้
แล้วไปทำจริงๆ เข้า ไม่ได้ ไม่ได้หรอก
กิเลสในหัวใจของคนร้ายนัก สิ่งที่ทำได้ๆ เพราะคนมีศรัทธาของเขา ถ้ามีศรัทธาของเขาแล้วเขาจะฝึกหัดปฏิบัติของเขา เริ่มต้นการฝึกหัดใหม่ตั้งแต่ ๑๐ นาที ๒๐ นาที เวลามันมากขึ้นๆ ไป เพราะอะไร
เพราะการปล่อยอารมณ์ไปตามกระแสกิเลสตัณหาความทะยานอยาก จินตนาการพระพุทธศาสนาของตนตลอดไป แล้วก็จะหาหนทางที่สะดวก หาหนทางที่เรียบง่าย แล้วชอบอย่างนั้น ชอบ ชอบกิเลสมันชักจูง ถ้าเป็นสัจธรรม เป็นที่ขัดแย้งกับกิเลส มันไม่เอา มันก็เป็นกรรมของสัตว์ มันไม่เอามันก็เรื่องของสัตว์ไง
แต่เรื่องของธรรมๆ นี่แหละหนทาง ถ้านี่แหละหนทาง เห็นไหม จะ ๕ นาที ๑๐ นาที เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเรานะ สมาธิจะได้ไม่ได้ไม่สำคัญ ได้สำคัญที่ว่า เราตั้งสติได้ เรารักษากิริยาการกระทำของเราได้ ถ้ารักษากิริยาการกระทำได้ เอาให้มันมั่นคงขึ้นมา ถ้าเวลามันมั่นคงขึ้นมานะ เวลามันจะเปลี่ยนจากโลกเป็นธรรม
เวลาจากโลกๆ ไง มิจฉาสมาธิทั้งนั้นน่ะ อารมณ์ อารมณ์ว่างๆๆ มันเป็นอารมณ์ความรู้สึก มันเป็นสมาธิจริงหรือวะ มันแปลกใจที่ทำสมาธิกันไม่เป็น นี่มันแปลกใจมาก แล้วเป็นสมาธิมันเป็นอย่างไรล่ะ
สมาธิ เวลามันหดสั้นเข้ามาไง เห็นไหม สามเณรน้อยบอกโปฐิละใบลานเปล่าไง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดมันซะ ตั้งสติให้ดี คอยจับเหี้ยตัวนั้น
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เรามีสติมีปัญญาของเรา เราควบคุมดูแลของเรา เราจะจับเหี้ยได้หรือไม่ได้ เดี๋ยวมันจะเป็นหน้าที่ของเรา
โปฐิละใบลานเปล่าๆ ใบลานเปล่าคือเขาศึกษาเล่าเรียนมาจนรู้เท่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำได้หมดล่ะ แต่เขาทำเป็นข้อเท็จจริงอะไรขึ้นมาไม่ได้
ไอ้เราก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตำรับตำรา ประวัติครูบาอาจารย์เราก็ได้ศึกษาค้นคว้ามาทั้งนั้น แล้วเวลาเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา คติธรรมๆ
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เป็นผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ได้เห็นกิเลส ได้เห็นเหี้ยตัวนั้น ได้ทำลายเหี้ยตัวนั้นเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา เป็นขั้นตอน เป็นสัจจะเป็นความจริง
แล้วไอ้กิเลสมันลุแก่อำนาจไง “ของเราไม่มีก็ได้” กิเลสมันปั้นมันแต่งของมันไง พิจารณากาย พิจารณาจิต พิจารณาธรรม พิจารณาแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา
แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติเป็นอย่างไรล่ะ
“อ้าว! ก็กายานุปัสสนาไง” มันไปนู่นเลยนะ “เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมมานุปัสสนา เวลามันวิปัสสนา เวลาอริยสัจ ๔ เวลามันสำรอกมันคาย” มันพูดแจ้วๆๆ เลยนะ กิเลสมันปั้นแต่ง มันแต่งขึ้นมาให้ตัวเองก็หลงเชื่อ หลงเชื่อแล้วตัวเองยังเที่ยวเอาความฝึกหัดปฏิบัติด้วยความเป็นพิษไปให้ผู้ที่มีสติปัญญาอ่อนด้อยเชื่อ
ผู้มีสติปัญญาอ่อนด้อย “โอ้! ท่านเป็นพระ ท่านเป็นลูกศิษย์กรรมฐาน ท่านปฏิบัติยอดเยี่ยม”
ไร้สาระสิ้นดี
พอไร้สาระสิ้นดี ไอ้ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ไอ้ที่ตามเขาไปๆ แล้วมันก็ด้อยอย่างนี้ไง นี่กระแสสังคม กระแสโลก วิธีการปฏิบัติ จัดให้มันยิ่งใหญ่อลังการ ผู้คนมากมายมหาศาล ถ้ามันไม่จริงทำไมคนเยอะแยะไปหมดเลย
ก็เหยื่อทั้งนั้นน่ะ เหยื่อทั้งนั้น
แต่ผู้ที่มีสติปัญญา ก้มหน้า แล้วเดินออก
เวลาพระบวชใหม่ไปบวชอุปัชฌาย์ไง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ รุกฺขมูลเสนาสนํ ให้อยู่ในที่สงบสงัด ให้อยู่ในที่เรือนว่าง แล้วไม่ต้องไปฟังใคร
เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นงานของนักรบ เราจะแทงตลอดในจักขุญาณ ในความรู้ความเห็นของจิต จิตตภาวนา จิตจะเกิดญาณหยั่งรู้ เกิดการกระทำของจิตดวงนั้น มันจะเป็นความมหัศจรรย์
เพราะมีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมาก่อน ท่านถึงตรวจสอบทดสอบๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรอก
ท่านนิพพานไปแล้วทั้งนั้นน่ะ
“ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นๆ”
ไม่รู้ว่ามั่นไหน ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง มันทิ้งทุกอย่างที่หลวงปู่มั่นมอบไว้ให้เป็นอาวุธที่จะเข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสในหัวใจของตน
กิเลสในหัวใจของตนเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดกับจิตดวงนั้น แล้วข้อวัตรปฏิบัติเพื่อความสงบระงับเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ แล้วท่านก็จะถามว่า “จิตเป็นอย่างไร”
ถ้าจิตไปรู้ไปเห็นสิ่งใด เห็นแล้วมันมีปฏิกิริยาอย่างไร เราเห็นแล้วจับต้องได้ไหม เห็นกายๆ นี่ เห็นกายๆ นี่แตกต่างหลากหลายไปมากมายมหาศาล เห็นเฉพาะอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ เห็นเป็นโครงร่างก็ได้ เห็นเป็นความร้อยแปดพันเก้า เห็นได้ทั้งนั้นน่ะ แต่พิจารณาอย่างไร พิจารณาได้หรือเปล่า
นี่ไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ไง ถ้ากิเลสมันมีอำนาจ มันยิ่งใหญ่ในหัวใจดวงนั้น แล้วเราไม่เท่าทันมัน ทั้งที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
พระในประเทศไทย ๓–๔ แสนองค์ พระกรรมฐานเมื่อก่อนมีหลายหมื่นนะ ตอนนี้มันมีแต่ชื่อ การฝึกหัดปฏิบัติไม่มีร่องไม่มีรอยใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้ามันมีร่องมีรอยของมันนะ มันจะมีความภูมิใจในหัวใจของตน มันจะเคารพบูชาครูบาอาจารย์ที่ท่านถากถางหนทางที่การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ หนทางสำคัญที่สุด แล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราจะแสวงหาหนทางของตน
ถ้าเราแสวงหาหนทางของตนไม่พบ แล้วเราอ่อนแอ เราเห็นเขาประพฤติปฏิบัติการกระทำอย่างนั้นจริงหรือเท็จ ถามซิ จริงหรือเท็จ ถ้าจริง ผลมันเป็นอย่างไร ทำแล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา แล้วประโยชน์ที่ทำขึ้นมามันประโยชน์ของใคร
มันเป็นแค่กระแสสังคมเท่านั้น ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
หลวงปู่มั่น หลวงตา เวลาพระไปลาท่านไปวิเวกนะ เวลากลับมาท่านจะถามทันที “ไปได้ธรรมหรือไปได้กิเลสมา ไปได้ยาเสพติดมาจากไหน”
เวลาออกไปนะ ถ้าไป ไปเร่ร่อน แล้วไปรู้ไปเห็นอะไร จิตใจที่เราควบคุมดูแลของเราอยู่นี่ด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยการบริหารจัดการ มันดีดดิ้นแค่ไหน เวลาที่มันโดนจำกัดอยู่ มันก็ดีดดิ้นรอเวลาว่าถึงเวลามันจะแสดงตัว เวลาไปพบไปเห็นนะ ท่านถามประจำ แล้วคนไปอีลุ่ยฉุยแฉก ท่านไล่ออกหมด นี่มันรอเวลาไง
ถ้ามันเป็นจริงนะ หนทางๆ เห็นไหม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดมันไว้ เปิดหัวใจไว้ รอจับเหี้ยตัวนั้น ถ้ามันจับเหี้ยตัวนั้นได้ จับอย่างไร เหี้ยมันเอาหางฟาดโดนตัวเราบ้างไหม เจ็บปวดบ้างหรือเปล่า จับกิเลสมันกระเทือนอะไร เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม
พิจารณาเวทนาๆ หลวงตาพระมหาบัวนี่แหละ ขั้นแรกผ่านด้วยวิธีเวทนา ทั้งคืน นั่งไปทั้งคืน ท่านบอกเลย ๔–๕ ชั่วโมง ลูกหลานเวทนามันมา ๖–๗ ชั่วโมง พ่อแม่มันมา ๑๐ ชั่วโมงขึ้นไปนะ ปู่ย่าตายายมันมาแล้ว แล้วถึงที่สุดแล้วโคตรมันมาเลย มันโถมเข้าใส่ๆ เป็นคราวๆ
“เวลาออกพิจารณาเวทนา เวลามันขาด เวทนามันดับไป หายไป”
เหรอ แล้วหายอย่างไรล่ะ นั่นน่ะกิเลสมันลุแก่อำนาจ ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ลอกเลียนแบบเป็นสัญญามา แล้วก็กล่าวว่าไปตามแต่ความพอใจของตัว ไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นฐาน เป็นหลักเป็นเกณฑ์
ถ้าเป็นหลักเป็นเกณฑ์ มันทำอย่างไร มันมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา
แล้วเวลามันเป็นชิ้นเป็นอัน มันจะส่งผลนะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบ มันจะไปรู้ไปเห็นสิ่งใด มีสติสัมปชัญญะไว้ เวลาถ้ามันรู้มันเห็นสิ่งใด ถามเลย จริงหรือไม่จริง
ไอ้เรื่องนิมิตๆ เราก็ภาวนามาเยอะ ไอ้ไปรู้ไปเห็น หลอกทั้งนั้นน่ะ มันจะจริงต่อเมื่อตัวเองเวลาฝึกหัดปฏิบัติ บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ นู่นน่ะ เพราะอะไร เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะกิเลสอำนาจบาตรใหญ่ที่มันลุแก่อำนาจ มันขาดไปจากใจเป็นชั้นเป็นตอน แล้วถ้าไปรู้ไปเห็นตอนนั้น เออ! มันเป็นธรรม เป็นข้อเท็จจริง
แต่เริ่มต้นสะเปะสะปะ เขารู้อย่างไรก็จะรู้แบบเขา เขาทำอะไรก็จะทำแบบเขา
แล้วที่แบบเขาๆ เราจะบอกว่า แบบปลอมๆ ด้วย แบบจินตนาการกันขึ้นมา แล้วแบบของใคร แค่ฟังแบบก็ผิดแล้ว แค่ฟังแบบ ตกใจเลยนะ เฮ้ย! ปฏิบัติกันอย่างหรือ
“ไม่ต้องทำอะไรเลย พวกปฏิบัติ พวกที่ประพฤติปฏิบัติอัตตกิลมถานุโยค พวกไม่มีวาสนา พวกมาเกิด เกิดมาทุกข์ยากลำบากเปล่า พวกนอนกระดิกเท้านั่นน่ะ พวกนั้นน่ะพวกผู้ดีแล้วบรรลุธรรมกันเป็นแถวเลย”
มหาโจร เพราะตัวเองก็รู้อยู่ว่ามันไม่ใช่
ถ้าผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ ถ้าหลง หลงหมายความว่าเราเข้าใจว่ามันเป็นจริง เราไปปรึกษาอาจารย์ อาจารย์แก้ไขได้นะ นั่นน่ะยกเว้นในการปรับอาบัติ
ถ้าตัวเองรู้เห็นสิ่งใดแล้วหลง เข้าใจว่าเป็นจริง แล้วไปโฆษณาชวนเชื่อ นั่นน่ะตาลยอดด้วนทั้งนั้นน่ะ แล้วเป็นอย่างนั้นนะ
สมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น วิปัสสนาธุระมีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง เวลามีพระองค์หนึ่งไง เวลาปฏิบัติไปแล้วทำความสงบของใจได้ สำคัญตนว่าสิ้นกิเลส ฝ่ายปกครองเข้าเขาเอา ๙ ประโยค ๔ องค์สอบแล้วสอบอีกเป็นสัปดาห์ สอบขนาดไหนก็เอาไม่อยู่ เพราะเวลากิเลสมันลุแก่อำนาจ มันจินตนาการ มันปั้นมันแต่ง มันพลิกมันแพลง เอาไม่อยู่หรอก
หลวงปู่มั่นท่านลงมาจากเชียงใหม่ ท่านก็นิมนต์พระองค์นี้ไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นบอกว่า “อ้าว! เอ็งปฏิบัติอย่างไรว่ามา”
พอพูดจบ
“มึงติดสมาธิ ติดความสงบ”
กราบหลวงปู่มั่นแจ้วๆ เลย ไม่กล้าแอะเลย ถ้าแอะก็จะมีดาบสองดาบสามไง จะชี้เลยว่ามันผิดอย่างไร ทำอย่างไรถึงผิดแล้วที่ผิดแล้วมันพาให้อีลุ่ยฉุยแฉกไง เวลาถ้าเขายอมรับนั้นมันก็จบกันไปไง ถ้าไม่ยอมรับ ถ้ายังสืบสวนต่อไป อวดอุตตริมนุสธรรม
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ฝึกหัดๆ อีลุ่ยฉุยแฉก มันเพียงแต่ว่าสังคมเขาไม่เพ็งเล็งเท่านั้นน่ะ แล้วสังคมก็ไม่มีวุฒิภาวะจะรู้ได้ด้วย
แต่หลวงตาพระมหาบัวท่านไว้สอนตลอด ผู้รู้เขามี ผู้รู้เขารู้ แต่มันเป็นเรื่องของสังคม เรื่องทางโลก
ฉะนั้น ที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราเป็นผู้ที่คัดเลือกคัดแยกเอง เราจะตามต้อยๆ ไปกับสังคมอย่างนั้นใช่ไหม
แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเรา สิ่งใดที่ประพฤติปฏิบัติมามันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการฝึกหัดปฏิบัติ แต่เป็นอำนาจวาสนาแต่ละบุคคล ถ้าเป็นอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล ถ้าทำแล้วมันได้ประโยชน์มากน้อยขนาดไหน มันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตเท่านั้น
แล้วถ้าจิตมันสงบแล้วถ้ามันเห็นกาย มันน้อมไปเห็นกาย ถ้ามันเห็นกายแต่มันจับต้องไม่ได้ เพราะกำลังของสมาธิมันไม่พอ เขาให้ปล่อย ปล่อยแล้วกลับมาทำความสงบของใจ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธินี่แหละ ทำให้มั่นคงขึ้น
ถ้ามั่นคงขึ้น แข็งแรงขึ้น มันมีกำลังขึ้น ถ้ามันน้อมไป ถ้ามันจับ ถ้ามันจับได้ตามความเป็นจริง เห็นไหม ถ้ามันจับได้ตามความเป็นจริงมันจะสะเทือน
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์มันมากับภาพนั้น ตัณหาความทะยานอยากคือไม่ต้องการความทุกข์อย่างนั้น แต่อยากจะปรารถนาความสุขโดยรวบรัดอย่างนั้น นี่มันสมบูรณ์แบบสมุทัยมันเจือปนมากับการเห็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แล้วตัวเองพิจารณาไม่เป็น พิจารณาไม่ได้ พระกรรมฐานทั้งหมดตายตรงนี้ สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน
ทำได้สูงสุดมันก็แค่ความสงบนั่นแหละ จะรู้จะเห็นสิ่งใด พอปล่อยวาง ปล่อยวางมันก็ลงอย่างนั้น แล้วเป็นมิจฉาด้วย เป็นมิจฉาเพราะอะไร เพราะมันไม่เข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญาไง มันไม่เข้าสู่มรรคสู่ผลไง
มันไม่เข้าสู่มรรคสู่ผลเพราะอะไร
เพราะพิจารณากายมันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธินี่ไง เรานั่งพิจารณากาย เราก็รู้ได้ ในทางการแพทย์ ในทางวิชาการ มนุษย์ เวลาคนตายเหม็นเน่าทั้งนั้นน่ะ เวลามีชีวิตอยู่มันยังอาเจียนอ้วกออกมามันยังเหม็นเจียนตาย แล้วเวลาตายมันจะมีอะไร
นี่เหมือนกัน เรามาดัดจริต มาพิจารณาไง “พิจารณาแล้วมันปล่อย มันวาง”
วางอะไร วางตรงไหน
ในวงปฏิบัติมีแค่นี้ ฟังมาจนล้นหู
“จิตสงบแล้วพิจารณากายสิคะ จิตสงบแล้วพิจารณากายสิคะ”
หลวงปู่เจี๊ยะท่านถามเลย “มึงเอาอะไรพิจารณา มึงทำสมาธิเป็นหรือเปล่า เขาเอาจิตพิจารณานะเว้ย เขาไม่ใช่เอาอารมณ์พิจารณา”
เอาอารมณ์ตั้งขึ้น เวลากิเลสมันลุแก่อำนาจไง มันปั้นมันแต่ง มันแปรรูปให้เสร็จเรียบร้อย แล้วเราก็สำคัญตนนะ เรานี่เป็นนักปฏิบัติยอดเยี่ยม
เวลามันรู้มันเห็นมันต้องเป็นข้อเท็จจริง
แล้วอยู่ในสังคมอย่างนั้น เวลาทำแล้วนะ “เหมือนกัน นี่ถูกต้องแล้วแหละ เราก็ทำอย่างนี้แหละ เราเป็นพวกเดียวกัน เวลาคนอื่นเขาพูดอีกอย่าง อย่าไปเชื่อเขา ไอ้พวกนั้นไอ้พวกขี้ทุกข์ขี้ยาก ไอ้พวกเรา พวกเรามันอริยสัจ ๓ ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ จบหมดเลย ไม่มีนิโรธ ไม่มีขณะ”
เพราะอะไร
เพราะการฝึกหัดปฏิบัติถ้ามันปล่อยๆ มันปล่อยชั่วคราว การปล่อย เราพิจารณาได้ เราจะควบคุมอารมณ์ความรู้สึกเราให้นุ่มนวลขึ้น เราจะควบคุมหัวใจของเราให้ดีงามขึ้นมา ถ้ามันพิจารณาไปแล้วเราเข้าใจได้ การฝึกหัดปฏิบัติก็ฝึกหัดปฏิบัติแบบนี้แหละ แต่ฝึกหัดปฏิบัติแล้วมันต้องมีวุฒิภาวะ
ปุถุชน กัลยาณชน ถ้ามันยกขึ้นสู่โสดาปัตติมรรคได้ ถ้ามันเห็นกายแล้วพร้อมกับเห็นข้อเท็จจริงโดยจิตที่มันมีกำลัง แล้วจับต้องได้ ขนาดจับต้องได้มันยังหลุดมือไปเลย ขนาดจับกายได้ ถ้าจิตมันมีกำลังนะ ภาพนั้นมันจะคงที่ ถ้าจิตไม่มีกำลัง ภาพนั้นไหล จิตไม่มีกำลัง จับ หายปั๊บ
แล้วมันอยู่ อยู่อย่างไร แล้วมันเป็นไปอย่างไร
แวบหายอย่างนี้ “โอ๋ย! ใช่แล้ว”
มันไม่ใช่ มันเป็นกิริยาครั้งๆ หนึ่งของใจเท่านั้น
ใจนี้ สิ่งที่เป็นความมหัศจรรย์ ใจของคนนี้มหัศจรรย์นัก เวลามันร้าย ร้ายแสนร้าย ร้ายถึงกับขั้นทำลายตัวเองถึงเสียชีวิตก็ยังทำได้ เวลามันดีนะ มันเสียสละชีวิตเพื่อความมั่นคงของชาติ เพื่อประโยชน์ มันก็ทำได้
จิตนี้ สิ่งที่ความคิดเกิดจากจิตๆ แล้วเวลาเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราจะตรวจสอบ เราจะรู้เห็น จะเกิดความมหัศจรรย์ในการรู้การเห็นของเราทั้งนั้นเลย แค่ปัญญาอบรมสมาธิมันก็เห็นความมหัศจรรย์แล้ว เพราะอะไร
เพราะธรรมดาเราคิดด้วยอารณ์ มันส่งออกไปยึดมั่นถือมั่นไง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เวลาทะเลาะเบาะแว้งกันก็แค่นี้แหละ รูป รส กลิ่น เสียง ความเข้าใจผิด ความเห็นผิด การทะเลาะเบาะแว้งกันร้อยแปดพันเก้า
นี่ไง แต่ถ้ามันสติปัญญาขึ้นมา รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร สติปัญญามันเท่าทัน เสียงก็คือเสียง รูปก็คือรูป รสก็คือรส สัมผัสก็คือสัมผัส แล้วมีสติปัญญาเท่าทัน นี่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นพื้นฐานนะ ถ้าพื้นฐาน นี่เป็นกัลยาณชน กัลยาณชนชำนาญในวสี ชำนาญในความสงบระงับเข้ามา ครูบาอาจารย์ท่านยึดจะมั่นเบสิกนี้ให้มันเป็นคงที่ ให้มันฝึกหัด ให้มันเป็นนักรบให้ได้
ถ้าเป็นนักรบขึ้นมา แล้วถ้ามันกำลังของมัน ถ้ามันน้อมไปเห็นกายๆ เห็นกายโดยแนวทางสติปัฏฐาน๔ ตามความเป็นจริง มันสะเทือน เออ! มันรู้จักกิเลสนะ
แล้วแก้ไขอย่างไร
การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา พิจารณาไปแล้วมันปล่อยๆ ปล่อยทั้งนั้นน่ะ
“แต่พวกเราไม่ต้องมีขณะ”
นิโรธ การดับทุกข์นั่นน่ะ
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ดับด้วยมรรค ๘ ด้วยความถูกต้องชอบธรรม แล้วอธิบายได้หมด อธิบายได้ทั้งนั้นน่ะ เพราะหลวงปู่มั่นท่านรอฟังไง
เวลาหลวงตาขึ้นไปอธิบายเรื่องการพิจารณาเวทนาไง
“เออ! มันต้องอย่างนี้สิ”
รออยู่นะ หลวงตาขึ้นไปนี่จิตเสื่อม จะฟื้นฟูจิตขึ้นมาได้ เวลาฟื้นฟูจิตขึ้นมา ตั้งท่าเพื่อจะฝึกหัดวิปัสสนา จับนู่นจับนี่ หลวงปู่มั่นก็คอยเคาะคอยชี้คอยนำอยู่ทั้งนั้นน่ะ
ถึงเวลาแล้วไอ้นู่นขึ้นไป
“ไม่ใช่”
ไอ้นี่ขึ้นมา
“ไม่ใช่”
ไม่ใช่ มันก็หัวแตกไง
ถึงเวลาฝึกหัดตามความเป็นจริงขึ้นมาแล้ว เวลาขึ้นไปรายงานท่าน หลวงตาเล่าเอง มันอาจหาญ มันคึกคัก เพราะอะไร เพราะมันโดนไม่ใช่มาบ่อย
พอท่านรายงานจบ หลวงตาท่านเล่าเลยนะ เงี่ยหูฟังท่านว่าอย่างไร
“เออ! มันต้องอย่างนี้สิ”
ไม่ค้านสักคำ ถ้ามันจริงก็คือมันจริงไง ถ้ามันเท็จก็คือมันไม่ใช่ๆ ไง ถ้าไม่ใช่ จะทำให้มันใช่อย่างไรไง
เวลานิโรธ ดับหมด ดับแล้วเหลืออะไร
กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ มันแยกหมด และสิ่งที่สำคัญนะ จิตนี้เกิดอีก ๗ ชาติ เพราะในธรรมและวินัยยืนยันไว้อย่างนั้น นี้ยืนยันไว้โดยทฤษฎี โดยธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติมันจะประกาศกลางหัวใจ เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตดวงนั้นมีสิทธิเท่าไร
จิตดวงนั้นถ้าบรรลุธรรม ธรรม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ กิเลส ๗๕ เปอร์เซ็นต์ บุคคลคู่ที่ ๒ ธรรม ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กิเลส ๕๐ เปอร์เซ็นต์ บุคคลคู่ที่ ๓ ธรรม ๗๕ เปอร์เซ็นต์ กิเลส ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ธรรม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่มันเป็นสิทธิ มันเป็นสิทธิ์ของจิตดวงนั้น จิตดวงนั้นฝึกหัดปฏิบัติเป็นสมบัติของจิตดวงนั้น แล้วสิ่งที่คนที่ยืนยันคือหลวงปู่มั่น
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป เวลาจะเอาอีก เห็นไหม เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาถึงเวลาพิจารณาเป็นธาตุเลย เวลามันขาด กายกับจิตแยกออกจากกันเลย
เวลาขึ้นไปหาท่าน
“ของมหาไม่มียักษ์ ของเรามียักษ์ ของมหากับของเรามันคนละคนกัน อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลก็ไม่เหมือนกัน”
มันเป็นการยืนยันไง แต่พอยืนยันแล้ว ฝึกหัดปฏิบัติแล้วมันมีความสุขมากนะ กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใสด้วยวิปัสสนาญาณ ไม่ใช่ด้วยจิตนาการ ไม่ใช่กิเลสลุแก่อำนาจ
มีอำนาจบาตรใหญ่ ลวงโลก ลวงผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ลวงลูกศิษย์กรรมฐานทั้งหมด ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น แล้วบอกว่า “พวกเราไม่ต้องมีขณะ ไอ้พวกมีขณะให้มันมีของมันไป”
เวลาขึ้นไปกราบหลวงปู่มั่นไง อยากจะเป็นอย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนั้นอีก
“โอ้! กิเลสมันก็ตายหนเดียว มันจะตายซ้ำตายซากได้อย่างไร”
นี่เข้าใจว่ากิเลสมันตายหมดเลยแล้ว
กิเลสมันตายได้หนเดียวไง บุคคลคู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ยังไม่มา
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปติดอยู่อย่างนั้นอีก ๕ ปี กว่าจะชักกว่าจะลากออกมาให้ได้นะ เวลามันจะชักมันจะลากออกมา เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติที่มันติดมันข้อง หรือปฏิบัติไปแล้วมันไม่มีแนวทางสิ่งใดที่จะเป็นชิ้นเป็นอัน
ประวัติครูบาอาจารย์เรายืนยันได้ เราตรวจสอบได้ เวลาชักออกมาไง
“ความสุขอย่างนั้นเป็นความสุขแค่เศษเนื้อติดฟัน”
สกิทาคามีนั่นน่ะ ไอ้พวกนี้ไอ้สุขแค่เศษเนื้อติดฟัน ไอ้สุขที่มหัศจรรย์ๆ ไอ้สุขในหัวใจของตน บุคคลคู่ที่ ๓ มันมหัศจรรย์ยิ่งกว่านี้อีกร้อยเท่า
ชักไปชักมากว่าจะออกมา
อ้าว! ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู
กว่าจะออกมาไง เวลาออกมาแล้ว แหม! เห็นอสุภะนั่นน่ะ โอ้โฮ! คราวนี้มันยิ่งใหญ่แล้ว ปฏิฆะ กามราคะ สิ่งที่มันฝังหัวใจของตน นี่มันเข้าสู่มหาสติ มหาปัญญาในแนวทางประพฤติปฏิบัติ
ไอ้ลูกศิษย์กรรมฐานที่ไอ้กิเลสมันลุแก่อำนาจมันครอบงำแล้ว มันปฏิบัติไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน มันไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แล้วมันทำอะไร แล้วมันเป็นลูกศิษย์กรรมฐานได้อย่างไร
ถ้าลูกศิษย์กรรมฐาน มันมีหนทางของมัน มันมีการฝึกหัดของมัน แล้วเราฝึกหัดขึ้นมา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง สบตา เอาจริงเอาจัง เอาจริงเอาจัง
การชำระล้างกิเลสมันเป็นสิ่งที่เป็นงานอันละเอียดลึกซึ้งมาก
ความรู้สึก ความรู้สึกที่เราจะควบคุมดูแล เห็นไหม แค่สมาธิทำให้ชำนาญในวสี เพราะชำนาญในวสี สมาธิมันก็ไม่เสื่อมไง
ผู้ที่ทำสมาธิๆ มันเป็นสมาธิตอนได้สมาธิเท่านั้นแหละ สุดท้ายแล้วเสื่อมหมดน่ะ เพราะอะไร เพราะมันเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย เปิดใจด้วย เหี้ยมันคุมหมดเลย
แต่ถ้ามันปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย เปิดหัวใจไว้ คอยจับเหี้ยตัวนั้น แต่ไม่ทำ มันทุกข์มันยาก เราปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิบัติแล้วเราจะรู้ง่ายเห็นง่าย นี่เวลาปฏิบัติ แล้วปฏิบัติไปก็อีลุ่ยฉุยแฉกไง
เวลาหลวงตาท่านออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ เวลาออกอสุภะๆ อ้าว! เวลามันติดสมาธิมันก็ไม่มีไง หาก็ไม่เจอ การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก แล้วงานของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ การขุดคุ้ยค้นคว้ามันเป็นการขุดคุ้ยค้นคว้าโดยหน้าที่ของตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จิตนั้นจะต้องเป็นผู้ขุดค้นค้นคว้าหากิเลสในใจของตนให้ได้
เวลามันเห็นอสุภะๆ อ้าว! ติดอยู่ ๕ ปี ว่าไม่มี มันไม่มีเลย มันคิดว่ามันสิ้นแล้ว มันก็ไม่รู้ไม่เห็นทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาหลวงปู่มั่นท่านสับท่านโขกขึ้นมา ท่านชักท่านลากออกมา คราวนี้ออกมาแล้วไง พอออกมามันเจอแล้ว โอ้โฮ!
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ คราวนี้ใช้ปัญญาจนล้นเหลือ ปัญญาต่อสู้ขนาดไหน ปัญญาใช้จนหลับจนนอนไม่ได้ จนมันทุกข์มันยากไง นี่ไง การฝึกหัดปฏิบัติไง
คนไม่เป็นก็ส่วนคนไม่เป็นนะ คนไม่เป็นเข้าไปกับอวิชชา เข้ากับความไม่รู้ จะมีวุฒิภาวะ จะมีสติปัญญามากน้อยขนาดไหน กิเลสมันยิ้ม กิเลสลุแก่อำนาจนะ บอกว่า เครื่องมือของกูทั้งนั้นน่ะ มาสิ เข้ามา เดี๋ยวกูพลิกมึงหงายท้องหมดล่ะ
พิจารณาอสุภะขนาดไหน พิจารณาแล้วพิจารณาจนไม่ไหว ขึ้นไปหาท่านไง
“เวลาติดสมาธิก็ว่าติดสมาธินะ ตอนนี้ออกใช้ปัญญาแล้ว มันใช้ปัญญาจนหลับจนนอนอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้ โอ้โฮ! มันจนจะล้มทั้งยืนแล้วล่ะ”
“นั่นล่ะไอ้บ้าสมบัติ”
นี่เวลาฝึกหัดปฏิบัติ พุทโธๆ สัมมาสมาธิ เพราะมันต้องเป็นหนึ่งในมรรค ๘ ถ้ามีสัมมาสมาธิเป็นหนึ่งในมรรค ๘ ขึ้นมา เวลามันปฏิบัติไปมันจะมีงานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรม
ถ้าสมาธิมันอ่อนแอขึ้นมา ความเพียรๆ แล้วแต่กูพอใจ เวลาระลึกชอบก็ชอบแล้วแต่กูระลึกเมื่อไหร่ก็ได้
มันก็ต้องวางหมดน่ะ กลับมาพุทโธๆ
ท่านบอกเลย กลับมาฝึกหัดเหมือนคนปฏิบัติใหม่เลย
นี่พูดถึงเวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติมาแล้วนะ เวลามันติดขัด มันเป็นวิทยานิพนธ์ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นพระที่มีบุญญาธิการมาก ถ้าว่าพระมีบุญญาธิการมาก มันมีการกระทำ จิตที่มีการกระทำมันเป็นชิ้นเป็นอัน มันเป็นแนวทาง มันเป็นวิทยานิพนธ์ เป็นเนื้อหาสาระที่เรามาวิเคราะห์วิจัยได้หมดเลยไง
ไอ้พวกเราปฏิบัติขึ้นมาอีลุ่ยฉุยแฉก แวบๆ วับๆ ขึ้นมา มันเอาอะไรมาเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาไม่ได้ แล้วเวลาไปฟังชอบอย่างนี้ ชอบแวบๆ วับๆ เพราะอะไร เพราะมันไม่ต้องมีหลักฐานไง มันไม่ต้องมีการยืนยันไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันก็ไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่มีคุณธรรมในใจเลย
แต่ถ้ามันจะมีเหตุมีผลขึ้นมา มันถึงจะมีข้อเท็จจริงขึ้นมาให้เราได้ยึดได้เหนี่ยว แล้วให้เราได้เปรียบเทียบในหัวใจของตนไง เวลาใช้ปัญญาๆ ก็ปัญญาเจียนตาย
วาง กลับมาพุทโธๆ ของตนไง
เวลาพุทโธขึ้นมา ท่านพูดเลย ไปฟังในเทปได้ทั้งหมด
เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม
เวลาใช้ปัญญาไป ไปพร้อมกับกิเลสไง กิเลสมันลุแก่อำนาจ นี่พระสกิทาคามีนะ ไม่ใช่ปุถุชนคนหนาไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันแล้วอ้างอารมณ์ของตัวเอง อ้างอิงไปทั่ว ไม่รู้ว่ามันจะตาลยอดด้วนกี่รอบก็ไม่รู้นั่นน่ะ
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ เวลากลับมาพุทโธๆ มันถอดเสี้ยนถอดหนามทั้งนั้นน่ะ เวลาจิตมันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มันสงบระงับ ขึ้นไปพิจารณา มันฟาดมันฟันนะ โอ้โฮ! กิเลสมันถอยร่นๆๆ เลย กิเลสไม่กล้าสะเออะเลย เวลามันไม่โผล่มาเลย “ไอ้นี่ไม่ใช่พระอรหันต์หรือ อย่างนี้ไม่ใช่พระอรหันต์หรือ” นี่เวลาท่านคิด
แต่สุดท้าย ด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยคนที่เคยลุ่มหลง ด้วยคนที่เคยกิเลสมันยอกมันย้อน คนที่กิเลสมันพลิกมันแพลงไง ไม่เอา ไม่มีขณะ ไม่มีนิโรธ ไม่มีสิ่งใด รับไม่ได้ แล้วรับไม่ได้มันก็ว่างหมด แล้วทำอย่างไร
เอาสุภะ เอาสิ่งสวยงามของโลก เอาสิ่งที่ว่ามัดมนุษย์ มัดสิ่งมีชีวิตทั้งวัฏฏะอยู่ในอำนาจของมันไง เพศตรงข้ามมาแปะไว้เลย พอแปะ บอกไม่มี ว่างหมด สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ท่านบอกว่า แปะไว้กับจิตของท่านถึง ๓ วัน มันแค่เริ่มรู้สึกตัวเฉยๆ นะ ไม่ใช่ว่าจะไปรักไปชอบอะไรเลย แค่เริ่มรู้สึกตัวว่ามีรูปภาพอย่างนั้น พอเริ่มรู้สึก จิตมันก็ขยับ ตายไหม ไม่ต้องมีขณะใช่ไหม พอกิเลสมันเริ่มขยับ อ้าว! ไหนมึงว่ามึงไม่มีไง
ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติเขามีความละเอียดรอบคอบ ความรู้ความเห็นของตนเชื่อไม่ได้ ความรู้ความเห็นของตนเพราะตนมีกิเลส
เอ็งยังเป็นผู้ฝึกหัดปฏิบัติอยู่ เอ็งเป็นผู้เริ่มต้นการฝึกหัดปฏิบัติ เอ็งไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมารับรองคุณธรรมในหัวใจดวงนั้น ถ้าไม่มีสิ่งใดมารับรองคุณธรรมในหัวใจดวงนั้น มันก็อ้างอิงไปทั่ว
แม้แต่หลวงตาพระมหาบัวท่านพิจารณาอสุภะๆ มันหลบมันซ่อน มันหายหมดเลย พิจารณาจนว่างหมด ขุดคุ้ยค้นคว้าอย่างไรก็ไม่มีไง
ไม่มี ไม่มี อย่างไรก็ไม่มี
แต่ด้วยบุญญาธิการของท่าน ไม่มีก็ไม่เป็นไร เอาตรงข้ามมัน พิจารณาอสุภะแล้วมันปล่อยใช่ไหม เอาสุภะ สุภะที่มันชอบมาแปะไว้กับจิตเลย
ไม่มี ไม่มีหรอก ว่างหมดเลย พระอรหันต์
๓ วัน มันแค่ขยับ ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติเป็นมหาสติ มหาปัญญา แค่ขยับก็รู้แล้ว พอมันรู้แล้วนะ มันสะเทือนใจมาก
มันสะเทือนใจตรงไหน
สะเทือนใจตรงที่เราเชื่อมัน เราเชื่อแล้วว่าไม่มี แล้วเราก็ปฏิบัติจริงๆ ด้วย แล้วก็พิจารณาอสุภะ มหาสติ มหาปัญญา น้ำป่าที่รุนแรงขนาดไหน พิจารณาจนหมดเลย หมดเลย ไม่มีเลย แล้วเราทำเองเสียด้วยนะ แล้วทำจริงๆ ด้วย แล้วเวลามันเกิดอาการขึ้นมา ทำไมเราไม่เชื่อมัน แต่มันเข็ดขยาดที่เวลากิเลสมันหลอกไง
กิเลสมันตายหนเดียวเท่านั้นแหละ
แล้วกิเลสประเภทใดล่ะ กิเลสขั้นตอนไหนล่ะ กิเลสของใครล่ะ มันซับซ้อนอีกหลายชั้นนัก มันเข็ดขยาดที่ตัวเองหลงผิดมา กิเลสมันลุแก่อำนาจ มันจะครอบงำหัวใจของสัตว์โลกไง เวลาพิจารณา พิจารณาอสุภะ พิจารณาเป็นอสุภะก็พิจารณา พิจารณาความเป็นสุภะ ความชอบงาม ความสวยงามก็พิจารณา เวลามันเป็นจริงนะ มันสะเทือนเลื่อนลั่นกลางหัวใจ ขณะที่มันเขย่าหัวใจนั่นน่ะ นิโรธมันดับหมด พรึบ! เลย แล้วใครเห็น ก็ตัวท่าน
พิจารณา พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ นี่ไง สิ่งที่เศษส่วนที่เหลือในหัวใจดวงนั้น จนว่างหมด มองไปที่ไหนทะลุปรุโปร่ง จิตนี้มหัศจรรย์นัก จิตนี้มหัศจรรย์นัก โอ้โฮ! นิพพานเป็นอย่างนี้อีกแล้ว
ด้วยบุญด้วยกุศลนะ “แสงสว่างเกิดจากอวิชชา แสงสว่างเกิดจากอวิชชา” เตือนท่านอยู่แล้ว ท่านบอกเลย ธรรมะมาเตือน
คนที่มีบุญญาธิการมันหลงติดมาตลอดทุกขั้นตอนในการฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันก็ชำระล้างขึ้นมาเป็นขั้นเป็นตอนตลอดเวลา แล้วการฝึกหัดปฏิบัติ เวลาธรรมะมาเทศน์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระธรรมๆ เวลามันเตือน
ปุถุชนคนหนา เวลาเกิดอารมณ์ เกิดความรู้สึก นี่ธรรมเกิด มันเกิดโดยบุญโดยบาป มันไม่ได้เกิดด้วยอริยสัจ มันไม่ได้เกิดด้วยทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการที่เราฝึกหัดปฏิบัติเจียนอยู่เจียนตายเป็นสมบัติของตน
เพราะจิตตภาวนา จิตนี้เป็นผู้ใคร่ครวญ เกิดญาณหยั่งรู้ขึ้นท่ามกลางหัวใจของตน พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันว่างหมดน่ะ
ท่านบอกเลย ธรรมะมาเตือน “แสงสว่างเกิดจากอวิชชา”
มันว่างหมด มันสว่างไสวไปหมด ท่านก็มา “อะไรสว่าง อะไรอวิชชา” นี่ธรรมเกิด ท่านเก็บ เก็บธรรมะที่มาเตือนมาใคร่ครวญในทางจงกรมของตน ๘ เดือน
แสงสว่างเกิดจากจุดและต่อม ภวาสวะ ตัวภพ
ถ้าจะพลิกฟ้าคว่ำดิน มันจะพลิกฟ้าคว่ำดินอย่างไร
นี่พูดถึงคนที่มีอำนาจวาสนา
คนที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มันกิเลสน่ะ “พิจารณาแล้วกิเลสมันตายหมดเลย กิเลสมันไม่มีเลย มันไม่เหลืออะไรเลย”
มึงเชื่อหรือวะ ถ้ามึงเชื่อ มันก็เป็นอำนาจวาสนาของมึงนั่นแหละ แล้วความเชื่ออย่างนี้ ตอนนี้กรรมฐานทั้งหมดเป็นอย่างนี้หมดเลย
เวลามีพระไปถามหลวงตาว่า “พวกนี้ปฏิบัติแล้วทำไมเป็นแบบนี้”
“ก็มันไม่มีขณะ”
ไอ้พอไม่มีขณะ มันก็บอกว่า “พวกเราไม่มีขณะก็ได้”
ถ้าบอกว่ามีขณะ ท่านก็จะซักว่าขณะเป็นอย่างไร แบบที่หลวงปู่มั่นท่านคอยควบคุมดูแลหลวงตาพระมหาบัวนี่แหละ เพราะอะไร มันต้องมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผล มีการกระทำ มันเป็นจริงเป็นจัง หรือเป็นข้อเท็จจริง หรือมันเป็นเท็จ หรือมันบิดมันเบี้ยว มันพลิกมันแพลงอย่างไร มันเป็นอย่างไร ก็ว่ามาสิ
เวลาพระขึ้นไปหาท่านไง ก. ไก่ ก. กา ว่ามา
ก. ไก่ ก. กา ว่ามา เพราะอะไร
การฝึกหัดปฏิบัติมันกว้างขวางนัก ความคิดของคนไม่มีขอบเขต อำนาจวาสนาของคน บุญกุศลของคนมหัศจรรย์มาก ฉะนั้น ถ้าเขามีบุญกุศลมากมายขนาดไหน ก็ให้เขาฝึกหัดตามเวรตามกรรมของสัตว์อำนาจวาสนาของเขา แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันต้องเป็นสิทธิเสรีภาพของเขา
แล้ว อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไง
ครูบาอาจารย์ของเรายังควบคุมดูแล เพราะอะไร เพราะเห็นคุณของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนานี้มหัศจรรย์มาก มีคุณมีประโยชน์ตั้งแต่เทวดา อินทร์ พรหมลงไปถึงนรกอเวจี ให้บุญกุศล ให้คุณงามความดีแก่คนทั้งหมด เว้นไว้แต่มันใช้หรือไม่ใช้ มันรู้หรือไม่รู้ มันเอาหรือมันไม่เอา
ถ้ามันไม่เอา ของมันก็มีอยู่นั่นแหละ แต่เขาก็ไม่สนใจ แล้วถ้าเขาไม่มีวาสนา กิเลสลุแก่อำนาจ มันมีอำนาจบาตรใหญ่ ทำให้การฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินั้นอย่างน้อยมันก็วนเวียนอยู่กับโลก มันไม่เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นรัตนตรัย
หลวงตาพระมหาบัวเวลาสิ้นกิเลสไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมเป็นหนึ่งในหัวใจของท่าน ใจท่านเป็นธรรมทั้งแท่ง เวลาเป็นธรรมทั้งแท่งแล้วหุบปาก เพราะมันขัดแย้งกับเขาไปหมดน่ะ
แล้วคนปฏิบัติขึ้นมาจะเข้าสู่แก่นสารแล้วเป็นความจริงมันหาที่ไหน แล้วถ้าเป็นแก่นสารเป็นความจริงขึ้นมา รู้กัน ท่านถึงบอก ครอบครัวกรรมฐาน ครอบครัวกรรมฐานเขาจะรู้ว่าจริงหรือเท็จ ใครจริง ใครเท็จ แล้วถ้าจริงแล้วเงียบ เพราะอะไร
วิหารธรรมมันยิ่งใหญ่ ธรรมที่สละทั้งชีวิตมามันเลอค่ากว่าทุกๆ สิ่ง รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง แล้วเที่ยวอีลุ่ยฉุยแฉกนั้นมันเป็นการผิดศีลผิดธรรม มันไม่ใช่ธรรม ทำไม่ได้ ทำไม่ลงหรอก ถ้าอีลุ่ยฉุยแฉกอย่างนั้นมันจะเป็นธรรมขึ้นมาตามความเป็นจริงได้อย่างใด
รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง ไม่มีใครมาสนใจ ไม่มีใครมารับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น หลวงปู่มั่นไง ไม่เคยเข้าวัดของใคร ถ้าจะไปก็ไปวัดร้าง หนองผือ หนองผือนี่หลวงปู่หลุยเป็นคนไปสร้างทิ้งไว้ให้มันเป็นวัดร้าง ท่านถึงไปพักที่นั่น ท่านรู้เลยว่าหลวงปู่มั่นจะไม่ไปเหยียบวัดของใครทั้งสิ้น เพราะอะไร
เพราะมันเป็นโลก มันเป็นโลก ไปที่ไหนโลกมันเดือดร้อน โลกมันรับธรรมไม่ได้ พอรับธรรมไม่ได้นะ มันก็เกิดอิจฉาตาร้อน มันเกิดเวรกรรมของเขา หลวงปู่มั่นท่านไม่ปรารถนาให้เกิดผลกระทบกับบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น ใครจะดีจะชั่วมันเรื่องของเขา
แต่ท่านเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์ เป็นโรงงานใหญ่ที่ต้องดำรงชีวิตไว้เป็นแบบอย่าง ทำคุณงามความดีทั้งสิ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโอวาทปาฏิโมกข์ไง “เราจะทำคุณงามความดี ไม่ทำความชั่วใดๆ ทั้งสิ้น ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว”
มันผ่องแผ้วอยู่แล้ว มันจะทำไม่ทำ มันมีวิหารธรรม วิมุตติสุขพร้อมมูลอยู่แล้ว แล้วอะไรมีค่า ไร้สาระสิ้นดี แต่ชีวิตที่เหลือท่านก็ทำประโยชน์นะ ทำประโยชน์ที่ดีงาม
นี่พูดถึงเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ไปรู้ไปเห็น มันจริงหรือไม่จริง มันเท็จหรือไม่เท็จ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
ตัวเองรู้จริงๆ นั่นแหละ ตัวเองรู้ เพราะอะไร เพราะสพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาไง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มันไม่มีอะไรคงที่หรอก ที่เอ็งทำๆ อยู่น่ะมันเสื่อมไปหมดแล้วแหละ แต่ก็จำสัญญานั้นมาพูดแจ้วๆๆ แล้วอายด้วยนะ ไม่กล้าพูด เวลาพูดมันเป็นสัญญาไง
แต่ของเรานะ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดีงาม เราจะสร้างคุณงามความดีอันนั้น แล้วถ้าคุณงามความดีอันนั้น เราพยายามทำต่อเนื่องไป เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้ว่า ผู้ที่พยายามฝึกหัดปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จเพราะการปฏิบัติขาดความสม่ำเสมอ ถ้าอย่างของเราก็ความเสมอต้นเสมอปลาย
แล้วดูในวงการปฏิบัติสิ มันจะมีพวกไอ้ไฟแรง ไอ้พวกไฟไหมฟางอยู่พักๆ มาถึงนี่ โอ้โฮ! มุมานะ ทำยิ่งใหญ่ มันเป็นโลกไง มันหักโหมร่างกายของตัวเอง ไม่มีสติปัญญาหาจิตของตน
จิตสงบคือตัวจิต ไม่ใช่ร่างกาย
เวลาธาตุขันธ์ทับจิต ธาตุขันธ์ทับจิตเพราะเราเคยชินกับร่างกายนี้ เราก็จะหักโหมกับเรื่องร่างกายนี้ หักโหมต่อเมื่อมันฟุ้งซ่าน หักโหมต่อเมื่อมันดีดมันดิ้น เราก็หักโหม แต่ถ้ามันพอดี มันพออยู่ได้ เราไม่ควรไปหักโหมมัน
ทุกอย่างในการฝึกหัดปฏิบัติมันต้องมีหนักมีเบา
ถ้ามันไม่ได้ มันไม่เป็นความจริง ต้องหนัก ต้องบังคับ ต้องเอาจริง แล้วพอเอามันอยู่แล้ว หนักก็ผ่อนหนักผ่อนเบา แล้วมันจะเห็นจิต เห็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ปุถชน กัลยาณชน พยายามฝึกหัดให้ได้ น้อมไปสติปัฏฐาน ๔ น้อมไป ถ้ามันเห็นตามความเป็นจริง นี่คือวาสนา
ถ้าไม่เห็นตามความเป็นจริง เห็นโดยอำนาจวาสนา เห็นโดยธรรม มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันก็เป็นเรื่องโลกๆ ที่ปฏิบัติแล้ว “มันปล่อยหมดเลย พิจารณากายหมดเลย” แต่ไม่มีขณะ ไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่มีนิโรธไง
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ นิโรธ นิโรธอยู่ในอริยสัจ ๔
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ สมดุลและพอดี เพราะมันเป็นฝ่ายเหตุและฝ่ายผล
ฝ่ายเหตุคือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์
ฝ่ายผล นิโรธ มันเป็นนามธรรมนะ ขณะที่มันขาด กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ เวลามันขาด จิตกับกายแยกออกจากกันโดยกายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใสไง เวลากามราคะ ปฏิฆะขาดไป มันไม่มีแรงดึงดูดของกามภพเลย เพราะมันไม่เกิดในกามแล้ว เวลาถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง มันสุทัสสา สุทัสสี พรหม ๕ ชั้น เวลามันไปทำลายพรหม ทำลายสิ่งที่จะไปเกิดเป็นพรหม ผัวะ! นิโรธ ดับทุกข์ เอวัง