ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ฝึกสติ

๓o พ.ค. ๒๕๖๙

ฝึกสติ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๖๗. เรื่อง “ฟื้นฟูการปฏิบัติ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ อ้างอิงคำถามก่อนหน้านี้ เรื่อง “ความคิดสองแบบ” ลูกมีลักษณะคำถามคล้ายๆ กันมาถามต่อเนื่อง ที่คล้ายคือ ลูกใช้สติเกาะคำบริกรรมกลางอก จนได้ยินเสียงความคิดบ้าง มาเป็นรูปภาพบ้าง ก็พยายามเกาะคำบริกรรม แต่ก็คิดว่าต้องเกาะแบบนี้ไปอย่างเดียว โดยไม่สามารถทำอะไรได้เพิ่มเติมเลยหรือไม่

จนกระทั่งลูกทานยาจิตเวชไม่ต่อเนื่อง (เป็นไบโพลาร์ รักษา ๔ ปีแล้ว) เสียงที่ได้ยินรบกวนเริ่มแยกไม่ออก ลูกตามเสียงไปจนมีอาการทางจิต หูแว่ว ต้องเข้ารักษานานอยู่เป็นเดือน ทุกอย่างที่ปฏิบัติได้ยุติลงพร้อมกับการนอนโรงพยาบาล ๑ เดือน

ลูกไม่อยากให้การปฏิบัติหายไปทั้งหมด ตอนนี้ลูกออกมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ลูกอยากเริ่มใหม่อีกครั้ง แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ ขอความเมตตาหลวงพ่อเจ้าค่ะ

ลูกพยายามใช้สติเกาะคำบริกรรมกลางอกอีกครั้ง ช่วงมีสติดีทำได้ แต่ถ้าเป็นช่วงสติอ่อนจะมีความคิดของกิเลสไหลเป็นเรื่องๆ ที่ไม่ใช่ความคิดของเราอย่างชัดเจน จนทำให้คิดไม่ได้ว่า ที่เขาเป็นบ้าๆ กันก็เพราะไหลตามความคิดนี้หรือไม่ (เด่นชัดช่วงสะลึมสะลือก่อนนอน) ครั้นจะรักษาเสร็จแล้วเริ่มใหม่ ก็ยังมีเวลาในช่วงที่สติเราควรปฏิบัติได้

คำถาม

ถ้าช่วงก่อนนอนมีความคิดไหล ควรทำอย่างไรดี ลูกเคยลองย้ายมาดูลมที่จมูกเพื่อให้หลับได้ แต่ลูกก็กังวลว่างานที่แท้จริงตอนนี้อยู่ที่จิต เลยทำแค่นี้เจ้าค่ะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามๆ นี้ มันเป็นคำถามที่ว่าครั้งที่แล้ว ตอบไป เขาปฏิบัติไป แล้วเขาไปเห็นความคิดที่ควบคุมได้กับความคิดที่ควบคุมไม่ได้ เขาถึงบอกว่าความคิดมีสองแบบ

อันนี้เป็นการฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นไง ถ้าฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นโดยใช้ปัญญาอบรมสมาธิ คือดูความคิด คือมีสติปัญญาเท่าทันความคิดให้ความคิดหยุดคิด หยุดคิดนั่นน่ะคือสมาธิ แป๊บๆๆ แป๊บเดียวแหละ เพราะความเร็วของจิตเร็วมาก แต่มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าเป็นปัญญาอบสมาธิ คนที่ฝึกหัด คนที่ปฏิบัติ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คือเขาจะรู้เอง เขาจะแปลกใจเอง เหมือนคำถามที่เขาถามมา ว่าความคิดมีอยู่สองแบบ

เริ่มต้นไม่รู้ไม่เห็น ไม่เท่าทัน แต่พอรู้ พอเห็น มันเท่าทัน ความคิดแบบแรกคือความคิดที่เราคิดนี่แหละ แล้วมีสติที่ควบคุม เพราะเราบริกรรมพุทโธหรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิ มันมีสติปัญญาเท่าทันความคิดของตน แล้วมันไปเห็นความคิดอีกอันหนึ่งที่มันไล่ไม่ทันไง

ความคิดมันมีสองแบบ เขาถึงว่าความคิดมีสองแบบ แบบหนึ่งคือแบบที่มีสติปัญญาเท่าทันมันได้ อีกแบบหนึ่งคือมันมาโดยไร้ทิศทาง ไร้ที่มา แล้วควบคุมมันไม่ได้

เราถึงได้ตอบปัญหาไปว่ามันมีความคิดสองแบบ แบบนี้เป็นแบบโลกๆ นะ แบบที่ว่าเวลาที่เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

เวลาครูบาอาจารย์ที่อบรมบ่มเพาะไง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไร มันจะเป็นของมันเอง มันจะรู้ของมันเอง เพราะธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม

คือเออออห่อหมกกับความคิดแบบหลังที่มันไหลมาไง

แล้วเวลาครูบาอาจารย์นะ ท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ มันยังมีโลกียปัญญากับโลกุตตรปัญญาอีกระดับหนึ่ง ถ้าฝึกหัดปฏิบัติไปมันจะเป็นขั้นเป็นตอนของมันไง

เราอยู่กับหลวงตาพระมหาบัวมา เวลาคนมาถามๆ ท่านก็นั่งฟังเฉยๆ เพราะอะไร เพราะมันเป็นสามัญสำนึกของมนุษย์ สามัญสำนึกของปุถุชนคนหนาที่อยากจะฝึกหัดปฏิบัติ เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติมันก็มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นน่ะ แล้วถ้ามันทำได้หรือไม่ได้ มันก็ได้ประสบการณ์ชีวิตได้แค่นั้น

แต่เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัติทำสมาธิได้ แล้วมันเริ่มแบ่งแยกเป็นความคิดที่สอง คือโลกียะกับโลกุตตระ

ท่านจะถามเลย “หา? ปฏิบัติได้ขนาดนี้เชียวหรือ”

เพราะแนวทางปฏิบัติ มันมีสมถกรรมฐาน วิปัสสนา แต่ถ้าครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ท่านจะให้ฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นขึ้นมาเพื่อเป็นการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา

มันไม่ใช่ปฏิบัติธรรมบูชากิเลส บูชามาร บูชาซาตาน ใครมีแนวคิดอะไรก็มาเสนอ ลัทธิใดมีความคิดใดก็มาเสนอ สำนักปฏิบัติใดมีความคิดก็มาเสนอ แล้วใครรับประกัน ใครรับประกันความถูกต้องชอบธรรม มันก็เสนอแนวทางของแต่ละบุคคลแตกต่างหลากหลายกันไป

แต่ในทางประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จะประพฤติปฏิบัติในแนวทางใด ในการปฏิบัติใด ถ้ามีอำนาจวาสนา มันก็จะลงสู่สมาธิทั้งหมด คือสมถะ แต่มันแยกออกไปเป็นมิจฉาและสัมมาไง มันแยกออกไปถูกหรือผิดไง

มิจฉาคือสมาธิที่ผิด สมาธิที่ผิดคือสมาธิที่ส่งออก ถ้าจิตมันไม่มีกำลัง จิตมันไม่มีกำลังของมัน มันจะไปรู้ไปเห็นสิ่งใดไม่ได้ พอจิตมันมีกำลังขึ้นมา มันจะไปรู้ไปเห็นสิ่งใด เห็นนิมิต เห็นอะไรต่างๆ นั่นน่ะ มันเป็นมิจฉา

มิจฉาคืออะไร

มิจฉาคืออยู่ใต้ครอบงำของซาตาน ของพญามาร ของอวิชชา

สัมมา สัมมาเป็นอย่างไร

สัมมา เราฝึกหัดสมาธิไง พุทโธๆๆ จนจิตมันสงบระงับเข้ามาได้ สมถกรรมฐาน สมถกรรมฐาน ความถูกต้องชอบธรรม ความถูกต้องชอบธรรม สมาธิคือจิตไม่พาดพิงอารมณ์ อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น จิตมันจะเป็นอิสระของมัน ไม่พาดพิงอารมณ์ คือไม่ส่งออก ไม่รับรู้เรื่องต่างๆ

แล้วถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิ เห็นไหม ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ พระกรรมฐานทั้งหมดติดตรงนี้ แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นนะ จิตเป็นสัมมาสมาธิถูกต้องชอบธรรม น้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง

การประพฤติปฏิบัติธรรมแนวทางในพระพุทธศาสนา ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ จิตต้องเป็นสัมมาสมาธิ จิตสงบระงับแล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันจะเริ่มเข้าสู่โลกุตตรธรรม คือธรรมในพระพุทธศาสนา แล้วมันจะเป็นความมหัศจรรย์

มหัศจรรย์เพราะอะไร

บุคคล ๔ คู่ บุคคลคู่ที่ ๑ ไง จิตเป็นได้หลากหลายนัก ปุถุชนคนหนาเป็นกัลยาณชน ระหว่างทำมิจฉาหรือสัมมากันอยู่นี่ ถ้ามันถูกต้องชอบธรรมจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาไป มันจะมหัศจรรย์

นี่ความคิดสองแบบ มันยังมีแบบโลกๆ แบบวิทยาศาสตร์ แบบสามัญสำนึก แบบที่เรามีความรู้สึกนึกคิดต่อกัน นี่แบบโลกๆ มันยังมีสองแบบ แบบที่รู้เท่ากับไม่รู้เท่า

แต่ในพระพุทธศาสนาเลย สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

ถ้าเป็นสมถกรรมฐาน ถูกต้องชอบธรรมในแนวทางพระพุทธศาสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะเป็นการประพฤติปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา มันจะเป็นโลกุตตรปัญญา โลกุตตรธรรม

แต่ถ้าไม่เข้าทาง จบครับ มันก็เป็นลัทธิแนวทางความเชื่อ แล้วอ้างอิงพระพุทธศาสนา ร้อยแปดพันเก้า แต่ไม่มีเหตุมีผล เพราะมันไม่เข้าสู่อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ทุกข์ดับ นิโรธ ขณะ ด้วยมรรค ๘ เขาไม่รู้จัก แล้วจับต้นชนปลายไม่ได้ ไม่ถูกต้องชอบธรรม

นี่พูดถึงในการประพฤติปฏิบัติในสังคม ในโลก ในลัทธิที่เอามาเสนอ เสนอว่าเป็นพระพุทธศาสนาๆ แต่ไม่เป็น แล้วก็เป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ

ฉะนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันก็เป็นบุญและบาปของคน ถ้าคนมีอำนาจวาสนานะ แนวทางอย่างนั้นน่ะมันเป็นแนวทางแบบลวงโลก มันทำอะไรก็ได้ ทำสิ่งใดก็ได้ โมเมกันไปเป็นอุปาทานหมู่ แล้วไม่มีเหตุมีผล คนคนหนึ่งให้แนวทางหนึ่ง อีกคนคนหนึ่งให้แนวทางหนึ่ง

ในพระพุทธศาสนาจะฝึกหัดปฏิบัติ มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เวลาจะเข้าเป็นความจริงนะ จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ มันต้องเข้าสู่อริยสัจ สัจจะความจริง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์คือพญามาร วิธีการด้วยมรรค ๘ นิโรธ ขณะที่มันดับเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป นั้นจะเป็นแนวทางพระพุทธศาสนาที่มหัศจรรย์ ลึกลับซับซ้อน จนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดธุระว่าจะสอนใครได้หนอ จะสอนใครได้หนอ

แต่เวลาแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เทศนาว่าการขึ้นมามีพระอรหันต์มากมายในพระพุทธศาสนา แต่ก็มีอลัชชีเยอะกว่าหลายร้อยเท่า นี้เป็นสัจจะเป็นความจริงนะ นี้พูดถึงแนวทางหลักในพระพุทธศาสนา

แต่คำถาม คำถามๆ นี้เวลาเขาว่า

“เนื่องด้วยคำถามก่อนหน้าเรื่องความคิดสองแบบ พอความคิดสองแบบ ลูกมีลักษณะคำถามคล้ายๆ กัน”

ถ้าคล้ายๆ กัน แต่คล้ายๆ กันนะ มันเริ่มต้นจากเวลาเราตอบปัญหา เห็นไหม คนเราถ้ามันมีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้นทุนเดิมคือมีสัจจะมีความจริงในชีวิตจริงเราหรือไม่

แล้วอำนาจวาสนาของคนเวลาเกิดมา เวลาทางโลกๆ จิตมันผิดปกติ จิตมันป่วยมันไข้ ถ้ามันป่วยมันไข้โดยความกดดัน โดยเวรกรรมของตัวเอง มีการกระทำขึ้นมา มันจะเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ามันเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา แล้วทุกคนก็อยากหาย

พอทุกคนอยากหายขึ้นมา มันมีผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติมาที่นี่หลายๆ คน เขาป่วยมาตั้งแต่เด็ก เขากินยาคุมมาตลอด แต่เวลาเขามาฝึกหัดที่นี่ไง มันมีผู้ที่ฝึกหัดอยู่ที่นี่แล้วเป็นหลัก เขาก็เสนอแนวทางไง บอกให้หยุดยาทั้งหมดทุกอย่าง

ปฏิบัติไปหลุดหมดเลย โรคภัยไข้เจ็บกลับรุนแรงขึ้น

แต่พอเวลาถ้าเรารู้ว่า ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ใครจิตผิดปกติ ถ้าจิตผิดปกตินะ เราต้องทำให้จิตนี้กลับมาเป็นปกติ ถ้าจิตนี้กลับมาเป็นปกติ

เราจะใช้สติปัญญาอะไรไป บอกไม่ต้อง

จะไม่ให้ประพฤติปฏิบัติเลย

คำถามเขาบอกว่า มันเสียโอกาสในการเกิดเป็นมนุษย์ แล้วเขาก็อยากจะฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นจริตนิสัยกับเขาไป แต่บังเอิญว่าเขาป่วยไง เขาเป็นไบโพลาร์ รักษาอยู่ ๔ ปีแล้ว เขารักษาตัวอยู่

การรักษามันเป็นการวินิจฉัยของแพทย์ แพทย์วินิจฉัยว่าเราเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติไป กิเลสมันก็จะยุ มันก็จะแหย่ให้เราฝึกหัดปฏิบัติ แล้วเวลาฟังคำเทศน์ของครูบาอาจารย์มันเหมือนกันไง

มันเหมือนกันตรงไหน

มันเหมือนกันตรงความคิดไง

เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดของท่านไป เวลาฝึกหัดปฏิบัติเข้าไปเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาในหัวใจของท่าน

ไอ้เรา เราก็คิดต่าง มันคิดสองแบบไง

ไอ้นั่นมันเป็นธรรม เป็นธรรมตรงไหน

เป็นธรรมตรงที่ว่าครูบาอาจารย์ท่านทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจได้ ท่านยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ถ้าท่านยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันก็มีภาวนามยปัญญา ปัญญาคือธรรมจักร

พอมันมีปัญญาธรรมจักรแล้ว ธรรมจักรนั้นทำอะไร

ธรรมจักรนั้นมันก็ขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส

ถ้ามันเห็นกิเลสไง เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันจะเห็นมาร มันจะเห็นมาร

ถ้ามันเห็นมารเพราะอะไร

เพราะมาร พญามารมันครอบงำหัวใจของสัตว์โลก แล้วเรามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราบุญกุศลขึ้นมา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราฝึกหัดของเราขึ้นมา เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติธรรม

ธรรมคืออะไร

สติ สมาธิ ปัญญา

ถ้าสติ สมาธิ ปัญญา ถ้ามันเป็นความชอบธรรม พอความชอบธรรม มันก็จะเป็นธรรมจักร พอธรรมจักร มันก็รุกไล่กิเลส รุกไล่สิ่งที่เป็นพญามาร

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติ มันจะมีกองทัพธรรม กองทัพธรรมคือศีล สมาธิ ปัญญา กองทัพกิเลสคืออวิชชา คือซาตาน คือความดื้อรั้น มันยังใช้สติปัญญาเข้าไปประหัตประหารกัน นี้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเป็นโลกุตตรธรรม เป็นภาวนามยปัญญา

เราเจ็บไข้ได้ป่วย เราผิดปกติ ความคิดเราควบคุมไม่ได้ แล้วเราก็จะฝึกหัดปฏิบัติของเรา

หนึ่ง เรามีซาตาน เรามีกิเลสอยู่แล้ว พอมีกิเลสอยู่แล้ว มันมีความเจ็บไข้ได้ป่วย สิ่งที่ผิดปกติมันก็คิดค้นของมันขึ้นมาได้

เวลามันคิดของมันขึ้นไปนะ

๑. ซาตาน กิเลสในหัวใจของตน

๒. ความเจ็บไข้ได้ป่วยมันบวกกัน

พอมันบวกกันขึ้นมา พิจารณาไปมันเอ๋อ มันเรอ มันเผลอไผล มันกลับเป็นความเสียหาย ถึงว่าไม่ควรทำ ไม่ควรทำ

เพราะเรารู้ว่าเราเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว เราไม่ควรใช้ปัญญา เราไม่ควรใช้ความคิด เพราะปัญญาและความคิดนี้เป็นหนทางให้กิเลสมันงอกงาม ให้กิเลสมันเพิ่มจำนวนมากขึ้นถึงกับช็อก ถึงกับหมดความรู้สึกนะ เสียไปเลย

ฉะนั้น ผลของมัน ถ้าเรารู้ว่าเจ็บไข้ได้ป่วย อย่างเช่นผู้ถามบอกว่า รักษา นอนอยู่โรงพยาบาลมาหลายครั้งแล้ว มันชัดเจน

ไอ้ความเจ็บไข้ได้ป่วยมันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องทางโลกด้วยนะ เพราะอะไร เพราะเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย โรงพยาบาล หมอจะขุด หมอจะให้ยา เพื่อให้ประสาท ให้เคมีในสมอง ให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ

ขณะที่เป็นปกติ มันเป็นปกติทางโลก เห็นไหม แต่ถ้าเป็นปกติทางโลก หมายความว่า เรารับรู้โดยประสาทสัมผัสทั้งหมด เราสื่อสารกันด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อายตนะ มันสัมผัส มันเป็นข้อเท็จจริง สถานะของความเป็นมนุษย์ เพราะเทวดาไม่เป็นแบบนี้ พรหมก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่มีจิตเหมือนกัน แต่สถานะมันแตกต่างกัน อยู่ในวัฏฏะที่แตกต่างกัน

ฉะนั้น พอจิตมันผิดปกติ ถ้ามันคิดของมันไป เห็นไหม

ฉะนั้น ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ถูกต้อง เราฝึกสติ เราไม่ต้องใช้ความคิด ความคิดถ้าจะฝึกหัดใช้ เราก็คิดที่พุทโธๆ เพราะอะไร เพราะพุทกับโธมันไม่ต่อเนื่อง มันเสริมไม่ได้ พุทโธๆ มันเป็นความคิดตัด ตัดความคิดให้อยู่กับความคิด

แต่ถ้าเราใช้ปัญญา มันคิดต่อเนื่อง มันคิดขยายความ คิดต่อไปแล้วมันหลุดออกไป เพราะเราไม่ปกติไง

การปกติมันต้องเป็นการฝึกหัดสติ

ฉะนั้น การฟื้นฟูการปฏิบัติๆ สิ่งที่คำถามไง ความคิดมันเป็นสองแบบ แล้วเวลาเริ่มต้น สิ่งที่ว่าเขากำหนด เสียงเริ่มต้น ถ้ามีสติปัญญามันก็แยกได้ ถ้าเสียง ไม่มีสติปัญญา มันก็ลากไป แล้วลากไปจนเขาก็เจ็บไข้ได้ป่วย

ฉะนั้น พอเจ็บไข้ได้ป่วย เราเห็นใจมากนะ เราเห็นใจมากเพราะอะไร เพราะในสังคมของพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

เราก็เป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ เป็นนักรบ เป็นโดยข้อเท็จจริง เวลาพระปฏิบัติหลุดนะ จะพาไปกราบครูบาอาจารย์ ให้เขาฝึกหัดสติ ให้เขาฟื้นมาให้ได้ เวลาในวงปฏิบัติเวลาหลุด มี พระปฏิบัติแล้วหลุด นั้นมันเป็นเวรกรรมของสัตว์

เมื่อก่อนเราฝึกหัดปฏิบัติใหม่ๆ เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อว่าทำดีแล้วจะได้ชั่ว แต่พอเราอยู่ในวงการ พอปฏิบัติไป แล้วเห็นสังคมต่อเนื่องไป เดี๋ยวนี้เชื่อ เชื่อเพราะอะไร

เชื่อเพราะว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยมาตั้งแต่ต้น แต่เขาไม่รู้ตัว หนึ่ง หรือเขาปิดบังไว้ หนึ่ง แล้วพอฝึกหัดปฏิบัติ เริ่มต้นมันเป็นมิจฉา มันไม่ถูกต้องชอบธรรมอยู่แล้ว การปฏิบัติมันเป็นการ เรามองว่าปฏิบัติแล้วมันจะชำระล้างกิเลส แต่ความจริงกิเลสมันมีอยู่แล้ว แล้วเจ็บไข้ได้ป่วยเสริมเข้าไป เวลาปฏิบัติไปมันออกไปทางลบหมดน่ะ มันไม่ไปทางบวก ถ้ามันออกไปมาทางลบ เห็นไหม

ฉะนั้น เราพิจารณาของเราเองแล้ว ปฏิบัติได้ พุทโธเฉยๆ มีสติปัญญาเฉยๆ ต้องฟื้นกลับมาให้เป็นปกติ แล้วถ้าฟื้นกลับมาเป็นปกติ มันพิสูจน์ได้

คนร่างกายปกติทำสิ่งใดรู้ตัวทั่วพร้อม ถ้ามันเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา สิ่งนั้นมันไม่รับรู้ เห็นไหม ชาไปซีกหนึ่ง ไม่รับรู้ซีกหนึ่ง แขนขาไม่รับรู้อะไร นี่ผิดปกติ ถ้ามันผิดปกติขึ้นมา มันก็เป็นปกติธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป มีสติพร้อม

จิตก็เหมือนกัน จิตถ้ามีสติปัญญา เสียงอะไรมา เออ! เสียงก็คือเสียง ใครจะพูดสิ่งใดก็เป็นคำพูดของเขา มันเป็นปกติ

ไม่ปกตินะ ไม่ต้องเขาพูดหรอก มันแว่ว

นี่เขาว่า ถึงเวลาเขากระทำไปแล้ว จนเกิดเสียงหูแว่ว จนต้องเข้าโรงพยาบาล นอนโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ

ฉะนั้น สิ่งที่เราพูด เราพูดเพื่อสังคมโลกทั้งหมดไง

เราพิสูจน์ได้ในหัวใจของเรา ถ้ามันเป็นปกติ เขาติฉินนินทา มันจะวางไว้ตรงนั้นเลย

ไอ้นี่เราหูแว่ว นั่งอยู่เฉยๆ มันก็ไปกว้านเอาสิ่งที่ติฉินนินทาเข้ามากระทบใจให้เจ็บช้ำน้ำใจ นี่เวลาคนป่วย

ถ้าเวลามันปกติ อะไรจะมาแว่ว เสียงก็คือเสียงไง เสียงมันอยู่ภายนอก สติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์

แล้วถ้าฝึกหัดต่อเนื่องไป มันเป็นปกติแล้ว มันจะเป็นสมาธิ คือจิตตั้งมั่น

ฉะนั้น สิ่งที่กระทำ เราบอกว่า เขาอยากจะฝึกหัดปฏิบัติ แล้วอย่างกรณีที่ว่าความคิดเป็นสองแบบๆ

อย่างที่เราพูดนี่ไง แบบทางโลกก็คิดดีคิดชั่ว ถ้าแบบปฏิบัติก็โลกกับธรรม ไอ้ปัญญาที่หมุนๆ นั่นมันเป็นจินตนาการทั้งนั้นน่ะ มันเป็นจินตนาการจากภายใน แล้วคนที่ฝึกหัดปฏิบัติไป พอมันรู้เท่าจินตนาการ โอ๊ะ! ก็แค่กูคิดเองนี่หว่า

จินตนาการฆ่ากิเลสไม่ได้หรอก

แล้วถ้ามันเกิดภาวนามยปัญญา ทำไมต้องมีสัมมาสมาธิล่ะ สัมมาสมาธิเพราะอะไร

เพราะมันไม่พาดพิงอารมณ์ไง ไม่พาดพิงอารมณ์มันก็เป็นอิสระไง ถ้าเป็นอิสระมันก็ไม่มีตัวยุแหย่ไง ก็ซาตานไง ก็กิเลสไง เพราะกิเลสต้องสงบตัวลง มันถึงเป็นสัมมาสมาธิได้

ไอ้คนทำสมาธิๆ ที่มันเป็นสมาธิไม่ได้ เพราะกิเลสมันเจือปนอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกว่าสมุทัย สมุทัยมันมาพร้อมความคิด มาพร้อมกับความรู้สึก

แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ

ให้เรามีพุทธะ มีความรู้ แต่ไม่ให้กิเลสมันครอบงำ สัมมาสมาธิ

สมาธิมีมิจฉา มีสัมมา มีสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘

สมาบัติ ๘ ใครทำ ว่ามา ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำอย่างไร

มันก็ขึ้นลง มันก็เป็นสมาธิประเภทหนึ่งไง แล้วสมาธิประเภทนี้ ดูสิ ดูกสิณ ๑๐ เพ่งไฟ เพ่งพระอาทิตย์ มันเป็นเรื่องอภิญญา เรื่องโลกทั้งนั้น

เรื่องโลกคืออะไร

ก็ดูพราหมณ์สิ ดูศาสนาดั้งเดิมสิ มันก็มีมาทั้งนั้นน่ะ แต่มันไม่มีปัญญาไง ไม่ใช่พระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าเป็นสัมมาสมาธิไง เป็นสมาธิโดยความปกติสุข มีความสุขมาก สุขจนคนที่อ่อนแอคิดว่าคือนิพพาน

นิพพานทำไมมีเจริญแล้วเสื่อม นิพพานมันต้องเป็นบุคคล ๔ คู่ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง กามราคะ ปฏิฆะขาดไป รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

ไหนว่าไม่มีกิเลส ไหนว่าไม่มีสังโยชน์ ไหนว่าจะละสังโยชน์ ละสมมุติ อะไรเป็นสมมุติ อะไรเป็นบัญญัติ อะไรเป็นวิมุตติ อะไร

นี่พูดถึงคำถามไง พูดให้ชัดเจน ว่าสิ่งที่เขาเป็นแล้วเขาจะแก้ไข แก้ไขโดยอารมณ์ความรู้สึก แก้ไขโดยความอยากจะหาย แต่เวลาโยมไปหาหมอ หมอเขาให้ยา รักษาจิตแว่ว รักษาหูแว่ว รักษาไบโพลาร์ เขามีอะไร เขามียา

ไอ้นี่จะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็คาดหวังว่าเราอยากจะฝึกหัดปฏิบัติ เราอยากจะมีความสุข แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเหมือนคนทำงาน คนทำงาน อยากจะมีความสุขต้องมีหน้าที่การงาน ทำงานแล้วได้ผลตอบแทน นั้นจะเป็นความสุขของเรา

การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันก็ต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิ มันเป็นการฝึกหัด มันเป็นวิธีการจะรักษาหัวใจของตนให้สงบสุข แล้วสงบสุขมันเป็นวาระ ถ้ามันสมดุลพอดีของมัน มันก็ปล่อยวาง

ถ้ามันไม่สมดุลพอดีของมัน มันเอียงกระเท่เร่ไปทางใดล่ะ อยากได้ อยากดี อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากดี คิดยอกย้อน แล้วความคิดควบคุมไม่ได้เพราะเราไม่เคยฝึกหัด มันอ่อนแอ แต่ถ้าฝึกหัดปฏิบัติแล้วมันจะรู้ มันจะเห็น มันเท่าทัน ชำนาญในวสี

หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตาพระมหาบัวท่านชำนาญของท่าน ชำนาญเพราะปฏิบัติตลอดเวลา ปฏิบัติต่อเนื่อง

การฝึกหัดปฏิบัติไง ต้นไม้ สิ่งมีชีวิต รดน้ำพรวนดินแล้วมันจะเจริญงอกงาม

ใจ ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมามีสติปัญญา มันจะเจริญงอกงามทางธรรม

ทางธรรมคือมีสติ สติจะฟื้นฟูขึ้นมา สติจะเท่าทันความคิดของตัว จะมีสมาธิหยุดนิ่ง ให้คิดก็ได้ ไม่ให้คิดก็ได้ ด้วยสติการควบคุมดูแล ฝึกหัดปฏิบัติให้มันมีปัญญา แล้วสิ่งที่เราฝึกหัดปฏิบัติมันเป็นนามธรรม มันเป็นนามธรรม ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้เฉพาะผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น

แล้วผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น ถ้ามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มันจะมีความสงบสุข มีความสุขมากๆ จนผู้ที่อ่อนแอคิดว่ามันเป็นนิพพาน

แต่นิพพานทำไมมันเสื่อม มันเสื่อมเพราะอะไร

เวลามันอ่อนลง มันกลับมาเป็นปกติ มันก็ไปแบกทุกข์เหมือนเดิมไง

อ้าว! นิพพานทำไมกลับมาทุกข์อีกล่ะ

แต่ถ้าเป็นการฝึกหัดปฏิบัติ เวลามันเสื่อม แสดงว่าการฝึกหัดปฏิบัตินี้มันมีการเจริญงอกงามและมีการเสื่อมถอย

แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่ท่านชำนาญของท่าน ท่านชำนาญในวสี หลวงปู่เจี๊ยะให้เน้นชำนาญในวสี คือชำนาญในการตั้งสติ ชำนาญในการบริกรรม ชำนาญในการตรวจสอบว่ามันจะเสื่อมอย่างไร ทำไมมันถึงเสื่อม มันเสื่อมเพราะเราขาดสติ เสื่อมเพราะพลั้งเผลอ เสื่อมเพราะเราไม่ดูแลรักษา แล้วมันจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจริญและเสื่อม

ถ้าไม่มีการฝึกหัดเลย มันก็ไม่มีการเจริญ เราก็ไม่รู้จักรสของธรรม รสของสติ รสของสมาธิ รสของปัญญา

เรารับรู้รส เราอยากได้รส เราอยากอยู่กับรสชาติอย่างนี้ แต่มันไม่มีเหตุ ไม่มีคำบริกรรม ไม่มีการรักษา มันก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา

ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติ ท่านถึงดูแลจิตใจของท่านตลอดเวลา ท่านควบคุมดูแลของท่านได้ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุมันสมบูรณ์แบบของมัน มันจะเสื่อมไปไหนวะ

แต่คนปฏิบัติทั้งหมดมีเจริญแล้วก็เสื่อม เพราะความอ่อนด้อย ความขาดความควบคุมดูแล

การฝึกหัดปฏิบัติคือการตั้งสติ คือการฝึกหัด คือการดูแลอารมณ์ อารมณ์นี้เปลือก พอมันวางอารมณ์มันก็เป็นจิต เราฝึกหัดปฏิบัติ ดูแล ดูแลนามธรรม ดูแลหัวใจของเรา เรากลับมาดูแลที่นี่ นี่คือการฝึกหัดปฏิบัติเจริญแล้วเสื่อม แล้วชำนาญในวสีมันจะเสื่อมไปไหน ไม่เสื่อมแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาให้ได้ ใช้สติปัญญาให้ได้ มันก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ปฏิบัตินั้น

ฉะนั้น คำถามว่า เขาก็รู้ว่าความคิดมันไหล ความคิดมันต่างๆ แต่คนถ้าคิดและไหลอย่างนี้อาจจะเป็นบ้าได้

มันเป็นบ้าอยู่แล้ว

ฉะนั้น ช่วงนี้ก่อนนอนมีความคิดไหล ควรจะทำอย่างไรดี ลูกเคยลองย้ายมาดูลม

ความคิดมันจะไหล อะไรทุกอย่างเกิดจากจิต จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ เกิดดับๆๆ เกิดจากจิตทั้งสิ้น ความคิด ความคิดที่มันไหลมามันก็เป็นเวรกรรมที่ได้กระทำมา

บางคนที่เขาสร้างคุณงามความดีมา เขาคิดแต่เรื่องดีๆ แล้วเขาคบเพื่อนนะ เวลาเพื่อนคิดเรื่องการทำร้ายคน เรื่องต่างๆ เขายังแปลกใจว่า เฮ้ย! เอ็งคิดอย่างนั้นได้อย่างไรวะ

เห็นไหม คนที่สร้างคุณงามความดี ต้นทุนที่ดีงาม เขาคิดบวก คิดเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ของเรา เราทำมา ทั้งคิดบวกและทั้งคิดลบ ถ้าคิดบวกมันก็เป็นความสุข เราก็พอใจ เวลามันคิดลบ มันไหลมา ทำอย่างไร

เราก็ตั้งสติขึ้นมา หรือไม่ไปรับรู้ความคิดอย่างนั้น

ถ้าความคิดมันรุนแรง หลวงตาพระมหาบัวท่านสอน “สติสามารถกั้นพายุลมแรง คลื่นในทะเลได้”

สติ ถ้ามันเท่าทันความคิดที่ไหล ความคิดที่มันโหมใส่มา สติสามารถกางกั้นได้

มันอยู่ที่สติปัญญาของเรา หนึ่ง

สอง ในวันหนึ่งเราทำสิ่งใดบ้าง แล้วเวลานอน เราก็จะมานอน ความคิดมันก็จะไหลมา เพราะอะไร เพราะเราจะนอนหลับพักผ่อน แต่ขณะที่เราทำงานมันยังมีความคิดอย่างอื่นมากระทบ เป็นกำลังต่อต้านได้บ้าง

ฉะนั้น ฝึกหัดสติ ฝึกหัดการกระทำ นี้แค่ฝึกหัดนะ แล้วไม่ต้องไปเข้มข้น ไม่ต้องไปขวนขวายมาก สิ่งที่ขวนขวาย ไปหาหมอ เพราะเขารักษาอยู่แล้ว กินยาตามนั้น ดูแลเราด้วยทางโลกให้มันเป็นกลับมาปกติสุข

การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จิตตภาวนา จิตให้เป็นปกติก่อน เป็นปกติแล้วถ้าไม่มีวาสนานะ พระกรรมฐานทั้งหมดยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น ขึ้นสู่โลกุตตรธรรมไม่ได้ อยู่แค่โลกียธรรม จะพูดอะไร จะทำอะไร ยืนยันตามตำรับตำรา ถ้าจะถามอะไร ก็ชี้เข้าไปสู่ต้นตำรับตำราในพระไตรปิฎก

แล้วประสบการณ์ของตนล่ะ

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันต้องมีขณะ มีคุณธรรม มันตอบได้หมด มันรู้ได้หมด มันเป็นปัจจุบันในจิตนั้น มันเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ

ฉะนั้น สิ่งนั้นถ้าจิตตภาวนา ฝึกหัดในแนวทางพระพุทธศาสนา

ทางโลกๆ ฝึกหัดปฏิบัติชี้เข้าไปที่ทฤษฎี ชี้เข้าไปพระไตรปิฎก อ้างที่นั่น ว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้น

ในแนวทางปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็สอนไว้อย่างนั้น แล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไปให้รู้ข้อเท็จจริงในหัวใจของตน นั้นเป็นแนวทางปฏิบัติ

คำถามถามว่า เขาเจ็บไข้ได้ป่วย จะฟื้นฟูการปฏิบัติ

ถ้าฟื้นฟูการปฏิบัติ กำหนดรู้เฉยๆ ทำหัวใจให้เป็นปกติสุข แต่ถ้าเราอยากจะประพฤติปฏิบัติแล้วใช้สติปัญญาไป มันจะไปทำให้โรคภัยไข้เจ็บฟื้นฟูตลอด

ทำความสงบของใจเท่านั้น ทำความสงบของใจให้เราเป็นปกติสุขทั้งกายและใจ แล้วถ้าเราควบคุมไม่ได้ ดูแลไม่ได้ ยาที่หมอสั่ง ให้กินตามนั้น ให้สารเคมีควบคุมระบบประสาท

จิตของเราฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นปกติสุข เอาความเป็นปกติสุข ไม่ต้องภาวนาว่าบรรลุธรรม รู้ธรรม เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ มันจะทำให้โรคภัยไข้เจ็บจะคงอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ถ้าเรากินยาตามหมอสั่ง ช่วยฟื้นฟูระบบประสาท การควบคุมสารเคมีในสมอง แล้วเราพุทโธเฉยๆ ไม่ต้องใช้สติใช้ปัญญา เพื่อกลับมาให้เป็นปกติสุข ฝึกหัดสติของตัวให้สมบูรณ์ จบ