เทศน์พระ

ในนา

๒๙ ก.ค. ๒๕๖๙

ในนา

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสละชีวิตแลกมา อดอาหาร อดอาหารสลบไปถึง ๓ ครั้ง ค้นคว้าอยู่ ๖ ปี เวลามาตรัสรู้ ตรัสรู้ในทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศสัจธรรม ประกาศสัจธรรม แล้วผู้ฟังแค่ ๕ คน แต่อัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม

ไอ้ของเราบวชมา บวชมาในพระพุทธศาสนา ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน

ถ้ามันฝึกหัดขึ้นมาแล้ว ถ้ามันขาดตกบกพร่องหรือมันไม่เป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เราควรจะตรวจสอบ เราควรจะพิจารณา แล้วพยายามหาทางต่อเนื่องไป

การทำมา การทำมาไม่มีความเสียหาย เพราะมันเป็นการฝึกหัดปฏิบัติ ฉะนั้น การฝึกหัดปฏิบัติ มันจะผิด มันจะพลาด มันจะไม่ใช่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา แต่มันก็เป็นความสามารถของเราจนสุดวิสัย พยายามทำเต็มที่ของเราแล้ว ถ้าเต็มที่ของเราแล้ว มันจะได้มรรคได้ผลมากน้อยขนาดไหน เราจะต้องตรวจสอบ พิจารณา ตรวจซ้ำ ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ

เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติไง เวลาใครฝึกหัดปฏิบัติติดขัดขัดข้องอย่างใด ไปถามหลวงตาพระมหาบัว ท่านจะบอกว่า “ให้ทำซ้ำ ให้ทำซ้ำ”

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านได้สกิทาคามีไปจากวัดทรายงาม ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง พอไปหาหลวงปู่มั่น

“ข้าพเข้าพิจารณากายอย่างนี้ ม้างกายอย่างนี้ อย่างนี้ถูกไหม”

“ถูก”

หลวงปู่เจี๊ยะถามหลวงปู่มั่นไง “แล้วให้ผมทำอย่างไรต่อไป”

“ทำซ้ำแบบเดิมนั่นแหละ”

เพราะการกระทำซ้ำแบบเดิม เพราะการทำมามันได้ผลมาถึงบุคคลคู่ที่ ๒ แล้ว ถ้าบุคคลที่ ๒ แสดงว่ามันตรงจริตตรงนิสัยของตัว ถ้าตรงจริตตรงนิสัยของตัว ถ้าทำให้มันละเอียดเข้าไป อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างละเอียดสุด บุคคล ๔ คู่ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ให้ทำซ้ำๆ 

ทำซ้ำๆ มันเท่ากับตรวจสอบ ตรวจสอบที่เราทำมานี่

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเหตุมันสมบูรณ์ของมัน สมควรของมัน มันต้องให้ผลแน่นอนอยู่แล้ว

การฝึกหัดปฏิบัติไง เวลจิตเสื่อมๆ น่ะ ทำสมาธิแล้วสมาธิเสื่อมหมดน่ะ โดยข้อเท็จจริงของมัน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันเสื่อมหมด

แต่หลวงปู่เจี๊ยะท่านสอนให้ชำนาญในวสี ชำนาญในเหตุ ถ้ามันรักษาเหตุ มันดูแลเหตุนั้น มันจะเสื่อมไปไหน

ถ้ามันรักษาเหตุ รักษาเหตุแล้วต้องเหตุให้ถูกต้องชอบธรรมนะ ถ้าเหตุไม่ถูกต้องชอบธรรมมันก็เป็นมิจฉา ถ้าเป็นสมาธิก็เป็นมิจฉาสมาธิ ออกนอกลู่นอกทางไปเลย สมาธิไม่ใช่ว่าเป็นสมาธิแล้วมันจะถูกต้องชอบธรรม มิจฉาสมาธิร้อยแปด

สัมมาสมาธิในพระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญา

ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ให้ทำซ้ำ ตรวจสอบการกระทำของเรานั่นแหละ ที่มันทำมาแล้วมันถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนานะ พระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าของธรรมะ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รื้อค้นขึ้นมา

สิ่งที่ในนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าว รวงข้าวเต็มไปหมดเลย พระพุทธศาสนาไง มีพระพุทธกับพระธรรม พระธรรมๆ นาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเต็มไปด้วยรวงข้าว ให้ชาวพุทธได้เก็บเกี่ยว ได้ใช้ประโยชน์

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา ภวาสวะคือภพของเรา คือนาของเรา คือจิตของเรา

ทำความสงบเข้ามา ทำความสงบเข้ามาเพื่อค้นคว้าหาใจของตน ถ้าค้นคว้าหาหัวใจของตน ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ มันรู้

ถ้ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็เฉไฉออกไปนอกเรื่องนอกราวเลย บรรลุธรรม เห็นธรรม ไปเตลิดเปิดเปิงไปเลย

แต่ถ้าเป็นพระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญา

ถ้ามีศีลมีธรรมขึ้นมา มันจะทำความสงบของใจเข้ามาได้ ถ้าทำความสงบของใจเข้ามาได้ สัมมาสมาธิไง ถ้าสัมมาสมาธิ ถ้ามีสติมีปัญญา ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงไง มันก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาไง

เวลาเราฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ไง ถ้าปัญญาๆ มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง

แต่ตัวเองไม่เข้าใจไง ก็ใช้ปัญญาแล้วไง นี่ก็ปัญญาๆ

ปัญญาน่ะ โรงพยาบาลศรีธัญญา

ถ้ามันเป็นปัญญานะ ถ้ามีสติมีปัญญานะ มันคอตก ปัญญาใช้ไปแล้วทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมเราไม่เห็นมีรู้แจ้งเห็นจริงอะไรในหัวใจเราเลย

ถ้าพิจารณานะ ถ้าใจเราเป็นธรรม ฟังเทศน์หลวงปู่มั่น ฟังเทศน์หลวงตาพระมหาบัว แล้วเรามาไตร่ตรองในใจของเรา เป็นอย่างนั้นไหม ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังเหมือนกันนะ พูดเหมือนกัน ฟังเหมือนกัน รู้เหมือนกัน

ไอ้นี่ผู้เทศน์รู้ ไอ้เราฟังแล้วงงเว้ย เฮ้ย! ทำไมกูไม่เป็นอย่างนั้นวะ

แค่นี้ก็จบแล้ว

เพราะเราเคยเป็นมา เวลาฟังเทศน์ๆ สิ่งที่เรารู้เราเข้าใจแจ่มแจ้ง ไอ้ที่ยังไม่รู้ เอ๊อะ! เอ๊อะ! เอ๊อะ! แล้วพยายามฝึกหัดของเรา

สิ่งที่รู้แล้วนะ ท่านพูดไง ยิ้มเลย รู้ ใช่ ใช่

เวลาเราอยู่กับท่าน เวลาท่านเทศน์จบ หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ลีท่านเป็นพระอรหันต์ เราก็นั่งฟังเทศน์อยู่นั่นแหละ เวลาท่านเทศน์จบ

“ลีเนาะ ลีเนาะ”

เราก็นั่งฟังอยู่

พระอรหันต์ยืนยันด้วยพระอรหันต์

ตอนนั้นเรายังโง่บ้าเซ่ออยู่ไง นั่งอยู่ที่นั่นแหละ แต่เวลาฟังเทศน์ท่านน่ะ เวลาท่านจบแล้วท่านทักหลวงปู่ลีไง “ลีเนาะ ลีเนาะ ที่เทศน์มาใช่ไหม”

พระอรหันต์–พระอรหันต์รู้ด้วยกัน ถ้าพระอรหันต์ไม่รู้เหมือนกันจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร

พระอรหันต์มันจบที่สัจจะความจริงในหัวใจของตน

นี่ไง พระอรหันต์ ทำไมถึงเป็นพระอรหันต์

เป็นพระอรหันต์เพราะท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา ศีล สมาธิ ปัญญา วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘

เราวิธีการดับทุกข์ด้วยความพอใจ ด้วยความชอบใจ ชอบใจ กิเลสขี่หัว แล้วก็ชอบตามกิเลส

แล้วทำไมไม่ตรวจสอบ ทำไมไม่ทำซ้ำ

ถ้าทำซ้ำ สัมมาสมาธิ

ถ้าเรามีความชอบธรรมของเรา เรามีความถูกต้องของเรา สมาธิคือสมาธินะ

ก่อนหน้านั้นเวลามันเสื่อมนะ หันรีหันขวาง ทำอะไรไม่ถูกเลย แล้วก็ตะบี้ตะบันพยายามทำ คิดว่าความเพียรอย่างนี้เราจะเอาสมาธิกลับมาได้ ยิ่งทำยิ่งเตลิดเปิดเปิง

วาง วางให้หมด พุทโธเฉยๆ พุทโธด้วยสติ พุทโธๆ พุทโธโดยไม่ต้องเอาสมาธิ

สมาธินะ ไล่ตามเอ็งไม่ทันแล้วล่ะ เอ็งจะหายไปไหนก็เรื่องของเอ็ง ข้าพุทโธของข้าเรื่อย

พุทโธน่ะ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเหตุมันสมบูรณ์แบบแล้ว สมาธิมันจะหายไปไหน สมาธิผลักมันหนีมันยังไม่ไปเลย มันไปไม่ได้ มันไปไม่ได้เพราะพุทโธเราชัดเจน เหตุเราสมบูรณ์แบบ

นี่ไง หลวงปู่เจี๊ยะ ชำนาญในวสี ชำนาญในทางการกระทำ การเข้าและการออก

“สมาธิมีเข้ามีออกด้วยหรือ”

แสดงว่าเอ็งทำไม่เป็น เอ็งไม่รู้จัก เพราะอะไร เพราะอารมณ์เฉยๆ เป็นสมาธิได้หรือ แล้วอารมณ์อย่างนี้ไม่มีเข้าไม่มีออกก็เป็นสมาธิ แล้วสมาธิอะไรของมึง ก็สมาธิแบบกิเลสไง สมาธิแบบโลกไง สมาธิแบบว่า ข้าทำให้สบายใจก็คือสมาธิ

ไร้สาระ มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เพราะอะไร

เพราะมันมีโลกียะกับโลกุตตระ เพราะมันมีโลกกับธรรม

ไอ้ที่เราคิดเราเห็นกันนี่โลกร้อยเปอร์เซ็นต์ ธรรมยังไม่มี เวลาธรรมมันจะเกิด มันจะเกิดนะ ความสงบของใจเข้ามาไง นี่ไง เราต้องหาที่นาของเราให้เจอ

ชาวไร่ชาวนาเขา เขาหว่านกล้า เขาถอนกล้า เขาเตรียมที่นาของเขา เขาชักน้ำเข้านา แล้วเขาก็หว่านดำของเขา นี่ไง ในนามีข้าว

แต่ในนาของเรา หามันยังไม่เจอเลย มีที่นาแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์

เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันมีจิตไง มันมีที่นา มีที่นามาโดยข้อเท็จจริงเลย ภวาสวะ มีภพ

ไม่มีจิตวิญญาณ ปฏิสนธิมันจะเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร แล้วเราเกิดมาแล้วมีที่นา แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครับ หาไม่เจอครับ แล้วกิเลสมันจับจอง มันไม่ให้เอ็งเงยหน้าเลย

เราพุทโธๆ นะ ทวงที่นากูคืนว่ะ ทวงใจกูกลับมา ทวงใจกูกลับมาด้วยความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วเกิดมาพบพระพุทธศาสนา

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ เทฺวเม ภิกฺขเว ทาง ๒ ส่วนไม่ควรเสพ

ไอ้ที่ว่าความสุข ความกระดิกเท้าก็บรรลุธรรมน่ะ ไม่ควรเสพ ไอ้ที่พยายามกระทำโดยอัตตกิลมถานุโยคก็ไม่ควรทำ แล้วไม่ควรทำ แล้วทำอย่างไร

ทำสายกลางในพระพุทธศาสนา ก็ทำตามธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางสายกลาง ฉะนั้น ธรรมและวินัย คำสั่งสอนของท่านต้องเป็นทางสายกลาง ไม่ออกนอกลู่นอกทางทั้งนั้น

แต่ไอ้เรา ไอ้ด้วยทิฏฐิมานะไง เวลามาศึกษาธรรมะนะ เฮ้ย! อัตตกิลมถานุโยค ถ้ากูพอใจ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ถ้ามันขัดกิเลสกูน่ะกูไม่ยอมรับ แต่ถ้ามันสมประโยชน์กับกูล่ะกูชอบ กิเลสมันก็ยิ่งพอกพูนเข้าไปน่ะสิ นี่กิเลสมันบังเงา มันอ้างธรรมะของพระพุทธเจ้าไง ทำอย่างนี้ธรรมวินัย เพราะอะไร เพราะมันชอบ แล้วก็ทำตามมันไปไง แล้วได้อะไรขึ้นมา ว่างเปล่า เสียเวลาด้วย

ฉะนั้น เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา

วันสำคัญพระพุทธศาสนานะ เราตั้งใจของเรา แล้วเราการกระทำของเรา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ การกระทำของเรา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาไง

นั่งเฉยๆ นี่แหละ แต่สติปัญญาควบคุมความรู้สึกนึกคิดของตน ทำให้มันสงบระงับเข้ามา ถ้ามันสงบระงับเข้ามานะ เออ! กูเจอที่นากูแล้วล่ะ

เพราะอะไร

เพราะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีของมันอยู่แล้ว แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่มีสติปัญญาเป็นผู้ที่คุ้มครองดูแลมัน

มีสติปัญญาแล้วเราคุ้มครองดูแลของเรา พอคุ้มครองดูแลของเรานะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่สมาธิมันทำให้เราเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมได้ แล้วถ้ามันค้นมันคว้า มันหามันไม่เจอ นั่นกรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์คือไม่มีวาสนา อะไรเข้ามารู้เห็น นั่นเป็นธรรมทั้งนั้นน่ะ มันเป็นนิมิต มันเป็นจิตส่งออก มันเป็นอำนาจวาสนาของจิตแต่ละดวง มันเป็นบุญและบาปของใจดวงนั้น

ถ้าเราต้องพยายามศึกษาค้นคว้า แล้วพยายามกระทำขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริงในใจของตน ถ้าเป็นข้อเท็จจริงในใจของตน จิตมันเป็นอิสระไง สมาธิไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นไง แล้วน้อมไปนะ ถ้าคนมีอำนาจวาสนามันจะเห็นโดยสัจจะโดยความจริงเลย

ผู้ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย พอจิตสงบจะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต มันมหัศจรรย์เลย แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา คือเดินสติปัญญาไปได้ไง เห็นไหม

ชาวนาเขาหว่านกล้า เขาหว่านข้าว เขาต้องไถ เขาต้องดำของเขา เขาต้องมีชักน้ำเข้านาให้พืชมันไม่ตาย ไม่ตากแดดตาย

ทำความเพียรของเรา ถ้ามีสติเป็นที่พักผ่อน จิตมันเหนื่อยมันล้า มันทุกข์มันยากมาก พอจิตพอทำให้มันสงบสุขขึ้นมา สัมมาสมาธิ คือได้พักได้ผ่อน ได้นอนหลับ ได้ฟื้นฟู

สัมมาสมาธิต้องมีกำลัง

มีกำลัง หมายความว่า เวลาจะใช้สติใช้ปัญญา มันจะคมของมัน มันจะพิจารณา มันจะขาด โชะ! โชะ! โชะ! ออกไปเลยนะ ไวมาก ถ้าสมดุลพอดีของมัน

แต่เวลาใช้งานไปแล้ว มีดใช้งานไปแล้วมันก็ต้องทื่อเป็นเรื่องธรรมดา ปัญญาที่ใช้ไปแล้ว ถ้าสมาธิมันอ่อนแอลงนะ มันเป็นสัญญาไง จะคิดอะไรก็เทียบเคียงเอา เคยคิดได้อย่างนั้นก็คิด

มันเป็นอดีตอนาคตไปแล้ว

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนปัจจุบันธรรม

ปัจจุบันธรรมคือปัจจุบันกิเลส ปัจจุบันที่เห็น แล้วปัจจุบันที่พิจารณา ปัจจุบันที่ฟาดที่ฟันกับมันไง แล้วถ้ามันฟันไป มันโชะ! มันโชะ! มันปล่อย มันวาง โอ้โฮ! ทำไมเราเก่งได้ขนาดนี้

พิจารณาเตลิดเปิดเปิงไปเดี๋ยวจบ มันพอเริ่มอ่อนแอลงนะ ชักเย่อกันอยู่อย่างนั้นน่ะ ไปก็ไปไม่ได้ แต่ความคิดตัวเอง สัญญา เคยคิดว่าทำได้ มันก็คิดอารมณ์อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ยื้ออยู่อย่างนั้นน่ะ โง่บ้าเซ่ออยู่อย่างนั้นน่ะ

ถ้าไปหาครูบาอาจารย์ ท่านบอกให้ปล่อย

ปล่อยได้อย่างไร สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ มันต้องใช้ปัญญาถึงจะแก้กิเลสได้ ขณะนี้ใช้ปัญญาไปแล้ว ปัญญามันจะฟาดมันจะฟันแล้ว มันจะมาทำสมาธิทำไมอยู่

ถ้าคนไม่เป็นมันเถียงอย่างนั้นน่ะ แต่พอเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาแล้ว มันต้องสมดุลพอดีของมัน ถ้ามันมีกำลังของมัน มันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน สมถกรรมฐานไง เวลาน้อมไปเห็น

คำว่า น้อมไปเห็น” มันเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่าวอาชญากรรมว่า นาย ก. ได้ฆ่านาย ข. ตาย แต่ไม่เห็นนาย ก. มันก็ได้แต่ข่าว ถ้าได้ข่าวว่านาย ก. ฆ่านาย ข. ตาย มันต้องตามหานาย ก. ให้เจอ แล้วนาย ก. มันฆ่าคนตาย มันจะรอพบเจ้าหน้าที่ไหม มันก็หลบมันก็หลีกของมันเหมือนกัน

กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของคน มันไม่กลัวอะไรเลย มันกลัวธรรมะ ถ้ากลัวธรรมะ โดยประชาชนทั่วไปมันขี่หัวนะ มันบอกเราเป็นคนดี เราเป็นชาวพุทธ มันขี่หัวอย่างนั้นน่ะ

แต่ถ้าวันไหนจะฝึกหัดปฏิบัตินะ เริ่มต้นมันก็ต่อต้านเต็มที่ ถ้ามันต่อต้านเต็มที่แล้ว ถ้าเรามีความเพียร ความวิริยอุตสาหะ มันก็บิด บิดไปบิดมาให้เราผิดพลาดตลอดเวลา นี่ไง ว่าเราจิตสงบแล้วจะเห็น จิตสงบแล้วจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ จะเห็นกิเลส

มันเป็นไปได้ถ้าผู้ที่มีวาสนา ถ้ามีวาสนานะ มันมาเอง

ในพระไตรปิฎก เวลาภิกษุผู้ที่มีบุญญาธิการไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอบวช เอหิภิกขุ บริขาร ๘ จะมาโดยธรรมเลย โดยฤทธิ์เลย ครบสมบูรณ์แบบ

พาหิยะ พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก เธอไม่มีบริขารบวชได้อย่างไร เธอก็ต้องไปหาบริขาร ๘ ให้ได้ก่อน ไปหาบริขารอยู่ โคแม่ลูกอ่อนขวิดพระอรหันต์ตายเลย

ถ้าในปัจจุบันนี้ ในบ้านเมืองเรา บริขาร ๘ เราทำสังฆทานกันทุกวัน ทำมากมาย ทำไมเราจะมีบริขาร ๘ เพื่อพระอรหันต์บวชไม่ได้

นี่เวลาเวรกรรมมันให้ผลมันเป็นอย่างนั้นน่ะ ไม่ได้ ไม่มี แต่ผู้มีบุญกุศล มาโดยทิพย์เลย

นี่เหมือนกัน เราบวชมาแล้ว เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เรามีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน แล้วเราไม่น้อยเนื้อต่ำใจอะไรเลย

น้อยเนื้อต่ำใจ เอ็งก็กิเลสทับซับซ้อนเข้าไปอีก น้อยเนื้อต่ำใจ ตีอกชกตัว

ปัจจุบันน่ะ สิ่งที่เป็นอยู่นี้มันมาจากอดีต เอ็งทำอะไรมา พันธุกรรมของจิต มันเป็นจริตเป็นนิสัย แต่ถ้าเป็นแค่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาเป็นอริยทรัพย์แล้ว แล้วถ้ามีอำนาจวาสนาบวชเป็นพระด้วย

ในนา แล้วนากูอยู่ไหน

ในนา ในนาก็หัดทำสมาธิให้ได้ ทำความสงบได้ เอกสารสิทธิ์คือสติและปัญญาของตน แล้วถ้าเป็นความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายนะ สติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ แล้วไม่หลง ไม่ลุ่มหลงสมาธิของตัว

คนไม่มีวาสนานะ พอจิตสงบ “โอ้! บรรลุธรรม นิพพาน”

ไม่มีวาสนาไง เพราะนี่มันแค่ทำความสงบของใจเท่านั้น มันยังไม่ได้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา

พระพุทธศาสนา ศาสนาแห่งปัญญา ปัญญาคือวิปัสสนา ปัญญารู้แจ้งแทงตลอดกิเลสในหัวใจของตน นั้นพระพุทธศาสนา ศาสนาแห่งปัญญา ปัญญาที่ฟาดฟัน ปัญญาที่มีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐานไง

แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม ชาวไร่ชาวนาเขา เขาทำไร่ไถนาของเขา เขาต้องหาที่นาของเขา คนไม่มีนาเขาเช่านาทำนะ แต่ของเรา เราต้องหาที่นาของเราให้ได้ หาที่นาของเราคือสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือภวาสวะ คือภพ คือฐานของจิต

แล้วสมาธิสงบระงับชั่วครั้งชั่วคราว แล้วคนที่ไม่มีวาสนา สมาธิคือนิพพาน

แล้วโดยสัจจะ โดยข้อเท็จจริงในพระไตรปิฎก ในตำราก็สอนอย่างนั้นในภาคทฤษฎี ในภาคปฏิบัติยิ่งแล้วใหญ่ ในภาคปฏิบัติ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านลุ่มหลง ท่านเที่ยว ท่านผิดพลาดไปขนาดไหน นั่นน่ะคือผลที่ทำให้เห็นโทษของกิเลส เห็นโทษของกิเลส แล้วคนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันก็ต้องลุ่มหลงไปตามอวิชชา

อวิชชาคือความไม่รู้ แล้วมึงรู้อะไร ที่มากันนี่รู้อะไร มีแต่ศรัทธา ศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ ปัญญา ปัญญามันก็เป็นโลก ปัญญาทางโลก ปัญญาของมนุษย์ ปัญญาทางวิทยาศาสตร์ แล้วปัญญาวิทยาศาสตร์มันก็เป็นลิขสิทธิ์อีกนะ ใครเป็นคนคิดได้ ใครเป็นคนค้นคว้าได้ ลิขสิทธิ์

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมที่เข้าไปชำระล้างกิเลส

เพราะอะไร

เพราะธรรม ดูสิ มันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด มีละเอียดสุดไง มันอยู่ที่วาสนาของคนไง คนที่อ่อนแอก็มีสติมีปัญญาเท่านั้น ถ้าสติปัญญาเขาสมบูรณ์แบบของเขา เขาก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน

คนที่เข้มข้นขนาดไหน ฉลาดขนาดไหน พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร มันแตกต่างกัน พระโมคคัลลานะ ๗ วันเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตร ๑๔ วัน สติปัญญามากเกินไป มากเกินไปก็ต้องใช้สติปัญญามากเกินไป

นี่ไง สติปัญญาของแต่ละบุคคล สติปัญญาของจิตแต่ละดวง

ที่นาของใคร มันอยู่ในที่ลุ่มหรือที่ดอน มันอยู่ที่ไหน แล้วมันอยู่ที่ไหน จะทำนาอย่างไร

จะทำนา มรรค ๘ ไง ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมในการฝึกหัดปฏิบัติของตน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนะ นาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โอ้โฮ! รวงข้าวเบิกบานในพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง มันต้องที่นาของตัว แล้วมันต้องฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำไร่ไถนาขึ้นมา คุ้มครองดูแล อย่าให้ไอ้พวกโรคพืชเข้ามาทำร้ายต้นข้าว อย่าให้พวกนกกาเที่ยวมาเอา มาจิกกินข้าวของตัว มันต้องดูแลรักษา ทำของตนขึ้นมาไง

ในนาของเราถึงมีข้าว มีรวงข้าวไว้เพื่อประโยชน์กับชีวิตของตน ไว้เพื่อเป็นสัจจะความจริงในหัวใจของตน ในนาของเรา เราต้องฝึกหัดปฏิบัติของตน

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตนจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันก็อยู่ที่การกระทำของตน การกระทำของตน เห็นไหม ถ้าเราทำสัจจะความจริงขึ้นมาแล้ว

ในสมัยพุทธกาล เวลาพระปฏิบัติไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่าใช่ ถ้าไม่ใช่ ไม่ต้องเข้ามา ให้คนไปดักไว้เลย ให้เข้าป่าช้าไป ไปเข้าป่าช้า มันเห็นการสั่นไหวของใจของตน ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

วัชชีบุตร เวลามาหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยศรัทธาไง มาถึงจัดที่พักเสียงอึกทึกครึกโครมไง

นาคิตะ นั่นลูกศิษย์ใคร

นั่นลูกศิษย์ของพระสารีบุตร

ไล่ออกไป ไล่ออกไป เหมือนชาวประมงเขาหาปลากัน

ชาวประมงหาปลา เขาวางแห เขาวางอวน ต้องออกเสียงออกอะไรต่างๆ ไอ้นี่นักบวช นักรบ นักปฏิบัติ เหมือนชาวประมง ไล่ออกไป ไล่ออกไปแล้วเทวดามาเลย

พระที่บวชใหม่เพิ่งบวช เขาก็ไม่รู้ธรรมวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโหดร้าย ไล่เขาไป

อ้าว! ก็เขาทำผิดข้อวัตรปฏิบัติ พระที่เขาอยู่ เขาก็ต้องการความสงบสงัดของเขา ไอ้นี่มาด้วยศรัทธาว่าจะมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมาศึกษาค้นคว้า มาเหมือนชาวประมง อึกทึกครึกโครม ไล่ออกไปเลย

ให้พระไปตามกลับมา เทศนาว่าการจนมีดวงตาเห็นธรรม เทศนาว่าการก็ติไง

พวกเธอทำไมไม่มีสติ พวกเธอ ดูสิ ดูพระเขาอยู่ในวัดเขาสงบเสงี่ยมของเขา พวกเธอมาทำให้เขาอึกทึกครึกโครม มันจะภาวนากันอย่างไร

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยข้อเท็จจริงๆ นี่ไง เราจะหาที่นาของเรา

พวกเธอ พวกเธอ

นี่ไง เราฝึกหัดปฏิบัติ วันนี้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา แล้วพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย ดูสิ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เขาทำบุญทำกุศลของเขา ด้วยบุญกุศลของเขา นั่นของเขานะ

หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง เนื้อนาบุญของโลก เนื้อนาบุญของโลกมันก็ได้แค่เศษเม็ดข้าวที่ชาวนาเขาเกี่ยวข้าว แล้วเม็ดข้าวมันตกอยู่ในนานั่นน่ะ

นี่เหมือนกัน วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชาวพุทธเขาทำบุญกุศลของเขา มันบุญของเขา บุญอะไรของเอ็ง

ของเรา เนื้อนาบุญ เราก็ต้องหาที่นาของเราสิ แล้วก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรา

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา บวชเป็นพระๆ พระมีบริขาร ๘ เป็นสมบัติของเราเท่านั้น แล้วเราก็เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้งด้วยการบิณฑบาต

ชาวพุทธๆ เรา เขาเป็นคฤหัสถ์ เป็นอุบาสกอุบาสิกา อยากได้บุญได้กุศลของตน เขามีหน้าที่การงานของเขา ทางฆราวาสเป็นทางคับแคบ คับแคบเพราะต้องทำหน้าที่การงานของเขา เวลาเสร็จแล้วเขาจะฝึกหัดปฏิบัติของเขา เขาก็สร้างบุญสร้างกุศลของเขา

เหมือนเรา ภาวนาแล้วทำไมมันไม่ได้วะ ภาวนาแล้วมันทุกข์มันยาก

เหมือนกัน ถ้าเขาทำบุญทำกุศลของเขา เขาก็ถากก็ถางหนทางของเขา เพื่อเวลาเขาปฏิบัติขึ้นมาเขาจะได้สะดวกสบายของเขา

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เราไปบิณฑบาตเขามาขบมาฉัน

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาแบบว่า ภิกษุทำภัตกิจเสร็จแล้วไง เข้าในถ้ำ ในคูหา ในเรือนว่าง ใครฝึกหัดปฏิบัติของตน นี่มันงานของพระๆ งานของนักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนน่ะ แล้วก็ศึกษาค้นคว้าขึ้นมา ให้กิเลสมันสงบตัวลง

สมาธิคือกิเลสมันสงบตัวลง สงบตัวลงจนพุทโธมันเด่นชัดขึ้นมา

แต่ตอนนี้มันเจือไปด้วยกิเลสทั้งหมด ความคิดกิเลส ๕๐ เรา ๕๐ เราวินิจฉัยอะไรได้บ้าง เรารู้อะไรล่วงหน้า ลับหลัง รู้อะไรบ้าง เราจะทำมาหากิน เราจะร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เราจะเป็นอนาถบิณฑิกเศรษฐี จะทำบุญกุศลให้มากมาย แล้วจะเอาเงินซื้อที่สร้างวัด

ทำจนตาย

เวลาเราทำบุญกุศลของเราก็เพราะหัวใจดวงนี้ แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา

ทางฆราวาสเป็นทางคับแคบ คับแคบเพราะหน้าที่การงาน เพราะคนเกิดมา ถ้าไม่มีหน้าที่การงาน จะเอาปัจจัยดำรงชีวิตอย่างไร

ภิกษุที่เราดำรงชีวิตอยู่นี้ เพราะเราอาศัยร่มโพธิ์ใบบุญจากพระพุทธศาสนา จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบากสก อุบาสิกา

อุบาสก อุบาสิกา สร้างบุญสร้างกุศลด้วยการทำบุญตักบาตร ภิกษุ ภิกษุณี นักรบๆ เช้าบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง แล้วมีหน้าที่การงานของตนก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในใจของตน

เราอาศัยร่มใบบุญในพระพุทธศาสนา ในพระพุทธศาสนา ที่นาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเต็มไปด้วยดอกผล ที่นาของเราแห้งแล้ง เราก็มาอาศัย พยายามฟักเนื้อฟักตัว พยายามรักษาหัวใจของตนให้มันชุ่มชื่นขึ้นมาด้วยสัมมาสมาธิ ด้วยเห็นที่นาของตนมีเอกสารสิทธิ์โดยชอบธรรม เป็นสมบัติของตน

แล้วพยายามทำที่นาของเรา การดับทุกข์ด้วยวิธี ด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ งานชอบ ชอบในการถากการถาง ชอบในการชักน้ำ ชอบโดยการหาเมล็ดพันธุ์ ชอบโดยการคุ้มครองดูแล ทำงานชอบของตนไง มรรค ๘ ดูแลรักษาหัวใจของตนให้ดีงาม

ถ้ารักษาหัวใจให้ดีงาม สมกับเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชเป็นพระ เวลาเป็นนักรบไง

ชาวนาๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบิณฑบาต พวกพราหมณ์บอกว่า สมณะก็ทำนากินเองสิ ทำไมต้องมาขอเขา ชาวบ้านเขาทำนาเดือดร้อนนะ จะมาขอข้าวอะไรอีก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เราไถนาของเราทุกวินาที สติเป็นเชือก ปัญญาเป็นผาล ไถกิเลสในใจของตน ทำมากกว่าชาวนาหลายร้อยเท่า

ชาวนาปีละ ๑ ครั้ง แต่พอมีชลประทาน ปีละ ๓ ครั้ง เพราะมีน้ำ แต่ถ้าเป็นธรรมชาติ ใช้น้ำฝน ปีละ ๑ ครั้ง

แต่เราทำทุกวินาที ทุกนาทีในใจของตน สติปัญญาเพียบพร้อมด้วยการเท่าทันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการกับพวกพราหมณ์ที่เขามองแต่เรื่องโลกไง มองแต่การดำรงชีวิตไง ถ้าดำรงชีวิต มีบุญและบาป ทำให้สุขและทุกข์

แต่พระพุทธศาสนา ทางสายกลาง พ้นจากสุขและทุกข์ เป็นวิมุตติสุข สุขที่แท้จริงกับที่นาของตน เนื้อนาของตน ใจของตน ธรรมของตนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริง ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่เหยียบแผ่นดินผิด

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่ได้บวช ไม่ได้เรียน ไม่ได้ฝึกหัดปฏิบัติ เป็นมนุษย์ไม่มีเกียรติ เป็นมนุษย์โดยมนุษย์ประจำโลก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ในบรรดาสัตว์ ๒ เท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นภพกลาง มีกายกับใจ เทวดา อินทร์ พรหมมีแต่ใจ ทิพย์สมบัติ นรกอเวจี อบายภูมิ ๔

นี่ภพกลาง เทวดา อินทร์ พรหมเวลาเขาพูดไง อิจฉามนุษย์

เพราะมนุษย์มันมีธาตุ ๔ บีบคั้น เพราะมันหิว มันกระหาย ต้องหามาเลี้ยง นั่นน่ะมันทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันมัน ถ้าเท่าทันมัน อันนั้นน่ะมันจะเป็นเชื้อเพลิง เชื้อแห่งสติปัญญาให้สติปัญญาเราแก่กล้าขึ้นมา แล้วสติปัญญาจากภายนอกคือโลก ภายในคือธรรม แล้วถ้ามันเห็นหัวใจของตน

อาบเหงื่อต่างน้ำนะ เวลาเรามองดู เขาทำหน้าที่การงานอาบเหงื่อต่างน้ำเป็นทุกข์เป็นยากในทางโลกเพื่อหาเงินหาทอง

เดินจงกรมนะ เวลาเข้าด้ายเข้าเข็มนะ ๒๔ ชั่วโมง เป็นปีๆๆ มันหนักหนาสาหัสสากรรจ์กว่าทางโลกหลายเท่า เพราะกิเลสมันจะเป็นมันจะตาย มันจะเอาตัวรอดไง มันก็จะบอกว่า มึงจะตาย กูจะตาย ให้เราอ่อนแอ ให้เราไม่เข้มข้นไง

เวลาเอาจริง ใครตาย

หลวงตามหาบัวท่านปฏิบัติของท่านไง สุดท้ายแล้วกิเลสตาย เราไม่ตาย

แต่เวลาท่านหมดอายุขัย ท่านปรินิพพาน

สอุปาทิเสสนิพพาน เศษส่วนที่เหลือจากการกระทำเป็นพระอรหันต์ ใช้ธาตุใช้ขันธ์นั้นเพื่อประโยชน์กับพระพุทธศาสนา ถึงที่สุดแล้วทิ้งเศษส่วน ทิ้งสิ่งที่เหลือที่เป็นวัตถุธาตุไว้ประจำโลก สอุปาทิเสสนิพพานเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน สิ้นกิเลสไปโดยความชอบธรรม เอวัง